“เริ่มเลยมั้ยครับ” เสียงที่ปลายสายเอ่ยขึ้น 

สุริยา สุขวัฒนานนท์ หรือ โจ โทรมาก่อนเวลานัด 15 นาที น้ำเสียงของหนุ่มเภสัชกรคนนี้ตื่นเต้นไม่ต่างจากตอนที่โกคู (โงกุน) ตัวเอกในการ์ตูนวัยเด็กอย่าง ดราก้อนบอล กำลังกระตือรือร้นอยากออกผจญภัย

คนทั่วไปอาจไม่คุ้นชื่อของโจมากนัก แต่ถ้าเป็นในแวดวงของผู้ที่รักและสะสมของแถมจากซองขนมเมื่อหลายสิบปีก่อน ทุกคนจะต้องรู้จัก โจ โอเดงย่า นักสะสมผู้ค้นคว้าข้อมูลของขนมโอเดงย่า ถึงขั้นมีส่วนผลักดันให้มันกลับมาวางจำหน่ายอีกครั้ง หลังห่างหายไปจากชั้นวางกว่า 3 ทศวรรษ

โจ โอเดงย่า นักสะสมการ์ดดราก้อนบอลจากซองขนมยุค 90 ที่กลับมาขายอีกครั้งในรอบ 30 ปี

‘โอเดงย่า’ หรือชื่อในวันที่กลับมาขายใหม่เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาอย่าง ‘โอเดนย่า’ คือขนมข้าวโพดอบกรอบในเครือเอสพีอาร์ ฟู๊ด อินดัสทรี ที่วางขายครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2532 นอกเหนือจากรสชาติเย้ายวน สิ่งที่ช่วยตะล่อมลูกค้าวัยเยาว์ให้เข้ามาซื้อโอเดงย่าได้สำเร็จ คือของแถมอย่างการ์ดดราก้อนบอล การ์ตูนที่มาแรงที่สุดในชั่วโมงนั้น

ตระกูลเหรียญชัยวานิช ผู้ผลิตขนมร่วมกับโรงพิมพ์อนิเมท พริ้นท์ แอนด์ ดีไซน์ เนรมิตรของแถมที่มีสไตล์ไม่เหมือนใครจนครองใจเด็กไทยยุค 90 เป็นวงกว้าง เรียกได้ว่าเด็กยุคนั้นไม่มีใครไม่รู้จักขนมซองเหลืองชนิดนี้ และหนึ่งคนที่คลั่งไคล้การ์ดดราก้อนบอลในวันนั้นก็คือโจ ที่กลายเป็น โจ โอเดงย่า ในเวลาต่อมา

ต่อจากนี้คือเรื่องราวของนักสะสมการ์ดผู้เปี่ยมไปด้วยความฝัน ซึ่งผมรับประกันว่าสนุกและประทับใจไม่ต่างจากการผจญภัยตามหาลูกแก้วมังกรของซง โกคู

โจ โอเดงย่า นักสะสมการ์ดดราก้อนบอลจากซองขนมยุค 90 ที่กลับมาขายอีกครั้งในรอบ 30 ปี

ทักทายเพื่อนวัยเด็ก

“ชีวิตของเด็กยุค 80 – 90 มีความบันเทิงอยู่ไม่กี่อย่างหรอก เด็กยุคเราไม่ได้มีเพื่อนเป็นโทรศัพท์มือถือเหมือนกับเด็กสมัยนี้”

โจเริ่มต้นบทสนทนาจากความทรงจำวัยเด็ก ทุกเย็นหลังเลิกเรียน เด็กชายจะออกไปหาเพื่อนตามละแวกบ้านเพื่อดูการ์ตูน เล่นเกมกด ไม่ก็พากันไปซื้อขนมขบเคี้ยว ซึ่งสิ่งที่ล่อตาล่อใจก๊วนเด็กหญิงชายในยุคนั้นก็หนีไม่พ้นของแถมก้นซอง ที่มีตั้งแต่ไพ่ สติกเกอร์ ไปจนถึงการ์ดลวดลายต่างๆ

โจ โอเดงย่า นักสะสมการ์ดดราก้อนบอลจากซองขนมยุค 90 ที่กลับมาขายอีกครั้งในรอบ 30 ปี

“ช่วงนั้นเราเริ่มเบื่อขนมกระแสหลัก อยากหาขนมแปลกๆ กินบ้าง ก็เลยได้เจอกับขนมที่ชื่อว่า บิสโก้ แปลกจัง ไม่เคยเห็นเลย เป็นทรงกลมๆ เขียนว่ารสซีฟู้ด ตอนเด็กเราก็ไม่รู้จักหรอกว่าซีฟู้ดคืออะไร เห็นเป็นรูปปลาหมึก ก็เดาว่า โอเค คงเป็นรสปลาหมึกล่ะมั้ง”

นั่นคือครั้งแรกที่โจในวัยประถมได้รู้จักกับขนมโอเดงย่า ที่ในตอนนั้นใช้ชื่อว่าบิสโก้ เด็กน้อยซื้อขนมซองเหลืองมาลองกินโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าภายในมีของแถม ทันทีที่แกะห่อ โจจึงได้พบกับขนมทรงกลม น่ารับประทาน ทั้งยังเจอกระดาษสีดำ ขอบทอง เมื่อพลิกอีกด้านก็ได้พบกับภาพตัวละครที่คุ้นเคย 

โจ โอเดงย่า นักสะสมการ์ดดราก้อนบอลจากซองขนมยุค 90 ที่กลับมาขายอีกครั้งในรอบ 30 ปี

“พอพลิกมาด้านหลังปรากฏว่าเป็นรูป เถาไปไป หนึ่งในตัวร้ายของ ดราก้อนบอล ช่วงนั้น ช่องเก้าการ์ตูน ฉายอยู่พอดี ก็เลยรู้ว่า อ๋อ ขนมนี้แถมการ์ดดราก้อนบอลนี่หว่า เป็นการ์ดใบใหญ่ด้วย ตั้งแต่นั้นมาเราก็เลยซื้อกินและเก็บของแถมมาตลอด เก็บไว้ในกล่องคุกกี้อาร์เซนอล”

ความนิยมของขนมทรงกลมรสซีฟู้ดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับความหลงใหลของโจที่มีต่อการ์ด หลังรู้จักบิสโก้ได้ไม่นาน ผู้ผลิตก็มีการพัฒนารสชาติให้ดีขึ้น จากที่ชื่อบิสโก้ก็เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นโอเดงย่า พร้อมปรับราคาขึ้นเป็นซองละ 5 บาท จากเดิมที่แถมการ์ดหนึ่งใบ ก็กลายเป็น 2 และ 3 ใบตามลำดับ ทั้งยังนำเข้ากระดาษจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อผลิตเป็นการ์ดพิเศษที่มีลายเลเซอร์ให้เด็กไทยได้ลองเล่น

“การ์ดมักจะออกรุ่นใหม่ทุกสองหรือสามเดือน เด็กๆ ก็จะเฝ้ารออย่างตื่นเต้น เฮ้ย มีการ์ดแบบใหม่แล้ว ซึ่งรูปในการ์ดก็จะเหมือนกับในการ์ตูนที่ออกฉาย บางครั้งการ์ดทำแซงหน้าการ์ตูนไปก็มีเหมือนกัน ตอนนั้นเราไม่รู้จักคำว่าสะสมหรอก ซื้อมาก็เล่นไป ทำขาดทำหายกับเพื่อนที่โรงเรียน ทั้งเขี่ย ตบ เป่า และวัดพลังใส่กัน เป็นเด็กเนอะ ของเล่นก็มีไว้เล่น ไม่ได้มีไว้สะสม”

