24 พฤศจิกายน 2564
1 K

ในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา มีปัญหาสังคมและความเดือดร้อนมากมายที่เผยให้เห็นว่า ถ้าเรามีเทคโนโลยีที่ดี สถานการณ์หลายอย่างจะได้รับการแก้ไข เยียวยา อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วกว่าที่เคยเป็น

ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโควิด-19 การฉีดวัคซีน ไฟไหม้โรงงาน น้ำท่วม การศึกษาของเยาวชน และอื่น ๆ ที่เราเห็นกันตามหน้าข่าวไม่เว้นวัน แม้ยังแก้ไม่ได้ดีทั้งหมดและเป็นเพียงจิ๊กซอว์ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่การนำเทคโนโลยีมาช่วยขับเคลื่อนสังคมไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ กลับกลายเป็นความจำเป็นและมาตรฐานขั้นต่ำ

แต่ย้อนกลับไป 14 ปีก่อน ในวันที่โลกเพิ่งรู้จักไอโฟนเป็นครั้งแรก มีกลุ่มคนริเริ่มองค์กรหนึ่งขึ้นมาเพื่อภารกิจด้านสังคมโดยเฉพาะตั้งแต่ตอนนั้น อาศัยพลังของเทคโนโลยีที่พวกเขาเชี่ยวชาญเป็นเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลง และทำอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ 

องค์กรนั้นคือ Opendream ร่วมก่อตั้งโดย เก่ง-ปฏิพัทธ์ สุสำเภา 

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

“จริง ๆ เราไม่ได้เสียสละตัวเองเพื่อโลกขนาดนั้นนะ ทุกวันนี้เราทำเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เราอยากเห็น มีเงินพอเลี้ยงตัวเองและคนรอบข้าง แม้จะเป็นทางอ้อมกว่าการทำงานปกติ แต่เราชอบความท้าทายแบบนี้” เก่งกล่าวอย่างถ่อมตัว

ผลงานที่ผ่านมาของ Opendream มุ่งเน้นด้านสุขภาพและการศึกษา ทำงานร่วมกับองค์กรที่ขับเคลื่อนในประเด็นนั้น ๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ เช่น แอปพลิเคชันบันทึกข้อมูลสุขภาพ DoctorMe ร่วมกับ สสส. และมูลนิธิหมอชาวบ้าน, PODD ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, แพลตฟอร์มการระดมทุน เทใจดอทคอม, สบายดี แชทบอตให้ข้อมูลการรับมือกับโควิด-19 และ 606 เกมให้ความรู้เรื่องเฟคนิวส์ เป็นต้น
พอเวลาผ่านไป 14 ปี โลกของเทคโนโลยีและปัญหาสังคมซับซ้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การทำธุรกิจให้อยู่รอดท่ามกลางสมรภูมิอันดุเดือด พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไปควบคู่กันไม่ใช่เรื่องง่าย เราจึงนัดหมายเก่งมาเพื่อพูดคุย สอบถามถึงการปรับตัวและเติบโตของเขาและ Opendream ก่อนเขาขึ้นร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Social Enterprise Thailand Forum 2021 ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

“รูปแบบการดำเนินงานเปลี่ยนไปบ้าง และเราก็คงไม่เหมือนเดิมอยู่แล้วตามธรรมชาติของมนุษย์ แต่เป้าหมายของเรายังคงเดิม” เก่งเน้นย้ำจิตวิญญาณที่ยังคงเดิมขององค์กรที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้ว ก่อนเริ่มบทสนทนา

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

จากฝันกลายเป็นจริง

Opendream คือความฝันที่เป็นจริงจากจังหวะเวลา ผสมกับความสนใจที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ของเก่ง

ตอน พ.ศ. 2547 เก่งคือบัณฑิตจบใหม่จากภาควิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่ย้ายเข้ามาทำงานในบริษัทใหญ่ที่กรุงเทพฯ เมื่อทำงานไปสัก 3 ปี เขาเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไม่ตอบโจทย์ชีวิตและไม่ได้มีอะไรให้จดจำเป็นพิเศษ จึงลาออกมารับงานอิสระ แม้มีรายได้งดงาม แต่ทิศทางชีวิตเขายังไม่ชัดเจนนัก 

จนกระทั่งเพื่อนสนิทจากองค์กรที่ผลักดันนวัตกรรมเพื่อสังคมอย่าง ChangeFusion พูดประโยคเปลี่ยนชีวิตให้เขาฟังว่า จริง ๆ แล้ว เทคโนโลยี การพัฒนาสังคม และความอยู่รอดของคนทำงาน เป็นเรื่องที่ไปด้วยกันได้ 

“เราสามารถใช้เทคโนโลยีที่เราถนัดสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม พร้อมทั้งเลี้ยงตัวเองไปด้วย มีตัวอย่างให้เห็นจากหลายที่ในโลก ตอนนั้นเทคโนโลยีเข้าไปแก้ไขปัญหาในหลากหลายอุตสาหกรรมแล้ว ทำไมเราไม่ลองเอามาแก้ปัญหาสังคมดูล่ะ” เก่งเล่าความคิดช่วงก่อนก่อตั้งบริษัท

เมื่อมุมมองนี้ปรากฏขึ้นในความคิดเขา Opendream จึงเกิดขึ้นตามมาอย่างรวดเร็ว

โมเดลของ Opendream แบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก คือการรับจ้างและร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ สร้างเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ปัญหา ความไฟแรงในช่วงแรกเริ่มทำให้พวกเขารับงานจากหลากหลายภาคส่วน โดยพิจารณารับงานจาก 3 เกณฑ์หลักคือ ผลกระทบ (Impact) กำไรทางธุรกิจ และกำไรที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การพัฒนาของทีม

