ระหว่างที่ดิฉันนั่งอ่านใบสมัคร The Cloud School หลักสูตรริเน็นรุ่นที่ 5 อยู่ พบว่าผู้สมัครหลายท่านทำงานด้านการออกแบบและสถาปัตยกรรม มานั่งนึกดูดี ๆ ดิฉันเขียนบทความใน The Cloud มา 4 ปีแล้ว แทบไม่เคยเขียนถึงบริษัทออกแบบเท่าไหร่เลย 

นั่งนึก ๆ ดู ก็นึกถึงบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งดิฉันเรียกในใจว่า บริษัทรับออกแบบ ‘ความสุข’ เป็นบริษัทที่ทำให้ลูกค้าที่บรีฟงาน ผู้บริโภค ตลอดจนพนักงาน ยิ้มกันแก้มปริทีเดียว 

Orange & Partners 

ทำไมถึงตั้งชื่อบริษัทว่า Orange 

Orange & Partners บริษัทรับออกแบบความสุขแบบเซอร์ไพรส์ของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง
ภาพ : www.orange-p.co.jp

ช่วงระหว่างกลางคืนกับกลางวัน มีดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ส่องแสง

ช่วงระหว่างกลางวันกับกลางคืน ก็มีดวงอาทิตย์กำลังตกดิน 

ในช่วงจังหวะระหว่างกาลเวลาที่ไม่แน่ชัดนัก แต่ท้องฟ้ากลับค่อย ๆ เปลี่ยนสี ภาพตรงหน้า ปรากฏเป็นท้องฟ้าถูกย้อมเป็นสีส้ม 

สำหรับพวกเราแล้ว สีส้ม จึงเป็นสีของ ‘ความไม่แน่ชัด’ และ ‘ความประทับใจ’ 

ส่วนคำว่า Partners มาจากหลักคิดว่า บริษัทต้องการเติบโตไปพร้อมกับลูกค้า 

นี่คือที่มาของบริษัทรับออกแบบความสุขที่ชื่อ ‘Orange & Partners’ 

บริษัท Orange & Partners ก่อตั้งขึ้นในปี 2006 โดยคุณ Kundo Koyama นักเขียนบทและนักวางแผนชื่อดัง (เป็นหนึ่งในคนที่มีส่วนสร้างหมีคุมะมง และเป็นผู้เขียนบทหนังเรื่อง The Departures

Orange & Partners บริษัทรับออกแบบความสุขแบบเซอร์ไพรส์ของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง
ภาพ : www.orange-p.co.jp

คุณ Koyama บอกว่า บริษัทเขาสรุปไว้ได้ด้วย 2 คำ คือ Surprise และ Happiness 

ในเว็บไซต์ของบริษัทเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า พวกเขาปรารถนาจะเป็นพื้นที่แห่งความรัก ที่สร้างประโยชน์ให้กับโลก 

ลักษณะงานของที่นี่คือ งานออกแบบวางแผนการสื่อสาร ให้คำปรึกษาด้านแบรนด์ และให้คำปรึกษา เช่น มีบริษัทแห่งหนึ่งต้องการทดลองสร้างโรงแรมเพื่อรองรับตลาด Long Stay ทาง Orange & Partners ก็ช่วยออกแบบแนวคิดของโรงแรมนี้ให้อยู่กึ่งกลางระหว่างการพักสั้น ๆ กับการอยู่ระยะยาว 

Orange & Partners บริษัทรับออกแบบความสุขแบบเซอร์ไพรส์ของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง
Orange & Partners บริษัทรับออกแบบความสุขแบบเซอร์ไพรส์ของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง
Orange & Partners บริษัทรับออกแบบความสุขแบบเซอร์ไพรส์ของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง
ภาพ : www.orange-p.co.jp

แขกพักที่นี่นานเท่าใดก็ได้ อาจจะมา Workcation ที่นี่ วันธรรมดา ทำงาน วันหยุด ก็ออกไปเดินเที่ยวในเมืองบ้าง คุยกับคนในเมืองบ้าง ทุกห้องมีห้องครัวและมีเครื่องซักผ้าอยู่ตรงพื้นที่ส่วนกลาง ได้ทำงานที่สงบ ๆ และได้เรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่ในท้องถิ่นด้วย 