โจ โอเดงย่า นักสะสมการ์ดดราก้อนบอลจากซองขนมยุค 90 ที่กลับมาขายอีกครั้งในรอบ 30 ปี

โจเล่าอย่างออกรส ทำนองที่ว่า ‘สนุกจนหยุดไม่ได้’ แต่สิ่งที่ต้อง ‘หยุด’ อย่างน่าเสียดายคือ วัยเด็ก ช่วงชีวิตที่หลายคนคิดถึง แต่ไม่อาจย้อนเวลากลับไปได้

“เราเก็บโอเดงย่าจนถึง ม.3 พอเข้า ม.ปลาย ความสนใจของเราก็เปลี่ยน หันมาเล่นกีฬา เล่นดนตรี เที่ยวกับเพื่อน ตั้งใจเรียนมากขึ้น แม่บอกว่าเลิกกินขนมของเด็กได้แล้ว สุดท้ายเราก็เลยเลิกไป”

และแล้ว การเติบโตก็บีบบังคับให้โจต้องนำเพื่อนวัยเด็กเก็บซ่อนไว้ในลิ้นชัก

ขุดคุ้ยความทรงจำ

 “ตอนเข้าเรียนมหาลัย วันนั้นเราไปเดินหาซื้อของจิปาถะเข้าหอ พอดีเดินผ่านชั้นวางขนม จึงได้บังเอิญเจอโอเดงย่าอีกครั้ง ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนได้เจอเพื่อนเก่า”

แม้ได้ยินแค่เสียง เราก็มันใจว่า แววตาของชายที่ปลายสายต้องกำลังเปล่งประกายเป็นแน่

ลิ้นชักแห่งความทรงจำเปิดออก โจที่กำลังเรียนคณะเภสัชศาสตร์กลับมาซื้อขนมโอเดงย่าอีกครั้ง แม้ในวัยนี้จะเอาการ์ดไปเล่นวัดค่าพลังกับเพื่อนไม่ได้อีกแล้ว แต่เขาก็เชื่ออยู่ลึกๆ ว่าน่าจะมีคนที่เก็บสะสมการ์ดเหล่านี้ซุกซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่ง

“อยู่มาวันหนึ่งก็รู้สึกเบื่อ เราเริ่มคิดว่าชีวิตไม่ควรเป็นแค่วัฏจักรที่เกิดมา เรียน ทำงาน หาเงิน เกษียณ แล้วก็ตายไป ถ้าเป็นแบบนั้น ชีวิตก็คงไร้สาระมาก เราเลยตามหาว่ามีอะไรที่อยากทำบ้างรึเปล่า แล้วยิ่งยุคนี้มีอินเทอร์เน็ต เราก็เลยลองค้นหาข้อมูลเกมการ์ดสมัยเด็ก จนได้เจอกลุ่มคนที่สะสมการ์ดโอเดงย่าเหมือนกัน เราถามเขาว่า ถ้าอยากหาเพิ่มต้องหาจากไหน จากนั้นเราก็ซื้อมาสะสมเรื่อยๆ ถึงขั้นได้เป็นแอดมินกลุ่มนักสะสมโอเดงย่าในเฟซบุ๊ก”

ราวกับว่าเภสัชกรโจได้ค้นพบความฝันวันวาน ในวัยทำงาน มีครอบครัว เขาได้เจอของสะสมและกลุ่มเพื่อนที่รักในสิ่งเดียวกัน หากเป็นใน ดราก้อนบอล ก็คงไม่ต่างจากตอนที่โกคูได้เจอลูกแก้วมังกรที่หายไปอีกครั้งหนึ่ง

“สมาชิกในกลุ่มค่อยๆ มากขึ้น กลายเป็นสังคมของคนที่มีความฝันใกล้เคียงกัน ทำให้เรารู้ว่า จริงๆ แล้ว การ์ดโอเดงย่าไม่เคยหายไปไหน มันแค่ซุกซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆ ชั้นหนังสือบ้าง ตู้เก็บของบ้าง หรือบางคนก็อาจจะเอาไปขายเพื่อนำเงินไปเติมเต็มความฝันอย่างอื่น ซื้อนั่นซื้อนี่ ไม่ก็ให้ลูกเมีย”

โจ โอเดงย่า นักสะสมการ์ดดราก้อนบอลจากซองขนมยุค 90 ที่กลับมาขายอีกครั้งในรอบ 30 ปี

ที่มาสำคัญกว่าการสะสม

หลังกลับมาอินกับโอเดงย่าอีกครั้ง โจก็ทุ่มเทพลังไปกับการรวบรวมการ์ดให้ได้มากที่สุด ซื้อใบนั้น ประมูลใบนี้ จนถึงจุดหนึ่งที่ชายหนุ่มกลับมาตั้งคำถามถึงเป้าหมายในการสะสมของตัวเอง

“หลังจากที่หน้ามืดตะบี้ตะบันซื้อ ประมูลแบบเอาเป็นเอาตาย วันหนึ่งก็มีคนเตือนสติว่า ของเล่นถ้าไม่สนุกก็ไม่ควรเล่น เราเลยได้สติว่า จริงๆ แล้วการได้หรือไม่ได้การ์ดไม่ใช่สิ่งสำคัญขนาดนั้น แต่สิ่งที่สำคัญคือการได้เป็นเพื่อนกับคนที่สะสมของเล่นเหล่านี้ต่างหาก เหมือนที่เขาบอกว่า ‘เพื่อนเล่นสำคัญพอๆ กับของเล่น’ ทำให้พอถึงจุดหนึ่ง เราอยากพูดคุยและเรียนรู้ที่มาที่ไปของการ์ด มากกว่าอยากจะครอบครองมันไว้เยอะๆ”

โจ โอเดงย่า นักสะสมการ์ดดราก้อนบอลจากซองขนมยุค 90 ที่กลับมาขายอีกครั้งในรอบ 30 ปี

ปัจจุบัน โจรวบรวมการ์ดโอเดงย่าไว้กว่าพันใบ โดยแบ่งออกเป็นการ์ดหลัก 1,300 ใบ จากที่ผลิตออกมาทั้งหมดราว 1,400 รูปแบบ และมีการ์ดเลเซอร์ 89 จาก 183 แบบ อย่างไรก็ดี เขาไม่ได้ต้องการสะสมการ์ดให้ครบอีกต่อไปแล้ว เพราะสำหรับโจในวันนี้ สิ่งที่มีคุณค่ามากกว่า คือเรื่องราวที่อยู่หลังการ์ดแต่ละใบ สิ่งสำคัญของโอเดงย่าไม่ใช่จำนวน แต่เป็นเส้นทางกว่าจะมาเป็นการ์ด 

“เราสืบค้นข้อมูลต่างๆ เจอนักสะสมมากหน้าหลายตา เจอทีมงานรุ่นเก่าที่ผลิตการ์ดตั้งแต่สามสิบปีที่แล้ว เราได้สอบถามที่มาและพัฒนาการของการ์ดแต่ละรุ่น จนได้รู้ขั้นตอนการทำการ์ด ระบบออฟเซ็ตสี่สี เคลือบเงา กันยูวี กันน้ำ ที่ช่วยให้การ์ดเหล่านี้ข้ามกาลเวลามาได้ถึงปัจจุบัน พอได้รู้ เราก็เริ่มจัดทำเป็นฐานข้อมูลให้คนเข้าถึงได้ ทุกคนจะได้รู้ว่าการ์ดโอเดงย่ามีรุ่นไหนบ้าง ขนาดเท่าไหร่ ใบไหนหายาก” ที่มักจะแวะไปกินถั่วเซียนเพื่อเติมพลังงานให้พร้อมสำหรับการเดินทางครั้งใหม่

