เชื่อว่าหลายคนคงรู้จัก ย่าลิน-มาลินดา เฮอร์แมน ในฐานะคุณย่าสายฮิปสเตอร์ หรือเน็ตไอดอลหญิงวัย 71 ปีที่ร้องเพลง เล่นกีตาร์ กับ ‘จิ๋วแจ่ม’ หมาน้อยคู่ใจ บนโลกโซเชียล เรียกรอยยิ้มและส่งความสุขให้กับคนนับล้าน

หญิงชรา กะ หมาน้อย : YouTuber วัย 71 ที่สนุกกับเสียงเพลงและสร้างรอยยิ้มให้ลูกหลาน

ในวันนี้ย่าลินสร้างพื้นที่เล็กๆ บอกเล่าเรื่องราวของเธอ สัตว์เลี้ยง และเสียงเพลง ผ่านเพจเฟซบุ๊ก หญิงชรา กะ หมาน้อย ที่มีลูกหลานติดตามกว่า 4 แสนคน พ่วงแชนแนลยูทูบที่มีผู้ติดตาม 1.45 ล้านคนทั่วโลก ยังไม่นับรวม Instagram, TikTok และ Clubhouse คุณย่ากระซิบว่า เธอตบเท้าเข้าสังคมออนไลน์มาตั้งแต่ 10 กว่าปีที่แล้ว

เราเลยชวน มาลินดา เฮอร์แมน มาพูดคุยในฐานะย่า-หลาน ถามไถ่ความเป็นมาและความเป็นไปบนเส้นทางสายดนตรีที่มีกีตาร์และเพื่อนสัตว์สี่ขาคอยข้างกาย ที่สำคัญ เธอยังสร้างคุณค่าให้ตนเองและสังคม แม้กาลเวลาจะพรากอายุเข้าสู่ช่วงโรยรา แถมหัวใจของเธอยังพองโตเมื่อรู้ว่าตนเอง ‘ยืนหยัดได้โดยไม่สร้างภาระให้ลูกหลาน’

เปิดลำโพงดังๆ แล้วมาฟังบทเพลงชีวิตของมาลินดาที่ใช้โซเชียลมีเดียสร้างสุขในบั้นปลาย

ดนตรีบำบัด

เด็กหญิงมาลินดาเติบโตมากับเสียงเพลง เธอฟังเพลงตามคุณพ่อคุณแม่มาตั้งแต่เล็กๆ ส่วนใหญ่เป็นแนวเพลงยุค 60 และ 70 ซึ่งวัยเด็กของเธอก็ไม่มีโอกาสไปร้องเพลงจริงจังที่ไหน ด้วยเหตุผลว่า คุณแม่สั่งห้ามเอาไว้ 

จนเธออายุราว 30 ปี นับเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้กลับมาทุ่มเทกับเสียงเพลงอีกครั้ง เพราะประสบอุบัติเหตุรถคว่ำระหว่างเดินทางกลับจากพัทยา ทำให้ใบหน้าด้านซ้ายสูญเสียความรู้สึก แต่ในโชคร้ายยังมีโชคดีซ่อนอยู่

เมื่อลูกชายนึกขึ้นมาได้ว่า เสียงเพลงเคยเป็นชีวิตของแม่ เขาจึงใช้มันบำบัดร่างกายและจิตใจ

“ตอนสองปีแรกไม่ให้ใครเห็นหน้าเลย เพราะคนเห็นหน้าเราทีไร เราน้ำตาไหลทุกที แต่ทุกวันนี้หน้าดีขึ้นมาก เพราะคุณย่าร้องเพลง ร้องทุกวัน คุณหมอเคยบอกว่า ตื่นเช้ามา ส่องกระจก แล้วก็พูด เอ-อี-ไอ-โอ-ยู เพื่อเป็นการบริหารกล้ามเนื้อ คุณย่าก็คิดว่าจะ เอ-อี-ไอ-โอ-ยู ทำไม เราร้องเพลงได้ มันได้มากกว่า เอ-อี-ไอ-โอ-ยู อีกนะ”

หญิงชรา กะ หมาน้อย : YouTuber วัย 71 ที่สนุกกับเสียงเพลงและสร้างรอยยิ้มให้ลูกหลาน
หญิงชรา กะ หมาน้อย : YouTuber วัย 71 ที่สนุกกับเสียงเพลงและสร้างรอยยิ้มให้ลูกหลาน

จากเดิมที่ย่าลินร้องเพลงโดยมีน้องชายกับลูกชาย (คีตะรัฐ บุณยรัตพันธุ์) ช่วยเล่นกีตาร์ให้ ก็ต้องกลับมาฝึกเล่นกีตาร์ด้วยตัวเอง (คุณย่าเคยจับกีตาร์มาตั้งแต่เด็ก) เพราะน้องชายเสียชีวิตและลูกชายมีภาระงานมากขึ้น

 “พอดีลูกชายซื้อกีตาร์ให้คุณย่า เราก็ โอ้ย เล่นไม่ได้หรอก เจ็บมือ แต่พอร้องเพลงแล้วไม่มีจังหวะ เราก็ร้องไม่ได้ มันไม่สนุก ก็เลยต้องเล่น แต่สาเหตุที่เล่น เพราะกีตาร์ที่ลูกชายซื้อราคาค่อนข้างสูง เรากลัวเขาจะตำหนิ ว่าซื้อของดีมาให้แล้วไม่เล่น พอเล่นแล้ว ลูกชายก็ให้คุณแม่เล่นเฟซบุ๊กด้วย จะได้ไม่เหงา เล่นมาเป็นสิบปีแล้วค่ะ”