อีกโครงการหนึ่ง คือ การออกแบบเครื่องประดับให้แบรนด์เก่าแก่ของเยอรมัน ชื่อ GROSSE ทาง Orange & Partners วางแนวคิดเครื่องประดับนี้เป็น ‘การทบทวน 1 ปีที่ผ่านมา และตัดสินใจเส้นทางในอนาคต’ 

Orange & Partners บริษัทของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง ที่จะทำงานให้ลูกค้า ผู้บริโภค และพนักงาน สุขจนยิ้มแก้มปริ
Orange & Partners บริษัทของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง ที่จะทำงานให้ลูกค้า ผู้บริโภค และพนักงาน สุขจนยิ้มแก้มปริ
ภาพ : www.orange-p.co.jp
Orange & Partners บริษัทของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง ที่จะทำงานให้ลูกค้า ผู้บริโภค และพนักงาน สุขจนยิ้มแก้มปริ
ภาพ : www.grosse-onlineshop.com


สร้อยนี้มีชื่อว่า ‘Dear Future” แฝงความหมายถึงตัวฉันในอนาคต ในล็อกเก็ต มีคำ 5 คำให้เลือก ได้แก่ Faith (ฉันจะสร้างศรัทธา) Calm (ฉันจะใช้ชีวิตอย่างสงบ) True (เป็นตัวของตัวเอง รักตัวเอง) Luck (พบโชคดี) Leap (เติบโตอย่างก้าวกระโดด) เป็นเครื่องประดับที่ทุกครั้งที่สวมใส่ ก็จะนึกถึงภาพตนเองในอนาคต 

นอกจากนี้ หากสั่งซื้อทางออนไลน์ จะมีช่องให้เขียนจดหมายหาตนเองในอีก 1 ปีข้างหน้า เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี ทางระบบจะจัดส่งจดหมายฉบับนี้ให้ผู้ซื้อ สมคอนเซ็ปต์ Dear Future 

ความเชื่อของบริษัท

บริษัท Orange & Partners มีความเชื่อว่า งานคิดไอเดียและวางแผนกลยุทธ์นั้น เป็นบริการให้ใครสักคน ขณะเดียวกันก็แฝงความปรารถนาดีด้วย งานที่ดี จะทำให้ผู้คนรู้สึกประทับใจหรือตื่นเต้น และกลายเป็นการส่งต่อความรู้สึกร่วม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือสร้างเส้นทางใหม่ ๆ ได้

งานวางแผนที่ดี จะช่วยให้ชีวิตผู้คนดีขึ้น อย่างกรณีโรงแรมข้างต้น นักท่องเที่ยวก็ได้มาเที่ยว พัก ทำงาน เรียนรู้วัฒนธรรมเก่าแก่ คนในชุมชนก็รู้สึกภูมิใจในเมืองตนเอง มีการสื่อสารแลกเปลี่ยนกับคนต่างถิ่นบ้าง 

นอกจากนี้ บริษัทเชื่อมั่นว่า ผลงานของพวกเขาจะทำให้ผู้คนทั่วโลกรู้สึกอบอุ่นได้ 

Orange & Partners บริษัทของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง ที่จะทำงานให้ลูกค้า ผู้บริโภค และพนักงาน สุขจนยิ้มแก้มปริ
Orange & Partners บริษัทของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง ที่จะทำงานให้ลูกค้า ผู้บริโภค และพนักงาน สุขจนยิ้มแก้มปริ

ปณิธานของ Orange & Partners คือการสร้างโลกที่มีเรื่องเซอร์ไพรส์ (ดี ๆ) และมีความสุข ผ่านงานสื่อสาร และเป็นพื้นที่แห่งความรักที่สร้างประโยชน์ให้กับโลกนี้ 

บริษัทนี้จึงไม่รับงานที่เป็นงานครีเอทีฟ แต่ดังเปรี้ยงปร้างแค่ระยะเวลาสั้น ๆ พวกเขาต้องการสร้างผลงานที่ทำให้ผู้คนรู้สึกประทับใจและอยู่ในความทรงจำของผู้คน เช่น การสร้างแบรนด์หรือการออกแบบโรงแรมที่อยู่ร่วมกับท้องถิ่นได้ 

