1 มิถุนายน 2561
14 K

OCKEN : ร้านอาหารที่ไร้กรอบทางวัฒนธรรมและกรอบความคิดสร้างสรรค์OCKEN : ร้านอาหารที่ไร้กรอบทางวัฒนธรรมและกรอบความคิดสร้างสรรค์        ก่อนจะได้กินอาหารของร้าน OCKEN ขณะกินจนกินเสร็จ ผมก็ไม่สามารถบอกได้ว่าอาหารของร้านนี้จัดเป็นอาหารประเภทไหนได้

จานที่กินก่อนหน้านั้นอาจจะรู้สึกเหมือนกำลังกินอาหารสไตล์อเมริกัน ในขณะที่จานปัจจุบันกินอาหารที่ทำให้นึกถึงอาหารญี่ปุ่น และจานถัดไปก็เป็นอาหารอิตาเลียนที่มีกลิ่นอายของอาหารเอเชียผสมอยู่ เป็นอาหารต้นตำรับก็ไม่ใช่ และดูเหมือนจะไม่ใช่อาหารฟิวชันอย่างที่เข้าใจด้วย

OCKEN : ร้านอาหารที่ไร้กรอบทางวัฒนธรรมและกรอบความคิดสร้างสรรค์        เชฟจอห์นนี่-จอห์นนี่ ลูย์ (Johnny Lui) Head chef และ เต้-วรัตต์ วิจิตรวาทการ ผู้ก่อตั้ง OCKEN บอกผมว่า ที่นี่เป็นอีกโปรเจกต์ที่อยากทำอาหารที่แตกต่างจากร้านที่เคยทำมา อย่าง Roast ที่เป็นอาหารแบบคอมฟอร์ตฟู้ดที่เรียบง่าย แต่ OCKEN ไม่ได้มีการตั้งธงว่าร้านอาหารจะต้องเป็นคอมฟอร์ตฟู้ด ไฟน์ไดนิ่ง ไม่ได้เป็นอาหารแบบไหน หรือสัญชาติไหนเป็นพิเศษ แต่เป็นอาหารที่ทั้งคู่อยากกิน

OCKEN : ร้านอาหารที่ไร้กรอบทางวัฒนธรรมและกรอบความคิดสร้างสรรค์OCKEN : ร้านอาหารที่ไร้กรอบทางวัฒนธรรมและกรอบความคิดสร้างสรรค์OCKEN : ร้านอาหารที่ไร้กรอบทางวัฒนธรรมและกรอบความคิดสร้างสรรค์        เชฟจอห์นนี่เล่าว่า อาหารทุกเมนูมีที่มาจากการที่คิดกันว่า ถ้ามีอาหารในร้าน เราอยากกินอะไร การคิดเมนูจะเริ่มจากการรวบรวมประสบการณ์และความทรงจำของอาหารที่ทั้งทีมเคยได้กินมา แชร์กันว่าอาหารที่ดีในความทรงจำของทุกคนคืออะไร และอะไรคือส่วนที่แต่ละคนประทับใจในอาหารจานนั้นๆ จะเป็นอะไรก็ได้ ของกินหลังเลิกเรียน หรืออาหารชาติอื่นๆ ที่เคยเดินทางไปกินมา แล้วค่อยๆ ทดลองทำเมนูจากประสบการณ์เหล่านั้น

เชฟจอห์นนี่บอกว่า เขาให้น้ำหนักกับความรู้สึกในการทำอาหารมากกว่าหลักการ พยายามไม่ให้มีกรอบกำหนด คิดจากประสบการณ์ ใช้ความรู้สึกจินตนาการรสและหน้าตา แล้วค่อยใช้หลักการและเทคนิคในการทำอาหารให้ออกมาสมบูรณ์ ส่วนตัวผมเองเลยมองว่ากระบวนการทำอาหารของเชฟจอห์นนี่เหมือนงานศิลปะอยู่นิดๆ เหมือนกัน

