6 กุมภาพันธ์ 2564
12K

หลังเสียงเครื่องยนต์ของยานพาหนะคู่ใจดับสนิท เจ้าบ้านมาดเข้มออกมาทักทายและเชื้อเชิญให้เรานั่ง พร้อมรินคราฟต์โซดาซู่ซ่าเป็นการต้อนรับ บ่ายแก่ๆ ในฤดูหนาวเงียบสงบ จนทำให้เสียงฟองอากาศและน้ำแข็งที่กระทบกันอยู่ในแก้วดังเป็นพิเศษ จากมุมที่เราหย่อนกาย ถ้าทอดสายตาออกไปจะมองเห็นดอยหลวงเชียงดาวชัดแจ๋วทั้งลูก

ใครจะคิดว่าวันหนึ่งภูเขาลูกนี้จะพาชายคนตรงหน้ากลับมาที่นี่อีกครั้ง

วันหนึ่ง : ที่พักแบบ Glamping แคมป์เล็กๆ บนเชียงดาวที่มีแต่แสงจันทร์ ดวงดาว และดอยหลวง

วันก่อน

“การทำที่พักไม่ได้อยู่ในลิสต์ของชีวิตเลย แต่ดอยหลวงพาเรามาอยู่ที่นี่” 

วันหนึ่งภูเขาลูกนี้พา อุ๋ย-จิราทิตย์ สอาดเอี่ยม กลับมาที่นี่อีกครั้ง 

“เราปีนดอยหลวงมาสามปีติดกัน ตอนแรกเป็นนักท่องเที่ยวธรรมดา ไม่ได้ชอบขึ้นเขาเป็นทุนเดิม แต่ชอบระหว่างทางที่ได้เจอคนนั้น คนนี้ เดินสวนทักทายกัน เราว่าภูเขาเชียงดาวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มันมีเรื่องราวอยู่ในนั้น

“พื้นที่ตรงนี้เคยอยู่ใต้ทะเลมาก่อน แล้วถูกดันขึ้นมา ข้างบนเลยมีทรายกับเปลือกหอย สวยนะ สูงด้วย เหมือนเรายืนอยู่ระดับเดียวกับเมฆเลย รู้สึกว่าอีกนิดจะออกนอกโลกแล้ว” เขาเล่าเรื่องระหว่างเขากับเขาให้เราฟัง

วันหนึ่ง : ที่พักแบบ Glamping แคมป์เล็กๆ บนเชียงดาวที่มีแต่แสงจันทร์ ดวงดาว และดอยหลวง

อุ๋ยโลดแล่นในวงการภาพยนตร์โฆษณานับ 10 ปี ก่อนตัดสินใจเป็นเจ้าของที่พักเล็กๆ ในเชียงดาว

“ตอนนั้นเรามีเงินอยู่หนึ่งก้อน คิดอยู่ว่าจะเอาไปซื้อทีวีไว้ดูหนัง เพราะเราเป็นคนทำหนังโฆษณา แต่ไม่เคยมีทีวีดูเลย ดูแต่ในคอมพิวเตอร์ พอสถานการณ์ COVID-19 เริ่มหนักขึ้น เรารู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง พอดีมีคนรู้จักเปิดรีสอร์ตที่เชียงดาว เขาใช้วิธีเช่าที่ เราเพิ่งรู้ว่าเช่าได้ ไม่จำเป็นต้องมีเงินล้านไปซื้อ เราชอบเชียงดาวอยู่แล้วด้วย ก็เลยลองดู”

อุ๋ยชักชวนเพื่อนในวงการภาพยนตร์-โฆษณา อีก 3 คน มาร่วมปลุกปั้นที่นี่ด้วยกัน

ปุ๊-ณัฐฤพงศ์ รุ่งนิเวศน์, อุ๊-ชญณัฏฐ์ สิริโรจน์ปัญญา และ ปอนด์-พันธุ์​เทพ ราวินิต

“ตอนแรกตั้งใจทำแคมป์ เคยคุยกับเพื่อนว่า เดี๋ยวเอาเต็นท์สักหลังมาตั้งแล้วปล่อยเช่า เรายังไม่รู้จักคำว่าแกลมปิ้ง (Glamping) พออ่านประวัติของนอร์ดิกถึงรู้ว่า มันคือการแคมปิ้งที่การบริการสะดวกสบายเท่ากับรีสอร์ต” 

และทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก อุ๋ยหยิบไอเดียนั่น ผสมนี่ จนได้แบบแกลมปิ้งที่พอใจ เขาลงมือเขียนแปลนง่ายๆ ลงสมาร์ทโฟน และตระเวนตามหาช่างในเชียงดาวที่จะเนรมิตรภาพความฝันให้ออกมาเป็นจริงอย่างใจคิด

“ทำที่ไหน” เป็นคำถามที่ซันนี่ หญิงเจ้าของร้านไม้เอ่ยถามหลังจากดูแปลนของอุ๋ย 

เขาตอบตามตรงว่ายังไม่มีที่ดินสำหรับแปลนที่ว่าเสียด้วยซ้ำ

ซันนี่อาสาขับรถพาอุ๋ยตระเวนหาที่ในอำเภอเชียงดาวอยู่แรมเดือน จนกระทั่งมาเจอที่นี่ อุ๋ยว่านั่นเป็นที่ดินผืนสุดท้ายที่ตั้งใจไปดู หากยังไม่ใช่ เขาเตรียมใจพับแผนการทั้งหมด ตีตั๋วกลับกรุงเทพฯ ไปกำกับโฆษณาตามเดิม

โชคดีที่เรื่องราวไม่เป็นเช่นนั้น

“คนเชียงดาวเขาบอกว่าที่เลือกคน” อุ๋ยบอกกับเรา

ที่ดินผืนนี้เป็นเนินเขาเล็กๆ ในหมู่บ้านยางปู่โต๊ะ ด้านหน้าลาดลงไปเป็นป่าสักที่องค์กรจากเยอรมนีเช่าไว้ เพื่ออนุรักษ์ให้ป่าทำหน้าที่เป็นปอดของโลก ถ้าทอดสายตาไกลสุดลูกหูลูกตาจะเห็นดอยหลวงเชียงดาวชัดเจน