เสียงดนตรีและบทเพลงขับกล่อมให้ย่าลินกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แถมท่องโลกโซเชียลจนได้เพื่อนใหม่ต่างวัยมากมายในวันที่อายุย่างเข้าเลข 6 และ ‘เสียงเพลง’ ก็ทำให้ย่าลินเป็นเน็ตไอดอลหญิงเพียงชั่วข้ามคืน

หญิงชรา กะ หมาน้อย : YouTuber วัย 71 ที่สนุกกับเสียงเพลงและสร้างรอยยิ้มให้ลูกหลาน

หญิงชรา กะ หมาน้อย

“คุณย่าฝึกเล่นโซเชียลอยู่สองวัน ตอนนั้นลูกชาย ลูกสาว เขาซื้อโทรศัพท์มาให้ คุณย่าก็แค่รับสายอย่างเดียว ตอนหลังเขาซื้อเครื่องใหม่มาอีก แล้วสมัครเฟซบุ๊กให้ บอกให้เราเล่นจะได้ไม่เหงา เขาเข้ามาเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊กเราก่อน จากยี่สิบคนเป็นร้อยคน จากร้อยคนเป็นพันคน ตอนนี้เอฟซีเรามากกว่าของเขาอีก แล้วเมื่อห้าปีแล้ว คุณย่าลงคลิปร้องเพลง Why Do I Love You So ในเฟซบุ๊ก คนก็แชร์กันทั่วโลก แค่วันเดียวนะ มีคนดูตั้งสี่ล้านกว่าวิว”

เมื่อถามย่าลินถึงเหตุผลในการสร้างเพจ ‘หญิงชรา กะ หมาน้อย’ เธอชี้นิ้วไปที่ตัวจิ๋วด้านข้าง, จิ๋วแจ่ม คือเพื่อนสี่ขาที่คลอเคลียและอยู่เคียงข้างหญิงวัย 71 เวลาจิ๋วแจ่มได้ยินเสียงเพลงของคุณย่า จะนิ่งเหมือนโดนมนตร์สะกด และหมาน้อยแสนก็จะนั่งฟังย่าลินดีดกีตาร์ทุกวัน อาจเรียกว่าโชคชะตานำพาทั้งสองมาเจอกันก็ว่าได้

จิ๋วแจ่มมาเจอกับย่าลินโดยบังเอิญ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่คุณย่ากำลังเสียใจหลังสูญเสีย ‘ช็อกโก’ น้องหมาตัวโปรด พอดีกันกับร้านทำผมละแวกบ้านเสนอลูกหมาตัวใหม่ให้มาอยู่เป็นเพื่อน เพราะเจ้าของร้านเลี้ยงไว้หลายตัว

“คุณย่าก็ไปเลือกดู ทีนี้จิ๋วแจ่มเขาโดดเด่นที่สุด เขาจะตามเราอยู่เรื่อย เราก็เลยเอามาเลี้ยงตั้งแต่อายุสองขวบ แล้วเขาชอบฟังเพลงด้วย เมื่อไหร่ก็ตามที่เราจับกีตาร์ เขาจะมาเกาะตรงกีตาร์ มาป้วนเปี้ยนๆ อยู่ตรงตัก”

กาลเวลาผ่านไป จิ๋วแจ่มได้รับความสนใจจากลูกๆ หลานๆ มีแฟนคลับไม่แพ้ย่าลิน กลายเป็นสัตว์เลี้ยงสี่ขาผู้โด่งดังบนโลกโซเชียล จนถึงขนาดเป็นที่มาของเพจ ‘หญิงชรา กะ หมาน้อย’ และคุณย่าก็แต่งเพลงประจำตัวให้ด้วย

ระหว่างบทสนทนา หมาน้อยนั่งฟังอย่างสงบบนตักของหญิงชรา สักพักเธอหยิบกีตาร์ออกมา นิ้วมือเริ่มเคลียคลอบริเวณสายสีเงินขึงตรึง ริมฝีปากหญิงชราขยับเป็นจังหวะ เธอเอ่ยประโยคแรกเป็นชื่อเดียวกับเพจเฟซบุ๊ก

“เพลงประจำเพจ หญิงชรา กะ หมาน้อย คุณย่าก็พูดถึงบทบาทของเขานะคะ เอ๊ะ คุณแกล้งชอบเพื่อเอาใจเราหรือคุณชอบจริง เพลงนี้ลูกชายเรียบเรียงให้ค่ะ เขาเป็นนักทำเพลงอยู่แล้ว คุณย่าเลยโชคดีกว่าคนอื่นหน่อย”

เพจหญิงชรา กะ หมาน้อย ที่มีผู้ติดตามมากถึง 2.7 แสนคน จึงกลายเป็นพื้นที่สร้างความสุขจากเสียงเพลง โดยมีคุณย่าสายฮิปสเตอร์และจิ๋วแจ่ม คอยแบ่งปันและกระจายความอิ่มเอมให้ลูกหลานเพื่อนพ้องที่เข้ามาติดตาม

  แถมยังสะท้อนความผูกพันของมนุษย์กับสัตว์เลี้ยงได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงแค่จิ๋วแจ่ม ย่าลินยังมีเพื่อนสี่ขาที่คอยสร้างพลังใจอีก 4 ตัว ได้แก่ ตาตี่ พริกไทย (อายุ 16 ปีเต็ม) พี่โยเกิร์ต (อายุย่าง 17 ปี) และ บาร์เบีย (แมว)

สนทนากับ ‘มาลินดา เฮอร์แมน’ วิดีโอครีเอเตอร์วัย 71 ที่ร้องเพลง-เล่นดนตรีกับหมาน้อย น่ารักจนคุณใจบางและเผลอยิ้มตามไม่รู้ตัว

