ธุรกิจ : สิ่งทอ (ผ้าผืน)

ประเภทธุรกิจ : การผลิตและส่งออก

อายุธุรกิจ : 42 ปี

ผู้ก่อตั้ง : เอกอมร ทองวัฒนาวณิช

ทายาทรุ่นสอง : ณรงค์ศักดิ์ ทองวัฒนาวณิช

หนุ่ม-ณรงค์ศักดิ์ ทองวัฒนาวณิช คือทายาทรุ่นสองของโรงงานทอผ้าที่เติบโตมาจากตลาดสำเพ็ง เป็นธุรกิจรับผลิตสินค้าหรือที่เรารู้จักกันดีว่า OEM (Original Equipment Manufacturing) ในสมัยที่อุตสาหกรรมสิ่งทอยังเฟื่องฟูมากในประเทศไทย

เขาเข้ามารับช่วงต่อท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจพร้อมหนี้สิน 590 ล้านบาท

ใช่ค่ะ คุณอ่านไม่ผิด 590 ล้านบาท คือตัวเลขที่หนุ่มในวัยยี่สิบต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับธุรกิจครอบครัวต่อ ใจหนึ่งอยากทิ้งไว้ตรงนั้น อีกใจก็อยากรับผิดชอบหนี้สินให้หมดสิ้น

OMT จากโรงงานรับจ้างทอผ้าของพ่อ สู่แบรนด์สินค้าผ้าทอที่ตั้งใจวางขาย 10 เมืองใหญ่ทั่วโลก

แต่นั่นไม่ใช่โจทย์ใหญ่ข้อเดียวในการปรับธุรกิจโรงทอผ้าของพ่อ เพราะในวันนี้ที่ธุรกิจ OEM แข่งกันด้วยกลยุทธ์ราคาและมีคนพร้อมที่จะรับผลิตแทนตลอดเวลา หนุ่มต้องใช้กลยุทธ์อื่นเพื่อให้อยู่ในธุรกิจสิ่งทอต่อไปอย่างมั่นคงให้ได้

OMT หรือ OneMoreThing คือทางออกของเขา แบรนด์สินค้าผ้าทอที่มีตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงของตกแต่งบ้าน ด้วยความแตกต่างในเชิงดีไซน์ รายละเอียดในการทอจากประสบการณ์ในอุตสาหกรรมกว่า 40 ปี และการร่วมงานกับศิลปินไทยหลายคน ทำให้แบรนด์นี้มีเอกลักษณ์และแต้มต่อเชิงราคาในแบบที่โรงงานทอผ้า OEM ไม่เคยเป็นมาก่อน

OMT จากโรงงานรับจ้างทอผ้าของพ่อ สู่แบรนด์สินค้าผ้าทอที่ตั้งใจวางขาย 10 เมืองใหญ่ทั่วโลก

เขาคือทายาทที่ชอบแหกคอก คิดนอกกรอบ มองธุรกิจอย่างที่มันเป็นโดยไม่ต้องปรุงแต่งเพื่อปลอบใจตัวเอง และปรับตัวทันทีที่เห็นช่องทางโดยเตรียมใจว่ามันอาจจะสำเร็จหรือไม่ก็ได้ เพราะอย่างน้อยก็เป็นโอกาสในการสืบทอดธุรกิจครอบครัวให้คงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ

Since 1979

หนุ่มเกิดในครอบครัวคนจีน ปู่ของเขาอพยพถิ่นฐานมาอยู่ประเทศไทยในรูปแบบที่เรียกให้เห็นภาพชัดๆ ว่า ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ ยุคนั้นการอยู่ในประเทศจีนเป็นเรื่องลำบาก เพราะความยากจนและความไม่อุดมสมบูรณ์ของภูมิประเทศ  ชาวจีนหลายคนตัดสินใจนั่งเรือมาเสี่ยงโชคที่เมืองไทย บ้างทำมาค้าขาย บ้างก็รับจ้างใช้แรงงาน

ภาพจำของคนจีนในตอนนั้นคือขยันขันแข็ง ต่างจากคนไทยที่เติบโตมาบนแผ่นดินที่ปลูกอะไรก็ขึ้น เราจึงเห็นนักธุรกิจเชื้อสายจีนที่ประสบความสำเร็จหลายคนเริ่มต้นจากการทำงานใช้แรงมาก่อน

OMT จากโรงงานรับจ้างทอผ้าของพ่อ สู่แบรนด์สินค้าผ้าทอที่ตั้งใจวางขาย 10 เมืองใหญ่ทั่วโลก

“รุ่นอากงเขานั่งเรือมาขึ้นที่ท่าแถวราชวงศ์ เพราะตรงนั้นมันเป็นศูนย์กลางการค้าขายในสมัยก่อน อากงก็เริ่มจากงานจับกัง จนเสียชีวิตตอนพ่อผมอายุสิบเก้าปี พ่อเป็นคนโต ไม่รู้จะหาเลี้ยงอาม่ากับน้องอีกห้าคนยังไง ก็รับจ้างทั่วไป ลำบากมาก พ่อเลยพยายามถีบตัวเองเพื่อให้ครอบครัวสบายขึ้น แล้วมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่า ถ้าอยากรวยต้องเข้าสำเพ็ง เพราะสำเพ็งสมัยนั้นเป็นดินแดนแห่งการค้าในทุกๆ อุตสาหกรรม”

สิ่งแรกที่พ่อของหนุ่มทำคือเก็บเงินก้อนหนึ่งไปซื้อรถเวสป้า ไม่ใช่เพราะสวย เท่ หรือคลาสสิกแบบที่หลายคนคิด แต่เพราะรถยี่ห้อนี้แข็งแรง รับน้ำหนักได้เยอะ ทำให้ขนของได้เยอะกว่า

“พ่อส่งของทุกอย่าง จับฉ่าย อะไรก็ได้ จนรู้จักเถ้าแก่หลายๆ ท่านที่ให้โอกาส เริ่มต้นจากการโป้วสินค้าที่ร้านหนึ่งต้องการ พ่อจะไปหาซื้อจากอีกร้านในราคาที่ถูกกว่า ก็ได้กำไรเล็กๆ น้อยๆ จากตรงนั้น จนได้กู้เงินเปิดร้านในสำเพ็งบทถนนมังกร ใครมีคูหาตรงนั้นถือว่าโชคดีมาก วันนี้น่าจะราคาถึงร้อยล้านแล้ว ทำไปทำมาเพื่อนพ่อคนหนึ่งก็แนะนำว่าให้ทำผ้าขึ้นมาเองเลย เป็นจุดเริ่มต้นของโรงทอผ้าใน ค.ศ.1979 (พ.ศ. 2522) ที่ยังมีมาถึงทุกวันนี้”

ฐานการผลิตสิ่งทอที่สำคัญของโลก

เมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตสินค้าประเภท OEM (Original Equipment Manufacturing) หรือการผลิตสินค้าตามคำสั่งให้ลูกค้านำไปติดแบรนด์ตัวเอง ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความต้องการพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเหล็ก ยานยนต์ ไม้ อาหาร จนถึงอุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่มีตัวเลขส่งออกสูงอันดับต้นๆ ของประเทศ 

