อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส คือนักแสดงมากความสามารถทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง

เธอเป็นนักเขียน บรรณาธิการ และเจ้าของสำนักพิมพ์ ที่มีแนวทางชัดเจนว่าอยากพูดเรื่องการใช้ชีวิตในรูปแบบหนึ่ง ถ้าให้คำจำกัดความแบบเห็นภาพง่ายๆ ก็คือ ใช้ชีวิตแบบทางเลือก

เรื่องที่เธอเล่า ไม่ใช่แนวคิดหลักของโลกในช่วงนั้น แต่ก็มีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยในหลายเมืองทั่วโลกกำลังคิดและเคลื่อนคล้ายกับเธอ

อุ้มแต่งงานกับ คริสโตเฟอร์ มาร์ควอร์ท (เธอตั้งชื่อไทยว่า สมคิด) สามีชาวอเมริกัน แล้วย้ายไปใช้ชีวิตครอบครัวแบบเรียบง่ายที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน สหรัฐอเมริกา นับเวลาได้เฉียด 10 ปี

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network

พอร์ตแลนด์เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยการใช้ชีวิตแบบทางเลือกซึ่งก้าวหน้าที่สุดในอเมริกา ช่วงแรกอุ้มยังสื่อสารเรื่องราวน่าตื่นตาตื่นใจของพอร์ตแลนด์มาให้แฟนๆ อ่านผ่านตัวหนังสือ

ด้วยความประทับใจในสายตาและฝีมือ เธอจึงเป็นคอลัมนิสต์คนแรกๆ ที่ผมทาบทามมาเขียนให้ The Cloud

อุ้มมีลูกคนแรก น้องเมตตา ตอนอายุ 39 ปี และมีลูกคนที่สอง น้องอนีคา ตอนอายุ 42 ปี หลังจากมีลูกคนที่สอง ชีวิตการเป็นแม่เต็มตัวก็เริ่มกินเวลามากขึ้น การมีลูก 2 คนก็ใช่

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network

แต่เรื่องที่ใหญ่กว่าก็คือ น้องอนีคามีปัญหาใหญ่ด้านสุขภาพตั้งแต่เกิด และเป็นปัญหาที่ใหญ่ขนาดต้องรักษาไปตลอดชีวิต

ด้วยเวลาและพลังที่ลดน้อย ทำให้อุ้มขอถอยจากการเขียนหนังสือ

เดือนนี้อุ้มออกหนังสือใหม่พร้อมกัน 2 เล่ม นั่นคงเป็นสัญญาณว่า เธอน่าจะมีชีวิตที่ลงตัวขึ้น

เล่มแรกชื่อ Alternative Parenting เลี้ยงลูกทางเลือก ว่าด้วยทฤษฎีการเลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่อุ้มทั้งอ่าน ทั้งเรียน ทั้งลอง แล้วเอามาถ่ายทอดให้ฟัง

อีกเล่ม เป็นการแปลนวนิยายเรื่อง ผมเรียกเขาว่าเน็กไท

นับเป็นวาระอันดีที่จะชวนอุ้มมาคุยเรื่องชีวิตการเป็นแม่ทางเลือกที่พอร์ตแลนด์

อย่าเพิ่งคิดว่าเธอจะมาเล่าเรื่องเก๋ๆ 

ชีวิตการเป็นแม่ของเธอหนักหนากว่าที่หลายคนคิด

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network

ตอนท้องเตรียมตัวเยอะแค่ไหน

โอ้โห บ้าเลือดมากค่ะ เป็นแม่เป็นอาชีพ ประหนึ่งเป็นงานชิ้นหนึ่งที่ต้องเตรียมข้อมูล วางแผน แต่สิ่งที่ต่างกันคือ เวลาทำสื่อเราวางแผนแล้วก็เป็นไปตามนั้น มีเดดไลน์ชัดเจน แต่พอมีลูกนี่มีความคาดเดาไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ ต้องอาศัยการเอาตัวรอดเยอะกว่าทุกงานที่เคยทำมาในชีวิต อยู่ใน Survival Mode (หัวเราะ) แต่เป็นประสบการณ์ที่พัฒนาตัวเองให้เป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพขึ้นมาก

คนพอร์ตแลนด์เขาเลี้ยงลูกกันแบบไหน

มีตั้งแต่แบบ Free-range แบบเดียวกับที่เขาใช้เรียกไก่ ปล่อยลูกวิ่งเท้าเปล่าตามสวนสาธารณะ วิ่งมานี่คราบดินเกรอะกรัง แต่แม่เขามีฐานะมีการศึกษานะ ไปจนถึงแบบ Helicopter ลูกจะทำอะไรพ่อแม่ต้องเข้าไปควบคุมทุกอย่าง พ่อแม่บางกลุ่มที่นี่ก็ต่อต้านการบ้าน ครูให้การบ้านมาพ่อแม่ไม่ให้ทำ บอกไม่สนับสนุน อุ้มเคยเจอแม่คนหนึ่งบอกว่าจะไม่บังคับให้ลูกพูดคำว่าขอโทษหรือขอบคุณ ต้องให้รู้สึกเองถึงพูด เหวอเนอะ (หัวเราะ) โรงเรียนก็มีตั้งแต่สอนแบบวอลดอร์ฟ มอนเตสซอรี่ ไปจนถึงโรงเรียนประถมที่เหมือนโรงเรียนทหาร หลักสูตรจริงจัง เข้มงวด รูปแบบการเลี้ยงลูกที่นี่กว้างมาก บางทีแค่ไปสนามเด็กเล่นแถวบ้านก็จะเห็นหลายแบบเลย

แล้วคุณเลือกเป็นแม่แบบไหน

แบบอุ้มนี่แหละ (หัวเราะ) เพิ่งคุยกับเพื่อนเมื่อวันก่อนว่า เพิ่งรู้สึกตัวว่าเราเป็นเอเชียนอเมริกันเมื่อไม่นานนี้เอง เป็นฐานันดรหนึ่ง ไม่ใช่แค่เป็นคนต่างชาติที่เข้ามาอาศัย แต่เป็นอเมริกันแบบเอเชียน มีวัฒนธรรมของเราเองที่ติดตัวมาด้วย ทำยังไงลูกจะไม่ใช้เท้าชี้สิ่งต่างๆ เพราะมันหยาบคาย ในขณะที่เพื่อนทั้งโรงเรียนชี้หมดเลย หรือการเล่นหัวพ่อแม่ซึ่งที่นี่ถือเป็นเรื่องปกติ แต่เราจะบอกยังไงว่า ไม่ได้ค่ะ นี่เป็นของสูงนะ ลูกก็จะงงๆ เราเลยต้องหาความพอดี เลือกเอาแต่สาระที่คิดว่าเป็นประโยชน์สำหรับการเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสากลแบบที่เขากลับไปอยู่เมืองไทยก็ยังใช้ได้

ความเป็นแม่ของอุ้มมันมาเป็นแพ็กเกจ มีองค์ประกอบคือเป็นแม่ตอนอายุเท่านี้ กับสามีคนนี้ และที่พอร์ตแลนด์ ออริกอน ถ้าอุ้มแต่งงานกับคนอื่นแล้วอยู่ที่เมืองไทย ก็อาจจะไม่ได้เป็นแม่แบบนี้

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network

ถ้าคุณมีลูกคนแรกตอนอายุสามสิบ คิดว่าจะเลี้ยงลูกต่างจากตอนนี้ยังไง

ต่างมากเลยนะ สามสิบนี่ยังแสดงเป็นแม่พลอย หน้ากลมๆ อยู่เลย มานึกดูตอนนี้ก็รู้สึกว่าตอนนั้นเรายังไม่ค่อยมีวุฒิภาวะเท่าไหร่ ช่วงที่ทำงานหนักที่สุดในชีวิตคือตั้งแต่เรียนจบถึงอายุสามสิบต้นๆ อุ้มเขียนไว้ในคำนำหนังสือว่า สมัยวัยรุ่นอยากมีลูกคนแรกตอนอายุยี่สิบแปด ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ จะไม่มีหนังสือเล่มนี้แน่ๆ เลี้ยงลูกทางหลักแน่ๆ (หัวเราะ) มันคงออกมาเป็นหนังสืออีกแบบหนึ่ง

ตอนอายุสามสิบเก้าก็ผ่านชีวิตมาประมาณหนึ่ง ไม่ได้รู้สึกว่าต้องมุ่งมั่นสร้างฐานะ หรือดิ้นรนจะประสบความสำเร็จในการงานเท่าไหร่แล้ว เลยมีเวลาทุ่มเทให้กับการเป็นแม่ มีอนีคาตอนอายุสี่สิบสอง แก่เนอะ (หัวเราะ) แต่บังเอิญว่าบ้าพลัง เลยยังพอไหว แล้วประสบการณ์ก็ช่วยให้เราตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ดีขึ้นด้วย

คุณหัดเลี้ยงลูกจากอะไร

หลักๆ คืออ่านหนังสือ แล้วก็ไปเข้ากลุ่ม ไปคลาสเท่าที่ทำได้ เราอยู่ที่นี่กันสองคน ไม่มีปู่ย่าตายายให้ถาม หรือไม่ได้เห็นว่าคนอื่นที่เมืองไทยเลี้ยงลูกกันยังไง ก็เรียนรู้ด้วยตัวเองกันไป

ช่วงที่มาอยู่พอร์ตแลนด์ใหม่ๆ คุณสนุกสนานกับการออกไปทำกิจกรรมและพบเจอคนทั่วเมือง พอมีน้องเมตตาชีวิตยังเป็นแบบนั้นอยู่ไหม

เรื่องความใกล้ชิดธรรมชาติยังคงเหมือนเดิม มีเมตตาไม่กี่อาทิตย์เราก็พากันไปเดินป่าขึ้นเขาแล้ว หลังบ้านเรามีเขา สิบนาทีก็ถึงป่า แต่กิจกรรมอื่นๆ ที่ทำเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ จากที่เคยไปเรียนภาษาจีนที่มหาวิทยาลัยก็กลายเป็นไปเรียนภาษามือสำหรับเด็กทารก จากที่เคยไปกลุ่มเล่นอูคูเลเล่ก็กลายเป็นไปคลาสดนตรีเด็กเล็ก

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network
อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network

ไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะช่วง Baby Hour แทนเวลาปกติ คือวันอังคารสิบโมงเช้าซึ่งพิพิธภัณฑ์ค่อนข้างว่าง เขาเปิดให้พ่อแม่เอาเด็กเล็กๆ ใส่เป้ไปเดินดูงานศิลปะ ลูกยังไม่เข้าใจหรอก แต่พ่อแม่ได้ออกไปทำอะไรที่มันเจริญหูเจริญตาบ้าง ไม่ใช่อยู่แต่บ้าน ถ้าพาไปสถานที่อื่นๆ ก็กลัวลูกร้องไห้เสียงดัง แต่นี่คือช่วงเวลาที่พ่อแม่ทุกคนพาลูกมา เวลาพักทุกคนก็เอาลูกวางเปลี่ยนผ้าอ้อมกลางพิพิธภัณฑ์ แล้วก็เปลี่ยนธีมไปเรื่อยๆ ไปแต่ละครั้งก็จะเจองานที่ไม่ซ้ำกัน