โจขอพักดื่มน้ำครู่หนึ่ง เราอดไม่ได้ที่จะนึกถึงการพักผ่อนของโกคูหลังผ่านการต่อสู้อันดุเดือดที่มักจะแวะไปกินถั่วเซียนเพื่อเติมพลังงานให้พร้อมสำหรับการเดินทางครั้งใหม่

ชั่วอึดใจ โจก็กลับมาด้วยพลังงานเต็มเปี่ยม พร้อมเล่าให้เราฟังถึงการ์ด 5 ใบที่เขาภูมิใจนำเสนอ

01 โกคูกับฟรีเซอร์

โจ โอเดงย่า นักสะสมการ์ดดราก้อนบอลจากซองขนมยุค 90 ที่กลับมาขายอีกครั้งในรอบ 30 ปี

“การ์ดโอเดงย่าบางใบไม่ได้เอาต้นแบบมาจากญี่ปุ่นนะ แต่เป็นคนไทยวาดเอง อย่างใบนี้ คนวาดคืออาจารย์วุฒิ ทับทองดี กับทีมงานที่วาดภาพในนิตยสาร ทีวี แมกกาซีน ยุคนั้น ใบนี้เขาวาดและวางองค์ประกอบต่างๆ ดีมาก เป็นใบที่สวยที่สุดแล้วสำหรับเรา 

“ภาพนี้สื่อว่าทุกคนล้วนมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน ทำอะไรตามความเชื่อของตัวเองเสมอ เหมือนกับภายในตัวเราทุกคนที่มีการต่อสู้ระหว่างความดีและความเลวอยู่ตลอด โกคูคือตัวแทนของความดี ใสซื่อ ไร้เดียงสา ฟรีเซอร์คือตัวแทนของความโลภ ผู้จ้องจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง ความหมายดี อาร์ตก็สวย”

02 บีเดล

เปิดกรุการ์ดโอเดงย่าพันใบของ โจ-สุริยา สุขวัฒนานนท์ เภสัชกรผู้ผลักดันจนขนมยุค 90 ได้กลับวางขายอีกครั้งในรอบ 30 ปี

“เป็นใบธรรมดาที่ซื้อแพงที่สุดแล้ว ใบละพัน หายากมาก ยากจริงๆ ตั้งแต่สะสมมาเพิ่งเห็นแค่สี่ใบในประเทศ ของเราเป็นใบที่สามที่โผล่เข้ามาในวงการ ตอนแรกไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่ามีใบนี้ แต่พอมีนักสะสมคนหนึ่งหาได้ ก็เท่ากับว่ามีใบนี้อยู่จริงๆ ทุกคนถึงกับอึ้ง ตอนแรกที่คิดว่ามีครบก็กลายเป็นไม่ครบซะงั้น

“ใบนี้ทำให้เห็นถึงความสนุกของการสะสม เห็นมั้ยว่าแม้จะเป็นของเก่า แต่ยิ่งเราสืบค้นและตามหาเรื่อยๆ ก็จะมีข้อมูลใหม่มาหักล้างข้อมูลเดิมเสมอ สนุกมากๆ” 

03 Big Card โกคูซูเปอร์ไซย่า

เปิดกรุการ์ดโอเดงย่าพันใบของ โจ-สุริยา สุขวัฒนานนท์ เภสัชกรผู้ผลักดันจนขนมยุค 90 ได้กลับวางขายอีกครั้งในรอบ 30 ปี

“ใบนี้ราคาสามพัน เป็นใบที่เราซื้อมาแพงที่สุด แต่โอเดงย่าที่เป็น Big Card ส่วนมากก็ราคาประมาณนี้แหละ เราว่าอาร์ตสวย แสงเงาในภาพมีเอกลักษณ์แตกต่างจากใบอื่น”

04 V.I.P การ์ด

เปิดกรุการ์ดโอเดงย่าพันใบของ โจ-สุริยา สุขวัฒนานนท์ เภสัชกรผู้ผลักดันจนขนมยุค 90 ได้กลับวางขายอีกครั้งในรอบ 30 ปี

“V.I.P เป็นการ์ดที่นำไปแลกเป็นการ์ดใบอื่นได้สิบใบ ในการ์ด V.I.P จะเห็นเป็นรูปการ์ดใบเล็กๆ ที่มีรอยกากบาท ใบนี้น่าจะเป็นของเด็กสักคนที่กาเลือกการ์ดไว้ แต่ไม่ได้ส่งไปแลก คือสมัยก่อน ถ้าได้ใบนี้ เราต้องเลือกติ๊กการ์ดที่ชอบสิบใบ แล้วนำใบนี้ส่งจดหมายกลับไปที่บริษัทผู้ผลิต จากนั้นเขาก็จะส่งสิบใบที่เราเลือกกลับมาที่บ้าน แต่ปัญหาคือการเขียนจดหมายเป็นเรื่องยากมากสำหรับเด็กยุคนั้น ครูที่โรงเรียนจะสอนว่าต้องมีย่อหน้า เว้นวรรค ติดแสตมป์ วุ่นวายไปหมด สุดท้ายเด็กคนนั้นก็เลยไม่ได้ส่งการ์ด V.I.P ไป

“หลายคนอาจจะเลือกเก็บการ์ด V.I.P สวยๆ ที่ไม่มีรอยกากบาท แต่เราเลือกใบนี้เพราะอยากเก็บความทรงจำเอาไว้ เด็กคนนี้ก็เหมือนเราในวันนั้น เราก็เคยเป็นเด็กน้อยที่กากบาทไว้แล้ว แต่ไม่มีโอกาสส่งจดหมายไปเหมือนกัน”

05 โกคูกับโกฮัง

เปิดกรุการ์ดโอเดงย่าพันใบของ โจ-สุริยา สุขวัฒนานนท์ เภสัชกรผู้ผลักดันจนขนมยุค 90 ได้กลับวางขายอีกครั้งในรอบ 30 ปี

“ใบที่เป็นโกคูกับลูกก็ดีนะ เราชอบเพราะเราเองก็มีลูกเหมือนกัน ก็รู้สึกรักและผูกพันกันมากๆ ที่สำคัญคือนี่เป็นการ์ดที่ให้อารมณ์สบายๆ แบบที่เราไม่ค่อยได้เจอในการ์ดโอเดงย่าใบอื่น ปกติการ์ดโอเดงย่ามักจะจับภาพการต่อสู้หรือการปล่อยพลังต่างๆ แต่ใบนี้เป็นแค่ตัวเอกกับลูกยืนแอ็คท่า ก็ดูน่ารักไปอีกแบบ”

จากนักสะสมสู่คนส่งเสริม

ใครจะคิดว่าขนมที่เคยฮิตเมื่อ 30 ปีที่แล้วจะกลับมาวางขายเป็นแนวบนชั้นวางขนมอีกครั้ง และครั้งนี้ ขนมซองเหลืองก็ไม่พลาดแนบการ์ดดราก้อนบอลเป็นของแถมให้แฟนคลับหายคิดถึง โดยหนึ่งในผู้ที่อยู่เบื้องหลังการคัมแบ็กสุดยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก โจ โอเดงย่า