วันหนึ่ง : ที่พักแบบ Glamping แคมป์เล็กๆ บนเชียงดาวที่มีแต่แสงจันทร์ ดวงดาว และดอยหลวง

 พื้นที่ตรงนี้เป็นทำเลทอง นักธุรกิจเข้ามากี่รายเจ้าของที่ก็ส่ายหน้าปฏิเสธ จนกระทั่งอุ๋ยเข้ามา เขากลายเป็นผู้เช่าที่ดินผืนนี้แต่เพียงผู้เดียว เราไม่แน่ใจว่าชายคนนี้พกของดีมาด้วยหรือเปล่า แต่คงจริงอย่างเขาว่า ‘ที่เลือกคน’

“เรารู้จักการเลือกทำเลจากการทำหนัง มันเหมือนตอนทำหนังที่มีการบล็อกช็อต เป็นการเอาตัวละครมาบล็อกกิ้ง แล้วเอากล้องมาเล็ง ตาเราก็ดูเฟรม เราจะรู้ว่าช็อตไหนสวย ช็อตไหนไม่สวย” เขาเล่าพลางประกบนิ้วเป็นกรอบสี่เหลี่ยมพร้อมยกขึ้นมาแล้วเล็งไปที่วิวตรงหน้า “สำหรับเรา การทำที่นี่มันคล้ายกับขั้นตอนการทำหนัง ยิ่งเป็นหนังโฆษณาต้องยิ่งขายของ เรารู้ว่าอะไรควรขาย ไม่ควรขาย พื้นที่ตรงนี้เราขายดอยหลวง ทางช้างเผือก และดวงดาว” 

ถ้าชีวิตเป็นหนังสักเรื่อง 

เขาคงไม่คิดว่าวันหนึ่งจะมีฉากที่ตัวเองยืนหน้าเต็นท์สีขาว เบื้องหลังเป็นทิวเขาสลับทับซ้อนอย่างวันนี้ 

วันหนึ่ง

วันหนึ่งเป็นที่พักแบบ Glamping ตั้งอยู่อย่างเรียบง่ายบนเนินเขาในหมู่บ้านยางปู่โต๊ะ หมู่บ้านเล็กๆ ไม่ไกลจากเมืองเชียงดาว สองข้างขนาบด้วยป่า เบื้องหน้าเป็นดอยหลวงเชียงดาวที่สูงตระหง่านจนยอดกลืนไปในมวลเมฆ

เจ้า Glamping เกิดจากการรวมคำว่า Glamorous ที่แปลว่าหรูหรา กับคำว่า Camping ที่แปลว่าการตั้งแคมป์ กลายเป็นการพักผ่อนที่นั่งๆ นอนๆ สัมผัสธรรมชาติแบบแคมปิ้ง แต่พ่วงความสะดวกสบาย ไม่ต้องก่อไฟหุงข้าว แต่มีอาหารเสิร์ฟพร้อมหมอกยามเช้า ตกเย็นจะปาร์ตี้บาร์บีคิว ย่างหมูกระทะ หรือปิ้งมันหวานก็น่ารักไปอีกแบบ

ความหรูหราที่ถูกใจสายอินสตาแกรมเมอร์คงเป็นอ่างอาบน้ำใบใหญ่ที่วางเคียงกับเต็นท์ ควรค่าแก่การนอนแช่น้ำมองฟ้ากว้างเย้ยอากาศเย็นๆ เป็นที่สุด แถมห้องน้ำยังมีหน้าต่างใสบานใหญ่ที่ชมวิวทิวเขาได้ 180 องศา 

วันหนึ่ง : ที่พักแบบ Glamping แคมป์เล็กๆ บนเชียงดาวที่มีแต่แสงจันทร์ ดวงดาว และดอยหลวง

ที่นี่มีเต็นท์หลังเดียวและเป็นไพรเวตแกลมปิ้งที่รับแขกครั้งละกลุ่มเท่านั้น (สูงสุด 6 คน)

เดิมทีที่ดินตรงนี้เคยเป็นสวนลำไยมาก่อน ทำให้มีต้นลำไยยื่นกิ่งหยักๆ เข้ามาริมรั้วของวันหนึ่ง

“เราสร้างที่นี่โดยทำลายทรัพยากรให้น้อยที่สุด เป็นสิ่งหนึ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ตอนแรก ส่วนพื้นเรายังยกลอย เพราะคิดว่าอนาคตไม่แน่นอน หากวันหนึ่งปิดตัวลง แล้วต้องรื้อทั้งหมดออก ทุกอย่างต้องเหมือนเดิม ขนาดต้นไม้บางต้นยืนต้นตาย เจ้าของที่เขาอยากจะตัดให้ เราบอกว่าไม่ต้อง ทิ้งไว้แบบนี้ก็สวยดี มันเป็นเครื่องประดับให้เราได้

“เราไม่ได้ปรับ ไม่ได้ขุดอะไรเลย แค่ทำดินให้เป็นบันไดแล้วเอาไม้ครอบ ถ้าสังเกตต้นลำไยตรงริมรั้ว เราไม่ได้ตัดทิ้งแค่ทำรั้วครอบกิ่งไม้เอาไว้ เราไม่ได้บอกช่างให้เขาทำแบบนั้นนะ แต่ช่างที่นี่เขาเว้นกิ่งไม้พวกนี้เอาไว้เอง เหมือนเขาสอนเราว่า อุ๋ย มึงมาทีหลังลำไยต้นนี้ กิ่งที่มึงตัดมันจะออกผลให้มึงกินนะ” อุ๋ยอธิบายให้เราฟังพร้อมเสียงหัวเราะ

วันหนึ่ง : ที่พักแบบ Glamping แคมป์เล็กๆ บนเชียงดาวที่มีแต่แสงจันทร์ ดวงดาว และดอยหลวง

เมื่อพ้นธรณีประตูไม้เข้ามา จะเห็นว่าพื้นที่ของวันหนึ่งถูกแบ่งอย่างเป็นสัดเป็นส่วน