ไปเรียนภาษามือเพื่ออะไร

เป็น Baby Sign Language หรือภาษามือสำหรับเด็กเล็ก เพราะกว่าเด็กจะพูดได้สื่อสารได้จริงจังก็ต้องสองขวบไปแล้ว แต่เด็กมีความรู้สึกนึกคิด มีความต้องการตั้งแต่แรกเกิด เพียงแต่ยังสื่อสารไม่ได้ จะทำยังไงให้พ่อแม่ลูกเข้าใจกัน ง่ายที่สุดก็คือใช้ภาษามือ ลองนึกถึงเวลาเราไปเที่ยวต่างประเทศคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง เราใช้ภาษามือ เด็กก็เหมือนกัน ภาษามือที่ไปเรียนนี่ดัดแปลงจากภาษามือของ American Sign Language แต่ทำให้ง่ายขึ้น สอนคำที่ใช้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวันอย่าง นม น้ำ ขออีก พอแล้ว เด็กกินอาหารวันละสามเวลา เราจะรู้ได้ยังไงว่าลูกอิ่มหรือยัง ถ้าเขาไม่บอก แม่ก็อาจจะป้อนไปเรื่อยหรือเลิกป้อนโดยไม่ได้สื่อสารกัน

มันเป็นพื้นฐานสำคัญที่เราปฏิบัติกับเขาตั้งแต่ยังเล็กในฐานะของคนที่มีปากมีเสียง เราฟังเขา เขาก็จะรู้ว่าแม่ฟังเรา สิ่งที่เราพูดมีความหมาย เขาก็จะเคารพตัวเอง และเข้าใจว่าภาษาคือสัญลักษณ์และการสื่อสาร แล้วก็กลายเป็นคำพูดต่อไป ไม่ต้องกลัวว่าสอนภาษามือแล้วเด็กจะไม่พูด ลูกอุ้มนี่พูดเป็นต่อยหอยเลย

สอนแม่หรือลูก

สอนไปด้วยกัน สอนลูกและสอนแม่ เพราะต้องสื่อสารกัน สอนผ่านการร้องเพลง เล่นเกม ฟังไปด้วย ทำท่าไปด้วย บูรณาการ ตอนแรกเพื่อนบอกว่าให้เปิดวิดีโอแล้วทำตาม แต่ลูกอุ้มดูแล้วไม่ทำเลย เราเลยเข้าใจว่าปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์กับจอมันไม่มีประสิทธิภาพ และไม่ทำให้เกิดการเรียนรู้เท่ากับเรียนจากการเจอหน้ากันจริงๆ

ชีวิตที่มีเมตตาสนุกขึ้นยังไงบ้าง

พูดจริงๆ เลยนะ ถามว่าสนุกไหม ไม่ได้สนุกขนาดนั้นนะ (หัวเราะ) อุ้มไม่มุสา ความรู้สึกของการมีลูกมีทั้งสุขใจ เหนื่อย ขำ เศร้า หนักอกหนักใจ มีความหวัง และชื่นใจ รู้สึกปนๆ กัน แต่ไม่ใช่ โอ๊ย สนุกจังเลย (หัวเราะ) คือเราใช้สัญชาตญาณในการเลี้ยงลูกมากซะจนไม่ได้มานั่งคิดว่า การเป็นแม่คนให้อะไรกับเราบ้าง ดียังไง เหมือนเรายังอยู่ในภาวะอะไรสักอย่างที่ยังไม่พ้นไป ตอนนี้อุ้มเพิ่งเป็นแม่มาได้เจ็ดปี เอาไว้ตอนลูกเข้ามหาวิทยาลัยกันหมดแล้วเรามาคุยกันอีกทีดีไหม (หัวเราะ) จะได้มองย้อนกลับไปว่า เราได้สร้างชีวิตคนยังไง

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network

ตอนมีอนีคาชีวิตเปลี่ยนเยอะไหม

โอ้โห หัวทิ่มเลยค่ะ มันเหมือนกับเราจะคิดว่าทุกอย่างจะเป็นปกติหรือเหมือนกับที่เคยเป็น เมตตาออกมาปกติทุกอย่าง ไฝสักเม็ดยังไม่มีเลย แข็งแรงดี เจอหมอปีละหนตอนฉีดวัคซีนประจำปี ไม่ค่อยป่วยด้วย เราก็คิดแบบนั้นตอนจะไปคลอดอนีคา ดูในอัลตร้าซาวนด์ก็ไม่เจอความผิดปกติอะไรเลย จนอนีคาคลอดออกมาก็พบภาวะไม่ปกติที่เกิดน้อยมาก นางพยาบาลทำคลอดมายี่สิบห้าปีก็ไม่เคยเจอ หมอเคยเจอครั้งหนึ่งตอนเป็นนักเรียนแพทย์

พอลูกออกมาอย่างแรกอุ้มดูว่าเป็นเพศอะไรก่อน (หัวเราะ) แล้วค่อยดูหน้า พอมองหน้าก็เห็นเลยว่า ม่วงไปทั้งหน้า มีแค่รอบตาซ้ายเท่านั้นที่เป็นผิวปกติ ถามใครก็ไม่มีใครรู้ เดากันว่าเป็นรอยช้ำเดี๋ยวก็หาย แต่พอหมอมาถึงรู้ว่าเป็นข้อบ่งชี้หนึ่งของ Sturge-Weber Syndrome เป็นความผิดปกติของยีน มีโอกาสเกิดหนึ่งในห้าหมื่น และจะเป็นไปตลอดชีวิต

ทีแรกเห็นแค่ปาน มีความหวังนิดหน่อยว่าไม่เป็นไรมั้ง แต่วันต่อมาก็เห็นต้อหินที่ตาขวา ภาวะของอนีคาคือ มียีนตัวหนึ่งทำงานผิดพลาดตั้งแต่ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เลยกระตุ้นให้เซลล์อื่นๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาเส้นเลือดฝอยผิดปกติ กลายเป็นปานที่หน้า และเส้นเลือดฝอยที่ตาขยายตัวผิดปกติทำให้มีน้ำในตาเยอะมาก ระบายไม่ทันก็เลยกลายเป็นต้อหิน อีกเรื่องคืออาจจะส่งผลกับพื้นผิวสมองด้วย อาจจะต้องไปทำ MRI แต่ตอนนั้นหมอบอกให้รอก่อน

ตอนที่อุ้มนั่งอยู่กับลูกสองคนในห้องพัก จ้องหน้าลูก น้ำตาก็ไหลออกมา มันจะเป็นยังไงต่อไป อุ้มวันนี้กับอุ้มก่อนหน้านี้เป็นคนละคนกันแล้ว และอุ้มในอนาคตก็จะกลายเป็นอุ้มอีกคน

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network

คุณหมอแนะนำให้รักษายังไง

หมอส่งไปหาหมอตาเฉพาะทางของเด็ก หมอวินิจฉัยว่าต้องผ่าตัด ตอนนั้นอนีคาอายุสามวัน ต้องทำเรื่องนัดผ่าตัด พออายุสิบวันก็ผ่าตัดครั้งแรก รักษาต้อหินในเด็กแรกเกิดนี่ยากที่สุด เพราะรักษาไปมันก็จะกลับมาใหม่ ร่างกายมนุษย์พยายามซ่อมแซมตัวเองตลอดเวลา ต้องรักษาไปเรื่อยๆ เป็นการต่อสู้ที่หนักมาก เพราะต้องเปิดตาเด็กไว้แล้วรักษา เด็กไม่ยอมให้ทำอยู่แล้ว ต้องวางยาสลบ แรกๆ ไปเดือนละสองหน

วิธีการรักษามีหลายแบบมาก ตอนนี้อนีคาโดนฝังวาล์วเล็กๆ ไว้ในตาเพื่อช่วยระบายน้ำและทำเลเซอร์ทำลายเส้นเลือดในตาบางส่วน แต่ว่าไม่จบเท่านี้ เพราะหมอบอกตั้งแต่แรกว่า เขาจะเป็นไปตลอดชีวิต การรักษาคือรักษาตามอาการ แรงดันขึ้นก็รักษา นั่นเป็นด่านหนึ่ง

ทำเลเซอร์ที่หน้าก็อีกด่านหนึ่ง ทุกครั้งที่ทำก็ต้องวางยาสลบอีกเหมือนกัน ครั้งล่าสุดที่ทำนี่เป็นครั้งที่เจ็ด ปกติก่อนจะส่งเข้าห้องผ่าตัดต้องให้เขากินยาตัวนึงทำให้เขาเบลอๆ ก่อนวางยาสลบ จะได้จำรายละเอียดต่างๆ ไม่ได้ ทีนี้อุ้มไปได้ยินมาว่าถ้าเราเข้าไปในห้องผ่าตัดด้วยไม่ต้องกินยานี้ก็ได้ อุ้มก็เลยขอหมอว่าอยากลองดู แต่กลายเป็นว่าเข้าไปแล้วเราต้องเป็นคนกดตัวอนีคาไว้เพราะเขาดิ้นไม่หยุด แล้วให้หมอใส่หน้ากากดมยาสลบ

จริงๆ คงเป็นแบบนี้ทุกครั้ง แต่อุ้มไม่เคยเห็น ครั้งนี้อุ้มเข้าไปด้วยถึงเห็น พอเสร็จออกมาหน้าห้อง อุ้มเข้าห้องน้ำปิดประตูร้องไห้อยู่นานมาก เพราะนี่คือครั้งที่ยี่สิบที่เขาโดนยาสลบ

ก่อนหน้านี้พยายามแยกความรู้สึกว่า เราจะอ่อนแอให้ลูกเห็นไม่ได้ ลูกจะได้สบายใจ แต่ครั้งนี้มันปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไปว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา ครั้งที่ยี่สิบแล้วนะ (เน้นเสียง) แต่ก่อนนี้ลูกยังเล็กก็ไม่รู้ว่าเขาจำอะไรได้บ้าง แต่เดี๋ยวนี้พูดเก่งแล้ว พอออกมาก็บอกว่า หนูไม่อยากไปหาหมอคนนี้แล้ว หนูกลัว แม่อยู่กับหนูตลอดเลยได้ไหม ก่อนเข้าไปในห้องเขาก็ถามตลอดว่า เขาจะไม่ทำหนูเจ็บใช่ไหม แล้วอุ้มจะบอกได้ยังไงล่ะว่า ไม่หรอกลูก เพราะเขาจะทำ ออกมานี่หน้าเยิน เป็นจุดๆๆ สีม่วง เหม็นไหม้ ดูไม่ได้เลย