ทำด้วยรัก

“คนเราไม่ได้มีความสุขอย่างเดียวนะลูก ความทุกข์มันอยู่คู่กับความสุขอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เราจะทำปริมาณน้ำหนักข้างไหนให้มันหนักกว่ากันแค่นั้นเอง” คุณย่าเปรียบ

เมื่อย่าลินให้น้ำหนักความสุขมากกว่า จึงทุ่มเทร้องเพลง เล่นกีตาร์ในทุกๆ วัน โดยมีจิ๋วแจ่มและพวกพ้องสี่ขาคอยเฝ้าอยู่ไม่ห่าง ปัจจุบัน สภาพร่างกายและจิตใจของคุณย่าเริ่มดีขึ้นตามลำดับ แม้ตอนต้นเธอจะสร้างความสุขให้กับตัวเอง แต่ตอนนี้ความสุขนั้นกระจายสู่คนรอบตัว รวมทั้งโลกออนไลน์ที่มีคนเข้าถึงมากกว่าล้านคน

ทุกวันนี้คุณย่าดูแลโซเชียลมีเดียทั้งหมดด้วยตัวเอง ทั้ง Facecook, Instagram, YouTube และ TikTok ใช้เวลาต่อวันกว่า 6 ชั่วโมงในการเล่นกีตาร์ ร้องเพลง และอัดคลิป รวมถึงไลฟ์สดยามค่ำคืนใน TikTok ด้วย

สนทนากับ ‘มาลินดา เฮอร์แมน’ วิดีโอครีเอเตอร์วัย 71 ที่ร้องเพลง-เล่นดนตรีกับหมาน้อย น่ารักจนคุณใจบางและเผลอยิ้มตามไม่รู้ตัว

“คุณย่าไลฟ์ทุกวัน วันละหนึ่งชั่วโมงตอนสี่ทุ่มทุกคืน เราบอกลูกๆ หลาน ๆ ว่า เราเป็นเหมือนตู้เพลงข้างเตียง คนขออะไรมามักจะได้หมด อย่างเขาขอเพลงมา ก็จะบอกว่า ขอเวลาทำการบ้านหน่อยนะ ถ้าทำเสร็จ ก็โชว์ให้เขาดู เนี่ยใส่คอร์ดแล้วนะเห็นมั้ย คุณย่าจะจดเองบนกระดาษทั้งหมด จดแล้วจำได้ ถ้าเปิดในไอแพดไม่มีทางจำได้หรอก

“เมื่อคืนนี้คุณย่านั่งจดเพลงไปสองเพลง พร้อมทำคอร์ดและซ้อมไปด้วย กว่าจะเสร็จก็ตีห้า ถ้าเพลงยากคุณย่าต้องหาคอร์ด ตัดคอร์ด เติมคอร์ด เราทำของเราคนเดียว บางทีจดเนื้อเสร็จ อ้าว คอร์ดตัวนี้ในกูเกิลเขาใส่มาผิด เมโลดี้ไม่ตามมาด้วย คุณย่าต้องมาแก้เอง แต่การทำงานแบบนี้ก็เพลินนะลูก เพลงอะไรก็ทำได้หมดเลย”

สนทนากับ ‘มาลินดา เฮอร์แมน’ วิดีโอครีเอเตอร์วัย 71 ที่ร้องเพลง-เล่นดนตรีกับหมาน้อย น่ารักจนคุณใจบางและเผลอยิ้มตามไม่รู้ตัว

เพราะเริ่มต้นจากการแบ่งปันความสุขให้ลูกหลาน ย่าลินจึงทำทุกอย่างด้วยความรัก และวิดีโอครีเอเตอร์วัย 71 คนนี้ก็ไม่เคยยึดติดกับตัวเลขคนกดไลก์ ยอดวิวที่เข้ามารับชม และไม่มองโลกออนไลน์เป็นการแข่งขัน

“ถ้าคุณย่าคิดว่าเป็นการแข่งขัน คงไม่กล้าเล่นโซเชียล เพราะคงแพ้เขาตั้งแต่แรก คุณย่าคิดอย่างเดียวว่านี่คือความสุขของฉัน ฉันแก่ขนาดนี้ยังจดคอร์ดได้ เล่นกีตาร์ได้ ส่วนการทำคอนเทนต์ คุณย่าก็ไม่ได้ทำออกมาเพื่อให้ได้ยอดวิวเยอะหรือให้เพื่อนมาชื่นชม แต่คุณย่าเล่นมันมาตั้งสิบเอ็ดปี จนตอนนี้กลายเป็นชีวิตประจำวันไปแล้ว”

ความสุขของหญิงชรากับหมาน้อย

“ฉันคือผู้หญิงแก่คนหนึ่งที่พกแต่ความสุขไว้รอบตัว” 

นี่คือประโยคที่ มาลินดา เฮอร์แมน เจ้าของเพจหญิงชรา กะ หมาน้อย นิยามตัวเธอในวัย 71 

ในวันนี้ ย่าลินบอกเราว่า ชีวิตที่ผ่านมาของเธอคุ้มค่าที่สุดแล้ว ส่วนชีวิตที่เหลืออยู่คือกำไร มาลินดาในวัยที่หลักไมล์ชีวิตดำเนินเข้าสู่เลข 7 เธอยังสดใส มีความสุข มีรายได้หล่อเลี้ยงตัวเอง และเผื่อแผ่ถึงสัตว์เลี้ยงอีกหลายตัว