OCKEN : ร้านอาหารที่ไร้กรอบทางวัฒนธรรมและกรอบความคิดสร้างสรรค์

เมนูของ OCKEN แบ่งเป็น 5 คอร์สหลัก ใช้วิธีแบ่งเป็น 1 – 5 ไม่ได้แยกเป็นชื่อชัดเจนว่าคอร์สไหนคืออาหารเรียกน้ำย่อย จานหลัก หรือขนมหวาน ในแต่ละคอร์สจะมีเมนูแยกย่อยให้เลือกอีก สิ่งที่เชฟแทรกไว้ในแต่ละคอร์สคืออาหารที่แปลงมาจากความทรงจำ ประสบการณ์การกินอาหารของเชฟและทีม ดังนั้นการเลือกอาหารในแต่ละเมนูในทุกๆ คอร์สจะเหมือนเลือกเส้นทางการเดินทางไปเจอประสบการณ์ที่เชฟสร้างขึ้นไว้

อาหารของ OCKEN มีความซับซ้อน แต่สนุก ในขณะที่กำลังกินจะรู้สึกว่าอาหารที่กินอยู่มีความคุ้นเคยกันดี แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเคยเจอกันที่ไหน เป็นการผสมผสานกันของอาหารหลายวัฒนธรรมด้วยความตั้งใจ

ผมอยากลองแนะนำให้เห็นภาพอาหารบางเมนูในแต่ละคอร์ส แต่แนะนำว่าถ้าได้ลองเลือกตามเซนส์ของตัวเอง

เพราะเมื่อจบมื้อทุกคนน่าจะได้ประสบการณ์ที่แตกต่างกันออกไป

 

-1-

Salmon Belly Hand Roll

OCKEN : ร้านอาหารที่ไร้กรอบทางวัฒนธรรมและกรอบความคิดสร้างสรรค์

โรลแซลมอนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอาหารญี่ปุ่น แต่มีความซับซ้อนจากการใช้เก็นมัยมาทำเป็นมายองเนส ใช้เนื้อส่วนท้องของแซลมอนรสเข้มข้นกว่าปกติ มีกลิ่นควันจากการรมควัน ด้านนอกเป็นมันฝรั่งสไลซ์บางเฉียบห่อเป็นโคนแล้วนำไปทอดอีกครั้ง ซึ่งถ้าจะบอกว่าเป็นอาหารญี่ปุ่นก็คงบอกได้ไม่เต็มปาก เพราะแค่ยืมรูปแบบมาใช้เท่านั้น ผมชอบความซับซ้อนที่ตั้งใจให้เกิดความสนุกเหล่านี้ของเชฟ ที่ทำให้ของทานเล่นที่เริ่มต้นมีเทกซ์เจอร์ที่แตกต่าง และเล่นกับความทรงจำเดิมที่เราจำว่าแซลมอนโรลจะต้องเป็นอย่างไร เปลี่ยนไปหมดเลย

 

-2-

OCKEN SALAD

OCKEN : ร้านอาหารที่ไร้กรอบทางวัฒนธรรมและกรอบความคิดสร้างสรรค์

จานนี้เป็นจานโปรดของผมในมื้อนี้ทั้งหมด เช่นเดียวกันกับแซลมอน เมื่อสั่งสลัด ภาพของสลัดคลาสสิกที่มีผักสดและเดรสซิ่งมักจะผุดขึ้นมาในหัว ซึ่งรูปแบบและหน้าตาของ OCKEN SALAD ก็ไม่แตกต่างมาก แต่เมื่อทานเข้าไป กลับไม่รู้สึกว่ากำลังกินสลัดเหมือนที่อื่นๆ มีความครีมของ Burrata Cheese และผักสามอย่างที่ให้เทกซ์เจอร์ต่างกัน เป็นสัมผัสหลักของจานนี้ เพิ่มความฉ่ำด้วยสาลี่จีน และกีวีที่นำไปทำเป็นเดรสซิ่ง เป็นสลัดที่มีรสกลมกล่อม มีความเบา และสดชื่น

 

