ในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา มีปัญหาสังคมและความเดือดร้อนมากมายที่เผยให้เห็นว่า ถ้าเรามีเทคโนโลยีที่ดี สถานการณ์หลายอย่างจะได้รับการแก้ไข เยียวยา อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วกว่าที่เคยเป็น

ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโควิด-19 การฉีดวัคซีน ไฟไหม้โรงงาน น้ำท่วม การศึกษาของเยาวชน และอื่น ๆ ที่เราเห็นกันตามหน้าข่าวไม่เว้นวัน แม้ยังแก้ไม่ได้ดีทั้งหมดและเป็นเพียงจิ๊กซอว์ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่การนำเทคโนโลยีมาช่วยขับเคลื่อนสังคมไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ กลับกลายเป็นความจำเป็นและมาตรฐานขั้นต่ำ

แต่ย้อนกลับไป 14 ปีก่อน ในวันที่โลกเพิ่งรู้จักไอโฟนเป็นครั้งแรก มีกลุ่มคนริเริ่มองค์กรหนึ่งขึ้นมาเพื่อภารกิจด้านสังคมโดยเฉพาะตั้งแต่ตอนนั้น อาศัยพลังของเทคโนโลยีที่พวกเขาเชี่ยวชาญเป็นเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลง และทำอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ 

องค์กรนั้นคือ Opendream ร่วมก่อตั้งโดย เก่ง-ปฏิพัทธ์ สุสำเภา 

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

“จริง ๆ เราไม่ได้เสียสละตัวเองเพื่อโลกขนาดนั้นนะ ทุกวันนี้เราทำเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เราอยากเห็น มีเงินพอเลี้ยงตัวเองและคนรอบข้าง แม้จะเป็นทางอ้อมกว่าการทำงานปกติ แต่เราชอบความท้าทายแบบนี้” เก่งกล่าวอย่างถ่อมตัว

ผลงานที่ผ่านมาของ Opendream มุ่งเน้นด้านสุขภาพและการศึกษา ทำงานร่วมกับองค์กรที่ขับเคลื่อนในประเด็นนั้น ๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ เช่น แอปพลิเคชันบันทึกข้อมูลสุขภาพ DoctorMe ร่วมกับ สสส. และมูลนิธิหมอชาวบ้าน, PODD ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, แพลตฟอร์มการระดมทุน เทใจดอทคอม, สบายดี แชทบอตให้ข้อมูลการรับมือกับโควิด-19 และ 606 เกมให้ความรู้เรื่องเฟคนิวส์ เป็นต้น
พอเวลาผ่านไป 14 ปี โลกของเทคโนโลยีและปัญหาสังคมซับซ้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การทำธุรกิจให้อยู่รอดท่ามกลางสมรภูมิอันดุเดือด พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไปควบคู่กันไม่ใช่เรื่องง่าย เราจึงนัดหมายเก่งมาเพื่อพูดคุย สอบถามถึงการปรับตัวและเติบโตของเขาและ Opendream ก่อนเขาขึ้นร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Social Enterprise Thailand Forum 2021 ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

“รูปแบบการดำเนินงานเปลี่ยนไปบ้าง และเราก็คงไม่เหมือนเดิมอยู่แล้วตามธรรมชาติของมนุษย์ แต่เป้าหมายของเรายังคงเดิม” เก่งเน้นย้ำจิตวิญญาณที่ยังคงเดิมขององค์กรที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้ว ก่อนเริ่มบทสนทนา

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

จากฝันกลายเป็นจริง

Opendream คือความฝันที่เป็นจริงจากจังหวะเวลา ผสมกับความสนใจที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ของเก่ง

ตอน พ.ศ. 2547 เก่งคือบัณฑิตจบใหม่จากภาควิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่ย้ายเข้ามาทำงานในบริษัทใหญ่ที่กรุงเทพฯ เมื่อทำงานไปสัก 3 ปี เขาเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไม่ตอบโจทย์ชีวิตและไม่ได้มีอะไรให้จดจำเป็นพิเศษ จึงลาออกมารับงานอิสระ แม้มีรายได้งดงาม แต่ทิศทางชีวิตเขายังไม่ชัดเจนนัก 

จนกระทั่งเพื่อนสนิทจากองค์กรที่ผลักดันนวัตกรรมเพื่อสังคมอย่าง ChangeFusion พูดประโยคเปลี่ยนชีวิตให้เขาฟังว่า จริง ๆ แล้ว เทคโนโลยี การพัฒนาสังคม และความอยู่รอดของคนทำงาน เป็นเรื่องที่ไปด้วยกันได้ 

“เราสามารถใช้เทคโนโลยีที่เราถนัดสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม พร้อมทั้งเลี้ยงตัวเองไปด้วย มีตัวอย่างให้เห็นจากหลายที่ในโลก ตอนนั้นเทคโนโลยีเข้าไปแก้ไขปัญหาในหลากหลายอุตสาหกรรมแล้ว ทำไมเราไม่ลองเอามาแก้ปัญหาสังคมดูล่ะ” เก่งเล่าความคิดช่วงก่อนก่อตั้งบริษัท

เมื่อมุมมองนี้ปรากฏขึ้นในความคิดเขา Opendream จึงเกิดขึ้นตามมาอย่างรวดเร็ว

โมเดลของ Opendream แบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก คือการรับจ้างและร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ สร้างเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ปัญหา ความไฟแรงในช่วงแรกเริ่มทำให้พวกเขารับงานจากหลากหลายภาคส่วน โดยพิจารณารับงานจาก 3 เกณฑ์หลักคือ ผลกระทบ (Impact) กำไรทางธุรกิจ และกำไรที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การพัฒนาของทีม