มันไม่ง่ายนะ แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะมีตัวอย่างจากที่เราเห็นมาว่าคนอายุสามสิบสี่สิบที่ไม่ได้เลเซอร์ อาจจะเพราะเมื่อก่อนนี้เลเซอร์ไม่ได้ก้าวหน้า หรือไม่ได้ทำ ตอนนี้จากปานแดงกลายเป็นสีดำหนาเป็นปื้น แล้วหน้าผิดรูปไปเลย มันเป็นสิ่งที่ไม่ทำไม่ได้ ส่วนเรื่องต้อหิน ถ้าไม่ผ่าตัดตาก็จะตาบอดแน่ๆ ก็ต้องคอยไปให้หมอตาเช็กตลอด ไม่รู้ว่าต้องฝังวาล์วอีกอันหรือเปล่า แล้วก็อาจจะมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ เพราะเราทำอะไรกับลูกตาเยอะ บางคนในที่สุดก็ต้องผ่าตัดเอาลูกตาออกแล้วใส่ตาเทียม คือเรารู้สึกเหมือนหลังชนฝาตลอดเวลา

ปัญหาของอนีคาทำให้ชีวิตคุณหม่นหมองลงไหม

มันผ่านช่วงดิ่งสุดๆ ไปแล้ว ตอนนั้นโกรธทุกคน ทุกคนที่ไม่มีปาน คนที่ตาดีสองข้างไม่ต้องใส่แว่น ไม่ต้องถูกวางยาสลบทุกเดือน ไม่ต้องหยอดยาห้าหกชนิดหลังผ่าตัด แต่ผ่านมาแล้วมันก็ผ่านไปนะ (เว้นจังหวะ) ก็ได้เห็นว่าเรามีอารมณ์แบบนี้ เห็นใครเข็นลูกหน้าใสตาสีฟ้าผ่านมานี่แบบอารมณ์เสีย (หัวเราะ)

ช่วงนั้นยังเป็นช่วงทำใจ อนีคายังเล็กมาก เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องสมอง จะเป็นลมชักไหม ถ้าชักก็ไม่รู้จะมีผลข้างเคียงอะไรตามมา บางคนเป็นเป็นอัมพาต บางคนชักจนควบคุมไม่ได้ต้องผ่าตัดสมองออกครึ่งหนึ่ง หรือพัฒนาการล่าช้า พิการไปเลยก็มี เดินไม่ได้ต้องนั่งรถเข็น มีความเป็นไปได้หลายอย่างมาก

ตอนอนีคาเล็กๆ เราไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อนีคาชอบยักไหล่ เราก็ตกใจนึกว่าชัก รีบหยิบโทรศัพท์ เพราะหมอบอกว่าถ้าชักให้ใช้โทรศัพท์ถ่ายวิดีโอไว้ จะได้ให้หมอดูอาการและจับเวลาไว้ด้วย เหมือนเราอยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่จะมีแผ่นดินไหว ไม่รู้ว่าจะไหวเมื่อไหร่ กี่มาตราริกเตอร์ เราต้องวางแผน ซ้อม คิดสถานการณ์ร้อยแปดที่จะเกิดขึ้นได้ ต้องซ้อมกับเมตตาด้วย คุณแม่จะเอาน้องวางตรงนี้นะ เมตตาวิ่งไปหยิบยาตรงชั้นมาให้แม่ แล้ววิ่งไปบอกเพื่อนบ้าน อะไรแบบนี้

คุณผ่านช่วงนั้นมาได้แล้ว

ผ่านช่วงที่กังวลมากๆ มาแล้ว ตอนนี้ผ่อนคลายขึ้นประมาณหนึ่ง แต่ความกลัวลึกๆ ไม่หายไป แล้วก็มีความกังวลใหม่คือ อนีคาเริ่มเข้าโรงเรียน เขาจะเป็นยังไงในสังคมใหม่ แต่ดีที่อนีคาเป็นคนร่าเริง ตอนนี้ยังไม่เห็นความผิดปกติอะไรจากคนรอบตัว

อนีคาทำให้อุ้มได้ฝึกฝนตัวเอง ได้เรียนรู้ชีวิต เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจเราอย่างมาก เห็นเด็กคนหนึ่งที่เกิดมาเป็นคนสบายๆ เป็นธรรมชาติ หัวเราะร่าเริง ไม่ย่อท้ออะไรง่ายๆ ได้เห็นว่าเราทุกข์กว่าลูกอีก

เมตตารู้ไหมว่าน้องมีปัญหาสุขภาพ

เขาอาจจะไม่รู้เพราะเขาเป็นเด็ก อาจจะไม่ได้คิดมาก เมตตาเคยพูดว่า เวลาอนีคาไม่ใส่แว่นดูแปลกๆ เนอะ เวลาวาดรูปอนีคาต้องมีแว่น แล้วก็แก้มแดงๆ

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network

คริสโตเฟอร์ช่วยอะไรคุณบ้าง

เขาขอมีเอี่ยวทุกเรื่อง เขาชอบมีส่วนร่วม ช่วยทุกอย่าง ตั้งแต่ตั้งใจร่วมกันที่จะมีลูก เรานั่งคุยกันเยอะมากว่าอยากปลูกฝังอะไรในตัวลูก พอลูกเกิดมาก็ช่วยทำทุกอย่างยกเว้นให้นมกับพาไปโรงพยาบาลซึ่งเขาไม่ค่อยชอบ นอกนั้นเขาทำทุกอย่าง

อยากปลูกฝังอะไรในตัวลูก

อยากให้เป็นคนเข้มแข็ง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น รับผิดชอบต่อสังคม มีสติปัญญา มีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักตัวเอง รู้ว่าตัวเองมีความสามารถอะไร แล้วก็แบ่งปันสิ่งนั้นกับโลก เขาเกิดมาควรจะทำให้โลกนี้ดีขึ้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แล้วก็เป็นหน้าที่ของเราสองคนพ่อแม่ที่ต้องทำให้โลกนี้ดีขึ้นด้วยการเลี้ยงเด็กสองคนนี้ให้เป็นคนที่มีคุณภาพต่อโลก ไม่เบียดเบียน ไม่เอาเปรียบผู้อื่น แต่ขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องตัวเองด้วย

ยุคนี้คนจำนวนมากไม่อยากมีลูกเพราะไม่อยากให้ลูกเกิดมาเจอโลกที่โหดร้าย คุณคิดว่ายังไง

มีคนบอกว่าสังคมแย่เพราะคนดีท้อถอย ถ้าเรามีกำลัง มีความพร้อม มีสติปัญญาที่เราเชื่อว่า จะเลี้ยงลูก สร้างครอบครัว สร้างคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพได้ ทำไมเราจะไม่ทำ ถ้าเหลือแต่คนที่มีลูกโดยไม่คิดอะไร เลี้ยงแบบตามมีตามเกิด เราก็จะได้สังคมที่กระพร่องกระแพร่ง

อุ้มว่านี่คืองานของอุ้ม ณ ปัจจุบันนี้ ไม่ใช่งานในสื่อ แต่เป็นงานในโลก ซึ่งไม่ได้เห็นผลในระยะสั้น แต่ทุกวันนี้เขาเป็นเด็กสองคนที่เริ่มสร้างสิ่งดีๆ ให้กับคนรอบตัวได้บ้างแล้ว

มีเพื่อนคนหนึ่งกำลังจะคลอด เราคุยกันเรื่องโคโรนาไวรัส สถิติคนคุ้มคลั่งจากยาเสพติดในพอร์ตแลนด์ อุ้มถามว่าเขารู้สึกยังไงที่ลูกคุณกำลังจะออกมาดูโลกในช่วงเวลาที่โลกเหมือนจะวิกฤต ทุกอย่างผิดเพี้ยนไปหมด เขาบอกว่า เขาทำงานกับโรงพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยโรคจิต เชื่อเถอะว่า โลกนี้มีคนที่พยายามจะแก้ปัญหา มีคนคิดดีทำดีมากกว่า ไม่งั้นสังคมอยู่ไม่ได้หรอก อุ้มก็เชื่อแบบนั้น

เราจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่เรามอบให้ลูก คือสิ่งที่เขาอยากได้ ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากได้

ไม่รู้เลยจนกว่าจะให้ลอง ถ้าลองแล้วชอบก็ส่งเสริมต่อไป สิ่งที่เราทำได้คือให้โอกาสและชี้นำ เลี้ยงลูกแบบ Free-range ก็สุดโต่งเกินไป ให้อิสระกับเด็กในการเรียนรู้ตัดสินใจเป็นสิ่งดี แต่จะปล่อยวิ่งไปทั่วแย่งของคนอื่นเล่น แล้วบอกว่าให้ลูกหัดยุติความขัดแย้งในสนามเด็กเล่นด้วยตัวเองตั้งแต่ยังพูดไม่ชัดนี่ก็ไม่ใช่เรื่องแล้ว เด็กเล็กต้องการการชี้นำด้วย แต่ก็ไม่ใช่โอบอุ้มมากเกินไป ทีนี้ถามว่าจะรู้ได้ยังไงว่าลูกชอบหรือไม่ชอบอะไรแน่ อุ้มว่าก็ต้องให้เขาทำไปจนถึงจุดหนึ่ง อุ้มไม่เชื่อเรื่องแบบ ไม่ชอบก็ไม่ต้องทำแล้วลูก นั่นก็ไม่ใช่

เมตตาไปเรียนบัลเลต์ตั้งแต่สามขวบ มีช่วงหนึ่งทุกวันเสาร์ต้องลงไปดิ้นกับพื้นจะไม่ไปเรียน แต่พอไปก็ชอบนะ แค่ไม่อยากออกจากบ้าน อุ้มก็กัดฟันสู้เพราะรู้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่บัลเลต์ แค่เราต้องก้าวพ้นประตูให้ได้ เราต้องมีช่วงดำอึด ไม่ใช่ว่าลองโน่นลองนี่ ไม่ชอบนิดหนึ่งก็เลิก ต้องใช้ความพยายามจนถึงที่สุดด้วย ตอนนี้เมตตาอายุจะเจ็ดขวบแล้ว เขาชอบบัลเลต์มาก อุ้มเลยพาไปดูการแสดงเป็นเรื่องเป็นราว คุยกับเขาว่าอยากแสดงไหม ถ้าอยากขึ้นไปอยู่บนเวทีก็ต้องเริ่มตั้งเป้าหมาย ไม่ใช่เรียนๆ เล่นๆ ไปเรื่อยๆ

อีกอย่างที่ให้เล่นคือฟุตบอล เพราะจะได้รู้จักการทำงานร่วมกับคนอื่น ตอนใหม่ๆ ก็มีลงไปดิ้นเหมือนกัน แต่ผ่านไปหลายปี พาไปดูแข่งฟุตบอลที่สนามด้วย ตอนนี้เมตตาเป็นดาวยิงเลย แต่ก็รู้จักส่งบอลให้เพื่อน แล้วชั่วโมงหนึ่งนี่วิ่งไม่หยุด คือได้ฝึกทั้งเรื่องความพยายามและความสามารถเพิ่มมาอีก สุดท้ายถ้าเรารู้ว่าให้ลูกลองทำอะไรเพราะอะไร เราเองจะมั่นคงและส่งเสริมในสิ่งที่ถูกต้อง

