ในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา มีปัญหาสังคมและความเดือดร้อนมากมายที่เผยให้เห็นว่า ถ้าเรามีเทคโนโลยีที่ดี สถานการณ์หลายอย่างจะได้รับการแก้ไข เยียวยา อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วกว่าที่เคยเป็น

ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโควิด-19 การฉีดวัคซีน ไฟไหม้โรงงาน น้ำท่วม การศึกษาของเยาวชน และอื่น ๆ ที่เราเห็นกันตามหน้าข่าวไม่เว้นวัน แม้ยังแก้ไม่ได้ดีทั้งหมดและเป็นเพียงจิ๊กซอว์ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่การนำเทคโนโลยีมาช่วยขับเคลื่อนสังคมไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ กลับกลายเป็นความจำเป็นและมาตรฐานขั้นต่ำ

แต่ย้อนกลับไป 14 ปีก่อน ในวันที่โลกเพิ่งรู้จักไอโฟนเป็นครั้งแรก มีกลุ่มคนริเริ่มองค์กรหนึ่งขึ้นมาเพื่อภารกิจด้านสังคมโดยเฉพาะตั้งแต่ตอนนั้น อาศัยพลังของเทคโนโลยีที่พวกเขาเชี่ยวชาญเป็นเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลง และทำอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ 

องค์กรนั้นคือ Opendream ร่วมก่อตั้งโดย เก่ง-ปฏิพัทธ์ สุสำเภา 

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

“จริง ๆ เราไม่ได้เสียสละตัวเองเพื่อโลกขนาดนั้นนะ ทุกวันนี้เราทำเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เราอยากเห็น มีเงินพอเลี้ยงตัวเองและคนรอบข้าง แม้จะเป็นทางอ้อมกว่าการทำงานปกติ แต่เราชอบความท้าทายแบบนี้” เก่งกล่าวอย่างถ่อมตัว

ผลงานที่ผ่านมาของ Opendream มุ่งเน้นด้านสุขภาพและการศึกษา ทำงานร่วมกับองค์กรที่ขับเคลื่อนในประเด็นนั้น ๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ เช่น แอปพลิเคชันบันทึกข้อมูลสุขภาพ DoctorMe ร่วมกับ สสส. และมูลนิธิหมอชาวบ้าน, PODD ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, แพลตฟอร์มการระดมทุน เทใจดอทคอม, สบายดี แชทบอตให้ข้อมูลการรับมือกับโควิด-19 และ 606 เกมให้ความรู้เรื่องเฟคนิวส์ เป็นต้น
พอเวลาผ่านไป 14 ปี โลกของเทคโนโลยีและปัญหาสังคมซับซ้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การทำธุรกิจให้อยู่รอดท่ามกลางสมรภูมิอันดุเดือด พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไปควบคู่กันไม่ใช่เรื่องง่าย เราจึงนัดหมายเก่งมาเพื่อพูดคุย สอบถามถึงการปรับตัวและเติบโตของเขาและ Opendream ก่อนเขาขึ้นร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Social Enterprise Thailand Forum 2021 ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

“รูปแบบการดำเนินงานเปลี่ยนไปบ้าง และเราก็คงไม่เหมือนเดิมอยู่แล้วตามธรรมชาติของมนุษย์ แต่เป้าหมายของเรายังคงเดิม” เก่งเน้นย้ำจิตวิญญาณที่ยังคงเดิมขององค์กรที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้ว ก่อนเริ่มบทสนทนา

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

จากฝันกลายเป็นจริง

Opendream คือความฝันที่เป็นจริงจากจังหวะเวลา ผสมกับความสนใจที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ของเก่ง

ตอน พ.ศ. 2547 เก่งคือบัณฑิตจบใหม่จากภาควิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่ย้ายเข้ามาทำงานในบริษัทใหญ่ที่กรุงเทพฯ เมื่อทำงานไปสัก 3 ปี เขาเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไม่ตอบโจทย์ชีวิตและไม่ได้มีอะไรให้จดจำเป็นพิเศษ จึงลาออกมารับงานอิสระ แม้มีรายได้งดงาม แต่ทิศทางชีวิตเขายังไม่ชัดเจนนัก 

จนกระทั่งเพื่อนสนิทจากองค์กรที่ผลักดันนวัตกรรมเพื่อสังคมอย่าง ChangeFusion พูดประโยคเปลี่ยนชีวิตให้เขาฟังว่า จริง ๆ แล้ว เทคโนโลยี การพัฒนาสังคม และความอยู่รอดของคนทำงาน เป็นเรื่องที่ไปด้วยกันได้ 

“เราสามารถใช้เทคโนโลยีที่เราถนัดสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม พร้อมทั้งเลี้ยงตัวเองไปด้วย มีตัวอย่างให้เห็นจากหลายที่ในโลก ตอนนั้นเทคโนโลยีเข้าไปแก้ไขปัญหาในหลากหลายอุตสาหกรรมแล้ว ทำไมเราไม่ลองเอามาแก้ปัญหาสังคมดูล่ะ” เก่งเล่าความคิดช่วงก่อนก่อตั้งบริษัท

เมื่อมุมมองนี้ปรากฏขึ้นในความคิดเขา Opendream จึงเกิดขึ้นตามมาอย่างรวดเร็ว

โมเดลของ Opendream แบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก คือการรับจ้างและร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ สร้างเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ปัญหา ความไฟแรงในช่วงแรกเริ่มทำให้พวกเขารับงานจากหลากหลายภาคส่วน โดยพิจารณารับงานจาก 3 เกณฑ์หลักคือ ผลกระทบ (Impact) กำไรทางธุรกิจ และกำไรที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การพัฒนาของทีม

การมุ่งเน้นที่ด้านสังคมโดยเฉพาะ ทำให้องค์กรที่มีพันธกิจเรื่องนี้อยู่แล้วติดต่อเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย มีทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ แต่เมื่อเติบโตขึ้นและงานเริ่มล้นมือ เก่งเลือกนำบริษัทให้โฟกัสไปที่ 2 ประเด็นหลักที่พวกเขามีพลังพอจะขับเคลื่อนด้วยทรัพยากรที่มี

“เราเคยทำงานกับองค์กรหนึ่งที่แลกเปลี่ยนกันว่า มนุษย์อาจสูญพันธุ์ด้วยห้าปัจจัยหลักคือ อาวุธนิวเคลียร์ น้ำหมด สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และโรคระบาด ซึ่งคิดตามแล้วสี่เรื่องแรกอาจเกินตัวเราไปหน่อย แต่เรื่องโรคระบาด เราเห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญที่บริษัทมีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

