11 พฤศจิกายน 2562
4.60 K

“เราจะรักษาสมดุลระหว่างการทำกำไรกับการทำธุรกิจที่ดีได้อย่างไร”

นี่เป็นคำถามที่ผู้ประกอบการหลายท่านถามดิฉัน เวลาที่เราคุยกันเรื่องการทำธุรกิจที่ดี หรือการสร้างริเน็น (ปรัชญาธุรกิจ)

ก่อนอื่น… ‘ธุรกิจที่ดี’ คืออะไร

ธุรกิจที่ดี ไม่ใช่ธุรกิจที่ปลูกป่า สร้างโบสถ์ บริจาคเงินให้หน่วยงานต่างๆ เป็นจำนวนมากเพียงอย่างเดียว

ธุรกิจที่ดี คือธุรกิจที่สร้างประโยชน์ให้ผู้อื่นผ่านสินค้าและบริการตนเอง

มีธุรกิจหนึ่งที่เกิดขึ้นมา (แบบงงๆ) ได้ 5 ปี แล้วยังไม่มีบริษัทใดกล้าเลียนแบบ และยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ บริษัทนั้นคือ บริษัท Omatsuri Japan (อ่านว่า โอะ-มัต-สึ-ริ-เจแปน)

จากนักออกแบบบริษัทผักดองสู่เจ้าของบริษัทเทศกาล

ประเทศไทยมีงานเทศกาลสำคัญๆ เช่น ลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟของจังหวัดสุโขทัย ประเพณีวิ่งควายของเมืองชล หรือเทศกาลบั้งไฟพญานาคของภาคอีสาน

ญี่ปุ่นก็มีงานเทศกาลเช่นกัน และมีจำนวนมากด้วย ตั้งแต่งานแห่ศาลเจ้า งานจุดพลุ หรืองานเทศกาลเล็กๆ ตามศาลเจ้า ว่ากันว่าใน 1 ปีมีงานเทศกาลทั่วเกาะญี่ปุ่นกว่า 300,000 งาน เทศกาลใหญ่ๆ เช่นเทศกาลแห่โคมเนบุตะที่อาโอโมริ มีคนมาประมาณ 2.6 แสนคน สร้างรายได้ให้ชุมชนกว่า 1 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว

งานเทศกาลหรือโอมัตสึรินี้เองที่ทำให้คนในหมู่บ้านร่วมมือร่วมใจกันจัด สนุกด้วยกัน และยิ่งสนิทสนมกันมากขึ้น

ยูโกะ คาโต้ เป็นหนึ่งในคนที่ชื่นชอบงานเทศกาลเหล่านี้ หลังเรียนจบด้านศิลปะ คาโต้เลือกทำงานที่บริษัทผักดองแห่งหนึ่ง เพราะสนใจงานที่เกี่ยวกับภูมิปัญญาโบราณของญี่ปุ่น เธอรับหน้าที่ออกแบบบรรจุภัณฑ์เป็นหลัก

วันหนึ่งพ่อของคาโต้ซึ่งเป็นกรรมการจัดงานเทศกาลประจำเมือง ขอให้เธอช่วยออกแบบโปสเตอร์ และอุปกรณ์ตกแต่ง คนในเมืองชื่นชอบผลงานออกแบบของคาโต้มาก นั่นทำให้เธอเริ่มเข้าไปช่วยออกแบบโปสเตอร์และอุปกรณ์ให้เทศกาลในเมืองใกล้เคียงมากขึ้นเรื่อยๆ

ในปี 2011 เกิดภัยพิบัติสึนามิ ภูมิภาคแถบโทโฮขุได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก แต่ 5 เดือนให้หลัง ชาวเมืองอาโอโมริก็ยังจัดงานเทศกาลโคมเนบุตะขึ้น ซึ่งคาโต้ก็มีโอกาสไปร่วมงานในปีนั้นเช่นกัน

ภาพที่เธอเห็นคือ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเยอะมาก แต่คนในเมืองก็ยังร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน ผู้ประสบภัยที่พลัดพรากจากกันไปก็มาพบกัน กอดคอกันร้องเพลงและเต้นรำด้วยกันในงานนี้

“งานเทศกาลทำให้ผู้คนกลับมามีความสุข มีพลัง อีกครั้ง” นั่นคือสิ่งที่คาโต้สัมผัส

Omatsuri Japan บริษัทที่มีเป้าหมายเป็นการจัดเทศกาลประจำเมืองทั่วญี่ปุ่นให้ดีและคึกคักที่สุด
ภาพ : next.rikunabi.com