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network

เวลามีลูกน่ารักๆ หลายคนชอบอวดลูกลงโซเชียลมีเดีย แต่คุณกลับทำตรงข้าม

อุ้มเลิกเล่นเฟซบุ๊กเมื่อสองปีที่แล้ว เพราะไปพิมพ์คำว่าน้องเมตตา รูปเมตตาก็ขึ้นมาเต็มอินเทอร์เน็ตเลย เราไม่ได้ขอลูกเลยว่าโพสต์ได้ไหม ที่ผ่านมาเราเลี้ยงลูกด้วยความคิดว่า เราต้องเคารพความเป็นมนุษย์ของเขา แต่กลับโพสต์เฟซบุ๊กเอาๆ มันก็ไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่ เลยเลิกเล่นดีกว่า

การที่โลกออนไลน์รู้จักลูกเรา หลายคนก็มองในแง่ดีว่าเป็น Influencer นะ

อุ้มไม่ได้ผลประโยชน์อะไรจากสิ่งนี้ไง (หัวเราะ) คือบ้านไกล เดินทางลำบาก (หัวเราะ) ก็เลยไม่ได้มีปัจจัยนั้น คิดเล่นๆ ว่าถ้าเมตตาอนีคากลับเมืองไทย แล้วอยู่ดีๆ มีคนเดินมาทัก ลูกคงจะงงมากๆ

ตอนนี้รูปตัวเองคุณก็ไม่ได้โพสต์แล้ว

สุดท้ายเราอาจจะเป็นคนขี้รำคาญก็ได้ เรื่องหยุมๆ หยิมๆ คนก็ยังทักกันเรื่องอ้วนเรื่องผอม เป็นปัญหาของอุ้มเอง ก็ไม่เล่นดีกว่า โพสต์สุดท้ายที่ลงรูปครอบครัว ซึ่งเราก็รู้สึกว่าค่อนข้างดูดีแล้วนะ แต่คนก็บอกว่า ทำไมอุ้มโทรมจัง คือเขาเอาไปเทียบกับตอนอายุสามสิบที่เล่นเป็นแม่พลอย ตอนนี้อุ้มอายุสี่สิบหกแล้ว ขอโทษด้วยที่แก่ (หัวเราะ) แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆ ที่แก่ขึ้นสิบหกปีจากตอนเป็นแม่พลอย

หรือคนยังติดภาพคุณในวงการบันเทิงที่ทุกคนต้องดูดีตลอดเวลา

อุ้มเชื่อว่ารูปนั้นอุ้มดูดีนะ (หัวเราะ) บางคนก็บอกว่าหน้าตาสดใส มีความสุขจังเลย ครอบครัวน่ารักจังเลย แต่บางคนก็บอกว่าหน้าโทรมจังจำแทบไม่ได้ คือเอาจริงๆ มันก็ไม่ใช่รูปอุ้มหรอกที่คนเห็น แต่เป็นเสียงสะท้อนจากในจิตใจคนที่เห็นรูปเรามากกว่า คือเฟซบุ๊กมันสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนต้องมีปฏิกิริยากับรูปที่เห็นอยู่แล้วโดยธรรมชาติ คือเปิดมาแล้วต้องรู้สึกหรือต้องทำอะไรสักอย่าง กดไลก์ คอมเมนต์ แชร์ อะไรก็ว่าไป อุ้มแค่รู้สึกว่าเราไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนั้นอีกต่อไปแล้วก็เลยเลิกเล่น นานๆ ทีก็ส่งรูปไปให้คุณตาคุณยายดูบ้าง

คุณไม่อยากมีสถานะเป็นบุคคลสาธารณะแล้ว

ท้ายที่สุดคนเราจะเป็นคนสาธารณะหรือไม่มันอยู่ที่เราเลือกว่าจะเป็นหรือไม่เป็น อุ้มก็อยู่ของอุ้มเงียบๆ ที่นี่มาแปดเก้าปีแล้ว ถ้าจะมีความผูกพันกันก็ผูกพันเรื่องผลงานดีกว่า จริงๆ ก็อยากให้เป็นแบบนี้มาตลอดนะ อุ้มชอบการแสดง แต่ไม่ชอบชีวิตของการเป็นดารา ที่ผ่านมาไม่เคยทำตัวถูกเลย อุ้มเป็นคนที่เรียกว่า Outgoing Introvert เป็นคนเก็บตัวที่กล้าแสดงออก คนทั่วไปหรือเพื่อนจะบอกว่าเราเป็นมิตร เข้ากับคนง่าย แต่โดยธรรมชาติอุ้มไม่ชอบอะไรเยอะๆ บางคนชอบเจอคนเยอะๆ แต่อุ้มชอบคุยกับเพื่อนคนสองคนแล้วคุยกันลึกซึ้งจริงจัง ไม่ใช่ไปเฮฮากับคนเยอะๆ แล้วกลับบ้านมาโดยที่รู้สึกเหมือนไม่ได้คุยกับใครเลย

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network

เราจะได้เห็นคุณในวงการบันเทิงอีกไหม

(คิดนาน) ไม่รู้จริงๆ ค่ะ มีคนติดต่อมาเหมือนกันจะให้กลับไปเล่นบทแม่ในซีรีส์เรื่องหนึ่ง ทีแรกเกือบจะกลับไปเล่นอยู่แล้ว แต่พอดีลูกเปิดเทอม (หัวเราะ) เลยไม่ได้ไป ถ้ามีจังหวะเหมาะๆ ก็อยากเล่นนะ อยากเล่นอะไรที่นี่ด้วย อยากรู้ว่าการทำงานในธุรกิจบันเทิงที่นี่เป็นยังไง แต่ต้องถ่ายแต่ตอนกลางวันนะ กลางคืนต้องเอาลูกเข้านอน (หัวเราะ)

หลังจากหายจากวงการหนังสือไปนาน กลับมาออกหนังสืออีกครั้งรู้สึกยังไงบ้าง

โอ๊ย (ลากเสียง) ชื่นใจ เราเป็นสื่อนะ มันอยู่ในสันดาน อุ้มสนุกกับการสื่อสารกับคนจำนวนมาก สื่อสารในกลุ่มคนเล็กๆ ก็สนุก ชอบคุยกับคน แล้วก็ชอบทำอะไรที่มันออกไปถึงวงกว้างด้วย ถ้ามีอะไรดีต้องบอกต่อ ปากโป้ง (หัวเราะ)

แปลว่าเราจะได้เห็นหนังสือของคุณอีกเรื่อยๆ

ตอนนี้กำลังแปลอีกเล่มหนึ่ง เป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ เขียนจากเรื่องจริงช่วง ค.ศ. 1930 – 1950 เกี่ยวกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เมมฟิส รัฐเทนเนสซี มีการลักพาตัวเด็กเป็นพันๆ คน หยิบไปจากข้างถนนเลย เอาไปขายให้คนรวย เป็นอีกแนวหนึ่ง ไม่เหมือน ผมเรียกเขาว่าเน็กไท ที่จะเป็นแนวนามธรรมเท่ๆ

ช่วงนี้สนใจเรื่องอะไรบ้าง นอกจากเลี้ยงลูก

สนใจที่จะไม่ป่วย เป้าหมายชีวิตสั้นมาก พยายามไม่คิดอะไรที่ผูกมัดหรือผูกพันยาวนาน ยังไม่เริ่มต้นทำธุรกิจแน่ๆ เพราะยังคาดเดาอะไรไม่ได้ เคยอยากสอนทำอาหารไทยมังสวิรัติที่นี่ แต่ยังคิดอยู่ว่าทำในรูปแบบไหน นี่ก็เป็นการสื่อสารอีกเรื่องของอุ้มนะ เราโตมากับครกกับเตาถ่านในครัวของคุณย่า คืออาหารไทยแท้ๆ อุ้มรู้สึกว่าร้านอาหารที่นี่ถ้ามีเมนูที่เขียนว่าไทยอะไรสักอย่าง ต้องใส่น้ำจิ้มสะเต๊ะ (Peanut Sauce) มันใช่เหรอ (หัวเราะ)

อยู่พอร์ตแลนด์มา 9 ปี อะไรคือสิ่งที่คุณเปลี่ยนไปมากที่สุด

หนังหนาขึ้นมั้งคะ (หัวเราะ) คืออยู่เมืองไทยก็รู้สึกเป็นคนนอกประมาณหนึ่ง แต่มาอยู่ที่นี่คือเป็นคนนอกแบบสมบูรณ์ แต่อยู่ได้ไม่เดือดร้อน อีกอย่างคือไม่วัตถุนิยม ก็ยังต้องใช้วัตถุอยู่นะ แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับยี่ห้อ อันนี้หายไปโดยสิ้นเชิง เอากระเป๋าแบรนด์เนมมาถือแถวนี้นี่เด๋อมากเลย การแต่งตัวที่น่าสนใจของที่นี่คือ มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ไม่ใช่น่าสนใจเพราะแพง แล้วอุ้มก็ออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติเยอะขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตไปแล้ว ต้องแตะโดนสีเขียว ต้องอยู่ในที่ที่มีสีเขียวสม่ำเสมอ

อาจเป็นเพราะคริสโตเฟอร์ พอร์ตแลนด์ แล้วก็การเป็นแม่คน สามอย่างนี้ทำให้อุ้มเป็นคนเคารพกฎ คิดเยอะ คิดถึงผลกระทบจากการกระทำของเรา กล้าลุกขึ้นมารับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำไม่ว่าจะผิดหรือถูก คริสโตเฟอร์เป็นคนที่ยอมหักไม่ยอมงอ เขาไม่หยวนๆ น่า กฎก็คือกฎ อุ้มต้องปรับตัวพอสมควร ต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีกับลูกด้วย ที่นี่ถ้าทำผิดจะโดนลงโทษแพง จอดรถเกินไปหกนาทีโดนปรับไปสองพันกว่าบาท

มีครั้งหนึ่งขับรถในเขตชุมชนแล้วลืมลดความเร็ว ใบสั่งมาที่บ้านโดนปรับไปเกือบเจ็ดพันบาท ภาพถ่ายที่ส่งมามีเมตตานั่งอยู่ในรถด้วย ตอนที่ไฟแฟลชถ่ายรูปสว่างวาบขึ้นมา เมตตาตกใจมาก ถามว่าแม่ทำอะไรผิด ก็บอกเขาไป หลังจากนั้นเมตตาจะคอยเช็กความเร็วตลอด แม่ยี่สิบห้าแล้ว สามสิบห้าแล้ว เรื่องนี้เข้าไปอยู่ในสมองเขาแล้วว่าห้ามขับรถเกินความเร็วที่กำหนด มีการควบคุมจริงจัง ค่าปรับสูงพอที่ทำให้รู้สึกว่าแพง ทำให้อุ้มไม่เคยลืมถนนเส้นนั้นเลย มันได้ผลมากในการเปลี่ยนพฤติกรรมคน แล้วกรณีอุ้มนี่เปลี่ยนทีสองรุ่นเลย

