“เราจะรักษาสมดุลระหว่างการทำกำไรกับการทำธุรกิจที่ดีได้อย่างไร”

นี่เป็นคำถามที่ผู้ประกอบการหลายท่านถามดิฉัน เวลาที่เราคุยกันเรื่องการทำธุรกิจที่ดี หรือการสร้างริเน็น (ปรัชญาธุรกิจ)

ก่อนอื่น… ‘ธุรกิจที่ดี’ คืออะไร

ธุรกิจที่ดี ไม่ใช่ธุรกิจที่ปลูกป่า สร้างโบสถ์ บริจาคเงินให้หน่วยงานต่างๆ เป็นจำนวนมากเพียงอย่างเดียว

ธุรกิจที่ดี คือธุรกิจที่สร้างประโยชน์ให้ผู้อื่นผ่านสินค้าและบริการตนเอง

มีธุรกิจหนึ่งที่เกิดขึ้นมา (แบบงงๆ) ได้ 5 ปี แล้วยังไม่มีบริษัทใดกล้าเลียนแบบ และยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ บริษัทนั้นคือ บริษัท Omatsuri Japan (อ่านว่า โอะ-มัต-สึ-ริ-เจแปน)

จากนักออกแบบบริษัทผักดองสู่เจ้าของบริษัทเทศกาล

ประเทศไทยมีงานเทศกาลสำคัญๆ เช่น ลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟของจังหวัดสุโขทัย ประเพณีวิ่งควายของเมืองชล หรือเทศกาลบั้งไฟพญานาคของภาคอีสาน

ญี่ปุ่นก็มีงานเทศกาลเช่นกัน และมีจำนวนมากด้วย ตั้งแต่งานแห่ศาลเจ้า งานจุดพลุ หรืองานเทศกาลเล็กๆ ตามศาลเจ้า ว่ากันว่าใน 1 ปีมีงานเทศกาลทั่วเกาะญี่ปุ่นกว่า 300,000 งาน เทศกาลใหญ่ๆ เช่นเทศกาลแห่โคมเนบุตะที่อาโอโมริ มีคนมาประมาณ 2.6 แสนคน สร้างรายได้ให้ชุมชนกว่า 1 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว

งานเทศกาลหรือโอมัตสึรินี้เองที่ทำให้คนในหมู่บ้านร่วมมือร่วมใจกันจัด สนุกด้วยกัน และยิ่งสนิทสนมกันมากขึ้น

ยูโกะ คาโต้ เป็นหนึ่งในคนที่ชื่นชอบงานเทศกาลเหล่านี้ หลังเรียนจบด้านศิลปะ คาโต้เลือกทำงานที่บริษัทผักดองแห่งหนึ่ง เพราะสนใจงานที่เกี่ยวกับภูมิปัญญาโบราณของญี่ปุ่น เธอรับหน้าที่ออกแบบบรรจุภัณฑ์เป็นหลัก

วันหนึ่งพ่อของคาโต้ซึ่งเป็นกรรมการจัดงานเทศกาลประจำเมือง ขอให้เธอช่วยออกแบบโปสเตอร์ และอุปกรณ์ตกแต่ง คนในเมืองชื่นชอบผลงานออกแบบของคาโต้มาก นั่นทำให้เธอเริ่มเข้าไปช่วยออกแบบโปสเตอร์และอุปกรณ์ให้เทศกาลในเมืองใกล้เคียงมากขึ้นเรื่อยๆ

ในปี 2011 เกิดภัยพิบัติสึนามิ ภูมิภาคแถบโทโฮขุได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก แต่ 5 เดือนให้หลัง ชาวเมืองอาโอโมริก็ยังจัดงานเทศกาลโคมเนบุตะขึ้น ซึ่งคาโต้ก็มีโอกาสไปร่วมงานในปีนั้นเช่นกัน

ภาพที่เธอเห็นคือ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเยอะมาก แต่คนในเมืองก็ยังร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน ผู้ประสบภัยที่พลัดพรากจากกันไปก็มาพบกัน กอดคอกันร้องเพลงและเต้นรำด้วยกันในงานนี้