การมุ่งเน้นที่ด้านสังคมโดยเฉพาะ ทำให้องค์กรที่มีพันธกิจเรื่องนี้อยู่แล้วติดต่อเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย มีทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ แต่เมื่อเติบโตขึ้นและงานเริ่มล้นมือ เก่งเลือกนำบริษัทให้โฟกัสไปที่ 2 ประเด็นหลักที่พวกเขามีพลังพอจะขับเคลื่อนด้วยทรัพยากรที่มี

“เราเคยทำงานกับองค์กรหนึ่งที่แลกเปลี่ยนกันว่า มนุษย์อาจสูญพันธุ์ด้วยห้าปัจจัยหลักคือ อาวุธนิวเคลียร์ น้ำหมด สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และโรคระบาด ซึ่งคิดตามแล้วสี่เรื่องแรกอาจเกินตัวเราไปหน่อย แต่เรื่องโรคระบาด เราเห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญที่บริษัทมีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

“ช่วง พ.ศ. 2552 มีการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ มูลนิธิหนึ่งบอกเราว่า เรื่องโรคระบาดจะเป็นเรื่องสำคัญมากที่ควรมีคนทำงานในภูมิภาคนี้ เราจึงทำงานร่วมกับพี่ ๆ หน่วยงานสาธารณสุขที่จังหวัดมุกดาหาร สร้างเครื่องมือให้คนรายงานอาการป่วยของตัวเองแล้วนำมาทำเป็นแผนที่ ปรากฏว่าจัดการโรคระบาดในพื้นที่ได้ดีมาก” เก่งอธิบายสาเหตุที่ประเด็นเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะโรคระบาดและการหยุดยั้งความเจ็บป่วย เป็นเรื่องที่อยู่ในใจเขาเสมอมา ก่อนหน้าจะเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นสิบปี

ส่วนเรื่องการศึกษา คุณพ่ออย่างเก่งมองว่าต่อไปในอนาคต โลกจะต้องการคนที่มีทักษะการแก้ไขปัญหาและการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งระบบการศึกษาไทยที่ผ่านมายังไม่อาจปลูกฝังให้คนทั้งประเทศได้อย่างครอบคลุม 

“เราอยากสร้างเครื่องมือและกลไกเกมที่เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันกับลูกเราเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือมีเศรษฐสถานะแบบใดก็ตาม ถ้ามนุษย์มีสองทักษะนี้ เราจะไม่ทำลายตัวเองและคนอื่น ไม่ต้องแก้ปัญหาสงครามหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญมากพอที่จะทำ

“อยู่มาเกินครึ่งชีวิตมนุษย์ทั่วไปแล้ว เหลือเวลาอีกไม่เท่าไร เลยคิดว่าอุทิศชีวิตที่เหลือเพื่อทำสองเรื่องนี้แหละ” เก่งเล่าความตั้งใจ แต่เสริมด้วยว่าพวกเขายังทำงานโปรเจกต์เสริมสนุก ๆ ตามความสนใจอยู่เหมือนกัน ใครมีโจทย์ด้านสังคมอะไร ลองติดต่อเข้าไปดูก่อนได้เลย

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์
Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

ฝันร่วมกัน

ความสำเร็จของโปรเจกต์ที่ Opendream ทำ นอกจากจะต้องใช้ทักษะเชิงเทคนิคที่พวกเขาฝึกปรือกันแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในสายงานต่าง ๆ 

หนึ่งในโปรเจกต์เด่นที่แสดงเรื่องนี้อย่างเห็นได้ชัดคือ PODD (Participatory One Health Disease Detection หรือเรียกว่า ‘ผ่อดีดี’) เครื่องมือเฝ้าระวังโรคระบาดจากสัตว์ในชุมชน ที่เดิมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้ขับเคลื่อนหลักและวิจัยด้านนี้อยู่แล้ว โดย Skoll Global Threats Fund ผู้ให้ทุนกับ Opendream เป็นผู้ประสานงานให้เกิดการพบปะกันขึ้น 

ตอน พ.ศ. 2555 การทำงานของ PODD ยังไม่ได้พึ่งพาเทคโนโลยีมากนัก กว่าจะรู้และจัดการโรคระบาดต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือน ทีม Opendream จึงนำเทคโนโลยีที่เคยพัฒนามาประยุกต์ใช้กับพื้นที่ โดยสิ่งที่เปลี่ยนไปคือ แทนที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะเป็นคนเก็บข้อมูล พวกเขาเปิดให้ชาวบ้านทั่วไปรายงานการแพร่ระบาดเข้ามา เช่น มีสัตว์ที่อาจเป็นพาหะของเชื้อโรคเสียชีวิต เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบ และเจ้าหน้าที่ดำเนินการต่ออย่างมีประสิทธิภาพ

ความท้าทายคือ ไม่ใช่ชาวบ้านทุกคนจะรู้จักวิธีการใช้แอปพลิเคชันใหม่ ๆ กลุ่มเป้าหมายในบางแห่งเป็นพี่น้องชนเผ่าที่ไม่ถนัดการใช้ภาษาไทย เป็นผู้สูงอายุที่ไม่คุ้นชินกับโทรศัพท์ การออกแบบระบบจึงต้องคำนึงถึงการรองรับความหลากหลายเหล่านี้ด้วย

แต่นั่นยังไม่ใช่ความยากทั้งหมด สิ่งที่ท้าทายไม่แพ้กันคือ ทำอย่างไรให้คนมีส่วนร่วมในการใช้งาน ซึ่งเป็นจุดที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ช่วยแนะนำให้ทีมได้เป็นอย่างดี จากการเข้าใจบริบทของพื้นที่

“มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ช่วยกางออกมาให้เราเห็นว่าการแก้ปัญหาชุมชน แค่เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องช่วยสร้างโครงสร้างหรือกลไกการมีส่วนร่วมบางอย่างด้วย 