“ช่วง พ.ศ. 2552 มีการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ มูลนิธิหนึ่งบอกเราว่า เรื่องโรคระบาดจะเป็นเรื่องสำคัญมากที่ควรมีคนทำงานในภูมิภาคนี้ เราจึงทำงานร่วมกับพี่ ๆ หน่วยงานสาธารณสุขที่จังหวัดมุกดาหาร สร้างเครื่องมือให้คนรายงานอาการป่วยของตัวเองแล้วนำมาทำเป็นแผนที่ ปรากฏว่าจัดการโรคระบาดในพื้นที่ได้ดีมาก” เก่งอธิบายสาเหตุที่ประเด็นเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะโรคระบาดและการหยุดยั้งความเจ็บป่วย เป็นเรื่องที่อยู่ในใจเขาเสมอมา ก่อนหน้าจะเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นสิบปี

ส่วนเรื่องการศึกษา คุณพ่ออย่างเก่งมองว่าต่อไปในอนาคต โลกจะต้องการคนที่มีทักษะการแก้ไขปัญหาและการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งระบบการศึกษาไทยที่ผ่านมายังไม่อาจปลูกฝังให้คนทั้งประเทศได้อย่างครอบคลุม 

“เราอยากสร้างเครื่องมือและกลไกเกมที่เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันกับลูกเราเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือมีเศรษฐสถานะแบบใดก็ตาม ถ้ามนุษย์มีสองทักษะนี้ เราจะไม่ทำลายตัวเองและคนอื่น ไม่ต้องแก้ปัญหาสงครามหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญมากพอที่จะทำ

“อยู่มาเกินครึ่งชีวิตมนุษย์ทั่วไปแล้ว เหลือเวลาอีกไม่เท่าไร เลยคิดว่าอุทิศชีวิตที่เหลือเพื่อทำสองเรื่องนี้แหละ” เก่งเล่าความตั้งใจ แต่เสริมด้วยว่าพวกเขายังทำงานโปรเจกต์เสริมสนุก ๆ ตามความสนใจอยู่เหมือนกัน ใครมีโจทย์ด้านสังคมอะไร ลองติดต่อเข้าไปดูก่อนได้เลย

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์
Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

ฝันร่วมกัน

ความสำเร็จของโปรเจกต์ที่ Opendream ทำ นอกจากจะต้องใช้ทักษะเชิงเทคนิคที่พวกเขาฝึกปรือกันแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในสายงานต่าง ๆ 

หนึ่งในโปรเจกต์เด่นที่แสดงเรื่องนี้อย่างเห็นได้ชัดคือ PODD (Participatory One Health Disease Detection หรือเรียกว่า ‘ผ่อดีดี’) เครื่องมือเฝ้าระวังโรคระบาดจากสัตว์ในชุมชน ที่เดิมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้ขับเคลื่อนหลักและวิจัยด้านนี้อยู่แล้ว โดย Skoll Global Threats Fund ผู้ให้ทุนกับ Opendream เป็นผู้ประสานงานให้เกิดการพบปะกันขึ้น 

ตอน พ.ศ. 2555 การทำงานของ PODD ยังไม่ได้พึ่งพาเทคโนโลยีมากนัก กว่าจะรู้และจัดการโรคระบาดต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือน ทีม Opendream จึงนำเทคโนโลยีที่เคยพัฒนามาประยุกต์ใช้กับพื้นที่ โดยสิ่งที่เปลี่ยนไปคือ แทนที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะเป็นคนเก็บข้อมูล พวกเขาเปิดให้ชาวบ้านทั่วไปรายงานการแพร่ระบาดเข้ามา เช่น มีสัตว์ที่อาจเป็นพาหะของเชื้อโรคเสียชีวิต เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบ และเจ้าหน้าที่ดำเนินการต่ออย่างมีประสิทธิภาพ

ความท้าทายคือ ไม่ใช่ชาวบ้านทุกคนจะรู้จักวิธีการใช้แอปพลิเคชันใหม่ ๆ กลุ่มเป้าหมายในบางแห่งเป็นพี่น้องชนเผ่าที่ไม่ถนัดการใช้ภาษาไทย เป็นผู้สูงอายุที่ไม่คุ้นชินกับโทรศัพท์ การออกแบบระบบจึงต้องคำนึงถึงการรองรับความหลากหลายเหล่านี้ด้วย

แต่นั่นยังไม่ใช่ความยากทั้งหมด สิ่งที่ท้าทายไม่แพ้กันคือ ทำอย่างไรให้คนมีส่วนร่วมในการใช้งาน ซึ่งเป็นจุดที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ช่วยแนะนำให้ทีมได้เป็นอย่างดี จากการเข้าใจบริบทของพื้นที่

“มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ช่วยกางออกมาให้เราเห็นว่าการแก้ปัญหาชุมชน แค่เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องช่วยสร้างโครงสร้างหรือกลไกการมีส่วนร่วมบางอย่างด้วย 

“เช่น เมื่อก่อนเราไม่เข้าใจว่าทำไมการทำงานเหล่านี้จะต้องมีพิธีเปิด ถ่ายรูป ให้เกียรติบัตร แต่มันเป็นคุณค่าของชุมชน เป็นความรู้สึกที่ว่าพวกเขาได้รับการมองเห็น ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยนี้ก็คือ เครื่องหมาย Verified สีฟ้าบนอินสตาแกรม หรือยอดไลก์ ยอดแชร์นั่นแหละ เราแค่มีเครื่องมือในการแสดงออกแตกต่างกัน 

“เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่ง แต่กลไกสำคัญจริง ๆ คือ คน เราต้องเอื้อเฟื้อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และให้ความสำคัญว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของงานด้วย งานนี้เป็นบทเรียนให้เราเห็นว่าเวลาแก้ปัญหา ต้องมองให้ครบทุกมุม อย่ามองแค่จากมุมตัวเอง” ซอฟต์แวร์เดเวลอปเปอร์ประสบการณ์เกือบ 20 ปีเผย 

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

จากการผสมผสานทักษะทางเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญเรื่องโรคระบาด และความเข้าใจพื้นที่ พวกเขาพัฒนาเครื่องมือที่ใช้งานง่ายและทำให้คนรับรู้ ช่วยตรวจสอบการแพร่ระบาดของโรคติดต่อได้ภายใน 12 ชั่วโมง เร็วขึ้นกว่าเดิมหลายร้อยเท่า ลดความสูญเสียที่ไม่จำเป็นไปมาก และล่าสุด แพลตฟอร์มนี้เตรียมขยายการใช้งานไป สปป.ลาว กัมพูชา และประเทศในทวีปแอฟริกา

อีกหนึ่งตัวอย่างที่ความร่วมมือทำให้ผลลัพธ์ขยายไปได้กว้างขึ้นและตรงจุดคือ Judies แอปพลิเคชันที่ให้คนเรียนรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยผ่านเกมง่าย ๆ สอดแทรกความรู้ระหว่างทาง จากการเห็นปัญหาว่าเยาวชนขาดความเข้าใจเรื่องเพศศึกษาอย่างยิ่ง จะกี่ปีก็มีแต่คนถามคำถามเดิม ๆ ประจวบเหมาะกับมีพาร์ตเนอร์อย่าง ChangeFusion, กองทุน BKIND และ UNFPA (กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ) เข้ามาทำงานร่วมกัน 

เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนพัฒนาเกมที่ต้องระบุให้ได้ก่อนว่าใครเป็นกลุ่มเป้าหมาย UNFPA ที่ทำงานเรื่องสุขภาพของผู้หญิงอยู่แล้ว แบ่งปันว่าผู้หญิงและผู้ชายมีแนวคิดเรื่องเพศศึกษาไม่เหมือนกัน ผู้หญิงมักจะเปราะบางกว่า เนื่องจากอำนาจทางสังคมที่กดทับ เกมในตอนต้นจึงออกแบบมาเพื่อเน้นสนับสนุนผู้หญิงเป็นหลัก หลังจากนั้นจึงค่อยขยายไปเนื้อหาที่หลากหลายมากขึ้น

เมื่อเริ่มมีผู้เล่นเข้ามาจากทั่วโลก รวมแล้วกว่า 5 แสนคน พวกเขาได้รับฟังความคิดเห็น และเจอกลุ่มคนที่อยากแบ่งปันว่าเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยควรเป็นอย่างไร อยากสร้างให้เกิดชุมชนที่ถามและคุยเรื่องนี้ได้ แต่ก็ยังเคอะเขิน อายกันอยู่บ้าง Opendream จึงเก็บความคิดเหล่านั้น พัฒนาเป็นแชทบอตให้คนเข้ามาถามและโต้ตอบ (ปัจจุบันโปรเจกต์นี้หยุดพัฒนาไปก่อน แต่เก่งบอกว่าอยากหยิบมาพัฒนาต่อในอนาคต) 

โปรเจกต์อื่น ๆ ที่ Opendream ทำก็เป็นลักษณะเดียวกันคือ ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องขยายผล ทำงานร่วมกับเจ้าของประเด็นและผู้คนที่เกี่ยวข้องอย่างใส่ใจพวกเขา

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

ฝันนี้ยังรอการเติมเต็ม

14 ปีถือเป็นเวลายาวนานในโลกของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน มีบริษัทใหม่ ๆ ล้ำสมัยเกิดขึ้นทุกชั่วโมงจนตามกันไม่ทัน แต่ถึงอย่างนั้น เก่งบอกว่าตลาดที่ Opendream ทำงานอยู่ยังค่อนข้างเหงาและต้องการเพื่อนร่วมทางอีกเยอะ เมื่อเทียบกับปัญหาสังคมที่มีทุกวันนี้ 

“ทุกวันนี้ธุรกิจอาจเร็วขึ้น มีคู่แข่งเยอะขึ้น แต่เรามองว่าตลาดนี้ยังใหญ่และมีพื้นที่อยู่มาก ไม่รู้เรียกว่าโชคดีหรือโชคร้าย แต่อาจเพราะการทำงานตรงนี้มันรวยยากด้วย (หัวเราะ)

“จริงอยู่ที่ว่าผู้บริโภคที่คุ้นชินกับดิจิทัลวันนี้อาจคุยกันเรื่อง Blockchain หรือ NFT แต่ปัญหาหลายอย่างและกลุ่มคนที่ประสบปัญหาจริง ๆ ในท้องที่ที่เราทำงานด้วย ไม่ได้ต้องการเทคโนโลยีที่ล้ำขนาดนั้น สิ่งที่เราทำตอนนี้คือ การสร้างเครื่องมือที่อาจดูพื้นฐานมาก ๆ แต่ช่วยแก้ไขปัญหาที่พวกเจอได้เร็วและดีขึ้นจริง ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น สุดท้ายต้องดูที่บริษัทด้วย” 

ต่อให้เทคโนโลยีก้าวหน้าแค่ไหน เรายังต้องการคนที่เข้าใจความเป็นมนุษย์และยินดีจะทำงานร่วมกับผู้อื่นด้วย เหมือนอย่างกรณี PODD ที่สอนพวกเขาอย่างชัดเจน 

“ก่อนหน้านี้ เราเคยไม่เห็นคุณค่าของประสบการณ์คนยุคก่อนหน้าเรา ดูแคลนความแอนะล็อก คิดว่าทำไมไม่ใช้เครื่องมือนี้ล่ะ เป็นเด็กดื้อที่บ้าบอ โวยวาย ขาด Human Skills สุด ๆ โชคดีมากที่พาร์ตเนอร์ตอนที่เรายังเด็ก เมตตาและเปิดพื้นที่ให้เราทำอย่างนั้น (หัวเราะ) มองย้อนกลับไป เราเรียนรู้เลยว่าการเคารพพาร์ตเนอร์และความแตกต่างสำคัญมาก เพื่อให้ทำงานร่วมกันให้ถึงเป้าหมาย” 

เก่งยังเน้นย้ำด้วยว่า ต่อไปปัญหาในอนาคตจะยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก การมองด้วยเลนส์แบบเดียวอาจไม่พอแล้ว ต้องหาพาร์ตเนอร์ที่ต่างกับเรา แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันเหมือนคนที่ศีลเสมอกัน เพื่อให้มองได้อย่างรอบด้าน แม้ว่าระหว่างทางจะเกิดความไม่สบายใจขึ้นบ้างก็ตาม แต่เพื่อการเรียนรู้และผลลัพธ์ที่ดีกว่าสำหรับสังคม

พาร์ตเนอร์และหน่วยงานร่วมสนับสนุนแบบนี้อาจตามหาได้ยากเย็นแสนเข็ญในสมัยก่อน เนื่องจากคนยังไม่ค่อยเข้าใจและยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จากธุรกิจเพื่อสังคมมากพอจะลงทุนสนับสนุน แต่ปัจจุบัน ธุรกิจที่คิดคำนึงถึงสังคมเริ่มได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนเริ่มมองเห็นแล้วว่าธุรกิจกับสังคมไม่อาจแยกขาดออกจากัน

“แต่ก่อนไม่ค่อยมีโครงสร้างการสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคมแบบเจาะจง เราต้องเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ ตามปกติ ใช้หลักทรัพย์ของตัวเองหรือคนรอบข้างบ้าง แต่อย่างเมื่อปีก่อน เรามีโอกาสเข้าร่วมเครือข่าย SE Thailand (สมาคมธุรกิจเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย) ที่ร่วมมือกับธนาคาร ให้ธุรกิจในเครือข่ายเข้าเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งเงินทุน และสินเชื่อสำหรับธุรกิจเพื่อสังคมโดยเฉพาะ 

“Opendream ได้รับการสนับสนุนตรงนี้ ช่วยให้เรามีกระแสเงินสดไว้ทำงานต่อ โครงการลักษณะนี้ถือเป็นความกล้าหาญในการลองสนับสนุนธุรกิจด้านสังคม ซึ่งอาจต่างจากรูปแบบธุรกิจทั่วไปที่คุ้นเคยกัน และหวังว่าจะเกิดการขยายผลร่วมกันแบบนี้ต่อไป” เก่งกล่าว 