“ช่วงที่กลับมาสะสมก็บังเอิญได้มารู้จักกับ คุณพลรพี เหรียญชัยวานิช ลูกชายเจ้าของขนมโอเดงย่า เราไปประมูลการ์ดจากเขา แม้สุดท้ายจะประมูลแพ้ คนอื่นได้การ์ดไป แต่อย่างน้อยเราได้เพื่อนกลับมา”

การ์ด 16 ใบนั้นวันนั้นปิดประมูลไปที่ราคา 55,555 บาท แต่แทนที่จะได้การ์ด โจกลับได้สิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าเป็นรางวัลปลอบใจ หลังจากที่เขาและลูกชายบริษัท เอสพีอาร์ ฟู๊ด อินดัสทรี ได้พูดคุยกัน เพื่อนในวัยเด็กที่จากไปกว่า 30 ปีก็กลับมา

“เราถามเขาเล่นๆ ว่า บ้านนายทำโรงงานขนมไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่คิดจะเอาโอเดงย่ากลับมาทำล่ะ หลังจากนั้นก็โยนหินถามทางในเพจที่เราเป็นแอดมินว่า ถ้าโอเดงย่ากลับมาจะอยากซื้อกันมั้ย ก็มีหลายคนบอกว่าคิดถึง อยากกิน จากนั้นเราก็คอยโยนคอนเซ็ปต์ เสนอการออกแบบต่างๆ ให้เขาตลอด ต่อให้สุดท้ายไอเดียของเราจะโดนตีตกไป ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ความคิดเน่าตายคาสมองเรา ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่า โยนไอเดียกันอยู่สองสามปี ในที่สุดก็มีขนมกลับมาวางขายจริงๆ”

โจเล่าแผนการที่ต้องพิถีพิถันทุกขั้นตอน เพื่อนำโอเดงย่ากลับมาขายอีกครั้ง น้ำเสียงอันเต็มไปด้วยแพสชันบอกพลรพีแห่ง เอสพีอาร์ ฟู๊ดว่า ห้ามนำการ์ดลายเดิมมาทำเป็นของแถมเด็ดขาด เพราะท่าไม้ตายในการ์ตูนใช้ได้แค่ครั้งเดียวฉันใด การตลาดที่ลูกค้าเคยเห็นแล้วก็ได้ผลแค่ครั้งเดียวฉันนั้น และสองเพื่อนผู้รักขนมทรงกลมก็เห็นตรงกันว่า ความสนุกของผู้บริโภคต้องมาเป็นอันดับแรก

“ถ้าเน้นเงินน่ะ ธุรกิจก็คงอยู่ได้ไม่นาน แต่ถ้าเน้นความสนุก ธุรกิจจะกลายเป็นตำนาน” โจสรุป

เปิดกรุการ์ดโอเดงย่าพันใบของ โจ-สุริยา สุขวัฒนานนท์ เภสัชกรผู้ผลักดันจนขนมยุค 90 ได้กลับวางขายอีกครั้งในรอบ 30 ปี
เปิดกรุการ์ดโอเดงย่าพันใบของ โจ-สุริยา สุขวัฒนานนท์ เภสัชกรผู้ผลักดันจนขนมยุค 90 ได้กลับวางขายอีกครั้งในรอบ 30 ปี

การกลับมาของเพื่อนวัยเด็ก

หลังผ่านไปกว่า 30 ปี ขนมเจ้าของสโลแกน ‘อร่อยดี มีของแถม’ ก็กลับวางขายอีกครั้งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และกระแสตอบรับก็ดีเกินคาด ปริมาณขนมที่บริษัทตั้งใจจะวางจำหน่ายจนถึงปลายปีถูกกวาดหมดเกลี้ยงภายในหนึ่งวัน และปัจจุบันก็มีคนพร้อมซื้อการ์ดบางใบในราคาทะลุหลักแสน ดูเหมือนว่าการรีแบรนด์ของโอเดงย่าจะมีอนาคตอันสดใสรออยู่

“ในวันนี้ กลุ่มลูกค้าที่ซื้อขนมพวกนี้ไม่ใช่เด็ก แต่เป็นผู้ใหญ่ซึ่งมีกำลังซื้อไม่อั้นเพราะอยู่ในวัยทำงาน ทุกคนอยากเติมต่อความฝัน อยากเป็นตำนานแบบที่เคยอยากเป็นตอนเด็ก บางคนซื้อกันเป็นลังหรืออาจจะหลายลัง เป็นที่มาว่าทำไมของถึงขาดตลาด เพราะคนที่คิดถึงไม่ได้ซื้อกันแค่ซองเดียว”

รู้สึกยังไงในวันที่เห็นเพื่อนในวัยเด็กกลับมาอีกครั้ง-เราถาม

โจหัวเราะแล้วตอบว่า

“เหมือนปาฏิหาริย์เลยนะ คนสองคนที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน ลองคุยกันเล่นๆ ทางเมสเซนเจอร์ จนสุดท้ายทำให้โอเดงย่ากลับมาได้ ลำพังพี่คนเดียวก็ทำไม่ได้หรอก เพราะพี่ไม่ใช่เจ้าของ และลำพังเขาคนเดียวก็คงไม่มั่นใจว่าแบรนด์ที่หายไปสามสิบปีจะรีแบรนด์ได้ แต่วันนี้ พอได้เห็นโอเดงย่ากลับมา แค่นี้ก็ชื่นใจแล้ว”

นี่คือเรื่องราวของ โจ โอเดงย่า จากเภสัชกรที่ทำงานโดยตามหาคุณค่าของชีวิต สู่นักสะสมของเล่นจากซองขนมวัยเด็ก ก่อนจะกลายเป็นบุคคลสำคัญที่ร่วมผลักดันให้แบรนด์ขนมที่หลายคนคิดถึงได้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง

เชื่อเหลือเกินว่า การเดินทางของนักสะสมสมและขนมโอเดงย่าจะดำเนินต่อไป…

โฆษณาขนมโอเดงย่ายุค 90 และการรีวิวสบายๆ สไตล์โจ โอเดงย่าในวันที่ขนมกลับมาขายอีกครั้ง

ภาพ : โจ โอเดงย่า

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

สุพรรณหงส์ 3 ตัวยืนเด่นบนโต๊ะทำงานของ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ไม่นับรวมรางวัลอื่น ๆ ที่เรียงรายอยู่ในห้องทำงานในสตูดิโอย่านลาดพร้าว แต่ถ้าลองเพ่งพินิจออฟฟิศของเธอดูดี ๆ จะเห็นได้ว่าหิ้งเหนือศีรษะ ชั้นวางของข้างตัว และสารพัดกล่องบนโต๊ะมุมห้อง อัดแน่นด้วยขวดน้ำหอมนับร้อย ๆ ขวด ซึ่งตัวนุชี่เองก็ไม่ได้นับจำนวนไปนานแล้วว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ 

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ทำไมน้ำหอมถึงไม่อยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งที่บ้าน แต่ไพล่มาจัดแสดงเป็นมิวเซียมน้อย ๆ ในออฟฟิศผู้กำกับภาพยนตร์

“เราเก็บน้ำหอมไว้ที่ทำงาน เพราะว่าถ้าไว้ที่บ้าน ห้องนอนอยู่ชั้นสอง มันร้อน ที่นี่อยู่ชั้นล่าง มันเย็นกว่า แล้วก็เอาไว้ดมตอนทำงานด้วย” นักสะสมน้ำหอมวินเทจตอบตรงไปตรงมา 

