5 สิงหาคม 2564
4.94 K

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จัก ย่าลิน-มาลินดา เฮอร์แมน ในฐานะคุณย่าสายฮิปสเตอร์ หรือเน็ตไอดอลหญิงวัย 71 ปีที่ร้องเพลง เล่นกีตาร์ กับ ‘จิ๋วแจ่ม’ หมาน้อยคู่ใจ บนโลกโซเชียล เรียกรอยยิ้มและส่งความสุขให้กับคนนับล้าน

หญิงชรา กะ หมาน้อย : YouTuber วัย 71 ที่สนุกกับเสียงเพลงและสร้างรอยยิ้มให้ลูกหลาน

ในวันนี้ย่าลินสร้างพื้นที่เล็กๆ บอกเล่าเรื่องราวของเธอ สัตว์เลี้ยง และเสียงเพลง ผ่านเพจเฟซบุ๊ก หญิงชรา กะ หมาน้อย ที่มีลูกหลานติดตามกว่า 4 แสนคน พ่วงแชนแนลยูทูบที่มีผู้ติดตาม 1.45 ล้านคนทั่วโลก ยังไม่นับรวม Instagram, TikTok และ Clubhouse คุณย่ากระซิบว่า เธอตบเท้าเข้าสังคมออนไลน์มาตั้งแต่ 10 กว่าปีที่แล้ว

เราเลยชวน มาลินดา เฮอร์แมน มาพูดคุยในฐานะย่า-หลาน ถามไถ่ความเป็นมาและความเป็นไปบนเส้นทางสายดนตรีที่มีกีตาร์และเพื่อนสัตว์สี่ขาคอยข้างกาย ที่สำคัญ เธอยังสร้างคุณค่าให้ตนเองและสังคม แม้กาลเวลาจะพรากอายุเข้าสู่ช่วงโรยรา แถมหัวใจของเธอยังพองโตเมื่อรู้ว่าตนเอง ‘ยืนหยัดได้โดยไม่สร้างภาระให้ลูกหลาน’

เปิดลำโพงดังๆ แล้วมาฟังบทเพลงชีวิตของมาลินดาที่ใช้โซเชียลมีเดียสร้างสุขในบั้นปลาย

ดนตรีบำบัด

เด็กหญิงมาลินดาเติบโตมากับเสียงเพลง เธอฟังเพลงตามคุณพ่อคุณแม่มาตั้งแต่เล็กๆ ส่วนใหญ่เป็นแนวเพลงยุค 60 และ 70 ซึ่งวัยเด็กของเธอก็ไม่มีโอกาสไปร้องเพลงจริงจังที่ไหน ด้วยเหตุผลว่า คุณแม่สั่งห้ามเอาไว้ 

จนเธออายุราว 30 ปี นับเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้กลับมาทุ่มเทกับเสียงเพลงอีกครั้ง เพราะประสบอุบัติเหตุรถคว่ำระหว่างเดินทางกลับจากพัทยา ทำให้ใบหน้าด้านซ้ายสูญเสียความรู้สึก แต่ในโชคร้ายยังมีโชคดีซ่อนอยู่

เมื่อลูกชายนึกขึ้นมาได้ว่า เสียงเพลงเคยเป็นชีวิตของแม่ เขาจึงใช้มันบำบัดร่างกายและจิตใจ

“ตอนสองปีแรกไม่ให้ใครเห็นหน้าเลย เพราะคนเห็นหน้าเราทีไร เราน้ำตาไหลทุกที แต่ทุกวันนี้หน้าดีขึ้นมาก เพราะคุณย่าร้องเพลง ร้องทุกวัน คุณหมอเคยบอกว่า ตื่นเช้ามา ส่องกระจก แล้วก็พูด เอ-อี-ไอ-โอ-ยู เพื่อเป็นการบริหารกล้ามเนื้อ คุณย่าก็คิดว่าจะ เอ-อี-ไอ-โอ-ยู ทำไม เราร้องเพลงได้ มันได้มากกว่า เอ-อี-ไอ-โอ-ยู อีกนะ”

หญิงชรา กะ หมาน้อย : YouTuber วัย 71 ที่สนุกกับเสียงเพลงและสร้างรอยยิ้มให้ลูกหลาน
หญิงชรา กะ หมาน้อย : YouTuber วัย 71 ที่สนุกกับเสียงเพลงและสร้างรอยยิ้มให้ลูกหลาน

จากเดิมที่ย่าลินร้องเพลงโดยมีน้องชายกับลูกชาย (คีตะรัฐ บุณยรัตพันธุ์) ช่วยเล่นกีตาร์ให้ ก็ต้องกลับมาฝึกเล่นกีตาร์ด้วยตัวเอง (คุณย่าเคยจับกีตาร์มาตั้งแต่เด็ก) เพราะน้องชายเสียชีวิตและลูกชายมีภาระงานมากขึ้น

 “พอดีลูกชายซื้อกีตาร์ให้คุณย่า เราก็ โอ้ย เล่นไม่ได้หรอก เจ็บมือ แต่พอร้องเพลงแล้วไม่มีจังหวะ เราก็ร้องไม่ได้ มันไม่สนุก ก็เลยต้องเล่น แต่สาเหตุที่เล่น เพราะกีตาร์ที่ลูกชายซื้อราคาค่อนข้างสูง เรากลัวเขาจะตำหนิ ว่าซื้อของดีมาให้แล้วไม่เล่น พอเล่นแล้ว ลูกชายก็ให้คุณแม่เล่นเฟซบุ๊กด้วย จะได้ไม่เหงา เล่นมาเป็นสิบปีแล้วค่ะ”