“คุณย่าอายุขนาดนี้ สิ่งที่คุณย่าภูมิใจในตัวเองที่สุด คือการไม่เอาตัวเองไปสร้างภาระให้ใคร” คุณย่าพูดพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น “คุณย่ายังแอคทีฟอยู่ตลอดเวลา และทำทุกอย่างด้วยความสุข แค่ทำกับข้าวก็มีความสุข ทำแล้วลูกบอกว่าอร่อยก็มีความสุข คุณย่าฝากถึงลูกหลานนะคะ อยากให้ช่วยดูแลคนสูงวัย เราจะโทษที่เขาปลดเกษียณไม่ได้

“บางทีลูกหลานก็ต้องคิดเหมือนกันว่า ป้อนสภาพแวดล้อมแบบไหนให้เขา ที่สำคัญ อย่าปล่อยให้เขาว่าง ความว่างเป็นอันตรายกับคนสูงวัย ให้เขาได้ออกกำลังกาย ได้รดน้ำต้นไม้ หรือซื้อรองเท้าผ้าใบใหม่ๆ ให้สักคู่ ผูกเชือกให้แกหน่อย ชวนแกเดิน แค่นี้สูงวัยก็มีความสุขแล้ว และคุณย่าต้องใช้คำว่า ‘ตักตวง’ นะคะ ยิ่งวัยนี้ด้วย ต้องรีบตักตวงความสุขให้มากที่สุด ตอนที่คุณย่าจากโลกนี้ไปแล้ว จะได้นอนยิ้มไปเลย” ย่าลินพูดพร้อมสบตาจิ๋วแจ่มในอ้อมอก

อย่างค่ำคืนนี้ ย่าลินก็แบ่งปันความสุขและสร้างคุณค่าให้ตัวเอง ด้วยการจัดรายการ สถานีเพลงฝรั่ง by ย่าลินสายฝอ ในแอปพลิเคชัน TikTok (ทุกวัน เวลา 22.00 น.) ถ้าคุณกำลังสุข เศร้า เหงา รัก หรือต้องการกำลังใจ ‘หญิงชรา กะ หมาน้อย’ พร้อมทำหน้าที่เคียงข้าง จนกว่าคุณจะได้รับความอิ่มเอมและมีพลังกาย พลังใจ เกินร้อย

สนทนากับ ‘มาลินดา เฮอร์แมน’ วิดีโอครีเอเตอร์วัย 71 ที่ร้องเพลง-เล่นดนตรีกับหมาน้อย น่ารักจนคุณใจบางและเผลอยิ้มตามไม่รู้ตัว

ภาพ : หญิงชรา กะ หมาน้อย

ช่องทางการติดตาม หญิงชรา กะ หมาน้อย

Facebook : หญิงชรา กะ หมาน้อย

YouTube : Malinda Herman Official

TikTok : malinda_herman

Writer

ศิรประภา แลนแคสเตอร์

นักเขียนฝึกหัดที่กำลังเรียนรู้โลกผ่านตัวอักษร เรื่องเล่า และการเดินทาง

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

10 พฤศจิกายน 2564
1,620

เคยสงสัยกันมั้ยครับว่า ทำไมนโยบายสาธารณะบางอย่างไม่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชน บางนโยบายก่อความขัดแย้ง บ้างทำแล้วไม่สัมฤทธิ์ผล หรือแม้แต่ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ’ คือ แฟนเพจเฟซบุ๊กโดยกลุ่มนักคิดนักสร้างสรรค์เชียงใหม่ ที่มองเห็นว่าช่องว่างของปัญหาดังกล่าวนั้นเติมเต็มได้ หากเชื่อมโยงความเข้าใจระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาคม

พวกเขาหยิบจับโซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือ สำหรับพัฒนากลไกที่จะทำให้เกิดขับเคลื่อนเมืองอย่างมีส่วนร่วมด้วยข้อมูลจากประชาชน ผ่านการปั้นประเด็นเมืองหลายหลากให้เป็นเรื่องสนุก เข้าถึงง่าย พร้อมชวนคิด ชวนคุย หาทางออกเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสะท้อนเสียงให้ผู้กำหนดนโยบายสาธารณะได้รับฟังเรื่องที่เป็นความต้องการของคนหมู่มาก และวางหลักไมล์นำสู่การออกแบบแผนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) และผังออกแบบเชิงแนวคิด (Conceptual Design Plan) ซึ่งบางประเด็นกลายเป็นไวรัลที่มีจำนวนผู้สนใจหลักแสน ยอดแชร์หลักพัน

ไม่เพียงเท่านั้น ยังช่วยจุดประกายให้เมืองอื่นๆ ตื่นตัว สร้างการรับรู้ข้อมูลเมือง รวมถึงเป็นพื้นที่แสดงออกของคนที่อยากเห็นเมืองดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

เรานัดหมายกันที่ศูนย์ฟื้นบ้าน ย่าน เวียงเชียงใหม่ เพื่อคุยมุมมองความคิด วิธีการทำงานขับเคลื่อนและสร้างกลไกเมืองด้วยสื่อสมัยใหม่ กับ ตา-สุวารี วงศ์กองแก้ว, ภูวา-ผศ.ดร.จิรันธนิน กิติกา, หมูใหญ่-คมสัน ไชยวงศ์, ดรีม-ธนกร เจริญเชื่อมสกุล และ แป้ง-อาคิรา ศิริวัฒนานุกุล ทีมผู้อยู่เบื้องหลังเพจที่เชื่อว่า เชียงใหม่เป็นของทุกคนที่แคร์

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน
ซ้ายไปขวา : แป้ง-อาคิรา ศิริวัฒนานุกุล ภูวา-ผศ.ดร.จิรันธนิน กิติกา ดรีม-ธนกร เจริญเชื่อมสกุล ตา-สุวารี วงศ์กองแก้ว และ หมูใหญ่-คมสัน ไชยวงศ์