ส่วนแรก คือลานดูดาวกลางแจ้ง กว้างพอสำหรับชวนกลุ่มเพื่อนมานั่งล้อมวงและเริ่มต้นบทสนทนาดีๆ รอบกองไฟ หลังพระอาทิตย์ตกดินลานไม้จะมืดสนิท มีเพียงแสงสลัวจากไฟทางเดินที่สว่างพอให้เห็นขอบพื้นไม้เท่านั้น

“ลานตรงนี้มืดมาก แทบไม่มีแสงไฟรบกวน เลยมองเห็นดาวชัดมาก มีครั้งหนึ่งลูกค้าชวนดูดาวตก เราหันไปมองแล้วตกใจ เพราะดวงใหญ่จนลังเลว่าดาวตกหรือจรวด” เจ้าบ้านเล่าอย่างอารมณ์ดี ก่อนเฉลยว่าเขาตั้งใจให้ลานกว้างปราศจากไฟฟ้า เป็นการออกแบบแกมบังคับไม่ให้แขกเปิดไฟ แค่แสงจันทร์ก็สว่างไสวเพียงพอแล้วสำหรับที่นี่

บนลานไม้แผ่นเดียวกันมีชานยื่นออกไป เป็นที่ตั้งของเต็นท์ Nordiske สีขาวนวลตา ด้านในมีเตียงนอนนุ่มฟูขนาด 5 ฟุต พัดลมสีขาว ราวไม้สำหรับแขวน ทุกอย่างดูอบอุ่นเหมือนคิดมาแล้ว ตัวเต็นท์มีประตูสองฝั่ง ด้านหน้าติดกับลานดูดาวเป็นทางเข้า ด้านหลังมีระเบียงเล็กๆ ชวนให้ตื่นเช้ามานั่งหย่อนขาชมวิวดอยหลวงเชียงดาวตรงหน้า 

เราชอบที่แต่ละมุมของวันหนึ่งไม่ต่างกับฉากสวยๆ ในภาพยนตร์ 

วันหนึ่ง : ที่พักแบบ Glamping แคมป์เล็กๆ บนเชียงดาวที่มีแต่แสงจันทร์ ดวงดาว และดอยหลวง

ต้นดอกหญ้าสีเขียวอ่อนขึ้นตามแนวเขาดูเข้ากันดีกับเต็นท์สีขาวและแผ่นไม้ดิบๆ อย่างไม่น่าเชื่อ 

“เรานั่งเลือกไม้ตามโรงไม้เองหมดเลย ทั้งหมดเป็นไม้มือสอง มันอิ่มมาแล้ว เวลาโดนแดดโดนฝนจะไม่เป็นอะไร แล้วซันนี่ เจ้าของร้านไม้คนดีคนเดิมเห็นแปลนของเราก็บอกว่า ไม่ต้องซื้อไม้จากหนู เขาแนะนำให้เราไปซื้อไม้มือสอง เพราะเข้ากับมู้ดแอนด์โทนที่เราตั้งใจจะทำ เสานี่ก็เป็นเสาบ้านเก่าของซันนี่” อุ๋ยชี้ให้เราดูไม้สีซีด เผยให้เห็นความเก่าบนผิวไม้ที่ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านแดด ผ่านฝน จนกลายเป็นเสาของเฉลียงและพื้นทั้งหมดของลานไม้

ถัดจากลานกว้างมีทางเดินลาดเป็นเนินสั้นๆ ไปยังเฉลียงที่มุงด้วยหญ้าคา ตรงเสาที่อุ๋ยชี้ให้เราดูเมื่อครู่มีม่านสีขาวบางๆ ปลิวล้อกับแรงลม ด้านในโล่งโปร่งไม่มีผนังกั้น ตรงกลางเป็นเคาน์เตอร์ไม้ มีเตาแก๊สและซิงก์ล้างจานบิลด์อิน เหมาะกับการปรุงอาหารง่ายๆ เคล้าแสงอาทิตย์ตกดินหรือจะจิบกาแฟหอมๆ คลอหมอกขาวยามเช้า ก็ย่อมได้

วันหนึ่ง : ที่พักแบบ Glamping แคมป์เล็กๆ บนเชียงดาวที่มีแต่แสงจันทร์ ดวงดาว และดอยหลวง

นอกจากพักผ่อนในบรรยากาศแกลมปิ้งแล้ว อุ๋ยยังมีกิจกรรมพิเศษ ชวนผู้มาเยือนไปแช่น้ำร้อนธรรมชาติ และอาบป่าสัมผัสเชียงดาว ด้วยการเดินลัดเลาะตามภูเขาลูกเล็กๆ ผ่าน 3 เส้นทาง ที่แบ่งตามระยะทางใกล้-ไกล

ระยะทาง 3 กิโลเมตร : สถานีวิจัยดอยหลวงเชียงดาว

ระยะทาง 7 กิโลเมตร : สันกางจ้อง-ห้วยแม่มาด

ระยะทาง 13 กิโลเมตร : ป่าเมียง-สันคมพร้า

“ป่าที่เราเดินค่อนข้างดิบนะ สองรูตแรกมีแต่ป่า รูตที่สามมีจุดชมวิว ป่าที่อื่นอาจมีอุทยานทำทางเดินไว้ให้ แต่ที่นี่ชาวบ้านเป็นคนนำเดิน เพราะเราอยากกระจายรายได้เข้าชุมชนบ้างยางปู่โต๊ะด้วย” เขาเล่าด้วยความตื่นเต้น

วันหนึ่งก็มีวันหยุด 

แกลมปิ้งหลังนี้จะเปิดให้เข้าพักเป็นช่วง จากตุลาคมปีที่แล้วถึงต้นเดือนมีนาคมปีนี้ สาเหตุที่ต้องเป็นแบบนั้นเพราะเจ้าบ้านเป็นห่วงเรื่องสภาพอากาศในช่วงวิกฤตหมอกควันที่ปกคลุมเมืองเชียงใหม่ จนตอนนี้เขายังลังเลว่าจะกลับมาเปิดอีกครั้งในช่วงไหน อาจเป็นสักเดือนสองเดือนก่อนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาวที่เขาหลงใหล