นิยามของ Vintage คือของที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ในปัจจุบันคือยุคโบราณถึงปี 1970 แต่นุชี่เลือกเก็บตั้งแต่น้ำหอมอายุ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งเปลี่ยนวัตถุดิบหรือปรับปรุงกลิ่นไปจนหาแบบเดิมไม่ได้แล้ว หรือน้ำหอมที่เลิกผลิต อนุชาตระเวนสะสมน้ำหอมตามตลาดมือสอง ทั้งตลาดน้ำหอมและตลาดทั่วไปทั้งที่ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป ห้างสรรพสินค้าเก่า ๆ (บางขวดได้จากห้างไนติงเกล พาหุรัด) บางทีคนก็มาขายให้ หรือส่วนมากไปประมูลจากอเมริกาทางอินเทอร์เน็ต เพราะเป็นแหล่งน้ำหอมวินเทจสำคัญ ธุรกิจน้ำหอมไหน ๆ ต้องมาเปิดในประเทศใหญ่นี้ น้ำหอมวินเทจตกค้างที่อเมริกาเยอะมาก จนเลือกซื้อได้หลากหลาย

ความอุตสาหะเสาะหาของหอมนี้มีที่มาอย่างไร ทำไมน้ำหอมวินเทจถึงน่าหลงใหลจนต้องค้นหาไปทั่วโลก มาฟังคำตอบจากอนุชา

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Blow my mind

“จุดเริ่มต้นเกิดจากความสงสัยใคร่รู้ค่ะ เวลาไปดมน้ำหอมตามเคาน์เตอร์ เราก็สงสัยว่ากลิ่นอะไร พอเขาบอกกลิ่นหญ้าแฝก กลิ่นซีดาร์วูด กลิ่นมัสก์ กลิ่น Ambergris ดมไปก็แยกไม่ออก ของเหล่านี้จริง ๆ กลิ่นเป็นยังไงกันแน่ ก็เลยเริ่มซื้อวัตถุดิบกลิ่นเดี่ยวต่าง ๆ มาดม กลิ่นมะนาว กลิ่นมะกรูดแคริบเบียน กลิ่น Bitter Orange ต่างจากส้มอื่นยังไง เริ่มไปตามหมวดไม้ ดอกไม้ ผลไม้ต่าง ๆ พอเราเริ่มเรียนปรุงน้ำหอม ก็คิดว่าน้ำหอมวินเทจน่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่ดี กลิ่นคลาสสิกที่ได้รับการยกย่องว่ามี Composition ดียอดเยี่ยมเป็นอย่างไร เราก็เริ่มหาน้ำหอมที่ใกล้เคียงปีที่ผลิตตอนแรกมากที่สุด หาจากอีเบย์ก่อน สั่งมา 2 กลิ่นก่อน คือ Joy by Jean Patou (1930) และ Shalimar by Jacques Guerlain (1921)

“พอเขาส่งของมา เราเปิดกล่องแล้วกลิ่นมันหอมฟุ้งไปทั้งบ้าน ไม่เคยดมน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ที่มีกลิ่นยอดเยี่ยมเช่นนี้ มีวัตถุดิบที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ มันมีความสมบูรณ์”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

นุชี่อธิบายว่าคอมโพสิชันของกลิ่นไม่ต่างจากดนตรีที่มีเสียงเครื่องสาย เสียงเครื่องเป่า เสียงกลอง ซึ่งฟังแล้วอาจไม่ได้ชอบที่สุด แต่รับรู้ได้ว่าการสอดประสานของดนตรีซับซ้อน ยอดเยี่ยม มีคุณภาพ น้ำหอมก็เหมือนกัน ฝึกดมแล้วก็เริ่มรู้ว่าอะไรดีไม่ดี

“กลิ่นชาลิมาร์มัน Blow my mind เป็นศิลปะการปรุงน้ำหอมที่ยอดเยี่ยม คุณภาพวัตถุดิบก็หาไม่ได้ในปัจจุบัน หลังจากนั้นเราก็เริ่มซื้อน้ำหอมวินเทจเลย เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เลอค่า เริ่มจากกลิ่นที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลิ่นแนวต่าง ๆ ที่ยอดเยี่ยม หรือเป็นน้ำหอมมีชื่อ เหมือนสะสมแผ่นเสียงของนักร้อง หรือภาพวาดศิลปิน เราก็สะสมงานของนักทำน้ำหอมบางคน อย่าง Edmond Roudnistka, Jean Carles, Guy Robert เพื่อศึกษาผลงานชิ้นเอกของเขา แล้วหากลิ่นที่ใกล้เคียงต้นกำเนิดในยุคนั้นที่สุด คุณภาพดีที่สุด เราเลือกสะสม Extrait de Parfum หรือน้ำหอมประเภทที่เข้มข้นที่สุดเสมอ เพราะจะได้วัตถุดิบที่ดีที่สุดมากที่สุด เพื่อจะได้รู้ว่าคุณภาพที่ดีเป็นยังไง

“หลังจากนั้นก็หยุดไม่ได้ เก็บน้ำหอมสำคัญ ๆ ทั้งหลายไว้ ซึ่งน้ำหอมก็ไม่ค่อยกลิ่นเพี้ยนนะ ถึงเสื่อมไปบ้าง น้ำหอมอายุเป็นร้อยปีก็ยังหอม บางคนเขาใช้ขี้ผึ้งอุดไว้ กลิ่นก็แทบไม่เปลี่ยนเลย สิ่งที่จะเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมคือแสงแดด อากาศ ความชื้น ความร้อน 

“Top Note เป็นกลิ่นแรกที่ไปก่อน แต่ Heart Note และ Base Note แทบไม่หายไป โดยเฉพาะ Base Note ที่ยากจะถูกทำลาย อย่างมากคือกลิ่นแปร่งในช่วง 15 นาทีแรก แต่หลังจากนั้นเมื่อกลิ่น Heart Note และ Base Note ทำงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญจากวัตถุดิบที่ไม่มีแล้ว ก็ยังทำให้เราศึกษาคอมโพสิชันของน้ำหอมได้อยู่ดี โดยเราจะใช้วิธีอ่านเอาว่า Top Note เป็นอย่างไร ส่วนมากก็คือกลิ่นตระกูลซิตรัส อัลดีไฮด์ กลิ่น Floral หรือ Fruity”

นุชี่แถมเกร็ดว่า Jean Carles ผู้เป็นเสมือนอาจารย์ใหญ่ในสถาบันการทำน้ำหอม เป็นคนสอนเรื่องพีระมิดกลิ่นโน้ตต่าง ๆ ที่ทำให้ทั้งผู้ปรุงและผู้ใช้น้ำหอมเข้าใจลักษณะน้ำหอมฝรั่งเศสที่ซับซ้อน ซึ่งตั้งแต่ยุค 90 เป็นต้นมา คอนเซ็ปต์การปรุงน้ำหอมก็เปลี่ยนไป น้ำหอมบางกลิ่นอาจเสถียรถาวร กลิ่นแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่ฉีดครั้งแรกก็มี

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ศิลปะความทรงจำ

เมื่อถามว่ากลิ่นแบบไหนที่ชอบ นุชี่ตอบอย่างมั่นใจว่าชอบกลิ่นทุกตระกูล สะสมน้ำหอมวินเทจทุกแบบ ความทรงจำกลิ่น Olfactory Memory มีพลังมากอย่างน่าทึ่ง