การสร้างทีมที่จะไปสร้างเซอร์ไพรส์

ถึงตรงนี้ บริษัท Orange & Partners ดูเป็นบริษัทที่คิดดี ทำดีอย่างจริงจังมาก แต่จริง ๆ แล้ว บรรยากาศในการทำงาน มีแต่ความสมัครสมานกลมเกลียวและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ 

ที่นี่มีการจัดอีเวนต์ต่าง ๆ บ่อยมาก ทั้งการไปชมดอกไม้ การไปเที่ยวด้วยกัน การอบรม ตลอดจนปาร์ตี้สังสรรค์ต่าง ๆ 

แต่สิ่งหนึ่งที่บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด และทำมาตลอดตั้งแต่ตั้งบริษัทใหม่ ๆ คือ การเซอร์ไพรส์วันเกิดเพื่อนพนักงาน

ในช่วงแรก มีพนักงานเพียง 7 คน ทุกคนก็ช่วยกันคิดไอเดียเซอร์ไพรส์เจ้าของวันเกิดเวียนกันไป ปัจจุบัน แม้พนักงานจะมีจำนวนมากขึ้นเป็นเกือบ 30 คน พนักงานทุกคนก็ยังแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบเซอร์ไพรส์อยู่ 

ยกตัวอย่างการเซอร์ไพรส์ซาโตชิน พนักงานชายแผนกบัญชี

วันหนึ่งหลังประชุมเสร็จ บอร์ดบริษัทท่านหนึ่งบอกซาโตชินว่า “ซาโตชิน มีลูกค้าขอให้ออก Invoice แบบด่วนสุด ๆ ผมกดเข้าระบบไปแล้ว ฝากคุณช่วยทำเอกสารต่อนะ” 

ซาโตชินก็ตาลีตาเหลือกไปเปิดคอม แต่พอดูรายการที่ต้องออกใน Invoice แล้ว ช่องรายละเอียดเขียนว่า 

“ความพยายามของซาโตชินในการช่วยให้ทุกคนทำงานได้ราบรื่น… Priceless”

“ความใจดีเหมือนคุณพ่อที่พร้อมให้คำปรึกษาเสมอ… Priceless”

“น้ำเสียงอันอบอุ่นนุ่มนวลของซาโตชิน… Priceless”

มีรายละเอียดยาวขนาดนี้ จากนั้น ก็มีวิดีโอฉายขึ้นมา เป็นภาพบอร์ดบริษัทท่านนั้นไปขอพรศาลเจ้าเพื่อให้ซาโตชินสอบวุฒิด้านบัญชีผ่าน และซื้อเครื่องราง (แน่นอนว่า ถ่ายโดยบอร์ดท่านนั้น) 

ส่วนเพื่อน ๆ คนอื่นก็เดินเอาแก้วที่มีลายวาดหน้าเหมือนของซาโตชินมาให้ เพราะเขาเป็นคนชอบดื่มสาเก 

Orange & Partners บริษัทของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง ที่จะทำงานให้ลูกค้า ผู้บริโภค และพนักงาน สุขจนยิ้มแก้มปริ
ภาพ : www.instagram.com/orange_and_partners

ส่วนการเซอร์ไพรส์ท่านประธานบริษัทนั้น ก็มีการเล่นใหญ่ไฟกะพริบเสมอ ๆ เช่น การสกรีนหน้าประธานบนรถหาเสียงและขับมาเซอร์ไพรส์ 

Orange & Partners บริษัทของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง ที่จะทำงานให้ลูกค้า ผู้บริโภค และพนักงาน สุขจนยิ้มแก้มปริ
ภาพ : www.orange-p.co.jp

ส่วนอีกปีก็มีการฟอร์มทีม รวมพนักงานบริษัทในเครือทั้งหมด วิ่งผลัดกันจากจังหวัดโตเกียวไปยังจังหวัดนารา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่านประธาน เป็นระยะทางประมาณ 500 กิโลเมตร 

ท่านประธานซึ่งเปิดบ้านเลี้ยงฉลองทุกคนอยู่แล้วนั้น ก็ได้เห็นคลิปวิดีโอที่พนักงานทุกคนแบ่งหน้าที่กัน ผลัดกันวิ่ง แล้วนักวิ่งคนสุดท้ายก็วิ่งเข้ามาเอาของขวัญมาให้ท่านประธาน 