“เราชอบดอยหลวงตอนหน้าฝน ต้นไม้จะเขียว ส่วนสภาพอากาศเราชอบหน้าหนาว ที่นี่เคยหนาวสุดถึงเจ็ดองศาเซลเซียส แต่แปลกอยู่อย่าง หน้าฝนที่นี่เหงากว่าหน้าหนาวอีกนะ ถ้าตกดึกแล้วฝนตก ต้องเหงาแน่ๆ” เขาว่าอย่างนั้น

 เราเองชักไม่มั่นใจว่าเขาเป็นคนขี้หนาวหรือขี้เหงากันแน่

วันหนึ่ง : ที่พักแบบ Glamping แคมป์เล็กๆ บนเชียงดาวที่มีแต่แสงจันทร์ ดวงดาว และดอยหลวง

วันนี้

“เงียบมั้ยล่ะ นี่อยู่ทุกวันจนจะบวชเป็นพระแล้วนะ” 

อุ๋ยพูดขึ้นมาหลังจากเราต่างเว้นช่วงสนทนาเพื่อเงี่ยหูฟังเสียงลมพัดเอื่อยๆ

ห่างจากอาณาเขตของวันหนึ่งเพียงเล็กน้อย เป็นที่ตั้งของกระท่อมไม้หลังเล็กๆ ของอุ๋ยและเพื่อน ยามต้องประจำการที่นี่ ด้านหน้าเป็นบาร์คราฟต์เบียร์ขนาดย่อมให้คนละแวกนั้นแวะมาเยี่ยมเยียนและพบปะพอให้คลายเหงา

“ลูกค้าเบื่อๆ ก็มานั่งที่บาร์ ส่วนใหญ่เป็นคนที่มากางเต็นท์ข้างบน ความสนุกของเราคือรีแอคชันของลูกค้า สิ่งนี้เติมเต็มเราตลอดเลยนะ พอได้คุยกับเขา มันสนุก แต่ละคนมีสตอรี่ไม่เหมือนกัน ส่วนเรามีความสุขที่เขาชอบ”

วันหนึ่ง : ที่พักแบบ Glamping แคมป์เล็กๆ บนเชียงดาวที่มีแต่แสงจันทร์ ดวงดาว และดอยหลวง

แม้ไม่เคยมีประสบการณ์การบริหาร แต่อุ๋ยเรียนรู้จากลูกค้า ลุยเอง คุยเอง เลยทำให้ที่นี่เป็นกันเอง

“เราค่อยๆ เรียนรู้จากลูกค้าว่าขาดเหลืออะไรบ้าง ถ้าเกิดให้คนอื่นมาจัดการดูแลคงมีความเป็นหุ่นยนต์หน่อยๆ แต่ถ้าเป็นเรา เราคุยกับลูกค้าเอง เลยทำให้ที่นี่เป็นมากกว่าสถานที่ กลายเป็นบ้านที่เขาอยากกลับมาอีกครั้ง

“เคยมีลูกค้ามาพักต้นเดือนตุลา พอกลางเดือนตุลาเขากลับมาอีก เราว่าโรงแรมหลายที่ก็คาดหวังให้ลูกค้ากลับมาทั้งนั้น ตอนทำเราไม่รู้หรอกว่าทำยังไงให้ลูกค้าเก่ากลับมา แต่พอเราเปิด ก็ทำได้เลย มันมหัศจรรย์มาก”

ก่อนลงมือทำที่พัก เพื่อนแนะนำให้อุ๋ยอ่านหนังสือ เรื่องเล่าแบรนด์ของผม ของ ชาติ กอบจิตติ เป็นเล่มที่ถูกพูดถึงบ่อยๆ ว่าเป็นหนังสือที่เล่าเรื่องแบรนด์และการทำธุรกิจได้สนุก แต่เขาเลือกไม่อ่าน ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่ากลัวจิตตก 

“เราคิดว่าถ้าศึกษาเยอะ เราจะไม่กล้าทำ เกิดไปอ่านความล้มเหลวของคนอื่นเข้ามันจะทำให้เรากลัว เลยต้องบู๊เอง แล้วการทำหลังเดียวก็เหมือนการทดลอง ว่าเราจะเจอปัญหาอะไรบ้าง ส่วนการตลาดไม่ต้องพูดถึง เรายังตอบเพื่อนไม่ได้เหมือนกันว่าจะขายห้องยังไง เอาเป็นว่าทำไปก่อนแล้วกัน สเต็ปบายสเต็ป” เจ้าบ้านมือใหม่ (มาก) เล่า

วันหนึ่ง : ที่พักแบบ Glamping แคมป์เล็กๆ บนเชียงดาวที่มีแต่แสงจันทร์ ดวงดาว และดอยหลวง

“เอาเข้าจริง ช่วงนั้นเหมือนเราได้ทบทวนตัวเองด้วยเหมือนกัน ตลอดสิบปีที่ทำหนังมา กราฟชีวิตเราก็ไม่ได้ขึ้นขนาดนั้น เลยลองทำอย่างอื่นดูบ้าง เพราะเราไม่ได้อยู่ในเกมเดอะซิมส์ที่ทำตามโปรแกรมเขียนไว้ แต่เราเป็นคน ทำได้อีกตั้งหลายอย่าง ด้วยความบ้าของเรา ก็ทำเลย การไม่วางแผนมันสอนให้เราไปต่อ ทางข้างหน้าค่อยว่ากัน” 

ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งจะมีคนมาขอแต่งงานที่นี่-อิจฉาหนุ่มสาวที่มีดวงจันทร์และแสงดาวเป็นพยานรัก

“เคยมีคนมาขอแต่งงานและมีคนมาแต่งงานที่นี่ จำได้ว่าที่บ้านเขาไม่ให้จัดงานแต่ง เพราะตรงกับศุกร์ที่ 13 เขาเลยหาสถานที่หนีมาแต่งงานกันสองคน วันนั้นเราจุดพลุดวงใหญ่เซอร์ไพรส์ มีเราเป็นแขกคนแรกและคนเดียว