OMT จากโรงงานรับจ้างทอผ้าของพ่อ สู่แบรนด์สินค้าผ้าทอที่ตั้งใจวางขาย 10 เมืองใหญ่ทั่วโลก

สมัยหนุ่มเด็กๆ เสื้อยืดมีทั้งแบบ Made in USA หรือ Made in Japan อย่างเสื้อยี่ห้อ GAP ที่เขาเล่าให้ฟังว่าผลิตในนิวยอร์ก ทำให้ราคาขายปลีกสูงถึงตัวละ 3,000 บาท แต่หลังจากเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เทคโนโลยีที่ใช้ก็เริ่มกระจายมายังภาคพื้นอื่นๆ ของโลก ในยุคที่ประเทศเพื่อนบ้านยังอยู่ในภาวะสงคราม ส่วนผู้ผลิตยักษ์ใหญ่อย่างจีนก็ยังไม่เปิดประเทศ ไทยจึงเป็นศูนย์กลางของการผลิตสิ่งทอของแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพราะค่าแรงถูกกว่าที่อื่น และเป็นยุคที่โรงทอผ้าของพ่อรุ่งเรืองมาก

“คนสมัยนั้นมีความคิดว่า ถ้าอยากรวยต้องเป็นเถ้าแก่ ต้องสร้างโรงงาน คิดแต่จะผลิต ซื้อเครื่องพิมพ์มาพิมพ์ ซื้อเครื่องทอมาทอ ซื้อเครื่องพลาสติกมาฉีด เพราะสเกลการผลิต OEM ในตอนนั้นมันใหญ่มาก อย่างประเทศไทยเคยรับจ้างผลิตเสื้อให้ Walmart ห้าล้านตัวต่อ 1 ออเดอร์ แล้วค่าแรงบ้านเราถูกกว่าที่อื่นมาก

“จนเวลาผ่านไป เวียดนามเข้ามาในอุตสาหกรรม จีนเปิดประเทศ จากที่เคยเห็น Made in Thailand เยอะๆ มี Made in China, Made in Cambodia, Made in Vietnam เข้ามาเพราะค่าแรงของเขาถูกกว่าเราลงไปอีก หลายแบรนด์ใหญ่ตอนนี้ก็มีสินค้า Made in Bangladesh, Made in Pakistan เยอะเหมือนกัน”

OMT จากโรงงานรับจ้างทอผ้าของพ่อ สู่แบรนด์สินค้าผ้าทอที่ตั้งใจวางขาย 10 เมืองใหญ่ทั่วโลก

จากที่ไทยเคยเป็นศูนย์กลางการผลิตสิ่งทอในระดับสากล ก็ค่อยๆ สูญหายไปเพราะต้นทุนราคาที่แพงขึ้น และในยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสารพัฒนาจากการใช้เวลา 3 เดือนในการส่งจดหมายข้ามชาติ สู่จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันใจเพียงแค่คลิก ทำให้ลูกค้าย้ายไปผลิตที่อื่นอย่างรวดเร็วโดยไม่มีเวลาให้เตรียมตัวเตรียมใจ  

“แต่ตลาดมันไม่ได้หายไปไหน” หนุ่มย้ำ

“มันแค่เคลื่อนตัว”

เขาเปรียบเทียบให้ฟังแบบนี้ ตั้งแต่ ค.ศ. 1990 มาจนถึงปัจจุบัน ค.ศ. 2020 จำนวนประชากรโลกมีแต่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับทรัพยากรที่ถูกมนุษย์ใช้สอยไปทุกวัน อุตสาหกรรมยังสำคัญมาก เพียงแต่มันไม่ได้อยู่ในประเทศไทยแล้ว ธุรกิจใกล้เคียงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างเส้นใยถึงผ้าเสื้อผ้าก็ค่อยๆ ล้มหายตายจากไป

ตกสวรรค์

ธุรกิจโรงงานทอผ้าของพ่อที่เคยเฟื่องฟูดำเนินงานมาเรื่อยๆ ท่ามกลางอุตสาหกรรมที่ค่อยๆ ย้ายออกจากประเทศไทยไปทีละนิด เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่หนุ่มกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นที่มีชีวิตหรูหรา

OMT จากโรงงานรับจ้างทอผ้าของพ่อ สู่แบรนด์สินค้าผ้าทอที่ตั้งใจวางขาย 10 เมืองใหญ่ทั่วโลก

“เราไม่รู้ว่าสถานการณ์การเงินของโรงทอผ้าเป็นยังไง จนวันหนึ่งฟ้าผ่ามาไม่รู้ตัว เราไปเรียนหนังสือปกติ ตอนนั้นอยู่ปีสอง แม่โทรมาบอกให้รีบกลับบ้าน ครอบครัวเราอยู่บ้านนี้ไม่ได้แล้ว ต้องย้ายไปอยู่บ้านเช่าหลังเล็กๆ ขายหมดทุกอย่าง พระ นาฬิกา รถ ทอง มาจ่ายหนี้ ตอนนั้นคือ พ.ศ. 2539 ฟองสบู่แตก จากที่พ่อใช้วิธีหมุนเงินมาตลอดก็ไม่สามารถจัดการได้ ผลประกอบการมีภาระหนี้มากเกินไป ทำให้ธุรกิจเข้าสู่ NPL (Non-Performing Loan) หรือภาวะหนี้เสีย พ่อจ่ายเงินธนาคารไม่ได้”

หนุ่มเปลี่ยนจากเรียนมหาวิทยาลัยภาคกลางวันมาเรียนภาคค่ำ ชีวิตตกต่ำจากที่เคยเฟื่องฟูหรูหรา เขานิยามว่ามันคือการตกสวรรค์ เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ตัวเองเห็นสัจธรรมชีวิต ในขณะที่โรงงานทอผ้าก็ยังดำเนินต่อไปได้อยู่ เขาตัดสินเลิกตามความฝันที่จะเป็นนักชีววิทยาหรือสร้างภาพยนตร์สารคดีของตัวเองขึ้นมา แล้วเข้ามารับช่วงต่อพร้อมกับหนี้ 590 ล้านบาท

OMT จากโรงงานรับจ้างทอผ้าของพ่อ สู่แบรนด์สินค้าผ้าทอที่ตั้งใจวางขาย 10 เมืองใหญ่ทั่วโลก

หนี้ 590 ล้านบาท

แค่ต้องนึกภาพตัวเองเป็นวัยรุ่นอายุ 20 ปีที่ต้องเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจทั้งที่ยังเรียนไม่จบ ก็แทบจะไม่เห็นภาพ ยิ่งเป็นวัยรุ่นอายุ 20 ปีที่ต้องเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจที่มีหนี้ติดมาถึง 590 ล้านบาท ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ถามหนุ่มในวันนี้เขาเองก็ตอบไม่ได้เต็มปากว่าผ่านมาได้อย่างไร รู้แต่ว่าหนัก 