การมุ่งเน้นที่ด้านสังคมโดยเฉพาะ ทำให้องค์กรที่มีพันธกิจเรื่องนี้อยู่แล้วติดต่อเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย มีทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ แต่เมื่อเติบโตขึ้นและงานเริ่มล้นมือ เก่งเลือกนำบริษัทให้โฟกัสไปที่ 2 ประเด็นหลักที่พวกเขามีพลังพอจะขับเคลื่อนด้วยทรัพยากรที่มี

“เราเคยทำงานกับองค์กรหนึ่งที่แลกเปลี่ยนกันว่า มนุษย์อาจสูญพันธุ์ด้วยห้าปัจจัยหลักคือ อาวุธนิวเคลียร์ น้ำหมด สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และโรคระบาด ซึ่งคิดตามแล้วสี่เรื่องแรกอาจเกินตัวเราไปหน่อย แต่เรื่องโรคระบาด เราเห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญที่บริษัทมีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

“ช่วง พ.ศ. 2552 มีการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ มูลนิธิหนึ่งบอกเราว่า เรื่องโรคระบาดจะเป็นเรื่องสำคัญมากที่ควรมีคนทำงานในภูมิภาคนี้ เราจึงทำงานร่วมกับพี่ ๆ หน่วยงานสาธารณสุขที่จังหวัดมุกดาหาร สร้างเครื่องมือให้คนรายงานอาการป่วยของตัวเองแล้วนำมาทำเป็นแผนที่ ปรากฏว่าจัดการโรคระบาดในพื้นที่ได้ดีมาก” เก่งอธิบายสาเหตุที่ประเด็นเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะโรคระบาดและการหยุดยั้งความเจ็บป่วย เป็นเรื่องที่อยู่ในใจเขาเสมอมา ก่อนหน้าจะเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นสิบปี

ส่วนเรื่องการศึกษา คุณพ่ออย่างเก่งมองว่าต่อไปในอนาคต โลกจะต้องการคนที่มีทักษะการแก้ไขปัญหาและการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งระบบการศึกษาไทยที่ผ่านมายังไม่อาจปลูกฝังให้คนทั้งประเทศได้อย่างครอบคลุม 

“เราอยากสร้างเครื่องมือและกลไกเกมที่เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันกับลูกเราเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือมีเศรษฐสถานะแบบใดก็ตาม ถ้ามนุษย์มีสองทักษะนี้ เราจะไม่ทำลายตัวเองและคนอื่น ไม่ต้องแก้ปัญหาสงครามหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญมากพอที่จะทำ

“อยู่มาเกินครึ่งชีวิตมนุษย์ทั่วไปแล้ว เหลือเวลาอีกไม่เท่าไร เลยคิดว่าอุทิศชีวิตที่เหลือเพื่อทำสองเรื่องนี้แหละ” เก่งเล่าความตั้งใจ แต่เสริมด้วยว่าพวกเขายังทำงานโปรเจกต์เสริมสนุก ๆ ตามความสนใจอยู่เหมือนกัน ใครมีโจทย์ด้านสังคมอะไร ลองติดต่อเข้าไปดูก่อนได้เลย

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์
Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

ฝันร่วมกัน

ความสำเร็จของโปรเจกต์ที่ Opendream ทำ นอกจากจะต้องใช้ทักษะเชิงเทคนิคที่พวกเขาฝึกปรือกันแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในสายงานต่าง ๆ 

หนึ่งในโปรเจกต์เด่นที่แสดงเรื่องนี้อย่างเห็นได้ชัดคือ PODD (Participatory One Health Disease Detection หรือเรียกว่า ‘ผ่อดีดี’) เครื่องมือเฝ้าระวังโรคระบาดจากสัตว์ในชุมชน ที่เดิมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้ขับเคลื่อนหลักและวิจัยด้านนี้อยู่แล้ว โดย Skoll Global Threats Fund ผู้ให้ทุนกับ Opendream เป็นผู้ประสานงานให้เกิดการพบปะกันขึ้น 

ตอน พ.ศ. 2555 การทำงานของ PODD ยังไม่ได้พึ่งพาเทคโนโลยีมากนัก กว่าจะรู้และจัดการโรคระบาดต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือน ทีม Opendream จึงนำเทคโนโลยีที่เคยพัฒนามาประยุกต์ใช้กับพื้นที่ โดยสิ่งที่เปลี่ยนไปคือ แทนที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะเป็นคนเก็บข้อมูล พวกเขาเปิดให้ชาวบ้านทั่วไปรายงานการแพร่ระบาดเข้ามา เช่น มีสัตว์ที่อาจเป็นพาหะของเชื้อโรคเสียชีวิต เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบ และเจ้าหน้าที่ดำเนินการต่ออย่างมีประสิทธิภาพ

ความท้าทายคือ ไม่ใช่ชาวบ้านทุกคนจะรู้จักวิธีการใช้แอปพลิเคชันใหม่ ๆ กลุ่มเป้าหมายในบางแห่งเป็นพี่น้องชนเผ่าที่ไม่ถนัดการใช้ภาษาไทย เป็นผู้สูงอายุที่ไม่คุ้นชินกับโทรศัพท์ การออกแบบระบบจึงต้องคำนึงถึงการรองรับความหลากหลายเหล่านี้ด้วย

แต่นั่นยังไม่ใช่ความยากทั้งหมด สิ่งที่ท้าทายไม่แพ้กันคือ ทำอย่างไรให้คนมีส่วนร่วมในการใช้งาน ซึ่งเป็นจุดที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ช่วยแนะนำให้ทีมได้เป็นอย่างดี จากการเข้าใจบริบทของพื้นที่

“มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ช่วยกางออกมาให้เราเห็นว่าการแก้ปัญหาชุมชน แค่เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องช่วยสร้างโครงสร้างหรือกลไกการมีส่วนร่วมบางอย่างด้วย 

“เช่น เมื่อก่อนเราไม่เข้าใจว่าทำไมการทำงานเหล่านี้จะต้องมีพิธีเปิด ถ่ายรูป ให้เกียรติบัตร แต่มันเป็นคุณค่าของชุมชน เป็นความรู้สึกที่ว่าพวกเขาได้รับการมองเห็น ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยนี้ก็คือ เครื่องหมาย Verified สีฟ้าบนอินสตาแกรม หรือยอดไลก์ ยอดแชร์นั่นแหละ เราแค่มีเครื่องมือในการแสดงออกแตกต่างกัน 

“เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่ง แต่กลไกสำคัญจริง ๆ คือ คน เราต้องเอื้อเฟื้อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และให้ความสำคัญว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของงานด้วย งานนี้เป็นบทเรียนให้เราเห็นว่าเวลาแก้ปัญหา ต้องมองให้ครบทุกมุม อย่ามองแค่จากมุมตัวเอง” ซอฟต์แวร์เดเวลอปเปอร์ประสบการณ์เกือบ 20 ปีเผย 

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

จากการผสมผสานทักษะทางเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญเรื่องโรคระบาด และความเข้าใจพื้นที่ พวกเขาพัฒนาเครื่องมือที่ใช้งานง่ายและทำให้คนรับรู้ ช่วยตรวจสอบการแพร่ระบาดของโรคติดต่อได้ภายใน 12 ชั่วโมง เร็วขึ้นกว่าเดิมหลายร้อยเท่า ลดความสูญเสียที่ไม่จำเป็นไปมาก และล่าสุด แพลตฟอร์มนี้เตรียมขยายการใช้งานไป สปป.ลาว กัมพูชา และประเทศในทวีปแอฟริกา

อีกหนึ่งตัวอย่างที่ความร่วมมือทำให้ผลลัพธ์ขยายไปได้กว้างขึ้นและตรงจุดคือ Judies แอปพลิเคชันที่ให้คนเรียนรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยผ่านเกมง่าย ๆ สอดแทรกความรู้ระหว่างทาง จากการเห็นปัญหาว่าเยาวชนขาดความเข้าใจเรื่องเพศศึกษาอย่างยิ่ง จะกี่ปีก็มีแต่คนถามคำถามเดิม ๆ ประจวบเหมาะกับมีพาร์ตเนอร์อย่าง ChangeFusion, กองทุน BKIND และ UNFPA (กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ) เข้ามาทำงานร่วมกัน 

เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนพัฒนาเกมที่ต้องระบุให้ได้ก่อนว่าใครเป็นกลุ่มเป้าหมาย UNFPA ที่ทำงานเรื่องสุขภาพของผู้หญิงอยู่แล้ว แบ่งปันว่าผู้หญิงและผู้ชายมีแนวคิดเรื่องเพศศึกษาไม่เหมือนกัน ผู้หญิงมักจะเปราะบางกว่า เนื่องจากอำนาจทางสังคมที่กดทับ เกมในตอนต้นจึงออกแบบมาเพื่อเน้นสนับสนุนผู้หญิงเป็นหลัก หลังจากนั้นจึงค่อยขยายไปเนื้อหาที่หลากหลายมากขึ้น

เมื่อเริ่มมีผู้เล่นเข้ามาจากทั่วโลก รวมแล้วกว่า 5 แสนคน พวกเขาได้รับฟังความคิดเห็น และเจอกลุ่มคนที่อยากแบ่งปันว่าเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยควรเป็นอย่างไร อยากสร้างให้เกิดชุมชนที่ถามและคุยเรื่องนี้ได้ แต่ก็ยังเคอะเขิน อายกันอยู่บ้าง Opendream จึงเก็บความคิดเหล่านั้น พัฒนาเป็นแชทบอตให้คนเข้ามาถามและโต้ตอบ (ปัจจุบันโปรเจกต์นี้หยุดพัฒนาไปก่อน แต่เก่งบอกว่าอยากหยิบมาพัฒนาต่อในอนาคต) 

โปรเจกต์อื่น ๆ ที่ Opendream ทำก็เป็นลักษณะเดียวกันคือ ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องขยายผล ทำงานร่วมกับเจ้าของประเด็นและผู้คนที่เกี่ยวข้องอย่างใส่ใจพวกเขา

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

ฝันนี้ยังรอการเติมเต็ม

14 ปีถือเป็นเวลายาวนานในโลกของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน มีบริษัทใหม่ ๆ ล้ำสมัยเกิดขึ้นทุกชั่วโมงจนตามกันไม่ทัน แต่ถึงอย่างนั้น เก่งบอกว่าตลาดที่ Opendream ทำงานอยู่ยังค่อนข้างเหงาและต้องการเพื่อนร่วมทางอีกเยอะ เมื่อเทียบกับปัญหาสังคมที่มีทุกวันนี้ 

“ทุกวันนี้ธุรกิจอาจเร็วขึ้น มีคู่แข่งเยอะขึ้น แต่เรามองว่าตลาดนี้ยังใหญ่และมีพื้นที่อยู่มาก ไม่รู้เรียกว่าโชคดีหรือโชคร้าย แต่อาจเพราะการทำงานตรงนี้มันรวยยากด้วย (หัวเราะ)