-3-

COLD CAPELLINI

OCKEN : ร้านอาหารที่ไร้กรอบทางวัฒนธรรมและกรอบความคิดสร้างสรรค์

การจับอาหารข้ามวัฒนธรรมจากประสบการณ์ของเชฟยังคงสนุก โดยเฉพาะในเมนู Cold Capellini ที่จับระหว่างบะหมี่เย็นแบบเอเชียและพาสต้าแบบอิตาเลียน ความอร่อยอยู่ที่น้ำซุปที่ทำจากมะเขือเทศสดคั้น และกรองจนได้น้ำซุปใสรสมะเขือเทศเข้มๆ ใส่ซอสซูกินี และ Burrata Cheese และท็อปด้วยแฮม prosciutto กรอบ เป็นเมนูที่ดูน่าสนุกในกระบวนการคิด ที่บะหมี่เย็นหน้าตาคล้าย Naengmyeon ของเกาหลี หรือการกินโซบะเย็นของญี่ปุ่น แต่เปลี่ยนจากเส้นบะหมี่เป็นเส้น Capellini ที่ไซส์ใกล้เคียงกัน เปลี่ยนจากน้ำซุปใสแบบปกติ ให้เป็นซุปใสจากมะเขือเทศ ให้เข้ากันกับตัวเส้นที่เป็นอิตาเลียน แถมใส่ทั้งชีสทั้งแฮมที่อิตาเลียนจ๋ามาก แต่หน้าตากลับเป็นเอเชียนเสียมากกว่า

 

-4-

PIRI PIRI CHICKEN

OCKEN : ร้านอาหารที่ไร้กรอบทางวัฒนธรรมและกรอบความคิดสร้างสรรค์

ไก่ย่างที่รสเผ็ดร้อนจากซอส piri piri ทานกับซอสสองแบบจากมะเขือเทศ กับซอสซัลซาจากพริก jalapeño ทานแค่ไก่เปล่าๆ ก็ได้รสของความเผ็ดจากเครื่องเทศแล้ว เชฟเล่าว่าเมนูไก่ย่างที่ใช้เวลาเตรียมไก่ถึง 3 วันในการนำไก่ไปแช่ในน้ำเกลือและเครื่องเทศ นำมาหมักกับซอส piri piri แล้วผึ่งในห้องเย็นให้เครื่องหมักมันเข้าในเนื้อไก่ เชฟนำไก่มาจี่บนกระทะก่อนที่จะนำไปย่าง แต่ถ้าหากกินกับซอสจะได้ความเผ็ดมากขึ้น

 

-5-

SATHON MESS

OCKEN : ร้านอาหารที่ไร้กรอบทางวัฒนธรรมและกรอบความคิดสร้างสรรค์

ขนมหวานที่ไอเดียเริ่มจากเชฟจอห์นนี่อยากจับคู่ชาเขียวกับสตรอว์เบอร์รี่ที่ดูจะไม่เข้ากัน ให้มารวมกันอยู่ในเมนูเดียว มีเทกซ์เจอหลายๆ แบบอยู่ในจานเดียว ความนุ่มนวล ความกรุบกรอบ ความอุ่น ความเย็นที่ไม่เหมือนกันจะเจอทุกๆ การตักเข้าปาก การโรยหน้าด้วย sorrel ผักรสเปรี้ยวซอยโรยหน้า ทำให้รสไม่เลี่ยนจนเกินไป เมนูขนมหวานที่ดูเหมือนเป็นความยุ่งเหยิงที่อยู่ในจาน แต่ทั้งหมดผ่านความตั้งใจที่จะปรับให้รสทุกอย่างกลมกลืนกันมาแล้วน่าจะบอกความเป็น OCKEN ได้ดีที่สุดอีกเมนูหนึ่ง

 

ภาพจาก  Methasit Kittikullayoot
OCKEN
เปิด-ปิด  : 18.00 – 24.00 น. (ปิดวันจันทร์)
ชั้น 1 อาคาร Bhiraj Tower at Sathon ตึก A
โทร.    082-091-6174
FACEBOOK : OCKENBKK 

 

Writer & Photographer

Avatar

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Full Course

เปิดสูตรลัดเรื่องรสชาติและความสัมพันธ์ของมนุษย์กับอาหาร ผ่านการนั่งกินอาหารกับเชฟ

‘Rasik Local Kitchen’ คือร้านอาหารที่มีครัวเป็นศูนย์กลาง

ก็แน่ล่ะ ร้านอาหารไหนย่อมมีพื้นที่ปรุงอาหารอย่างครัวเป็นศูนย์กลางทั้งนั้น แต่เดี๋ยวก่อน คำว่าศูนย์กลางในที่นี้ยังหมายรวมถึงกายภาพของร้าน ตรงตามตัวอักษรไม่ผิดเพี้ยน