เสียงดนตรีและบทเพลงขับกล่อมให้ย่าลินกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แถมท่องโลกโซเชียลจนได้เพื่อนใหม่ต่างวัยมากมายในวันที่อายุย่างเข้าเลข 6 และ ‘เสียงเพลง’ ก็ทำให้ย่าลินเป็นเน็ตไอดอลหญิงเพียงชั่วข้ามคืน

หญิงชรา กะ หมาน้อย : YouTuber วัย 71 ที่สนุกกับเสียงเพลงและสร้างรอยยิ้มให้ลูกหลาน

หญิงชรา กะ หมาน้อย

“คุณย่าฝึกเล่นโซเชียลอยู่สองวัน ตอนนั้นลูกชาย ลูกสาว เขาซื้อโทรศัพท์มาให้ คุณย่าก็แค่รับสายอย่างเดียว ตอนหลังเขาซื้อเครื่องใหม่มาอีก แล้วสมัครเฟซบุ๊กให้ บอกให้เราเล่นจะได้ไม่เหงา เขาเข้ามาเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊กเราก่อน จากยี่สิบคนเป็นร้อยคน จากร้อยคนเป็นพันคน ตอนนี้เอฟซีเรามากกว่าของเขาอีก แล้วเมื่อห้าปีแล้ว คุณย่าลงคลิปร้องเพลง Why Do I Love You So ในเฟซบุ๊ก คนก็แชร์กันทั่วโลก แค่วันเดียวนะ มีคนดูตั้งสี่ล้านกว่าวิว”

เมื่อถามย่าลินถึงเหตุผลในการสร้างเพจ ‘หญิงชรา กะ หมาน้อย’ เธอชี้นิ้วไปที่ตัวจิ๋วด้านข้าง, จิ๋วแจ่ม คือเพื่อนสี่ขาที่คลอเคลียและอยู่เคียงข้างหญิงวัย 71 เวลาจิ๋วแจ่มได้ยินเสียงเพลงของคุณย่า จะนิ่งเหมือนโดนมนตร์สะกด และหมาน้อยแสนก็จะนั่งฟังย่าลินดีดกีตาร์ทุกวัน อาจเรียกว่าโชคชะตานำพาทั้งสองมาเจอกันก็ว่าได้

จิ๋วแจ่มมาเจอกับย่าลินโดยบังเอิญ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่คุณย่ากำลังเสียใจหลังสูญเสีย ‘ช็อกโก’ น้องหมาตัวโปรด พอดีกันกับร้านทำผมละแวกบ้านเสนอลูกหมาตัวใหม่ให้มาอยู่เป็นเพื่อน เพราะเจ้าของร้านเลี้ยงไว้หลายตัว

“คุณย่าก็ไปเลือกดู ทีนี้จิ๋วแจ่มเขาโดดเด่นที่สุด เขาจะตามเราอยู่เรื่อย เราก็เลยเอามาเลี้ยงตั้งแต่อายุสองขวบ แล้วเขาชอบฟังเพลงด้วย เมื่อไหร่ก็ตามที่เราจับกีตาร์ เขาจะมาเกาะตรงกีตาร์ มาป้วนเปี้ยนๆ อยู่ตรงตัก”

กาลเวลาผ่านไป จิ๋วแจ่มได้รับความสนใจจากลูกๆ หลานๆ มีแฟนคลับไม่แพ้ย่าลิน กลายเป็นสัตว์เลี้ยงสี่ขาผู้โด่งดังบนโลกโซเชียล จนถึงขนาดเป็นที่มาของเพจ ‘หญิงชรา กะ หมาน้อย’ และคุณย่าก็แต่งเพลงประจำตัวให้ด้วย

ระหว่างบทสนทนา หมาน้อยนั่งฟังอย่างสงบบนตักของหญิงชรา สักพักเธอหยิบกีตาร์ออกมา นิ้วมือเริ่มเคลียคลอบริเวณสายสีเงินขึงตรึง ริมฝีปากหญิงชราขยับเป็นจังหวะ เธอเอ่ยประโยคแรกเป็นชื่อเดียวกับเพจเฟซบุ๊ก

“เพลงประจำเพจ หญิงชรา กะ หมาน้อย คุณย่าก็พูดถึงบทบาทของเขานะคะ เอ๊ะ คุณแกล้งชอบเพื่อเอาใจเราหรือคุณชอบจริง เพลงนี้ลูกชายเรียบเรียงให้ค่ะ เขาเป็นนักทำเพลงอยู่แล้ว คุณย่าเลยโชคดีกว่าคนอื่นหน่อย”

เพจหญิงชรา กะ หมาน้อย ที่มีผู้ติดตามมากถึง 2.7 แสนคน จึงกลายเป็นพื้นที่สร้างความสุขจากเสียงเพลง โดยมีคุณย่าสายฮิปสเตอร์และจิ๋วแจ่ม คอยแบ่งปันและกระจายความอิ่มเอมให้ลูกหลานเพื่อนพ้องที่เข้ามาติดตาม

  แถมยังสะท้อนความผูกพันของมนุษย์กับสัตว์เลี้ยงได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงแค่จิ๋วแจ่ม ย่าลินยังมีเพื่อนสี่ขาที่คอยสร้างพลังใจอีก 4 ตัว ได้แก่ ตาตี่ พริกไทย (อายุ 16 ปีเต็ม) พี่โยเกิร์ต (อายุย่าง 17 ปี) และ บาร์เบีย (แมว)