“เช่น เมื่อก่อนเราไม่เข้าใจว่าทำไมการทำงานเหล่านี้จะต้องมีพิธีเปิด ถ่ายรูป ให้เกียรติบัตร แต่มันเป็นคุณค่าของชุมชน เป็นความรู้สึกที่ว่าพวกเขาได้รับการมองเห็น ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยนี้ก็คือ เครื่องหมาย Verified สีฟ้าบนอินสตาแกรม หรือยอดไลก์ ยอดแชร์นั่นแหละ เราแค่มีเครื่องมือในการแสดงออกแตกต่างกัน 

“เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่ง แต่กลไกสำคัญจริง ๆ คือ คน เราต้องเอื้อเฟื้อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และให้ความสำคัญว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของงานด้วย งานนี้เป็นบทเรียนให้เราเห็นว่าเวลาแก้ปัญหา ต้องมองให้ครบทุกมุม อย่ามองแค่จากมุมตัวเอง” ซอฟต์แวร์เดเวลอปเปอร์ประสบการณ์เกือบ 20 ปีเผย 

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

จากการผสมผสานทักษะทางเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญเรื่องโรคระบาด และความเข้าใจพื้นที่ พวกเขาพัฒนาเครื่องมือที่ใช้งานง่ายและทำให้คนรับรู้ ช่วยตรวจสอบการแพร่ระบาดของโรคติดต่อได้ภายใน 12 ชั่วโมง เร็วขึ้นกว่าเดิมหลายร้อยเท่า ลดความสูญเสียที่ไม่จำเป็นไปมาก และล่าสุด แพลตฟอร์มนี้เตรียมขยายการใช้งานไป สปป.ลาว กัมพูชา และประเทศในทวีปแอฟริกา

อีกหนึ่งตัวอย่างที่ความร่วมมือทำให้ผลลัพธ์ขยายไปได้กว้างขึ้นและตรงจุดคือ Judies แอปพลิเคชันที่ให้คนเรียนรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยผ่านเกมง่าย ๆ สอดแทรกความรู้ระหว่างทาง จากการเห็นปัญหาว่าเยาวชนขาดความเข้าใจเรื่องเพศศึกษาอย่างยิ่ง จะกี่ปีก็มีแต่คนถามคำถามเดิม ๆ ประจวบเหมาะกับมีพาร์ตเนอร์อย่าง ChangeFusion, กองทุน BKIND และ UNFPA (กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ) เข้ามาทำงานร่วมกัน 

เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนพัฒนาเกมที่ต้องระบุให้ได้ก่อนว่าใครเป็นกลุ่มเป้าหมาย UNFPA ที่ทำงานเรื่องสุขภาพของผู้หญิงอยู่แล้ว แบ่งปันว่าผู้หญิงและผู้ชายมีแนวคิดเรื่องเพศศึกษาไม่เหมือนกัน ผู้หญิงมักจะเปราะบางกว่า เนื่องจากอำนาจทางสังคมที่กดทับ เกมในตอนต้นจึงออกแบบมาเพื่อเน้นสนับสนุนผู้หญิงเป็นหลัก หลังจากนั้นจึงค่อยขยายไปเนื้อหาที่หลากหลายมากขึ้น

เมื่อเริ่มมีผู้เล่นเข้ามาจากทั่วโลก รวมแล้วกว่า 5 แสนคน พวกเขาได้รับฟังความคิดเห็น และเจอกลุ่มคนที่อยากแบ่งปันว่าเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยควรเป็นอย่างไร อยากสร้างให้เกิดชุมชนที่ถามและคุยเรื่องนี้ได้ แต่ก็ยังเคอะเขิน อายกันอยู่บ้าง Opendream จึงเก็บความคิดเหล่านั้น พัฒนาเป็นแชทบอตให้คนเข้ามาถามและโต้ตอบ (ปัจจุบันโปรเจกต์นี้หยุดพัฒนาไปก่อน แต่เก่งบอกว่าอยากหยิบมาพัฒนาต่อในอนาคต) 

โปรเจกต์อื่น ๆ ที่ Opendream ทำก็เป็นลักษณะเดียวกันคือ ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องขยายผล ทำงานร่วมกับเจ้าของประเด็นและผู้คนที่เกี่ยวข้องอย่างใส่ใจพวกเขา

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

ฝันนี้ยังรอการเติมเต็ม

14 ปีถือเป็นเวลายาวนานในโลกของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน มีบริษัทใหม่ ๆ ล้ำสมัยเกิดขึ้นทุกชั่วโมงจนตามกันไม่ทัน แต่ถึงอย่างนั้น เก่งบอกว่าตลาดที่ Opendream ทำงานอยู่ยังค่อนข้างเหงาและต้องการเพื่อนร่วมทางอีกเยอะ เมื่อเทียบกับปัญหาสังคมที่มีทุกวันนี้ 

“ทุกวันนี้ธุรกิจอาจเร็วขึ้น มีคู่แข่งเยอะขึ้น แต่เรามองว่าตลาดนี้ยังใหญ่และมีพื้นที่อยู่มาก ไม่รู้เรียกว่าโชคดีหรือโชคร้าย แต่อาจเพราะการทำงานตรงนี้มันรวยยากด้วย (หัวเราะ)

“จริงอยู่ที่ว่าผู้บริโภคที่คุ้นชินกับดิจิทัลวันนี้อาจคุยกันเรื่อง Blockchain หรือ NFT แต่ปัญหาหลายอย่างและกลุ่มคนที่ประสบปัญหาจริง ๆ ในท้องที่ที่เราทำงานด้วย ไม่ได้ต้องการเทคโนโลยีที่ล้ำขนาดนั้น สิ่งที่เราทำตอนนี้คือ การสร้างเครื่องมือที่อาจดูพื้นฐานมาก ๆ แต่ช่วยแก้ไขปัญหาที่พวกเจอได้เร็วและดีขึ้นจริง ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น สุดท้ายต้องดูที่บริษัทด้วย” 