“ตอนนั้นเรามีหลายไอเดียมาก จะช่างแม่งเลยดีไหม เพราะนี่กูไม่ได้เริ่มจากศูนย์นะ กูติดลบ ป๊ากับม้าคงไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเริ่มใหม่ หรือฆ่าตัวตายหนีไปเลย อายเขา หรือจะชักดาบเจ้าหนี้ เป็นคนเลวไปเลยดี เราคิดทุกอย่าง สับสนไปหมด วนๆ คิดอยู่ในอากาศ แต่สุดท้ายก็กลับมามองโรงทอผ้าแล้วพบว่ามันก็ยังทำต่อไปได้ พนักงานก็ยังเกาะกลุ่มอยู่กับเรา

“การที่เราเลิกจ้างพนักงานหนึ่งคน มันอาจจะกระทบกับอีกสามคนที่บ้านเขา แล้วเราอยากพิสูจน์ว่าจริงใจ ยืมเงินใครมาก็ต้องคืนเงินเขาเท่าที่สถานการณ์การเงินของเราจะทำไหว เจ้าหนี้เขาอาจจะไม่ได้รวยเหมือนกับเรานี่แหละ เขาอาจจะมีปัญหาเดือดร้อนเหมือนกัน”

OMT จากโรงงานรับจ้างทอผ้าของพ่อ สู่แบรนด์สินค้าผ้าทอที่ตั้งใจวางขาย 10 เมืองใหญ่ทั่วโลก

กลยุทธ์ที่พ่อและหนุ่มใช้คือการไล่ชำระหนี้บุคคลก่อน เริ่มจากญาติ เพื่อน คนใกล้ตัว เพราะมองว่าเวลาตัวเองเดือนร้อนเขายื่นมือมาช่วย ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องกลับไปช่วย แล้วค่อยจ่ายธนาคารทีหลัง เพราะธนาคารมีหลักทรัพย์และทรัพย์สินของธุรกิจค้ำประกันอยู่ และเพิ่งจ่ายหนี้จนครบทั้งหมดเมื่อ 4 ปีก่อน

แต่การรับช่วงต่อไม่ได้มีแค่เรื่องหนี้อย่างเดียว ยังมีเรื่องการปรับโครงสร้างและระบบธุรกิจ การซื้อใจพนักงานเก่าแก่ สำหรับพ่อ หนุ่มเข้ามาทำธุรกิจในฐานะผู้จัดการ แต่สำหรับเขาคือผู้รับช่วงต่อที่มีบทบาทเหมือนกับพ่อทุกอย่าง

“เราไม่ได้เข้าไปตีลังกาบริษัท แต่เข้าไปเสริมในส่วนที่ขาด หลายอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนั้นถูกและดีแล้ว แต่เราก็เข้าไปปรับปรุงให้ดีขึ้น วิธีการทำงานหลักๆ ของพ่อที่เรายังใช้อยู่จนทุกวันนี้มีสามอย่าง คือ หนึ่ง ขยัน พ่อทำงานตลอดเวลา ขยันมาก คิดแต่เรื่องงาน สอง ซื่อสัตย์ พ่อพูดอะไรคำไหนคำนั้น และสาม อดทน สามสิ่งนี้ดูเบสิกนะ แต่การทำต่อเนื่องเป็นเวลาสี่สิบห้าสิบปีมันไม่ใช่แค่คำพูดแล้ว ทำจริงมันยากมาก

OMT จากโรงงานรับจ้างทอผ้าของพ่อ สู่แบรนด์สินค้าผ้าทอที่ตั้งใจวางขาย 10 เมืองใหญ่ทั่วโลก

“ธุรกิจนี้คือชีวิต มันมีขึ้น มีลง มีดราม่า มีอะไรเต็มไปหมด Colorful สุดๆ พนักงานที่เก่าแก่ที่สุดอยู่กับพ่อตั้งแต่หนุ่มๆ จนเดินไม่ไหว เขาเห็นเรามาตั้งแต่ฟันน้ำนมยังไม่ขึ้น ถ้าเข้าไปเป็นบอสสั่งการชี้นิ้ว ยังไงเขาก็ต่อต้าน เราต้องสร้างความเชื่อมั่น ให้พนักงานเห็นว่าเราจะเป็นหัวหน้าที่ดีได้ คอยสังเกตว่าแต่ละคนนิสัยเป็นยังไง คนที่เราทำงานด้วยบ่อยๆ เป็นยังไง สำคัญที่สุดคือเราต้องแสดงให้เขาเห็นว่าเราเป็นผู้นำที่ดีได้ มีทั้งไม้อ่อนและไม้แข็ง

“ส่วนพ่อกับเราทะเลาะกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว มุมมองเราไม่เหมือนกัน แต่มีเป้าหมายเดียวคืออยากใช้หนี้ สร้างความแข็งแรงให้องค์กรและครอบครัว ระหว่างทางอาจจะคิดไม่เหมือนกันเยอะ พ่ออยากทำอาร์ตเวิร์กแบบนี้ เราอยากทำอีกแบบหนึ่ง เวลากินข้าวครอบครัวนี่จะนานมาก กินตั้งแต่สิบเอ็ดโมง เสร็จอีกทีสี่โมงเย็น สำหรับพ่อยังไงเราก็เป็นลูก เราจะทำดีที่สุดยังไงเราก็ยังเป็นลูก เป้าหมายของเราจึงเป็นการทำให้พ่อยอมรับ เขาภูมิใจแหละ แค่ไม่ได้พูดออกมา”

ทายาทรุ่นสอง

ความโชคดีของทายาทรุ่นสองคนนี้ แม้อุตสาหกรรมสิ่งทอจะค่อยๆ ย้ายไปประเทศอื่น แต่ช่วงที่เข้ามาเป็นช่วงเดียวกับที่ค่าเงินบาทลอยตัว จากที่เคยส่งออกได้เงินจำนวนหนึ่ง ก็ได้มากขึ้นอีกเกือบ 2 เท่า

แต่นั่นไม่ได้ทำให้สถานการณ์ของธุรกิจ OEM ตึงเครียดน้อยลง Disruption สำคัญของโรงทอผ้าแห่งนี้ คือต้นทุนค่าแรงในต่างประเทศที่ถูกกว่ากันครึ่งๆ ธุรกิจอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันค่อยๆ ปิดตัวลง บางธุรกิจเปลี่ยนสภาพ คำว่า Globaliazation ปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ธุรกิจแทบทุกฉบับ  มีการควบรวมกิจการข้ามทวีป 

“ธุรกิจเราใหญ่ในประเทศไทย แต่เราเล็กในโลก แค่ในฮ่องกงเรายังเล็กกว่าเลย ขณะเดียวกัน ราคาต่อออเดอร์ OEM ก็ถูกลงเรื่อยๆ มีการเอาราคาแต่ละโรงงานไปเปรียบเทียบกัน แล้วมาบีบให้กดราคาต่ำลงไปอีก มันคือ Price War ที่ไม่ต้องอาศัยทักษะด้านอื่นเลย ใช้กลยุทธ์การขายกับราคาอย่างเดียว ในวันนี้ก็ยังเป็นแบบนี้อยู่ นิสัยของการซื้อคือต้องซื้อให้ถูกลงเสมอ ถ้าคุณไม่มีจุดเด่นอื่นๆ คุณไม่มีทางอัพราคาได้เลย สมมติ ตีราคาลูกปิงปองนี้ให้ผมหน่อย”