คุณ Kundo Koyama เชื่อว่า การเซอร์ไพรส์ใครสักคนนั้นต้องใช้พลังสูงมาก ต้องแคร์คนคนนั้นจริง ๆ ต้องแอบสังเกต คอยเข้าใจ และเดาว่าทำอย่างไรคนคนนั้นถึงจะดีใจ เขาจึงตั้งใจฝึกให้พนักงานมีทักษะเช่นนี้ ยิ่งสนุกกับการเซอร์ไพรส์ ก็ยิ่งทำงานได้ดี 

จากกิจกรรมเซอร์ไพรส์วันเกิด (ซึ่งมีแทบทุกเดือน เดือนละหลายครั้ง) นี้ ชาว Orange & Partners จึงมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สนุกกับการเล่น สนุกกับการทำงาน และแน่นอนว่า สนุกในการสร้างความสุขให้ลูกค้าและทุกคนที่เกี่ยวข้องนั่นเอง 

ความเชื่อที่ชัดเจน บวกกับการมีกิจกรรมที่ทำให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วม และสนุกกับการทำให้ผู้อื่นมีความสุข ทำให้บริษัท Orange & Partners ค่อย ๆ เติบโต และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างวงจรความสุข (แบบเซอร์ไพรส์!) ให้เกิดขึ้นได้กว่า 16 ปี

www.orange-p.co.jp/english/

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

ในญี่ปุ่น มีบริษัทที่อายุยืนเกิน 100 ปีกว่า 20,000 บริษัท ที่น่าตกใจคือ กว่าร้อยละ 98 เป็นธุรกิจครอบครัว อาจจะเป็นร้านมิโสะเก่าแก่ ร้านชาขึ้นชื่อ หรือร้านขนมญี่ปุ่นที่คนนิยมซื้อไปฝากเป็นของฝากติดไม้ติดมือกัน 

ครั้งนี้ ดิฉันมีธุรกิจครอบครัวญี่ปุ่นรายหนึ่งที่อายุยืน 100 ปีพอดี และมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในตลาดซอสโอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น) รวมถึงมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายในไทยด้วย นั่นคือ บริษัท โอตาฟุกุโฮลดิ้งส์ 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200
โอโคโนมิยากิ

กลุ่มผู้บริหารบริษัทนี้มองการณ์ไกลไปอีก 100 ปีข้างหน้า จะทำอย่างไรให้บริษัทอยู่ไปได้ถึง 200 ปี จากนั้นก็ตัดสินใจเริ่มทำธรรมนูญครอบครัว  

เชิญติดตามอ่านการบริหารครอบครัวและการบริหารธุรกิจฉบับบริษัทซอส 100 ปีได้ ณ บัดนี้

บริษัทที่ไม่โฆษณาเลย

โอตาฟุกุก่อตั้งขึ้นในปี 1922 โดยเริ่มจากการจำหน่ายซีอิ๊วและเหล้าสาเกในเมืองฮิโรชิม่า ทางร้านมีซีอิ๊วสูตรต่าง ๆ ที่นำเสนอแตกต่างตามความชอบของลูกค้า จากนั้นก็เริ่มผันตัวมาเป็นผู้ผลิตน้ำส้มสายชู

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มมีกระแสการรับประทานอาหารตะวันตก กอปรกับเมืองฮิโรชิม่าขึ้นชื่อด้านอาหารโอโคโนมิยากิ ตอนนั้นซอสที่ทายังเป็นซอสเหลวใส ทางบริษัทจึงพยายามคิดสูตรซอสที่เข้ากับแป้ง กะหล่ำ หมูในโอโคโนมิยากิยิ่งขึ้นไปอีก และกลายเป็นเจ้าแรกที่ผลิตซอสข้น รสกลมกล่อม เป็นเจ้าแรกในญี่ปุ่น

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

โอตาฟุกุ ไม่ใช้สื่อโฆษณาหลักเลย แต่เน้นไปที่การสร้างแฟนคลับและการบอกปากต่อปาก โดยการออกบูทตามซูเปอร์มาร์เก็ต หรือนำเสนอร้านโอโคโนมิยากิต่าง ๆ ให้ลองใช้ ทางบริษัทให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงมากกว่า เมื่อสินค้าดี รสชาติโดนใจ ลูกค้าก็จะชี้ชวนกันให้ซื้อซอสโอตาฟุกุเอง 