เมื่อคาโต้เข้าไปช่วยงานเทศกาลหลายแห่งเข้า เธอก็พบว่าแทบทุกงาน ไม่ว่าจะงานเล็กหรือใหญ่ ประสบปัญหาคล้ายๆ กัน คือขาดคนหนุ่มสาวเข้ามาร่วม ขาดเงินทุน หรือการจัดงานแบบเดิมทุกปีทำให้ขาดความแปลกใหม่

คาโต้เลยตั้งใจเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ ด้วยปณิธานว่า “จะทำให้ญี่ปุ่นคึกคักด้วยงานเทศกาลให้ได้!” เธอตั้งชื่อบริษัทว่า ‘โอมัตสึริเจแปน’ ในปี 2014

เป้าหมายของบริษัทคือ การทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับงานเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นแขกที่เข้าร่วม คนในท้องถิ่น บริษัทสปอนเซอร์ มีความสุข

เธอฝันอยากเห็นคนสนุกกับการไปงานเทศกาล เหมือนกับการไปดูหนังหรือชวนกันไปสวนสาธารณะ

สร้างรายได้จากการจับคู่

พ่อของคาโต้เป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดา ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน สมาชิกครอบครัวไม่ได้มีเงินยื่นให้เธอไปทำธุรกิจมากนัก ในปีแรกคาโต้จึงเจียดเงินเก็บจำนวน 300,000 บาท มาเป็นทุนเริ่มต้น และมีพนักงานคือตนเองเพียงคนเดียว

คาโต้พบว่ามีบริษัทเอกชนหลายแห่งอยากเข้าไปเป็นผู้สนับสนุนงานเทศกาล เพราะแต่ละงานมีคนมาเข้าร่วมหลักหมื่นหลักแสน เป็นโอกาสในการประชาสัมพันธ์บริษัทที่ดี แต่บริษัทเหล่านี้ไม่ทราบว่า งานเทศกาลแต่ละแห่งจะจัดที่ไหน เมื่อไหร่ และมีจุดเด่นอย่างไรบ้าง

ส่วนฝั่งผู้จัดงานในเมืองก็ขาดความคิดใหม่ๆ ขาดเงินทุน ขาดแรงงาน

คาโต้จึงพา 2 ฝ่ายนี้มาเจอกัน เธอทำหน้าที่เหมือนบริษัทที่ปรึกษาและรับทำอีเวนต์ มีเทศกาลฮาโลวีนที่เมืองหนึ่ง เดิมมีผู้เข้าร่วมงานเพียง 1,000 คน แต่คาโต้ช่วยคิดกิจกรรม เช่น การเดินพาเหรด การเล่นเกม และช่วยโฆษณางานเทศกาลนี้ ทำให้มีผู้เข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นถึง 16 เท่า

มีงานเทศกาลหนึ่ง ชื่อ ‘เทศกาลปลาซัมมะแห่งเมกุโระ’ จัดทุกเดือนกันยายนของทุกปีติดต่อกันมา 24 ปีแล้ว ผู้จัดเป็นกลุ่มร้านค้าในเขตเมกุโระ เมืองโตเกียว

Omatsuri Japan บริษัทที่มีเป้าหมายเป็นการจัดเทศกาลประจำเมืองทั่วญี่ปุ่นให้ดีและคึกคักที่สุด
ภาพ : www.enjoytokyo.jp

ลักษณะงานคือมีการย่างปลาซัมมะให้กินกันสดๆ มีการเชิญนักแสดงตลกมาเล่นตลกให้ชม และมีกิจกรรมบนเวทีต่างๆ ปีหนึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 30,000 คน

ในช่วงหลัง ผู้จัดงานประสบปัญหาประการหนึ่งคือ รัฐบาลญี่ปุ่นเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยยิ่งขึ้น จึงต้องจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยมาช่วยดูแล แต่ค่าแรงเหล่านี้สูงมาก จนเกรงว่าจะขาดทุน

โอมัตสึริเจแปนจึงเข้ามาช่วยกอบกู้งานเทศกาลแสนสนุกนี้

อันดับแรก ทางบริษัทไปหาสปอนเซอร์บริษัทเอกชน พวกเขาพบ 2 บริษัท ที่เหมาะสมกับงานเทศกาลนี้มาก