“เกิดคาดเหมือนกันนะ ตอนแรกตั้งใจทำที่พักที่มีคนมาพักแค่เดือนละสี่ห้าวันก็พอแล้ว แต่พอมันถูกจองจนเต็ม เราก็ดีใจมาก ยิ่งมีเรื่องราวแบบนี้อีก มันเกินคาดจนไม่รู้จะบรรยายยังไง” ชายตรงหน้าเล่าด้วยความสุข

วันหนึ่ง : ที่พักแบบ Glamping แคมป์เล็กๆ บนเชียงดาวที่มีแต่แสงจันทร์ ดวงดาว และดอยหลวง

วันหนึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกของเขา

“รู้สึกแฮปปี้มาก ถ้าเกิดเรื่องนี้เป็นหนัง น่าจะเป็นหนังที่ทำเงินและเป็นไวรัล”

เรานึกสงสัยจึงถามต่อ หนังที่ว่าเป็นหนังแบบไหน

“ไม่ดราม่าแน่นอน จะโรแมนติกก็ไม่ใช่เพราะไม่ได้เริ่มแบบนั้น มันมีหลายพาร์ต”

เขานึกอยู่สักพัก ก่อนเราจะลองเดาคำตอบหลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดเมื่อครู่

นี่คงเป็นหนังสารคดี 

อุ๋ยเบิกตากว้างเป็นสัญญาณว่าเห็นด้วย

“Documentary! นี่คือ Documentary เราเป็นสายทำหนังสารคดี แล้วเราก็ชอบด้วย”

“โอโห้ เหมือนปลดล็อกตัวเอง” เขาทิ้งท้ายกับเราด้วยรอมยิ้มกว้าง

วันหนึ่ง : ที่พักแบบ Glamping แคมป์เล็กๆ บนเชียงดาวที่มีแต่แสงจันทร์ ดวงดาว และดอยหลวง

วันหนึ่ง (Onenueng)

ที่อยู่ : บ้านยางปู่โต๊ะ ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 50170 (แผนที่)

เบอร์โทรศัพท์ : 09 6880 8980

Facebook : Onenueng วันหนึ่ง

*เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ยังว่างนะ นัดหมายและจับจองแกลมปิ้งล่วงหน้า 20 วันก่อนเข้าพัก

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

27 พฤศจิกายน 2564
16K

ตั้งแต่เชียงใหม่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิต ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของการเป็นศูนย์รวมร้านคาเฟ่สวย ๆ เป็นแหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์กาแฟดี ๆ เป็นที่รับอากาศหนาวพร้อมชมวิวดอยสวยงาม มีวิถีและวัฒนธรรมเฉพาะตัว และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ทำให้บรรยากาศของเมืองเชียงใหม่พิเศษขึ้นมา ตัวเมืองเชียงใหม่ในแต่ละปีจึงมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ย่านนิมมานฯ เมื่อ 10 ปีที่แล้วก็ไม่ใช่อย่างทุกวันนี้ แม้แต่ย่านช้างม่อย ย่านที่กำลังบูมสุด ๆ ในตอนนี้ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ก็เป็นย่านค้าขายเก่าแก่ที่กำลังซบเซาอยู่เลย ต่อไปเชียงใหม่จะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นอีก จะมีย่านไหนได้รับความนิยมขึ้นมา นั่นก็ล้วนเป็นเรื่องของอนาคตที่เราไม่อาจคาดเดาได้ 

ความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องไม่ดีเสมอไป บางครั้งมันก็ทำให้หลายสิ่งดีขึ้น 

แต่ต้องยอมรับว่าความเปลี่ยนแปลงมากมายที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ ก็ทำให้หลายอย่างที่เคยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ถูกเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม จะคงอยู่ก็เพียงในภาพถ่ายหรือความทรงจำของผู้ที่เคยพานพบเท่านั้น

Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่

สถานที่ที่เราชวนทำความรู้จักต่อไปนี่ คือที่พักเล็ก ๆ ชื่อ ‘Cochet de Nimman’ ตั้งอยู่บนถนนห้วยแก้ว บริเวณเชิงดอยสุเทพ ใกล้กับย่านนิมมานฯ และย่านมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อันเป็นพื้นที่ที่มีความเปลี่ยนแปลงมากที่สุด แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนั้น ที่พักแห่งนี้กลับคงบรรยากาศดั้งเดิมของเชียงใหม่เมื่อ 50 – 60 ปีที่แล้วเอาไว้ได้

Cochet de Nimman ทำได้อย่างไร มีเหตุผลอะไรที่อยากจะเก็บบรรยากาศพื้นที่เชิงดอยสุเทพ เมื่อ 50 ปีที่แล้วไว้ บรรยากาศในอดีตของพื้นที่นี้เป็นเช่นไร และมีอะไรบ้างที่หายไปจากความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาตลอด 50 ปี

Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่

ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต จุลาสัย อาจารย์และอดีตคณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในสามสถาปนิกไทยที่ได้รับเลือกให้เป็นสถาปนิกเอกของโลกแห่งศตวรรษที่ 20 และเป็นเจ้าของที่พัก Cochet de Nimman พร้อมพาคุณเข้าไปเดินชมบรรยากาศในอดีตเมื่อ 50 ปีที่แล้วของเชียงใหม่ และความคิดเบื้องหลังที่พักแห่งนี้ของเขา

“ผมเป็นคนเชียงใหม่ เกิดที่นี่ โตที่นี่ ไปเรียนต่อมหาลัยและทำงานที่กรุงเทพฯ พื้นที่ตรงนี้เมื่อห้าสิบถึงหกสิบปีก่อน มันคือป่าเชิงดอย เป็นป่าจริง ๆ ยังไม่มีมหาลัยเชียงใหม่มาตั้ง และคำว่า ‘ห้วยแก้ว’ ที่เป็นชื่อถนน ก็ตั้งมาจากชื่อของลำห้วยแก้วที่เคยไหลผ่านตรงนี้ สมัยเด็กเวลาผมจะเข้ามาในพื้นที่ตรงนี้ต้องข้ามสะพานเล็ก ๆ ปัจจุบันถูกถมเป็นถนนเส้นห้วยแก้วไปแล้ว นี่คือลักษณะของพื้นที่นี้ในอดีต” อาจารย์บัณฑิตเริ่มต้นเล่าย้อนความหลังของพื้นที่