“งานเทศกาลทำให้ผู้คนกลับมามีความสุข มีพลัง อีกครั้ง” นั่นคือสิ่งที่คาโต้สัมผัส

Omatsuri Japan บริษัทที่มีเป้าหมายเป็นการจัดเทศกาลประจำเมืองทั่วญี่ปุ่นให้ดีและคึกคักที่สุด
ภาพ : next.rikunabi.com

เมื่อคาโต้เข้าไปช่วยงานเทศกาลหลายแห่งเข้า เธอก็พบว่าแทบทุกงาน ไม่ว่าจะงานเล็กหรือใหญ่ ประสบปัญหาคล้ายๆ กัน คือขาดคนหนุ่มสาวเข้ามาร่วม ขาดเงินทุน หรือการจัดงานแบบเดิมทุกปีทำให้ขาดความแปลกใหม่

คาโต้เลยตั้งใจเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ ด้วยปณิธานว่า “จะทำให้ญี่ปุ่นคึกคักด้วยงานเทศกาลให้ได้!” เธอตั้งชื่อบริษัทว่า ‘โอมัตสึริเจแปน’ ในปี 2014

เป้าหมายของบริษัทคือ การทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับงานเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นแขกที่เข้าร่วม คนในท้องถิ่น บริษัทสปอนเซอร์ มีความสุข

เธอฝันอยากเห็นคนสนุกกับการไปงานเทศกาล เหมือนกับการไปดูหนังหรือชวนกันไปสวนสาธารณะ

สร้างรายได้จากการจับคู่

พ่อของคาโต้เป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดา ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน สมาชิกครอบครัวไม่ได้มีเงินยื่นให้เธอไปทำธุรกิจมากนัก ในปีแรกคาโต้จึงเจียดเงินเก็บจำนวน 300,000 บาท มาเป็นทุนเริ่มต้น และมีพนักงานคือตนเองเพียงคนเดียว

คาโต้พบว่ามีบริษัทเอกชนหลายแห่งอยากเข้าไปเป็นผู้สนับสนุนงานเทศกาล เพราะแต่ละงานมีคนมาเข้าร่วมหลักหมื่นหลักแสน เป็นโอกาสในการประชาสัมพันธ์บริษัทที่ดี แต่บริษัทเหล่านี้ไม่ทราบว่า งานเทศกาลแต่ละแห่งจะจัดที่ไหน เมื่อไหร่ และมีจุดเด่นอย่างไรบ้าง

ส่วนฝั่งผู้จัดงานในเมืองก็ขาดความคิดใหม่ๆ ขาดเงินทุน ขาดแรงงาน

คาโต้จึงพา 2 ฝ่ายนี้มาเจอกัน เธอทำหน้าที่เหมือนบริษัทที่ปรึกษาและรับทำอีเวนต์ มีเทศกาลฮาโลวีนที่เมืองหนึ่ง เดิมมีผู้เข้าร่วมงานเพียง 1,000 คน แต่คาโต้ช่วยคิดกิจกรรม เช่น การเดินพาเหรด การเล่นเกม และช่วยโฆษณางานเทศกาลนี้ ทำให้มีผู้เข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นถึง 16 เท่า

มีงานเทศกาลหนึ่ง ชื่อ ‘เทศกาลปลาซัมมะแห่งเมกุโระ’ จัดทุกเดือนกันยายนของทุกปีติดต่อกันมา 24 ปีแล้ว ผู้จัดเป็นกลุ่มร้านค้าในเขตเมกุโระ เมืองโตเกียว

Omatsuri Japan บริษัทที่มีเป้าหมายเป็นการจัดเทศกาลประจำเมืองทั่วญี่ปุ่นให้ดีและคึกคักที่สุด
ภาพ : www.enjoytokyo.jp

ลักษณะงานคือมีการย่างปลาซัมมะให้กินกันสดๆ มีการเชิญนักแสดงตลกมาเล่นตลกให้ชม และมีกิจกรรมบนเวทีต่างๆ ปีหนึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 30,000 คน

ในช่วงหลัง ผู้จัดงานประสบปัญหาประการหนึ่งคือ รัฐบาลญี่ปุ่นเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยยิ่งขึ้น จึงต้องจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยมาช่วยดูแล แต่ค่าแรงเหล่านี้สูงมาก จนเกรงว่าจะขาดทุน

