อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส คือนักแสดงมากความสามารถทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง

เธอเป็นนักเขียน บรรณาธิการ และเจ้าของสำนักพิมพ์ ที่มีแนวทางชัดเจนว่าอยากพูดเรื่องการใช้ชีวิตในรูปแบบหนึ่ง ถ้าให้คำจำกัดความแบบเห็นภาพง่ายๆ ก็คือ ใช้ชีวิตแบบทางเลือก

เรื่องที่เธอเล่า ไม่ใช่แนวคิดหลักของโลกในช่วงนั้น แต่ก็มีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยในหลายเมืองทั่วโลกกำลังคิดและเคลื่อนคล้ายกับเธอ

อุ้มแต่งงานกับ คริสโตเฟอร์ มาร์ควอร์ท (เธอตั้งชื่อไทยว่า สมคิด) สามีชาวอเมริกัน แล้วย้ายไปใช้ชีวิตครอบครัวแบบเรียบง่ายที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน สหรัฐอเมริกา นับเวลาได้เฉียด 10 ปี

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network

พอร์ตแลนด์เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยการใช้ชีวิตแบบทางเลือกซึ่งก้าวหน้าที่สุดในอเมริกา ช่วงแรกอุ้มยังสื่อสารเรื่องราวน่าตื่นตาตื่นใจของพอร์ตแลนด์มาให้แฟนๆ อ่านผ่านตัวหนังสือ

ด้วยความประทับใจในสายตาและฝีมือ เธอจึงเป็นคอลัมนิสต์คนแรกๆ ที่ผมทาบทามมาเขียนให้ The Cloud

อุ้มมีลูกคนแรก น้องเมตตา ตอนอายุ 39 ปี และมีลูกคนที่สอง น้องอนีคา ตอนอายุ 42 ปี หลังจากมีลูกคนที่สอง ชีวิตการเป็นแม่เต็มตัวก็เริ่มกินเวลามากขึ้น การมีลูก 2 คนก็ใช่

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network

แต่เรื่องที่ใหญ่กว่าก็คือ น้องอนีคามีปัญหาใหญ่ด้านสุขภาพตั้งแต่เกิด และเป็นปัญหาที่ใหญ่ขนาดต้องรักษาไปตลอดชีวิต

ด้วยเวลาและพลังที่ลดน้อย ทำให้อุ้มขอถอยจากการเขียนหนังสือ

เดือนนี้อุ้มออกหนังสือใหม่พร้อมกัน 2 เล่ม นั่นคงเป็นสัญญาณว่า เธอน่าจะมีชีวิตที่ลงตัวขึ้น

เล่มแรกชื่อ Alternative Parenting เลี้ยงลูกทางเลือก ว่าด้วยทฤษฎีการเลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่อุ้มทั้งอ่าน ทั้งเรียน ทั้งลอง แล้วเอามาถ่ายทอดให้ฟัง

อีกเล่ม เป็นการแปลนวนิยายเรื่อง ผมเรียกเขาว่าเน็กไท

นับเป็นวาระอันดีที่จะชวนอุ้มมาคุยเรื่องชีวิตการเป็นแม่ทางเลือกที่พอร์ตแลนด์

อย่าเพิ่งคิดว่าเธอจะมาเล่าเรื่องเก๋ๆ 

ชีวิตการเป็นแม่ของเธอหนักหนากว่าที่หลายคนคิด

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network

ตอนท้องเตรียมตัวเยอะแค่ไหน

โอ้โห บ้าเลือดมากค่ะ เป็นแม่เป็นอาชีพ ประหนึ่งเป็นงานชิ้นหนึ่งที่ต้องเตรียมข้อมูล วางแผน แต่สิ่งที่ต่างกันคือ เวลาทำสื่อเราวางแผนแล้วก็เป็นไปตามนั้น มีเดดไลน์ชัดเจน แต่พอมีลูกนี่มีความคาดเดาไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ ต้องอาศัยการเอาตัวรอดเยอะกว่าทุกงานที่เคยทำมาในชีวิต อยู่ใน Survival Mode (หัวเราะ) แต่เป็นประสบการณ์ที่พัฒนาตัวเองให้เป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพขึ้นมาก

คนพอร์ตแลนด์เขาเลี้ยงลูกกันแบบไหน

มีตั้งแต่แบบ Free-range แบบเดียวกับที่เขาใช้เรียกไก่ ปล่อยลูกวิ่งเท้าเปล่าตามสวนสาธารณะ วิ่งมานี่คราบดินเกรอะกรัง แต่แม่เขามีฐานะมีการศึกษานะ ไปจนถึงแบบ Helicopter ลูกจะทำอะไรพ่อแม่ต้องเข้าไปควบคุมทุกอย่าง พ่อแม่บางกลุ่มที่นี่ก็ต่อต้านการบ้าน ครูให้การบ้านมาพ่อแม่ไม่ให้ทำ บอกไม่สนับสนุน อุ้มเคยเจอแม่คนหนึ่งบอกว่าจะไม่บังคับให้ลูกพูดคำว่าขอโทษหรือขอบคุณ ต้องให้รู้สึกเองถึงพูด เหวอเนอะ (หัวเราะ) โรงเรียนก็มีตั้งแต่สอนแบบวอลดอร์ฟ มอนเตสซอรี่ ไปจนถึงโรงเรียนประถมที่เหมือนโรงเรียนทหาร หลักสูตรจริงจัง เข้มงวด รูปแบบการเลี้ยงลูกที่นี่กว้างมาก บางทีแค่ไปสนามเด็กเล่นแถวบ้านก็จะเห็นหลายแบบเลย

แล้วคุณเลือกเป็นแม่แบบไหน

แบบอุ้มนี่แหละ (หัวเราะ) เพิ่งคุยกับเพื่อนเมื่อวันก่อนว่า เพิ่งรู้สึกตัวว่าเราเป็นเอเชียนอเมริกันเมื่อไม่นานนี้เอง เป็นฐานันดรหนึ่ง ไม่ใช่แค่เป็นคนต่างชาติที่เข้ามาอาศัย แต่เป็นอเมริกันแบบเอเชียน มีวัฒนธรรมของเราเองที่ติดตัวมาด้วย ทำยังไงลูกจะไม่ใช้เท้าชี้สิ่งต่างๆ เพราะมันหยาบคาย ในขณะที่เพื่อนทั้งโรงเรียนชี้หมดเลย หรือการเล่นหัวพ่อแม่ซึ่งที่นี่ถือเป็นเรื่องปกติ แต่เราจะบอกยังไงว่า ไม่ได้ค่ะ นี่เป็นของสูงนะ ลูกก็จะงงๆ เราเลยต้องหาความพอดี เลือกเอาแต่สาระที่คิดว่าเป็นประโยชน์สำหรับการเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสากลแบบที่เขากลับไปอยู่เมืองไทยก็ยังใช้ได้

ความเป็นแม่ของอุ้มมันมาเป็นแพ็กเกจ มีองค์ประกอบคือเป็นแม่ตอนอายุเท่านี้ กับสามีคนนี้ และที่พอร์ตแลนด์ ออริกอน ถ้าอุ้มแต่งงานกับคนอื่นแล้วอยู่ที่เมืองไทย ก็อาจจะไม่ได้เป็นแม่แบบนี้

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network

ถ้าคุณมีลูกคนแรกตอนอายุสามสิบ คิดว่าจะเลี้ยงลูกต่างจากตอนนี้ยังไง

ต่างมากเลยนะ สามสิบนี่ยังแสดงเป็นแม่พลอย หน้ากลมๆ อยู่เลย มานึกดูตอนนี้ก็รู้สึกว่าตอนนั้นเรายังไม่ค่อยมีวุฒิภาวะเท่าไหร่ ช่วงที่ทำงานหนักที่สุดในชีวิตคือตั้งแต่เรียนจบถึงอายุสามสิบต้นๆ อุ้มเขียนไว้ในคำนำหนังสือว่า สมัยวัยรุ่นอยากมีลูกคนแรกตอนอายุยี่สิบแปด ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ จะไม่มีหนังสือเล่มนี้แน่ๆ เลี้ยงลูกทางหลักแน่ๆ (หัวเราะ) มันคงออกมาเป็นหนังสืออีกแบบหนึ่ง

ตอนอายุสามสิบเก้าก็ผ่านชีวิตมาประมาณหนึ่ง ไม่ได้รู้สึกว่าต้องมุ่งมั่นสร้างฐานะ หรือดิ้นรนจะประสบความสำเร็จในการงานเท่าไหร่แล้ว เลยมีเวลาทุ่มเทให้กับการเป็นแม่ มีอนีคาตอนอายุสี่สิบสอง แก่เนอะ (หัวเราะ) แต่บังเอิญว่าบ้าพลัง เลยยังพอไหว แล้วประสบการณ์ก็ช่วยให้เราตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ดีขึ้นด้วย

คุณหัดเลี้ยงลูกจากอะไร

หลักๆ คืออ่านหนังสือ แล้วก็ไปเข้ากลุ่ม ไปคลาสเท่าที่ทำได้ เราอยู่ที่นี่กันสองคน ไม่มีปู่ย่าตายายให้ถาม หรือไม่ได้เห็นว่าคนอื่นที่เมืองไทยเลี้ยงลูกกันยังไง ก็เรียนรู้ด้วยตัวเองกันไป

ช่วงที่มาอยู่พอร์ตแลนด์ใหม่ๆ คุณสนุกสนานกับการออกไปทำกิจกรรมและพบเจอคนทั่วเมือง พอมีน้องเมตตาชีวิตยังเป็นแบบนั้นอยู่ไหม

เรื่องความใกล้ชิดธรรมชาติยังคงเหมือนเดิม มีเมตตาไม่กี่อาทิตย์เราก็พากันไปเดินป่าขึ้นเขาแล้ว หลังบ้านเรามีเขา สิบนาทีก็ถึงป่า แต่กิจกรรมอื่นๆ ที่ทำเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ จากที่เคยไปเรียนภาษาจีนที่มหาวิทยาลัยก็กลายเป็นไปเรียนภาษามือสำหรับเด็กทารก จากที่เคยไปกลุ่มเล่นอูคูเลเล่ก็กลายเป็นไปคลาสดนตรีเด็กเล็ก

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network
อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network

ไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะช่วง Baby Hour แทนเวลาปกติ คือวันอังคารสิบโมงเช้าซึ่งพิพิธภัณฑ์ค่อนข้างว่าง เขาเปิดให้พ่อแม่เอาเด็กเล็กๆ ใส่เป้ไปเดินดูงานศิลปะ ลูกยังไม่เข้าใจหรอก แต่พ่อแม่ได้ออกไปทำอะไรที่มันเจริญหูเจริญตาบ้าง ไม่ใช่อยู่แต่บ้าน ถ้าพาไปสถานที่อื่นๆ ก็กลัวลูกร้องไห้เสียงดัง แต่นี่คือช่วงเวลาที่พ่อแม่ทุกคนพาลูกมา เวลาพักทุกคนก็เอาลูกวางเปลี่ยนผ้าอ้อมกลางพิพิธภัณฑ์ แล้วก็เปลี่ยนธีมไปเรื่อยๆ ไปแต่ละครั้งก็จะเจองานที่ไม่ซ้ำกัน

ไปเรียนภาษามือเพื่ออะไร

เป็น Baby Sign Language หรือภาษามือสำหรับเด็กเล็ก เพราะกว่าเด็กจะพูดได้สื่อสารได้จริงจังก็ต้องสองขวบไปแล้ว แต่เด็กมีความรู้สึกนึกคิด มีความต้องการตั้งแต่แรกเกิด เพียงแต่ยังสื่อสารไม่ได้ จะทำยังไงให้พ่อแม่ลูกเข้าใจกัน ง่ายที่สุดก็คือใช้ภาษามือ ลองนึกถึงเวลาเราไปเที่ยวต่างประเทศคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง เราใช้ภาษามือ เด็กก็เหมือนกัน ภาษามือที่ไปเรียนนี่ดัดแปลงจากภาษามือของ American Sign Language แต่ทำให้ง่ายขึ้น สอนคำที่ใช้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวันอย่าง นม น้ำ ขออีก พอแล้ว เด็กกินอาหารวันละสามเวลา เราจะรู้ได้ยังไงว่าลูกอิ่มหรือยัง ถ้าเขาไม่บอก แม่ก็อาจจะป้อนไปเรื่อยหรือเลิกป้อนโดยไม่ได้สื่อสารกัน

มันเป็นพื้นฐานสำคัญที่เราปฏิบัติกับเขาตั้งแต่ยังเล็กในฐานะของคนที่มีปากมีเสียง เราฟังเขา เขาก็จะรู้ว่าแม่ฟังเรา สิ่งที่เราพูดมีความหมาย เขาก็จะเคารพตัวเอง และเข้าใจว่าภาษาคือสัญลักษณ์และการสื่อสาร แล้วก็กลายเป็นคำพูดต่อไป ไม่ต้องกลัวว่าสอนภาษามือแล้วเด็กจะไม่พูด ลูกอุ้มนี่พูดเป็นต่อยหอยเลย