“ถ้ามองจากตอนนี้ จะนึกภาพไม่ออกเลยว่าบริเวณนี้เคยเป็นป่ามาก่อน ครั้งหนึ่งทางจังหวัดเชียงใหม่เคยประกาศให้คนเข้ามาจับจองพื้นที่ทำกิน บริเวณตั้งแต่ย่านนิมมานฯ ทั้งหมดไล่มาจนถึงบริเวณ มช. ได้ฟรี ๆ แต่มีเงื่อนไข ว่าพอได้ไปแล้วต้องทำประโยชน์กับพื้นที่ ตอนนั้นคนยังไม่กล้ามาเลย เพราะมันเป็นป่า ดูอันตราย มช. ก็ยังไม่มี คนส่วนใหญ่ที่มาจอง ถ้าไม่ใช่คนมีฐานะที่จับจองไว้เพื่อทำโครงการจัดสรรแบ่งขาย ก็จะเป็นคนที่ต้องการพื้นทำสวนทำไร่

Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่
Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่

“ตอนนั้นครอบครัวผมเปิดร้านค้า และมีบ้านอยู่บริเวณตลาดกาดหลวงในปัจจุบัน แม่ของผมได้ยินประกาศการจับจองที่ แต่ก็ไม่กล้าไป เพราะต้องดูแลร้านในตัวเมือง ไม่รู้จะเอาเวลาไหนมาจัดการที่ตรงนั้น พอเวลาผ่านมา ตรงนั้นเริ่มเจริญมากขึ้น มีมหาลัยเชียงใหม่มาตั้ง มีร้านโบ๊ต (ร้านอาหารและเบเกอรี่) มีผู้คนอยู่อาศัย แม่เลยตัดสินใจซื้อกับเจ้าของที่ที่ได้ที่มาตอนยุคจับจอง ต่อมาเขาก็ทยอยแบ่งขายให้กับคนที่สนใจ เราเรียกที่ดินตรงที่แม่ซื้อว่า สวน เป็นสวนของแม่ เป็นที่ดินที่แม่ซื้อไว้ก่อน ระหว่างที่รอทุนทรัพย์ของครอบครัวพร้อมสำหรับสร้างบ้านบนที่ดินนั้น

“สมัยเด็กผมมีพาหนะคู่กายคือจักรยาน ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมและเพื่อนจะปั่นจักรยานจากตลาดมาที่สวนของแม่ กว่าจะปั่นจากตลาดมาถึงสวนใช้เวลานานเป็นชั่วโมง พอถึงสวนก็หมดแรงพอดี ทุกครั้งผมกับเพื่อนจะดับกระหายด้วยการดื่มน้ำจากลำห้วยแก้วที่ใสสะอาดและเย็นชื่นใจ จากนั้นเดินข้ามลำห้วยแก้วด้วยสะพานไม้เล็ก ๆ ที่แม่ทำไว้ เข้าไปในสวนหาผลไม้ที่เจ้าของที่คนก่อนปลูกไว้กิน มีมะม่วง ชมพู่ ขนุน ส้มโอ มะนาว ลำไย เมื่อกินจนอิ่มท้องก็กลับไปกระโจนเล่นน้ำในลำห้วยแก้ว พอใกล้ค่ำก็ปั่นกลับบ้านที่ตลาด นี่คือความทรงจำแรก ๆ ที่ผมมีต่อพื้นที่ตรงนี้”

Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่
Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่

หากเทียบภาพความทรงจำที่อาจารย์บัณฑิตเล่าให้เราฟัง กับพื้นที่บริเวณนั้นในปัจจุบัน แนวป่าที่เคยเต็มไปด้วยผลไม้นานาพันธุ์ กลายเป็นแนวอาคารพาณิชย์ไปแล้ว ลำห้วยแก้วที่เคยไหลผ่านจากดอยสุเทพลงมาจนถึงคูเมือง ให้ผู้คนแถวนั้นได้รับไอเย็นจากผืนน้ำและความสงบจากเสียงลำน้ำไหล ปัจจุบันถูกถมกลายเป็นถนนคอนกรีต 4 เลน เต็มไปด้วยเสียงของเครื่องยนตร์ของรถราที่วิ่งกันสวนไปมาจำนวนมาก ห้วยแก้วที่เคยเป็นลำน้ำก็เหลือเพียงแค่ชื่อของถนน 

ภาพในอดีตที่อาจารย์บัณฑิตเล่าให้ฟัง ก็เป็นได้ภาพที่อยู่แค่ในความทรงจำเท่านั้น…

“ทุกวันนี้ ถนนห้วยแก้วมีรถราจอดยาวรอสัญยาณไฟ ไม่มีสายลม ไม่มีร่มไม้ มีแต่แสงแดดที่ร้อนระอุ น้ำใจจากดอยถูกจำกัดอยู่ในท่อคอนกรีต เหมือนผู้คนอาศัยอยู่ในกำแพงบ้านและหน้าต่างกระจก เช่นเดียวกับผู้ขับรถยนต์อยู่ในถังโลหะปรับอากาศติดฟิล์ม สายลมร้อนและแสงแดดวนเวียนอยู่ภายนอก แม้ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงดำรงอยู่ได้ แต่แยกส่วนและไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ” ส่วนหนึ่งจากหนังสือ เจียงใหม่เมืองฮา ที่เล่าเรื่องราวจากความทรงจำของอาจารย์บัณฑิต 