สนทนากับ ‘มาลินดา เฮอร์แมน’ วิดีโอครีเอเตอร์วัย 71 ที่ร้องเพลง-เล่นดนตรีกับหมาน้อย น่ารักจนคุณใจบางและเผลอยิ้มตามไม่รู้ตัว

ทำด้วยรัก

“คนเราไม่ได้มีความสุขอย่างเดียวนะลูก ความทุกข์มันอยู่คู่กับความสุขอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เราจะทำปริมาณน้ำหนักข้างไหนให้มันหนักกว่ากันแค่นั้นเอง” คุณย่าเปรียบ

เมื่อย่าลินให้น้ำหนักความสุขมากกว่า จึงทุ่มเทร้องเพลง เล่นกีตาร์ในทุกๆ วัน โดยมีจิ๋วแจ่มและพวกพ้องสี่ขาคอยเฝ้าอยู่ไม่ห่าง ปัจจุบัน สภาพร่างกายและจิตใจของคุณย่าเริ่มดีขึ้นตามลำดับ แม้ตอนต้นเธอจะสร้างความสุขให้กับตัวเอง แต่ตอนนี้ความสุขนั้นกระจายสู่คนรอบตัว รวมทั้งโลกออนไลน์ที่มีคนเข้าถึงมากกว่าล้านคน

ทุกวันนี้คุณย่าดูแลโซเชียลมีเดียทั้งหมดด้วยตัวเอง ทั้ง Facecook, Instagram, YouTube และ TikTok ใช้เวลาต่อวันกว่า 6 ชั่วโมงในการเล่นกีตาร์ ร้องเพลง และอัดคลิป รวมถึงไลฟ์สดยามค่ำคืนใน TikTok ด้วย

สนทนากับ ‘มาลินดา เฮอร์แมน’ วิดีโอครีเอเตอร์วัย 71 ที่ร้องเพลง-เล่นดนตรีกับหมาน้อย น่ารักจนคุณใจบางและเผลอยิ้มตามไม่รู้ตัว

“คุณย่าไลฟ์ทุกวัน วันละหนึ่งชั่วโมงตอนสี่ทุ่มทุกคืน เราบอกลูกๆ หลาน ๆ ว่า เราเป็นเหมือนตู้เพลงข้างเตียง คนขออะไรมามักจะได้หมด อย่างเขาขอเพลงมา ก็จะบอกว่า ขอเวลาทำการบ้านหน่อยนะ ถ้าทำเสร็จ ก็โชว์ให้เขาดู เนี่ยใส่คอร์ดแล้วนะเห็นมั้ย คุณย่าจะจดเองบนกระดาษทั้งหมด จดแล้วจำได้ ถ้าเปิดในไอแพดไม่มีทางจำได้หรอก

“เมื่อคืนนี้คุณย่านั่งจดเพลงไปสองเพลง พร้อมทำคอร์ดและซ้อมไปด้วย กว่าจะเสร็จก็ตีห้า ถ้าเพลงยากคุณย่าต้องหาคอร์ด ตัดคอร์ด เติมคอร์ด เราทำของเราคนเดียว บางทีจดเนื้อเสร็จ อ้าว คอร์ดตัวนี้ในกูเกิลเขาใส่มาผิด เมโลดี้ไม่ตามมาด้วย คุณย่าต้องมาแก้เอง แต่การทำงานแบบนี้ก็เพลินนะลูก เพลงอะไรก็ทำได้หมดเลย”

สนทนากับ ‘มาลินดา เฮอร์แมน’ วิดีโอครีเอเตอร์วัย 71 ที่ร้องเพลง-เล่นดนตรีกับหมาน้อย น่ารักจนคุณใจบางและเผลอยิ้มตามไม่รู้ตัว

เพราะเริ่มต้นจากการแบ่งปันความสุขให้ลูกหลาน ย่าลินจึงทำทุกอย่างด้วยความรัก และวิดีโอครีเอเตอร์วัย 71 คนนี้ก็ไม่เคยยึดติดกับตัวเลขคนกดไลก์ ยอดวิวที่เข้ามารับชม และไม่มองโลกออนไลน์เป็นการแข่งขัน

“ถ้าคุณย่าคิดว่าเป็นการแข่งขัน คงไม่กล้าเล่นโซเชียล เพราะคงแพ้เขาตั้งแต่แรก คุณย่าคิดอย่างเดียวว่านี่คือความสุขของฉัน ฉันแก่ขนาดนี้ยังจดคอร์ดได้ เล่นกีตาร์ได้ ส่วนการทำคอนเทนต์ คุณย่าก็ไม่ได้ทำออกมาเพื่อให้ได้ยอดวิวเยอะหรือให้เพื่อนมาชื่นชม แต่คุณย่าเล่นมันมาตั้งสิบเอ็ดปี จนตอนนี้กลายเป็นชีวิตประจำวันไปแล้ว”

ความสุขของหญิงชรากับหมาน้อย

“ฉันคือผู้หญิงแก่คนหนึ่งที่พกแต่ความสุขไว้รอบตัว” 

นี่คือประโยคที่ มาลินดา เฮอร์แมน เจ้าของเพจหญิงชรา กะ หมาน้อย นิยามตัวเธอในวัย 71 

ในวันนี้ ย่าลินบอกเราว่า ชีวิตที่ผ่านมาของเธอคุ้มค่าที่สุดแล้ว ส่วนชีวิตที่เหลืออยู่คือกำไร มาลินดาในวัยที่หลักไมล์ชีวิตดำเนินเข้าสู่เลข 7 เธอยังสดใส มีความสุข มีรายได้หล่อเลี้ยงตัวเอง และเผื่อแผ่ถึงสัตว์เลี้ยงอีกหลายตัว