“จริงอยู่ที่ว่าผู้บริโภคที่คุ้นชินกับดิจิทัลวันนี้อาจคุยกันเรื่อง Blockchain หรือ NFT แต่ปัญหาหลายอย่างและกลุ่มคนที่ประสบปัญหาจริง ๆ ในท้องที่ที่เราทำงานด้วย ไม่ได้ต้องการเทคโนโลยีที่ล้ำขนาดนั้น สิ่งที่เราทำตอนนี้คือ การสร้างเครื่องมือที่อาจดูพื้นฐานมาก ๆ แต่ช่วยแก้ไขปัญหาที่พวกเจอได้เร็วและดีขึ้นจริง ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น สุดท้ายต้องดูที่บริษัทด้วย” 

ต่อให้เทคโนโลยีก้าวหน้าแค่ไหน เรายังต้องการคนที่เข้าใจความเป็นมนุษย์และยินดีจะทำงานร่วมกับผู้อื่นด้วย เหมือนอย่างกรณี PODD ที่สอนพวกเขาอย่างชัดเจน 

“ก่อนหน้านี้ เราเคยไม่เห็นคุณค่าของประสบการณ์คนยุคก่อนหน้าเรา ดูแคลนความแอนะล็อก คิดว่าทำไมไม่ใช้เครื่องมือนี้ล่ะ เป็นเด็กดื้อที่บ้าบอ โวยวาย ขาด Human Skills สุด ๆ โชคดีมากที่พาร์ตเนอร์ตอนที่เรายังเด็ก เมตตาและเปิดพื้นที่ให้เราทำอย่างนั้น (หัวเราะ) มองย้อนกลับไป เราเรียนรู้เลยว่าการเคารพพาร์ตเนอร์และความแตกต่างสำคัญมาก เพื่อให้ทำงานร่วมกันให้ถึงเป้าหมาย” 

เก่งยังเน้นย้ำด้วยว่า ต่อไปปัญหาในอนาคตจะยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก การมองด้วยเลนส์แบบเดียวอาจไม่พอแล้ว ต้องหาพาร์ตเนอร์ที่ต่างกับเรา แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันเหมือนคนที่ศีลเสมอกัน เพื่อให้มองได้อย่างรอบด้าน แม้ว่าระหว่างทางจะเกิดความไม่สบายใจขึ้นบ้างก็ตาม แต่เพื่อการเรียนรู้และผลลัพธ์ที่ดีกว่าสำหรับสังคม

พาร์ตเนอร์และหน่วยงานร่วมสนับสนุนแบบนี้อาจตามหาได้ยากเย็นแสนเข็ญในสมัยก่อน เนื่องจากคนยังไม่ค่อยเข้าใจและยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จากธุรกิจเพื่อสังคมมากพอจะลงทุนสนับสนุน แต่ปัจจุบัน ธุรกิจที่คิดคำนึงถึงสังคมเริ่มได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนเริ่มมองเห็นแล้วว่าธุรกิจกับสังคมไม่อาจแยกขาดออกจากัน

“แต่ก่อนไม่ค่อยมีโครงสร้างการสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคมแบบเจาะจง เราต้องเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ ตามปกติ ใช้หลักทรัพย์ของตัวเองหรือคนรอบข้างบ้าง แต่อย่างเมื่อปีก่อน เรามีโอกาสเข้าร่วมเครือข่าย SE Thailand (สมาคมธุรกิจเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย) ที่ร่วมมือกับธนาคาร ให้ธุรกิจในเครือข่ายเข้าเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งเงินทุน และสินเชื่อสำหรับธุรกิจเพื่อสังคมโดยเฉพาะ 

“Opendream ได้รับการสนับสนุนตรงนี้ ช่วยให้เรามีกระแสเงินสดไว้ทำงานต่อ โครงการลักษณะนี้ถือเป็นความกล้าหาญในการลองสนับสนุนธุรกิจด้านสังคม ซึ่งอาจต่างจากรูปแบบธุรกิจทั่วไปที่คุ้นเคยกัน และหวังว่าจะเกิดการขยายผลร่วมกันแบบนี้ต่อไป” เก่งกล่าว 

งานด้านการเปลี่ยนแปลงสังคมยังมีพื้นที่ว่าง รอให้คนที่แตกต่างหลากหลายเข้ามาสุมหัวรวมตัว แลกเปลี่ยน ถกเถียง ช่วยเหลือกัน และคุณก็อาจเป็นคนคนนั้นที่ใครสักคนตามหาอยู่ 

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

Opendream 

นับจนถึงปัจจุบัน Opendream ทำงานที่สร้างอิมแพคให้สังคมไปหลายสิบหรืออาจจะหลักร้อย เก่งเองก็จำตัวเลขไม่ได้แล้ว เขามองว่าสิ่งสำคัญคือ คุณค่าที่แต่ละโปรเจกต์มอบให้สังคมมากกว่าเชิงปริมาณ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเขาเพียงลำพัง แต่เป็นการร่วมแรงร่วมใจของพนักงานที่เชื่อในพันธกิจเดียวกัน ราว 24 ชีวิต ณ ปัจจุบัน 

“เราคิดว่าคนที่นี่อยากใช้ความสามารถของตัวเองในการแก้ปัญหาที่พวกเขาสนใจและเลี้ยงชีพตัวเองไปด้วย รู้สึกขอบคุณทุกคนมากที่อยากมาทำงานนี้เพราะอยากทำกัน” เก่งเอ่ยถึงทีมงานเบื้องหลัง

ระหว่างทาง นอกจากทีมที่เติบโตขึ้นแล้ว เก่งเองก็พัฒนาขึ้นในฐานะผู้บริหาร เคยผ่านมาทั้งวิกฤตจากปัจจัยภายนอก เช่น สภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา และปัจจัยภายใน เช่น ความรู้สึกของตัวเอง