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network

คุณสอนความเป็นไทยอะไรให้ลูกบ้าง

สอนรำไทย ตอนเด็กอุ้มเรียนรำไทย ก็อยากให้เขาได้เรียนจะได้เปรียบเทียบว่าต่างจากบัลเลต์ยังไง อุ้มอ่านบทสัมภาษณ์พิเชษฐ กลั่นชื่น เขาบอกว่าให้ลูกไปเรียนบัลเลต์ก่อน เพราะพื้นฐานตะวันตกแน่นมาก ของไทยเป็นเรื่องความสง่างาม อ่อนช้อยสวยงาม อุ้มเห็นด้วยนะ อีกอย่างที่รู้สึกคือ รำไทยมีจริตจะก้านมากกว่า เวลารำมีการลอยหน้าลอยตา ซึ่งการแสดงออกของบัลเลต์จะเป็นอีกอย่าง

สอนภาษาไทยไหม

อุ้มพูดกับลูกด้วยภาษาไทยตลอดตั้งแต่เขาเกิด เขาเลยเข้าใจทุกอย่างแต่พูดตอบเป็นภาษาอังกฤษ คงเพราะคนรอบตัวเกือบทั้งหมดพูดโดยเฉพาะพ่อไม่ได้พูดภาษาไทย แต่คริสโตเฟอร์ไปเอเชียมาเยอะ แล้วก็เคารพความเป็นเอเชีย เขาก็เห็นด้วยเวลาอุ้มสอนเรื่องกิริยามารยาทต่างๆ เราสวดมนต์ด้วยกันทุกคืนก่อนนอน แล้วก็กินอาหารไทยเยอะ สอนเมตตาทำไข่พะโล้ด้วย เขาทำเป็นแล้วนะ อุ้มโตมากับคุณย่าด้วยการทำอาหาร ลูกสองคนก็ต้องทำอาหารจะได้ความรู้นี้ไปด้วย เมตตาชอบกินไข่พะโล้ ถ้างั้นต้องทำให้เป็น จะได้ทำกินได้ หกขวบเขาก็ทำอาหารได้แล้ว อย่าคิดว่าเด็กเกินไป ถ้าเขาสนใจก็ส่งเสริมได้เลย อนีคานี่ชอบเข้าครัวอยู่แล้ว เดี๋ยวโตอีกหน่อยก็จะให้หัดทำกับข้าวเหมือนกัน

วันนี้ สิริยากร พุกกะเวส คือใคร

คือ สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท ที่มีลูกสองคน เพิ่งออกหนังสือสองเล่ม นี่คือปัจจุบันที่สุดของอุ้มแล้ว ตัวเราก็คือปัจจุบันและสิ่งที่ทำมาทั้งหมดในอดีต สิริยากร พุกกะเวส คืออุ้มที่เกิดมา มาร์ควอร์ทที่เพิ่มเข้ามาคือครอบครัวใหม่ที่อุ้มสร้าง อยู่ที่นี่แทบไม่มีใครรู้เลยว่าอุ้มชื่อ สิริยากร ไม่ได้บอกด้วยซ้ำ สงสารเขา แค่ออกเสียงชื่ออุ้มยังยากจะแย่อยู่แล้ว อยู่ที่นี่อุ้มคือ อุ้ม มาร์ควอร์ท

แฟนๆ The Cloud จะได้อ่านคอลัมน์คุณภาพชีวิต ของคุณอีกครั้งเมื่อไหร่ คุณหายไปปีกว่าแล้วนะ

โดนทวงงาน (หัวเราะ) ทีแรกอยากเขียนถึงเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องถ้วยอนามัย ที่นี่เริ่มมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ มีแต่คนพูดเรื่องผ้าอ้อมทิ้งห้าร้อยปีไม่ย่อยสลาย แต่ผู้หญิงใช้ผ้าอนามัยนานกว่าเด็กใช้ผ้าอ้อมเป็นสิบๆ ปี ถ้วยอนามัยช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้เยอะมาก เอาเรื่องนี้ไหม

เอาครับ

ลงในวาระวันสตรีสากล อาทิตย์นี้เลยไหม

แต่มันอีกสองวันเองนะ จะเขียนทันเหรอ ปกติใช้เวลาเขียนคอลัมน์หลายวันอยู่นะ

น่าจะทัน ลองดู

* หลังจากสิ้นสุดการสัมภาษณ์ 12 ชั่วโมงต่อมา เธอก็ส่งต้นฉบับเรื่องถ้วยอนามัยมาให้ด้วยความรวดเร็ว จากที่ตั้งใจจะปิดท้ายบทสัมภาษณ์นี้ว่า ให้รออ่านคอลัมน์ตอนใหม่ของอุ้ม เลยต้องเปลี่ยนจบลงตรงที่ ถ้าใครคิดถึงเธอ ขอเชิญเข้าไปอ่านคอลัมน์ คุณภาพชีวิต ที่เธอเขียนส่งตรงมาจากพอร์ตแลนด์ได้เลย

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“ไอ้ห่า! กูขี่ของกูมาตั้งนานแล้ว พวกมึงไม่รู้กันเองแล้วมาบอกว่า กูเพิ่งขี่!”

เสียงดัง ฟังชัด และจัดจ้าน

แม้ชายผู้เป็นดั่งมาสคอตของเชียงรายจะพูดด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ใครต่อใครที่ได้ยินคงแอบเปรียบเปรยว่าเหมือนเขาพูดออกลำโพง

อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ตัวจริงเสียงจริงนั่งอยู่ตรงนี้ หลบหลังม่านไวนิลที่ทีมงานเลื่อนมากั้นเพื่อสร้างห้องส่วนตัวชั่วคราว แต่ถึงแม้ม่านจะใหญ่เพียงไหน ก็ไม่อาจบดบังรัศมีและคิวแฟนคลับที่มานั่งรอได้

จำไม่ได้แล้วว่าคำถามแรกคืออะไร เพราะแค่เพียงเริ่มประโยคด้วยคำว่า ‘มอเตอร์ไซค์’ หลังจากนั้นความรัก ความหลงใหล ก็หลั่งไหลออกมาให้ฟังเป็นมหากาพย์อย่างน่ายินดี

ต่อจากนี้ โปรดจินตนาการถึงบรรยากาศเชียงรายช่วงเหมันต์ ขุนเขาสูงชันโอบล้อมด้วยก้อนเมฆสีขาว หมอกคลานต่ำเสมือนห่มผืนนาบนยอดดอย อุณหภูมิลดลงจนปลายจมูกเย็นชื้น ลมโชยชวนชมทิวทัศน์กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา

ท่ามกลางภาพนั้น…

อาจารย์เฉลิมชัยพุ่งทะยาน บิดรถเครื่องมากับหมู่เพื่อนในชุดเซฟตี้ สวมเกราะหนาและม้าเหล็กคู่ใจ เจียงฮายในบทความนี้ยังงามเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความร้อนแรงของนักซิ่งที่แก่แค่วัย แต่ใจเกินร้อย! 

จงนึกถึงสุรเสียงของชายคนนี้ให้ดี

“มันคือจิตวิญญาณณณณณณณ!!!”

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์
กิโลเมตรแรก

บิดมาตั้งแต่น้อย

คนกำลังตื่นเต้นที่เห็นอาจารย์ขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก

คนเข้าใจผิดว่าเพิ่งมาหัดขี่มอเตอร์ไซค์ จริง ๆ พี่ขโมยรถญาติไปขี่ตั้งแต่เด็กแล้ว จนเตี่ยมีเป็นของตัวเอง พี่ก็ขโมยไปขี่ จักรยานก็ชอบนะ ปั่นตั้งแต่ในเมืองไปเชียงแสน ออกจากโรงเรียน 4 โมง ปั่นไปถึงแม่สายตี 2 ตี 3 มืดสนิท ไม่มีไฟ ถนนก็ไม่ดี

พอมีรถเครื่องทีนี้ซิ่งไปเลย! 

เรียน มศ.3 ปีสุดท้ายที่เชียงรายก็มีแก๊งแล้ว วัยรุ่นซิ่งในเมือง คนมองว่าน่ารำคาญสุด ๆ เป็นเด็กเกเร ผาดโผน แถมยังทำท่าแปลก ๆ ยืนบนหลังมอเตอร์ไซค์บ้าง 

ทำมาหมด!

จากที่ลักรถคนอื่นขี่ นานไหมกว่าจะมีเป็นของตัวเอง

ตอนเรียนเพาะช่าง อยู่กรุงเทพฯ มันไม่มีมอเตอร์ไซค์ พอไปเข้าศิลปากร ประมาณปี 3 น้องชายเสือกมี Enduro! (มอเตอร์ไซค์วิบาก) กูเลยยืมของมันขี่ไปพัทยา บางแสน ตกปลาแถวอยุธยา ขี่แม่งไปหมด

เรียนจบถึงได้ซื้อคันแรกของตัวเอง Honda 100cc ตัวเมีย เรียกมันว่า ‘อีแก่’ พากันไปงานแสดงทุกที่ จากบ้านเช่า ซื้อบ้านแล้วอีแก่ก็ยังอยู่ หลังจากนั้นไปถอย Yamaha Virago เป็นชอปเปอร์ เอ้อ! ค่อยมีสกุลรุนชาติหน่อย! นี่คือรถในดวงใจ มีเงินแล้วกูก็ได้ซื้อจริง ๆ

สร้างวัดแล้วซื้อ Enduro เพิ่มอีก 3 – 4 คัน ขึ้นดอยอย่างเดียว Virago อยู่คู่กันจนได้มอบให้ลูกศิษย์ สิ่งที่ตามมาคือ Chopper Harley-Davidson แหม่! ใฝ่ฝัน! (ยิ้มหวาน) 

หลังจากนั้นก็เริ่มใช้รถดีที่สุด แพงที่สุด ซื้อ Husqvarna Motorcycles มา

สรุปแล้วไม่มีใครชวนเฉลิมชัยขี่ เพราะเฉลิมชัยขี่เองอยู่แล้ว

แล้วก็ซื้อรถให้ลูกศิษย์ลูกหาติดตามเราขึ้นดอยด้วย ไปกันเป็นฝูง

ตัวพ่อของจริงเลย แต่กว่าจะได้มาซิ่งตามฝันแบบนี้มีอะไรมาขัดขวางบ้างไหม

ช่วงอายุ 55 – 60 งานใหญ่งานโตยุ่งมากจนต้องเลิกขี่ระยะหนึ่ง เลยตั้งใจว่า แม่ง! เดี๋ยวกูอายุ 65 กูจะไม่สนใจห่าอะไรทั้งนั้น กูจะขี่มอเตอร์ไซค์แม่งอย่างเดียว

ถึง 60 ก็ฟื้นมอเตอร์ไซค์ วางมือจากงาน ซื้อรถใหม่หมด กลายเป็นโต้โผใหญ่ของวงการ Enduro ทางภาคเหนือ 

เชียงรายถือว่าเป็นที่ที่นักขี่ Enduro อยากมามาก เพราะภูเขาเราเยอะ เรามีแก๊งวิบากเยอะที่สุด แข่งกันปีหนึ่ง 3 – 4 ครั้ง

เขารู้กันทั้งภาค มีแต่พวกที่อยู่ไกลที่ไม่รู้เรื่องว่า เราเป็นตาแก่คนเก่งที่ขี่วิบากขึ้นดอยได้คนเดียว

สมัยก่อนคนขี่ขึ้นดอยเด็กกว่ากู อายุ 62 – 63 หลัง ๆ มาเหลือกูคนเดียว

พวกมันไม่เอา ลูกไม่ให้ขี่ เมียไม่ให้ขี่ ข้ออ้างคือความแก่!