“คุณย่าอายุขนาดนี้ สิ่งที่คุณย่าภูมิใจในตัวเองที่สุด คือการไม่เอาตัวเองไปสร้างภาระให้ใคร” คุณย่าพูดพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น “คุณย่ายังแอคทีฟอยู่ตลอดเวลา และทำทุกอย่างด้วยความสุข แค่ทำกับข้าวก็มีความสุข ทำแล้วลูกบอกว่าอร่อยก็มีความสุข คุณย่าฝากถึงลูกหลานนะคะ อยากให้ช่วยดูแลคนสูงวัย เราจะโทษที่เขาปลดเกษียณไม่ได้

“บางทีลูกหลานก็ต้องคิดเหมือนกันว่า ป้อนสภาพแวดล้อมแบบไหนให้เขา ที่สำคัญ อย่าปล่อยให้เขาว่าง ความว่างเป็นอันตรายกับคนสูงวัย ให้เขาได้ออกกำลังกาย ได้รดน้ำต้นไม้ หรือซื้อรองเท้าผ้าใบใหม่ๆ ให้สักคู่ ผูกเชือกให้แกหน่อย ชวนแกเดิน แค่นี้สูงวัยก็มีความสุขแล้ว และคุณย่าต้องใช้คำว่า ‘ตักตวง’ นะคะ ยิ่งวัยนี้ด้วย ต้องรีบตักตวงความสุขให้มากที่สุด ตอนที่คุณย่าจากโลกนี้ไปแล้ว จะได้นอนยิ้มไปเลย” ย่าลินพูดพร้อมสบตาจิ๋วแจ่มในอ้อมอก

อย่างค่ำคืนนี้ ย่าลินก็แบ่งปันความสุขและสร้างคุณค่าให้ตัวเอง ด้วยการจัดรายการ สถานีเพลงฝรั่ง by ย่าลินสายฝอ ในแอปพลิเคชัน TikTok (ทุกวัน เวลา 22.00 น.) ถ้าคุณกำลังสุข เศร้า เหงา รัก หรือต้องการกำลังใจ ‘หญิงชรา กะ หมาน้อย’ พร้อมทำหน้าที่เคียงข้าง จนกว่าคุณจะได้รับความอิ่มเอมและมีพลังกาย พลังใจ เกินร้อย

สนทนากับ ‘มาลินดา เฮอร์แมน’ วิดีโอครีเอเตอร์วัย 71 ที่ร้องเพลง-เล่นดนตรีกับหมาน้อย น่ารักจนคุณใจบางและเผลอยิ้มตามไม่รู้ตัว

ภาพ : หญิงชรา กะ หมาน้อย

ช่องทางการติดตาม หญิงชรา กะ หมาน้อย

Facebook : หญิงชรา กะ หมาน้อย

YouTube : Malinda Herman Official

TikTok : malinda_herman

Writer

ศิรประภา แลนแคสเตอร์

นักเขียนฝึกหัดที่กำลังเรียนรู้โลกผ่านตัวอักษร เรื่องเล่า และการเดินทาง

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

27 มิถุนายน 2565
6.24 K

สุนัขเผลอกินกระดูกทำอย่างไร วัคซีนแมวควรฉีดตอนไหน มีอะไรบ้าง เชื่อว่าบรรดาทาสคงเคยเสิร์ชหาข้อมูลเหล่านี้บนอินเทอร์เน็ตเพื่อคลายสงสัย

แต่นกลูกป้อนควรกินอาหารที่อุณหภูมิเท่าไหร่ ซังข้าวโพดเหมาะสำหรับการเลี้ยงเม่นแคระหรือไม่ ให้หนูแกสบี้กินแต่ผักสดได้ไหม

ในอดีต ค้นหาคำถามเหล่านี้ไป ก็อาจได้คำตอบจากแอดมินกลุ่มหรือเจ้าของฟาร์ม มากกว่าหมอผู้เชี่ยวชาญสัตว์พิเศษ เพราะจำนวนหมอมีน้อยกว่าความต้องการ และใช่ว่าหมอทุกคนจะมีช่องทางการสื่อสารเป็นของตนเอง

นสพ.กฤตชัย ฉัตรเจริญสุข หรือ หมอหมู เจ้าของเพจ ‘Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด บอกกับเราว่า เขาเริ่มต้นแบบคนไม่มีความรู้เรื่องการทำเพจ หวังเพียงเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องให้กับคนเลี้ยงสัตว์พิเศษเท่านั้น ในฐานะคนรักสัตว์เหมือนกันที่คลุกคลีกับความแปลกมาตั้งแต่แมลง ปูนา ยันกิ้งก่าทะเลทราย

เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี
เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี

aka หมอสัตว์ประหลาด

“หมอทำคอนเทนต์ไม่เป็นหรอก ไม่มีเวลาทำโปสเตอร์ ไม่มีคนช่วยทำด้วย เราทำง่าย ๆ ไลฟ์สด คุยกันเหมือนเพื่อน อาการนกเป็นแบบนี้คืออะไร ให้ความรู้ที่คนเข้าใจผิดแล้วทำให้คุณภาพชีวิตสัตว์แย่ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมต้องมีเพจหมอสัตว์ประหลาด”

ท่ามกลางยุคสมัยที่ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้หมดทั้งจริงและเท็จ หมอหมูเสนอแนะว่า การที่คุณหมอหรือโรงพยาบาลสัตว์ที่มีความชำนาญออกมาให้ความรู้ ถือเป็นประโยชน์โดยตรงต่อตัวคนเลี้ยง เพราะคุณภาพชีวิตสัตว์จะดีขึ้นแน่นอน