“เราเคยอาจหาญ รีบขยายทีม ไปเปิดออฟฟิศที่เชียงใหม่ แต่ปรากฏว่ามันใหญ่เกินไป พังเละเทะครับ ตอนนั้นจำเป็นต้องกำจัดอีโก้ตัวเองทิ้ง แล้วยอมรับว่าเราจัดการไม่ไหว ต้องปิดออฟฟิศที่นั่น เจ๊งก็เป็นบทเรียนให้เรา ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็เป็นเรื่องพื้นฐานที่บริษัทขนาดเล็กต้องเผชิญ และจัดการให้เดินหน้าไปได้”

แต่ไม่ว่าจะเจออะไรมา ความรู้สึกและเป้าหมายของเขายังคงเดิมเหมือนวันแรกไม่มีเปลี่ยน

“ไม่เคยมีคำถามว่าตัวเองทำงานนี้ทำไม หรือจะกลับไปทำงานที่รวยกว่านี้ดีไหม อาจมีพูดขำ ๆ บ้างว่าไม่รวยก็เพราะทำงานอย่างนี้ แต่ตอนนี้ยังสนุกและแฮปปี้อยู่” 

ถ้าใครอยากก้าวเข้ามาทำงานแบบเก่ง สิ่งที่เขาแนะนำคือการมองการณ์ไกลและใช้ความอดทน 

และอย่าลืมความสนใจหรือเป้าหมายที่เราตั้งไว้ในวันแรก 

“การเปลี่ยนแปลงเป็นเหมือนเกมระยะยาว ใช้เวลาเป็นหลักปีถึงจะเห็นแสงสว่าง จุดสำคัญคือความคงเส้นคงวา ถ้าอยากแก้ปัญหา ต้องลุยกันต่อไป บางทีบุกป่าฝ่าดงไปอาจตกเหวก็ได้ ต้องรีบปีนขึ้นมาแล้วบุกที่อื่นต่อ เจ๊งให้เร็ว ลุกให้เร็ว แล้วก็ลุยไปเรื่อยๆ” เก่งทิ้งท้าย ก่อนแยกย้ายไปทำงานตามความฝันต่อ

การเติบโตปีที่ 14 ของ Opendream ธุรกิจเทคโนโลยีที่แก้ปัญหาสุขภาพและการศึกษา ผ่านความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์

Social Enterprise Thailand Forum 2021 คือฟอรั่มสำหรับทุกคนที่เชื่อว่าธุรกิจสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งยังเป็นพื้นที่รวบรวมหน่วยงานสนับสนุนมากมายเพื่อสร้างโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจ ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายน 2564

ติดตามกิจกรรมดีๆ ต่อจากนี้ได้ที่ goodsociety.network/goodsociety/ หรือ เฟซบุ๊กของ Good Society

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ภายนอกของ ‘Mattaya Vision Center’ ดูเป็นคลินิกมากกว่าจะเป็นร้านตัดแว่น

คอนเซ็ปต์ของร้านนี้คือการตัดแว่นด้วยเลนส์โปรเกรสซีฟและเลนส์สายตาเฉพาะบุคคล ทำให้กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่คือคนอายุมากกว่า 40 ปี

ร้านแว่นนี้เริ่มต้นจากจักษุแพทย์ที่เห็นความสำคัญของการวัดสายตา และเชื่อว่าการมองเห็นที่ดีช่วยให้คุณภาพชีวิตผู้คนดีขึ้น หัวใจหลักจึงไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นบริการ เพราะร้านแว่นไม่ใช่งานขายที่จบเฉพาะหน้าร้าน

ด้วยประสบการณ์ในการตรวจรักษาคนไข้โรคตามากว่า 10 ปีของ แพทย์หญิงมัทยา ขวัญอโนชา หรือ หมอหลิน ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุแพทย์ เธอพบว่าคนไข้ที่มาหาหมอตาส่วนใหญ่ มีปัญหาเรื่องสายตาเป็นจำนวนมาก นอกเหนือจากโรคตาทั่วไป เธอจึงอยากแก้ปัญหาสายตาให้กับผู้คนได้มากกว่าแค่หมอคนเดียวจะทำได้ การสร้างร้านแว่นตาที่มีคุณภาพจึงเป็นสิ่งที่เธอเล็งเห็นว่าสามารถช่วยผู้คนได้มากยิ่งขึ้น

ส่วน แจน-เกียรติ​ศักดิ์​ วารวิจิตร วิศวกรที่ผันตัวเองมาเป็นเจ้าของธุรกิจ และเข้าเรียนคอร์สเกี่ยวกับการทำแว่นและวัดสายตาโดยตรง ด้วยพื้นฐานทางด้านวิศวกรรมทำให้เขาเข้าใจกลไกของแว่นตาและเลนส์เป็นอย่างดี และกลายเป็นหัวกะทิของชั้นเพราะความชอบในวิชาที่เรียน

“Pain Point ที่เจอบ่อย ๆ คือคนไข้ตัดแว่นมาแล้วใส่ไม่ดี ใช้ชีวิตลำบาก เพราะแว่นที่ได้ค่าสายตาไม่ตรงบ้าง ไม่ตอบโจทย์บ้าง” หมอหลินเล่า “เราอยากทำร้านแว่นดี ๆ ที่รู้ใจ เข้าใจปัญหาของสายตาเขาจริง ๆ จะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ
01

ร้านแว่นของทั้งคู่ที่แรกอยู่ย่านลาดพร้าว เพราะเป็นร้านตัดแว่นของจักษุแพทย์ มีความน่าเชื่อถือ จึงได้รับคำชักชวนให้ไปเปิดร้านที่โรงพยาบาลพญาไท 1

ร้านแรกย่านลาดพร้าวคือร้านแว่นทั่วไป ไม่มีคอนเซ็ปต์อะไรพิเศษ แต่ Mattaya Vision Center สาขาถัดมาที่โรงพยาบาลพญาไท 1 และสาขา The Crystal Ekamai-Ramintra มีเป้าหมายที่เปลี่ยนไป