จากคูเมืองเชียงใหม่ เลี้ยวซ้ายตรงแจ่งก๊ะต๊ำ ถนนศรีดอนไชย ก่อนถึงสุริวงศ์บุ๊คเซนเตอร์ ‘รสิก’ ตั้งอยู่ท่ามกลางทิวตึกแถวสองชั้นที่เรียงต่อกันทางขวา ตัวหนังสือแบบปากกาหัวตัดสีเหลืองโดดเด่นอยู่บนแผ่นไม้เหนือประตู เมื่อเข้าไปพบโต๊ะอาหารแค่ 4 ตัว เบื้องหน้าเคาน์เตอร์ครัวเปิดโล่งที่ตั้งอยู่ ณ ศูนย์กลาง

รสิก ร้านเล็กมาแรงที่เชียงใหม่ จับของดีทั่วทิศมาทำอาหารอร่อยแบบไทย ๆ แต่ไม่ต้องแท้

หวาย-สาละ ศักดาเดช เจ้าของร้าน และชายหนุ่มที่คุณจะพบทุกครั้งหลังเคาน์เตอร์ครัวดังกล่าว บอกว่าใจจริงเขาอยากให้มีโต๊ะรับลูกค้ามากกว่านี้อีกหน่อย แต่ด้วยคอนเซปต์ของร้านที่เจ้าตัวอยากทำห้องครัวเปิดให้ลูกค้าทุกคนได้เห็น และข้อจำกัดด้านเลย์เอาต์ของอาคาร รูปการณ์จึงออกมาเป็นแบบนี้

“เหมือนนั่งกินข้าวในครัวที่บ้านเพื่อน และมีเพื่อนบ้านแปลกหน้าอีก 3 โต๊ะกินด้วยกันอยู่ใกล้ ๆ” ผมตั้งข้อสังเกต

“แต่พอมันเล็ก ๆ แบบนี้ก็ดีไปอย่างนะครับ พื้นที่จึงไม่ได้มีฟังก์ชันแค่นั่งกินอาหาร” หวายกล่าว

‘รสิก’ เป็นคำนาม พจนานุกรมอาจารย์เปลื้อง ณ นคร ให้ความหมายว่า มีรส อร่อย หรือผู้รู้จักรสเช่นรสของกวีนิพนธ์และดนตรี ผมไม่ได้ถามว่าหวายตั้งใจสื่อความหมายอย่างไรกับชื่อนี้ แต่ว่าไปชื่อก็ครอบคลุมทั้งอาหารที่เสิร์ฟและลูกค้า  

หวายบอกว่าร้านเขาทำอาหารแนวไทยทวิสต์ ซึ่งพอดีกับที่ใครสักคนเปิดประตูเข้ามาพร้อมเสียงแทรกจากรถราบนถนน หูผมจึงไพล่ไปได้ยินเป็นอีกอย่าง สวิต… แบบสวิตเซอร์แลนด์อะนะ ดีที่ยังไม่ได้เอ่ยออกไป หวายก็ขยายความว่า มันคือ Twist ที่แปลว่าการบิดหรือหักมุมต่างหาก 

รสิก ร้านเล็กมาแรงที่เชียงใหม่ จับของดีทั่วทิศมาทำอาหารอร่อยแบบไทย ๆ แต่ไม่ต้องแท้
รสิก ร้านเล็กมาแรงที่เชียงใหม่ จับของดีทั่วทิศมาทำอาหารอร่อยแบบไทย ๆ แต่ไม่ต้องแท้

“เมนูของร้านทั้งหมดเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ส่วนตัว จึงไม่ใช่อาหารไทยตามตำราเสียทีเดียว หลายเมนูจึงมีความ Twist หรือมีวัตถุดิบที่อาจดูงง ๆ เช่น การนำพริกลาบของภาคเหนือมาผสมกับข้าวคั่วที่อยู่ในลาบอีสาน หรือเอากรือโป๊ะของภาคใต้มาเสิร์ฟคู่กับตำมะเขือของภาคเหนือ แต่ทั้งหมดทั้งมวล คือการเลือกวัตถุดิบที่ผมมองว่าดีที่สุด นำมาหาสมดุลรสชาติที่ดีที่สุดจนเป็นเมนูอย่างที่เห็น” หวายเล่า