แรกเริ่ม หมอหมูให้ความรู้เรื่องนกเพียงอย่างเดียว เพราะความชอบส่วนตัว ต่อมาเริ่มมีเรื่องราวของสัตว์พิเศษชนิดอื่น จากการตระเวนรักษาแบบพาร์ตไทม์ตามโรงพยาบาลสัตว์ต่าง ๆ จนก้าวใหม่ของชีวิตนำพาให้หมอหมูเปิด ‘โรงพยาบาลสัตว์อเมโซเนีย’ ย่านมีนบุรีเป็นของตัวเอง ภาระงานที่หนักขึ้นจึงทำให้มีเวลาไลฟ์สดน้อยลงตามไปด้วย

สำหรับหมอ การไลฟ์สดไม่ใช่แค่นั่งเล่าเรื่องให้ฟัง แต่ต้องมีเวลาทำการบ้าน เตรียมข้อมูลอย่างดี มีการพิสูจน์หลักฐาน เพราะเป็นการถาม-ตอบโดยทันทีกับคนเลี้ยงที่ร้อนใจ และหมอเองก็ทราบว่า คำแนะนำจากปากหมอแต่ละครั้ง อาจกระเทือนถึงคนอื่นบ้างไม่มากก็น้อย เช่น อันตรายที่เกิดจากอาหารบางยี่ห้อ อาจส่งผลกระทบถึงผู้ประกอบการ

แต่อย่าเพิ่งคิดว่าเรื่องราวในเพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด จะเต็มไปด้วยศัพท์วิชาการ ปัญหาการผ่าตัด หรือรูปสัตว์ที่ไม่น่าดู หมอหมูเองก็ไม่อยากลงรูปที่เครียดเกินไป ตลอดการเดินทางร่วม 2 ปีของเพจนี้ เขาจึงลงรูปน่ารักขำขันของเด็ก ๆ ให้ได้ยิ้มประจำวันมากกว่า 

แม้ยอดไลก์หลักหมื่นจะดูน้อยในสายตาใครหลายคน แต่หมอหมูก็คร่ำหวอดในวงการสัตว์ชนิดพิเศษ จนผู้คนรู้จักเขาในนาม ‘หมอสัตว์ประหลาด’ มากกว่าชื่อจริงของเขาเสียอีก

เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี

ส่วนที่มาที่ไปของ aka หมอสัตว์ประหลาด เป็นเรื่องที่ยังไงก็ต้องถามให้หายข้องใจ หมอหมูเล่าให้ฟังว่า เขาไม่ใช่คนตั้งชื่อ

“เราเลี้ยงสัตว์เยอะมากตั้งแต่เด็ก ที่บ้านคือสารพัดสัตว์ เพื่อนที่รู้จักกันมานานชอบบอกว่าเราเอาสัตว์ประหลาดมาเลี้ยงอีกแล้ว ทั้งตั๊กแตน จิ้งหรีด กบ ปู ปลากัด กระรอก ฯลฯ งั้นก็ชื่อหมอสัตว์ประหลาดไปเลย มันสะท้อนภาพตัวเราออกมาได้ชัดที่สุดว่า ไอ้คนนี้มันชอบเลี้ยงสัตว์หลาย ๆ อย่าง”

สมัยนั้น หมอหมูเลี้ยงสัตว์โดยไม่มีข้อมูลอะไรเลย แม้แต่ข้อมูลของสุนัขและแมวก็ยังหาแทบไม่ได้ ไม่ต้องไปพูดถึงสัตว์เอ็กโซติกอื่น ๆ พอโตขึ้นมาหน่อย ข้อมูลของเพื่อน 4 ขาก็มีเพิ่มมากขึ้นตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป แต่ข้อมูลของสัตว์พิเศษ ทั้งสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์น้ำ สัตว์ปีก หรือแมลง ยังคงหายาก

ถ้ากำลังคิดว่า อ๋อ เพราะเหตุนี้ที่ทำให้หมอหมูตัดสินใจเรียนสัตวแพทย์โดยทันทีล่ะก็ ผิดถนัด

เขาคว้าปริญญาใบแรกจากการเรียนเศรษฐศาสตร์ แล้วต่อโท MBA บริหารธุรกิจเป็นปริญญาใบที่สอง ประกอบอาชีพเพาะฟาร์มสัตว์เลี้ยงอีกนานนับสิบปี ก่อนค้นพบว่าเพื่อนร่วมทางที่อยู่กับเขามาตั้งแต่ยังอ่านหนังสือไม่แตกและไม่เคยห่างหายไปไหน คือสัตว์ตัวน้อยใหญ่

นั่นคือตอนที่เขากลับไปเป็นนักศึกษาอีกครั้งในวัย 28 ปี

เปิดเทอม

‘จุดเปลี่ยนชีวิต’ คือ วันที่แมวของเขาล้มป่วยเป็นโรคช่องท้องอักเสบ หมอบอกว่าคงอยู่ได้ไม่ถึง 1 สัปดาห์ เขาทำทุกวิถีทาง ศึกษาข้อมูล สั่งยาราคาแพงจากต่างประเทศ จนยื้อชีวิตน้องแมวได้นานถึง 2 เดือน แต่กฤตชัยกลับคิดว่า หากมีความรู้มากกว่านี้ ทำเต็มที่มากกว่านี้ เหตุการณ์อาจไม่ลงเอยแบบนี้ก็เป็นได้