“กลิ่นอะไรหอมหรือเหม็นขึ้นอยู่กับความทรงจำของเรา และเป็นผัสสะที่กระตุ้นความทรงจำได้มากที่สุด เวลาได้กลิ่นหอประชุมจุฬาฯ ทีไร เราจะเห็นฉากละครที่เราทำขึ้นมาชัด เพราะเราอยู่ในนั้นเป็นเดือน ๆ ได้กลิ่นแล้วเห็นภาพก่อนเห็นหอประชุมจุฬาฯ จริงๆ ซะอีก ส่วนกลิ่นดิน Earthy Aroma คือกลิ่นแรกที่ทำให้เราสนใจว่า เราจะผลิตกลิ่นนี้ออกมาได้อย่างไร แต่พอศึกษาก็พบว่าเราเอาดินมาสกัดกลิ่นไม่ได้ แต่มีสารที่ให้กลิ่นเหมือนดินหลังฝนตกได้ เอากลิ่นไม้ กลิ่นเครื่องเทศต่าง ๆ มาผสมได้ 

“เราเก็บเพื่อศึกษากลิ่น ไม่ได้เก็บเพื่อสะสมขวด ดังนั้นกลิ่นที่ได้มาจะถูกเปิดและดมเพื่อเรียน แล้วก็ให้คำปรึกษา สอน ทำเป็นงานอดิเรกได้ งานปรุงน้ำหอมต้องเข้าใจเคมี เข้าใจวิทยาศาสตร์ด้วย ดังนั้นจึงเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่หาคนเข้าใจได้ยากเหมือนกัน ไม่เหมือนภาพวาดที่เรามองเห็นสีแต่ละสี ดนตรีที่เราได้ยินเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น พอบอกวัตถุดิบกลิ่นน้ำหอม บางมีมันยากที่จะแยกแยะ มันขึ้นอยู่กับ Olfactory Memory ถ้าเราไม่เคยดมหญ้าแฝก ดอกเจอราเนียม หรือไม้กฤษณา ก็แยกไม่ออก ไม่เข้าใจว่านี่คือกลิ่นอะไร 

“กลิ่นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากไม่แพ้ศิลปะอื่น ๆ และเป็นเรื่องน่าค้นหา ถึงจะยาก แต่มันน่าทำความรู้จัก เสียดายที่ในเมืองไทย น้ำอบน้ำปรุงมีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำ ไม่ใช่แอลกอฮออล์ อายุของน้ำหอมอยู่ได้ไม่นานเท่า การศึกษากลิ่นน้ำหอมไทยจากตัวอย่างจริงในอดีตจึงทำได้ยาก ทั้งที่น่าสนใจและน่านำมาพัฒนาได้อยู่”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง
กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

เสน่ห์วินเทจ

“ยิ่งอายุมากขึ้น จะชอบกลิ่นหลากหลายมากขึ้น สมัยก่อนก็ไม่ค่อยชอบกลิ่นสังเคราะห์ แต่เดี๋ยวนี้ก็เห็นคุณค่ามันมากขึ้น สิ่งที่เราสนใจควบคู่กับน้ำหอม คือแต่ละกลิ่นสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร สะท้อนความนิยมหรืออะไรในสังคมยุคนั้น”

เธอขยายความรู้ประวัติศาสตร์น้ำหอมให้ฟังว่า น้ำหอมตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มใช้วัตถุดิบสังเคราะห์ และเป็นต้นกำเนิด Modern Perfumery น้ำหอมที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันกุหลาบ เป็นน้ำหอมออร์แกนิกที่มีกลิ่นซับซ้อนตามธรรมชาติ กลิ่นไม่ชัดเหมือนน้ำหอมสังเคราะห์ แต่ใช้เป็นวัตถุดิบให้เกิดความกลมกลืน นุ่มนวล หรือความลึกมากขึ้น 

เนื่องจากวัตถุดิบธรรมชาติมีต้นทุนสูงมาก ทั้งพื้นที่เกษตร เวลา แรงงาน และทรัพยากรต่าง ๆ ผู้ผลิตและผู้บริโภคส่วนใหญ่รับต้นทุนไม่ไหว ปัจจุบันโครงกระดูกของน้ำหอมส่วนใหญ่จึงเป็นกลิ่นสังเคราะห์ซึ่งอยู่ได้นาน และปรับใช้เฉดต่าง ๆ ได้ดั่งใจ 

ขณะที่น้ำหอมยุคเก่าที่ผลิตจำนวนน้อย ผู้บริโภคจำนวนไม่มาก ไม่ได้แพร่หลายอย่างปัจจุบัน การทำน้ำหอมไม่มีการประนีประนอมคุณภาพ วัตถุดิบที่ใช้จึงดีกว่าโดยธรรมชาติ ไม่มีข้อจำกัดแบบยุคนี้ 

“ไม่ได้หมายความว่าน้ำหอมสังเคราะห์ไม่มีคุณภาพ เหมือนดนตรี เครื่องดนตรีสังเคราะห์อย่างซินธิไซเซอร์ก็มีคุณค่าแบบของมัน ไม่ได้แปลว่าไวโอลินดีกว่าเสมอไป มันใช้งานต่างกันมากกว่า เราเองก็เป็นทั้งคนใช้น้ำหอมและคนปรุงน้ำหอมเองด้วย เลยเห็นคุณค่าของวัตถุดิบทุกอย่างไม่ว่าถูกหรือแพง หาง่ายหรือหายาก มันมีหน้าที่ที่ต่างกันออกไป

“อีกเหตุผลที่เราชอบน้ำหอมวินเทจมาก เพราะมันมีความซับซ้อนสูง มีสเตทเมนต์ของผู้ทำ มีคาแรกเตอร์จัด คนที่ใช้น้ำหอมก็ต้องมีคาแรกเตอร์แบบนี้ บางกลิ่นก้ำกึ่งว่าจะหอมหรือเหม็นกันแน่ แนวทางมันสุดโต่งชัดเจน แต่ยุคปัจจุบันน้ำหอมเป็นสิ่งที่คนใช้กันทั่วไป จะทำกลิ่นแปลก ๆ ยาก ๆ มีสเตทเมนต์มาก ๆ บางทีก็ไม่ตอบโจทย์ตลาด แบรนด์ใหญ่ ๆ ก็ต้องทำกลิ่นที่คนส่วนใหญ่จะชอบได้ กลิ่นอ่อนหวาน กลิ่นเย้ายวน แต่ความตื่นเต้นหวือหวาน้อยกว่าสมัยก่อน ยกเว้นพวกแบรนด์ Niche ที่กลิ่นแปลกพิสดาร ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่าน้ำหอมยุคนี้ส่วนผสมน้อยลง เข้าใจง่ายมากขึ้นกว่ายุคก่อน”

จากน้ำหอมกลิ่นแรกที่ใช้คือ CHANEL Allure Homme (1999) นุชี่ขึ้นไทม์แมชชีนแห่งกลิ่น ศึกษาย้อนดมลึกขึ้นไปเรื่อย ๆ 