โอมัตสึริเจแปนจึงเข้ามาช่วยกอบกู้งานเทศกาลแสนสนุกนี้

อันดับแรก ทางบริษัทไปหาสปอนเซอร์บริษัทเอกชน พวกเขาพบ 2 บริษัท ที่เหมาะสมกับงานเทศกาลนี้มาก

บริษัทแรกคือบริษัทนากาทานิเอน บริษัทผลิตผงโรยข้าวโอฉะซึเกะ (ข้าวราดน้ำชาร้อน คล้ายข้าวต้ม)

บริษัทที่มีเป้าหมายเป็นการจัดเทศกาลประจำเมืองทั่วญี่ปุ่นให้ดีและคึกคักที่สุด
ภาพ : www.nagatanien.co.jp

ทางบริษัทเพิ่งออกผงโรยข้าวตัวใหม่ที่กินกับข้าวแช่เย็นๆ ได้ และต้องการทราบเสียงตอบรับจากลูกค้า คาโต้และทีมจึงแนะนำให้บริษัทตกแต่ง Food Truck และมาเช่าพื้นที่เพื่อจำหน่ายข้าวแช่ชนิดใหม่ในงานเทศกาล

บริษัทที่มีเป้าหมายเป็นการจัดเทศกาลประจำเมืองทั่วญี่ปุ่นให้ดีและคึกคักที่สุด
ภาพ : omatsurijapan.com
บริษัทที่มีเป้าหมายเป็นการจัดเทศกาลประจำเมืองทั่วญี่ปุ่นให้ดีและคึกคักที่สุด
ข้าวแช่ เมนูพิเศษโรยหน้าปลาซัมมะ เพื่อให้เข้ากับธีมงานเทศกาล ภาพ : omatsurijapan.com

คาโต้ช่วยบริษัทเก็บแบบสอบถามด้วยการสอบถามความพึงพอใจของลูกค้าที่มาซื้อข้าวแช่นี้ ด้วยความที่งานเทศกาลนี้มีผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ทีมงานเก็บแบบสอบถามจำนวน 100 ฉบับ ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น ส่วนข้าวแช่ก็ขายหมดเกลี้ยง เรียกได้ว่าบริษัทได้ทั้งรายได้จากการขายข้าวแช่ และได้ข้อมูลความพึงพอใจจากลูกค้าจำนวนมากในระยะเวลาสั้นๆ

อีกบริษัทที่เข้าร่วมคือบริษัทเครื่องดื่มที่ต้องการทดสอบตลาด บริษัทนี้มาเช่าพื้นที่ตั้งบูทให้ลูกค้ามาเข้าแถวชิมเครื่องดื่มผสมวุ้นผลไม้สีสดใสตัวใหม่ และสอบถามความชอบต่างๆ

Omatsuri Japan บริษัทที่มีเป้าหมายเป็นการจัดเทศกาลประจำเมืองทั่วญี่ปุ่นให้ดีและคึกคักที่สุด
ภาพ : omatsurijapan.com

พนักงานบริษัทเครื่องดื่มเองก็ได้ฟังเสียงจากลูกค้าสดๆ ทั้งลูกค้าเด็กและผู้ใหญ่ หากเป็นการเก็บแบบสอบถามทั่วไป พนักงานอาจไม่มีโอกาสยืนคุยกับลูกค้าเป็นระยะเวลานาน หรือในบรรยากาศที่สนุกสนานเป็นกันเองเช่นนี้

โอมัตสึริเจแปนนำเงินจากผู้สนับสนุนเหล่านี้ไปมอบให้ผู้จัดงานเทศกาล ทำให้ผู้จัดไม่ขาดทุนในที่สุด

เติบโตเพื่อช่วยเหลือ

รายได้ของบริษัทโอมัตสึริเจแปนนี้มาจากการช่วยจัดงาน การช่วยหาผู้สนับสนุน การจัดทัวร์เที่ยวงานเทศกาล หรือช่วยวางแผนจัดกิจกรรมโปรโมตบริษัทในงานเทศกาลต่างๆ