งานด้านการเปลี่ยนแปลงสังคมยังมีพื้นที่ว่าง รอให้คนที่แตกต่างหลากหลายเข้ามาสุมหัวรวมตัว แลกเปลี่ยน ถกเถียง ช่วยเหลือกัน และคุณก็อาจเป็นคนคนนั้นที่ใครสักคนตามหาอยู่ 

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

Opendream 

นับจนถึงปัจจุบัน Opendream ทำงานที่สร้างอิมแพคให้สังคมไปหลายสิบหรืออาจจะหลักร้อย เก่งเองก็จำตัวเลขไม่ได้แล้ว เขามองว่าสิ่งสำคัญคือ คุณค่าที่แต่ละโปรเจกต์มอบให้สังคมมากกว่าเชิงปริมาณ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเขาเพียงลำพัง แต่เป็นการร่วมแรงร่วมใจของพนักงานที่เชื่อในพันธกิจเดียวกัน ราว 24 ชีวิต ณ ปัจจุบัน 

“เราคิดว่าคนที่นี่อยากใช้ความสามารถของตัวเองในการแก้ปัญหาที่พวกเขาสนใจและเลี้ยงชีพตัวเองไปด้วย รู้สึกขอบคุณทุกคนมากที่อยากมาทำงานนี้เพราะอยากทำกัน” เก่งเอ่ยถึงทีมงานเบื้องหลัง

ระหว่างทาง นอกจากทีมที่เติบโตขึ้นแล้ว เก่งเองก็พัฒนาขึ้นในฐานะผู้บริหาร เคยผ่านมาทั้งวิกฤตจากปัจจัยภายนอก เช่น สภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา และปัจจัยภายใน เช่น ความรู้สึกของตัวเอง

“เราเคยอาจหาญ รีบขยายทีม ไปเปิดออฟฟิศที่เชียงใหม่ แต่ปรากฏว่ามันใหญ่เกินไป พังเละเทะครับ ตอนนั้นจำเป็นต้องกำจัดอีโก้ตัวเองทิ้ง แล้วยอมรับว่าเราจัดการไม่ไหว ต้องปิดออฟฟิศที่นั่น เจ๊งก็เป็นบทเรียนให้เรา ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็เป็นเรื่องพื้นฐานที่บริษัทขนาดเล็กต้องเผชิญ และจัดการให้เดินหน้าไปได้”

แต่ไม่ว่าจะเจออะไรมา ความรู้สึกและเป้าหมายของเขายังคงเดิมเหมือนวันแรกไม่มีเปลี่ยน

“ไม่เคยมีคำถามว่าตัวเองทำงานนี้ทำไม หรือจะกลับไปทำงานที่รวยกว่านี้ดีไหม อาจมีพูดขำ ๆ บ้างว่าไม่รวยก็เพราะทำงานอย่างนี้ แต่ตอนนี้ยังสนุกและแฮปปี้อยู่” 

ถ้าใครอยากก้าวเข้ามาทำงานแบบเก่ง สิ่งที่เขาแนะนำคือการมองการณ์ไกลและใช้ความอดทน 

และอย่าลืมความสนใจหรือเป้าหมายที่เราตั้งไว้ในวันแรก 

“การเปลี่ยนแปลงเป็นเหมือนเกมระยะยาว ใช้เวลาเป็นหลักปีถึงจะเห็นแสงสว่าง จุดสำคัญคือความคงเส้นคงวา ถ้าอยากแก้ปัญหา ต้องลุยกันต่อไป บางทีบุกป่าฝ่าดงไปอาจตกเหวก็ได้ ต้องรีบปีนขึ้นมาแล้วบุกที่อื่นต่อ เจ๊งให้เร็ว ลุกให้เร็ว แล้วก็ลุยไปเรื่อยๆ” เก่งทิ้งท้าย ก่อนแยกย้ายไปทำงานตามความฝันต่อ

การเติบโตปีที่ 14 ของ Opendream ธุรกิจเทคโนโลยีที่แก้ปัญหาสุขภาพและการศึกษา ผ่านความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์

Social Enterprise Thailand Forum 2021 คือฟอรั่มสำหรับทุกคนที่เชื่อว่าธุรกิจสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งยังเป็นพื้นที่รวบรวมหน่วยงานสนับสนุนมากมายเพื่อสร้างโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจ ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายน 2564

ติดตามกิจกรรมดีๆ ต่อจากนี้ได้ที่ goodsociety.network/goodsociety/ หรือ เฟซบุ๊กของ Good Society

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ก่อนหน้านี้ เราคิดมาตลอดว่ารสนิยมที่สะท้อนความเป็นตัวตนนั้นเกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่เราเลือกหยิบและอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในชีวิต สถานที่ที่ชอบไป เสื้อผ้าที่ชอบใส่ เพลงที่ฟัง หนังที่ดู หนุ่มที่แอบเหล่มอง

รสนิยมที่แตกต่างกันทำให้คนเราแตกต่างกัน

“มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่าความแตกต่าง นั่นคือการยอมรับในความแตกต่างของคนอื่น เรายอมรับในความต่างนั้นไหม”

อ๊อฟ-พงศ์ศักดิ์ กอบรัตนสุข ดีไซเนอร์และหนึ่งในผู้ก่อตั้งแบรนด์ Rotsaniyom (รสนิยม) นิยามคำนิยมนี้ให้เราฟัง เช่นเดียวกับสิ่งที่ Rotsaniyom พยายามทำมาตลอดใน 9 ปีที่ผ่านมา

รสนิยม

สำหรับเรา Rotsaniyom เป็นแบรนด์ไทยมีสไตล์ที่น่าจับตามอง เพราะไม่เพียงได้รับการยอมรับในวงการแฟชั่น อย่างการเป็น 1 ใน 200 Best Emerging Designers 2016 ใน Vogue Italia แล้ว Rotsaniyom ยังเป็นตัวอย่างของแบรนด์เสื้อผ้าที่มีเส้นทางการเติบโตในอุดมคติ

จากจุดเริ่มต้นของที่ อ๊อฟ-พงศ์ศักดิ์ กอบรัตนสุข และ กิ๊ฟ-ฐิตา กมลเนตรสวัสดิ์ ทำแบรนด์เสื้อยืดขายในงานเทศกาลดนตรี ก่อนจะมีหน้าร้านเล็กๆ ในตลาดนัดสวนจตุจักร ไปสู่การพัฒนาแบรนด์ที่ชัดเจนในตัวตนจนได้รับการยอมรับและเปิดร้านในสยามสแควร์ สยามเซ็นเตอร์ และห้างสรรพสินค้าอื่นๆ ตามความฝัน ก่อนจะเดินทางเข้าสู่ร้าน multistore ดังๆ ทั่วโลกผ่าน showroom ชื่อดังใน Paris Fashion Week ที่เป็นจุดเปลี่ยนให้กับ Rotsaniyom ในวันนี้และต่อไปในอนาคต