ต่อให้เทคโนโลยีก้าวหน้าแค่ไหน เรายังต้องการคนที่เข้าใจความเป็นมนุษย์และยินดีจะทำงานร่วมกับผู้อื่นด้วย เหมือนอย่างกรณี PODD ที่สอนพวกเขาอย่างชัดเจน 

“ก่อนหน้านี้ เราเคยไม่เห็นคุณค่าของประสบการณ์คนยุคก่อนหน้าเรา ดูแคลนความแอนะล็อก คิดว่าทำไมไม่ใช้เครื่องมือนี้ล่ะ เป็นเด็กดื้อที่บ้าบอ โวยวาย ขาด Human Skills สุด ๆ โชคดีมากที่พาร์ตเนอร์ตอนที่เรายังเด็ก เมตตาและเปิดพื้นที่ให้เราทำอย่างนั้น (หัวเราะ) มองย้อนกลับไป เราเรียนรู้เลยว่าการเคารพพาร์ตเนอร์และความแตกต่างสำคัญมาก เพื่อให้ทำงานร่วมกันให้ถึงเป้าหมาย” 

เก่งยังเน้นย้ำด้วยว่า ต่อไปปัญหาในอนาคตจะยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก การมองด้วยเลนส์แบบเดียวอาจไม่พอแล้ว ต้องหาพาร์ตเนอร์ที่ต่างกับเรา แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันเหมือนคนที่ศีลเสมอกัน เพื่อให้มองได้อย่างรอบด้าน แม้ว่าระหว่างทางจะเกิดความไม่สบายใจขึ้นบ้างก็ตาม แต่เพื่อการเรียนรู้และผลลัพธ์ที่ดีกว่าสำหรับสังคม

พาร์ตเนอร์และหน่วยงานร่วมสนับสนุนแบบนี้อาจตามหาได้ยากเย็นแสนเข็ญในสมัยก่อน เนื่องจากคนยังไม่ค่อยเข้าใจและยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จากธุรกิจเพื่อสังคมมากพอจะลงทุนสนับสนุน แต่ปัจจุบัน ธุรกิจที่คิดคำนึงถึงสังคมเริ่มได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนเริ่มมองเห็นแล้วว่าธุรกิจกับสังคมไม่อาจแยกขาดออกจากัน

“แต่ก่อนไม่ค่อยมีโครงสร้างการสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคมแบบเจาะจง เราต้องเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ ตามปกติ ใช้หลักทรัพย์ของตัวเองหรือคนรอบข้างบ้าง แต่อย่างเมื่อปีก่อน เรามีโอกาสเข้าร่วมเครือข่าย SE Thailand (สมาคมธุรกิจเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย) ที่ร่วมมือกับธนาคาร ให้ธุรกิจในเครือข่ายเข้าเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งเงินทุน และสินเชื่อสำหรับธุรกิจเพื่อสังคมโดยเฉพาะ 

“Opendream ได้รับการสนับสนุนตรงนี้ ช่วยให้เรามีกระแสเงินสดไว้ทำงานต่อ โครงการลักษณะนี้ถือเป็นความกล้าหาญในการลองสนับสนุนธุรกิจด้านสังคม ซึ่งอาจต่างจากรูปแบบธุรกิจทั่วไปที่คุ้นเคยกัน และหวังว่าจะเกิดการขยายผลร่วมกันแบบนี้ต่อไป” เก่งกล่าว 

งานด้านการเปลี่ยนแปลงสังคมยังมีพื้นที่ว่าง รอให้คนที่แตกต่างหลากหลายเข้ามาสุมหัวรวมตัว แลกเปลี่ยน ถกเถียง ช่วยเหลือกัน และคุณก็อาจเป็นคนคนนั้นที่ใครสักคนตามหาอยู่ 

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

Opendream 

นับจนถึงปัจจุบัน Opendream ทำงานที่สร้างอิมแพคให้สังคมไปหลายสิบหรืออาจจะหลักร้อย เก่งเองก็จำตัวเลขไม่ได้แล้ว เขามองว่าสิ่งสำคัญคือ คุณค่าที่แต่ละโปรเจกต์มอบให้สังคมมากกว่าเชิงปริมาณ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเขาเพียงลำพัง แต่เป็นการร่วมแรงร่วมใจของพนักงานที่เชื่อในพันธกิจเดียวกัน ราว 24 ชีวิต ณ ปัจจุบัน 

“เราคิดว่าคนที่นี่อยากใช้ความสามารถของตัวเองในการแก้ปัญหาที่พวกเขาสนใจและเลี้ยงชีพตัวเองไปด้วย รู้สึกขอบคุณทุกคนมากที่อยากมาทำงานนี้เพราะอยากทำกัน” เก่งเอ่ยถึงทีมงานเบื้องหลัง

ระหว่างทาง นอกจากทีมที่เติบโตขึ้นแล้ว เก่งเองก็พัฒนาขึ้นในฐานะผู้บริหาร เคยผ่านมาทั้งวิกฤตจากปัจจัยภายนอก เช่น สภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา และปัจจัยภายใน เช่น ความรู้สึกของตัวเอง

“เราเคยอาจหาญ รีบขยายทีม ไปเปิดออฟฟิศที่เชียงใหม่ แต่ปรากฏว่ามันใหญ่เกินไป พังเละเทะครับ ตอนนั้นจำเป็นต้องกำจัดอีโก้ตัวเองทิ้ง แล้วยอมรับว่าเราจัดการไม่ไหว ต้องปิดออฟฟิศที่นั่น เจ๊งก็เป็นบทเรียนให้เรา ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็เป็นเรื่องพื้นฐานที่บริษัทขนาดเล็กต้องเผชิญ และจัดการให้เดินหน้าไปได้”

แต่ไม่ว่าจะเจออะไรมา ความรู้สึกและเป้าหมายของเขายังคงเดิมเหมือนวันแรกไม่มีเปลี่ยน