แต่เรายังไฟแล่บอยู่

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์

แล้วพอตื่นเช้ามาได้อายุ 65 จริง ๆ อาจารย์รู้สึกอย่างไร

โอ้! ไอ้ห่า! โอกาสของกูมาแล้ว! แต่ก่อนเขียนภาพเป็นเดือนเพื่อให้รูปดี มีคนชื่นชม อยากได้ เขียนรูปใหญ่เพื่ออวดเขา เอาชนะศิลปินคนอื่นบ้างเพื่อศักดิ์ศรี แต่ตอนนี้หมดยุคขี้อวด กูขอเขียนที่อยากเขียนจริง ๆ 

ตอนนี้ 68 ได้ขี่ดั่งใจตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ขี่หนักจนจะหมดประเทศ ขี่จนนับกิโลไม่ได้

ประเทศนี้เสร็จกูแล้ว! ป่าก็เสร็จ! ภูเขาก็เสร็จ! ทะเลก็เสร็จ! ฮ่า ๆ ๆ ๆ

ตอนที่คนอื่นเตือนว่าแก่แล้วอย่าซ่า เฉลิมชัยคิดอย่างไร

พวกมึงหารู้ไม่! กูนี่ทักษะสูง ขี่มาทั้งชีวิต คนขี่ Enduro ด้วยกันถึงรู้ว่ากูขึ้น Stage 1 สูงสุดของการขี่วิบากได้สบาย ๆ ขณะที่คนทั่วไปไม่มีทาง

ทางเรียบก็ขี่ได้ไกล จากเชียงรายมากรุงเทพฯ คนเดียว ออกประมาณ 6 โมงเช้า มาถึงบ่าย 3 โมง ทุกคนบอกมึงแน่ฉิบหายอาจารย์

ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ที่ว่า ตาแก่คนหนึ่งดัดจริตมาขี่ตอนแก่ พ่อมึงสิ! แม่งโง่เกินไปแล้ว ใครจะไปขี่ ไอ้ห่า! แต่นี่ประวัติเขายิ่งใหญ่ ของจริง! เขาขี่ขึ้นดอยผาตั้ง ภูชี้ฟ้า ไม่รู้กี่ร้อยเที่ยว ขี่ไปแม่ฮ่องสอนพันกว่าโค้ง!

ที่ไหนในแผ่นดินที่บอกว่าทางยาก มา! มึงมาให้หมด!

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์
กิโลเมตรที่นับไม่ได้

อ้ายเฉลิมชัยไปไหนมาบ้าง

ตั้งแต่ขี่มา อาจารย์ชอบที่ไหนเป็นพิเศษไหม

ทุกที่สวยหมด เพราะเป็นคนชอบป่า ชอบมองไกล ไปยืนอยู่บนดอยจั๊กก่า เป็นส่วนที่สูงที่สุดหลังดอยช้าง แต่เดี๋ยวนี้เสือกมีทางให้รถปิ๊กอัพขึ้นได้ แต่ขึ้นยังไงก็ไม่ถึง ต้องเดิน แล้วมันมีทางของมอเตอร์ไซค์ที่โคตรหฤโหด ปราบเซียนมาเยอะ ถ้าใครขึ้นได้ด้วยทางวิบากคนนั้นเก่งสุด

กูไปอยู่บนหลังดอยจั๊กก่า วิวแม่งสวยฉิบหาย! มองไปสองข้างเป็นเหว แล้วมีหัวกิ้งก่า คนที่แน่ที่สุดคือคนที่ขี่ไปที่หัวของมัน

กูผ่านมาแล้ววววววว!!!

หัวมันใหญ่กว่าโต๊ะนิดเดียว จอดจึ๊ก เอาขาตั้งลง กูต้องฝึกกลับรถเองในที่แคบ เอียงรถ แล้วหมุน ไอ้เหี้ย! กูหมุนรถครั้งเดียวต้องผ่าน ไม่งั้นตกไปตาย! สยิวกิ้วมาก 

ลูกชอบขี่มอเตอร์ไซค์ก็เลยไปด้วยกัน วันนั้นกูตะโกนบอก ลูกอย่ามาาาาาาา!!!

ทุกคนบอกว่า อาจารย์อย่าไป อย่าไปเหี้ยอะไร กูพุ่งมาแล้ว! กูคนที่ 2 คนแรกมันไปแล้ว ทุกคนรออยู่ข้างบน กูลงไป 2 คน อ๊ากกกกกกก!!! พวกมึงทิ้งกูแบบนั้นเลย

คนแรกไปถึงเบรกเอี๊ยด! กูจะหยุดได้ยังไง จำเป็นอย่างยิ่ง ต้องไป พวกนั้นไม่มาสักตัว ไอ้เหี้ย!

ถอยหลังก็ไม่ได้ อายเขา แต่กูก็ปราบมันจนได้

อย่างนี้จะมีใครไปตามรอยอาจารย์ได้บ้างไหม

ไม่ไหว ต้องถามว่าขี่ได้ Stage ไหน ถ้ามืออาชีพก็ไปได้ แต่ถ้าแค่ขี่ไปตลาด มันโหดเกินไป ร่างกายไม่แข็งแรง ความชอบมันก็ต้องชอบเป็นหัวจิตหัวใจ ถ้าไปตามถนนแบบรถปิ๊กอัพไปได้ อันนี้เขาเรียกวิบากเด็ก ไร้สาระ!

เราไปทางที่ประชาชนเดินไปไร่ เข้าป่าหาเห็ด ทางเดินตามไหล่เขา ต้องแบบนี้ ข้าง ๆ เป็นเหว เร้าใจ! ลงน้ำ ลุยห้วย ล้มบ้างก็สนุกกันไป

แล้วถ้าคนที่ตามมา เขาไปต่อกับเราไม่ได้จะทำอย่างไร

ให้มันรอ จะขี่ท่องเที่ยวต้องเป็นคนเก่งด้วยกัน เรามีคนขี่วิบากทั้งหมด 20 กว่าคน บางทีเราไปเป็นฝูง ในนั้นมีคนขี่ได้ตั้งแต่ Stage 1 – 3 พอไปถึงกลางดอย ถ้ากูจะขึ้น Stage 2 กูจะดูว่าใครไม่ได้ไปต่อ ไอ้นี่อย่าไป มึงอย่าไป มึงไม่ไหว กูจะไป Stage 1 มึงอยู่ตรงนี้พอ เรารู้ความสามารถคนและต้องบอก

ทางเรียบก็เหมือนกัน บางคนขี่ได้ 30 กิโลก็เหนื่อยแล้ว เดี๋ยวจอดเยี่ยว เดี๋ยวจอดแดก แล้วกูจะสนุกได้ยังไง คนที่ขี่ทางเรียบต้อง 200 กิโลพัก อย่างกูเนี่ยเป็นเรื่องปกติ น้ำมันใกล้หมดค่อยเติม มึงขี่ไม่ได้อย่ามาเลย

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์

มีสถานที่ไหนที่จะไม่มีวันได้เห็น หากไม่ได้อยู่บนหลังมอเตอร์ไซค์ไหม

เยอะแยะ แต่เราไม่สามารถรู้จักชื่อได้เลย เพราะมันคือในป่า ไม่รู้ที่ไหน ไม่มีป้ายหมู่บ้าน ต้องไปแบบนั้นถึงจะสวย ทางเขามีให้ แต่กูไม่ไป กูตัดผ่าป่าแม่ง

เชียงรายเนี่ยงามขนาดนะ ยังมีที่ที่คนธรรมดาไม่เห็นอีกเยอะ หลังดอยช้าง ภูชี้ฟ้า ผาตั้ง ไม่เหลืออะไรสักอย่าง ผาฮี้ก็ธรรมดา ไม่ได้ตื่นเต้น มีภูเขาที่อยู่จากเชียงรายไปเชียงดาวเท่านั้นที่เราไปกัน

บางทีไปโผล่หมู่บ้านไกลปืนเที่ยง ชาวบ้านเขางงไหมว่า พวกเอ็งมากันได้ยังไง

ประจำ วันนั้นขี่ขึ้นไปบนดอย ลืมดูน้ำมันของลูกศิษย์ ฉิบหายละไอ้เหี้ยเอ๊ย น้ำมันหมด! มองไปเห็นหมู่บ้านหนึ่งอยู่ไกลลิบ คิดกันว่าไปแม่งที่นั่นแหละ ไปขอน้ำมัน

พอถึงก็เจอน้ำมันปั๊มหลอดในบ้านคนมีตังค์ในป่า คนเติมน้ำมันเป็นคนแก่ เขาถามว่าไปไหนกันมา ตอนนั้นพวกเราใส่หมวกกันน็อกอยู่ แกก็บอกว่า แต่ก่อนลุงขี่หนักเลย เพิ่งเลิกไปเมื่อปีก่อน เราหันไปมอง ไอ้ห่า! แกมี Honda 250 วิบากจอดอยู่ มันก็เล่าเลยว่าสมัยก่อนขี่หนัก แต่ตอนนี้เมียกับลูกไม่ให้ขี่ เพราะอายุ 60 แล้ว พวกเอ็งหนุ่ม ๆ ขี่ไปเถอะยังแข็งแรง มันก็เติมน้ำมันไปพูดไป

ลูกศิษย์บอก ลุง ๆ คนนั้นที่ลุงกำลังจะเติมน้ำมันให้ เขาอายุ 68 แล้วนะ ลุงบอกว่า อย่าพูดเลอะเทอะ! กู 60 ยังจะไม่ไหว มึง 68 จะขี่ได้ยังไง!

พอกันที กูทนมาพอแล้ว เปิดหมวกมา มันตกใจเรียก อาจารย์!

กูบอก 68 ขี่ได้โว้ย! ไอ้ห่า! ไปเจื้อเมียยะหยัง (ไปเชื่อเมียทำไม) มันก็ครับ ๆ เดี๋ยวผมจะไปขี่แล้ว หนอยแหนะ! มันหาว่ากูขี่ไม่ได้

มีอีกเรื่อง วันนั้นไปกินกาแฟร้านหรูอยู่บนดอยที่เราชอบไป เลี้ยวรถเข้าร้าน ป้าที่ขายผลไม้แกเห็นคนเยอะก็รีบหาบของมาขาย

เราเข้าไปนั่ง ถอดหมวก ป้าแกก็อุทาน ปั๊ดโถ่! ธัมโม สังโฆ ปิ้ว ๆ ๆ มา นึกว่าวัยรุ่น ตี่แต้คนเฮาตึงนั่น ขายบ่ออกแล้วกำนี่ (ที่แท้คนกันเองทั้งนั้น ขายของไม่ได้แล้วสิเนี่ย)

เราบอก ป้าจะไปไหน มานี่! ซื้อหมดเลย ๆ เหมา!