ข้อมูลเคลื่อนเมือง

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เป็นส่วนหนึ่งของโครงงานวิจัย ‘การพัฒนากระบวนการเพื่อขับเคลื่อนประชาคมเมืองเชียงใหม่’ แผนงานคนไทย 4.0 ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการสังเกตพัฒนาการเติบโตของประชาสังคมเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเอื้อความเป็นไปได้ในการขยับวงจรการทำเรื่องนโยบายสาธารณะของรัฐ ให้ประชาชนมีโอกาสออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของตัวเองมากขึ้น ด้วยแนวคิดรวมประชาสังคมกับประชาชนให้ใกล้ชิดและเข้าใจกัน เพื่อสร้างพลังเสียงที่เข้มแข็ง โดยใช้โซเชียลมีเดีย

 “สมัยก่อนถ้ารัฐหรือหน่วยงานเรียกประชุมระดมความคิดเห็น ทุกคนจะสละงานแล้วมาประชุมกัน แต่ปัจจุบันเป็นยุคของคนรุ่นใหม่ กลุ่มคนที่มีศักยภาพ แต่ก็มีภาระหน้าที่มาก จนทำให้การประชุมรูปแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์ ดังนั้น เราจึงแสวงหาช่องทางใหม่สำหรับรวบรวมความคิดของพวกเขา และรองรับผู้คนที่อยากเห็นเมืองดีขึ้นเหมือนกัน โดยเป็นช่องทางที่ไม่ได้รบกวนกันทุกวัน ให้ข้อมูลไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เติบโตแลกเปลี่ยนความเห็น สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญของการขับเคลื่อนเป้าหมายตรงนี้ เลยกลายเป็นที่มาของการก่อตั้งเพจเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ” ตา หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาเมือง หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และหนึ่งในคณะนักวิจัย ขยายไอเดียการเลือกโซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเมือง

ขณะเดียวกัน ภูวา อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวเรือใหญ่ของทีมเสริมว่า โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่เชื่อมโยงโลกเสมือนกับโลกจริง ช่วยสร้างการรับรู้และแสดงออกที่น่าสนใจ ทำให้ผู้คนยุคใหม่เข้าถึงมิติความเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ หรือชุมชน ได้อย่างฉับไว แถมเปิดกว้างสำหรับการแบ่งปันข้อมูล

“ผมรู้สึกว่าการทำงานเชิงกายภาพแบบเดิม เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์แข็งทื่อและยุทธศาสตร์ที่ล่าช้า แต่ปัจจุบันเรามี Digital Disruption ที่ลื่นไหลมาก ซึ่งคนรุ่นใหม่เห็นช่องว่างและการใช้พื้นที่แบบนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อพวกเขาเห็นแล้วว่า ระบบและโครงสร้างเป็นแบบนี้ แล้วก็ใช้วิธีของโซเชียลมีเดีย ตอบสนองความต้องการใช้ชีวิต แก้ไขปัญหา นำเสนอ หรือเรียกร้องพัฒนาสิ่งที่ดีกว่า 

“แต่จะทำยังไงให้พื้นที่เหล่านี้ที่เป็นพื้นที่เสมือนและกำลังจริงขึ้นเรื่อยๆ ไปอยู่ในวิธีคิดของรัฐได้ ฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องเข้าใจกลไกและวิธีคิดแบบนี้ ส่วนรัฐก็จะต้องรู้ทันและเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่คนละมิติ เพราะที่ผ่านมากับดักของ Urban Development คือมันไม่เคยรู้ทัน Urban Gentrification รัฐออกแบบพื้นที่แล้วใช้คำว่า พัฒนา แต่เป็นการพัฒนาแบบทำลายคน ทั้งที่ความสำเร็จของเมืองเชียงใหม่เกิดขึ้นจากผู้คนตลอดมา

“ผมว่าสิ่งนี้คือความท้าทายของเมือง ว่าเมืองของความจริงเชิงกายภาพกับเมืองของโลกเสมือน มันจะบรรจบและหลอมรวมกันได้อย่างไร”

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน
เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน

ภูวา เล่าความตั้งใจหลักของพวกเขาต่อว่า คือการขับเคลื่อนเมืองด้วยข้อมูลของประชาชน โดยวางแฟนเพจเฟซบุ๊กเป็นพื้นที่แห่งสังคมใหม่ที่พูดคุย แสดงออก และเชื่อมโยงกัน ผ่านข้อมูลเมืองที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะข้อมูลของฝั่งเห็นด้วย ข้อมูลของฝั่งเห็นแย้ง แล้วร่วมหาทางออกให้กับมัน

“หัวใจสำคัญคือการพยายามผลักดันให้ข้อมูลเหล่านั้นถูกส่งออกและสะท้อนกลับไป เพื่อให้เกิดผลกับเมืองด้วย”

กวาดสัญญาณ

ท่ามกลางประเด็นเมืองมากมายก่ายกอง เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอมีแนวคิดในการนำเสนอเนื้อหาด้วยวิธีการเฉพาะที่พวกเขาเรียกมันว่า ‘กวาดสัญญาณ’ จับคลื่นข้อมูลความสนใจของผู้คน มาต่อยอดสร้างสรรค์ประเด็น ชวนกระตุกต่อมคิดถึงเมืองที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี

“จริงๆ ประเด็นอย่าง ‘ถ้าเชียงใหม่ไม่พึ่งการท่องเที่ยวแล้วควรพึ่งอะไร’ มันก็เริ่มมาจากการที่เราจับสัญญาณได้ว่า พอเกิดวิกฤตโควิด-19 แล้วเศรษฐกิจมันแย่ ทุกคนลำบากกันหมด ซึ่งเชียงใหม่เองก็กระทบหนัก โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว เราเลยมาช่วยกันตบประเด็น เปิดเป็นคำถามชวนแลกเปลี่ยน เผยตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจและสำรวจศักยภาพด้านอื่นๆ ของเมือง เพื่อเสนอความเป็นไปได้ว่า ถ้าไม่ใช่การท่องเที่ยวแล้ว เชียงใหม่ยังมีจุดแข็งอะไรให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกบ้าง 