นอกจากจะเปิดห้องเรียนวิชา Fashion Business สำหรับชีวิตจริงแล้ว เรื่องราวของ Rotsaniyom ในวันที่เติบโตเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับทุกคนที่มีความฝันอยากจะทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองสักแบรนด์

Rotsaniyom

ลูกไม้มวยไทย

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ลูกไม้เป็นผ้าชนชั้นที่ถูกจัดให้อยู่เพื่อแสดงความเป็นผู้สูงวัย

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เราจึงขอให้อ๊อฟเปิดบรรยายวิชาประวัติศาสตร์ลูกไม้และการแต่งกาย 101 ใน 3 ย่อหน้าดังนี้

ยุคหนึ่งที่สยามเริ่มนำการแต่งกายแบบวิกตอเรียนมาผสมผสาน เกิดเป็นภาพจำว่าลูกไม้เป็นของไทย ซึ่งจริงๆ แล้วเสื้อผ้าสไตล์นั้นมีที่มาจากยุควิกตอเรียน

ลูกไม้เป็นที่นิยมในสตรีชั้นสูง เราจะไม่ค่อยเห็นคนธรรมดาใส่ผ้าลูกไม้มากนัก ภาพจำต่อมาก็คือผ้าลูกไม้กลายเป็นผ้าที่สำหรับใส่ไปงานพิธี ไม่มีภาพจำของคนทั่วไปใส่เดินบนถนนทำให้จำกัดการรับรู้และการยอมรับของคนไม่น้อย

ลูกไม้เป็นเรื่องของสไตล์ สาวๆ ชาติอื่นๆ จะทำให้มีความร่วมสมัยมากกว่าด้วยการหยิบเอาบรรยากาศแบบวิกตอเรียนมาผสมผสานกับยีนส์ให้ดูสตรีทขึ้น ขณะที่คนไทยมักจะเพียงว่าลูกไม้คือความอ่อนหวานและเรียบร้อย

“คนไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสไตล์ แต่จะให้ความสำคัญกับสิ่งที่สังคมกำหนดมา เช่น ใส่ลูกไม้แล้วจะดูเป็นสาวหวาน ซึ่งหากคุณเป็นสาวเท่ที่บังเอิญวันนี้มีอารมณ์อยากเป็นสาววิกตอเรียน ลองหยิบไอเทมลูกไม้สักชิ้นมาแต่งตัวจะเป็นไรไป มันเป็นเรื่องของสไตล์มากกว่า” ได้ยินประโยคนี้จากอ๊อฟแล้ว ทำให้คิดถึงเสื้อลูกไม้แขนยาวติดระบายที่เจอในร้านเสื้อผ้ามือสองวันก่อนขึ้นมาทันที ก่อนจะเกิดไอเดียปิ๊งปั๊งในหัวว่าจะใส่คู่กับกางเกงยีนส์ทรงคุณแม่และส้นสูงสักสองนิ้วให้ดูกระฉับกระเฉง

Rotsaniyom Rotsaniyom

Beauty and the Laces

เมื่อไม่ใช่การนำเสนอความสวยหวาน นอกจากสีที่ใช้แล้ววัตถุดิบสำคัญอย่างลูกไม้ ลักษณะเฉพาะของ Rotsaniyom จะมีความขบถๆ เล็ก อย่างเสื้อผ้าจะมีความสนุกอยู่นิดๆ แม้เป็นลูกไม้ แต่ไม่ได้เป็นลูกไม้หวานอย่างที่คนเข้าใจกัน อ๊อฟเสริมว่าเหล่านี้ทำให้คนจดจำงานของ Rotsaniyom ได้เพราะถ้าเป็นคนอื่นคนไม่เอาลูกไม้มาทำแบบนี้ เช่นเดียวกับความเชื่อของแบรนด์ที่ว่า

“An individual imperfect beauty ideal”

Rotsaniyom เชื่อในเรื่องความงามเฉพาะตัวที่ไม่สมบูรณ์แบบ เชื่อว่าในแต่ละอย่างมีบางอย่างที่สวยงามอยู่แล้ว อย่างที่เรารู้ว่าไม้เป็นไม้เพราะมันผุได้ เรารู้ว่ามันเป็นเหล็กเพราะว่ามันขึ้นสนิมได้ เหล่านี้เป็นเรื่องที่ Rotsaniyom พยายามนำเสนอให้คนเห็นว่าในความไม่สมบูรณ์แบบของแต่ละอย่างก็คือความเฉพาะตัวของคนคนนั้น

“เราเจอคำถามตลอดว่าทำไม Rotsaniyom ต้องมีสีขาว ทำไมต้องเป็นลูกไม้ ซึ่งจริงๆ เราไม่ได้ตีกรอบว่าจะต้องเป็นอะไร ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว สีขาวกับลูกไม้ไม่ได้รับการยอมรับอย่างปัจจุบัน สีขาวในยุคนั้นคือ ไปวัดหรือเปล่า ชุดนอนหรือเปล่า ลูกไม้ก็ต้องตีความว่าสูงวัย ช่วงแรกที่เปิดร้านเราก็ได้ยินคำแบบนี้บ่อย แต่พอมาถึงวันนี้ วันที่สีขาวได้รับการยอมรับเป็นสีหนึ่งในแฟชั่น ลูกไม้เป็นส่วนประกอบที่ทุกๆ แบรนด์ต้องมี ตอนนั้นเป็นความท้าทายของเรา เราทำให้สิ่งที่คล้ายจะเปลี่ยนความเชื่อเดิมๆ ของคนว่าสิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งนั้นหรือมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เราทำมาตลอด เรายืนกรานว่าจะทำแบบนี้”

Rotsaniyom Rotsaniyom

“เคยมีคนถามว่าแล้ววันหนึ่งจะมีการเปลี่ยนไปไหม เรารู้สึกว่ามันไม่แน่ถ้าในวันหนึ่งเราพบว่าอะไรบางอย่างที่เราชอบมากๆ แต่สังคมพยายามใส่กรอบนิยามมันเป็นแบบนั้นแบบนี้ เราจะพยายามพิสูจน์ทางเลือกหรือความน่าจะเป็นในแนวทางอื่น เราไม่ได้ต้องการขวางโลก เราแค่อยากสร้างทางเลือกให้กับคนเฉยๆ เพราะฉะนั้นเราจะไม่คิดแย้งกับทุกเรื่อง แต่เสนอมุมมองใหม่ๆ ให้เห็นไม่ว่าจะความเป็นไทย ความเป็นลูกไม้”

ปัจุบันภายใต้ Rotsaniyom ประกอบด้วยแบรนด์ Rotsaniyom เป็น lifestyle wear เน้นเรื่องสไตล์เป็นหลัก และการแต่งกายในชีวิตประจำวัน แบรนด์ Rotsaniyom White Label เป็นงานที่เน้นศิลปะและการออกแบบ มีคอนเซปต์ มีเรื่องราว และการตีความ มีเนื้อหาของคอลเลกชันที่จริงจังกว่า Rotsaniyom และแบรนด์ Ceremony เป็นชุดพิธีอย่างชุดแต่งงานหรืออื่นๆ