นอกจากนี้ คาโต้ยังหาเงินสนับสนุนเพิ่มเติมด้วยการเข้าประกวดแผนธุรกิจ และได้รับรางวัลเป็นเงินทุนจากบริษัทและองค์กรหลายแห่งอีกด้วย

ตอนนี้เธอเปิดแพลตฟอร์มใหม่ชื่อ Omatsuri Japan Leaders สำหรับผู้จัดงานเทศกาลทั่วประเทศ

ที่ผ่านมา เมืองต่างๆ ต้องวิ่งหาที่เช่าอุปกรณ์ต่างๆ เอง หรือพยายามหาคนมาทำโปสเตอร์เอง แต่ตอนนี้ทุกคนเข้ามาเช่าอุปกรณ์จัดงานเช่นเต็นท์ผ้าใบจากแพลตฟอร์มนี้ได้

เมืองที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์จัดงานแล้ว ก็ปล่อยให้เมืองอื่นเช่าต่อได้เช่นกัน

คาโต้ติดต่อบริษัทพนักงานรักษาความปลอดภัย ทำให้ได้ส่วนลดพิเศษหากติดต่อผ่านทางหน้าเว็บ

นอกจากนี้ คาโต้ยังทำเทมเพลตโปสเตอร์บนเว็บ เผื่อเมืองไหนต้องการออกแบบโปสเตอร์โปรโมตงานเทศกาลแต่ไม่มีนักออกแบบ เพียงแค่อัพโหลดรูปภาพ พิมพ์รายละเอียดงานเล็กน้อย ก็ทำโปสเตอร์สวยๆ เองได้เลย (แต่ถ้าอยากพิมพ์ใบปลิว บริษัทก็มีบริการเช่นกัน)

นอกจากจะเชื่อมผู้จัดงานเทศกาลกับบริษัทเอกชนที่เป็นผู้สนับสนุนแล้ว คาโต้ยังเชื่อมโยงผู้จัดงานเทศกาลเมืองต่างๆ เข้าด้วยกัน ทำให้แต่ละเมืองแบ่งปันความรู้หรือประสบการณ์ให้กันและกันได้ง่ายขึ้น คาโต้เองก็ได้ข้อมูลเกี่ยวกับงานเทศกาลต่างๆ ไปเสนอบริษัทเอกชนได้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ในอนาคต บริษัทโอมัตสึริเจแปนตั้งใจจะพัฒนาระบบการซื้อขายออนไลน์ หรือแอปพลิเคชันที่จองทริป จองที่นั่ง จองบูทในงานเทศกาลต่างๆ ได้ เพื่อให้ผู้คนไปร่วมงานเทศกาลสะดวกขึ้น และสนุกยิ่งขึ้นไปอีก พวกเขากำลังพลิกโฉมงานเทศกาลในญี่ปุ่นไปในทางที่ดีขึ้น และสืบทอดต่อไปในอนาคต

“ตอนที่ดิฉันทำบริษัทมาได้ปีครึ่ง ดิฉันยังไม่ค่อยมั่นใจว่าจะกลายมาเป็นธุรกิจหรือเปล่า แต่ดิฉันก็ลองทำดู และไม่ล้มเลิก ช่วงแรกก็ลำบากนะ แต่พอทำๆ ไปก็เริ่มได้รับความสนใจ และดิฉันก็ได้เจอเพื่อนเพิ่มขึ้น” คาโต้กล่าว

โอมัตสึริเจแปนค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และช่วยให้ญี่ปุ่นยังคงมีเทศกาลประจำเมืองดีๆ เช่นนี้ต่อไป ใครที่คิดอยากทำอะไรเกี่ยวกับงานเทศกาล ก็จะนึกถึงโอมัตสึริเจแปนเป็นที่แรก

สิ่งที่คาโต้และโอมัตสึริเจแปนทำ ล้วนเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ชาวเมืองก็ได้สนุกกับงานเทศกาลต่อไป