“ไม่เคยมีคำถามว่าตัวเองทำงานนี้ทำไม หรือจะกลับไปทำงานที่รวยกว่านี้ดีไหม อาจมีพูดขำ ๆ บ้างว่าไม่รวยก็เพราะทำงานอย่างนี้ แต่ตอนนี้ยังสนุกและแฮปปี้อยู่” 

ถ้าใครอยากก้าวเข้ามาทำงานแบบเก่ง สิ่งที่เขาแนะนำคือการมองการณ์ไกลและใช้ความอดทน 

และอย่าลืมความสนใจหรือเป้าหมายที่เราตั้งไว้ในวันแรก 

“การเปลี่ยนแปลงเป็นเหมือนเกมระยะยาว ใช้เวลาเป็นหลักปีถึงจะเห็นแสงสว่าง จุดสำคัญคือความคงเส้นคงวา ถ้าอยากแก้ปัญหา ต้องลุยกันต่อไป บางทีบุกป่าฝ่าดงไปอาจตกเหวก็ได้ ต้องรีบปีนขึ้นมาแล้วบุกที่อื่นต่อ เจ๊งให้เร็ว ลุกให้เร็ว แล้วก็ลุยไปเรื่อยๆ” เก่งทิ้งท้าย ก่อนแยกย้ายไปทำงานตามความฝันต่อ

การเติบโตปีที่ 14 ของ Opendream ธุรกิจเทคโนโลยีที่แก้ปัญหาสุขภาพและการศึกษา ผ่านความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์

Social Enterprise Thailand Forum 2021 คือฟอรั่มสำหรับทุกคนที่เชื่อว่าธุรกิจสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งยังเป็นพื้นที่รวบรวมหน่วยงานสนับสนุนมากมายเพื่อสร้างโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจ ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายน 2564

ติดตามกิจกรรมดีๆ ต่อจากนี้ได้ที่ goodsociety.network/goodsociety/ หรือ เฟซบุ๊กของ Good Society

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

‘Ericeira เมืองเซิร์ฟของประเทศโปรตุเกส-เขาหลัก ใน 20 ปี?’

นี่คือชื่อบทความออนไลน์ที่เราอ่านระหว่างทำความรู้จัก ‘Better Surf Thailand’ โรงเรียนสอนเล่นเซิร์ฟที่เกิดจากการรวมตัวของเซิร์ฟเฟอร์ในเขาหลัก ก่อนเดินทางไปสัมภาษณ์พวกเขา

บทความฉายภาพให้เห็นถึงเมืองประมงเล็ก ๆ เงียบ ๆ แห่งหนึ่งในโปรตุเกส ที่เติบโตจนพลิกฟื้นให้เมืองกลับมาคึกคักด้วยการโต้คลื่น และกลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้คนมากมายจากทั่วโลก

พวกเขามองว่าเขาหลักเองก็ไม่ต่างกัน และตั้งเป้าหมายว่าจะต้องทำแบบนั้นให้ได้

Better Surf วางพิมพ์เขียวของความฝันของตัวเองไว้อย่างไร ไปดูกัน 

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

First Sight

ที่นี่เริ่มมาจากคำชวนง่าย ๆ ของ ต๊ะ-ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช เจ้าของเพจ Surfer’s Holiday ที่ชวน แมน-ชาติชาย สมพร นักกีฬาโต้คลื่นทีมชาติที่ประจำอยู่ภูเก็ต ให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาโต้คลื่นที่เขาหลักบ้านเขา 

แมนไม่รอช้า คว้าบอร์ดขึ้นมอเตอร์ไซค์มาสองคนกับเพื่อน เขาบอกว่ามาถึงตกดึกยังไม่ทันเห็นอะไร รุ่งเช้าวันถัดไปเขาถึงได้รู้จักคลื่นที่เขาหลักเป็นครั้งแรก โดยไม่ทันเอะใจว่าที่นี่จะกลายมาเป็นบ้านหลังที่ 2 ในที่สุด

การโต้คลื่นครั้งนั้นก็ยังไม่ใช่จุดเริ่มต้นของ Better Surf เสียทีเดียว ทั้งคู่เคยทำโปรเจกต์ Monkey Dive Hostel ด้วยกันมาก่อน โดยนำสปาเก่ามาปรับปรุงเป็นที่พักนักเดินทาง ค่อย ๆ เริ่มไปทีละขั้นทีละตอน ตั้งแต่ก่อสร้างไปจนถึงต้อนรับลูกค้าด้วยตัวเอง ทำให้ได้เจอกับ Co-founder คนที่ 3 เรมี-อาทิต์ยา จันทร์ประเสริฐ 

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Better Surf, Better City

2 ปีแรกที่ Monkey Dive Hotel พวกเขาใช้เวลาช่วงหน้ามรสุมปิดโฮสเทลไปทำอย่างอื่น เพราะเป็นช่วงที่เกาะต่าง ๆ ซึ่งเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวของจังหวัดพังงาปิดชั่วคราว ธุรกิจอื่นก็ซบเซาเสียจนเมืองเงียบเหงา 

พวกเขาเริ่มเห็นลู่ทางใหม่ แม้คลื่นลมในหน้ามรสุมทำให้การท่องเที่ยวบนเกาะเป็น Low Season แต่ก็เป็นคลื่นลมนี้เช่นกันที่ทำให้การโต้คลื่นสนุกขึ้น ช่วงพฤษภาคมจนถึงตุลาคมที่เคยเงียบเหงา จึงกลายมาเป็น High Season สำหรับการเล่นเซิร์ฟ ความคิดที่จะเปิดโรงเรียนสอนโต้คลื่นเพื่อทำให้มาเที่ยวพังงาได้ทั้งปีจึงเกิดขึ้น