สอนแม่หรือลูก

สอนไปด้วยกัน สอนลูกและสอนแม่ เพราะต้องสื่อสารกัน สอนผ่านการร้องเพลง เล่นเกม ฟังไปด้วย ทำท่าไปด้วย บูรณาการ ตอนแรกเพื่อนบอกว่าให้เปิดวิดีโอแล้วทำตาม แต่ลูกอุ้มดูแล้วไม่ทำเลย เราเลยเข้าใจว่าปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์กับจอมันไม่มีประสิทธิภาพ และไม่ทำให้เกิดการเรียนรู้เท่ากับเรียนจากการเจอหน้ากันจริงๆ

ชีวิตที่มีเมตตาสนุกขึ้นยังไงบ้าง

พูดจริงๆ เลยนะ ถามว่าสนุกไหม ไม่ได้สนุกขนาดนั้นนะ (หัวเราะ) อุ้มไม่มุสา ความรู้สึกของการมีลูกมีทั้งสุขใจ เหนื่อย ขำ เศร้า หนักอกหนักใจ มีความหวัง และชื่นใจ รู้สึกปนๆ กัน แต่ไม่ใช่ โอ๊ย สนุกจังเลย (หัวเราะ) คือเราใช้สัญชาตญาณในการเลี้ยงลูกมากซะจนไม่ได้มานั่งคิดว่า การเป็นแม่คนให้อะไรกับเราบ้าง ดียังไง เหมือนเรายังอยู่ในภาวะอะไรสักอย่างที่ยังไม่พ้นไป ตอนนี้อุ้มเพิ่งเป็นแม่มาได้เจ็ดปี เอาไว้ตอนลูกเข้ามหาวิทยาลัยกันหมดแล้วเรามาคุยกันอีกทีดีไหม (หัวเราะ) จะได้มองย้อนกลับไปว่า เราได้สร้างชีวิตคนยังไง

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network

ตอนมีอนีคาชีวิตเปลี่ยนเยอะไหม

โอ้โห หัวทิ่มเลยค่ะ มันเหมือนกับเราจะคิดว่าทุกอย่างจะเป็นปกติหรือเหมือนกับที่เคยเป็น เมตตาออกมาปกติทุกอย่าง ไฝสักเม็ดยังไม่มีเลย แข็งแรงดี เจอหมอปีละหนตอนฉีดวัคซีนประจำปี ไม่ค่อยป่วยด้วย เราก็คิดแบบนั้นตอนจะไปคลอดอนีคา ดูในอัลตร้าซาวนด์ก็ไม่เจอความผิดปกติอะไรเลย จนอนีคาคลอดออกมาก็พบภาวะไม่ปกติที่เกิดน้อยมาก นางพยาบาลทำคลอดมายี่สิบห้าปีก็ไม่เคยเจอ หมอเคยเจอครั้งหนึ่งตอนเป็นนักเรียนแพทย์

พอลูกออกมาอย่างแรกอุ้มดูว่าเป็นเพศอะไรก่อน (หัวเราะ) แล้วค่อยดูหน้า พอมองหน้าก็เห็นเลยว่า ม่วงไปทั้งหน้า มีแค่รอบตาซ้ายเท่านั้นที่เป็นผิวปกติ ถามใครก็ไม่มีใครรู้ เดากันว่าเป็นรอยช้ำเดี๋ยวก็หาย แต่พอหมอมาถึงรู้ว่าเป็นข้อบ่งชี้หนึ่งของ Sturge-Weber Syndrome เป็นความผิดปกติของยีน มีโอกาสเกิดหนึ่งในห้าหมื่น และจะเป็นไปตลอดชีวิต

ทีแรกเห็นแค่ปาน มีความหวังนิดหน่อยว่าไม่เป็นไรมั้ง แต่วันต่อมาก็เห็นต้อหินที่ตาขวา ภาวะของอนีคาคือ มียีนตัวหนึ่งทำงานผิดพลาดตั้งแต่ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เลยกระตุ้นให้เซลล์อื่นๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาเส้นเลือดฝอยผิดปกติ กลายเป็นปานที่หน้า และเส้นเลือดฝอยที่ตาขยายตัวผิดปกติทำให้มีน้ำในตาเยอะมาก ระบายไม่ทันก็เลยกลายเป็นต้อหิน อีกเรื่องคืออาจจะส่งผลกับพื้นผิวสมองด้วย อาจจะต้องไปทำ MRI แต่ตอนนั้นหมอบอกให้รอก่อน

ตอนที่อุ้มนั่งอยู่กับลูกสองคนในห้องพัก จ้องหน้าลูก น้ำตาก็ไหลออกมา มันจะเป็นยังไงต่อไป อุ้มวันนี้กับอุ้มก่อนหน้านี้เป็นคนละคนกันแล้ว และอุ้มในอนาคตก็จะกลายเป็นอุ้มอีกคน

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network

คุณหมอแนะนำให้รักษายังไง

หมอส่งไปหาหมอตาเฉพาะทางของเด็ก หมอวินิจฉัยว่าต้องผ่าตัด ตอนนั้นอนีคาอายุสามวัน ต้องทำเรื่องนัดผ่าตัด พออายุสิบวันก็ผ่าตัดครั้งแรก รักษาต้อหินในเด็กแรกเกิดนี่ยากที่สุด เพราะรักษาไปมันก็จะกลับมาใหม่ ร่างกายมนุษย์พยายามซ่อมแซมตัวเองตลอดเวลา ต้องรักษาไปเรื่อยๆ เป็นการต่อสู้ที่หนักมาก เพราะต้องเปิดตาเด็กไว้แล้วรักษา เด็กไม่ยอมให้ทำอยู่แล้ว ต้องวางยาสลบ แรกๆ ไปเดือนละสองหน

วิธีการรักษามีหลายแบบมาก ตอนนี้อนีคาโดนฝังวาล์วเล็กๆ ไว้ในตาเพื่อช่วยระบายน้ำและทำเลเซอร์ทำลายเส้นเลือดในตาบางส่วน แต่ว่าไม่จบเท่านี้ เพราะหมอบอกตั้งแต่แรกว่า เขาจะเป็นไปตลอดชีวิต การรักษาคือรักษาตามอาการ แรงดันขึ้นก็รักษา นั่นเป็นด่านหนึ่ง

ทำเลเซอร์ที่หน้าก็อีกด่านหนึ่ง ทุกครั้งที่ทำก็ต้องวางยาสลบอีกเหมือนกัน ครั้งล่าสุดที่ทำนี่เป็นครั้งที่เจ็ด ปกติก่อนจะส่งเข้าห้องผ่าตัดต้องให้เขากินยาตัวนึงทำให้เขาเบลอๆ ก่อนวางยาสลบ จะได้จำรายละเอียดต่างๆ ไม่ได้ ทีนี้อุ้มไปได้ยินมาว่าถ้าเราเข้าไปในห้องผ่าตัดด้วยไม่ต้องกินยานี้ก็ได้ อุ้มก็เลยขอหมอว่าอยากลองดู แต่กลายเป็นว่าเข้าไปแล้วเราต้องเป็นคนกดตัวอนีคาไว้เพราะเขาดิ้นไม่หยุด แล้วให้หมอใส่หน้ากากดมยาสลบ

จริงๆ คงเป็นแบบนี้ทุกครั้ง แต่อุ้มไม่เคยเห็น ครั้งนี้อุ้มเข้าไปด้วยถึงเห็น พอเสร็จออกมาหน้าห้อง อุ้มเข้าห้องน้ำปิดประตูร้องไห้อยู่นานมาก เพราะนี่คือครั้งที่ยี่สิบที่เขาโดนยาสลบ

ก่อนหน้านี้พยายามแยกความรู้สึกว่า เราจะอ่อนแอให้ลูกเห็นไม่ได้ ลูกจะได้สบายใจ แต่ครั้งนี้มันปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไปว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา ครั้งที่ยี่สิบแล้วนะ (เน้นเสียง) แต่ก่อนนี้ลูกยังเล็กก็ไม่รู้ว่าเขาจำอะไรได้บ้าง แต่เดี๋ยวนี้พูดเก่งแล้ว พอออกมาก็บอกว่า หนูไม่อยากไปหาหมอคนนี้แล้ว หนูกลัว แม่อยู่กับหนูตลอดเลยได้ไหม ก่อนเข้าไปในห้องเขาก็ถามตลอดว่า เขาจะไม่ทำหนูเจ็บใช่ไหม แล้วอุ้มจะบอกได้ยังไงล่ะว่า ไม่หรอกลูก เพราะเขาจะทำ ออกมานี่หน้าเยิน เป็นจุดๆๆ สีม่วง เหม็นไหม้ ดูไม่ได้เลย

มันไม่ง่ายนะ แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะมีตัวอย่างจากที่เราเห็นมาว่าคนอายุสามสิบสี่สิบที่ไม่ได้เลเซอร์ อาจจะเพราะเมื่อก่อนนี้เลเซอร์ไม่ได้ก้าวหน้า หรือไม่ได้ทำ ตอนนี้จากปานแดงกลายเป็นสีดำหนาเป็นปื้น แล้วหน้าผิดรูปไปเลย มันเป็นสิ่งที่ไม่ทำไม่ได้ ส่วนเรื่องต้อหิน ถ้าไม่ผ่าตัดตาก็จะตาบอดแน่ๆ ก็ต้องคอยไปให้หมอตาเช็กตลอด ไม่รู้ว่าต้องฝังวาล์วอีกอันหรือเปล่า แล้วก็อาจจะมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ เพราะเราทำอะไรกับลูกตาเยอะ บางคนในที่สุดก็ต้องผ่าตัดเอาลูกตาออกแล้วใส่ตาเทียม คือเรารู้สึกเหมือนหลังชนฝาตลอดเวลา

ปัญหาของอนีคาทำให้ชีวิตคุณหม่นหมองลงไหม

มันผ่านช่วงดิ่งสุดๆ ไปแล้ว ตอนนั้นโกรธทุกคน ทุกคนที่ไม่มีปาน คนที่ตาดีสองข้างไม่ต้องใส่แว่น ไม่ต้องถูกวางยาสลบทุกเดือน ไม่ต้องหยอดยาห้าหกชนิดหลังผ่าตัด แต่ผ่านมาแล้วมันก็ผ่านไปนะ (เว้นจังหวะ) ก็ได้เห็นว่าเรามีอารมณ์แบบนี้ เห็นใครเข็นลูกหน้าใสตาสีฟ้าผ่านมานี่แบบอารมณ์เสีย (หัวเราะ)

ช่วงนั้นยังเป็นช่วงทำใจ อนีคายังเล็กมาก เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องสมอง จะเป็นลมชักไหม ถ้าชักก็ไม่รู้จะมีผลข้างเคียงอะไรตามมา บางคนเป็นเป็นอัมพาต บางคนชักจนควบคุมไม่ได้ต้องผ่าตัดสมองออกครึ่งหนึ่ง หรือพัฒนาการล่าช้า พิการไปเลยก็มี เดินไม่ได้ต้องนั่งรถเข็น มีความเป็นไปได้หลายอย่างมาก

ตอนอนีคาเล็กๆ เราไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อนีคาชอบยักไหล่ เราก็ตกใจนึกว่าชัก รีบหยิบโทรศัพท์ เพราะหมอบอกว่าถ้าชักให้ใช้โทรศัพท์ถ่ายวิดีโอไว้ จะได้ให้หมอดูอาการและจับเวลาไว้ด้วย เหมือนเราอยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่จะมีแผ่นดินไหว ไม่รู้ว่าจะไหวเมื่อไหร่ กี่มาตราริกเตอร์ เราต้องวางแผน ซ้อม คิดสถานการณ์ร้อยแปดที่จะเกิดขึ้นได้ ต้องซ้อมกับเมตตาด้วย คุณแม่จะเอาน้องวางตรงนี้นะ เมตตาวิ่งไปหยิบยาตรงชั้นมาให้แม่ แล้ววิ่งไปบอกเพื่อนบ้าน อะไรแบบนี้

คุณผ่านช่วงนั้นมาได้แล้ว

ผ่านช่วงที่กังวลมากๆ มาแล้ว ตอนนี้ผ่อนคลายขึ้นประมาณหนึ่ง แต่ความกลัวลึกๆ ไม่หายไป แล้วก็มีความกังวลใหม่คือ อนีคาเริ่มเข้าโรงเรียน เขาจะเป็นยังไงในสังคมใหม่ แต่ดีที่อนีคาเป็นคนร่าเริง ตอนนี้ยังไม่เห็นความผิดปกติอะไรจากคนรอบตัว

อนีคาทำให้อุ้มได้ฝึกฝนตัวเอง ได้เรียนรู้ชีวิต เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจเราอย่างมาก เห็นเด็กคนหนึ่งที่เกิดมาเป็นคนสบายๆ เป็นธรรมชาติ หัวเราะร่าเริง ไม่ย่อท้ออะไรง่ายๆ ได้เห็นว่าเราทุกข์กว่าลูกอีก