นี่แหละชีวิต นี่คือความสุข ถ้าเป็นตาแก่อยู่บ้านไม่มีหรอกชีวิตแบบนี้

ขี่มาตั้งนานเคยเจออุบัติเหตุไหม

ประจำ! เคยล้มสลบไปแป๊บหนึ่ง จำไม่ได้ว่าที่ไหน คิดว่าริมฝั่งแม่น้ำกก ด้านไปทางผาลั้งลงไปข้างล่าง เราเสือกตีโค้งลงมาจากดอยเร็วมาก แล้วทางแคบ มีน้ำไหล หลุมเยอะ

เห็นเลย! ฉิบหายแล้วกู! ซ้ายไปไม่ได้ ขวาก็ไม่ได้ แต่ต้องตัดสินใจเอาขวาที่เสือกมีน้ำ

ตู้มมมมมมม!!! รถแม่งปลิวไปที่หนึ่ง ตัวไปอีกที่หนึ่ง

เอ๊ย! ไม่ใช่สิ… รถทับขากูอยู่เนี่ยแหละ รถกับขากูไปด้วยกัน ตัวฟาดกับพื้น รถลากขาไป เงียบไปพักหนึ่ง อีกพวกยังมาไม่ทัน เพราะเราขี่เร็วมากเป็นทัพหน้า มันต้องทิ้งห่างกันไม่งั้นจะอันตราย

1 – 2 นาที เขาถึงโผล่มา เห็นเรานอนอยู่ เราลืมตาขึ้นมาลองขยับขาดู เออ เจ็บวุ้ย อีเหี้ย! นอนนิ่งให้เขาเอารถออก จับขาตัวเองถอดรองเท้าดู โอ้โห! เจ็บแต่ไม่มีสิทธิ์เจ็บ

วิบากแม่งห้ามเจ็บ เพราะต้องไปอีกไกลฉิบหาย รถทิ้งไม่ได้ เพราะไม่มีใครขี่ให้มึง ต้องขี่กลับออกมาถนนใหญ่เอง

เจ็บก็เจ็บ ทุกคนถามว่าอาจารย์ไหวไหม กูบอกว่า กูไหว แต่เอากูขึ้นรถก่อน มึนเพราะหัวฟาด ขนาดใส่เกราะก็เจ็บตัว แล้ววันนั้นเสือกอยากลองรถใหม่ รถไม่คุ้นเคย รถเล็กด้วยกำลังไม่พอ ประมาทไม่ใส่รองเท้าวิบาก เสือกใส่รองเท้าธรรมดา ตั้งแต่นั้นกูบอกตัวเองจะไม่ทำอีกแล้ว 

จะไม่ขี่วิบากอีกแล้ว

จะไม่ใส่รองเท้าธรรมดาอีกแล้ว กูไม่ได้เลิกโว้ย! ขี่กลับวัดด้วยความอยากล้างแค้น ไม่เข็ด อาทิตย์เดียวเท่านั้น กูขอล้างแค้น แผลยังไม่หาย กูไม่สนใจ เข้าเฝือกก็จะขอขี่

กูอยากรู้ทำไมกูลงไปนอนตรงนั้น ทุกคนรอบตัวบอกว่า อาจารย์อย่าาาาาา!!! เมียบอก ไม่นะพี่! ดื้อจริง ๆ ไปทำไม

ไม่! กูจะไป! ไปเดี๋ยวนี้ กูต้องไปดู ขี่ไปดูเลยทำไมกูล้ม

เสร็จแล้วกลับมาเลียแผลอีก 6 เดือน กูช้ำ! ยังไงแม่งก็ต้องเอาขาลงอยู่ดี แต่คนมันรัก ให้กูทำไง

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์
กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์

คนอื่นเขาก็เป็นห่วง

อย่าห่วงกูเลย กูขี่มานานแล้ว

กูอะโคตรเก่ง ถ้ากูเก่งขนาดนี้แล้วเสือกเจ็บแล้วตายกับมอเตอร์ไซค์ กูก็ดีใจ แต่อย่าให้กูป่วยตายโดยที่ไม่ได้ขี่ อยู่ในบ้านไม่ไปไหน ขี้กลัว ขี้ขลาด ไม่กล้าใช้ชีวิต ตายแบบนั้นไม่คุ้ม

แล้วชีวิตแบบไหนที่เฉลิมชัยใฝ่ฝัน

กูชอบชีวิตที่เป็นหนุ่มตลอดเวลา ตายบนหลังมอเตอร์ไซค์ดีกว่าการตายทุกอย่าง บอกเมียบอกลูก ถ้าพ่อมึงขี่แล้วเกิดอุบัติเหตุตาย นั่นคือความใฝ่ฝันของพ่อ

ตอนนี้ไปไหนถอดหมวกมา คนยังบอกอาจารย์สุดยอด! ไอ้เหี้ย ได้รับคำชมแม่งดี

ตาแก่ที่ตัดความกลัวเจ็บ ความกลัวตายได้ คือตาแก่ที่มีความสุขที่สุด อย่างพี่นี่แข็งแรง ออกกำลังกายตลอด

เพราะอะไรถึงต้องออกกำลังกายตลอดในวัยนี้

เพราะกูจะขี่มอเตอร์ไซค์ (หัวเราะ)

เช้ามาต้องเดิน 6 กิโล เตะขาซ้ายขวาข้างละ 70 ที กลิ้งลูกกลิ้งฝึกแขน 35 ครั้งตอนเช้าทุกวัน เย็นตีแบด ร่างกายฟิตเปรี๊ยะ รถใหญ่ก็เอาอยู่ บางทีช่วยเด็กเข็น กูเป็นปรมาจารย์แล้ว

การขี่แบบเฉลิมชัยต้องมีทักษะอะไรเป็นพิเศษไหม

ต้องมีทักษะสูงสุดของการขี่ทางเรียบ ทางโค้ง สมาธิต้องดี มองไกลออกไปสุดสายตา เพื่อดูว่ามีสิ่งใดเคลื่อนไหวไหม การแซง ขึ้นเขาและลงเขา มันมีทักษะ ไม่ใช่แค่ขี่รถเป็น

ต้องขี่ได้ทุกพื้นที่ ขรุขระ เจอทราย เจอหิน หน้าฝนควรขี่อย่างไร การเชนเกียร์ การใช้เกียร์ในแต่ละโค้ง สูงไปเร็วไปก็อันตราย ต่ำไปก็ปัด

จะขี่ทำไมถ้าขี่แค่ 60 – 100 ขึ้นรถเถอะ มอเตอร์ไซค์มันต้องตื่นเต้น ความเร็วต้องมี ต้องฝึกกับม้าทุกตัว เดี๋ยวก็คล่องเองเหมือนเวลาเขียนรูป ขี่บ่อยเท่าไหร่ปลอดภัยเท่านั้น

ในใจอาจารย์คิดว่าการขี่มอเตอร์ไซค์อันตรายจริงไหม

วิบากอันตรายไม่จริง ขับวิบากไม่ตาย อย่างเก่งตกเหวตาย แต่ก็ยังไม่เคยเห็น วิบากล้มแค่เจ็บ แต่ถ้าทางเรียบอาจจะตายง่ายด้วยความเร็ว ดังนั้นจึงน่ากลัวกว่า

มีโค้งที่เกือบปราบไม่ได้ในความทรงจำบ้างไหม

ก็ที่แม่ฮ่องสอนแหละ แต่ตอนนี้มันได้ทุกโค้ง ไม่น่ากลัวสำหรับคนขี่ขนาดนี้แล้ว ไปได้หมดทั่วโลก หิมาลัย ทะเลทราย อยากออกนอกประเทศ เมื่อก่อนไม่มีเวลา

ในประเทศนี้จบ แต่ยังอยากไปนะ ภาคอีสาน ภาคใต้ 

ชอบอะไรมากกว่ากันระหว่างทางเรียบกับวิบาก

วิบากเท่านั้นที่สวยโคตร ๆ ถึงรักมันมากไง เพราะมันไปในที่ที่คนไปไม่ได้ เดินก็ใช้เวลา แต่มอเตอร์ไซค์ลักไก่เข้าป่าไปเรื่อย ๆ

นึกเอาว่าภูเขานู้นแม่งไม่เคยมีใครไป ผ่าแม่งเลย! ห่อข้าวไป 2 วัน 2 คืน

ธรรมดาไปมันไม่ตื่นเต้น ได้ชมธรรมชาติ ภูเขา หุบห้วย ป่าไม้ และเจอชาวบ้าน เสน่ห์ของมันคือสิ่งที่รายล้อมตัวกู

แล้วเส้นทางแบบไหนที่ชอบที่สุด

ยิ่งทางพริ้วยิ่งชอบ โค้งมากเท่าไหร่ยิ่งชอบ เรียบไปไม่ไหว ต้องใช้ความเร็วกระตุ้นให้ตื่น

ทางอุตรดิตถ์ไปพิษณุโลกคือสุดยอด เป็นทางที่ชอบมาก หรือทางที่เชียงราย 2 เลนใหญ่ เป็นที่สะใจของอารมณ์

เวลาบอกว่าไปแดกกาแฟ ชอบที่สุดที่แม่จัน แดกเสร็จพุ่งออกไปบนถนนเส้นนี้ ความเร็วสูงสุด เลี้ยวโค้งขึ้นดอย พริ้วบนดอยไปผาตั้ง เป็นหนทางที่ดี มีร้านอร่อยอยู่ข้างบน

ขอชื่อถนนอีกรอบได้ไหม

ที่จะไปผาตั้ง ชื่อว่า… ชื่ออะไรวะ ไอ้เหี้ยเอ๊ย! ไอ้ฉิบหาย!