“โดยปกติเราหลีกเลี่ยงการทำชุดแต่งงานมาตลอด เพราะเราเชื่อว่าการแต่งงานเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากและเราไม่อยากแบกรับความรู้สึกของคนอื่น เพราะเราไม่รู้ว่าคนมองเราแบบไหน เขาคาดหวังว่า Rotsaniyom จะหวานซึ่งเราไม่ได้หวาน ชุดแต่งงานเราจะไม่ออกแนวหวานอย่างที่ลูกค้าคิดแล้วเราจะทำอย่างไร ซึ่งเราไม่อยากขัดกับตัวเองและไม่อยากทำให้ลูกค้าเสียความรู้สึกในวันสำคัญหนึ่งในชีวิตจึงมาลงตัวด้วยวิธีทำให้ในทุกคอลเลกชันจะมีการทำชุด 1 – 2 ชุดที่โดดเด่นมีความเป็น Ceremony อยู่ หมายความว่าใส่ไปแต่งงานได้หรืออาจจะใส่ไปงานพิธีทางการได้ เป็นการทำให้ลูกค้าเห็นสิ่งที่เราทำก่อนแล้วค่อยมาคุยเรื่องรายละเอียดกันต่อไป”

Rotsaniyom Rotsaniyom

จุดทศนิยม

อ๊อฟเล่าย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นทำร้านให้ฟังว่า เขาเป็นคนที่หากชอบอะไรจะเริ่มลงมือไม่พูดบ่นมาก่อนว่าอยากจะมีร้าน และเลือกที่จะลงมือทำเลยหลังจากที่เคยชิมลางทำเสื้อยืดขายที่งาน Fat T-Shirt เมื่อ 9 ปีก่อน

“เมื่อก่อนถ้าเราฝันอะไร เรามักจะฝันใหญ่เสมอและเราจะไม่ค่อยกลัวเพราะมันมีตัวเลือกเดียวคือต้องทำเลย แต่ปัจจุบันเราจะคิดว่าเป้าหมายของเด็กสมัยนี้ค่อยๆ เล็กลง ขอทำแค่นี้ก่อนเป็นขั้นเป็นตอนไป ด้วยอาจจะเพราะรับรู้ข้อมูลข่าวสารเยอะ จึงมีความกลัวปนๆ อยู่กับความกล้า แต่ยุคของผมในตอนนั้นมันไม่มีข้อมูลข่าวสารเข้ามามาก ดังนั้นกลัวไหมก็กลัว ไม่มีอะไรมาบอกเตือนให้เราระมัดระวังเรื่องอะไรมากมาย แค่ทำออกมาเลย แล้วยิ่งเมื่อก่อนไม่ได้มีหน้าร้านออนไลน์ขายง่ายดายแบบปัจจุบันนี้ ทุกอย่างอยู่บนโลกความเป็นจริง คนจับต้องได้ทันที เรารู้สึกสนุกมาก เราเต็มที่กับมัน ลงแรงกับมันเต็มๆ ไม่กั๊ก”

การย้ายจากร้านที่ตลาดนัดสวนจัตุจักรมาที่สยามเซ็นเตอร์ทำให้ Rotsaniyom เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง อ๊อฟเล่าให้เราฟังว่า

“สิ่งที่ยากคือระบบหลังบ้านที่ต้องรื้อใหม่ ด้วยความที่เราไม่ได้เน้นเรื่องธุรกิจมาก่อน แต่จะเน้นไปที่ศิลปะและการออกแบบมากกว่า เราก็จะทำอะไรตามใจ ทำร้านเสื้อผ้าเราอยากใส่อะไรเราก็ทำสิ่งนั้นออกมาขาย วันไหนขยันก็ทำมากหน่อย วันไหนขี้เกียจก็ค่อยมาทำ ซึ่งเมื่อมีระบบของห้างสรรพสินค้าเราก็ต้องเรียนรู้ระบบหลังบ้านและการคิดทำธุรกิจมากขึ้น แต่เป็นเรื่องที่ดีกว่าการไม่มีนะ เพราะถ้าเราไม่เรียนรู้ในวันนั้นแบรนด์ก็คงไม่โตอย่างทุกวันนี้”

เป็นธรรมดาของการเติบโตที่จะถูกมองว่าบางสิ่งเปลี่ยนแปลงไป เช่นเดียวกับสายตาของคนที่มองมายัง Rotsaniyom

“เรื่องการเปลี่ยนแปลงไปบางครั้งเราก็ไม่รู้ตัวนะว่าเราเปลี่ยนแปลง เพราะเรามองว่าตัวเองธรรมดามากไม่พิเศษไปกว่าใคร แต่คนที่มองเรา เขาจะเห็นว่าเราพิเศษและคาดหวังกับเราเยอะกว่านั้น เขามองว่าเราเป็นแบรนด์ Thai designer เราต้องทำแบบนั้น คุณภาพเราต้องดีแบบนี้ นอกจากนี้ก็คือความใกล้ชิดระหว่างเรากับลูกค้าที่พอมีหน้าร้านในห้าง มันก็เหมือนไม่ใกล้ชิดกันเช่นเดิม เขาก็จะรู้สึกห่างเหินกับเราเหมือนมองคนที่โตกว่า เราไม่ได้อยากให้มันเข้าถึงยาก เราอยากให้ลูกค้าโดยเฉพาะคนที่โตมากับเรา มองเราเป็นเพื่อน เราเองก็ไม่ใช่แบรนด์ที่ยิ่งใหญ่”

Rotsaniyom Rotsaniyom

The Show Must Go Inter

สารภาพว่าเหตุผลทีเราอยากคุยกับ Rotsaniyom คือเรื่องการไปเติบโตในตลาดแฟชั่นต่างประเทศจากแหล่งข่าวใจดีที่แอบมาเล่า เพราะ Rotsaniyom เองแทบไม่บอกสื่อไหนในเรื่องนี้

“เราไปตลาดต่างประเทศด้วยระบบธุรกิจแฟชั่น (Fashion Business) ในรูปแบบ showroom ซึ่งจะมี buyer จากทั่วโลกมาเลือกซื้อสินค้าไปขายตาม multistore ประเทศต่างๆ”

ได้ยินแค่นั้น เราก็เผลอทำหน้าตาสงสัยใส่คำศัพท์คำว่า showroom ซึ่งเรามั่นใจว่ามีนัยความหมายมากกว่าที่เคยรู้จักแน่นอน

“ระบบ showroom อาจจะใหม่สำหรับประเทศไทย แต่จะเป็นที่รู้จักในกลุ่มวัยรุ่นเพราะมีแบรนด์คนรุ่นใหม่แบบเราไปขายในต่างประเทศด้วยระบบนี้ไม่น้อย”

showroom คือพื้นที่พื้นที่หนึ่งที่จัดแสดงและจำหน่ายคอลเลกชันแบรนด์ที่ showroom คัดเลือกมา โดยมีระยะทำการในช่วงเวลาหนึ่งๆ อย่างงานแฟชั่นวีก