แม้ธุรกิจจะดำเนินมา 100 ปี ปัจจุบัน โอตาฟุกุก็ยังพัฒนาสินค้าใหม่เสมอ โดยมีสินค้ากว่า 2,336 อย่างแล้ว (สินค้าใหม่ออกเฉลี่ยปีละประมาณ 100 กว่าชนิด) เช่น แป้งสำหรับทำชิจิมิ (พิซซ่าเกาหลี) ซอสโอโคโนมิยากิสำหรับเด็กหย่านม (ส่วนผสมปลอดภัยและรสชาติไม่จัดเกินไป) 

การบริหารแบบญี่ปุ่น

ผู้บริหารบริษัทโอตาฟุกุกล่าวอย่างชัดเจนว่า บริษัทตนดำเนินการบริหารแบบญี่ปุ่น 

“บริษัทเราเป็นผู้ผลิต สิ่งสำคัญของบริษัทผู้ผลิตอย่างเรา คือคนครับ สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้พนักงานทำงานกับเรานาน ๆ และทำให้พวกเขายิ่งเก่งขึ้น” ชิเกขิ ซาซากิ ท่านประธานรุ่นที่ 6 กล่าว 

การที่พนักงานทำงานกับบริษัทนาน ๆ ข้อดีคือไม่ต้องสื่อสารกันมาก ทำงานรู้ใจกัน ไม่ต้องเสียเวลาอบรมพนักงานใหม่ แต่ข้อเสียที่มักเกิดขึ้นกับองค์กรทั่วไป คือพนักงานอาจขาดความกระตือรือร้น ทำงานไปเรื่อย ๆ 

ทางผู้บริหารไม่เห็นด้วยกับแนวทางการพยายามสร้างผลงานหรือสร้างการแข่งขันให้เกิดขึ้นในองค์กร สิ่งที่โอตาฟุกุพยายามสร้าง คือทำให้พนักงานเห็นคุณค่าของตนเอง เห็นคุณค่าของงาน และมีใจเอื้อเฟื้อแก่ผู้อื่น 

โอตาฟุกุ จึงมักพาพนักงานไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่แตกต่างไปจากชีวิตการทำงานเดิม ๆ เช่น ไปอบรมนอกสถานที่ ไปเที่ยวสถานที่ทางประวัติศาสตร์ แล้วร่วมแลกเปลี่ยนความคิดและความประทับใจกัน 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

นอกจากนี้ โอตาฟุกุ ยังมีกิจกรรมสำคัญกิจกรรมหนึ่ง คือกิจกรรมแบ่งปัน Mission เป็นการให้พนักงานต่างแผนก ต่างโปรเจกต์ มานั่งพูดคุยกันถึงปรัชญาและพันธกิจของบริษัท เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงความสำคัญของบริษัท รวมถึงคุณค่าของงานที่ตนทำ

กิจกรรมนี้จะจัดขึ้นที่อาคารพิเศษชื่อ ‘เซรินคัง’​ ซึ่งห่างจากออฟฟิศ บริเวณห้องโถงตรงกลางมีโต๊ะเรียงยาว ตรงกลางเป็นพื้นที่เตาเล็ก ๆ เสียบปลาหรือเนื้อย่างได้ ให้บรรยากาศล้อมวงทานข้าวกัน 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200
Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

บรรยากาศเช่นนี้ทำให้พนักงานเปิดใจกันคุยเรื่อง Mission องค์กร และจดจำได้ง่ายขึ้น 

นอกจากนี้ บริษัทยังสนับสนุนให้พนักงานสอบ ‘วุฒิโอโคโนมิยากิ’ โดยพนักงานจะได้เรียนเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานในการทำโอโคโนมิยากิ ประเภทของโอโคโนมิยากิ ตลอดจนวิธีการบริหารร้าน ที่สำคัญ มีการตั้งแผนกที่รับผิดชอบเรื่องการกระตุ้นให้พนักงานสอบวุฒิโดยเฉพาะ ชื่อแผนก ‘โอโคโนมิยากิ’ 

วุฒินี้มี 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับ Instructor, Coordinator จนถึง Meister (อย่างเช่น ระดับกลาง ระดับ Coordinator จะต้องทำโอโคโนมิยากิ 3 จานพร้อมกันได้) 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