หนุ่มยื่นลูกปิงปองสีส้มแบบที่เล่นกันในวิชาพละสมัยมัธยมให้

OMT จากโรงงานรับจ้างทอผ้าของพ่อ สู่แบรนด์สินค้าผ้าทอที่ตั้งใจวางขาย 10 เมืองใหญ่ทั่วโลก

“สองบาท” เราตอบเขา แล้วเขาก็ยื่นให้นักศึกษาฝึกงานที่ไปด้วยกัน

“หนึ่งบาทก็ได้ครับ”

“เอาแบบนี้เลยนะ ทำให้เหมือนเจ้าสองบาทเลย อย่าลดคุณภาพ ถ้าเอาพร้อมลงออเดอร์เลย แต่เดี๋ยวนะ มีคนขอเทียบราคา คิดหนึ่งบาทเท่ากันเลย งั้นขอแปดสิบสตางค์ได้ไหม ถ้ารับเดี๋ยวสั่งเลย” 

นั่นคือตัวอย่างสถานการณ์ที่นักธุรกิจเจ้าของธุรกิจ OEM ต้องเจอในทุกวัน มันคือข้อจำกัดของการผลิตสินค้าที่ไม่ว่าใครก็ทำได้ และมีคนอื่นพร้อมจะเข้ามาแทนที่ตลอดเวลา

มันน่าเบื่อ-เขาว่า

“โรงงานหันไปมีแต่ค่าใช้จ่าย เราเปิดสวิตช์ ไฟวิ่งก็เป็นเงินแล้ว ถ้าธุรกิจคุณไม่มีข้อได้เปรียบใดๆ คุณก็ต้องอยู่ในโลกที่น่าเบื่อแบบนี้ตลอดไป คนรุ่นใหม่ๆ ถึงเบื่อ ไม่อยากทำ มันไม่มีอะไรใหม่ ธุรกิจเรามันเคยพีกไปแล้ว เมื่อถึงจุดพีกแปลว่ามีแต่ทางลงแล้ว ค่าแรงเพิ่มขึ้น จะซื้อไข่ฟองหนึ่งก็ใช้เงินมากขึ้น เดี๋ยวนี้กะเพราจานละห้าสิบบาทเป็นเรื่องธรรมดา รุ่นเราก๋วยเตี๋ยวเรือห้าบาท กินได้สามคำ เดี๋ยวนี้สิบบาทแต่กินได้คำเดียว

“เราทำธุรกิจเหมือนเดิม ขยันเหมือนเดิม เหนื่อยเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ได้มันน้อยลง ยากขึ้น ทำไมมันลำบากอย่างนี้ ลูกค้าในไทยก็เลิกกิจการ สู้ไม่ไหว คู่แข่งที่เหลืออยู่ก็ลดราคาจนจะสู้ไม่ไหว ไหนยังมีตลาดในเมืองจีนที่ใหญ่และถูกมากๆ ฝรั่งก็ไปสั่งโน่นหมด

“ดูๆ แล้ว ถ้าไม่ปรับตัว กูตายรอบสองแน่นอน” เขาพูดติดตลก

OMT จากโรงงานรับจ้างทอผ้าของพ่อ สู่แบรนด์สินค้าผ้าทอที่ตั้งใจวางขาย 10 เมืองใหญ่ทั่วโลก

OMT โปรเจกต์หนีตาย

“กูต้องสร้างแบรนด์” ความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัวหนุ่มเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ไล่เลี่ยกับที่รัฐบาลมีนโยบายผลักดันให้คนทำแบรนด์มากขึ้น แต่คนที่รับจ้างผลิตมาทั้งชีวิตจะทำแบรนด์อะไร คือคำถามที่เขาหาคำตอบไม่ได้จนเมื่อ 3 ปีก่อน

“คำตอบคือทำทุกอย่างให้เป็นผ้าทอ เรากวาดสายตาไปให้จักรวาลเห็นสินค้า พบว่าโลกนี้มันเต็มไปด้วย Product เยอะแยะไปหมด แต่จะเริ่มยังไงดี เราทำคนเดียวไม่เป็น ไม่เก่งด้านดีไซน์ ไม่มีความรู้เรื่องแบรนดิ้ง เลยชวน โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา มาเป็นหุ้นส่วน คอยดูแลเรื่อง Creative Direction ส่วนเราก็รับผิดชอบเรื่องการผลิตที่ตัวเองทำมาตลอด”

OMT จากโรงงานรับจ้างทอผ้าของพ่อ สู่แบรนด์สินค้าผ้าทอที่ตั้งใจวางขาย 10 เมืองใหญ่ทั่วโลก

OMT คือแบรนด์เล็กที่คิดใหญ่ ซึ่งเข้ามา Disrupt ธุรกิจโรงทอผ้าเดิม 3 เรื่องหลักๆ หนึ่ง ดีไซน์ หนุ่มเข้ามาแหกคอกและออกนอกกรอบการดำเนินงานที่เคยมีอยู่ และไม่ได้มองว่า OMT คือแบรนด์ผ้า แต่เป็นแบรนด์พื้นผิวที่เกิดจากการทอเส้นใย แบบที่เขาเรียกว่า Eccentric Surface Brand สอง วัสดุ จากที่เคยใช้แต่ Polyester ก็มีการหาโอกาสกับวัสดุใหม่ๆ ทั้งแบบสังเคราะห์และธรรมชาติ ที่จะช่วยสร้างความแตกต่างให้สินค้า และสาม เครื่องจักร ปรับเปลี่ยนให้รองรับการทอลายที่ละเอียดมากๆ หรือสีสันที่เพิ่มขึ้น คนในโรงงานก็ต้องปรับ เวลาฝ่ายผลิตเจอ Material แปลกๆ ก็ต้องปรับตัว ปรับวิธีการ”

OMT เปิดตัวครั้งแรกในงาน Bangkok Design Week ที่ Warehouse 30 เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 2019 ด้วยสินค้าผ้าทอ ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า และเฟอร์นิเจอร์ที่ลวดลายไม่เหมือนใคร ทำให้ยอดขายสูงถึง 1.2 ล้านบาทในเวลาเพียง 10 วัน หลังจากนั้น หนุ่มก็ทำงานร่วมกับศิลปินไทยอีกหลายท่าน อาทิ Pomme Chan, Luck Maisalee, Meaw Prakit และ Tae Pradipat เพราะเชื่อว่างานศิลปะไม่ควรอยู่แค่บนผ้าแคนวาส แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของมนุษย์

OMT จากโรงงานรับจ้างทอผ้าของพ่อ สู่แบรนด์สินค้าผ้าทอที่ตั้งใจวางขาย 10 เมืองใหญ่ทั่วโลก
OMT จากโรงงานรับจ้างทอผ้าของพ่อ สู่แบรนด์สินค้าผ้าทอที่ตั้งใจวางขาย 10 เมืองใหญ่ทั่วโลก