“พอได้ทำร้านแรก เราได้รู้ว่าเลนส์มีหลายเจ้า มีหลายแบบ ทำให้ได้รู้จักเลนส์โปรเกรสซีฟ ซึ่งเป็นเลนส์ที่ตัดยากที่สุดในบรรดาเลนส์ทั้งหมด” หมอหลินเล่าถึงที่มาของที่แห่งนี้

เลนส์โปรเกรสซีฟคือเลนส์สำหรับการมองชัดทุกระยะ พัฒนามาจากเลนส์ 2 ชั้น ส่วนความยากในการตัดแว่นของเลนส์ชนิดนี้ คือการตัดให้ตรงความต้องการของลูกค้า และใช้งานจริงได้เลย

“ถ้าสายตายาว แปลว่าเขามองไกลกับใกล้ได้ชัดไม่เท่ากัน สมมติไกลชัด ใกล้ไม่ชัด หรือใกล้ชัด ไกลไม่ชัด เลนส์นี้จะทำให้มองชัดทุกระยะ”

ลองนึกภาพตามว่า เรามักเห็นคนรุ่นพ่อแม่พกแว่นสายตายาวไว้สำหรับการอ่านหนังสือใกล้ ๆ 

แต่การตัดเลนส์ประเภทนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ศาสตร์ ความแม่นยำในการวัดสายตา และไม่ใช่ว่าทุกคนจะเหมาะกับการใส่แว่นเลนส์โปรเกรสซีฟ เพราะเลนส์ชนิดนี้ก็มีหลายรุ่น หลายยี่ห้อ จึงต้องใช้ศิลป์ในการพิถีพิถันช่วยลูกค้าเลือกสรร

เหมาะหรือไม่เหมาะ ถ้าเหมาะ เหมาะกับแบบไหน หมอหลินดูจากไลฟ์สไตล์ผู้สวมใส่เป็นหลัก กระบวนการสัมภาษณ์เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าจึงสำคัญที่สุด อาจจะยิ่งกว่าขั้นตอนการวัดสายตาด้วยซ้ำ เพราะการวัดสายตาที่ดีเป็นแค่พื้นฐานของร้านแว่นเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือความเข้าใจปัญหาของลูกค้า

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

“เริ่มจากซักประวัติ ให้เขาเล่าให้ฟังเลยว่าในวันหนึ่งเขาทำอะไรบ้าง ถามคำถามที่จะช่วยให้เราวินิจฉัยได้เลยว่าคนคนนี้เหมาะกับเลนส์แบบไหน

“เช่น คุณเข้ามาที่ร้าน คำถามแรกที่เราจะถามคืออายุเท่าไหร่ เพราะอายุก็เป็นตัววัดหนึ่งที่จะบอกได้ว่าคุณเริ่มสายตายาวหรือยัง ต่อมาจะถามว่า ที่เข้ามาวันนี้ต้องการให้เราช่วยอะไร เพราะปัญหาบางคนอาจจะไม่ได้จบที่เลนส์โปรเกรสซีฟ อาจจะเหมาะกับเลนส์ชนิดอื่นมากกว่า”

การพูดคุยและขั้นตอนการตรวจวัดสายตาใช้เวลา 1 – 2 ชั่วโมง เพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิตลูกค้าให้มากที่สุด เพื่อให้ได้แว่นที่ตอบโจทย์การใช้งานที่สุด

02

 ไม่ว่าจะเดินไปห้างสรรพสินค้าไหน ก็ต้องพบร้านแว่น ถ้าห้างเล็กหน่อย อย่างน้อยก็ 1 ร้าน ห้างใหญ่ ๆ บางทีมีมากกว่า 5 แบรนด์

แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้ Mattaya Vision Center เป็นที่รักของลูกค้าและประสบความสำเร็จในธุรกิจที่มีคู่แข่งมากมายเพียงนี้

คำตอบอยู่ในสิ่งที่พวกเขาคิดและลงมือทำ

มัทยาคลินิกนี้ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่เพียงแค่ประกอบแว่นตาที่ทำให้คนมองเห็นได้ชัดเจน ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่รวมไปถึงคุณค่าของเวลาและเงิน ซึ่งประหยัดได้จากกระบวนการตัดแว่นที่แม่นยำและถูกต้องเหมาะสม

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ
Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

แจนเสริมว่า “สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือเวลาและสุขภาพ ถ้าลูกค้ามาตัดแว่น ได้แว่นที่ถูกใจ เหมาะกับการใช้งาน ทำทีเดียวแล้วจบ เขาก็ไม่ต้องเสียเวลามาแก้ไขหลายรอบ ไม่เสียเวลาเขา แล้วก็ทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้น ไปใช้ชีวิตได้เลย ไม่ต้องมาพะวงเรื่องนี้อีก”

เริ่มจากพนักงานดูแลลูกค้าที่เป็นนักทัศนมาตรทั้งหมด 100% ไม่มีพนักงานขาย แก้ปัญหาที่เกิดระหว่างทางของการที่คนวัดสายตากับคนขายแว่นและเลนส์เป็นคนละคนกัน

“ถ้าเปรียบเทียบกับขั้นตอนในร้านแว่นปกติ เข้าไปเจอพนักงานขายก่อน เลือกกรอบเสร็จก็ไปวัดสายตากับหมอ วัดเสร็จได้ค่าสายตาแล้วก็ออกมาเจอพนักงานขายอีกทีเพื่อเลือกซื้อเลนส์” แจนเล่าก่อนหมอหลินจะเสริมต่อ