“จากบรีดเดอร์ เรากลับไปเรียนปริญญาตรีสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 ปี ในขณะที่น้อง ๆ คนอื่นอายุ 18 ระยะเวลาเรียน 6 ปีเท่ากัน

“เราจอดรถอยู่หน้าอาคารเรียนตั้งแต่เที่ยงยัน 4 โมงเย็น เห็นเด็ก ๆ ใส่ชุดนักเรียนไปรายงานตัว คิดเลยว่าถ้าจะต้องอยู่กับน้อง ๆ พวกนี้อีก 6 ปี เราคิดถูกไหม ใครก็บอกว่าเราบ้า แล้วจะเอาเวลาที่ไหน เพราะมันต้องเรียนฟูลไทม์ เช้าจนเย็น ต้องไปฝึกงานตามศูนย์ต่าง ๆ ฟาร์มก็ยังทำอยู่ แต่เป้าหมายของเราคือเป็นหมอที่รักษาสัตว์ชนิดพิเศษ มันชัดเจนมาตั้งแต่วันแรกที่ก้าวขาเข้าไปเรียน”

เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี
เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี

ไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าจะเป็นหมอหมูได้อย่างทุกวันนี้ จากการเริ่มต้นช้ากว่าใคร ต้องพยายาม ขวนขวาย เสียสละมากขึ้นเพื่อให้เป็นดังใจหวัง การเรียนการสอนสัตวแพทย์ในไทยก็มุ่งเน้นไปที่สัตว์ 2 ประเภทคือ หนึ่ง ปศุสัตว์ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย สุกร ไก่ สอง คือ สัตว์เล็กที่ได้รับความนิยมอย่างสุนัขและแมว เท่ากับว่าใครสนใจสัตว์พิเศษ ก็ต้องไปศึกษาต่อหรือหาประสบการณ์จากการทำงานเพิ่มเติมอีกหลายปี

แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นแรงผลักดันให้หมอหมูไม่เหนื่อยยากเกินไป คือความหลงใหลสัตว์เอ็กโซติกที่สอนกันไม่ได้

“การจะเป็นหมอรักษาสัตว์ชนิดหนึ่งได้ดีและรู้จริง ต้องมีความชอบเป็นพื้นฐาน จะเอาแค่ความคิดว่า หมอนกมีน้อยเลยอยากเป็น มันไม่เพียงพอ มันขาดความอิน

“เพราะความอินจะทำให้เราศึกษาค้นคว้าตั้งแต่ยังไม่ได้เรียนด้วยซ้ำ ช่วยให้คนที่เป็นหมอมีความอยากรู้ มีความพยายาม บางทีแค่ได้ยินเสียงนกในโรงพยาบาล เราอยู่ในห้องตรวจ ก็บอกได้เลยว่าเป็นนกชนิดอะไร ใครเอาซันคอนัวร์ กรีนชีค นกอเมซอน แอฟริกันเกรย์ มารักษา มันเป็นความรู้สึกที่เราอธิบายไม่ได้ 

“บางคนคิดว่าเราบ้าหรือประหลาด แต่มันเป็นความหลงใหลของเรา แค่ได้ยินเสียงก็บอกได้แล้ว ซึ่งคนที่ชำนาญกว่านี้ เขาบอกได้ด้วยซ้ำว่าเป็นนกเพาะพันธุ์หรือนกป่า”

เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี

หลังผ่านความยากลำบากมามาก เราถามหมอหมูว่า จำครั้งแรกที่สวมเสื้อกาวน์สีขาวในฐานะสัตวแพทย์ได้ไหม คาดหวังคำตอบว่าคนที่ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อให้ได้มาคงต้องประทับใจไม่รู้ลืม แต่หมอหมูตอบตรงกันข้าม

เขาไม่ได้มองว่าความเป็นหมอขึ้นอยู่กับเสื้อกาวน์หรือเครื่องแบบอื่นใด วันที่มีความหมายกับชีวิตกลับเป็นวันแรก ๆ ที่เริ่มงาน คนไข้ของเขาคือแมวตัวหนึ่งกับคุณป้าที่ร้องไห้ฟูมฟาย เพราะกลัวว่าก้อนเนื้อที่นมแมวจะเป็นมะเร็งร้าย

“พอหมอตรวจ สรุปว่าน้องเป็นเต้านมอักเสบ เราบอกให้คุณป้าใจเย็น ๆ ฉีดยาให้น้อง เอายาไปกิน 1 สัปดาห์ต่อมา คุณป้าเข้ามากอดเราและร้องไห้ที่น้องหายแล้ว ซึ่งสิ่งที่เราทำไม่มีอะไรซับซ้อนเลย ก็แค่เต้านมอักเสบ แต่คุณค่าในเรื่องของจิตใจมันมหาศาลมาก เรารู้สึกมีค่าที่ทำให้สัตว์และเจ้าของได้พ้นทุกข์ ยิ่งอยากเป็นหมอที่ดี”

คืนปากให้หนูหน่อย

ยอมรับว่าตกใจในตอนแรกที่ทราบว่าหมอหมูทำงานได้เพียง 5 ปี แต่ความอินจากแววตาและเรื่องราวความพยายามอย่างหนัก ทำให้หมอหมูเป็นชื่อแรก ๆ ที่คนเลี้ยงนกมักนึกถึงเมื่อนกมีอาการเจ็บป่วย โดยเฉพาะกับปากนก