“Allure Homme เป็นกลิ่นแนว Oriental ของผู้ชาย โดยมากน้ำหอมผู้ชายในยุค 90 ไม่ได้มีตัวเลือกเยอะมาก เป็นกลิ่น Fougère หรือที่คนไทยเรียกว่ากลิ่นสปอร์ต กลิ่นมอส กลิ่นที่ให้ความรู้สึกสะอาด เย็น ความเป็นผู้ชาย เราไม่ชอบ อยากได้กลิ่นที่มีความหวาน กลิ่นนี้เปิดด้วยซิตรัส มีวานิลลา เป็นกลิ่นที่ซับซ้อน หวาน ๆ แรด ๆ น่ะ”

เธอเริ่มผจญภัยเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาเจอน้ำหอมวินเทจแล้วใช้มายาว ๆ นุชี่เลือกใช้น้ำหอมโดยไม่ได้สนใจว่าเป็นกลิ่นของผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ส่วนมากเลือกน้ำหอมผู้หญิงเพราะมีความลุ่มลึกซับซ้อนมากกว่า ขณะที่น้ำหอมผู้ชายจะเน้นความคลาสสิก 

หอมกลิ่นไทม์ไลน์

นุชี่หยิบน้ำหอมมาบรรจงวางเรียงทีละขวด ไล่ตามขวบปีที่พวกมันถูกรังสรรค์ขึ้นในแต่ละทศวรรษ บางกลิ่นมาจากปีนั้น ๆ และบางกลิ่นก็ซื้อในเวลาไล่เลี่ยกับปีที่ออกจำหน่ายไม่นาน ความรู้จักความรักคลั่งไคล้น้ำหอมของเธอลอยอ้อยอิ่งอยู่บนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์น้ำหอม

อย่าแปลกใจที่มีสัดส่วนแบรนด์ Guerlain อยู่ในคอลเลกชันมากเป็นพิเศษ เพราะเธอมองว่าแบรนด์นี้สร้างตำนานสุดยอดน้ำหอมในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายกลิ่น

ดึกดำบรรพ์ – 1910

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Fougère Royale by Houbigant (1882) ซึ่งนุชี่บอกว่าเป็นกลิ่นแรกของ Modern Perfume เนื่องจากใช้กลิ่นสังเคราะห์ ขวดนี้ได้จากมุมไบ ประเทศอินเดีย 

นอกจากนี้ยังมี Jicky by Aimé Guerlain (1889) ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำหอมยูนิเซ็กซ์แรกในประวัติศาสตร์ 

Idéal by Houbigant (1900), Après L’Ondée by Jacques Guerlain (1906), Pompeia by L.t. Piver (1907),

Narcisse Noir by Caron (1911), Chypre by Coty (1917) และ Émeraude by Coty (1921) 

หมวดนี้เรียกได้ว่า Ancient เพราะหลายขวดอายุนับร้อยปีแล้ว 

1920 ยุค Art Deco

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ในยุคสาว ๆ แฟลปเปอร์เฉิดฉาย ศิลปะ Art Deco รุ่งเรือง น้ำหอมแห่งยุคนี้คือ Chanel N°5 ที่ยังเป็นตำนานขายดีตลอดกาลจนถึงปัจจุบัน ชาแนลเป็นห้องเสื้อแรกที่ผลิตน้ำหอม ขวดใหญ่นุชี่ได้จากญี่ปุ่น ส่วนขวดเล็กเก่ากว่ามาก ดูได้จากฉลากและจุกฝาแก้ว ซึ่งแตกต่างจากยุคหลัง ๆ นอกจากนี้ยังมี Mitsouko by Jaques Guerlain (1919), Tabac Blond by Caron (1919), Shalimar by Jacques Guerlain (1921) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความคลั่งไคล้กลิ่นวินเทจของเธอ และ Bellodgia by Caron (1927)

1930 ยุค The Great Depression

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

น้ำหอมที่โด่งดังที่สุดคือ Joy by Jean Patou (1930) เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงนี้ ของชุบชูใจสีชมพู Shocking Pink และกลิ่นดอกไม้หรูหราเป็นสิ่งปลอบประโลมใจชั้นยอด นอกจากนี้ยังมี Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933), Fleur de Rocaille by Caron (1934) และ Shocking (1937) กับ Sleeping (1940) by Schiaparelli ที่ขวดอลังการพิสดารพันลึกตามเอกลักษณ์ของห้องเสื้อที่เปิดในยุค 30 และหายไปนานก่อนกลับมาเปิดใหม่ในปัจจุบัน

1940 ยุคสงครามโลก

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคนี้เริ่มมีนักทำน้ำหอมหญิงอย่าง Germaine Cellier รุ่นบุกเบิก ผู้ออกแบบน้ำหอมให้แบรนด์ต่าง ๆ ทั้ง Bandit by Robert Piguet (1944) และ Vent Vert by Pierre Balmain (1947) นอกจากนี้ยังมี Femme by Marcel Rochas (1948) ทรวดทรงขวดโค้งเว้า ขับเน้นความเฟมินีนตามสมัยนิยม แบบ Mae West ดาราหนังชื่อดัง และ Ma Griffe by Carven (1946)

1950 ยุคกระโปรงบาน 

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคหลังสงคราม กระโปรง New Look ฮิตไปทั่ว น้ำหอมกลับไปมีความเป็นหญิงจ๋า ๆ แต่คงคงามสง่างาม อิทธิพลของทศวรรษที่แล้วยังมีอยู่ ทั้ง Miss Dior by Christian Dior (1947) และขวดสำคัญรูปนก L’Air du Temps by Nina Ricci (1948) ที่สื่อถึงสันติภาพ

“L’Air du Temps คือกลิ่นที่แม่เราใช้ เป็นกลิ่น Floral ที่ดมแล้วนึกตอนที่แม่จะไปเมืองนอก ได้กลิ่นนี้ทีไรจะเห็นภาพแม่ใส่สูทสีน้ำตาล ผูกผ้าพันคอ เตรียมจะไปเมืองนอก จำความรู้สึกได้ว่าเราจะไม่ได้เจอแม่แล้ว ทั้งเสียใจแล้วก็กลัว”

ตัวอย่างสำคัญในยุคนี้ยังมี Youth-Dew by Estée Lauder (1953) และ Diorissimo by Christian Dior (1956) ที่ออกแบบโดย Edmond Roudnistka

1960 ยุคบุปผาชน

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

ยุคนี้แม้แฟชั่นจะเปลี่ยนไป แต่คาแรกเตอร์หญิงหวาน ๆ สง่างามยังคงมีอยู่ในน้ำหอม ทั้ง Madame Rochas by Rochas (1960), Bal à Versailles by Jean Desprez (1962), Chant d’Aromes by Jean-Paul Guerlain (1962), Chamade by Jean-Paul Guerlain (1969) 

1970 ยุคปลดแอก

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

นุชี่นิยามน้ำหอมยุคนี้ว่า “หญิงใส่สูท มั่นใจ Cold-heart Business Women” กลิ่นต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไปจากยุคหกศูนย์ จากความสง่างามไปเป็นความมั่นใจ และอิสระเสรีมากขึ้น ทั้ง Ô de Lancôme by Lancôme (1969) ที่มีความหวาน แต่ไม่ได้หวานจ๋า ไปจนถึงความก๋ากั่นแบบ Rive Gauche by Yves Saint Laurent (1969) ที่สะท้อนความเฟมินิสต์เต็มขั้น น้ำหอมผู้หญิงต่าง ๆ แสดงความมั่นใจของหญิงยุคใหม่ ทั้ง Chanel N°19 by Chanel (1970) และ Amazone by Hermès (1974)