ปัจจุบัน พนักงานบริษัทโอตาฟุกุกว่าร้อยละ 70 มีวุฒิการทำโอโคโนมิยากินี้ 

ธรรมนูญครอบครัว

กิจการโอตาฟุกุ ดำเนินมาอย่างราบรื่นตลอด จน ชิเกขิ ซาซากิ ท่านประธานรุ่นที่ 6 ได้เข้าฟังสัมมนาการบริหารธุรกิจครอบครัว 

ข้อดีของธุรกิจครอบครัว คือการตัดสินใจที่ฉับไวและปรับตนเองให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่างรวดเร็ว แต่ข้อเสียคือหากวางโครงสร้างองค์กรไม่ดี พนักงานในบริษัทอาจขาดแรงจูงใจในการทำงานได้ เพราะคิดว่าไม่ว่าตนจะมีความสามารถอย่างไร ก็คงสู้ทายาทในตระกูลในการดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหรือผู้บริหารระดับสูงไม่ได้

ชิเกขิเริ่มสนใจแนวคิดการสร้างธรรมนูญครอบครัว และเชิญผู้เชี่ยวชาญมาที่บริษัทเดือนละครั้ง ครั้งละครึ่งวัน แต่ละครั้ง สมาชิกครอบครัวซาซากิที่บริหารจะร่วมกันหารือและตกลงประเด็นต่าง ๆ แน่นอนว่าเกิดการถกเถียงในรายละเอียดปลีกย่อยตลอดทุกครั้ง 

“ตอนแรกทุกคนในบ้านถามผมว่า ทำไมต้องทำล่ะ ทำไมต้องสร้างกฎในตระกูล พวกเรารักกันดี กิจการก็ไปได้ดี แต่ผมก็พยายามอธิบายและชี้ให้เห็นว่า ควรกันก่อนแก้ ควรวางรากฐานก่อนจะเกิดปัญหา เช่น ตอนเปลี่ยนผู้บริหารหรือการสืบทอดกิจการ” 

ตระกูลซาซากิเริ่มคุยเรื่องธรรมนูญครอบครัวเมื่อปี 2013 และทำเสร็จในปี 2015 ใช้เวลา 2 ปีเต็มในการหารือรายละเอียดต่าง ๆ 

ตัวอย่างธรรมนูญครอบครัว มีตั้งแต่เรื่องกิจกรรมในตระกูลที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ของสมาชิก เช่น จัดงานเลี้ยงทานข้าวหรือสัมมนาเพื่อการเรียนรู้ปีละ 4 ครั้ง ช่วงเทศกาลโอบ้ง การไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตา 3 วัน 2 คืน จัดการแข่งขันตีกอล์ฟ 

นอกจากนี้ ยังระบุวิธีแบ่งหุ้น ค่าตอบแทน ตลอดจนวิธีเลือกผู้สืบทอดกิจการด้วย 

ตระกูลซาซากิมีทั้งหมด 8 ครอบครัว มีการกำหนดกฎขึ้นมาว่า ทุกครอบครัวส่งตัวแทนมาบริหารบริษัทได้เพียงครอบครัวละ 1 คนเท่านั้น และยังมีกฎโหดว่า หากใครถือหุ้น ต้องเป็นพนักงานบริษัทด้วย ไม่มีการให้ถือหุ้นและรับเงินปันผลเฉย ๆ ผู้ถือหุ้นจากตระกูลต้องเข้ามาทำงานในบริษัท เป็นการป้องกันบางครอบครัวที่อยากขายหุ้นส่วนของตนเองออกไป 

ในธรรมนูญครอบครัวยังกำหนดจำนวนกรรมการบริหารว่า ห้ามมีคนจากตระกูลซาซากิเกินครึ่ง เพื่อให้เกิดความหลากหลายและมีการบริหารอย่างเหมาะสม กฎอีกข้อคือ คนในครอบครัวทำงานได้ถึงอายุ 65 ปี จากนั้นถึงค่อยเป็นที่ปรึกษา 

ส่วนเงินเดือนแยกเป็น 2 ส่วน คือ เงินเดือนพื้นฐานที่ทุกคนไม่ว่าตำแหน่งใดก็ได้เท่ากัน กับเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งสัดส่วนเป็นไปตามตำแหน่งและเนื้องาน 

หากมีสิ่งใดที่ต้องตกลงกันในตระกูล ห้ามใช้เสียงข้างมากตัดสิน ต้องหารือกันจนทุกคนเห็นด้วยทั้งหมด 