เมตตารู้ไหมว่าน้องมีปัญหาสุขภาพ

เขาอาจจะไม่รู้เพราะเขาเป็นเด็ก อาจจะไม่ได้คิดมาก เมตตาเคยพูดว่า เวลาอนีคาไม่ใส่แว่นดูแปลกๆ เนอะ เวลาวาดรูปอนีคาต้องมีแว่น แล้วก็แก้มแดงๆ

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network

คริสโตเฟอร์ช่วยอะไรคุณบ้าง

เขาขอมีเอี่ยวทุกเรื่อง เขาชอบมีส่วนร่วม ช่วยทุกอย่าง ตั้งแต่ตั้งใจร่วมกันที่จะมีลูก เรานั่งคุยกันเยอะมากว่าอยากปลูกฝังอะไรในตัวลูก พอลูกเกิดมาก็ช่วยทำทุกอย่างยกเว้นให้นมกับพาไปโรงพยาบาลซึ่งเขาไม่ค่อยชอบ นอกนั้นเขาทำทุกอย่าง

อยากปลูกฝังอะไรในตัวลูก

อยากให้เป็นคนเข้มแข็ง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น รับผิดชอบต่อสังคม มีสติปัญญา มีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักตัวเอง รู้ว่าตัวเองมีความสามารถอะไร แล้วก็แบ่งปันสิ่งนั้นกับโลก เขาเกิดมาควรจะทำให้โลกนี้ดีขึ้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แล้วก็เป็นหน้าที่ของเราสองคนพ่อแม่ที่ต้องทำให้โลกนี้ดีขึ้นด้วยการเลี้ยงเด็กสองคนนี้ให้เป็นคนที่มีคุณภาพต่อโลก ไม่เบียดเบียน ไม่เอาเปรียบผู้อื่น แต่ขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องตัวเองด้วย

ยุคนี้คนจำนวนมากไม่อยากมีลูกเพราะไม่อยากให้ลูกเกิดมาเจอโลกที่โหดร้าย คุณคิดว่ายังไง

มีคนบอกว่าสังคมแย่เพราะคนดีท้อถอย ถ้าเรามีกำลัง มีความพร้อม มีสติปัญญาที่เราเชื่อว่า จะเลี้ยงลูก สร้างครอบครัว สร้างคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพได้ ทำไมเราจะไม่ทำ ถ้าเหลือแต่คนที่มีลูกโดยไม่คิดอะไร เลี้ยงแบบตามมีตามเกิด เราก็จะได้สังคมที่กระพร่องกระแพร่ง

อุ้มว่านี่คืองานของอุ้ม ณ ปัจจุบันนี้ ไม่ใช่งานในสื่อ แต่เป็นงานในโลก ซึ่งไม่ได้เห็นผลในระยะสั้น แต่ทุกวันนี้เขาเป็นเด็กสองคนที่เริ่มสร้างสิ่งดีๆ ให้กับคนรอบตัวได้บ้างแล้ว

มีเพื่อนคนหนึ่งกำลังจะคลอด เราคุยกันเรื่องโคโรนาไวรัส สถิติคนคุ้มคลั่งจากยาเสพติดในพอร์ตแลนด์ อุ้มถามว่าเขารู้สึกยังไงที่ลูกคุณกำลังจะออกมาดูโลกในช่วงเวลาที่โลกเหมือนจะวิกฤต ทุกอย่างผิดเพี้ยนไปหมด เขาบอกว่า เขาทำงานกับโรงพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยโรคจิต เชื่อเถอะว่า โลกนี้มีคนที่พยายามจะแก้ปัญหา มีคนคิดดีทำดีมากกว่า ไม่งั้นสังคมอยู่ไม่ได้หรอก อุ้มก็เชื่อแบบนั้น

เราจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่เรามอบให้ลูก คือสิ่งที่เขาอยากได้ ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากได้

ไม่รู้เลยจนกว่าจะให้ลอง ถ้าลองแล้วชอบก็ส่งเสริมต่อไป สิ่งที่เราทำได้คือให้โอกาสและชี้นำ เลี้ยงลูกแบบ Free-range ก็สุดโต่งเกินไป ให้อิสระกับเด็กในการเรียนรู้ตัดสินใจเป็นสิ่งดี แต่จะปล่อยวิ่งไปทั่วแย่งของคนอื่นเล่น แล้วบอกว่าให้ลูกหัดยุติความขัดแย้งในสนามเด็กเล่นด้วยตัวเองตั้งแต่ยังพูดไม่ชัดนี่ก็ไม่ใช่เรื่องแล้ว เด็กเล็กต้องการการชี้นำด้วย แต่ก็ไม่ใช่โอบอุ้มมากเกินไป ทีนี้ถามว่าจะรู้ได้ยังไงว่าลูกชอบหรือไม่ชอบอะไรแน่ อุ้มว่าก็ต้องให้เขาทำไปจนถึงจุดหนึ่ง อุ้มไม่เชื่อเรื่องแบบ ไม่ชอบก็ไม่ต้องทำแล้วลูก นั่นก็ไม่ใช่

เมตตาไปเรียนบัลเลต์ตั้งแต่สามขวบ มีช่วงหนึ่งทุกวันเสาร์ต้องลงไปดิ้นกับพื้นจะไม่ไปเรียน แต่พอไปก็ชอบนะ แค่ไม่อยากออกจากบ้าน อุ้มก็กัดฟันสู้เพราะรู้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่บัลเลต์ แค่เราต้องก้าวพ้นประตูให้ได้ เราต้องมีช่วงดำอึด ไม่ใช่ว่าลองโน่นลองนี่ ไม่ชอบนิดหนึ่งก็เลิก ต้องใช้ความพยายามจนถึงที่สุดด้วย ตอนนี้เมตตาอายุจะเจ็ดขวบแล้ว เขาชอบบัลเลต์มาก อุ้มเลยพาไปดูการแสดงเป็นเรื่องเป็นราว คุยกับเขาว่าอยากแสดงไหม ถ้าอยากขึ้นไปอยู่บนเวทีก็ต้องเริ่มตั้งเป้าหมาย ไม่ใช่เรียนๆ เล่นๆ ไปเรื่อยๆ

อีกอย่างที่ให้เล่นคือฟุตบอล เพราะจะได้รู้จักการทำงานร่วมกับคนอื่น ตอนใหม่ๆ ก็มีลงไปดิ้นเหมือนกัน แต่ผ่านไปหลายปี พาไปดูแข่งฟุตบอลที่สนามด้วย ตอนนี้เมตตาเป็นดาวยิงเลย แต่ก็รู้จักส่งบอลให้เพื่อน แล้วชั่วโมงหนึ่งนี่วิ่งไม่หยุด คือได้ฝึกทั้งเรื่องความพยายามและความสามารถเพิ่มมาอีก สุดท้ายถ้าเรารู้ว่าให้ลูกลองทำอะไรเพราะอะไร เราเองจะมั่นคงและส่งเสริมในสิ่งที่ถูกต้อง

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network

เวลามีลูกน่ารักๆ หลายคนชอบอวดลูกลงโซเชียลมีเดีย แต่คุณกลับทำตรงข้าม

อุ้มเลิกเล่นเฟซบุ๊กเมื่อสองปีที่แล้ว เพราะไปพิมพ์คำว่าน้องเมตตา รูปเมตตาก็ขึ้นมาเต็มอินเทอร์เน็ตเลย เราไม่ได้ขอลูกเลยว่าโพสต์ได้ไหม ที่ผ่านมาเราเลี้ยงลูกด้วยความคิดว่า เราต้องเคารพความเป็นมนุษย์ของเขา แต่กลับโพสต์เฟซบุ๊กเอาๆ มันก็ไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่ เลยเลิกเล่นดีกว่า

การที่โลกออนไลน์รู้จักลูกเรา หลายคนก็มองในแง่ดีว่าเป็น Influencer นะ

อุ้มไม่ได้ผลประโยชน์อะไรจากสิ่งนี้ไง (หัวเราะ) คือบ้านไกล เดินทางลำบาก (หัวเราะ) ก็เลยไม่ได้มีปัจจัยนั้น คิดเล่นๆ ว่าถ้าเมตตาอนีคากลับเมืองไทย แล้วอยู่ดีๆ มีคนเดินมาทัก ลูกคงจะงงมากๆ

ตอนนี้รูปตัวเองคุณก็ไม่ได้โพสต์แล้ว

สุดท้ายเราอาจจะเป็นคนขี้รำคาญก็ได้ เรื่องหยุมๆ หยิมๆ คนก็ยังทักกันเรื่องอ้วนเรื่องผอม เป็นปัญหาของอุ้มเอง ก็ไม่เล่นดีกว่า โพสต์สุดท้ายที่ลงรูปครอบครัว ซึ่งเราก็รู้สึกว่าค่อนข้างดูดีแล้วนะ แต่คนก็บอกว่า ทำไมอุ้มโทรมจัง คือเขาเอาไปเทียบกับตอนอายุสามสิบที่เล่นเป็นแม่พลอย ตอนนี้อุ้มอายุสี่สิบหกแล้ว ขอโทษด้วยที่แก่ (หัวเราะ) แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆ ที่แก่ขึ้นสิบหกปีจากตอนเป็นแม่พลอย

หรือคนยังติดภาพคุณในวงการบันเทิงที่ทุกคนต้องดูดีตลอดเวลา

อุ้มเชื่อว่ารูปนั้นอุ้มดูดีนะ (หัวเราะ) บางคนก็บอกว่าหน้าตาสดใส มีความสุขจังเลย ครอบครัวน่ารักจังเลย แต่บางคนก็บอกว่าหน้าโทรมจังจำแทบไม่ได้ คือเอาจริงๆ มันก็ไม่ใช่รูปอุ้มหรอกที่คนเห็น แต่เป็นเสียงสะท้อนจากในจิตใจคนที่เห็นรูปเรามากกว่า คือเฟซบุ๊กมันสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนต้องมีปฏิกิริยากับรูปที่เห็นอยู่แล้วโดยธรรมชาติ คือเปิดมาแล้วต้องรู้สึกหรือต้องทำอะไรสักอย่าง กดไลก์ คอมเมนต์ แชร์ อะไรก็ว่าไป อุ้มแค่รู้สึกว่าเราไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนั้นอีกต่อไปแล้วก็เลยเลิกเล่น นานๆ ทีก็ส่งรูปไปให้คุณตาคุณยายดูบ้าง

คุณไม่อยากมีสถานะเป็นบุคคลสาธารณะแล้ว

ท้ายที่สุดคนเราจะเป็นคนสาธารณะหรือไม่มันอยู่ที่เราเลือกว่าจะเป็นหรือไม่เป็น อุ้มก็อยู่ของอุ้มเงียบๆ ที่นี่มาแปดเก้าปีแล้ว ถ้าจะมีความผูกพันกันก็ผูกพันเรื่องผลงานดีกว่า จริงๆ ก็อยากให้เป็นแบบนี้มาตลอดนะ อุ้มชอบการแสดง แต่ไม่ชอบชีวิตของการเป็นดารา ที่ผ่านมาไม่เคยทำตัวถูกเลย อุ้มเป็นคนที่เรียกว่า Outgoing Introvert เป็นคนเก็บตัวที่กล้าแสดงออก คนทั่วไปหรือเพื่อนจะบอกว่าเราเป็นมิตร เข้ากับคนง่าย แต่โดยธรรมชาติอุ้มไม่ชอบอะไรเยอะๆ บางคนชอบเจอคนเยอะๆ แต่อุ้มชอบคุยกับเพื่อนคนสองคนแล้วคุยกันลึกซึ้งจริงจัง ไม่ใช่ไปเฮฮากับคนเยอะๆ แล้วกลับบ้านมาโดยที่รู้สึกเหมือนไม่ได้คุยกับใครเลย

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network

เราจะได้เห็นคุณในวงการบันเทิงอีกไหม

(คิดนาน) ไม่รู้จริงๆ ค่ะ มีคนติดต่อมาเหมือนกันจะให้กลับไปเล่นบทแม่ในซีรีส์เรื่องหนึ่ง ทีแรกเกือบจะกลับไปเล่นอยู่แล้ว แต่พอดีลูกเปิดเทอม (หัวเราะ) เลยไม่ได้ไป ถ้ามีจังหวะเหมาะๆ ก็อยากเล่นนะ อยากเล่นอะไรที่นี่ด้วย อยากรู้ว่าการทำงานในธุรกิจบันเทิงที่นี่เป็นยังไง แต่ต้องถ่ายแต่ตอนกลางวันนะ กลางคืนต้องเอาลูกเข้านอน (หัวเราะ)

หลังจากหายจากวงการหนังสือไปนาน กลับมาออกหนังสืออีกครั้งรู้สึกยังไงบ้าง

โอ๊ย (ลากเสียง) ชื่นใจ เราเป็นสื่อนะ มันอยู่ในสันดาน อุ้มสนุกกับการสื่อสารกับคนจำนวนมาก สื่อสารในกลุ่มคนเล็กๆ ก็สนุก ชอบคุยกับคน แล้วก็ชอบทำอะไรที่มันออกไปถึงวงกว้างด้วย ถ้ามีอะไรดีต้องบอกต่อ ปากโป้ง (หัวเราะ)