งานเทศกาลดีๆ ก็ไม่สูญหายไปจากประวัติศาสตร์​

ผู้จัดงานเทศกาลก็เอาชนะปัญหาขาดแคลนเงินทุน

บริษัทผู้สนับสนุนก็ได้ข้อมูลลูกค้าอย่างใกล้ชิด หรือได้โปรโมตบริษัท

ส่วนบริษัทโอมัตสึริเองก็มีรายได้มาหล่อเลี้ยงให้พวกเขาไปช่วยงานเทศกาลต่างๆ ต่อไป

เพราะฉะนั้น บริษัทที่ดี ไม่ได้แปลว่าบริษัทที่ทำ CSR หรือต้องบริจาคเงินเข้าสาธารณกุศลเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มได้จากการคิดสินค้าหรือบริการดีๆ มาแก้ไขปัญหาผู้คน

ดิฉันคิดว่า ธุรกิจที่ดี คือธุรกิจที่มีคน ‘ดีใจ’ กับสินค้าหรือบริการของเรา ยิ่งธุรกิจดีมาก ก็จะยิ่งช่วยผู้คนได้มาก (แบบมีกำไร) ค่ะ

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

ในญี่ปุ่น มีบริษัทที่อายุยืนเกิน 100 ปีกว่า 20,000 บริษัท ที่น่าตกใจคือ กว่าร้อยละ 98 เป็นธุรกิจครอบครัว อาจจะเป็นร้านมิโสะเก่าแก่ ร้านชาขึ้นชื่อ หรือร้านขนมญี่ปุ่นที่คนนิยมซื้อไปฝากเป็นของฝากติดไม้ติดมือกัน 

ครั้งนี้ ดิฉันมีธุรกิจครอบครัวญี่ปุ่นรายหนึ่งที่อายุยืน 100 ปีพอดี และมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในตลาดซอสโอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น) รวมถึงมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายในไทยด้วย นั่นคือ บริษัท โอตาฟุกุโฮลดิ้งส์ 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200
โอโคโนมิยากิ

กลุ่มผู้บริหารบริษัทนี้มองการณ์ไกลไปอีก 100 ปีข้างหน้า จะทำอย่างไรให้บริษัทอยู่ไปได้ถึง 200 ปี จากนั้นก็ตัดสินใจเริ่มทำธรรมนูญครอบครัว  

เชิญติดตามอ่านการบริหารครอบครัวและการบริหารธุรกิจฉบับบริษัทซอส 100 ปีได้ ณ บัดนี้

บริษัทที่ไม่โฆษณาเลย

โอตาฟุกุก่อตั้งขึ้นในปี 1922 โดยเริ่มจากการจำหน่ายซีอิ๊วและเหล้าสาเกในเมืองฮิโรชิม่า ทางร้านมีซีอิ๊วสูตรต่าง ๆ ที่นำเสนอแตกต่างตามความชอบของลูกค้า จากนั้นก็เริ่มผันตัวมาเป็นผู้ผลิตน้ำส้มสายชู

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มมีกระแสการรับประทานอาหารตะวันตก กอปรกับเมืองฮิโรชิม่าขึ้นชื่อด้านอาหารโอโคโนมิยากิ ตอนนั้นซอสที่ทายังเป็นซอสเหลวใส ทางบริษัทจึงพยายามคิดสูตรซอสที่เข้ากับแป้ง กะหล่ำ หมูในโอโคโนมิยากิยิ่งขึ้นไปอีก และกลายเป็นเจ้าแรกที่ผลิตซอสข้น รสกลมกล่อม เป็นเจ้าแรกในญี่ปุ่น

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

โอตาฟุกุ ไม่ใช้สื่อโฆษณาหลักเลย แต่เน้นไปที่การสร้างแฟนคลับและการบอกปากต่อปาก โดยการออกบูทตามซูเปอร์มาร์เก็ต หรือนำเสนอร้านโอโคโนมิยากิต่าง ๆ ให้ลองใช้ ทางบริษัทให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงมากกว่า เมื่อสินค้าดี รสชาติโดนใจ ลูกค้าก็จะชี้ชวนกันให้ซื้อซอสโอตาฟุกุเอง 

แม้ธุรกิจจะดำเนินมา 100 ปี ปัจจุบัน โอตาฟุกุก็ยังพัฒนาสินค้าใหม่เสมอ โดยมีสินค้ากว่า 2,336 อย่างแล้ว (สินค้าใหม่ออกเฉลี่ยปีละประมาณ 100 กว่าชนิด) เช่น แป้งสำหรับทำชิจิมิ (พิซซ่าเกาหลี) ซอสโอโคโนมิยากิสำหรับเด็กหย่านม (ส่วนผสมปลอดภัยและรสชาติไม่จัดเกินไป) 