ท่านประธานชิเกขิยังมองการณ์ไกล จัดตั้งนิติบุคคลเพื่อเข้ามาดูแลตระกูล หน้าที่คืออบรมและเผยแพร่ปรัชญาบริษัท ตลอดจนประวัติศาสตร์ให้แก่คนในตระกูล อบรมทายาทผู้สืบทอด รวมถึงการบริหารทรัพย์สินของตระกูล 

“ธุรกิจครอบครัวมักมีความสัมพันธ์ที่ดีกับท้องถิ่น บางทีพนักงานอาจจะไม่เข้าใจว่า ทำไมเราต้องบริจาคเงินเพื่อช่วยวัดหรือศาลเจ้ามากขนาดนั้น ซึ่งตรงนี้ นิติบุคคลของตระกูลจะเข้ามาช่วยรับบทบาทในการสานความสัมพันธ์กับท้องถิ่นแทน” 

เห็นได้ว่าธรรมนูญครอบครัวฉบับนี้ช่วยรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว ขณะเดียวกันก็พยายามลดข้อขัดแย้งหรือข้อกังขาจากฝั่งพนักงานบริษัท อีกทั้งป้องกันมิให้คนในตระกูลบริหารตามอำเภอใจเพียงอย่างเดียว 

การสืบทอดประธาน

สำหรับบริษัทโอตาฟุกุ สิ่งสำคัญอีกประการ คือการกำหนดผู้สืบทอดกิจการ 

ทางตระกูลมีเกณฑ์พิจารณาดังต่อไปนี้ 

หนึ่ง บุคคลนั้น ๆ ได้ริเริ่มทำอะไรบ้าง 

สอง บุคคลนั้น ๆ ได้เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

สาม บุคคลนั้น ๆ ได้ทำให้ใครเติบโตหรือสอนงานใครอย่างไรบ้าง 

แม้ว่าประธานคนปัจจุบัน (รุ่นที่ 8) ยังเป็นคนในตระกูลอยู่ แต่ในอนาคต ทางกรรมการก็จะพิจารณาคนนอกตระกูลให้ขึ้นเป็นประธานบริหารด้วย โดยยึดถือตามเกณฑ์ 3 ข้อข้างต้น

หากมองเผิน ๆ สิ่งที่ประธานบริษัทโอตาฟุกุทำ อาจเป็นการลดผลตอบแทนหรืออำนาจของคนในตระกูล ไม่ว่าจะเป็นการจำกัด 1 ครอบครัว 1 ตัวแทนบริหาร หรือการบังคับให้ผู้ถือหุ้นต้องเป็นพนักงานบริษัทด้วย 

“ผมขึ้นมาเป็นประธานตอนอายุ 46 ปี และผมคิดไว้ตั้งแต่ตอนนั้นว่า จะดำรงตำแหน่งนี้เพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น เหตุผลประการแรก คือ พ่อผมเสียตอนอายุ 55 ปี ผมคิดว่าผมอาจจะมีโอกาสจากโลกนี้ไปในวัยเดียวกันก็ได้ นั่นคืออีก 10 ปีข้างหน้า เหตุผลข้อสอง คือ ประธานบริษัทเป็นตำแหน่งที่ไม่มีการย้ายไปทำงานแผนกอื่นหรือเมืองอื่น อยู่สภาพเดิมตลอด ผมเกรงว่าผมจะไม่มีแรงบันดาลใจในการริเริ่มทำอะไรใหม่ ๆ ครับ” 

หากเหลือเวลาแค่ 10 ปี ในฐานะผู้นำองค์กร ตนเองจะทำอะไรบ้าง…

คำถามนี้ทำให้ ชิเกขิ ซาซากิ ตัดสินใจเริ่มทำธรรมนูญครอบครัว มุ่งมั่นปลูกฝังแนวคิดและปรัชญาดี ๆ ให้กับคนในครอบครัวและพนักงานบริษัท ตลอดจนทุ่มเทวางรากฐานโครงสร้างองค์กรให้เป็นระบบ ซึ่งนั่นทำให้เขาพาธุรกิจครอบครัวไปสู่ความมั่นคงยิ่งขึ้น เป็นมืออาชีพมากขึ้น และพร้อมจะก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัท 200 ปี

ภาพ : www.otafuku.co.jp

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load