ขออธิบายคร่าว ๆ ถึงตัวโครงการที่พาให้เราได้รู้จักกับหมอสัตว์ประหลาดอย่าง ‘#คืนปากให้หนูหน่อย’ สำหรับคนที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์หรือไม่รู้ว่าจะงอยปากของนกสำคัญอย่างไร

นกใช้ปากเหมือนที่เราใช้มือ ใช้หยิบจับอาหาร สัมผัส ปีนป่าย ถ้านกไม่มีปาก ก็เหมือนอยู่โดยปราศจากมือ เจ้าของต้องคอยป้อนอาหารเหลวให้กินไปตลอดชีวิต ตัวนกเองก็ทรมาน เจ้าของก็มีภาระให้ต้องเหนื่อยเพิ่ม

ค่าใช้จ่ายในการทำปากนกสูงมาก คล้ายกับการทำรากฟันเทียมในคน หมอหมูจึงสร้างโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อคืนปากให้นกโดยไม่คิดเงินสักบาท ไม่รับบริจาคหรือตั้งกองทุน เลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ในแบบทันตกรรมของคนทั้งหมด เคสหนึ่งใช้เวลาพักฟื้นอยู่ที่อเมโซเนียนาน 7 – 10 วัน เหมือนแอดมิทอยู่โรงพยาบาลก็ว่าได้ เพื่อให้นกทุกตัวที่ปากมีปัญหา ได้กลับไปใช้ชีวิตปกติสุขอย่างที่ควรจะเป็น

เรื่องเล่าสัตว์แปลกของคนรักสัตว์ ผู้ผันตัวจาก ป.โท MBA มาเรียนสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 เพื่อรักษาสัตว์ที่ผูกพันมาทั้งชีวิต
เรื่องเล่าสัตว์แปลกของคนรักสัตว์ ผู้ผันตัวจาก ป.โท MBA มาเรียนสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 เพื่อรักษาสัตว์ที่ผูกพันมาทั้งชีวิต

“เมื่อก่อนไม่คิดว่าจะมีเยอะ คิดว่ามีนิดเดียว แต่กลายเป็นว่าเคสเยอะมาก ต่อคิวกันยาว 6 เดือน คนที่พานกมาทำปาก เขาร้องไห้ เสียใจมาก พอวันที่เขาได้น้องกลับ ก็ร้องไห้อีก เพราะดีใจมาก

“เคสกลับไปแล้ว เรายังนั่งยิ้มอยู่คนเดียว ดูคลิปจากแม่ ๆ ว่าเด็ก ๆ ใช้ชีวิตยังไง เปลี่ยนไปแค่ไหน หมอได้คำอวยพร ได้กำลังใจเยอะมาก เวลาเราทำงานเหนื่อย พอเจอความรู้สึกแบบนี้มันหายเหนื่อยนะ งานเรามีค่ามากกว่าเงินที่ได้เสียอีก เหมือนเป็นพลังให้เราได้ช่วยต่อไปเรื่อย ๆ

“มีคนพูดเยอะแยะมากว่า ทำฟรีต้องใช้ของไม่ดีชัวร์เลย บอกเลยว่าไม่ใช่สำหรับหมอ เพราะเราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ให้อะไรกลับคืนสู่สังคม”

หมอหมูเล่าว่า มีเจ้าของเดินทางมาไกลจากทั่วทุกภาคในประเทศ ขับรถมาจากเชียงใหม่ อุบลราชธานี หรือกระบี่ก็มี เจอเคสยาก ๆ จนนั่งคุยกับทีมว่าจะทำได้ไหมก็บ่อยครั้ง แต่ต้องลองดูสักตั้ง แก้โจทย์ปัญหาที่ว่ายากให้ทำได้ขึ้นมา สมกับความตั้งใจของพ่อแม่ที่อยากให้นกน้อยกลับไปหายดี สถิติตั้งแต่ทำมาจึงยังไม่มีเคสไหนที่ไม่ฟื้น

แต่ปัญหาหนึ่งที่พบเจอบ่อย คือ เจ้าของจะไม่กล้าเล่ารายละเอียดให้ฟังทุกอย่างเพราะกลัวหมอดุ ในมุมหมอคือยิ่งได้ข้อมูลเยอะ ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อการรักษา การสร้างบรรยากาศที่ดีและพูดคุยตามประสาคนเลี้ยงสัตว์เหมือนกัน จึงเป็นทางออกของเรื่องนี้ที่หมอหมูใช้เป็นประจำ

ความใส่ใจของหมอสัตว์ประหลาดนี้เอง ทำให้เขาเป็นหมอที่ใช้เวลาตรวจนานและอธิบายยาวมาก หมอแต่ละคนมีลักษณะนิสัยแตกต่างกันไปก็จริง บางคนพูดเยอะ บางคนไม่ชอบพูด แต่หมอหมูเลือกที่จะให้ความรู้โดยไม่กั๊ก เพื่อให้เจ้าของกลับไปดูแลเด็ก ๆ ที่บ้านได้อย่างถูกวิธี

เรื่องเล่าสัตว์แปลกของคนรักสัตว์ ผู้ผันตัวจาก ป.โท MBA มาเรียนสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 เพื่อรักษาสัตว์ที่ผูกพันมาทั้งชีวิต