“มันเหมือนขาดการสื่อสาร คนวัดไม่ได้เลือกเลนส์ คนเลือกเลนส์ไม่ได้วัด เขาอาจไม่รู้ว่าลูกค้าคนนี้ต้องการอะไร เพราะไม่ได้คุยกันตั้งแต่ต้น ปัญหาที่ทำให้ลูกค้าตัดแว่นแล้วใส่ไม่ได้ คือการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน เลยทำให้ได้แว่นไม่ตรงความต้องการของตัวเอง”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

ที่นี่จึงเป็นนักทัศนมาตรให้บริการตลอดทุกขั้นตอน แม่นยำเรื่องรายละเอียดในการวัดสายตา และรู้ว่าแต่ละไลฟ์สไตล์เหมาะกับเลนส์แบบไหน 

ร้านทั่วไปอาจมีนักทัศนมาตรประจำอยู่ 1 – 2 คน แต่ที่มัทยาคลินิกมี 8 คน สลับให้บริการใน 2 สาขา

ทันทีที่ลูกค้าเปิดประตูเข้ามา แทนที่จะให้เลือกกรอบ จะต้องมานั่งคุยกันก่อน คุยกันจนกว่าจะเข้าใจความต้องการ ปัญหา และการใช้ชีวิตของเขา

หลักการบริการมีแค่ 1 ข้อ คือให้คิดว่าลูกค้าคือพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ หรือเพื่อนของเรา เราจะดูแลเขาด้วยความหวังดีและใส่ใจเอง

หารือจนได้คำตอบแล้วก็ถึงกระบวนการวัดสายตา วัดเสร็จก็ลองใส่แว่นกับเลนส์ชนิดและยี่ห้อเดียวกับที่ต้องการได้เลย

“เราลงทุนกับตัวอย่างเลนส์มาก ๆ ยี่ห้อหนึ่งโดยเฉลี่ยมีประมาณ 5 – 6 รุ่น เลนส์มีทั้งหมดประมาณ 5 – 6 ยี่ห้อ เฉพาะเลนส์โปรเกรสซีฟนะ ยังไม่รวมเลนส์เฉพาะทางอีก เลนส์เฉพาะทางก็จะมีอีกประมาณ 3 – 4 รุ่น รุ่นหนึ่งก็มีหลายค่าสายตา นี่คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เราเลือกทำ เพราะมันจะทำให้ลูกค้าได้ลองเลยว่าสิ่งที่เขาจะได้คืออะไร ถ้าลองรุ่นนี้ไม่สบายตา ก็ลองเปลี่ยนรุ่นใหม่ให้ถูกใจที่สุดก่อนตัดแว่นจริง”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

การทดลองว่าเลนส์ที่นักทัศนมาตรเลือกให้เหมาะกับการใช้งานตัวเองหรือเปล่า ก็ไม่ใช่เพียงแค่ใส่เดิน ถ้าพื้นไม่ลอยเป็นอันว่าใช้ได้ แต่มัทยาคลินิกมองไกลว่านั้น

ใน Experience Zone จะมีอุปกรณ์หรือสิ่งของที่จำลองจากการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น โต๊ะทำงาน จอคอมพิวเตอร์ ชั้นวางหนังสือที่เทียบเท่าชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต ซิงก์ล้างจานในบ้าน ฯลฯ

ทดสอบในร้านเรียบร้อยก็พาไปเดินขึ้นลงบันไดนอกร้าน ลูกค้าบางคนขับรถเป็นประจำ นักทัศนมาตรที่ดูแลก็พาไปลองขับรถเลยจริง ๆ 

ขั้นตอนเลือกกรอบที่เราคุ้นชินว่าเป็นขั้นตอนแรกเพิ่งมาถึงตอนนี้ หลังได้เลนส์ที่ถูกต้องก็ไปเลือกกรอบที่ถูกใจ ซึ่งกรอบก็มีหลายยี่ห้อ ยี่ห้อใหม่ ๆ แปลก ๆ ที่ไม่ค่อยเห็นกัน เลือกสรรมาเพราะเหมาะกับเลนส์ประเภทนี้ และไม่ว่าจะหยิบจับอันไหน หมอหลินก็เล่าที่มาและความตั้งใจของแบรนด์นั้นได้จนอยากเป็นเจ้าของขึ้นมาทันที หลังจากได้กรอบแล้วก็ไปฟิตติ้งความโค้ง ความพอดีของเลนส์กับดวงตา โดยวัดด้วยมือกับเครื่องวัดดิจิทัลสามมิติ แล้วนำทั้งสองค่ามาคิดร่วมกันอีกที

03

รอ 1 – 2 สัปดาห์ ลูกค้าก็จะได้รับแว่นที่ตัดด้วยความเอาใจใส่ แต่นั่นไม่ใช่จุดสุดท้ายของการขาย เหมือนที่แจนและหมอหลินบอกไว้ตอนต้น การตัดแว่นไม่ใช่ครั้งเดียวจบ แต่เป็นการบริการระยะยาว

“การตัดแว่นโดยเฉพาะเลนส์โปรเกรสซีฟ บริการหลังการขายเผลอ ๆ สำคัญกว่าก่อน ต่อให้เราพยายามเข้าใจลูกค้ามากแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าเขาได้แว่นไปแล้วจะใช้งานได้ดีทันที เราจะขอให้เขามารับแว่นเองเพื่ออธิบายและให้ลูกค้าฝึกการใช้งานอีกรอบหนึ่ง