ย้อนไปวันแรก แมนบอกว่ากังวลอยู่ไม่น้อย เพราะไม่ได้มีพื้นฐานทำธุรกิจมาก่อน แต่โชคดีที่ Co-founder ทั้งสามคนมีความรู้ในด้านที่ต่างกันลงตัวพอดิบพอดี เขาใช้ประสบการณ์ที่มีสอนทฤษฎีและการโต้คลื่น ขณะที่ต๊ะกับเรมีช่วยดูเรื่องแผนการตลาด และยังได้แรงสนับสนุนจาก คุณฉิ่ง-มนตรี ณ ตะกั่วทุ่ง เจ้าของสถานที่ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันกีฬาโต้คลื่นในพังงาให้เติบโตอย่างทุกวันนี้

กิจการเริ่มขึ้นในปี 2018 กับการสอนนักเรียน 150 คนแรก พวกเขาทำเองเกือบทุกขั้นตอน ทั้งตอบอินบ็อกซ์ รับจองคลาสเรียน รวมถึงลงน้ำสอนโต้คลื่นด้วยตัวเอง จนมั่นใจว่าโรงเรียนจะไปต่อได้เลยเริ่มตั้งชื่อ 

พวกเขาอยากให้เป็นชื่อที่ดี เลยคิดจะใช้ Surf Thailand ทว่าคิดอีกที Better Surf Thailand น่าจะดีกว่า

เพราะสิ่งที่คิดจะทำ ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนโต้คลื่นในไทย แต่ต้องเป็นโรงเรียนสอนโต้คลื่นที่ให้ประการณ์ที่ดียิ่งกว่า เพื่อทำให้เขาหลักเป็นมากกว่า Surf Town และผลักดันธุรกิจท่องเที่ยวของเมืองให้เป็น Tourist Spot ให้ได้ ทั้งทีมเลยตั้งใจพัฒนา 2 ส่วนสำคัญ คือ โรงเรียน และ คอมมูนิตี้

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา
Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Surf School’s System

“ผมมองว่าการสอนเซิร์ฟ มันมากกว่าลงไปเล่นแล้วยืนได้” แมนเล่าแบบนั้น “แต่เขาต้องแฮปปี้และปลอดภัย นั่นเป็นเป้าหมายที่เราหวังไว้”

เหตุผลที่เขาเลือกเป็นคนสอนพื้นฐานและทฤษฎีบนบกเอง เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติ เอาตัวรอดในน้ำได้อย่างครบถ้วนและถูกต้อง จากนั้นถึงจะส่งไม้ต่อให้ครูท่านอื่นสอนนักเรียนกับคลื่นจริงตัวต่อตัว

จากการซาวเสียงคนรอบตัว ส่วนใหญ่ที่ได้มีโอกาสโต้คลื่นครั้งแรก มักได้คำตอบรับกลับมาว่าสนุก ประทับใจ เพราะเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยสัมผัส ทำให้อยากกลับไปเรียนอีก 

แต่พอเราถามถึงการเล่นครั้งที่ 2 3 หรือ 4 ก็มีบางเสียงบอกว่ายากเกินไป เพราะหลาย ๆ โรงเรียนเน้นสอนแต่คอร์ส Try Surf และไม่มีบันไดขั้นอื่นให้เดินต่อ แต่ไม่ใช่กับ Better Surf

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

ระบบของที่นี่ส่งเสริมการเรียนของนักเรียนมากขึ้น โดยนำความรู้จากเนื้อหาของ ISA (International Surfing Association) มาย่อยเป็นทักษะต่าง ๆ ที่นักโต้คลื่นแต่ละระดับควรมี เขียนออกมาเป็นเอกสารสำหรับทั้งครูและนักเรียน ตั้งแต่ระดับ Beginner, Intermediate ไปจนถึง Advance ซึ่งเราไม่เคยได้เห็นจากโรงเรียนอื่น 

“เรามีเอกสารให้กรอกเลยว่า ใน 1 ชั่วโมงที่เรียน นักเรียนคาดหวังอยากเรียนรู้อะไร พอจบ 1 ชั่วโมงปุ๊บ ครูผู้สอนมีหน้าที่อธิบายและแนะนำว่า อะไรคือส่วนที่ทำได้ดีแล้ว และจะปรับปรุงส่วนไหนเพื่อให้ครั้งหน้าเล่นได้ดีขึ้น นักเรียนจะได้รู้ว่า แต่ละขั้นควรเรียนรู้อะไรเพื่อก้าวไปสู่ขั้นถัดไป และทำให้รู้ว่าที่มาเรียนนี่ผมไม่ได้เลี้ยงไข้คุณนะ” เขาหัวเราะ

แต่ในบางครั้งโดยเฉพาะช่วง High Season ที่คิวสอนของครูแต่ละคนยาวต่อเนื่องชั่วโมงต่อชั่วโมง ก็เกิดการฟีดแบ็กไม่ทันเช่นกัน เขาไม่นิ่งนอนใจและแก้ปัญหานี้ด้วยการทำกล่องคอมเมนต์ไว้ที่โต๊ะลงทะเบียนของโรงเรียน ซึ่งหย่อนได้ทั้งนักเรียนและคุณครู 

“ไม่มีคอมเมนต์ไหนที่ไม่ดีนะ เพราะการที่เขามาคอมเมนต์ แปลว่าเขาเห็นจุดอ่อน เห็นอะไรที่คิดว่ามันพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้”

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Soft Skill

ในปี 2019 ซึ่งเป็นช่วง High Season ความต้องการเล่นเซิร์ฟตื่นตัวมากเป็นประวัติการณ์ ที่นี่จึงจำเป็นต้องรับสมัครครูสอนเซิร์ฟเพิ่มเป็นครั้งแรก สิ่งที่น่าสนใจในการมองหาผู้ร่วมทีมคนใหม่ คือ Better Surf ไม่ได้มองหาผู้สมัครที่เล่นได้เก่งที่สุด แต่เลือกคนที่มีไฟในการพัฒนาตัวเองและการสอน 