จุดเด่นของ OMT คือการทอละเอียดราวกับการสกรีนผลงานศิลปินลงบนผ้าอย่างไรอย่างนั้น นอกจากนี้ เขายังพยายามหานวัตกรรมใหม่ๆ มาสร้างความแตกต่างให้แบรนด์ของตัวเองและตอบโจทย์ผู้ใช้งาน อย่างผ้าม่านประหยัดไฟที่จะลดอุณหภูมิห้องได้ 4 – 5 องศาเซลเซียส หรือผ้าลดเสียงที่กำลังทดลองทำอยู่ด้วย

ความเสี่ยง หรือ ความหวัง

OMT เป็นทั้งความเสี่ยงและความหวังของหนุ่ม

“ไม่ใช่ว่ามีโรงงานแล้วจะสร้างแบรนด์ได้ การสร้างแบรนด์ต้องใช้เงิน คนที่มีเงินมากกว่าอาจจะมีโอกาสมากกว่า แต่การมีโอกาสมากก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะประสบความสำเร็จ จริงๆ เราไม่จำเป็นต้องทำแบรนด์ก็ได้ อยู่ในโลกของ OEM ไปเรื่อยๆ จำเรื่องปิงปองได้ใช่ไหม แต่เราไม่อยากเป็นแบบนั้น 

OMT จากโรงงานรับจ้างทอผ้าของพ่อ สู่แบรนด์สินค้าผ้าทอที่ตั้งใจวางขาย 10 เมืองใหญ่ทั่วโลก

“วันนี้ที่เราคุยกันคือวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 2020 ซึ่งเป็นช่วง COVID-19 ระบาด OMT อาจจะล้มเหลวก็ได้ แต่ก็เป็นความหวัง เพราะถ้าสำเร็จ มันอาจจะกลายเป็น Off-White ของประเทศไทย เหมือนที่ จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) เป็น Hermes of Thailand เราอาจจะเห็นสินค้าของเราวางขายอยู่บนถนนฌ็องเซลิเซ่ในปารีส หรือกรุงนิวยอร์ก หรืออาจจะเป็น Little Prada ก็ได้นะ แต่ถ้าเราไม่ปรับ ไม่ทำอะไรเลยวันนี้ ปลายทางชัดเจนคือเจ๊งแน่นอน

“เราตั้งใจจะเกษียณตอนอายุห้าสิบห้า ปีนี้เราสี่สิบสี่ เหลือเวลาอีกสิบเอ็ดปีในการพา OMT ไปที่ไหนก็ได้ โลกนี้เต็มไปด้วย Disruption เมื่อเช้าเพิ่งอ่านข่าวแกรมมี่ปิด GMM Channel เพราะถูก Disrupt โดยเทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมของคนทำธุรกิจและผู้บริโภค ทำให้คาดการณ์สถานการณ์ต่างๆ ได้ยากมาก เนื่องจากโลกหมุนไว เราก็ต้องหมุนตามให้ทัน พอมีอะไรเกิดขึ้นมาเราก็ต้องปรับตัว อีกสิบเอ็ดปีข้างหน้าอาจจะต้องมาคุยกันอีกรอบว่าเราพาแบรนด์ไปเป็น Off-White หรือเราเจ๊งไปแล้ว”

OMT จากโรงงานรับจ้างทอผ้าของพ่อ สู่แบรนด์สินค้าผ้าทอที่ตั้งใจวางขาย 10 เมืองใหญ่ทั่วโลก

วันนี้ OMT มีร้านของตัวเอง มีวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำหลายแห่ง และมีตัวแทนอยู่ที่เมือง Toulouse ประเทศฝรั่งเศส เป้าหมายของเขาคืออยากเห็นแบรนด์นี้วางจำหน่ายอย่างน้อย 10 หัวเมืองใหญ่ทั่วโลก อาทิ นิวยอร์ก ปารีส โตเกียว เซี่ยงไฮ้ ธุรกิจครอบครัวของเขาเดินทางจากโรงงานทอผ้า OEM คุณภาพดีที่ยังไม่มีการสร้างเอกลักษณ์ สู่แบรนด์สินค้าผ้าทอที่โดดเด่นเรื่องฝีมือและลวดลายละเอียดที่พร้อมจะขยายกลุ่มลูกค้าไปยังต่างประเทศ 

โจทย์หินข้อต่อไปของเขา คือการส่งต่อองค์ความรู้และถ่ายทอดวัฒนธรรมให้ลูกในฐานะทายาทรุ่นสาม เราถามหนุ่มก่อนจากกันว่า วันนี้ OMT เป็นความเสี่ยงหรือความหวังมากกว่ากัน 

“ความเสี่ยงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ความหวังแปดสิบเปอร์เซ็นต์” เขาตอบแบบไม่ต้องคิด

OMT จากโรงงานรับจ้างทอผ้าของพ่อ สู่แบรนด์สินค้าผ้าทอที่ตั้งใจวางขาย 10 เมืองใหญ่ทั่วโลก

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ผมเกิดวันที่ 5 ม.ค. พ.ศ. 2528 

อาม่าเคยบอกว่าเป็นวันดี แต่ไม่ได้บอกว่าดียังไง

วันหนึ่งระหว่างวิ่งเล่นในบ้าน ผมเจอแผ่นกระดาษที่ฉีกจากปฏิทินกระดาษประจำบ้าน หุ้มซองพลาสติกอย่างดี วันที่ในกระดาษคือวันเกิดผม มีข้อมูลเป็นภาษาไทยและจีนที่เด็กอย่างผมอ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ

ถ้าคุณมีเชื้อสายจีน มีครอบครัวและมีลูกประมาณช่วงยุค 80 การตัดปฏิทินกระดาษที่เรียกว่า ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ หน้าที่เป็นวันเกิดของลูกถือเป็นธรรมเนียมปกติ หลายครอบครัวเก็บรักษาไว้ประหนึ่งเป็นเอกสารสำคัญ 

หลายสิบปีต่อมา ผมถึงรู้ว่าปฏิทินนั้นไม่ได้บอกแค่เวลา แต่ยังบอกข้อมูลสำคัญทางโหราศาสตร์ โดยเฉพาะภาษาจีน 4 แถวเรียกว่า ‘ปาจื๊อ’ เราสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ ‘ขึ้นดวง’ เพื่อดูว่าเด็กที่เกิดวันนี้เป็นคนธาตุไหน ลักษณะเป็นอย่างไร 

ประหนึ่งเป็นเหมือนพิมพ์เขียวของชีวิต ช่วยแนะนำพ่อแม่ว่าควรเลี้ยงลูกให้ดำเนินชีวิตไปในทิศทางใด

ปฏิทินน่ำเอี๊ยง คือของที่ครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนต้องมีติดบ้าน น่ำเอี๊ยงไม่ได้เป็นแค่ชื่อปฏิทิน แต่ยังเป็นชื่อสำนักโหราศาสตร์จีนที่อยู่คู่ประเทศไทยมากว่า 80 ปี สถาบันแห่งนี้เป็นเสาหลักทางจิตใจของคนจีนที่อพยพมาในประเทศไทยหลายทศวรรษ 