“แต่ฝึกแล้วก็อาจจะใส่ไม่ได้ทุกคนนะครับ” แจนว่าอย่างนั้น “ใส่แล้วอาจมีปัญหา แต่เราไม่ทิ้งเขา เราจะดูแลให้รู้ว่าปัญหาเกิดจากอะไร ยกตัวอย่างเคสคุณแม่ของหมอหลิน เราเป็นคนตัดแว่นให้เองเลย ลองใส่ครั้งแรก เขาอยากจะถอดทิ้ง เขาบอกว่าแว่นสายตายาวสำเร็จรูปที่ขายกันยังใส่ดีกว่านี้ เราเลยบอกว่าอดทนก่อนนะ ลองทำอย่างนั้น จนตอนนี้ไม่ถอดแว่นเลย เพราะใช้แล้วชีวิตดีขึ้น ไม่ต้องถอดเข้า ๆ ออก ๆ เหมือนแว่นสำเร็จรูปที่ใช้จนชิน ในตอนแรกถ้าตัดไปแล้วมีปัญหา เราจะถามว่าคุณลูกค้ามีเวลาไหม เข้ามาคุยกันว่าปัญหาเกิดจากอะไร

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ
Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

“ร้านแว่นมักบอกให้ลูกค้าไปปรับตัวเองถ้ามีปัญหา เดี๋ยวก็ชิน แต่เราไม่ใช่ เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกค้า Complain เป็นเรื่องใหญ่ของเรา” หมอหลินย้ำอีกครั้ง

การมีลูกค้าขอเคลมสินค้าเป็นเรื่องใหญ่เช่นกัน ไม่ใช่ในแง่ของต้นทุน แต่คือความพอใจและคุณภาพชีวิตของลูกค้า หมอและนักทัศนมาตรต้องประชุมหารือกันถึงปัญหาและวิธีแก้ไข เพื่อให้การแก้ปัญหาเด็ดขาด ไม่เกิดซ้ำซ้อนขึ้นอีก 

“การเคลมไม่ควรเกิดขึ้นเกิน 1 ครั้ง ลูกค้าบางคนที่เคยตัดจากร้านอื่นเข้ามา เคลมไปแล้ว 5 รอบ เราตกใจเลย ลูกค้าอดทนมาก ถามว่าทำไมต้องให้ความสำคัญกับการเคลมแต่ละครั้งขนาดนั้น เคลม 10 รอบเราก็ทำให้ได้ ขอแค่ลูกค้าใส่ได้ดี 

“แต่ถ้ามีปัญหาก็เคลม ไม่ได้หาต้นตอและวิธีแก้ไขให้ตรงจุด ก็เหมือนเกาไม่ถูกที่คัน เป็นการเสียเวลาลูกค้า

“หลักการที่เราใช้คือ Win-win Situation คือ Win ทั้งเราและลูกค้า เราต้องรู้ปัญหาที่ชัดเจนก่อนถึงเคลม เพราะหนึ่ง ลูกค้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาแก้หลายรอบ ไม่เสียความรู้สึก สอง คือ ลูกค้าเห็นถึงความ Professional ในการแก้ปัญหา และเห็นถึงความจริงใจของเราว่าไม่ทอดทิ้งเขา ถ้าจะเคลม ขอครั้งเดียวก็พอ อย่าหลายรอบเลย มันเสียเวลาลูกค้า” หมอหลินหัวเราะ

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นเลนส์โปรเกรสซีฟที่ตั้งใจส่งมอบความสุขให้ผู้คนผ่านการตัดแว่นดี ๆ
04

การทำธุรกิจของคนเป็นหมอ ต่างจากนักธุรกิจคนอื่น ๆ ไหม – เราถามก่อนจากกันในวันนั้น

หมอหลินคิดครู่ใหญ่ก่อนตอบ “คนเป็นหมอชอบคิดให้ยาก” เธอหัวเราะ “เราจะเปิดร้านแว่นทั่วไปก็ได้ แต่ด้วยจริตที่มี เราทำไม่ได้ เราปล่อยผ่านไม่ไหว มันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ร้านเราเลือกทำเลนส์โปรเกรสซีฟด้วยนะ มันยาก มันท้าทาย มันต้องเรียนรู้ให้ลึกขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเราแบกความคาดหวังของลูกค้าไว้เยอะมาก แต่เวลาที่ทำสำเร็จ ลูกค้าแฮปปี้ ได้ใช้ชีวิตดีขึ้น มันมีความสุขมาก ๆ”

การวัดความสำเร็จของธุรกิจ นอกจากเรื่องยอดขายและผลกำไร ก็เป็นความพึงพอใจของลูกค้า ความไว้เนื้อเชื่อใจ การบอกต่อ บางคนพาญาติ พาพ่อแม่ พาเพื่อนมาตัด และการกลับมาของลูกค้า 

“เพราะเขาเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามอบให้ เขาจึงกลับมา”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นเลนส์โปรเกรสซีฟที่ตั้งใจส่งมอบความสุขให้ผู้คนผ่านการตัดแว่นดี ๆ

Lessons Learned

  • รู้ลึกในสิ่งที่ทำ เพื่อที่จะได้ทำสิ่งนั้นอย่างสุดความสามารถ ทำให้ดีสมกับที่ลูกค้าไว้ใจให้เราทำ
  • หาเป้าหมายที่ใหญ่กว่าสิ่งที่ธุรกิจทำ เช่น หมอหลินและแจนอยากให้คุณภาพชีวิตคนดีขึ้น เพื่อที่ทุกก้าวในดำเนินการจะได้มุ่งไปหาสิ่งนั้น และทำออกมาได้จริง ๆ
  • คิดแทนลูกค้าในตลอดเส้นทาง หา Pain Point ที่ธุรกิจจะแก้ปมให้เขาได้ เพื่อทำให้สินค้าและบริการตอบโจทย์ได้จริง ๆ

Mattaya Vision Center

Website : www.mattayaclinic.com

Facebook : Mattaya Clinic by Be My Glasses มัทยาคลินิก – คลินิกแว่นตาโปรเกรสซีฟ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load