“ปรากฏว่าประเด็นนี้เปรี้ยงมาก และกลายเป็นไวรัลที่มีคนพูดถึงหลักแสน แชร์หลักพัน รวมทั้งเมืองที่มีบทเรียนคล้ายกันกับเรา อย่างภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี ก็แชร์ไปถกต่อ ตลอดจนมีหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวนำข้อมูลไปอ้างอิงในกิจกรรมของเขาด้วย” ภูวาเล่าอย่างคล่องแคล่วด้วยความภูมิใจ

ควบคู่กับการคัดสรรประเด็นดึงดูดในมุมมองชวนติดตาม กระบวนท่าอันโดดเด่นของเพจคือการเชื่อมโยงสู่งานข้อมูลเมืองได้อย่างกลมกล่อม ย่อยง่าย โดยฝีมือของหมูใหญ่ที่ถ่ายทอดสาระน่ารู้จากการค้นคว้างานวิจัย ผสานรูปแบบการนำเสนอสนุกๆ ด้วยเครื่องมือสุดสร้างสรรค์

“ตอนทำประเด็น ‘พื้นที่สาธารณะคนเชียงใหม่มีไหน’ เรามีไอเดียว่า พื้นที่สาธารณะจะต้องเป็นพื้นที่ที่คนเข้าไปวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือเดินเล่นผ่อนคลาย ประกอบกับตอนนั้นกวาดสัญญาณพบว่า อ่างแก้วของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็เป็นอีกแห่งที่คนนิยมไปใช้ทำกิจกรรมทำนองนี้ เลยอยากรู้มีที่ไหนอีกบ้างที่เป็นพื้นที่สาธารณะ นอกเหนือจากสวนหย่อมหรือสวนสุขภาพของเมือง 

“นึกถึงแอปพลิเคชันเก็บข้อมูลออกกำลังกาย Strava ก็นำมันตรวจสอบผ่านแท็ก แล้วเจอกับพื้นที่สาธารณะที่มีคนวิ่งวนๆ ตรงนั้นเยอะมาก แต่เราคาดไม่ถึง เช่น สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เชียงใหม่ หรือเทศบาลตำบลหนองจ๊อม ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปใช้ได้หมดเลย” หมูใหญ่ยกตัวอย่าง

ถัดมาประเด็นเดียวกัน จะถูกดันต่อด้วยกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากทั่วโลก เพื่อนำเสนอว่ายังมีความเป็นไปได้อะไรอีกบ้าง ที่จะพอเป็นทางออกของเมือง ซึ่งผู้รังสรรค์เนื้อหาส่วนนี้คือแป้ง ก่อนปลายสัปดาห์ดรีมจะทำหน้าที่เก็บรวบรวมทุกคอมเมนต์ สัมภาษณ์เพิ่มเติมผู้เกี่ยวข้อง สำหรับทำบทสรุปเป็นแนวทางว่า แต่ละประเด็นชาวเชียงใหม่มีความเห็นอยากให้เมืองเดินไปในทิศทางใด

“ทุกวันนี้เสียงที่เราได้รับกระจายวงค่อนข้างกว้าง สมาชิกเพจของเราส่วนมากอยู่ในช่วงอายุสามสิบถึงสี่สิบปี แต่ที่มีการตอบสนองสูงสุดมาจากช่วงวัยมหาวิทยาลัย” ดรีมว่า

“เป้าหมายหลักของเราคือเน้นคนเชียงใหม่” ภูวาเสริม “แต่กลายเป็นว่า คนเชียงใหม่มีเยอะสุดก็จริง ประมาณหกสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ หากรองลงมาคือคนกรุงเทพฯ ตามด้วยจังหวัดปริมณฑลและหัวเมืองใหญ่ๆ เพจของเราจึงไม่ใช่แค่เป็นพื้นที่คุยเรื่องเมืองเชียงใหม่ แต่เป็นพื้นที่ของคนที่แคร์เมือง และ Active Citizen ด้วย”

ความน่าสนใจอีกอย่าง คือพฤติกรรมการเสพข้อมูลของสมาชิกเพจที่ชอบแชร์ แต่ไม่คอมเมนต์

“บางคนเขาชอบแชร์โพสต์ของเราไปลงกลุ่มหรือหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวแล้วไปคุยกันต่อในนั้น เราก็ต้องตามไปเก็บข้อมูล ซึ่งบางความเห็นมันเจ๋งมากๆ เช่น ประเด็น ‘10 ตึกสูงที่สุดในเชียงใหม่ แล้วตึกสูงจำเป็นหรือไม่สำหรับคนเชียงใหม่’ มีคอมเมนต์เปิดโลกเรามาก เขาถามว่าไม่นับตึกของมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลเหรอ” หมูใหญ่หัวเราะร่วน “เราก็ตอบไปว่า นับครับ แค่ไม่ติดท็อป 10 เฉยๆ หรือ แคปเจอร์ข้อมูลเราไปแปะถามในกลุ่ม ‘คนรัก ตึกสูงเชียงใหม่’ ว่าข้อมูลนี้ถูกต้องมั้ยครับ แล้วก็แลกเปลี่ยนกัน กระทั่งแตกประเด็นคุยไปถึงเรื่องของผังเมืองเชียงใหม่นู้นเลย”