Soft Skills คือสิ่งที่เขาบอกว่าเป็นทักษะสำคัญที่ครูแต่ละคนควรมี ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เป็นสิ่งที่ต้องใช้เยอะมากในการสอน เพื่อสร้างความประทับใจและสร้างประสบการณ์การเรียนที่ดีให้กับนักเรียน เพราะครูผู้สอนเหมือนเป็นประตูด่านแรกในการเล่นกีฬาโต้คลื่น ถ้าได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี ก็อาจปิดประตูกีฬาชนิดนี้ไปเลย ทั้ง ๆ ที่มันเป็นกีฬาที่สนุก เปิดโอกาสให้ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้พูดคุยกับผู้คน โดยไม่ต้องพะวงกับมือถือหรือโลกภายนอก 

“ผมบอกครูทุกคนว่า บทบาทของคุณสำคัญต่อการขับเคลื่อนองค์กรนะ เพราะถ้าไม่มีคุณ Better Surf ก็ไปต่อไม่ได้ หรือต่อให้ทำได้ก็ไม่มีทีมเวิร์ก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เราอยากให้คุณพัฒนาศักยภาพตัวเอง เพราะในอนาคต คุณมีฐานนักเรียนที่เขาแฮปปี้กับคุณ มันต่อยอดได้อีกเยอะ ไปที่อื่นก็มีคนตามคุณอยู่ เพราะเขารู้ว่าคุณเป็นครูแบบไหน”

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Empower People

นอกจากความสนุกในการเล่น เราพบว่าอีกส่วนที่กีฬาโต้คลื่นทำได้ดีคือการสร้างเสริมความมั่นใจ แมนบอกเราว่า จริง ๆ แล้ว 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนเป็นผู้หญิง เพราะสื่อโซเชียลที่ทันสมัยทำให้ทุกคนมีโอกาสได้เห็นแรงบันดาลใจใหม่ ๆ เปลี่ยนภาพจำจากเซิร์ฟที่ดูเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมของผู้ชาย ให้กลายเป็นกีฬาที่ใคร ๆ ก็เล่นได้

“พี่เรมีน่าจะเป็นอีกคนที่ Empower ให้ผู้หญิงไทยมาเล่นเซิร์ฟ”

แมนเล่าถึง Co-founder คนที่ 3 ที่ใช้เวลา 2 ปี เปลี่ยนการโต้คลื่นจากงานอดิเรกให้เป็นเรื่องจริงจังขนาดติดทีมชาติ และคว้าเหรียญทองแดงกลับมาจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 30 

Better Surf เองก็เคยทำแพ็กเกจ Solo Traveller ส่งสารถึงผู้หญิงทุกคนว่า การมาโต้คลื่นเป็นกิจกรรมที่ทำคนเดียวได้ ไม่ต้องรอใคร ไม่ว่าจะแข็งแรงดีหรืออกหักอยากพักใจ ก็จองคลาสเรียนมาได้เลย เพราะถึงแม้จะเดินทางมาคนเดียว ก็ยังมีเพื่อนผู้หญิงอีกหลายคนร่วมเดินทางด้วยกัน กลายเป็นคอมมูนิตี้แห่งใหม่ขึ้น

การเล่นเซิร์ฟทำหน้าที่เป็นเพื่อนใหม่ให้กับใครหลาย ๆ คน อย่างใน Barcadi Camp แคมป์เซิร์ฟแรกที่โรงเรียนจัด มีผู้ร่วมกิจกรรมหลายคนแชร์ประสบการณ์เรื่องภาวะซึมเศร้ากับการโต้คลื่น ว่าการได้มาลองโต้คลื่นในแคมป์เป็นประสบการณ์ที่ดี ทำให้ได้เจอเพื่อน เจอคลื่น พบกีฬาที่ชอบ และได้รับพลังกลับไป 

โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

Ride the Right Wave

ช่วงปี 2019 เป็นปีสำคัญของโรงเรียน Better Surf เพราะเป็นปีที่มีทั้งจังหวะเติบโตและจังหวะหยุดอยู่กับที่ โควิด-19 ระลอกแรกทำให้ธุรกิจแทบทุกอย่างที่กำลังไปได้สวยหยุดชะงัก ในจังหวะนั้น ต๊ะเสนอทางรับมือกับปัญหาเกี่ยวกับนโยบายป้องกันโรคระบาดที่ผันผวนไปมา โดยวางแผนร่วมกับธุรกิจภาคโรงแรม เตรียมความพร้อมไว้รอวันที่การท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาที่เมืองเปิด คนจะกลับมา 

และก็เป็นอย่างที่คาดการณ์เอาไว้

หลังคลายล็อกดาวน์ จำนวนนักเรียนจากเดิมที่สอนแค่วันละ 5 – 7 คน ทะลุไปสู่หลักร้อย โดยเฉพาะช่วงสุดท้ายของซีซั่นปลายเดือนตุลาคม พอคำนวณรวบยอดทั้งซีซั่น พวกเขาสอนนักเรียนร่วมหนึ่งหมื่นคน นับเป็นนิมิตรหมายที่ดีต่อธุรกิจ แต่เมื่อทบทวนดี ๆ กลับพบว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ

“เราไม่ต้องการให้คนมาเรียนวันละ 100 คน เพราะไม่ได้มองว่าธุรกิจที่เราทำต้องได้ผลกำไรสูงสุด แต่อยากให้มันยั่งยืนมากกว่า เพราะถ้าเราโตเร็ว ก็อาจจะไปเร็วเหมือนกัน”

พวกเขาเลยกลับมาที่ Core Value คือการค่อย ๆ ขยายธุรกิจไปแบบไม่เร่งร้อน รับครูและพนักงานเพิ่มปีละ 1 – 2 คน ตามขนาดธุรกิจที่เติบโตขึ้น เพื่อเป็นฐานสำหรับการสร้างคอมมูนิตี้เซิร์ฟให้เติบโตไปอย่างแข็งแรงและยั่งยืน ซึ่งเขาวางแผนเอาไว้ว่า มีสิ่งที่ต้องพัฒนาทั้งหมด 5 อย่าง 