บริษัทแรกคือบริษัทนากาทานิเอน บริษัทผลิตผงโรยข้าวโอฉะซึเกะ (ข้าวราดน้ำชาร้อน คล้ายข้าวต้ม)

บริษัทที่มีเป้าหมายเป็นการจัดเทศกาลประจำเมืองทั่วญี่ปุ่นให้ดีและคึกคักที่สุด
ภาพ : www.nagatanien.co.jp

ทางบริษัทเพิ่งออกผงโรยข้าวตัวใหม่ที่กินกับข้าวแช่เย็นๆ ได้ และต้องการทราบเสียงตอบรับจากลูกค้า คาโต้และทีมจึงแนะนำให้บริษัทตกแต่ง Food Truck และมาเช่าพื้นที่เพื่อจำหน่ายข้าวแช่ชนิดใหม่ในงานเทศกาล

บริษัทที่มีเป้าหมายเป็นการจัดเทศกาลประจำเมืองทั่วญี่ปุ่นให้ดีและคึกคักที่สุด
ภาพ : omatsurijapan.com
บริษัทที่มีเป้าหมายเป็นการจัดเทศกาลประจำเมืองทั่วญี่ปุ่นให้ดีและคึกคักที่สุด
ข้าวแช่ เมนูพิเศษโรยหน้าปลาซัมมะ เพื่อให้เข้ากับธีมงานเทศกาล ภาพ : omatsurijapan.com

คาโต้ช่วยบริษัทเก็บแบบสอบถามด้วยการสอบถามความพึงพอใจของลูกค้าที่มาซื้อข้าวแช่นี้ ด้วยความที่งานเทศกาลนี้มีผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ทีมงานเก็บแบบสอบถามจำนวน 100 ฉบับ ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น ส่วนข้าวแช่ก็ขายหมดเกลี้ยง เรียกได้ว่าบริษัทได้ทั้งรายได้จากการขายข้าวแช่ และได้ข้อมูลความพึงพอใจจากลูกค้าจำนวนมากในระยะเวลาสั้นๆ

อีกบริษัทที่เข้าร่วมคือบริษัทเครื่องดื่มที่ต้องการทดสอบตลาด บริษัทนี้มาเช่าพื้นที่ตั้งบูทให้ลูกค้ามาเข้าแถวชิมเครื่องดื่มผสมวุ้นผลไม้สีสดใสตัวใหม่ และสอบถามความชอบต่างๆ

Omatsuri Japan บริษัทที่มีเป้าหมายเป็นการจัดเทศกาลประจำเมืองทั่วญี่ปุ่นให้ดีและคึกคักที่สุด
ภาพ : omatsurijapan.com

พนักงานบริษัทเครื่องดื่มเองก็ได้ฟังเสียงจากลูกค้าสดๆ ทั้งลูกค้าเด็กและผู้ใหญ่ หากเป็นการเก็บแบบสอบถามทั่วไป พนักงานอาจไม่มีโอกาสยืนคุยกับลูกค้าเป็นระยะเวลานาน หรือในบรรยากาศที่สนุกสนานเป็นกันเองเช่นนี้

โอมัตสึริเจแปนนำเงินจากผู้สนับสนุนเหล่านี้ไปมอบให้ผู้จัดงานเทศกาล ทำให้ผู้จัดไม่ขาดทุนในที่สุด

เติบโตเพื่อช่วยเหลือ

รายได้ของบริษัทโอมัตสึริเจแปนนี้มาจากการช่วยจัดงาน การช่วยหาผู้สนับสนุน การจัดทัวร์เที่ยวงานเทศกาล หรือช่วยวางแผนจัดกิจกรรมโปรโมตบริษัทในงานเทศกาลต่างๆ

นอกจากนี้ คาโต้ยังหาเงินสนับสนุนเพิ่มเติมด้วยการเข้าประกวดแผนธุรกิจ และได้รับรางวัลเป็นเงินทุนจากบริษัทและองค์กรหลายแห่งอีกด้วย

ตอนนี้เธอเปิดแพลตฟอร์มใหม่ชื่อ Omatsuri Japan Leaders สำหรับผู้จัดงานเทศกาลทั่วประเทศ

ที่ผ่านมา เมืองต่างๆ ต้องวิ่งหาที่เช่าอุปกรณ์ต่างๆ เอง หรือพยายามหาคนมาทำโปสเตอร์เอง แต่ตอนนี้ทุกคนเข้ามาเช่าอุปกรณ์จัดงานเช่นเต็นท์ผ้าใบจากแพลตฟอร์มนี้ได้