การบริหารแบบญี่ปุ่น

ผู้บริหารบริษัทโอตาฟุกุกล่าวอย่างชัดเจนว่า บริษัทตนดำเนินการบริหารแบบญี่ปุ่น 

“บริษัทเราเป็นผู้ผลิต สิ่งสำคัญของบริษัทผู้ผลิตอย่างเรา คือคนครับ สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้พนักงานทำงานกับเรานาน ๆ และทำให้พวกเขายิ่งเก่งขึ้น” ชิเกขิ ซาซากิ ท่านประธานรุ่นที่ 6 กล่าว 

การที่พนักงานทำงานกับบริษัทนาน ๆ ข้อดีคือไม่ต้องสื่อสารกันมาก ทำงานรู้ใจกัน ไม่ต้องเสียเวลาอบรมพนักงานใหม่ แต่ข้อเสียที่มักเกิดขึ้นกับองค์กรทั่วไป คือพนักงานอาจขาดความกระตือรือร้น ทำงานไปเรื่อย ๆ 

ทางผู้บริหารไม่เห็นด้วยกับแนวทางการพยายามสร้างผลงานหรือสร้างการแข่งขันให้เกิดขึ้นในองค์กร สิ่งที่โอตาฟุกุพยายามสร้าง คือทำให้พนักงานเห็นคุณค่าของตนเอง เห็นคุณค่าของงาน และมีใจเอื้อเฟื้อแก่ผู้อื่น 

โอตาฟุกุ จึงมักพาพนักงานไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่แตกต่างไปจากชีวิตการทำงานเดิม ๆ เช่น ไปอบรมนอกสถานที่ ไปเที่ยวสถานที่ทางประวัติศาสตร์ แล้วร่วมแลกเปลี่ยนความคิดและความประทับใจกัน 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

นอกจากนี้ โอตาฟุกุ ยังมีกิจกรรมสำคัญกิจกรรมหนึ่ง คือกิจกรรมแบ่งปัน Mission เป็นการให้พนักงานต่างแผนก ต่างโปรเจกต์ มานั่งพูดคุยกันถึงปรัชญาและพันธกิจของบริษัท เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงความสำคัญของบริษัท รวมถึงคุณค่าของงานที่ตนทำ

กิจกรรมนี้จะจัดขึ้นที่อาคารพิเศษชื่อ ‘เซรินคัง’​ ซึ่งห่างจากออฟฟิศ บริเวณห้องโถงตรงกลางมีโต๊ะเรียงยาว ตรงกลางเป็นพื้นที่เตาเล็ก ๆ เสียบปลาหรือเนื้อย่างได้ ให้บรรยากาศล้อมวงทานข้าวกัน 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200
Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

บรรยากาศเช่นนี้ทำให้พนักงานเปิดใจกันคุยเรื่อง Mission องค์กร และจดจำได้ง่ายขึ้น 

นอกจากนี้ บริษัทยังสนับสนุนให้พนักงานสอบ ‘วุฒิโอโคโนมิยากิ’ โดยพนักงานจะได้เรียนเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานในการทำโอโคโนมิยากิ ประเภทของโอโคโนมิยากิ ตลอดจนวิธีการบริหารร้าน ที่สำคัญ มีการตั้งแผนกที่รับผิดชอบเรื่องการกระตุ้นให้พนักงานสอบวุฒิโดยเฉพาะ ชื่อแผนก ‘โอโคโนมิยากิ’ 

วุฒินี้มี 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับ Instructor, Coordinator จนถึง Meister (อย่างเช่น ระดับกลาง ระดับ Coordinator จะต้องทำโอโคโนมิยากิ 3 จานพร้อมกันได้) 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

ปัจจุบัน พนักงานบริษัทโอตาฟุกุกว่าร้อยละ 70 มีวุฒิการทำโอโคโนมิยากินี้ 

ธรรมนูญครอบครัว

กิจการโอตาฟุกุ ดำเนินมาอย่างราบรื่นตลอด จน ชิเกขิ ซาซากิ ท่านประธานรุ่นที่ 6 ได้เข้าฟังสัมมนาการบริหารธุรกิจครอบครัว 