แปลว่าเราจะได้เห็นหนังสือของคุณอีกเรื่อยๆ

ตอนนี้กำลังแปลอีกเล่มหนึ่ง เป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ เขียนจากเรื่องจริงช่วง ค.ศ. 1930 – 1950 เกี่ยวกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เมมฟิส รัฐเทนเนสซี มีการลักพาตัวเด็กเป็นพันๆ คน หยิบไปจากข้างถนนเลย เอาไปขายให้คนรวย เป็นอีกแนวหนึ่ง ไม่เหมือน ผมเรียกเขาว่าเน็กไท ที่จะเป็นแนวนามธรรมเท่ๆ

ช่วงนี้สนใจเรื่องอะไรบ้าง นอกจากเลี้ยงลูก

สนใจที่จะไม่ป่วย เป้าหมายชีวิตสั้นมาก พยายามไม่คิดอะไรที่ผูกมัดหรือผูกพันยาวนาน ยังไม่เริ่มต้นทำธุรกิจแน่ๆ เพราะยังคาดเดาอะไรไม่ได้ เคยอยากสอนทำอาหารไทยมังสวิรัติที่นี่ แต่ยังคิดอยู่ว่าทำในรูปแบบไหน นี่ก็เป็นการสื่อสารอีกเรื่องของอุ้มนะ เราโตมากับครกกับเตาถ่านในครัวของคุณย่า คืออาหารไทยแท้ๆ อุ้มรู้สึกว่าร้านอาหารที่นี่ถ้ามีเมนูที่เขียนว่าไทยอะไรสักอย่าง ต้องใส่น้ำจิ้มสะเต๊ะ (Peanut Sauce) มันใช่เหรอ (หัวเราะ)

อยู่พอร์ตแลนด์มา 9 ปี อะไรคือสิ่งที่คุณเปลี่ยนไปมากที่สุด

หนังหนาขึ้นมั้งคะ (หัวเราะ) คืออยู่เมืองไทยก็รู้สึกเป็นคนนอกประมาณหนึ่ง แต่มาอยู่ที่นี่คือเป็นคนนอกแบบสมบูรณ์ แต่อยู่ได้ไม่เดือดร้อน อีกอย่างคือไม่วัตถุนิยม ก็ยังต้องใช้วัตถุอยู่นะ แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับยี่ห้อ อันนี้หายไปโดยสิ้นเชิง เอากระเป๋าแบรนด์เนมมาถือแถวนี้นี่เด๋อมากเลย การแต่งตัวที่น่าสนใจของที่นี่คือ มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ไม่ใช่น่าสนใจเพราะแพง แล้วอุ้มก็ออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติเยอะขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตไปแล้ว ต้องแตะโดนสีเขียว ต้องอยู่ในที่ที่มีสีเขียวสม่ำเสมอ

อาจเป็นเพราะคริสโตเฟอร์ พอร์ตแลนด์ แล้วก็การเป็นแม่คน สามอย่างนี้ทำให้อุ้มเป็นคนเคารพกฎ คิดเยอะ คิดถึงผลกระทบจากการกระทำของเรา กล้าลุกขึ้นมารับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำไม่ว่าจะผิดหรือถูก คริสโตเฟอร์เป็นคนที่ยอมหักไม่ยอมงอ เขาไม่หยวนๆ น่า กฎก็คือกฎ อุ้มต้องปรับตัวพอสมควร ต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีกับลูกด้วย ที่นี่ถ้าทำผิดจะโดนลงโทษแพง จอดรถเกินไปหกนาทีโดนปรับไปสองพันกว่าบาท

มีครั้งหนึ่งขับรถในเขตชุมชนแล้วลืมลดความเร็ว ใบสั่งมาที่บ้านโดนปรับไปเกือบเจ็ดพันบาท ภาพถ่ายที่ส่งมามีเมตตานั่งอยู่ในรถด้วย ตอนที่ไฟแฟลชถ่ายรูปสว่างวาบขึ้นมา เมตตาตกใจมาก ถามว่าแม่ทำอะไรผิด ก็บอกเขาไป หลังจากนั้นเมตตาจะคอยเช็กความเร็วตลอด แม่ยี่สิบห้าแล้ว สามสิบห้าแล้ว เรื่องนี้เข้าไปอยู่ในสมองเขาแล้วว่าห้ามขับรถเกินความเร็วที่กำหนด มีการควบคุมจริงจัง ค่าปรับสูงพอที่ทำให้รู้สึกว่าแพง ทำให้อุ้มไม่เคยลืมถนนเส้นนั้นเลย มันได้ผลมากในการเปลี่ยนพฤติกรรมคน แล้วกรณีอุ้มนี่เปลี่ยนทีสองรุ่นเลย

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท คุณแม่ลูก 2 ที่เลี้ยงลูกแบบทางเลือกที่พอร์ตแลนด์ผู้เลิกใช้ Social Network

คุณสอนความเป็นไทยอะไรให้ลูกบ้าง

สอนรำไทย ตอนเด็กอุ้มเรียนรำไทย ก็อยากให้เขาได้เรียนจะได้เปรียบเทียบว่าต่างจากบัลเลต์ยังไง อุ้มอ่านบทสัมภาษณ์พิเชษฐ กลั่นชื่น เขาบอกว่าให้ลูกไปเรียนบัลเลต์ก่อน เพราะพื้นฐานตะวันตกแน่นมาก ของไทยเป็นเรื่องความสง่างาม อ่อนช้อยสวยงาม อุ้มเห็นด้วยนะ อีกอย่างที่รู้สึกคือ รำไทยมีจริตจะก้านมากกว่า เวลารำมีการลอยหน้าลอยตา ซึ่งการแสดงออกของบัลเลต์จะเป็นอีกอย่าง

สอนภาษาไทยไหม

อุ้มพูดกับลูกด้วยภาษาไทยตลอดตั้งแต่เขาเกิด เขาเลยเข้าใจทุกอย่างแต่พูดตอบเป็นภาษาอังกฤษ คงเพราะคนรอบตัวเกือบทั้งหมดพูดโดยเฉพาะพ่อไม่ได้พูดภาษาไทย แต่คริสโตเฟอร์ไปเอเชียมาเยอะ แล้วก็เคารพความเป็นเอเชีย เขาก็เห็นด้วยเวลาอุ้มสอนเรื่องกิริยามารยาทต่างๆ เราสวดมนต์ด้วยกันทุกคืนก่อนนอน แล้วก็กินอาหารไทยเยอะ สอนเมตตาทำไข่พะโล้ด้วย เขาทำเป็นแล้วนะ อุ้มโตมากับคุณย่าด้วยการทำอาหาร ลูกสองคนก็ต้องทำอาหารจะได้ความรู้นี้ไปด้วย เมตตาชอบกินไข่พะโล้ ถ้างั้นต้องทำให้เป็น จะได้ทำกินได้ หกขวบเขาก็ทำอาหารได้แล้ว อย่าคิดว่าเด็กเกินไป ถ้าเขาสนใจก็ส่งเสริมได้เลย อนีคานี่ชอบเข้าครัวอยู่แล้ว เดี๋ยวโตอีกหน่อยก็จะให้หัดทำกับข้าวเหมือนกัน

วันนี้ สิริยากร พุกกะเวส คือใคร

คือ สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท ที่มีลูกสองคน เพิ่งออกหนังสือสองเล่ม นี่คือปัจจุบันที่สุดของอุ้มแล้ว ตัวเราก็คือปัจจุบันและสิ่งที่ทำมาทั้งหมดในอดีต สิริยากร พุกกะเวส คืออุ้มที่เกิดมา มาร์ควอร์ทที่เพิ่มเข้ามาคือครอบครัวใหม่ที่อุ้มสร้าง อยู่ที่นี่แทบไม่มีใครรู้เลยว่าอุ้มชื่อ สิริยากร ไม่ได้บอกด้วยซ้ำ สงสารเขา แค่ออกเสียงชื่ออุ้มยังยากจะแย่อยู่แล้ว อยู่ที่นี่อุ้มคือ อุ้ม มาร์ควอร์ท

แฟนๆ The Cloud จะได้อ่านคอลัมน์คุณภาพชีวิต ของคุณอีกครั้งเมื่อไหร่ คุณหายไปปีกว่าแล้วนะ

โดนทวงงาน (หัวเราะ) ทีแรกอยากเขียนถึงเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องถ้วยอนามัย ที่นี่เริ่มมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ มีแต่คนพูดเรื่องผ้าอ้อมทิ้งห้าร้อยปีไม่ย่อยสลาย แต่ผู้หญิงใช้ผ้าอนามัยนานกว่าเด็กใช้ผ้าอ้อมเป็นสิบๆ ปี ถ้วยอนามัยช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้เยอะมาก เอาเรื่องนี้ไหม

เอาครับ

ลงในวาระวันสตรีสากล อาทิตย์นี้เลยไหม

แต่มันอีกสองวันเองนะ จะเขียนทันเหรอ ปกติใช้เวลาเขียนคอลัมน์หลายวันอยู่นะ

น่าจะทัน ลองดู

* หลังจากสิ้นสุดการสัมภาษณ์ 12 ชั่วโมงต่อมา เธอก็ส่งต้นฉบับเรื่องถ้วยอนามัยมาให้ด้วยความรวดเร็ว จากที่ตั้งใจจะปิดท้ายบทสัมภาษณ์นี้ว่า ให้รออ่านคอลัมน์ตอนใหม่ของอุ้ม เลยต้องเปลี่ยนจบลงตรงที่ ถ้าใครคิดถึงเธอ ขอเชิญเข้าไปอ่านคอลัมน์ คุณภาพชีวิต ที่เธอเขียนส่งตรงมาจากพอร์ตแลนด์ได้เลย

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

22 กุมภาพันธ์ 2561
69

“รีบไหม ถ้าไม่รีบเดี๋ยวอยู่กินข้าวมันไก่กันก่อน”

มีหรือผมจะปฏิเสธ เมื่อเจ้าของประโยคดังกล่าวคือ ไตรภพ ลิมปพัทธ์ พิธีกรรายการที่ทำให้น้ำย่อยในกระเพาะทำงานผิดปกติเสมอๆ อย่าง ครัวคุณต๋อย

หลังตอบรับไม่นาน ข้าวมันไก่เนื้อน่องพร้อมน้ำซุปและน้ำจิ้มก็วางอยู่ตรงหน้า หลังจากชิมเพียงไม่กี่คำผมพอจะสรุปได้ว่านี่คือข้าวมันไก่ที่อร่อยที่สุดร้านหนึ่งเท่าที่ผมเคยกินในชีวิต แต่ไม่แน่ใจว่าความอร่อยนั้นมาจากความหอมของข้าวมัน ความนุ่มของเนื้อบริเวณน่อง ความกลมกล่อมของน้ำจิ้ม หรือมาจากความหิวที่เกิดจากบทสนทนาก่อนหน้ามื้ออาหารกันแน่

ก่อนจะถึงอาหารมื้อนี้เรานั่งคุยกันเกือบ 3 ชั่วโมงที่บ้านของเขา บทสนทนาเวียนวนหลากหลายเรื่อง แต่เรื่องที่เขาคุยอย่างออกรสชาติที่สุดมีอยู่ 2 เรื่อง คือหลักศาสนา และศาสตร์ของรสชาติ

“ผมมีชีวิตนี้ขึ้นมาได้ทุกวันนี้เพราะท่านพุทธทาส แล้วชีวิตผมเป็นอย่างนี้ได้เพราะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผมไม่มีอย่างอื่นในชีวิต” พิธีกรวัย 62 บอกผมว่าอย่างนั้น

ส่วนเรื่องอาหาร คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากนัก จากวันแรกที่รายการ ครัวคุณต๋อย ออกอากาศเมื่อ พ.ศ. 2556 จนถึงตอนนี้ เขาต่อยอดจนกลายเป็นสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งนิตยสาร แอพพลิเคชัน และงาน ‘ครัวคุณต๋อย Expo’ ที่ครั้งล่าสุดมีคนมาร่วมงานกว่า 800,000 คน และงานครั้งที่ 3 กำลังจะจัดในวันที่ 1 – 4 มีนาคม นี้

เขาคิดเช่นไร ฝันสิ่งใด กับรายการที่มีชื่อตัวเองอยู่ในนั้น และวันนี้วัยนี้เขาเชื่ออะไร ปรารถนาสิ่งใด คือสิ่งที่ผมสงสัย

ที่ผ่านมาผมนั่งฟังเขาในฐานะผู้ถามมานับไม่ถ้วน มาวันนี้ผมอยากนั่งฟังเขาในฐานะผู้ตอบบ้าง

ไตรภพ ลิมปพัทธ์

คุณเคยบอกว่าบ้านเรามีรายการอาหารมาแล้ว 50 ปี แล้วทำไมตอนนั้นคุณถึงลุกขึ้นมาทำสิ่งที่มีคนทำกันมาตั้งนานแล้ว