เขาเกิดที่เชียงใหม่ และมีพื้นเพทางวัฒนธรรมอาหารแบบคนเชียงใหม่แต้ ๆ หวายเคยทำงานในครัวอาหารอิตาเลียนของโรงแรมเชนนานาชาติระดับ 5 ดาว เคยเป็นผู้จัดการร้านคราฟต์เบียร์เจ้าดังอย่าง ‘น้ำต้นเฮาส์บาร์’ ก่อนเคยร่วมเซตอัปธุรกิจ Catering กับครอบครัว เคยทำงานกับเครือข่ายเกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ และกลุ่ม Slow Food ของ พี่เยา-เยาวดี ชูคง ก่อนตัดสินใจเปิดร้านของตัวเอง หวายเคยทำโปรเจกต์ Moving Kitchen ร่วมแพริ่ง (Paring) เมนูอาหารกับร้านเบียร์และไวน์บาร์หลายแห่งในเชียงใหม่ รวมถึงการยกครัวไปทำอาหารส่วนตัวให้กับลูกค้ากินที่บ้าน

ซึ่งเป็นดังที่หวายบอก เมื่อเขาตัดสินใจหยุดงานที่ทำมาเปิดรสิก ร่วมกับหุ้นส่วน (ฝ้าย-ชนิดา รัตนมโนไพบูลย์) เมนูที่ร้านจึงมาจากประสบการณ์ล้วน ๆ ทั้งทักษะในการปรุงจากห้องครัวทั้งไซซ์เล็กและใหญ่ การแพริ่งอาหาร การสร้างบรรยากาศของร้านให้อบอุ่นและกันเอง ไปจนถึงความเข้าใจในวัตถุดิบเชิงลึกในแบบที่ถ้าลูกค้าพร้อมฟัง เขาก็พร้อมเล่าได้ยาว ๆ

รสิก ร้านเล็กมาแรงที่เชียงใหม่ จับของดีทั่วทิศมาทำอาหารอร่อยแบบไทย ๆ แต่ไม่ต้องแท้
รสิก ร้านเล็กมาแรงที่เชียงใหม่ จับของดีทั่วทิศมาทำอาหารอร่อยแบบไทย ๆ แต่ไม่ต้องแท้

“จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากที่ผมเคยไปช่วยพี่เยาทำ Slow Food และได้รู้จักเครือข่ายเกษตรกรและผู้ผลิตวัตถุดิบท้องถิ่นหลายแห่งทั่วประเทศ ผู้ประกอบการหลายรายเขาทำผลิตภัณฑ์ออกมาดีมาก ๆ แต่กลับไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ไอเดียในการทำร้านให้เป็นครัวเปิดส่วนหนึ่งมาจากผมอยากเป็นตัวกลางให้คนทั่วไปได้รู้จักผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบ หรือเครื่องปรุงของพวกเขาเหล่านี้ให้มากขึ้น ลูกค้าอยากรู้อะไรเกี่ยวกับวัตถุดิบที่กิน ผมก็ยินดีบอกเล่าพร้อมให้คอนแทกต์ไปถึงผู้ผลิตโดยตรงเลย” หวายบอก  

เมื่อเล่าจบ หวายกลับไปประจำการหลังเคาน์เตอร์ครัว ซึ่งมีแม่ของหวายมาช่วยด้วยอีกมือ เขาจุดเตา หั่นเนื้อสัตว์ และบอกให้ผู้ช่วยเขาอีกคนเตรียมจานใส่อาหาร ก่อนพิถีพิถันประกอบอาหารทีละจาน ทุกเมนูปลอดผงชูรส ปรุงด้วยเครื่องปรุงที่เขาสรรหามาจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทั้งน้ำปลาเด็ดดวงจากสุโขทัย เกลือหวานและเกลือสะตุจากปัตตานี ดอกเกลือจากแม่กลอง น้ำตาลมะพร้าวจากชุมพร ผักสวนครัวที่หาได้ตามริมรั้ว และผักสดจากฟาร์มเกษตรอินทรีย์ในเชียงใหม่ ระหว่างนั้นฝ้ายก็กำลังจัดเตรียมเครื่องดื่มอยู่ในบาร์ด้านหลังร้านมาเสิร์ฟดับกระหายให้เราก่อน

พอพื้นที่ร้านเล็กและเป็นครัวเปิดแบบนี้ ว่าไปก็เหมือนกำลังนั่งอยู่ในบาร์ที่มีเวทีดนตรีสดใกล้ชิดกับผู้ชม หากเปลี่ยนจากบรรเลงดนตรี เป็นการปรุงและเตรียมอาหาร เอนเตอร์เทนไปอีกแบบ