ข้อดีของธุรกิจครอบครัว คือการตัดสินใจที่ฉับไวและปรับตนเองให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่างรวดเร็ว แต่ข้อเสียคือหากวางโครงสร้างองค์กรไม่ดี พนักงานในบริษัทอาจขาดแรงจูงใจในการทำงานได้ เพราะคิดว่าไม่ว่าตนจะมีความสามารถอย่างไร ก็คงสู้ทายาทในตระกูลในการดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหรือผู้บริหารระดับสูงไม่ได้

ชิเกขิเริ่มสนใจแนวคิดการสร้างธรรมนูญครอบครัว และเชิญผู้เชี่ยวชาญมาที่บริษัทเดือนละครั้ง ครั้งละครึ่งวัน แต่ละครั้ง สมาชิกครอบครัวซาซากิที่บริหารจะร่วมกันหารือและตกลงประเด็นต่าง ๆ แน่นอนว่าเกิดการถกเถียงในรายละเอียดปลีกย่อยตลอดทุกครั้ง 

“ตอนแรกทุกคนในบ้านถามผมว่า ทำไมต้องทำล่ะ ทำไมต้องสร้างกฎในตระกูล พวกเรารักกันดี กิจการก็ไปได้ดี แต่ผมก็พยายามอธิบายและชี้ให้เห็นว่า ควรกันก่อนแก้ ควรวางรากฐานก่อนจะเกิดปัญหา เช่น ตอนเปลี่ยนผู้บริหารหรือการสืบทอดกิจการ” 

ตระกูลซาซากิเริ่มคุยเรื่องธรรมนูญครอบครัวเมื่อปี 2013 และทำเสร็จในปี 2015 ใช้เวลา 2 ปีเต็มในการหารือรายละเอียดต่าง ๆ 

ตัวอย่างธรรมนูญครอบครัว มีตั้งแต่เรื่องกิจกรรมในตระกูลที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ของสมาชิก เช่น จัดงานเลี้ยงทานข้าวหรือสัมมนาเพื่อการเรียนรู้ปีละ 4 ครั้ง ช่วงเทศกาลโอบ้ง การไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตา 3 วัน 2 คืน จัดการแข่งขันตีกอล์ฟ 

นอกจากนี้ ยังระบุวิธีแบ่งหุ้น ค่าตอบแทน ตลอดจนวิธีเลือกผู้สืบทอดกิจการด้วย 

ตระกูลซาซากิมีทั้งหมด 8 ครอบครัว มีการกำหนดกฎขึ้นมาว่า ทุกครอบครัวส่งตัวแทนมาบริหารบริษัทได้เพียงครอบครัวละ 1 คนเท่านั้น และยังมีกฎโหดว่า หากใครถือหุ้น ต้องเป็นพนักงานบริษัทด้วย ไม่มีการให้ถือหุ้นและรับเงินปันผลเฉย ๆ ผู้ถือหุ้นจากตระกูลต้องเข้ามาทำงานในบริษัท เป็นการป้องกันบางครอบครัวที่อยากขายหุ้นส่วนของตนเองออกไป 

ในธรรมนูญครอบครัวยังกำหนดจำนวนกรรมการบริหารว่า ห้ามมีคนจากตระกูลซาซากิเกินครึ่ง เพื่อให้เกิดความหลากหลายและมีการบริหารอย่างเหมาะสม กฎอีกข้อคือ คนในครอบครัวทำงานได้ถึงอายุ 65 ปี จากนั้นถึงค่อยเป็นที่ปรึกษา 

ส่วนเงินเดือนแยกเป็น 2 ส่วน คือ เงินเดือนพื้นฐานที่ทุกคนไม่ว่าตำแหน่งใดก็ได้เท่ากัน กับเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งสัดส่วนเป็นไปตามตำแหน่งและเนื้องาน 

หากมีสิ่งใดที่ต้องตกลงกันในตระกูล ห้ามใช้เสียงข้างมากตัดสิน ต้องหารือกันจนทุกคนเห็นด้วยทั้งหมด 