ผมทำรายการ ครัวคุณต๋อย เพราะผมไม่เชื่อ ผมไม่เชื่อรายการอาหาร 50 ปีที่ผมดูมาว่าคนหนึ่งคนจะทำได้ทุกอย่างแล้วอร่อย ผมไม่เชื่อว่าวันนี้คุณสอนผมทำแกงเนื้ออยู่ พรุ่งนี้คุณสอนผมทำเต้าหู้ทอด มะรืนนี้คุณจะสอนผมทำทองหยิบ อีกวันคุณจะสอนผมทำสเต๊ก แล้วอร่อยทุกอย่าง มันเป็นไปไม่ได้ อาหารมันคนละประเภทเลย

เมื่อผมไม่เชื่อ ผมก็เลยบอกว่านี่คือช่องว่างของรายการทีวีที่ชื่อ ครัวคุณต๋อย นี่คือช่องว่างอย่างแท้จริงเพราะว่าเราจะไม่ใช้คนคนเดียวสอน พอคิดรูปแบบรายการเสร็จเรียบร้อยก็เลยไปเสนอสถานี ตอนนั้นก็ไปบอกนายประวิทย์ (ประวิทย์ มาลีนนท์) ว่าเราจะทำรายการโดยเอาผู้รู้จริงที่เป็นเจ้าของสูตรจริงๆ มาสอนจริงๆ

ตอนเสนอสถานี เขาตอบรับทันทีเลยไหม

ทางสถานีบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าสูตรอาหารเป็นสิ่งที่คนหวง ไม่มีใครเขาให้กัน ส่วนใหญ่ที่เรารู้ว่าทำแกงเนื้ออย่างไรก็รู้ที่เป็นสูตรกลาง อย่างผัดผักบุ้งของครัวเจ๊ง้อ เขาก็ไม่บอกหรอกว่าผัดยังไงมันถึงกรอบ ถึงอร่อยอย่างนี้ นายประวิทย์ก็บอกว่าทำไม่ได้หรอก แต่ผมบอกว่าผมทำได้ เขาก็ถามผมว่า ‘ทำได้เพราะอะไร ทำไมคุณมั่นใจว่าทำได้’ ผมบอกว่า ผมทำได้สิ เพราะผมรู้จักกับคนพวกนี้มายี่สิบ สามสิบ สี่สิบปี ทุกคน ผมกิน ผมรู้จัก ไปมาหาสู่กันตลอด เพราะฉะนั้น คนพวกนี้ถ้าผมขอ ยังไงเขาก็ให้

แล้วผมก็บอกว่าเงื่อนไขที่ผมจะทำคือหนึ่ง ทำ 5 วัน และสอง ทำตามวิถีของผม เขาก็ถามว่าคุณมั่นใจได้ยังไง คุณไม่ได้เป็นเชฟ ผมก็บอกว่า ผมไม่ใช่เชฟหรอก แต่ผมมีลิ้น ลิ้นพวกผมนี่ประเสริฐมาก เพราะลิ้นพวกผมได้ผ่านการฝึกปรือ ผ่านอะไรต่างๆ มามากมาย เพราะฉะนั้น ผมก็จะใช้ลิ้นของผม ประกอบกับเอาคนที่มีฝีมือที่สุดในประเทศนี้มาออกรายการ หลังจากคุยกันครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สองเขาก็ต่อรองกลับมาว่า 3 วันได้ไหม 5 วันไม่ได้หรอก ผมบอกไม่ได้ ไม่ต้องต่อรอง ถ้า 5 วันถึงทำ ไม่ 5 วันก็ไม่ทำ

5 วัน กับ 3 วัน ต่อสัปดาห์ฟังเผินๆ เหมือนจะไม่ต่างกัน ทำไมถึงไม่ยอม

ไม่เหมือน ยังไงก็ไม่เหมือน จุดที่เราจับไม่เหมือนกับจุดที่สถานีจับ เรารู้ว่าเรามีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่บ้าน กลุ่มที่ช่วงเวลานั้นเขาว่าง บางคนเกษียณเรียบร้อยแล้ว มีเงินทองทุกอย่าง แต่ความรู้ในเรื่องอาหารเรื่องสถานที่อาจจะด้อย ซึ่งเราสามารถทำรายการได้ทั้งห้าวัน เขาดูแน่นอน

คุยกันจนสุดท้ายเราจำคำพูดคุณประวิทย์ได้เลย เขาบอก ‘ต๋อยพูดไม่รู้เรื่อง’ เราก็เลยบอกว่า ‘ที่นายคบกับผมมา 30 ปี ผมเคยพูดรู้เรื่องเหรอ’ เขาก็บอกว่าถ้าอย่างนั้น ทำแล้ว 4 เดือน ถ้าไม่ประสบความสำเร็จเราต้องมาคุยกันใหม่นะ คือนายประวิทย์เป็นคนดีนะ เขาจะไม่พูดว่า ไม่อย่างนั้นผมเอาออก เขาจะไม่พูดคำนี้แน่ แต่คำว่า ‘เราค่อยคุยกันใหม่’ มันหมายความลึกซึ้งหลายนัยมากๆ เราก็บอกนายประวิทย์ว่า ไม่ต้องสี่ดงสี่เดือนหรอก ทำไปเดือนสองเดือน ถ้าไม่ดังผมเลิก เขาก็บอก โอ้โห ขี้คุย

แล้วคุณไปเอาความมั่นใจขนาดนั้นมาจากไหน

ผมไม่ได้มั่นใจในตัวผมเลย อย่าเข้าใจผิด ผมมั่นใจในตัวคนที่ผมเอามาต่างหาก ผมบอกว่าเชื่อผมเถอะ คนอย่างเจ๊ง้อ อย่างบ้านอัยการที่ทำขนม ซึ่งไม่มีวันให้สูตรใครเพราะเขาทำขนมใหญ่โต อย่างขนมหวานโชติมา ซึ่งสำหรับผมเขาคือเจ้าแม่ของขนมหวาน อย่างเจ๊เตี้ยเพชรบุรีที่ผมเรียกว่าเพชรในตม เพราะว่าสมัยก่อนคนน้อยคนจะรู้จักเขา หรือว่าร้านฉั่วคิมเฮง คนเหล่านี้ที่ผมรู้จักเป็นยอดฝีมือทั้งนั้น

แล้วคำว่าเดือนนึงของผมมันล่อเข้าไป 20 ตอนนะ เพราะฉะนั้น 2 เดือนนี่ 40 ตอนแล้วนะ ถ้าเป็นรายการคนอื่นปีนึงประมาณ 45 – 50 ตอนเองนะ แล้วสุดท้ายพอออกอากาศ 2 เดือนก็ดังเลย

จุดไหนที่บอกคุณว่ามันดัง

เรตติ้งไง เรตติ้งมันขึ้นอย่างมหาศาล คนนิยมชมชอบ แล้ววันที่เราทำตอนผัดผักบุ้งสูตรเจ๊ง้อ วันนั้นผักบุ้งในตลาดหายทุกตลาด เราจำได้เลย ทุกคนพอบ่ายเย็นก็รีบวิ่งไปซื้อผักบุ้งแล้วมาทำ

ไตรภพ ลิมปพัทธ์

แล้วตอนไปขอสูตรเจ๊ง้อเขาตกใจไหม

เขาก็บอกว่าเอาออกทีวีเลยหรอ ต้องบอกสูตรด้วยเหรอ โอ้โห ไม่เคยบอกใครเลยนะในชีวิต เจ๊ง้อเขาก็จะเน้นคำนี้ว่าไม่เคยบอกใครเลยนะในชีวิต เราก็บอกเขาว่าต้องบอก บอกให้ออกก็ออกหน่า บอกให้ทำก็ทำหน่า แค่นั้น

ทำไมมั่นใจว่าเขาจะยอมบอกสูตรอาหารซึ่งเป็นเครื่องมือทำมาหากินของเขา

มั่นใจ เพราะว่าเวลาคนเราคบหากันมันจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร และผมเคยบอกกับหลายๆ คนที่เป็นเจ้าของสูตรว่า ต่อให้คุณเอาสูตรนี้ออกอากาศไปแล้ว คนทุกคนในประเทศทำได้เหมือนคุณหมดเลย แต่เวลาเขาจะไปกิน เขาจะไปกินที่ไหน เขาก็ต้องไปกินกับเจ้าของสูตรอยู่ดี แล้วสมมติคนที่ได้สูตรไปเป็นร้านอาหาร ต่อให้เขาทำได้เรียบร้อยแล้ว กว่าเขาจะประสบความสำเร็จเขาก็ต้องใช้เวลาเท่ากับที่คุณใช้มาคือ 20 – 30 ปี เพราะอาหารหนึ่งร้านจะมาบอกว่าอร่อยแค่ผัดผักบุ้ง มันเป็นไปไม่ได้ ใครจะมากิน แล้วกว่าจะมาเป็นเจ๊ง้อมันต้องมี history ต่างๆ มากมาย แล้วสำคัญที่สุดคือความน่าเชื่อถือ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ ทุกคนฟังผมก็เข้าใจ เมื่อเข้าใจก็เลยยอม

ซึ่งหลังจากที่ร้านของเจ๊ง้อออกอากาศ คนก็ถล่มทลาย ซึ่งคนไม่เข้าใจ แต่เราเข้าใจตั้งแต่แรกแล้ว ถามว่าคนที่เห็นสูตรแล้วไปทำอาหารในหนึ่งร้อยคนคุณคิดว่ามีกี่คน ผมบอกคุณจริงๆ เลยนะ ไม่เกิน 10 – 20 คน ที่เหลือ 80 คนมุ่งไปกินที่ร้าน เพราะฉะนั้น ร้านเจ๊ง้อหรือร้านใครก็ตามที่มาออกรายการผม หลังจากนั้นร้านก็จะทำมาหากินแบบบ้าไปเลย คนจะไปกันแบบถล่มทลาย

แล้วเคยเจอร้านที่ปฏิเสธ ไม่ยอมบอกสูตร บ้างไหม

มี ทำไมจะไม่มี ผมเข้าใจ เป็นสิทธิของเขา

ไม่โกรธไม่เคือง

บ้า จะไปโกรธเขาทำไม บางเจ้าที่ปฏิเสธทุกวันนี้ผมยังไปกินอยู่เลย ไม่ได้หมายความว่าเขาปฏิเสธผมแล้วเธอกับฉันไม่ต้องคุยกัน เลิกคบกัน ถ้าเขาไม่ยอมออกก็เรื่องของเขา แต่ว่าเขายังอร่อยแล้วมันเรื่องอะไรที่จะไม่กินล่ะ เพราะแค่เขาไม่มาออกรายการเราเหรอ มันไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย

ต๋อย ไตรภพ

ความอร่อยมันเป็นเรื่องของรสนิยม แล้วคุณแยกออกได้ยังไงว่าร้านไหนอร่อยกว่าร้านอื่นๆ

คนเราอร่อยไม่เหมือนกัน เพราะเฟลเวอร์ของเราไม่เท่ากัน การลิ้มชิมรสหรือการลอง และประสบการณ์ ไม่เท่ากัน คุณว่าแกงจืดที่ถูกต้องมันควรจะหวาน เค็ม หรือจืด

แกงจืดที่ถูกต้องต้องมีรสเค็มนำ แค่เค็มนำไม่ใช่เค็มปี๋ แต่แกงจืดที่จืดมันไม่ใช่แกงจืด คนที่ไม่เคยกินก็จะไม่รู้ แต่คนที่เคยกินแกงจืดที่มีเค็มปะแล่มนิดๆ จะตกใจว่า เฮ้ย อร่อย แล้วถามว่าแกงจืดที่ใส่พริกไทยดำกับไม่ใส่พริกไทยดำต่างกันไหม ฟ้ากับเหว หรือถ้าคุณเป็นนักกินข้าวต้มปลากะพงจริงๆ คุณจะพบว่าบางร้านคุณไม่อยากกินเพราะมันเหม็นคาว ในขณะที่บางร้านคุณกินแล้วมีความสุข แล้วถามว่าข้าวต้มปลากะพงจริงๆ ต้องเป็นยังไง ระหว่างเหม็นคาวกับไม่มีกลิ่นเลย เพราะฉะนั้น คุณถามว่าอะไรอร่อย คุณก็ต้องมีประสบการณ์ไง อร่อยคืออย่างนี้ไง อร่อยคือ experience เมื่อคุณมี experience มากๆ ในที่สุดคุณก็จะกลายเป็น expert มันเป็นเรื่องธรรมดามาก

มีอะไรที่คุณกินแล้วอร่อย แต่คนอื่นบอกไม่อร่อยบ้างไหม

มีเยอะแยะไป แล้วเป็นคำพูดติดปากของคนไทย สมมติคุณกินอันนี้แล้วไม่ชอบ คุณจะพูดคำว่าไม่อร่อย ซึ่งนี่คือนิสัยของคนกิน แม้กระทั่งลูกผมก็เป็น เมื่อก่อนเขาไม่ได้ทำรายการ ครัวคุณต๋อย ผมไม่เคยว่าเขาเลย แต่วันหนึ่งเมื่อเขามาช่วยกิจการผม ถ้าวันไหนเขาบอกไม่อร่อยนี่โดนเลย ผมบอกมานั่งนี่ มาคุยกัน แล้วผมบอกเลยว่าอย่าพูดอย่างนี้อีก อันนี้คืออร่อย แต่เธอกินไม่เป็น เธอไม่รู้จักว่าความอร่อยคืออะไร คือไม่ชอบไม่เป็นไรนะ แต่ไม่ชอบให้เธอบอกว่าไม่ชอบ อย่าไปพูดว่าไม่อร่อย มันผิด ห้ามพูดจนเดี๋ยวนี้เขาพูดถูกแล้วว่าหนูไม่ชอบ