“จำได้ว่าสัปดาห์นั้น มีคนหนึ่งคอมเมนต์ประมาณยี่สิบกว่าความคิดเห็น หมายความว่าเขาสนใจในประเด็นนี้มาก มีการยกกรณีศึกษาตัวอย่างและแนวคิดต่างๆ นานา มาลงเพียบเลย” ดรีมเพิ่มเติม

“ใช่ๆ” ภูวาสำทับ ด้วยเสียงตื่นเต้น “อย่างประเด็นของตึกสูง ไม่ท่องเที่ยวจะทำอะไร หรืองานคราฟต์เชียงใหม่ ผมว่าทุกคนมาปล่อยของเลย รู้เยอะกว่าพวกเราอีก

“สำหรับเรื่องตึกสูง ผมว่าเสียงของคนที่อยากได้ตึกน่าสนใจนะ เพราะเป็นเสียงที่คิดว่าภาคประชาสังคมไม่ค่อยได้ยิน เสียงที่พูดถึงความเจริญและการเติบโตของเศรษฐกิจในเมือง ซึ่งบางทีก็ติดกับดักของเมืองอนุรักษ์มากไปหน่อย แต่ว่าอะไรคือจุดสมดุลล่ะ สิ่งนี้ทุกฝ่ายต้องแลกเปลี่ยนและตกผลึกร่วมกัน”

แผนพัฒนาที่เห็นคนและกลไก

ปัจจุบันนอกจากเฟซบุ๊ก เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอยังจับสื่อ Clubhouse มาเสริมพลังขับเคลื่อนเมือง ผ่านการเปิดห้องถอดบทเรียน เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และบ่มเพาะ Active Citizen ในอนาคต โดยประเดิมด้วยการแลกเปลี่ยนถอดบทเรียนกิจกรรมเมือง ‘ราชดำเนินเดินได้เดินดี’ ของกลุ่มวิถีราชดำเนิน ร่วมกับหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และ UDDC ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง จากกิจกรรมขีดเส้นทางเดิน เลนจักรยาน เลนจอดรถ และถนนใหม่ เพื่อใช้ทางสัญจรทางเดียวตลอดเส้นถนนราชดำเนินในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ภูวารู้สึกว่ากิจกรรมนี้น่านำมาพูดคุยกัน เพราะหลังจากอ่านรายละเอียดของโครงการ พบว่าเขาดำเนินการกันมาเป็น 10 กว่าปี แถมมีเวิร์กชอปเยอะมาก

“แล้วอะไรเป็นจุดอ่อนที่ทำให้มีเสียงคัดค้าน คนไม่รับรู้ ไม่เข้าใจ ก็เลยพยายามตีแผ่และถอดบทเรียนออกมา ซึ่งมันน่าสนใจตรงที่ในวันเปิดห้อง Clubhouse ถกเรื่องนี้ มีคนเข้าร่วมเยอะมาก ทั้งเด็กนักเรียนโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คนใช้รถใช้ถนน และเจ้าของบ้านในละแวกนั้น คือ เขารู้สึกว่าทำไมทำแบบนี้ เขาเคยไม่รู้เรื่องมาก่อนเลย เราจึงถามกลับไปว่าต้องทำยังไงถึงจะรู้เรื่อง เขาเลยบอกกลไกต่างๆ อาทิ ประกาศเสียงตามสาย ทำโปสเตอร์โปรโมตตามร้านค้าและพื้นที่ชุมชน หรือโพสต์ลงกลุ่มกาดมั่ว กลายเป็นว่านี่แหละคือเครื่องมือสำคัญที่คนทำงานเมืองต้องรู้ ไม่ใช่แค่การแปะป้ายฝากเทศบาล แต่เขาต้องแอคทีฟกว่านั้น

“ในทางกลับกัน คนในเมืองก็ต้องรู้ว่าจะติดตามเรื่องเมืองได้จากไหน ต้องแสวงหาและเข้าถึงมันได้ยังไง สำหรับเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ บทเรียนที่เราได้รับคือการหาช่องทางเชื่อมต่อข้อมูลให้ทั้งนักพัฒนาเมืองและคนในเมืองได้มาเจอกัน เรามองว่าสิ่งนี้คือการพัฒนาเมือง และเราอยากเห็นเมืองที่มีคนเป็นศูนย์กลางของการออกแบบ”

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน

กลไกขับเคลื่อนเมืองโดยภาคประชาชาวเน็ต

สำหรับราชดำเนินเดินได้เดินดี เป็น 1 ใน 8 กิจกรรม ที่ทางเพจตั้งใจเพิ่มพื้นที่บอกเล่าเรื่องราว และถอดบทเรียนกิจกรรมดีๆ ช่วยฟื้นฟูพัฒนาเมืองของภาคประชาสังคมเชียงใหม่ พร้อมแนะนำภาคประชาสังคมให้ทุกคนได้รู้จัก เพื่อสานความเข้มแข็งและเติมเต็มความเข้าใจกันระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาชน

โดยกิจกรรมล่าสุดที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปคือ ถอดบทเรียน ‘งานพัฒนาภูมิทัศน์ของวัดร้างในเมืองเชียงใหม่’

“ตามข้อมูลของศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) ระบุว่า ในพื้นที่เมืองเก่าเชียงใหม่ของเรา มีวัดและโบราณสถานที่สำคัญกว่าร้อยแห่ง ตั้งแต่พระอารามหลวงชั้นเอกไปจนถึงวัดร้าง และบางแห่งยังขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรเรียบร้อย แต่กลับขาดการดูแลรักษา 