ท่านประธานชิเกขิยังมองการณ์ไกล จัดตั้งนิติบุคคลเพื่อเข้ามาดูแลตระกูล หน้าที่คืออบรมและเผยแพร่ปรัชญาบริษัท ตลอดจนประวัติศาสตร์ให้แก่คนในตระกูล อบรมทายาทผู้สืบทอด รวมถึงการบริหารทรัพย์สินของตระกูล 

“ธุรกิจครอบครัวมักมีความสัมพันธ์ที่ดีกับท้องถิ่น บางทีพนักงานอาจจะไม่เข้าใจว่า ทำไมเราต้องบริจาคเงินเพื่อช่วยวัดหรือศาลเจ้ามากขนาดนั้น ซึ่งตรงนี้ นิติบุคคลของตระกูลจะเข้ามาช่วยรับบทบาทในการสานความสัมพันธ์กับท้องถิ่นแทน” 

เห็นได้ว่าธรรมนูญครอบครัวฉบับนี้ช่วยรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว ขณะเดียวกันก็พยายามลดข้อขัดแย้งหรือข้อกังขาจากฝั่งพนักงานบริษัท อีกทั้งป้องกันมิให้คนในตระกูลบริหารตามอำเภอใจเพียงอย่างเดียว 

การสืบทอดประธาน

สำหรับบริษัทโอตาฟุกุ สิ่งสำคัญอีกประการ คือการกำหนดผู้สืบทอดกิจการ 

ทางตระกูลมีเกณฑ์พิจารณาดังต่อไปนี้ 

หนึ่ง บุคคลนั้น ๆ ได้ริเริ่มทำอะไรบ้าง 

สอง บุคคลนั้น ๆ ได้เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

สาม บุคคลนั้น ๆ ได้ทำให้ใครเติบโตหรือสอนงานใครอย่างไรบ้าง 

แม้ว่าประธานคนปัจจุบัน (รุ่นที่ 8) ยังเป็นคนในตระกูลอยู่ แต่ในอนาคต ทางกรรมการก็จะพิจารณาคนนอกตระกูลให้ขึ้นเป็นประธานบริหารด้วย โดยยึดถือตามเกณฑ์ 3 ข้อข้างต้น

หากมองเผิน ๆ สิ่งที่ประธานบริษัทโอตาฟุกุทำ อาจเป็นการลดผลตอบแทนหรืออำนาจของคนในตระกูล ไม่ว่าจะเป็นการจำกัด 1 ครอบครัว 1 ตัวแทนบริหาร หรือการบังคับให้ผู้ถือหุ้นต้องเป็นพนักงานบริษัทด้วย 

“ผมขึ้นมาเป็นประธานตอนอายุ 46 ปี และผมคิดไว้ตั้งแต่ตอนนั้นว่า จะดำรงตำแหน่งนี้เพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น เหตุผลประการแรก คือ พ่อผมเสียตอนอายุ 55 ปี ผมคิดว่าผมอาจจะมีโอกาสจากโลกนี้ไปในวัยเดียวกันก็ได้ นั่นคืออีก 10 ปีข้างหน้า เหตุผลข้อสอง คือ ประธานบริษัทเป็นตำแหน่งที่ไม่มีการย้ายไปทำงานแผนกอื่นหรือเมืองอื่น อยู่สภาพเดิมตลอด ผมเกรงว่าผมจะไม่มีแรงบันดาลใจในการริเริ่มทำอะไรใหม่ ๆ ครับ” 

หากเหลือเวลาแค่ 10 ปี ในฐานะผู้นำองค์กร ตนเองจะทำอะไรบ้าง…

คำถามนี้ทำให้ ชิเกขิ ซาซากิ ตัดสินใจเริ่มทำธรรมนูญครอบครัว มุ่งมั่นปลูกฝังแนวคิดและปรัชญาดี ๆ ให้กับคนในครอบครัวและพนักงานบริษัท ตลอดจนทุ่มเทวางรากฐานโครงสร้างองค์กรให้เป็นระบบ ซึ่งนั่นทำให้เขาพาธุรกิจครอบครัวไปสู่ความมั่นคงยิ่งขึ้น เป็นมืออาชีพมากขึ้น และพร้อมจะก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัท 200 ปี

ภาพ : www.otafuku.co.jp

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load