หนึ่ง การพัฒนาบุคลากร อบรมและสร้างมาตรฐานการสอนให้ครู เพื่อทำให้การมาเรียนโต้คลื่นสนุก ปลอดภัย นักเรียนอยากกลับมาอีก พร้อมกับสร้างความเข้าใจกับคนท้องที่เรื่องการเป็นเจ้าบ้านว่า Service Mind เป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งเราเป็นเจ้าบ้านที่ดี ถ้อยทีถ้อยอาศัยกับนักท่องเที่ยวได้เท่าไหร่ เศรษฐกิจท้องถิ่นยิ่งโตไปข้างหน้าเท่านั้น เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวติดใจจนอยากกลับมาซ้ำ คนท้องถิ่นเองก็จะมีรายได้มั่นคงขึ้น ไม่ต้องไปย้ายถิ่นฐานไปไกลบ้าน

สอง จำกัดจำนวนผู้เรียนให้น้อยลงและไม่รับนักเรียน Walk-in เพื่อที่โรงเรียนจะได้จัดการบุคลากรอย่างพอดี ให้ครูแต่ละคนมีเวลาเตรียมตัว ทำความรู้จักพื้นฐานของนักเรียนแต่ละคนเต็มที่ ตั้งแต่ก่อนที่นักเรียนจะมาถึง เพื่อสร้างความประทับใจแรกให้กับนักเรียน และอีกด้านหนึ่ง Better Surf Thailand ต้องการทำหน้าที่การตลาดและเลือกที่จะกระจายนักเรียนไปยังโรงเรียนโต้คลื่นอื่น ๆ ที่มีมาตรฐานเช่นเดียวกัน อย่างเช่น Pakarang Surf School และ Seapiens Camp Khaolak ที่คอยทำงานและพัฒนาไปด้วยกัน

สาม สร้างโอกาสให้นักกีฬาเยาวชนได้พัฒนาศักยภาพเพิ่มขึ้น ด้วยการจัดสรรทั้งทุนและอุปกรณ์ ผ่านชมรมกระดานโต้คลื่นของจังหวัดพังงาที่มีต๊ะเป็นประธาน เพราะปัจจุบันมีนักกีฬารุ่นใหม่ทักษะดีที่รอการเจียระไนอยู่อีกมาก และพวกเขามองว่าจะประสบความสำเร็จในเวทีใหญ่ได้ไม่ยาก ถ้าหากได้รับการสนับสนุนที่ดีพอ

สี่ สนับสนุนให้นักเรียนลองขยับขยายไปเล่นที่อื่นอีกหลาย ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นทะเลตะวันออก อย่างเขาแหลมหญ้าที่ระยอง หาดเจ้าหลาวที่จันทบุรี หรือฝั่งอ่าวไทย ตั้งแต่หัวหิน ปราณบุรี ถึงสงขลา ที่หน้า High Season ไม่ตรงกับฝั่งอันดามัน เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสเล่นเซิร์ฟทั้งปี ไม่ใช่แค่ที่เขาหลัก เป็นการผลักดันให้ทุกที่มีรายได้เลี้ยงตัวเอง เติบโตเป็นเครือข่ายกีฬาโต้คลื่นที่แข็งแรงด้วยกันทั้งประเทศ

ห้า รณรงค์เก็บขยะ ไม่ใช่แค่ที่ Memories Beach ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียน แต่กระจายออกไปให้ทั่วทุกหาด ทุกพื้นที่ เพื่อทำให้ธรรมชาติสวยสะอาด ดึงดูดใจให้คนมาท่องเที่ยว 

เราเชื่อว่า 5 อย่างที่ทาง Better Surf กำลังตั้งใจทำอยู่ในตอนนี้ ประกอบกับธรรมชาติที่ดีของเขาหลัก จะพาให้พวกเขาไปถึงฝัน ในการใช้กีฬาโต้คลื่นพลิกฟื้นเมืองและธุรกิจท้องถิ่นให้กลับมาคึกคัก เป็น Tourist Destination แบบ Ericeira ได้ไม่ยาก และอาจจะไม่ต้องใช้เวลามากถึง 20 ปี 

“แมนคิดว่า 5 ปีก็น่าจะเริ่มเห็นผลแล้วนะ” คุณครูทิ้งท้ายไว้พร้อมรอยยิ้ม 

โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

Lessons Learned

  • การเลือกคนให้เหมาะกับงาน ต้องอ่านเนื้องานให้ขาด ถึงจะได้คนที่มีคุณสมบัติที่ถูกเหมาะสมแบบที่ Better Surf เลือกให้คุณสมบัติของครูผู้สอนมีไฟ เข้าใจ Soft Skills มาเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักเรียน
  • การจับจังหวะเป็นอีกทักษะสำคัญของการทำธุรกิจ ต้องอ่านสถานการณ์ให้ออกว่าจังหวะไหนต้องหยุดรอ จังหวะไหนทำต่อได้ เพราะการฝืนทำในจังหวะที่ยังไม่ใช่ อาจจะทำให้ธุรกิจไม่ได้ไปต่อ
  • การจับคู่กับพาร์ตเนอร์ซึ่งทำธุรกิจที่ส่งเสริมกัน จะช่วยยกระดับให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโต พัฒนาไปได้ไกลกว่าการทำเพียงเจ้าเดียวโดด ๆ
  • พัฒนาธุรกิจไปพร้อม ๆ กับพัฒนาท้องถิ่นที่อยู่ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนของทุกฝ่าย

Writer

นิปุณ แสงอุทัยวณิชกุล

สถาปนิกที่สนใจในงานเขียน สถาปัตยกรรม ที่ว่าง เวลา และหมาฟลัฟฟี่

Photographer

ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล

ช่างภาพอิสระ | ภูเก็ต ชอบหาของอร่อยกิน รักการใช้เวลากับคนรัก ig : Kenhitive

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load