พ.ศ. 2566 น่ำเอี๊ยงยังคงยืนหยัดภายใต้การนำของทายาทรุ่นที่สาม กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล พาธุรกิจครอบครัวฝ่าคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงได้อย่างสง่างาม 

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ล่าสุด เขากำลังนำเทคโนโลยีปรับธุรกิจให้กลายเป็นแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย เตรียมเปิดตัวในเทศกาลตรุษจีน พ.ศ. 2566 ที่กำลังจะถึงนี้

ภารกิจของทายาทรุ่นนี้ท้าทาย ไม่ต่างจากที่อากงของเขาเคยทำเมื่อหลายทศวรรษก่อน 

สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงมีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย มีบางเหตุการณ์ในบางช่วงเวลาที่สำคัญ ควรค่าแก่การเน้นย้ำ เราจึงอยากเล่าเรื่องการเดินทางของน่ำเอี๊ยงผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น ทั้งการฉกฉวยโอกาสในยามโชคดี และการหลีกเลี่ยงโชคร้ายในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ

ธุรกิจ : โหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2499 (นับจากปีที่ตั้งสำนักถาวร)

ประเภท : สำนักโหราศาสตร์

ผู้ก่อตั้ง : ซินแสเฮียง แซ่โง้ว

ทายาทรุ่นสอง : ธงชัย และ ชาญชัย นำพิทักษ์ชัยกุล

ทายาทรุ่นสาม : กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล

เฮียง แซ่โง้ว เดินทางจากจีนถึงไทย ลงเรือที่จังหวัดสงขลา

เด็กหนุ่มวัย 18 ปีไม่ได้จากบ้านมาทำงานเฉกเช่นคนจีนในวัยเดียวกัน เขามาตามหาพ่อที่หายตัวไป 

หลายปีก่อนหน้า พ่อของเฮียงจากบ้านมาทำงานแล้วส่งเงินกลับไปเลี้ยงดูครอบครัวที่ประเทศจีน วันหนึ่งพ่อขาดการติดต่อ ลูกชายจึงเดินทางมาตามหา สุดท้ายเขาพบข่าวร้ายว่าพ่อเสียชีวิตกะทันหันในประเทศไทย จึงขาดการติดต่อกับครอบครัวที่ประเทศจีน 

แม้โศกเศร้า แต่นายเฮียงก็ไม่กลับบ้านเกิด ตั้งใจสืบปณิธานทำงานที่เมืองไทยส่งเสียครอบครัวแทนพ่อผู้ล่วงลับ

ด้วยความสนใจทางโหราศาสตร์ตั้งแต่เด็ก นายเฮียงศึกษาและพัฒนาจนสามารถใช้ความรู้โหราศาสตร์เป็นอาชีพ ซินแสเฮียง แซ่โง้ว หรือ ‘เหล่าซินแส’ กลายเป็นที่รู้จักในชุมชนคนจีนอย่างรวดเร็ว งานหลักของเหล่าซินแสคือการดูฤกษ์งามยามมงคลให้กับธุรกิจชาวจีนที่เปิดใหม่ในเมืองไทย และรับทำนายดวงชะตาด้วยวิธีหลายรูปแบบ 

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

การทำงานช่วงแรกหนักหน่วงไม่น้อย ซินแสพูดไทยไม่ได้ ต้องอาศัยให้เพื่อนช่วยเป็นล่ามแปล ไม่มีหน้าร้านหรือสำนักถาวร เขารับงานแบบไม่หวั่นงานหนัก เดินทางช่วยผู้คนทั่วหล้าแบบถึงไหนถึงกัน

โหราศาสตร์จีนมีหลายแขนง หลากความเชื่อ สำหรับเหล่าซินแส เขาเชื่อว่าทฤษฎีการดูดวงชะตามิได้ทำขึ้นเพื่อให้คนงมงาย แต่เพื่อให้เรามีหลักในการตัดสินใจ 

ชีวิตคนย่อมมีขึ้นมีลง เมื่อเราโชคดี ทำอย่างไรจึงจะฉวยโอกาสเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อเผชิญปัญหา ทำอย่างไรจึงจะหลีกเลี่ยงโชคร้ายไม่ให้เป็นอันตรายกับเรามากที่สุด

หากเราเข้าใจโชคชะตาของตัวเอง ย่อมรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะปรับชีวิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ 

นี่เป็นหลักการที่เหล่าซินแสมอบให้คนจีนที่มาเผชิญโชคในต่างแดน ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น มั่นคงทั้งทางกายและจิตใจ

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ชื่อเสียงของเหล่าซินแสแพร่กระจายไปทั่วสงขลา ได้รับเชิญให้เดินทางไปดูฤกษ์ยามทำนายชะตาชีวิตในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

วันหนึ่งเขาได้รับเชิญจากผู้ใหญ่ที่เคารพให้มาตั้งสำนักโหราศาสตร์เป็นหลักเป็นฐานในกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2499 โดยใช้ชื่อว่า ‘น่ำเอี๊ยง’ แปลว่า แสงจากดวงอาทิตย์ทางทิศใต้ (ทิศมงคลตามความเชื่อของโหราศาสตร์จีน) เป็นความหมายที่ดีงามและเหมาะสมกับภารกิจของซินแสในตอนนั้น 

ยุคนั้นคนจีนรู้จักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงเป็นอย่างดี เป้าหมายต่อไปของซินแส คือการแพร่ความรู้เหล่านี้ให้กว้างขึ้น ปัญหาแรกที่ต้องแก้คือกำแพงภาษา 

แม้เป้าหมายแรกคือทำให้คนจีนมีชีวิตดีขึ้น แต่ชีวิตคนไม่มีพรมแดน เส้นเขตแดนและสัญชาติเป็นเพียงสิ่งสมมติที่แบ่งแยกผู้คน เหล่าซินแสจึงเริ่มใส่ภาษาไทยเข้าไปในผลงาน เปิดกว้างให้ความรู้ทางโหราศาสตร์เข้าถึงผู้คนยิ่งขึ้น

อีกปัญหาที่ซินแสอยากแก้คือ คนจีนในไทยยุคนั้นไม่รู้ว่าต้องจัดงานตามเทศกาลเมื่อไหร่ ปฏิทินที่ใช้ในไทยไม่ได้บอกว่าช่วงตรุษจีน สารทจีน หรือช่วงที่เทพเจ้าตามความเชื่อของคนจีนมาเยือนในทิศใด วันที่เท่าไหร่

ประเพณีเหล่านี้ทำสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ เปรียบเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวเสริมสร้างกำลังใจตลอดปี น่ำเอี๊ยงจึงทดลองนำความรู้ทางโหราศาสตร์มาใส่ในปฏิทิน ผลิตและจำหน่ายครั้งแรกใน พ.ศ. 2518

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงรุ่นแรกมีแต่ภาษาจีน เป็นตำราปฏิทิน มีข้อมูลโหราศาสตร์ที่บอกว่าแต่ละวันควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร วันธงไชยหรือวันดีที่เหมาะกับการทำงานใหญ่คือวันไหน เทพเจ้าอยู่ทางทิศไหน ควรกราบไหว้บูชาเมื่อไหร่ ลูกหลานจะได้ดำเนินชีวิตตามเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ เป็นเหมือนอาวุธข้างกายในการฝ่าฟันอุปสรรคระหว่างดำเนินชีวิต บนแผ่นดินที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตัวเอง

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ปฏิทินกลายเป็นสินค้าพลิกชีวิตของซินแส นอกจากจะขายดียังเปลี่ยนแนวการดำเนินธุรกิจสำนักโหราศาสตร์ไปไม่น้อย หลายทศวรรษผ่านไป ปฏิทินน่ำเอี๊ยงยังคงมีขาย ครอบครัวคนจีนยังนิยมซื้อไว้ติดบ้าน กลายเป็นสินค้ามงคลที่ผู้คนซื้อไว้ทั้งใช้งานเองและซื้อให้คนที่เคารพเพื่ออวยพรให้มีโชคดีทั้งปี 

นอกจากปฏิทิน ซินแสยังพยายามส่งต่อความรู้ทางโหราศาสตร์ให้คนรุ่นหลัง ด้วยการเขียนเป็นตำราชื่อว่า ตำราทงจือน่ำเอี๊ยง เนื้อหาจะสอนการใช้โหราศาสตร์ มีทั้งภาษาไทยและจีน นอกจากนี้ยังมีการทำตำราฉบับตัดทอนให้สั้น เข้าใจง่าย เพื่อให้คนเข้าถึงง่ายขึ้นและนำไปประกอบเป็นอาชีพได้

ความจริงการบริหารสำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงที่กรุงเทพฯ ไม่ง่าย ต้องเผชิญปัญหาสารพัด ซินแสสู้ทำสำนักจนยืดหยัดได้มั่นคงขึ้นกว่าแต่ก่อน เขาไม่เคยทิ้งวิสัยทัศน์ที่ว่า ต้องทำโหราศาสตร์ให้เข้าใจง่าย อย่ามองเป็นแค่การค้า แต่คือทางเลือกที่ช่วยให้คนฉวยโอกาสเป็น ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตคนได้จริง

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

เมื่อถึงช่วงทายาทรุ่นสองเข้ามาสืบต่อ ธงชัย และ ชาญชัย นำพิทักษ์ชัยกุล เริ่มขยายธุรกิจออกไปให้กว้างขึ้น รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นโดยที่ยังไม่ทิ้งหลักการของสำนักโหราศาสตร์ที่เหล่าซินแสสร้างไว้ บริการดูฤกษ์ยามมงคลให้บริษัทและองค์กรยังมีเหมือนเดิม เริ่มตั้งโรงงานผลิตปฏิทินอย่างจริงจังเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นมหาศาล

ตัวปฏิทินก็มีการพัฒนาผลิตออกเป็น 2 แบบ คือสมุดฉีกก้อนสีแดง อัดแน่นด้วยข้อมูลโหราศาสตร์ตลอด 365 วัน ออกแบบให้ใช้วางบนโต๊ะหรือเก็บในลิ้นชัก เป็นเหมือนคู่มือการดำรงชีวิต หยิบใช้งานง่าย แบบที่สองคือเป็นแผ่นกระดาษขนาดใหญ่รายเดือน ปฏิทินแบบนี้ออกแบบให้ใช้แบบแชร์กันในครอบครัว เหมาะกับการแขวนไว้กลางบ้านให้ทุกคนได้ดู ไหว้เจ้าวันไหน สารทจีนเมื่อไหร่ เดินมาดูได้สะดวก

มีนวัตกรรมน่าสนใจสองอย่างที่น่ำเอี๊ยงริเริ่มขึ้นในยุคนี้ หนึ่งคือการขายโฆษณาบนตัวปฏิทิน ช่วงหลังมีหลายองค์กรนิยมสั่งปฏิทินเพื่อเป็นของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่หรือวาระพิเศษ น่ำเอี๊ยงจึงปรับรูปแบบปฏิทินให้มีพื้นที่ว่าง สามารถประทับตราบริษัทหรือใส่โฆษณา เป็นการเพิ่มรายได้ขยายโอกาสไปในตัว ในขณะเดียวกันก็ยังมีปฏิทินที่ไม่มีโฆษณาสำหรับคนทั่วไปได้เลือกซื้อ

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

สองคือการขายแบบของปฏิทินให้โรงพิมพ์อื่น ๆ ได้พิมพ์ปฏิทินของตัวเอง ยุคนั้นโรงพิมพ์หลายเจ้าได้รับโจทย์จากลูกค้าให้ทำปฏิทิน โรงพิมพ์ก็มาจ้างน่ำเอี๊ยงทำให้ ช่วงหลังโรงงานผลิตปฏิทินไม่ทัน จึงเกิดการร่วมมือแบบที่สมัยนี้เรียกว่า Collaboration น่ำเอี๊ยงจะขายแบบปฏิทินในลักษณะเป็นกระดาษที่มีวันที่และข้อมูลโหราศาสตร์ครบถ้วน เว้นช่องว่างด้านบนและล่าง ให้โรงพิมพ์ไปพิมพ์ตราโลโก้ของบริษัทคู่ค้าเอง เพิ่มความเร็วในการผลิตโดยไม่ต้องเหนื่อยทำเองทุกชิ้นเหมือนเมื่อก่อน 

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงที่เราเห็นทุกวันนี้จึงมีความหลากหลายสูงมาก มีทั้งของที่น่ำเอี๊ยงผลิตเอง และของที่โรงพิมพ์อื่นผลิตจนดูเหมือนเป็นสินค้าคู่แข่ง แท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการผลิตส่งออกขายไปยังต่างประเทศ ถ้าแวะไปบ้านครอบครัวชาวจีนในพม่า เวียดนาม ลาว และสิงคโปร์ เราจะได้เห็นปฏิทินน่ำเอี๊ยงหน้าตาไม่ต่างจากของไทยเราเลย

ค้นชื่อโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงวันนี้ เราจะได้เห็นทั้งหน้าและชื่อของ กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล บ่อยขึ้น 

เขาคือลูกชายคนโตของชาญชัย ตั่วซุงของตระกูลผู้รับตำแหน่งทายาทรุ่นสามของสำนักโหราศาสตร์อายุกว่า 80 ปีแห่งนี้ 

เมื่อคนรุ่นใหม่รับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะคิดค้นวิธีการที่ทันสมัยมาพัฒนาธุรกิจ บางครั้งก็มีความขัดแย้งระหว่างวัยเกิดขึ้น กิตติธัชโชคดีที่ไม่ค่อยมีเรื่องนี้ แม้การทำงานช่วงแรกเมื่อ 4 ปีก่อนจะมีเรื่องต้องพิสูจน์บ้าง แต่การทำงานโดยรวมถือว่าค่อนข้างราบรื่นและไปได้ดี

ถ้าดูอย่างละเอียด สิ่งที่กิตติธัชทำมีความน่าสนใจใหญ่ ๆ อยู่ 2 ข้อ 

หนึ่ง เขามีทัศนคติที่ดีมากกับครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องโหราศาสตร์ 