เรื่องไม่หมู

ก่อนที่หมอทุกคนจะรักษาสัตว์พิเศษ จะต้องรักษาสุนัขและแมวได้เป็นพื้นฐาน หัตถการบางอย่างของพวกมันใหญ่กว่าสัตว์เล็กจนคาดเดาไม่ได้ เช่น การแทงเส้นขนาดเล็กเท่าเส้นผมเพื่อเจาะเลือดนก ต้องใช้กล้องหรือแว่นขยายในการทำงาน ไม่มีโอกาสพลาดแม้แต่ครั้งเดียว พื้นที่การทำงานก็ค่อนข้างเล็ก ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนและสมาธิเป็นอย่างมาก วัสดุอุปกรณ์ก็ไม่เอื้ออำนวยทั้งหมด เพราะส่วนมากถูกออกแบบมาให้สุนัขและแมว

หมอจึงต้องรับบทเป็นนักประดิษฐ์ในหลาย ๆ เคส อย่างเต่าเดินไม่ได้ ก็ต้อง DIY ล้อให้สไลด์ไปแทน หรือปลาที่ตัวจม ไม่ลอยน้ำ ก็ต้องทำห่วงยางติดเอาไว้ที่หลัง แม้กระทั่งการประยุกต์ใช้ผ้าปิดปากที่เราใส่กันอยู่ทุกวัน ทำเป็นเปลช่วยพยุงให้กับนกที่กำลังเข้าเฝือก พอมีเพจเป็นช่องทางในการสื่อสาร พ่อ ๆ แม่ ๆ ก็ทำตามได้สบาย

แต่การเป็นหมอย่อมไม่พบแต่ความสุขสมหวังเป็นธรรมดา ไม่ได้มีแต่รอยยิ้มหรือน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ เราขออนุญาตถามหมอหมูต่อว่า คนที่มีสัตว์เลี้ยงอยู่ในทุกช่วงเวลาของชีวิตอย่างเขา รับมือกับความสูญเสียระหว่างทางอย่างไร

“เมื่อก่อนเรารู้สึกแย่มาก คนในสายงานนี้ต้องทำใจให้ได้ แต่ไม่ใช่ไม่มีหัวใจนะ เพราะว่าทุกครั้งเราต้องรู้ตัวว่า เราไม่ใช่เทวดาที่จะช่วยได้ทุกชีวิต แต่สำหรับทุกชีวิตที่รอดได้ เขาก็ควรจะต้องรอด

“ในบางกรณีที่เรามองว่า น้องสุขภาพดีพอที่จะวางยาสลบ แต่น้องกลับไม่ฟื้นขึ้นมา แบบนี้เหมือนฟ้าผ่าเราเลย ทั้งหมอ ทั้งทีม เรารู้สึกแย่มากทุกคน แต่ต้องบอกว่ามันเหมือนเครื่องบินตก เราไม่รู้ว่าเครื่องบินจะตกเมื่อไหร่ แต่ถ้าตกก็ตก ซึ่งมันก็ไม่ได้ตกบ่อย

“แต่พอเอาเข้าจริง ถ้าเป็นสัตว์ของตัวเองที่ต้องผ่าตัด หมอก็ให้คนอื่นทำให้นะ (หัวเราะ) หมอไม่ทำเอง เรากลัวมากเวลาเป็นลูกเรา รู้สึกประหม่าและกังวล ตัดสินใจเลยว่าถ้าเป็นลูกเรา ก็ให้รุ่นน้องหรือเพื่อนช่วยผ่าให้ที”

หมอหมูมองว่า ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาจะเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ระมัดระวังมากขึ้น มีหลายครอบครัวยินยอมให้ชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง กลายเป็นองค์ความรู้ช่วยเหลือสัตว์ตัวต่อ ๆ ไปได้ทันเวลา ปัจจุบันโรงพยาบาลสัตว์อเมโซเนียเองก็มีโครงการประสานงานกับมหาวิทยาลัย นำร่างน้องที่เสียชีวิตไปเป็นอาจารย์ใหญ่ให้นักศึกษาสัตวแพทย์ได้ใช้เรียน

“คนที่จะมาเป็นหมอรักษาสัตว์ ต้องมีจิตใจที่เมตตาก่อน ต้องมีความรู้สึกอยากช่วยเป็นที่ตั้ง เราก็มีคิดเรื่องเงินนะ แต่จุดยืนของเราคืออะไร เราอยากทำเพื่อธุรกิจ หรือคิดว่าเราอยากอุทิศตัว ช่วยทั้งเจ้าของและตัวสัตว์ มันเป็นคนละแบบ

“อาชีพเราไม่ได้เงินเยอะ ถ้าอยากได้ มีอีกหลายอาชีพที่ง่ายกว่า สบายกว่า อยากให้เข้ามาเป็นหมอเพื่อช่วยสัตว์จริง ๆ”

ก่อนจากกัน เราชวนให้หมอสัตว์ประหลาดผู้อุทิศตนทิ้งท้ายสั้น ๆ ว่า อะไรคือความพิเศษของสัตว์ชนิดพิเศษที่เขารักและหลงใหลมาทั้งชีวิต

“หมอก็ไม่รู้ใครให้คำจำกัดความคำว่า ‘เอ็กโซติก’ สำหรับหมอ มันก็ไม่ได้พิเศษกว่าสัตว์ชนิดอื่น ทุกสัตว์มีความน่ารักในตัวเองเหมือนกัน นกก็คือนก ปลาก็คือปลา กระรอกก็คือกระรอก กระต่ายก็คือกระต่าย อยากให้ใช้คำว่า ‘สัตว์เลี้ยง’ มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะความพิเศษของพวกมัน ก็คือความธรรมดานี่แหละ”

เรื่องเล่าสัตว์แปลกของคนรักสัตว์ ผู้ผันตัวจาก ป.โท MBA มาเรียนสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 เพื่อรักษาสัตว์ที่ผูกพันมาทั้งชีวิต

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load