คือผมรู้ว่าอะไรอร่อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะชอบทุกอย่างที่ผมกิน ผมกินของเป็นพันอย่าง จะชอบทุกอย่างได้ยังไง ถ้าถามว่าอันนี้อร่อยมั้ย ใช่ได้เว้ย แต่กินไหม ไม่กิน ถามว่าทำไมไม่กิน ก็ไม่ชอบ อาลัวเจ้านี้สุดยอด ทั้งหอมทั้งนุ่มทั้งนวลทุกอย่างเลย อร่อยมาก แต่เราบอกไม่เอาไม่ชอบ ต่อให้อร่อยไม่เห็นจำเป็นต้องกินเลย

คือคุณเซนซิทีฟกับคำว่า ‘ไม่อร่อย’ มาก

มันไม่ได้เซนซิทีฟกับผม มันเซนซิทีฟกับคนทำของดีๆ แล้วคุณไม่รู้จักของเขา ไปพูดว่าของเขาไม่อร่อย เซนซิทีฟกับเขามากๆ มันเจ็บปวดมากๆ อุ้ย ปลาร้าไม่กิน แหวะ มันเป็นสิทธิของคุณที่คุณจะไม่ชอบ แต่ไม่ใช่บอกว่าไม่เห็นอร่อยเลย อันนี้ผิดแล้ว คุณไม่รู้จักแล้วมาพูดว่าไม่เห็นอร่อยได้ยังไง

แล้วคุณเคยกินอะไรในรายการที่รู้สึกว่าพอกินได้ แต่จำเป็นต้องบอกว่าอร่อยบ้างไหม

ไม่มี แล้วเมนูนั้นไม่มีทางได้ออกรายการนี้ เพราะว่ากระบวนการที่จะได้ออกรายการนี้วุ่นวายมากและเรื่องเยอะมากสำหรับเจ้าของร้านอาหาร เจ้าของร้านอาหารแทบอยากจะฆ่าตัวตายกันเลย ผมไม่ได้พูดเล่น เพราะกว่าจะได้ออกคือหนึ่ง เราจะมี pre-test มีคนของเราไปชิมก่อนว่าได้เรื่องไหม สมมติว่าดี เขาก็จะมาบอกผมว่าได้เรื่อง หรือมาบอกหัวหน้างานอีกคนหนึ่งก่อน พอหัวหน้างานชิมแล้วบอกว่าได้เรื่องก็จะเอามาให้ผมชิมอีกที ถ้าได้เรื่องถึงได้ออก เพราะฉะนั้น กระบวนการมันวุ่นวายมาก บางคนเขาก็จะใช้ทางลัดคือหิ้วของมาเองเป็นหม้อเลย มาหาผมในวันอัด แล้วสมมติผมกินแล้วอร่อย ผมก็จะบอกว่าอันนี้ดีนะ แล้วกลับไปกินที่ร้าน

ทำไมยังต้องกลับไปกินที่ร้านอีก

แล้วคุณรู้มั้ยล่ะว่าใครทำมา

รอบคอบมาก

มันไม่ใช่เรื่องรอบคอบ แต่ถ้าพลาดคือฉิบหายได้เลย เพราะฉะนั้น ก็จะกลับไปกินที่ร้าน ถ้าโอเค เหมือนกัน ใช่ ทีมถ่ายถึงจะออกไปถ่าย อย่างกระบวนการคัดสรรกว่าจะเป็นอย่างนี้ได้มันค่อนข้างยุ่งยาก

นอกจากรายการโทรทัศน์ ครัวคุณต๋อย ยังต่อยอดไปเป็นนิตยสาร และอีเวนต์อย่าง ‘ครัวคุณต๋อย Expo’ ทำไมถึงคุณถึงทำหลายอย่างขนาดนั้น

แล้วคุณคิดว่าทีวีมันจะอยู่ไปอีกนานเท่าไหร่ คุณว่าทีวีแบบประเทศนี้จะอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ ทุกคนต้องคิด ผมทำธุรกิจผมก็ต้องคิดว่าอันนี้ต่อไปมันจะดีหรือไม่ดี สมมติคุณผลิตรถใช้น้ำมันแล้วอยู่ๆ วันหนึ่งเขาเปลี่ยนไปเป็นไฟฟ้าหมดแล้วคุณจะทำยังไง คุณคิดว่าคนที่นั่งทำรถน้ำมันอยู่เขาไม่คิดเหรอว่าจะไปขายใคร ทุกวันนี้เรามีเฟซบุ๊ก มีแอพพลิเคชันของเรา มีไลน์ แล้วผมมีงานอีกเยอะ ต่อไปนี้ทุกร้านที่มาออก ครัวคุณต๋อย เราเดลิเวอรี่หมด แล้วเรากำลังจะมีสถาบันครัวคุณต๋อย ผมจะเป็นเจ้าเดียวที่กล้าพูดได้เลยว่าสถาบันผม สมมติว่าเรียนผัดผักบุ้งก็มีเจ๊ง้อมาสอน คุณจบอะไรก็มาเรียนได้ ไม่จบอะไรก็ได้ แต่คุณต้องตั้งใจในการทำอาหาร

แล้วไม่ใช่สถาบันอย่างเดียว ต่อไปจะเป็นหลักสูตรแม่ครัวพ่อครัว จะเรียกเชฟหรือไม่เรียกเชฟก็ได้ จะเรียกอะไรก็เรียกไป แต่จะเป็นหลักสูตรหนึ่งที่อยู่ในมหาวิทยาลัย มันจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลที่จะทำให้อาหารการกินที่ดีๆ จะได้อยู่ต่อไป

ต๋อย ไตรภพ ไตรภพ ลิมปพัทธ์

ถ้าให้ย้อนมอง คุณคิดว่าอะไรทำให้รายการ ครัวคุณต๋อย ประสบความสำเร็จ อะไรทำให้คนมางาน ‘ครัวคุณต๋อย Expo’ กว่า 800,000 คน

ผมพูดแล้วมันก็ซ้ำ ผมตอบไปเรียบร้อยแล้วคือเขาเชื่อไง reliable ตัวเดียว ขอให้เชื่อใจ

เห็นคุณย้ำคำนี้เสมอในทุกสื่อ

มันเป็นเรื่องจริง ผมไม่ปิดบัง แล้วผมพยายามบอกคนที่ทำงานเกี่ยวกับสื่อทุกคนว่า ถ้าคุณสร้างความเชื่อใจให้เขาไม่ได้ คุณไม่มีที่อยู่หรอก ทุกวันนี้คุณสร้างความหวือหวาได้ สร้างกระแสได้ ในตอนนั้นๆ แล้วก็จบ แต่ความเชื่อใจมันอาศัยเวลา คุณไปพูดกับคนว่า เชื่อผมเถอะๆ ไม่ได้ คุณต้องมีความจริงใจ เมื่อเขาเห็นความจริงใจที่เรามีเขาจึงเชื่อใจ

ผมเป็นรายการเดียวที่กล้าพูดว่า ออกรายการผมไม่มีเสียตังค์ แถมมาแล้วยังได้ตังค์ ผมไม่เก็บตังค์ใคร แล้วผมไม่ได้ว่าคนที่เขาเก็บเงินนะ เรื่องของเขา แต่ไม่ใช่วิธีของผม ผมไม่ทำ ผมเป็นรายการอาหารรายการเดียวด้วยที่ไม่มีป้ายข้างหลังเป็นน้ำมันไอ้นี่ เป็นซอสไอ้นั่น

มีเหตุผลใช่ไหมที่ปฏิเสธเงินที่จะเข้ามา

แน่นอน (เสียงสูง) ก็ผมไม่ชี้นำคนดูว่าถ้าจะทำไอ้นี่ต้องใช้น้ำมันยี่ห้อนี้ ก็ผมพูดอยู่ปาวๆ ว่าน้ำมันหมูดีที่สุด ถ้ามันมีรูปน้ำมันหมูมาติดผมก็อาจจะโอเคด้วย (หัวเราะ) แล้วก็มีคนพูดว่านมสดแทนกะทิได้ ผมบอกว่ามันแทนได้ตอนไม่มี ไม่ใช่แทนได้เพราะมันแทนได้ ผมเลยเป็นรายการเดียวที่ไม่มีป้าย

มีใครเตือนไหมว่ามันทำให้เสียโอกาสในการหารายได้นะ

เยอะแยะไป

ไตรภพ ลิมปพัทธ์

แล้วคุณตอบว่ายังไง

รวยแล้ว ผมพูดจริง คำว่ารวยแล้วหมายความว่าผมรู้วิธีทำงานให้ขายได้แค่นั้นเอง แล้วความน่าเชื่อถือมันประเมินเป็นเงินไม่ได้หรอก

ทำมาขนาดนี้ อยากรู้ว่าโดยส่วนตัวคุณมีแพสชันอะไรในอาหาร

ไม่มี ผมไม่ใช่คนมีแพสชันในใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ถ้าผมจะทำอะไรสักอย่างในชีวิต ผมจะตั้งใจทำมันให้ดีที่สุด ในคำว่าทำมันให้ดีที่สุด ผมก็ต้องศึกษา ทีนี้ในเรื่องอาหาร ผมอาจจะเป็นคนโชคดีที่มียายที่ทำอาหารอร่อยที่สุดในโลก และผมเป็นคนปักษ์ใต้ คนปักษ์ใต้กินรสจัดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ลิ้นของคนที่กินของรสจัดมันจะเข้าใจเรื่องรสชาติเยอะ

อย่างคนธรรมดาเขาจะกินแกงฟักกับหมูสามชั้นใช่ไหม แต่ยายผมไม่ใช่ แกงฟักต้องใส่ปลาสีเสียด คนปักษ์ใต้ใส่ปลาสีเสียดเข้าไป ความเค็ม ความคาว ของปลาสีเสียดกับฟักที่ดูดความคาวนี้เข้าไปมันทำให้อร่อยมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น เราจะมีอะไรอย่างนี้อยู่ในสมองอยู่แล้ว ตำน้ำพริกเหมือนกัน เราจะตำยังไงให้อร่อย เรารู้ว่าถ้าวันนี้จะตำน้ำพริก เราต้องการกินสดวันนี้ เราก็จะเอาพริกไปเผาหน่อยนึง กระเทียมเผานิดนึง ฉะนั้น สิ่งเหล่านี้มันก็จะอยู่ในกมลสันดานอยู่แล้ว แต่ถ้าถามว่าเป็นคนที่รักการทำอาหารไหม เราไม่มี ไม่รัก

ปกติเข้าครัวบ้างไหม

ไม่มี ไม่เคย คำว่าไม่เคยคือให้เข้าไปเพื่อทำกับข้าวนี่อย่าฝันเลย ไม่มีทาง ไม่ใช่คนแบบนั้น แต่เป็นคนที่เข้าใจทุกขั้นตอนจริงๆ ผมจำได้ว่าตอนที่ทำรายการ ครัวคุณต๋อย ยี่หร่ามันหายไปจากตลาดนานแล้ว เพราะคนจะใช้แต่กะเพรา ผมก็ไปพูดออกรายการ พยายามหาร้านที่ทำยี่หร่ามาออกรายการให้ได้ จนวันหนึ่งยี่หร่าก็กลับมาอยู่ในตลาดอาหาร คือผัดเผ็ดเนื้อจะอร่อยให้ตายยังไงมันก็สู้ยี่หร่าเนื้อไม่ได้ หรือคุณผัดกะเพราเนื้อกับยี่หร่าเนื้อมันก็ต่างกันฟ้ากับเหว เราต้องมีความรู้ในสิ่งเหล่านี้ ต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

แล้วปกติคุณเป็นคนเลือกกินไหม

เลือก เลือกยิ่งกว่าเลือกอีก

เวลาทำงาน ข้าวกล่องในกองกินได้ไหม

ได้ คือลูกน้องผมเขาดูแลผมค่อนข้างดีมาก พูดจริงๆ ในกองผมต่อให้อาหารที่ให้ช่างฉากกินก็อร่อย แล้วช่างฉากกินยังไงผมก็กินอย่างนั้น แต่ถามว่าเวลาอาต๋อยไปกองอื่นทำยังไง ผมก็จะถามว่าคุณแยกออกหรือเปล่าว่าระหว่างเวลาที่คุณทำงานกับเวลาที่คุณไปหาอะไรอร่อยกินมันคนละเวลากัน สำหรับผมตอนทำงานอะไรก็กิน ไม่มีแม้แต่หนเดียวในชีวิตด้วยซ้ำที่ผมนั่งที่กองแล้วบอกว่าอันนี้อร่อยหรือไม่อร่อย กินได้หรือกินไม่ได้ ไม่มี ผมกินได้หมดทุกอย่าง ลูกน้องผมยังพูดเลยว่ากินได้หมดทุกอย่างเลยเหรอ เราก็ตอบว่านี่มันทำงาน คือถ้าคุณแยกถูกชีวิตคุณจะง่าย ชีวิตจะไม่ลำบาก คือคนเดี๋ยวนี้จะเอาแต่ตัวเองแล้วจะเปลี่ยนสังคม ซึ่งมันผิดนะ ผมต้องเปลี่ยนตัวเอง จัดการตัวเองถึงจะถูก ไม่ใช่จัดการสังคม

ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ต๋อย ไตรภพ

ย้อนมองผลงานของคุณไล่ตั้งแต่ ฝันที่เป็นจริง, ทไวไลท์โชว์, เกมเศรษฐี, ทูไนท์โชว์ มาจนถึง ครัวคุณต๋อ  แล้วอยากรู้ว่าคุณมีสูตรอะไรในการเอาชนะใจกลุ่มผู้ชมที่เป็นแมสได้เสมอๆ

เรื่องการคิดรูปแบบรายการแล้วทำให้เหมาะสมมันก็เรื่องหนึ่ง มนุษย์ต้องคิดตรงนี้เป็นเพราะเราเป็นนักธุรกิจ กับอีกเรื่องหนึ่งคือเวลาจะทำรายการอะไรก็จริงใจออกไปแค่นั้นเอง มันไม่มีอย่างอื่น ความน่าเชื่อถือมันไม่มีสูตรพิสดารกว่านั้น รายการผมที่คนเขายังดูกันอยู่ก็เพราะเขาเชื่อถือ ผมไม่เคยเปลี่ยนตัวตามกระแสโลก ผมจับกระแสโลกแล้วมาคิดว่าต้องทำยังไงกับมัน แต่ผมไม่เคยคิดว่าสมัยนี้เขาเป็นอย่างนี้ก็เลยต้องเป็นอย่างนี้ ผมไม่เป็นด้วย ผมไม่เอาด้วย ทีนี้คุณจะเป็นคนแบบนี้ได้ก็ต้องมีรากฐานที่แข็งแรงจริงๆ ซึ่งผมมี

คุณต้องถามตัวเองว่าทุกวันนี้คุณทำงานหาเงินหรือทำงานหาความสุข ชีวิตผมทำงานเพื่อหาความสุข ผมทำอย่างนั้นมาตลอดชีวิต ถ้าผมทำงานหาเงินตอนนี้ทำไมผมไม่ทำเกมโชว์ คนพูดทุกวันว่าทำไมไม่เอา ฝันที่เป็นจริง กลับมาทำอีก ผมบอก ไม่ใช่ ผมทำงานหาความสุขไม่ได้ทำงานหาเงิน สำหรับผมการทำงานต้องมีความสุข และถ้าคุณทำ คุณก็ต้องรู้จักหน้าที่ ซึ่งถ้าคุณทำตามหน้าที่แล้วยังมีความสุขได้ คุณจะเหนือคนอีกเป็นล้านๆ คนบนโลกใบนี้ เพราะคุณจะยังยิ้มได้

ฟังดูคุณมีความสุขกับสิ่งที่ทำมาก อยากรู้ว่าชีวิตคุณมีความทุกข์บ้างไหม

(นิ่งคิดนาน) ผมพยายามหาจริงๆ เลยนะ แต่ผมไม่มี ผมไม่รู้จะตอบยังไง

มีมนุษย์ที่ไม่มีความทุกข์ด้วยเหรอ

คุณเข้าใจทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ไหม ถ้าคุณเข้าใจ คุณก็ต้องเข้าใจต่อไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้เป็นทุกข์ เพราะคำว่าทุกข์แปลว่า ภาวะที่ทนอยู่ไม่ได้ คือการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงเสมอ การไม่คงตัว มันถึงทำให้เกิดภาวะที่เป็นทุกข์ แล้วถ้าคุณเข้าใจว่าทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้น เหมือนคุณรู้ว่าไอ้นี่เผ็ด กินเข้าไปยังไงก็เผ็ด แล้วคุณจะตกใจ ประหลาดใจ คุณจะงงงวยกับมันได้ยังไง สำหรับผมมันเป็นภาวะแบบนั้น

ก็ในเมื่อทุกอย่างมันเป็นทุกข์ มันเป็นภาวะที่เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว มันไม่เที่ยง คำว่าไม่เที่ยงคือนั่งอยู่เช้าๆ สบายไม่มีปัญหาอะไร ตกเย็นสมมติว่าเขาโทรมาว่าบริษัทไฟไหม้ ลูกโดนรถชน เมียตาย หรืออะไรก็แล้วแต่ มันเป็นภาวะที่ไม่เที่ยงถูกไหม ซึ่งภาวะอย่างนี้เกิดได้ไหม แล้วถ้าคุณรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ แล้วจะอะไรอีกเหรอ

สิ่งที่ผมรักที่สุดในชีวิตคือคุณยาย ผมถึงชอบพูดถึงคุณยายบ่อยๆ ผมดูแลคุณยายผมดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำให้ได้ แล้ววันหนึ่งยายผมตายต่อหน้าต่อตาผมเลย ทุกคนในตระกูลร้องไห้กันหมด มีผมคนเดียวที่ไม่ร้องไห้ จะร้องทำไม ก็คนเรามันตายได้ไม่ใช่เหรอ ตอนที่เขาปิดเครื่องช่วยหายใจผมก็บอกว่าลาก่อนนะยาย แล้วผมก็เป็นคนเอาศพยายขึ้นรถไปวัดด้วยกัน พี่ผมนั่งร้องไห้ใหญ่ ทุกคนร้อง มีผมคนเดียวไม่ร้อง

เจ็บปวดไหม เศร้าไหม

ผมเจ็บปวด แต่ผมไม่ร้อง

คุณเก่งมาก ไม่ร้องไห้

มันไม่ใช่เรื่องเก่ง เป็นเรื่องความเข้าใจ ความเข้าใจตรงนี้ถ้าคุณไม่ฝึกหัด ไม่ฝึกฝน ไม่เรียนรู้ ไม่ทำซ้ำ มันจะไม่อยู่กับคุณหรอก มันจะอยู่กับคุณต่อเมื่อคุณเข้าใจว่าก็คนเราตายได้ ถามว่ายายผมตายแล้วไปไหน ถ้าถามผม ในความเชื่อของผม ยายผมทำดีมาตลอดชีวิต ที่ที่ยายไปดีกว่านี้แน่นอน สมมติคุณเรียกที่นี่ว่าโลกมนุษย์ ที่นั่นคือสวรรค์ แต่ถ้ายายผมทำเลว เป็นคนใช้ไม่ได้ ยายผมก็ต้องตกนรก แต่ไม่เกี่ยวกับกรณีนี้นะ ไม่ว่ายายผมจะตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ก็ไม่ได้เอฟเฟกต์กับผม เพราะมันก็เป็นเรื่องที่ยายผมทำเอง เป็นกรรมของยาย แล้วจะให้ผมทำยังไง

ตอนนั้นทุกคนบอกเลยถ้ายายตายผมตายแน่นอน เพราะอาต๋อยรักยายมาก ยายผมก่อนท่านจะเสียชีวิต ท่านอยู่โรงพยาบาลเอกชนมาสามสี่เดือน ในขณะที่ทุกคนบอกว่าให้ย้ายไปอยู่โรงพยาบาลรัฐ ผมบอกเลยว่าไม่ย้าย ไม่ต้องยุ่ง เสียวันละ 80,000 ทุกวัน ห้าเดือนหกเดือนก็เสียไป ไม่ต้องยุ่ง ผมมีตังค์ ทำไมล่ะ ก็โรงพยาบาลนั้นใกล้ผม ผมไปทำงานตอนเช้าก็เห็นยาย กลับมาตอนเย็นก็เห็นยาย โอเค ถ้าไปอยู่โรงพยาบาลรัฐอาจจะเสียแค่วันละหมื่น ประหยัดไป 70,000 แต่ผมไม่เห็นมีความจำเป็นต้องประหยัดไป 70,000 แล้วไม่เห็นยาย มันคิดคนละแบบ แล้วมันไม่ใช่เรื่องเสียดายหรือไม่เสียดาย แต่มันคือมีเงินที่จะทำอย่างนี้ได้หรือเปล่า แล้วเดี๋ยวก่อนนะ คุณเก็บเงินทุกวันนี้ไว้เพื่ออะไรเหรอ ก็ไม่ใช่เพื่อยามเจ็บไข้ได้ป่วยเหรอ สำหรับผมคือใช่ ผมไม่มีปัญหา

คุณดูเป็นคนเข้าใจกับสิ่งที่หลายคนหวาดกลัวอย่างความตาย

แน่นอน ถึงได้บอกว่าเวลาที่คุณเอาคำจำกัดความมาใช้กับผม บอกว่า โห ผมเก่งมากเลย ผมจะรับไม่ได้ คือมันไม่เห็นจะเก่งตรงไหนเลย มันเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ก็คนมันต้องตาย

อย่างเมียผมตอนนี้เขาเป็นมะเร็ง วันที่เขาเป็นมะเร็งแล้วมาบอก ลูกผมนั่งอยู่ตรงนี้ 2 คนร้องไห้โฮเลย พอเขามาบอกผม ผมก็บอกว่า อืม รักษา บอกแค่นี้ ให้รักษา ไปหาหมอที่ดีที่สุด แล้วเมียผมก็บอกว่า กลุ้มใจมากเลย เดี๋ยวกุมภาพันธ์จะต้องให้คีโม ผมบอกว่าถ้าอย่างนั้น ปลายเดือนมกราคมไปเที่ยวกัน ผมก็พาเมียผมไปเที่ยว แล้วค่อยมาให้คีโมทีหลัง ถามว่าถ้าคุณเป็นมะเร็งคุณจะมีใจไปเที่ยวไหมล่ะ แต่เขามี เก่งไหมเนี่ย อันนี้แหละเก่ง (หัวเราะ)

ผมก็พาไปโน่นนี่เต็มไปหมด แล้วแต่เขาต้องการ ผมไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง ผมไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อตัวผมเอง ตัวผมเองไม่เคยมีเรื่องอะไรเลยนะ ผมไม่เคยเดือดร้อน ในชีวิตผมไม่เคยเดือดร้อน (เน้นเสียง) ในชีวิตผมไม่เคยมีปัญหา ในชีวิตผมไม่เคยปวดหัว ตั้งแต่จำความได้ ไม่เคยแบบทุกข์ใจเว้ยที่ตัวเองเป็นอย่างนี้ ไม่เคย

ไตรภพ ลิมปพัทธ์

แล้วตอนนั้นที่บริษัทไม่มีงาน 8 – 9 เดือนล่ะ

ไม่ทุกข์ ไม่สนเลย นอนสบาย นั่งเล่นหมากรุกทุกวัน แฮปปี้มีความสุข เมียกับลูกยังมาถามเลยว่า ต้องทำตัวยังไง ผมบอกว่า ทำตัวยังไงก็ได้ อย่าผิดจากเดิม แล้วให้ทำดีกว่าเดิมได้ด้วย เช่น เคยไปสปาเดือนละ 2 ครั้ง ไปมัน 4 ครั้งเลย คือชีวิตเขามันไม่เกี่ยวกันกับที่ผมไม่มีงานทำ แต่ถ้าผมไม่มีตังค์ ถ้าผมไม่ได้ทำไว้ดีแล้ว ไม่ได้มีเงินเก็บไว้บ้าง ก็อาจจะต้องบอกเขาว่า มีเท่านี้นะ จะใช้ยังไงก็ลองมาดูกันนะ แต่มันไม่อยู่ในภาวะนั้น ไม่อยู่ในฐานะนั้น จะไปกลุ้มหาอะไร กลุ้มทำไม ต้องโง่แน่ๆ เลยถ้ากลุ้ม

คุณยายเสียก็ไม่ร้องไห้ ตอนที่รู้ว่าภรรยาเป็นมะเร็งก็ไม่ร้องไห้ แล้วคนอย่างไตรภพเคยร้องไห้มั้ย

เคย โดนหมากัด โดนตี ตอนเด็กๆ

แล้วตอนที่บรรลุนิติภาวะแล้วเคยร้องไห้อีกไหม

โอ้โห ยากมากๆ ไม่มี ร้องไห้เป็นเรื่องขำ ไม่มีทาง ซาบซึ้งใจอะไรก็ตามในรายการก็ไม่ร้อง ตอนทำ ฝันที่เป็นจริง โห คนเขาร้องไห้กันทั้งเมือง ซาบซึ้งใจ ผมก็ไม่ร้อง ผมมองว่านั่นเป็นเรื่องที่ดีมาก เป็นเรื่องดีของเขา ผมก็มองแบบ สุดยอด เยี่ยมเว้ย แต่ผมไม่ได้ร้องไห้

คุณดูปล่อยวางได้กับหลายอย่างในชีวิต แต่ทำไมกับการทำงานคุณดูยังยึดติดกับมันว่าต้องดี ต้องได้อย่างที่ต้องการ