จุดสังเกตน้ำหอมยุคเก่าคือหัวสเปรย์ ถ้าเป็นจุกสแปลชคือของเก่าแท้ และถ้าเป็นหัวสเปรย์อัดแก๊สก็เป็นของเก่าเช่นกัน เพราะใส่สาร CFC ทำลายชั้นบรรยากาศ เดี๋ยวนี้กฎหมายห้ามจึงเลิกใช้แล้ว

1980 ยุค Big Perfume

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“ยุคนี้น้ำหอม Flamboyant ใส่แล้วฟุ้งกระจายกระจุย หอมไปสามบ้านแปดบ้าน ระเบิดเถิดเทิง” 

ทศวรรษนี้นักสะสมน้ำหอมเลือกตัวหลักแห่งยุคมา 3 ตัว 

Opium by Yves Saint Laurent (1977) “เปิดมาแล้วเปรี้ยวมาก โอ๊ย เว่อร์มาก” 

Poison by Dior (1985) “กลิ่นเหมือนดอกไม้ผสมแอปเปิ้ลเน่า ๆ เหมือนขยะเปียก แต่หอมนะ” 

และ Obsession by Calvin Klein (1985) กลิ่น Amber Spicy ของผู้หญิงที่มีแท็กไลน์โด่งดังว่า Between love and madness lies Obsession

1990 ยุคสะอาดสังเคราะห์

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

แม้ Cool Water by Davidoff (1988) ผลิตก่อน แต่นุชี่มองว่านี่คือกลิ่นที่เป็นนิยามของยุค 90 เป็นกลิ่นแรก ๆ ที่เป็นกลิ่นแนว Aquatic ของน้ำหอมผู้ชาย ยุคนี้น้ำหอมผู้ชายเน้นกลิ่นเหมือนเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ ให้ความรู้สึกสะอาด 

“ภาพ Interior Design ยุคนี้คือความโมเดิร์น ขาว ๆ คลีน ๆ กริบ เอาอะไรรก ๆ ไปวางคือเสียเลย น้ำหอมยุคนี้เลยสะท้อนออกมาเช่นกัน หลายกลิ่นไม่ใส่วัตถุดิบธรรมชาติอะไรเลย เพราะธรรมชาติจะตุ ๆ หน่อย กลิ่นต่าง ๆ น่ะโคตรไม่ธรรมชาติเลยคุณ”

นุชี่ฉีดตัวอย่างให้ลองดม ทั้ง Trésor by Lancôme (1990) CK one by Calvin Klein (1994) และ Pleasures by Estée Lauder (1995) กลิ่นดอกไม้ขาวจั๊วะที่สะอาดเนี้ยบ ไม่มีกลิ่นอับ กลิ่นสาบตามธรรมชาติ ซึ่งยุคนั้นถือว่าทันสมัย 

นอกจากนี้ยังมี Angel by Mugler (1992) น้ำหอมขวดรูปดาวที่ดังถึงยุค 2000 เป็นกลิ่นที่ช็อกฮือฮาทั้งวงการ อาจหาญด้วยความหวานเหมือนขนมหวาน ซึ่งต่างจากน้ำหอมเดิม ๆ ที่ไม่มีกลิ่นแบบอาหาร ตามมาด้วยกลิ่นหวานน้ำตาลคาราเมลอีกหลายกลิ่น กลายเป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ในยุคใหม่ เมื่อย้อนกลับไปดมกลิ่นตระกูลเดียวกันอย่าง Shalimar by Jacques Guerlain (1921) จะเห็นการเดินทางของกลิ่นน้ำหอมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน 

5 กลิ่นน้ำหอมสำคัญของ อนุชา บุญยวรรธนะ

Joy by Jean Patou (1930)

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นกลิ่น Floral ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติเยอะมาก ทั้งกุหลาบ มะลิ และดอกไม้อื่น ๆ แพงมาก และเป็นกลิ่นที่ได้รับการโหวตว่าเป็นน้ำหอมแห่งศตวรรษ ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำในปี 1929 กลิ่นนี้คือกลิ่นที่ปลอบประโลมลูกค้าชนชั้นสูงที่เสียทรัพย์สินมหาศาล ดมแล้วนึกถึงยุคที่ดีงาม ร่ำรวย ทุกวันนี้การออกแบบกลิ่นปัจจุบันก็พยายามสร้างสัดส่วนให้ใกล้เคียงเดิม”

Shalimar by Jacques Guerlain (1921) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ที่หวานแบบโบราณ รุ่มรวย มีการใช้วานิลลาเยอะมาก แต่ตัดด้วยกลิ่นเครื่องหนัง”

L’heure bleue by Jacques Guerlain (1912) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“มันเป็นน้ำหอมที่สร้างก่อนช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 สภาวะตอนนั้นคนวิตกกังวล ลังเล ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต น้ำหอมนี้เลยสร้างมาเพื่อพูดถึงความรู้สึก In Between ระหว่างความรุ่งโรจน์ในอดีตและความไม่มั่นใจต่ออนาคต เป็นกลิ่นแนว Floral-Oriental มีดอกไม้ในยุคนั้นและความหวาน เป็นกลิ่นที่อาจดมแล้วเชยนะ แต่มันมีเอกลักษณ์มาก ไม่เหมือนใคร อาจจะสื่อถึงปารีสในช่วงเวลานั้น

“เราหยิบทั้งชื่อและคอนเซ็ปต์ของน้ำหอม มาเป็นแรงบันดาลใจของหนังเรื่อง อนธการ หรือ The Blue Hour (2015) ที่พูดเรื่องกึ่ง ๆ ความดีงามกับความชั่ว เรื่องของเด็กที่อยากฆ่าพ่อแม่ตัวเอง มีลักษณะกึ่งจริงกึ่งฝัน

Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

กลิ่นเขียว ๆ ชวนให้นึกถึงป่ารกชัฏ และมีความซับซ้อนในตัว ตัวขวดเป็นรูปใบพัด สื่อถึงชื่อ Vol de Nuit (Night Flight) เป็นแรงบันดาลใจให้นุชี่ทำหนังเรื่อง มะลิลา หรือ Malila: The Farewell Flower (2017) ซึ่งตัวน้ำหอมเอง ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายอีกทีหนึ่ง Jacques Guerlain อุทิศน้ำหอมกลิ่นนี้ให้หญิงที่กล้าผจญภัย อย่างนักบินหญิง Hélène Boucher ที่มีที่หยัดยืนในโลกของผู้ชาย แต่ก็ไม่เสียตัวตนความเป็นผู้หญิงไป 

“กลิ่นมันดาร์ก ๆ หน่อย ทำให้เราคิดออกว่าองค์ประกอบภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เรายังขาดอะไร ควรใส่อะไรลงไป แต่ไม่ใช่ดมแล้วออกมาเป็นหนังเลยนะคะ น้ำหอมมันเป็นนามธรรมมาก ๆ แต่บางคนเขาก็บอกว่าดูหนังเราแล้วก็รู้สึกถึงกลิ่นได้เหมือนกันนะ”

Opium by Yves Saint Laurent (1977) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

เราชอบความเว่อร์ องค์ประกอบดี เป็นกลิ่นที่ชอบมากเลยเก็บมาหลายรุ่นและหลายขนาดด้วย ขวดที่ใหญ่ที่สุดเป็นขวดสำหรับตั้งโชว์นะคะ ไม่มีน้ำหอมอยู่ในนั้น เอามาถือเป็นกระเป๋าเล่น ๆ เฉย ๆ ค่ะ” (หัวเราะ) 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load