“อย่าง Paris Fashion Week ที่ทั้งเมืองจะมีงานเกี่ยวกับแฟชั่นตลอดทั้งสัปดาห์ นอกจากแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ดังแล้ว จะมี showroom ลักษณะนี้กระจายตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ของเมือง เป็นช่วงเวลาที่ buyer จากทั่วโลกตามหา showroom ที่เขาสนใจ โดยแต่ละ showroom ประกอบด้วยนักออกแบบที่เลือกมาซึ่งจะมีการซื้อขายเกิดขึ้นที่นั่น เป็นระบบขายส่งที่มีระเบียบกว่าทั่วไป  showroom ที่เปิดต้องมีคุณภาพและความน่าเชื่อถือระดับหนึ่ง ซึ่งลูกค้าจะเป็น buyer จาก multistore ตามหัวเมืองใหญ่ๆ โดย showroom เองจะมีระบบตรวจเช็กประวัติและความน่าเชื่อถือของ buyer ด้วย”

ถึงอย่างนั้นการจะตั้งตัวเองเป็น showroom นิรนามไก่กาก็ย่อมทำได้ เพียงแต่หากทำไปเพื่อหวังเพียงชื่อเสียงและการยอมรับ อ๊อฟบอกเราว่าผลที่ได้คงไม่เป็นอย่างที่คาดคิดหรือไม่คุ้มการลงทุน

กระแสตอบรับจากการออก showroom เป็นอย่างไร เราถามเพราะสนใจใคร่รู้พฤติกรรมของแฟชั่นนิสต้าในตลาดต่างประเทศ

Rotsaniyom Rotsaniyom

“ว่ากันตามตรง ตั้งแต่ทำแบรนด์มา บางครั้งเราก็ไม่รู้หรอกว่าลูกค้าชอบอะไรในเรา เราแค่ทำในสิ่งที่เราเป็นออกมาเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะเชื่อมโยงกับอะไรบางอย่างในลูกค้าทำให้เขาชอบผลงานของพวกเรา เป็นความรู้สึกที่ดีนะเพราะโดยส่วนตัวเราไม่ได้ทำแบรนด์เพื่อเอาใจใครสักคน”

“เราภูมิใจที่ทุกการเติบโตของแบรนด์จนมาถึงทุกวันนี้เกิดขึ้นจากความสามารถของเราจริงๆ ไม่ว่าจะลูกค้าคนธรรมดา ดารา เซเลบ ห้างร้าน สื่อต่างๆ ทุกคนวิ่งมาหาเราด้วยความชอบในตัวตนของเราจริงๆ ช่วยให้เราค่อยๆ เติบโตขึ้นมา และทุกงานที่เราไปต่างประเทศเกิดขึ้นจากคำเชิญทั้งหมดเลย เราไม่เคยเรียกร้องและพยายามแสดงตัวว่าอยากจะไป แต่เป็นเพราะเขาให้โอกาสและเราก็ให้เกียรติเขา ไม่ปฏิเสธในโอกาสเหล่านั้น”

showroom จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ Rotsaniyom ปรับตัวเป็น Inter Brand ที่มีศักยภาพมากขึ้นทั้งเรื่องการออกแบบและคุณภาพของสินค้า เพราะทุกอย่างในจุดนั้นต้องเป๊ะมาก

“เจ้าของ showroom ที่ชวนเราไปร่วมนั้น จริงๆ เขาเป็นเซเลบในวงการแฟชั่นระดับโลกเหมือนกัน ช่วงแฟชั่นวีกเขาส่งข้อความมาในอินสตาแกรมว่าชอบเสื้อผ้าเรามาก อยากมีโอกาสเจอพวกเรา ซึ่งช่วงนั้นพวกเราอยู่ปารีสพอดี ตัวอ๊อฟดีใจมากแต่กิ๊ฟดีใจมากกว่า เพราะกิ๊ฟรู้ว่าเขาเป็นใคร เป็นที่รู้จักในวงการอย่างไร เราก็รีบไปพบเขาเลย เขาเล่าว่าเขาเห็น buyer คนหนึ่งใส่เสื้อผ้าของเราที่ซื้อจากร้านสาขาสยามเซ็นเตอร์ไปซื้อของที่ showroom และเขารู้สึกชอบมาก ขอพลิกป้ายดูชื่อแบรนด์จนเจออินสตาแกรมของเรา สมัยก่อนเราเคยได้ยินเสมอว่างานหรือเสื้อผ้าสักชิ้นบ่งบอกความเป็นเราได้ ซึ่งวันนี้มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ เสื้อตัวเดียวนำพาเราไปไกลมากนะ เขาเห็นแค่เสื้อตัวนั้นตัวเดียว แทนนามบัตรหรือพรีเซนต์ทั้งหมดที่มี”

อ๊อฟบอกว่าเมื่อก้าวเข้ามาสู่ fashion business แล้ว มันมีรายละเอียดมากมายที่สำคัญพอกัน ถ้าไม่ค้นหาหรือปรับตัวเราก็จะไม่สามารถไปต่อได้

“showroom ทำให้เราต้องทำงานล่วงหน้า สมัยที่ขายที่ประเทศไทยอย่างเดียว ตอนไหนเราขาย AW เราก็ทำ AW ออกมาขาย แต่พอเป็นระบบ showroom เราก็ต้องเตรียมทำ Spring / Summer ของปีหน้าแล้ว บ่อยครั้งก็สร้างความสับสนเล็กๆ ให้กับลูกค้าเพราะเขาจะมาถามกันว่าชิ้นนี้มีขายแล้วหรือยัง”

“เวลาไปต่างประเทศโหดร้ายกว่าตรงที่เรามีโอกาสครั้งเดียวในช่วงออก showroom สั้นๆ นั้น ถ้าคอลเลกชันนี้ทำไม่ดี แป้กปุ๊บ ก็ถือว่าขาดทุน หรือว่าถ้าคอลเลกชันนี้ทำดียอดสั่งซื้อก็จะมากมาย ดูกันที่ยอดขายซึ่งไม่เหมือนกับการขายหน้าร้าน ที่จะปรับแผนรับมือกับยอดขายได้ตลอด แต่การไปกับ showroom เราจะไม่มีเวลาปรับรับมือมันคือการทำให้ดีที่สุด แล้ววัดผลกันเลยว่าเป็นอย่างไร”

Rotsaniyom

Rotsaniyom

Present Perfect Contineo(US)

จากความเชื่อของแบรนด์เรื่องการยอมรับความแตกต่าง สู่การพาตัวแบรนด์ให้ได้รับการยอมรับและอยู่ต่อไปได้เพื่อพิสูจน์ว่าแนวทางความเชื่อนี้เป็นจริงได้เป็นอีกโจทย์ที่สำคัญของ Rotsaniyom