ไม่ใช่ยึดติดเลย เป็นเรื่องของการทำหน้าที่ ผมเป็นคนที่รู้จักคำว่าหน้าที่ดีที่สุดคนหนึ่งในโลก ก่อนอื่นคุณต้องรู้จัก nature ผมก่อน ผมมี nature เป็นคนขี้เกียจ ผมเป็นคนขี้เกียจมากๆ ผมเป็นคนขี้เกียจที่สุดในโลก เท่าที่ผมเคยเห็นคนขี้เกียจมา สมมตินอนอยู่ตรงนี้แล้วผมคันหู ไม้เขี่ยหูอยู่ตรงนั้น ผมยังต้องคิดแล้วคิดอีกว่าผมควรจะลุกจากตรงนี้ไปเพื่อหยิบไม้เขี่ยหูมาเขี่ยมั้ย ผมขี้เกียจขนาดนั้น แต่ผมพบว่าความขี้เกียจต้องถูกเอาชนะได้โดยการไม่ขี้เกียจ ผมเลยต้องปรับตัวเองใหม่ ผมจึงกลายเป็นคนขี้เกียจที่ชงกาแฟก็ชงเอง ล้างแก้วกาแฟก็ล้างเอง อะไรที่อยู่ในซิงค์ล้างจานทั้งหมดผมก็ล้างให้ เมียผมจะโกรธผมมาก ถามว่าเธอไปล้างทำไม แต่ผมไม่ได้ทำให้เขา เขาไม่เคยรู้ ผมทำให้ตัวผมเอง ถ้าอะไรที่เป็นภารกิจ ผมต้องทำ ผมไม่เคยลุกจากที่นอนแล้วไม่จัดที่นอน ผมทำทุกอย่างเองหมดเพราะผมขี้เกียจ ไม่อย่างนั้นคุณจะฆ่ามันได้ยังไงล่ะ ถ้าคุณไม่มีวิริยะ มันเป็นธรรมดานะ ไม่ใช่เรื่องผิดธรรมดา คนที่สอนผมคือพระพุทธเจ้า ถ้าโยมขี้เกียจขนาดนี้ โยมก็ต้องขยัน

แต่ผมไม่ได้ยึดติดกับการทำงาน ไม่สน เวลาที่ประสบความสำเร็จก็ประสบไป คุณถามคนพวกนี้ได้ (ชี้ไปที่ลูกน้อง) เวลาประสบความสำเร็จผมเคยคุยมั้ย ผมไม่เคยพูดถึงเรื่องความสำเร็จที่ผมได้รับในชีวิต คำถามที่เขาจะได้ยินจากผมคือ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า มีก็บอกมี ไม่มีก็บอกไม่มี จบ ผมไม่เคยพูดเรื่องที่ผ่านเลยแล้ว ว่าเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่เคย

อดีตไม่มีความหมายเลยหรือ

ไม่มี รางวัลผมก็ไม่เก็บ รางวัลผมอยู่ในกล่องหมด ผมไม่มีสน บางคนเขามาพูดว่าตอนนั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผมบอก ตอนไหนเหรอ ผมจำไม่ได้จริงๆ

ตอนที่ผมได้รางวัลเมขลาตัวแรก พอเขาประกาศชื่อ ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ผมขึ้นเวทีไป เอามือไปรับ แล้วตอนที่ผมจับรางวัลปุ๊บผมยูเรก้าทันทีเลย มันวินาทีนั้นเลยนะว่า อ๋อ ไอ้นี่เหรอที่จะทำให้กูเสียคน ที่จะทำให้กูเปลี่ยนไป ตั้งแต่นั้นมารางวัลทุกตัวถึงอยู่ใต้บันไดหมด ไม่เคยโชว์รางวัล ไม่มีห้องเก็บรางวัล ซึ่งถ้าผมไม่ได้รับความสำเร็จ หรือไม่เคยได้อะไรอย่างนี้ ผมอาจจะกลายเป็นคนต้องการความสำเร็จก็ได้ ผมอาจจะกลายเป็นคนที่ทะยานอยาก แต่เมื่อผมเคยได้มามันเปลี่ยนให้ผมหนักแน่นขึ้น มั่นคงขึ้น

คุณดูไม่ยึดติดกับอะไร แล้วสิ่งต่างๆ ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ทำไปเพื่ออะไร ยังมีอะไรให้ไขว่คว้า

ไม่มีๆ ไม่ได้อยากทำเลย ก็บอกแล้วว่าขี้เกียจ แต่ผมทำเพื่อพวกเขา จงใช้ชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นเถอะ เพราะคนอื่นมีความสุข เราจะได้ไม่มีทุกข์ คิดง่ายมากๆ เลย จงอย่าใช้ชีวิตเพื่อตัวเองเลย เพราะบางทีการใช้ชีวิตเพื่อตัวเองมันต้องเบียดเบียนผู้อื่น แล้วมันอาจจะทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ แล้วเมื่อเขาเป็นทุกข์เราก็จะเป็นทุกข์ด้วย

อย่างที่บอก ชีวิตผมไม่มีอะไรเลย เสื้อผ้า รองเท้า ไม่เคยซื้อ ห้างสรรพสินค้าไม่เคยเดินมา 30 ปี ผมไม่เคยไปไหน ถ้าไม่ใช่งานไม่มีทางไป แล้วเวลาไปลูกน้องเขาต้องจูงผมตลอด เพราะผมเดินไม่ถูก อย่างบ้านผมอยู่ตรงนี้มา 20 – 30 ปีแล้ว แต่ผมได้ไปเมืองทองธานีก็เพราะผมจัดครัวคุณต๋อย Expo ก่อนหน้านี้ผมก็ไม่เคยไป

คือชีวิตคุณมีแค่บ้านกับที่ทำงาน

ใช่ๆ แล้วจะให้ไปไหน (หัวเราะ)

ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ไตรภพ ลิมปพัทธ์

แล้วชีวิตคุณเอา input มาจากไหน

ผมก็หาความรู้ของผมสิ ทำไมผมต้องเข้าห้างด้วยเหรอ ผมไม่ต้องเข้าผมก็หาความรู้ได้ ผมอยากดูหนัง หนังเรื่องนี้เขาบอกดี ผมก็บอกไปเอามา แค่นั้น

เห็นลูกน้องคุณแซวว่าเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย ของ BNK48 ก็รู้จัก

เออๆ (หัวเราะ) อ้าว ทำไมผมจะไม่รู้ ผมรู้จักหมด ผมพูดได้เลย ผมรู้ว่าสิ่งนี้จะดังเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพราะสิ่งนี้เกิดที่ญี่ปุ่น แล้วไปทำที่ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย แล้วคนที่นั่นบ้ามากๆ ก็เริ่มประสบความสำเร็จ ผมรู้ก่อนจะดังในประเทศไทย

ดูจากสิ่งที่ว่ามาและงานที่คุณทำ เหมือนคุณเป็นคนที่มีเซนส์ในการคาดเดาว่าอะไรจะดัง

ไม่ใช่เซนส์ สังคมมันเป็นอย่างนั้น ภาพรวมทั้งหมดเป็นอย่างนั้น ถ้าเอาจิ๊กซอว์มาต่อๆ กันคุณจะเห็นว่าโลกเดี๋ยวนี้เป็นยังไง

คุณจะได้ยินคำนี้จากผมมาสิบกว่าปียี่สิบปีแล้วว่า โลกยุคหน้ามนุษย์จะเป็น individual person แต่ไม่เคยมีใครฟังผม เพราะว่าตอนที่ผมพูดเมื่อยี่สิบปีที่แล้วมนุษย์ชอบ gathering ออกมารวมกันเยอะๆ ไปคอนเสิร์ต ไปเฮ แต่ผมบอกว่าไม่ใช่ โลกยุคหน้ามนุษย์จะเป็น individual person จะโดดเดี่ยวมากขึ้น แล้วมันก็เป็นจริงตามนี้

เดี๋ยวนี้ทุกคนโดดเดี่ยวมาก ทุกคนก็นึกว่ากูมีเพื่อน มีเฟซบุ๊กมีอะไร แต่ความจริงไม่มีเลย มึงไม่มี คนที่มาลงเขาก็จะอวดตัวเขาว่าเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไอ้นี่บางทีดูเขาเสร็จก็รังเกียจเขาอีก ทำให้ตัวเองไกลจากเขามากขึ้น ไม่ใช่ว่าเล่นเฟซบุ๊กแล้วใกล้กับเขามากขึ้นนะ บางคนเขาไปปารีส แล้วเขาก็นั่งอยู่ในร้านกาแฟสวยๆ แล้วก็ถ่ายรูปสวยๆ มาลง ไอ้คนนั่งดูแทนที่จะคิดว่า เฮ้ย เราจะไปปารีสดีไหม เปล่าเลย โหย หมั่นไส้มัน ซึ่งความหมั่นไส้ก็ทำให้เกิดระยะทางห่างขึ้นไปอีก มนุษย์ก็เริ่มโดดเดี่ยวขึ้น โดดเดี่ยวขึ้น ผมพูดมาตั้งนานแล้วว่ามนุษย์จะโดดเดี่ยว แล้วก็โดดเดี่ยวจริงๆ

ในฐานะผู้มาก่อน คุณพอมองออกไหมว่าพวกเราจะหลุดพ้นจากความโดดเดี่ยวเหล่านี้ไปได้ยังไง

ไม่มีทาง มันเป็นนวัตกรรม โลกเข้ามาสู่ยุคซึ่งเครื่องมือเครื่องไม้เป็นอย่างนี้ จนวันนึงไอ้ยุคนี้พังไป แล้วโลกก็จะกลับมาอยู่รวมกันกันอีกทีนึง แล้วก็พังอีก แล้วก็กลับมารวมกัน แล้วก็พังอีก มันจะเป็นอย่างนั้น มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันไม่เที่ยง มันเป็นวัฏฏะ เป็นอิทัปปัจจยตา เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้นสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ดับไปสิ่งนี้จึงดับไป มันเป็นอย่างนี้แน่นอน คุณต้องอยู่เป็นผู้เข้าใจ ไม่ใช่อยู่เป็นผู้ที่อยากให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คุณอยากไม่ได้หรอก

ไตรภพ

แล้วทุกวันนี้คุณมีเฟซบุ๊กมั้ย

มี เอาไว้ส่อง ก็ผมทำงาน ผมก็ต้องเอาไว้ส่อง เวลาเขาพูดเรื่องนี้ขึ้นมาผมก็ต้องดูว่ามันเป็นยังไง แต่ผมไม่เคยโพสต์อะไรเลยแม้แต่อันเดียว ถามว่าผมมีอินสตาแกรมมั้ย มี เอาไว้ส่อง แต่ไม่โพสต์

ทำไมถึงไม่โพสต์อะไรเลย

ก็ชีวิตผมมันไม่มีอะไร (เน้นเสียง) คุณว่าถ้าผมถ่ายต้นไม้ 30 วันแล้วโพสต์ทุกวันมันจะเป็นยังไง เฟซบุ๊กผมคงมีรูปต้นไม้เต็มไปหมดเลย เพราะชีวิตผมไม่มีอะไรเลย แล้วต้นไม้ก็ไม่ใช่ของผม ของเมียผม เขาเป็นคนชอบต้นไม้

ในชีวิตคุณคุยกับคนมาแล้วมากมาย ถ้าให้ย้อนมอง คุณพอจะเห็นจุดร่วมอะไรของมนุษย์บ้างไหม

โง่

มีมนุษย์ที่ฉลาดไหม

มี พระพุทธเจ้าไง คนที่เข้าใจว่าจะต้องหาวิชามาแทนที่อวิชชา แต่คนในโลกโง่มากกว่าฉลาดอยู่แล้ว เพราะมีอวิชชาครอบงำอยู่ อวิชชาแปลว่า ความไม่รู้ความจริง ความไม่รู้สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ไม่เคยเปลี่ยน เปลี่ยนน้อยมาก เปลี่ยนเฉพาะบุคคล คือเรื่องนี้เรื่องเดียว

เวลาพูดคุณพูดต้องพูดให้ถึงแก่น จะไปพูดทำไมว่ามีไฟฟ้า มีประปา อันนั้นฉลาด แต่ฉลาดในเรื่องของวิทยาศาสตร์ ฉลาดในเรื่องของรูปร่างตัวตน ไม่ได้ฉลาดในเรื่องของจิตใจ เอาง่ายๆ ผมถามคุณว่า ที่คุณทำสิ่งต่างๆ ทุกวันนี้เพื่ออะไร คุณมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไร คุณตอบได้ไหม สมมติผมถามคุณแค่นี้ ‘คุณมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไร’ คุณลองตอบสิ คุณตอบไม่ได้ เพราะอะไรรู้เปล่า เพราะคุณไม่ได้นึก ที่คุณตอบช้าเพราะคุณไม่ถามตัวเอง ไม่ใช่เพราะคุณมีหลายคำตอบ คุณไม่เคยรู้เลยว่าคุณอยู่เพื่ออะไร บ้าไหมนี่ แล้วผมถามคุณต่อไปว่าคุณบ้าหรือดี คุณมีชีวิตอยู่โดยคุณไม่รู้ว่าคุณมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร

ไตรภพ

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load