เมืองที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์จัดงานแล้ว ก็ปล่อยให้เมืองอื่นเช่าต่อได้เช่นกัน

คาโต้ติดต่อบริษัทพนักงานรักษาความปลอดภัย ทำให้ได้ส่วนลดพิเศษหากติดต่อผ่านทางหน้าเว็บ

นอกจากนี้ คาโต้ยังทำเทมเพลตโปสเตอร์บนเว็บ เผื่อเมืองไหนต้องการออกแบบโปสเตอร์โปรโมตงานเทศกาลแต่ไม่มีนักออกแบบ เพียงแค่อัพโหลดรูปภาพ พิมพ์รายละเอียดงานเล็กน้อย ก็ทำโปสเตอร์สวยๆ เองได้เลย (แต่ถ้าอยากพิมพ์ใบปลิว บริษัทก็มีบริการเช่นกัน)

นอกจากจะเชื่อมผู้จัดงานเทศกาลกับบริษัทเอกชนที่เป็นผู้สนับสนุนแล้ว คาโต้ยังเชื่อมโยงผู้จัดงานเทศกาลเมืองต่างๆ เข้าด้วยกัน ทำให้แต่ละเมืองแบ่งปันความรู้หรือประสบการณ์ให้กันและกันได้ง่ายขึ้น คาโต้เองก็ได้ข้อมูลเกี่ยวกับงานเทศกาลต่างๆ ไปเสนอบริษัทเอกชนได้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ในอนาคต บริษัทโอมัตสึริเจแปนตั้งใจจะพัฒนาระบบการซื้อขายออนไลน์ หรือแอปพลิเคชันที่จองทริป จองที่นั่ง จองบูทในงานเทศกาลต่างๆ ได้ เพื่อให้ผู้คนไปร่วมงานเทศกาลสะดวกขึ้น และสนุกยิ่งขึ้นไปอีก พวกเขากำลังพลิกโฉมงานเทศกาลในญี่ปุ่นไปในทางที่ดีขึ้น และสืบทอดต่อไปในอนาคต

“ตอนที่ดิฉันทำบริษัทมาได้ปีครึ่ง ดิฉันยังไม่ค่อยมั่นใจว่าจะกลายมาเป็นธุรกิจหรือเปล่า แต่ดิฉันก็ลองทำดู และไม่ล้มเลิก ช่วงแรกก็ลำบากนะ แต่พอทำๆ ไปก็เริ่มได้รับความสนใจ และดิฉันก็ได้เจอเพื่อนเพิ่มขึ้น” คาโต้กล่าว

โอมัตสึริเจแปนค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และช่วยให้ญี่ปุ่นยังคงมีเทศกาลประจำเมืองดีๆ เช่นนี้ต่อไป ใครที่คิดอยากทำอะไรเกี่ยวกับงานเทศกาล ก็จะนึกถึงโอมัตสึริเจแปนเป็นที่แรก

สิ่งที่คาโต้และโอมัตสึริเจแปนทำ ล้วนเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ชาวเมืองก็ได้สนุกกับงานเทศกาลต่อไป

งานเทศกาลดีๆ ก็ไม่สูญหายไปจากประวัติศาสตร์​

ผู้จัดงานเทศกาลก็เอาชนะปัญหาขาดแคลนเงินทุน

บริษัทผู้สนับสนุนก็ได้ข้อมูลลูกค้าอย่างใกล้ชิด หรือได้โปรโมตบริษัท

ส่วนบริษัทโอมัตสึริเองก็มีรายได้มาหล่อเลี้ยงให้พวกเขาไปช่วยงานเทศกาลต่างๆ ต่อไป

เพราะฉะนั้น บริษัทที่ดี ไม่ได้แปลว่าบริษัทที่ทำ CSR หรือต้องบริจาคเงินเข้าสาธารณกุศลเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มได้จากการคิดสินค้าหรือบริการดีๆ มาแก้ไขปัญหาผู้คน

ดิฉันคิดว่า ธุรกิจที่ดี คือธุรกิจที่มีคน ‘ดีใจ’ กับสินค้าหรือบริการของเรา ยิ่งธุรกิจดีมาก ก็จะยิ่งช่วยผู้คนได้มาก (แบบมีกำไร) ค่ะ

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.33 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load