หลังจากครอบครัวของอาจารย์บัณฑิตสะสมทรัพย์ได้เพียงพอ พวกเขาก็ได้สร้างบ้านอยู่อาศัยบนที่ดินที่เคยเป็นสวนของแม่ และอยู่เรื่อยมาถึงปัจจุบัน จนวันหนึ่ง ผู้เป็นเจ้าของที่ดินบริเวณด้านหลังของบ้านอาจารย์บัณฑิตก็ประกาศขายที่ถูก ๆ เนื่องจากผู้เป็นเจ้าของที่ตั้งใจจะสร้างโครงการคอนโดฯ สูง แต่ข้อบังคับของกฎหมายผังเมืองไม่อนุญาตให้มีอาคารสูงสร้างบริเวณนี้ จนบดบังทัศนียภาพของดอยสุเทพ สุดท้ายผู้เป็นเจ้าของตัดสินใจขายที่ในราคาถูก

“เราเห็นที่ดินอยู่ใกล้กับบ้านเรา ก็เลยซื้อเก็บไว้ แต่ยังไม่รู้จะทำอะไร มันเลยยังเป็นป่าเหมือนเดิม” 

Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่
Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่

ที่ดินตรงนี้ถูกเก็บไว้แบบเดิมหลายปี กระทั่ง 7 ปีที่แล้ว อาจารย์บัณฑิตต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ กลับมาบ้านที่เชียงใหม่บ่อยครั้งเพื่อมาดูแลแม่ ระหว่างที่กลับมาเขาไม่รู้จะทำอะไร เลยฆ่าเวลาด้วยการเข้ามาเดินเล่นในที่ดินที่ยังเป็นป่านี้อีกครั้ง ณ เวลานั้นบริเวณ โดยรอบแปรเปลี่ยนไปเป็นอาคารต่าง ๆ จนไม่เหลือเค้าของความเป็นป่าแล้ว

“ช่วงกลับมาเชียงใหม่ เวลาว่างผมจะเข้ามาเดินที่นี่ เลยพบว่าที่ตรงนี้มีบรรยากาศแบบป่าเชิงดอยสุเทพสมัยก่อน ที่ผมเคยปั่นจักรยานมาเล่นกับเพื่อน แม้ที่รอบข้างจะเปลี่ยนไป แต่ตรงนี้ยังเป็นป่ารก ๆ มีต้นไม้ใหญ่ มีหญ้า ผมเห็นว่าตรงนี้อยู่ติดกับบ้านของครอบครัวที่ก็เริ่มมีอายุกันแล้ว และปกติผมจะมีพรรคพวกขึ้นมาเที่ยวที่เชียงใหม่กันเยอะ เลยตัดสินใจทำที่พักตรงนี้ เพื่อให้มีคนมาเข้ามา จะได้ช่วยทำให้พื้นที่ตรงนี้ไม่อันตราย ครอบครัวผมก็ไม่เหงา 

“แต่ที่สำคัญ เขาได้มาพักและสัมผัสกับความเป็นป่า ซึ่งบางคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ไม่เคยได้สัมผัส”

เมื่อได้ไอเดียอยากจะทำที่พักกลางป่า อาจารย์บัณฑิตจึงตั้งใจว่า จะไม่ตัดต้นไม้ในพื้นที่เลยสักต้น

สถาปนิกคนนี้เลือกสร้างที่พักง่าย ๆ ให้แทรกตัวอยู่ระหว่างต้นไม้ในพื้นที่

“ผมไม่ได้ต้องการให้อะไรมันดูพิเศษ เอาแบบธรรมดาที่สุด เพราะสิ่งที่พิเศษคือป่าเหล่านี้ ผมนึกไปถึงตอนสอนหนังสือ มีนักศึกษาลาวมาเรียนกับผม ช่วงนั้นมีเหตุการอุทกภัยเกิดขึ้นที่ประเทศลาว ผมกับนักศึกษาชาวลาวเลยคิดกันว่า จะทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ลาวได้ เราตัดสินใจทำบ้านเพื่อผู้ประสบภัย ทำยังไงก็ได้ให้สร้างได้เร็ว อยู่ได้จริง ไม่ต้องใช้เงินเยอะ และใครก็ทำได้ เพื่อให้เกิดผลเร็วที่สุด ซึ่งตอนนั้นเราใช้เวลาสร้างเพียงเจ็ดวัน ด้วยเงินเก้าหมื่นบาท ซึ่งผมมองว่ามันง่าย เลยหยิบมาใช้สร้างที่พักในที่ดินแห่งนี้ด้วย”

อาจารย์บัณฑิตใช้เมทัลชีทมาทำหลังคา ผนังทำด้วยไฟเบอร์ซีเมนต์ แบบเดียวกับตอนที่ทำบ้านพักผู้ประสบภัย แต่เพิ่มงบประมาณในส่วนประตูอะลูมิเนียมเก็บเสียง และผ้าม่านป้องกันความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย

ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ

“กลายเป็นว่าหน้าต่าง ผ้าม่าน ที่นอน และแอร์ รวมกัน แพงกว่าตัวอาคารเสียอีก” อาจารย์หัวเราะอารมณ์ดี

ด้วยความที่ตัวบ้านถูกออกแบบมาให้ใครก็สร้างขึ้นได้ อาจารย์บัณฑิตจึงไม่ได้จ้างผู้รับเหมา แต่ใช้คนสวนที่บ้านค่อย ๆ ช่วยกันสร้างขึ้นมาทีละหลัง จนกระทั่งคนสวนของเขาตั้งใจสร้างบ้านของตนเอง ก็ขออนุญาตอาจารย์นำแบบบ้านนี้ไปใช้สร้างด้วย เพราะเห็นว่ามีราคาประหยัดและใช้งานได้จริง 

เมื่อ Cochet de Nimman สร้างตัวอาคารเสร็จ ในส่วนของพื้นที่สวนต่าง ๆ อาจารย์เลือกใช้วิธีย้ายต้นไม้ที่มีอยู่เดิมในพื้นที่เข้ามาตกแต่ง แทนการซื้อหรือปลูกใหม่