“อีกโจทย์ที่สำคัญสำหรับเราคือเราต้องอยู่รอดให้ได้ เพื่อยืนยันว่าแนวทางที่เรามุ่งมั่นทำมันเป็นจริงได้ ทุกวันนี้ Rotsaniyom เป็นจุดเริ่มต้นเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ที่ฝันอยากมีแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งเราเริ่มมาจากเงิน 7,000 บาทซื้อผ้าตัดเสื้อยืดขายงาน Fat ทำมาจนถึงตอนนี้ ไม่เคยเข้าระบบธุรกิจ ไม่เคยกู้ เราพยายามบอกกับกิ๊ฟ บอกกับทีมงานทุกคนว่าเราต้องทำให้ได้เพื่อเป็นตัวอย่าง เพื่อพิสูจน์ว่ามันทำได้ มันไปได้จริง ถ้าวันหนึ่งที่แบรนด์เราตายหายไปจริง คนก็จะบอกว่าสิ่งที่เราทำมันไม่เวิร์ก ต้องทำแบบนี้แบบนั้นสิซึ่งเราจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น เราเป็นคนที่ถ้าเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าสิ่งนั้นไม่ดีเราจะทำในสิ่งที่ดีกว่าให้เขาเห็นมากกว่าจะพูดโต้แย้ง เราพยายามปลูกฝังเด็กรุ่นใหม่ให้เป็นแบบนี้”

“อย่างเรื่องเด็กฝึกงาน เราไม่ได้รับเด็กฝึกงานที่เก่งที่สุด เรารับคนที่อยากมาอยู่กับเรา สิ่งที่เราสอนเสมอว่าเวลาเราทำ มันไม่ใช่เรื่องความสวยงามหรืองานฝีมือเพราะความสวยงามเป็นเรื่องพิสูจน์ไม่ได้ สิ่งที่สำคัญคือการสร้างทางเลือกให้สังคม เราอยู่ในฝั่งการออกแบบเราต้องสร้างทางเลือกให้สังคมเสมอ มันอาจจะไม่ใช่ทางเลือกสำหรับคนหมู่มาก แต่มันก็ไม่แน่ว่าวันหนึ่งคนหมู่มากอาจหันมาสนใจก็ได้เหมือนที่เราเป็น”

เช่นเดียวกับการไปสู่ตลาดต่างประเทศที่เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ให้เด็กรุ่นใหม่เห็นว่าการทำอะไรอย่างจริงจังก็พาเราไปถึงจุดนี้ได้

“ที่ผ่านมาเราไม่ได้คิดว่าสิ่งที่ทำนั้นยากหรือยิ่งใหญ่กว่าอะไรนะ เราแค่ทำอย่างตั้งใจ สิ่งหนึ่งที่อ๊อฟกับกิ๊ฟคุยกันเสมอในช่วงเริ่มทำแบรนด์นี้มาด้วยกัน เราจะไม่ยกตัวเราเพื่อไปเล่นในเวทีเขา แต่เราจะทำงานอย่างเต็มที่ให้เขาเห็นเราในที่ของเรา ถ้าเราตั้งเป้าเพื่อให้ใครสักคนมาเห็น หรือใครมายอมรับเราเกี่ยวกับแฟชั่น มันจะเหนื่อยและยากเพราะเป็นการก้าวกระโดดสุดๆ เกินไป ที่ผ่านมาเราทำในส่วนของเราไปเรื่อยๆ ให้คนที่ต้องการเห็นได้เห็นเรา ทำไปเถอะมันมีคนเห็น เหมือนอย่างที่ Vogue Italia เห็นเรา”

Rotsaniyom

“เราเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศครั้งหนึ่งว่า โลกในบางมุมมันเล็กมากจนมีคนเห็นในสิ่งที่เราทำจริงๆ และในบางมุมก็กว้างมากจนเราสามารถหาคนที่ชอบเราเจอ เหมือนอย่างตอนเราอยู่ตลาดนัดจัตุจักรครั้งแรก โลกทั้งใบของเราคือจัตุจักรแต่จริงๆ โลกทั้งใบมันไม่ใช่แค่นี้ พอเราก้าวออกมาจากที่ที่หนึ่งเราจะพบว่าโลกทั้งใบไม่ใช่แค่ที่ๆ เรายืนอยู่ สอนให้เรารู้ว่าชีวิตมีทางออกเสมอ มันไปต่อได้เสมอ เช่นกันกับตอนนี้ถ้าเศรษฐกิจบ้านเมืองเราไม่ได้เราจะมองว่าโลกทั้งใบคือประเทศเรา เรารู้สึกว่าเด็กรุ่นใหม่ต้องรับรู้เรื่องนี้ไว้เยอะๆ เราเคยเป็นเด็กมาก่อน เรารู้ว่าบางครั้งการที่เราให้ความสำคัญกับอะไรก็ตามเราจะคิดว่าสิ่งนั้นคือทั้งหมดของชีวิตที่มี และพอผ่านมาได้เราจะรู้ว่าสิ่งนั้นก็อยู่แค่ช่วงเวลาหนึ่ง”

“เรื่อง showroom ที่ปารีสฟังดูยิ่งใหญ่แต่จริงๆ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นหรอก โลกนี้มันกว้างมากจนสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น multistore เหล่านี้เป็น multistore ที่ดีจริงๆ เป็นกำลังใจให้กับเราที่จะพัฒนาคุณภาพและรักษาสิ่งที่เราทำเราเชื่อ และเรื่องคุณภาพเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับพวกเรามาก เพราะยังมีอีกหลาย multistore ดีๆ ทั้งโลกที่เขายังไม่เลือกซื้อของเราไปเพราะโจทย์นี้เหมือนกัน เราก็ต้องปรับไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนเด็กที่เราเคยโดยว่าเรื่องคุณภาพเหมือนกัน ตอนนั้นเราตอบแค่ว่าเราไม่สนใจเราขายสไตล์เราไม่ได้ขายคุณภาพ แต่พอมาตอนนี้ จะคิดแบบนั้นไม่ได้แล้ว ความจริงสอนเราว่าไม่ดีกว่าหรอถ้าเสื้อผ้ามาสไตล์และมีคุณภาพไปพร้อมกัน ถ้าตอบโจทย์ง่ายๆ นี้ไม่ได้ก็ไม่ต่อที่ไหนแล้ว เราบอกตัวเองแบบนี้อยู่”

Rotsaniyom

ภาพ: Rotsaniyom

Rules

  1. ตื่นเช้าต้องกินกาแฟ ตกบ่ายก็ยังต้องกินกาแฟอีก
  2. ต้องรู้จักแบ่งเวลาพักเบรกระหว่างงานและครอบครัว
  3. การบ้างานสำหรับเรามันเป็นเรื่องความรับผิดชอบมากกว่า เราได้รับมอบหมายสิ่งไหนมาเราก็เพียงทำให้ดี

rotsaniyom.com
Facebook | therotsaniyom

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load