“ทาง ‘เขียว สวย หอม’ ภาคประชาสังคมของเมืองเชียงใหม่ที่ทำงานเกี่ยวกับพื้นที่สีเขียว จึงผุดกิจกรรมสร้างกลไกความร่วมมือของชาวชุมชนวัดกู่เต้า เพื่อจุดประกายการดูแลรักษาวัดร้าง ซึ่งมีทีมนักวิจัยในโครงงานได้ลงไปถอดบทเรียนแล้วพบว่า มีกลไกน่าสนใจในการปรับปรุงรักษาและจัดการด้วยวิธีใหม่ๆ

“ด้านเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ จึงรับช่วงต่อนำบทเรียนมาถ่ายทอด ถอดออกมาเป็นเชิงของข้อมูล และเสนอกลไก ประกอบกับชวนคนทำงานนี้มาแลกเปลี่ยนกันใน Clubhouse ถึงแม้ว่าประเด็นอาจไม่ได้ใหญ่มาก ทว่ามันเป็นประเด็นที่คนควรรู้และเอาไปคิดต่อ เพราะวัดร้างเป็นสัญลักษณ์ของการคงอยู่อย่างร่วมสมัยของเมืองประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นพลวัติของเมือง ถือเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์สำคัญที่รอการพลิกฟื้น พร้อมเชื่อมโยงส่งเสริมเศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่” ภูวาอธิบาย

ส่วนกิจกรรมครั้งหน้า อย่าง ถอดบทเรียน ‘ครัวงาน เชียงใหม่ : โควิด-19 เศรษฐกิจ การว่างงาน และประชาสังคม’ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

ตาขยายรายละเอียดเรื่องนี้ให้ฟังว่า “ครัวงาน เป็นโปรเจกต์ของกลุ่ม ChiangmaiTrust ร่วมกับ เขียว สวย หอม พูดถึงการผสานระหว่างการช่วยบรรเทาความเดือดของคนจนเมือง สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านการจ้างงาน ทั้งสร้างพื้นที่ให้คนตกงานมาหางาน และจ้างงานคนตกงานให้เขามาเป็นแรงงานตามความสามารถ เพื่อสร้างต้นแบบกระบวนการทำงานแบบเกื้อกูลในระดับชุมชน โดยมีชุมชนแจ่งหัวรินเป็นชุมชนนำร่องพัฒนาในการพื้นที่สาธารณะ เช่น ขุดลอกท่อระบายน้ำ และยังมีการฝึกทักษะด้านการปลูกพืชผัก ซึ่งได้ทีมเขียว สวย หอม เข้ามาดูแล

“อันนี้ผมว่าสำคัญนะ เพราะบางทีคนไม่รู้จัก เขียว สวย หอม หรือ ChiangmaiTrust แล้วไปเห็นกิจกรรม คนจะงงว่าทำอะไร ทำทำไม เราก็ต้องถอดบทเรียน บอกเล่าเรื่องราว อีกอย่างมันเป็นการแนะนำภาคประชาสังคมและแนะนำประเด็นเมือง เคยมีบางคนถามผมว่า อะไรคือภาคประชาสังคม แล้วเราจะเป็นได้ไหม อยากทำงานเมืองบ้าง ซึ่งเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอมันจุดประเด็นเลยว่า ทำงานเมืองมันทำได้ และขับเคลื่อนเมืองได้จริงๆ ด้วย” ภูวาเสริมความหมายของคำว่าภาคประชาสังคมอย่างเห็นภาพ

“ในมุมมองของชาวบ้าน เขารู้สึกว่าเชียงใหม่มีกลุ่มประชาสังคมเยอะมาก แล้วก็เห็นว่ามันทำงานแยกกันเป็นกลุ่มๆ เพราะฉะนั้น เรารู้สึกว่าโปรเจกต์มันดีเนอะที่เขาได้มาทำงานร่วมกัน ค่อยๆ มารวมกัน” แป้งเอ่ยขึ้นก่อนบทสนทนาจะจบลง

“เหล่านี้คือทดลองสร้างกลไกขับเคลื่อนเมืองโดยภาคประชาชนบนอินเทอร์เน็ต เนื่องจากเรามองว่าทั้งแปดกิจกรรม ทำหน้าที่เป็นตัวยึดโยงของความคิดเรื่องช่องว่าง การถมช่องว่าง และฉายภาพว่าการสร้างนโยบายสาธารณะจากภาคประชาชนขึ้นมา จะเป็นตัวแบบของการพัฒนาเมืองได้อย่างไร กอปรกับเป็นเป้าหมายหนึ่งของงานวิจัยที่เราพยายาม Ground Up ความคิดเห็น ดูว่าแท้จริงผู้คนคิดอย่างไร รวมถึงสกัดข้อมูลระดับชุมชนหรือย่านมาร้อยเรียงกัน เข้าไปเติมในแพลตฟอร์มของข้อมูล เพื่อนำสู่การออกแบบแผนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) และผังออกแบบเชิงแนวคิด (Conceptual Design Plan) จากฐานล่าง ซึ่งมองเห็นคนและกลไกอยู่ร่วมกัน

“แม้ว่าพอทำเสร็จ มันอาจไม่กลายเป็นคำตอบเลยทันที แต่อย่างน้อยๆ จะทำให้ประชาชนมีพื้นที่หรือพูดดังขึ้น จากไม่มีใครรับฟัง ก็จำเป็นต้องฟังแล้วล่ะ” ตากล่าวสรุปทิ้งท้ายอย่างมั่นใจ

คุยกับกลุ่มนักคิด-นักสร้างสรรค์เชียงใหม่ที่ใช้สื่อขับเคลื่อนเมือง เป็นพื้นที่ให้ประชาชนออกแบบนโยบายรัฐและคุณภาพชีวิตด้วยเสียงของตัวเอง

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load