“เมื่อวานเพิ่งมีคนมาพักแล้วติขึ้นมาว่า ที่นี่ไม่มีดอกไม้สีสันสวย ๆ เลย แน่นอนว่ามีไม่ได้ เพราะที่นี่เป็นป่าที่ต้นไม้สูงปกคลุม ดอกไม้ไม่โดนแดด และผมไม่ต้องการให้ที่นี่เป็นทุ่งดอกไม้แบบสวิตเซอร์แลนด์ ต้นไม้ที่เห็นทั้งหมดคือต้นไม้ที่เติบโตมาในพื้นที่นี้ ไม่ได้ซื้อเพิ่ม แค่โยกย้ายนิดหน่อย และปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติ อาจไม่สวยเหมือนที่คุณเคยเห็นจากสื่อหรือที่ไหน แต่นี่คือความสวยในแบบของมัน นี่คือป่าตามธรรมชาติของพื้นที่เชิงดอยที่หาได้ยากเต็มที”

พื้นที่ตรงนี้ถูกล้อมรอบด้วยความเจริญ เดินไปนิดเดียวก็ถึงย่านนิมมานฯ และห้างสรรพสินค้า 

ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ
ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ

Cochet de Nimman ในพื้นที่ตรงนี้จึงเป็นเหมือนผืนป่าเล็ก ๆ ที่ล้อมรอบด้วยป่าคอนกรีต หากเข้ามาด้านในนี้ นอกจากอุณหภูมิที่เย็นลงกว่าที่อื่น หากหลับตาเงี่ยหูฟังให้ดี คุณจะได้ยินเสียงเพลงของธรรมชาติที่มีวาทยกรอย่างสายลมคอยพัดผ่านให้กิ่งไม้ ใบไม้ เสียดสีกันส่งเป็นเสียงประสาน กับเสียงเล็กเจื้อยแจ้วของนกนานาพันธุ์

“ที่นี่อาจจะเซลฟี่ไม่สวย แต่สิ่งที่จะอยู่กับเขาขณะมาพัก คือ ภาพบรรยากาศป่าแบบดั้งเดิม ต้นไม้ที่นี่เติบโตเอง ยืนต้นมานาน บรรยากาศแบบที่นี่ แม้ว่าผมจะเป็นสถาปนิก ผมก็ออกแบบเขาไม่ได้หรอกครับ ถ้าเป็นตึกคุณยังสร้างได้ จะเอาแบบไหนบอกมาเลย แต่ธรรมชาติแบบนี้… ต้องพระเจ้าทำเท่านั้น” เขาพูดด้วยแววตาจริงจัง

เหตุผลของเขาในการตั้งชื่อที่พักว่า Cochet de Nimman นอกจากสถานที่ตั้งอยู่ใกล้ย่านนิมมานฯ แล้ว หากลองค้นหาความหมายของคำว่า Cochet ก็พบว่ามันแปลว่า ไก่ตัวผู้ ในภาษาฝรั่งเศสด้วย

ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ
ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ

“เดิมทีตอนที่นี่ยังไม่มีใครมาอยู่ มีไก่ตัวผู้ตัวหนึ่ง ไม่รู้ว่ามาจากไหน แต่มันก็เลือกที่จะใช้ที่ตรงนี้เป็นบ้าน พอเรามาอยู่มันก็ไม่หนีไปไหน คนสวนเห็นอยู่ตัวเดียวก็เลยสงสาร เอาไก่ตัวเมียมาปล่อยเพิ่ม เลยออกลูกออกหลานเต็มไปหมด ถ้าคุณเดินสักพักจะเจอครอบครัวของมันเดินเล่นอยู่ตามสวน กลายเป็นว่าไก่ตัวนั้นคือเจ้าของที่แท้จริง เราก็ควรจะเคารพมัน ไม่ไปรบกวนในสิ่งที่มันอยู่มาก่อน” อาจารย์บัณฑิตเล่าที่ไปที่มาของ ‘ไก่หนุ่ม’

“เราเติบโตมาจาก Eco แต่ถูกหล่อหลอมจนมีความคิดเป็น Economic ไปหมด ทุกวันนี้เราชอบมองสิ่งต่าง ๆ โดยวัดจากมูลค่า หนอนมีมูลค่าน้อยกว่าคน ปลวกไม่มีประโยชน์ ทำลายบ้านที่มีมูลค่ามากกว่า แต่ในธรรมชาติไม่มีการให้มูลค่า ทุกสิ่งมีหน้าที่มีบทบาทของมัน แล้วช่วยส่งเสริมกันให้ดำเนินต่อไปได้ ถ้าไม่มีปลวก เราก็ต้องเผาเศษใบไม้จนเกิดปัญหาควัน พอธรรมชาติเริ่มน้อย คนเริ่มออกห่าง ไม่มีโอกาสได้สัมผัสธรรมชาติ ความสัมพันธ์พวกนี้ก็เลยหายไป

“ผมไม่ได้มองว่าที่พักของผมพิเศษนะ ที่นี่คือที่อยู่ที่โคตรจะธรรมดา ไม่มีอาหารเช้าให้ด้วย ข้างในที่พักก็ไม่ได้ตกแต่งสวยหรู เพราะนี่คือวิถีชีวิตในอดีตที่คนทั่วไปเคยสัมผัสความธรรมดามาก่อน แต่ตอนนี้เมืองพัฒนาจนธรรมชาติเดิมมันผิดธรรมดาไปแล้ว ผมหวังว่าที่ตรงนี้จะทำให้คุณกลับมาสู่ความธรรมดาอย่างที่เคยเป็น 

“คุณได้มาฟังเสียงไก่ขัน เสียงนกร้อง ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ นี่แหละความพิเศษของที่นี่”

จะมีที่พักสักกี่แห่งที่ให้คุณกลับจากการท่องราตรี แล้วตื่นเช้าขึ้นมาท่ามกลางอ้อมกอดของธรรมชาติ

Cochet de Nimman คือสถานที่แห่งนั้น สถานที่ที่อยากให้การสัมผัสธรรมชาติกลายเป็นเรื่องธรรมดา

ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ

Cochet de Nimman

ที่อยู่ : 137/2 ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

โทรศัพท์ : 09 3576 6888

Facebook : Cochet de Nimman

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load