คนอื่นอาจมองว่าการดูดวง ดูฤกษ์ยาม เป็นเรื่องงมงาย แต่กิตติธัชมองว่านี่คือ Data เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ที่ผกผันตามการเคลื่อนของดวงดาว ถูกรวบรวมและวิเคราะห์มาเป็นพันปี

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม

“ความจริงโหราศาสตร์คือ Data อยู่แล้ว มันคือสถิติที่บันทึกมาเป็นพันปี คนจีนในวังสมัยก่อนจะบันทึกว่าเมื่อดวงดาวกลุ่มนี้เคลื่อนมาถึงตรงนี้ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับคนที่อยู่ในเมืองบ้าง คำนวณ วิเคราะห์ แล้วก็เอามาใส่ในปฏิทิน เพื่อบอกว่าเมื่อถึงช่วงเวลาที่ดวงดาวเคลื่อนไหว เหมาะกับการทำและไม่ทำอะไร ทิศมงคลอยู่ด้านไหน นี่คือที่มาของหลักโหราศาสตร์จีน เนื้อหาในปฏิทินจึงเป็นเหมือนเข็มทิศชีวิตของเรา”

กิตติธัชยังมองว่า คุณค่าของแบรนด์คือการมองโหราศาสตร์เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง การรักษาหลักการของมัน ก็เท่ากับรักษาวัฒนธรรมจีนที่สืบทอดกันมาช้านานด้วย

“เราพยายามจะสืบสานวัฒนธรรมที่ดีงามและมีมานาน เมื่อสังคมเปลี่ยนไป ทำยังไงให้วัฒนธรรมเหล่านั้นยังคงอยู่ เพราะคนในสังคมนำโหราศาสตร์มายึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้ครอบครัวมีความสุข ทำให้แต่ละคนรู้บทบาทและหน้าที่ของตัวเอง ผมว่าตรงนี้มันอยู่ในวัฒนธรรมของเราอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ได้ถูกนำออกมาให้เห็น ผมคิดว่าโหราศาสตร์จะทำให้สังคมอยู่อย่างมีความสุขได้” ทายาทรุ่นสามเล่า

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม

เรื่องที่สองที่กิตติธัชโดดเด่น คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เล่าเรื่องธุรกิจ 

นอกเหนือจากการทำเว็บไซต์ใหม่ให้สวย ใช้งานง่าย การเปิดบริการของน่ำเอี๊ยงทาง Line Official Account ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แม้ฟังดูเป็นเรื่องที่ใครก็ทำกัน แต่มันเป็นวิธีที่ได้ผลมากสำหรับน่ำเอี๊ยง เพราะลูกค้าของน่ำเอี๊ยงต่างถามถึงการให้บริการทางมือถือ หลายคนเป็นคนไทยเชื้อสายจีนในต่างประเทศ ไม่สะดวกเดินทางมาที่สำนัก

ตอนนี้บริการปกติของสำนักสามารถทำผ่านออนไลน์ได้เกือบทั้งหมด ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ทิ้งระบบซินแสคอยให้คำปรึกษาเป็นพิเศษสำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากใช้บริการโดยเฉพาะ

การทำคอนเทนต์ผ่าน Social Media ก็เช่นกัน กิตติธัชไม่อยากให้น่ำเอี๊ยงเป็นสำนักโหราศาสตร์แบบปิด เมื่อจุดแข็งของที่นี่คือความรู้ เขาก็พยายามเปิดสำนักให้คนมาเรียนรู้ได้มากที่สุด เพราะเมื่อคนเข้าใจโหราศาสตร์ในเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น คนก็จะกลับมาใช้บริการด้วยความคิดว่าเขายึดสิ่งนี้เป็นที่ปรึกษาให้ชีวิตได้

เทศกาลตรุษจีน พ.ศ. 2566 น่ำเอี๊ยงจะเปิดบริการใหม่ นำหลักโหราศาสตร์มาทำเป็นแอปพลิเคชัน ซึ่งผู้บริหารหนุ่มก็มีเหตุผลว่าเพราะอะไรถึงเลือกทางนี้

“หลายคนซื้อปฏิทินน่ำเอี๊ยงมา เจอข้อมูลเป็นภาษาจีนค่อนข้างเยอะ เราพออ่านคำจีนได้จะเข้าใจ แต่คนรุ่นใหม่จะไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่อยู่ด้านหลัง โจทย์ของเราคือทำยังไงให้ข้อมูลเข้าใจง่ายมากขึ้น 

“แอปฯ ของน่ำเอี๊ยงไม่ใช่ปฏิทินทั่วไป แต่สามารถใส่วันเดือนปีเกิดของเราลงไป จะมีระบบหลังบ้านของสำนักโหราศาสตร์นำมาขึ้นดวงให้แต่ละคนได้ดู ได้ใช้ เขาสามารถนำดวงนี้มาคำนวณเวลามงคล ทิศมงคล เรื่องที่ควรหลีกเลี่ยงในแต่ละวันให้กับผู้ใช้งานแต่ละคน ทำให้โหราศาสตร์จีนผสมผสานเข้าไปในชีวิตคนมากขึ้น” 

ฟังกิตติธัชเล่าก็เบาใจ แผ่นปฏิทินวันเกิดผมหายไปนานแล้ว นี่คือข้อดีของเทคโนโลยีในการช่วยเก็บรักษาข้อมูลบนอากาศ เขานำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด

ยุคนี้โหราศาสตร์กลายเป็นป๊อปคัลเจอร์ของยุคสมัย ใคร ๆ ก็หาวอลเปเปอร์เสริมดวงแปะหน้าจอมือถือ กิตติธัชบอกว่าเขาค่อนข้างระวังในการเลือกสื่อที่จะใช้ในการสื่อสาร มันต้องตอบโจทย์สิ่งที่เขาคิดไว้ ความรู้ของน่ำเอี๊ยงเป็นก้อนสถิติชุดใหญ่ มีกลุ่มผู้ใช้กว้างมาก การพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันที่เก็บข้อมูลได้มากน่าจะตอบโจทย์การใช้มากที่สุด

อันที่จริง หากวันหนึ่งน่ำเอี๊ยงไม่ทำปฏิทินกระดาษอีก ผมก็เชื่อว่าสำนักโหราศาสตร์แห่งนี้จะยังคงยืนหยัดต่อไป เพราะสิ่งที่ทายาทหนุ่มรุ่นสามทำไม่ใช่แค่การทำปฏิทินให้เป็นดิจิทัล แต่เป็นการสานต่อวิสัยทัศน์ของเหล่าซินแสที่เคยให้ไว้ในวันแรกของการทำธุรกิจ ชี้ช่องทางสว่างให้ผู้คนเห็นช่องทางการพัฒนาชีวิตด้วยหลักโหราศาสตร์ 

ยิ่งทำให้ความรู้นี้เข้าใจง่าย ยิ่งช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น สมกับเป็นแสงอาทิตย์ที่ฉายแสงสว่างในใจคนมากว่า 80 ปี

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม
ข้อมูลอ้างอิง
  • www.numeiang.com
  • www.theguardian.com

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load