(รอ 5 นาที)

พญาเม็งราย! ไปผาตั้งเป็นถนนใหญ่ เอาไว้ซ้อมความเร็ว อันนี้คือขาประจำทางเรียบ เราจะไปกินกาแฟ กวยจั๊บ ซิ่งขึ้นผาตั้ง กินข้าวกลางวัน มีร้านอาหารยูนนานอยู่ข้างบน อร่อยมาก กินเสร็จค่อยพริ้วกลับเชียงรายอีกทาง

แล้วขาประจำวิบากล่ะ

ขึ้นแม่มอญ จากนั้นไปดอยช้าง อ้อมลงไปผาลั้ง วิ่งลงเขาต่อไปชิดแม่น้ำกก อ้อมกลับมาเชียงราย

บางทีวิบากวิ่งไปร้านกวยจั๊บก่อน ขึ้นดอยบ้านอาดี้ สวยมาก แล้วขึ้นผาลั้ง กลับลงมาดอยช้าง แม่หม่อน กลับบ้าน

อีกอันที่ชอบคือหน้าผาที่ตูดดอยช้าง ไปตอนตี 5 ดูพระอาทิตย์ขึ้น ดูทะเลหมอก บางทีไม่ได้นัดหมาย เสือกอยากไป ไป 2 คันก็มี

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์
กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์

ไปนั่งตรงนั้นทำกิจกรรมอะไรบ้าง

นั่งมองฟ้า เมฆที่เปลี่ยนทิศทาง ดวงอาทิตย์ที่ขึ้นมา หมอกที่จางไป ค่อยกลับบ้านไปกินข้าวเช้า บางทีห่อข้าวไปเลย 1 วันเต็ม ๆ กินกลางป่า ไม่รู้ที่ไหน แต่ไกลและงดงาม 

เอาแต่อาหารแห้งไป น้ำพริก แคบหมู หมูย่าง ปิ้งย่าง อาหารกินง่าย แต่อร่อยมากเวลาไปอยู่บนดอย วิวแม่งประเมินค่าไม่ได้ นี่คือหลังมอเตอร์ไซค์วิบาก

อาจารย์มีมอเตอร์ไซค์วิบากกี่คัน

วิบากน่าจะเป็นสิบคัน เดี๋ยวนี้ต้องสร้างโรงเก็บให้มัน ทางเรียบมี 3 คันที่เชียงราย ที่กรุงเทพฯ เกือบ สิบคันแต่ไม่มีวิบาก

คนมีรถเยอะไม่ได้แปลว่าโอ้อวดหรืออะไร แต่เขาชอบความหลากหลาย ใช้ไปในสถานที่ที่เหมาะสม

ต้องฝึกนานไหมกว่าจะคุ้นเคยกับมอเตอร์ไซค์แต่ละคัน

แป๊บเดียวพริ้วเลย คนที่ขี่ไม่ได้เพราะมึงขี่โดยไม่เอาใจขี่ เหมือนมึงขี่ม้า คนเก่งขี่ได้ทุกตัว ตั้งแต่อ่อนแอยันแข็งแรง ม้านิสัยดียันม้าพยศ คนพวกนี้ให้ใจแก่ม้า ส่วนคนไม่เก่งจึงเลือกม้า เอาเฉพาะที่ถูกใจ

บางคนขี่ไม่ได้แม่งบอกเบรกไม่ดี คลัตช์แข็งเข้าเกียร์ยาก ฮาเลย์เข้าเกียร์ดังปั๊ก GS แม่งคลัตช์นิ่ม ไอ้สัส กูได้หมด กูชอบฮาเลย์เพราะได้รสชาติของความเถื่อน ความมีชีวิต เหมือนม้าที่แข็งแรงที่สุด แต่ไม่ปราดเปรียว GS มันแข็งแรงและปราดเปรียว

มันคนละฟีล กูรักทั้งสองฟีล! กูมีตั้งแต่เบาไปถึงหนัก แต่งให้แรงขึ้นทุกคัน มีตั้งแต่คันเล็กขาถึงพื้นทั้งสองข้างจนถึงเขย่ง ได้ฟีลแตกต่าง ตัวสูงเรากระโดดเหินได้ เตี้ยขาถึงก็ไม่สนุก ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าจะไปไหน

ความสุขในชีวิตบั้นปลายของชายซ่าและม้าเหล็ก 'เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์' ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายอย่างสิงห์มอเตอร์ไซค์
กิโลเมตรที่ไม่ต้องนับ

ชีวิตชั่วนิรันดร์บนหลังมอเตอร์ไซค์

วีรกรรมที่ผ่านมาให้อะไรกับชีวิตบ้าง

ความภาคภูมิใจ เจอสภาพที่เหี้ยที่สุด กลับบ้านตี 2 เข็นรถขึ้นเขาจนหมดแรง ติดในหล่ม ติดในป่า ไฟไม่มี น้ำไม่ได้กิน ชีวิตหฤโหดที่สนุกฉิบหาย เราเป็นตาแก่คนเดียวที่ยืนอยู่ท่ามกลางเด็ก ๆ รู้สึกภูมิใจมากกว่าการเป็นคนร่ำรวยหรือมีชื่อเสียงเสียอีก

ถึงบอกว่าตายก็ช่างแม่งมันสิ มีคนบอกให้ขับรถยนต์ แต่มันไม่เหมือนกัน มอเตอร์ไซค์ยิ่งใหญ่กว่าเยอะ มันมีอิสรภาพมากกว่า

มอเตอร์ไซค์เหมือนนกที่บินอยู่บนอากาศ บิดทีหนึ่งลมปะทะหน้า สดชื่น เหมือนเราโบยบินอยู่คนเดียว ยิ่งเราอยู่บนดอยสูง ยิ่งอยู่บนทางเรียบที่ไกลสุดลูกหูลูกตา บิดด้วยความเร็ว ชีวิตมีความสุขมาก

รถไซด์โค้ง พริ้วไปมาไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จอดไหนก็ง่าย จะไปในที่ลำบากก็ได้ มันเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ คนเก่งทักษะดีขี่บ่อย ขี่แล้วติด คนรักมอเตอร์ไซค์ที่ขี่ท่องเที่ยวคือคนที่รู้สัจธรรมของมัน รู้ถึงจิตวิญญาณ

การค้นหาตัวตนด้วยมอเตอร์ไซค์ดีที่สุดสำหรับกู

นั่นคือความสุขที่แท้จริงของคนที่เกิดมาแล้วมีอิสรภาพ อิสรภาพของมันยิ่งใหญ่ที่สุด

ปลายทางความฝันของศิลปินที่ทำทุกอย่างมามากแล้วอย่างอาจารย์คืออะไร

กูคิดว่าเมื่ออายุ 65 กูรวย ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองเสร็จแล้ว ทำให้ลูกเมียจบสิ้นแล้ว

กูขออิสรภาพ ขอชีวิตที่เหลือจงเป็นของกู จงทำหน้าที่ในสิ่งที่กูชอบที่สุดนั่นก็คือมอเตอร์ไซค์ กูไม่ได้ดัดจริตเพิ่งมาชอบ มันอยู่ในสายเลือด ล้มแล้วล้มอีกกูก็ไม่ยอมแพ้ แก่แล้วความเจ็บไม่ได้หยุดกูเลย

ความเจ็บเพิ่มพูนให้กูเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ระวังตัวมากขึ้น ชุดเกราะเพิ่มขึ้นเพื่อเซฟตัวเอง

ในฐานะศิลปิน การขี่มอเตอร์ไซค์เกี่ยวข้องกับศิลปะบ้างไหม

(ทุบโต๊ะ) ถ้าจะขี่ให้มัน มันคือศิลปะ ขี่แล้วไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย อยากไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ขี่หยุดแล้วก็อยากขึ้นอีก นี่คือศิลปะของการขี่ เพราะมันให้เราทุกอย่าง เราบริหารร่างกายอยู่บนนั้นได้ อันนี้คนระดับเทพเขาถึงพูดกัน

  คนที่ขี่ระยะไกลหรือขี่วิบากโหด ๆ สามารถพักตัวเองอยู่หลังเบาะ ยืดเส้นยืดสาย ผ่อนร่างกาย นี่คือศิลปะการขี่ที่สมบูรณ์แบบ

สำหรับอาจารย์ อะไรคือสิ่งจำเป็นในการขี่บ้าง

หนึ่ง เส้นทางสนุก

สอง ต้องมีร้านอร่อย กาแฟต้องดี สำคัญยิ่งของนักขี่ทางเรียบ

แล้วเวลาเราขี่ รถต้องเท่ากัน พี่ถึงมีรถทุกขนาด เพื่อจะได้ไปด้วยกันให้สมน้ำสมเนื้อและต้องเลือกม้าตัวที่เหมาะสม

ความสุขในชีวิตบั้นปลายของชายซ่าและม้าเหล็ก 'เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์' ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายอย่างสิงห์มอเตอร์ไซค์

พูดถึงการขี่เป็นก๊วน ประสบการณ์ที่มีลูกชายร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยเป็นอย่างไร

ดีสิ มันขี่เก่งขึ้นเรื่อย ๆ Stage 2 แล้ว 

ครั้งนั้นไปกัน 20 คน ทางขึ้นแคบ ๆ เหวอยู่ขวา บรึ้นขึ้นไป ไม่มีใครถึง ต้องเข็น หรือเอาคนเก่งมาขี่ คนเก่งถ้ารถไม่แรงก็ขึ้นไม่ได้อยู่ดี ต้องถอยมาตั้งหลักเพื่อเร่งขึ้น

ลูกชายขึ้นได้แค่นี้ พ่อมันรอข้างบน เราก็ห่วงลูกทำไมยังไม่มา มันไกลมาก ได้ยินเสียงรถลูกอยู่ข้างล่าง สักพักเงียบไป ลูกเดินขึ้นมา ขว้างหมวกกันน็อกทิ้งพื้น ล้มลงนอนบนตักพ่อมันแล้วบอกว่า

พ่อ… มาทำเหี้ยอะไรเนี่ย เหนื่อยฉิบหาย!

ตั้งแต่นั้นมันเลิกเลย ไม่ไปที่นั่นอีก พ่อรู้ไหมแรงรถก็ไม่พอ เดินขึ้นมาโคตรเหนื่อย (หัวเราะ)

ลูกมาเพราะพ่อชวนเลยใช่ไหม

มอเตอร์ไซค์อยู่ในจิตวิญญาณพ่อมันอยู่แล้ว ชวนลูกขี่ ลูกก็ชอบ เดี๋ยวนี้มันขี่อยู่กรุงเทพฯ ทุกวัน ไม่ขับรถเลย แต่ในกรุงเทพฯ มันเก่งกว่าพ่ออีก

ในอนาคตมีแผนการขี่ไปไหนไกล ๆ ไหม

มีคนชวนไปอินเดีย รวมพล Royal Enfield ยังไม่ได้ตัดสินใจ อยากไปยุโรปมากกว่า ปีหน้าเดือนมีนาคมจะไปเวียดนาม ใจก็อยากไปแชงกรีล่า ขี่ไปทิเบต 4,000 กว่ากิโล

ระยะทางไกลมาก แล้วความฝันอันใกล้ล่ะ

พอชอบวิบาก ตอนนี้อยากได้อีกคันคือ KTM เป็นรถสูง โหลดไม่ได้ พยายามมา 3 ปีแล้วยังไม่ได้ ตอนนี้มีคนที่ทำมอเตอร์ไซค์เขาจะโหลดเตี้ยให้อาจารย์เป็นพิเศษ เพื่อให้สมใจอยาก

พอสมใจแล้ว คิดว่าชีวิตที่เหลือนี้จะขาดมอเตอร์ไซค์ได้ไหม

ไม่ได้ เขาถามว่าซื้อมาทำอะไรเยอะแยะ กูอยากได้ม้าหลายตัว ไม่ต้องขี่มากแล้วตายก็ได้ แต่ถ้ามีชีวิตยืนยาวก็ขี่จนตาย 

ซื้อแล้วไม่ได้ห่วง ไม่ได้ยึดติดกับตัวรถ ยึดความสุขของตัวเป็นที่ตั้ง รถของอาจารย์ ศิษย์ขี่ได้ทุกคน ไม่หวง สมบัติของกู ไม่ใช่ของกู อิสรภาพคือให้พวกมึงยืมได้ทุกคัน เป็นไง กูแน่ไหม

แน่

นี่คือไม่ยึดมั่นถือมั่น ขอแค่กูได้ขี่ กูก็จะขี่จนตาย

ความสุขในชีวิตบั้นปลายของชายซ่าและม้าเหล็ก 'เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์' ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายอย่างสิงห์มอเตอร์ไซค์

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load