รสิก ร้านเล็กมาแรงที่เชียงใหม่ จับของดีทั่วทิศมาทำอาหารอร่อยแบบไทย ๆ แต่ไม่ต้องแท้
รสิก ร้านเล็กมาแรงที่เชียงใหม่ จับของดีทั่วทิศมาทำอาหารอร่อยแบบไทย ๆ แต่ไม่ต้องแท้

เมนูอาหารของรสิกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ Special Menu เป็นเมนูที่เปลี่ยนไปตามวัตถุดิบที่หวายหาได้ในช่วงนั้น ๆ เช่นวันที่เราไปมี ปลาอินทรีทอดราดอาจาดสับปะรด กรือโป๊ะกรอบน้ำพริกมะเขือยาวย่าง รวมถึงหมึกกระดองย่าง ส่งตรงมาจากกลุ่มประมงพื้นบ้านในอำเภอตะกั่วป่า 

Seasonal Menu เป็นเมนูที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล อาทิ เนื้อไทยแดดเดียวเสิร์ฟกับน้ำจิ้มสิหมะ แกงคั่วหมูย่างกุหลาบมอญ เนื้อปลาดุกย่างเสิร์ฟกับสะเดาน้ำปลาหวาน รวมถึงผัดผักตามฤดูกาล

และ Classic Rasik Menu ซึ่งเป็นเมนูยืนพื้น ไม่ว่าไปฤดูกาลไหนก็เจอ เช่น ยำไก่บ้านใส่ผักไผ่ ข้าวแรมฟืนทอดจิ้มซอสมะเขือเทศย่างถ่าน คั่วอ่อมเนื้อซี่โครงใบยี่หร่า แกงฮังเลเนื้อคู่กับซอสสะระแหน่ เป็นอาทิ 

รสิก ร้านเล็กมาแรงที่เชียงใหม่ จับของดีทั่วทิศมาทำอาหารอร่อยแบบไทย ๆ แต่ไม่ต้องแท้

จานแรกที่ได้ชิมคือ ‘กรือโป๊ะกรอบน้ำพริกมะเขือยาวย่าง’ ซึ่งเป็น Combination ที่ผมไม่เคยลองมาก่อน กรือโป๊ะหรือข้าวเกรียบปลาทอด เป็นสแน็กยอดนิยมในแถบภาคใต้ตอนล่าง หวายเสิร์ฟกรือโป๊ะแบบข้าวเกรียบแผ่นบาง หากก็เข้ากันได้ดีกับน้ำพริกมะเขือยาวย่าง ซึ่งมีหน้าตาคล้ายตำมะเขือของคนเมือง (เหนือ) เพียงแต่หวายถอดปลาร้าและกะปิออก เพื่อทำให้น้ำพริกมีรสที่ไม่เข้มข้นเกินไป เปิดให้รสของปลาในข้าวเกรียบได้ทำหน้าที่ของมัน เป็นเมนูเริ่มต้นเบา ๆ เรียกน้ำย่อยเราได้ดี 

จากรสชาติไลต์ ๆ หวายเสริฟ์เมนูจานที่ 2 ซึ่งก้ำกึ่งระหว่างความเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยกับเมนูจานหลัก นั่นคือ ‘ไขกระดูกวัวเผาและน้ำพริกข่า’ เมนูนี้หวาย Twist อาหารแกล้มเครื่องดื่มที่คนเมืองคุ้นชินอย่างจิ้นนึ่งน้ำพริกข่า ซึ่งตามตำรับจะใช้เนื้อควายหรือวัวนึ่งกินกับน้ำพริกข่ารสเผ็ดร้อน โดยเปลี่ยนเนื้อควายมาเป็นไขกระดูกวัว ย่างทั้งชิ้นและโรยด้วยน้ำพริกข่า ให้เราค่อย ๆ ใช้ช้อนเลาะไขที่ติดอยู่ที่กระดูกเคล้ากับพริกแห้งที่โรยหน้า ไขวัวมีรสสัมผัสนุ่มและมัน ตัดกับความแห้งและเผ็ดร้อนของพริก เข้ากันอย่างน่าประหลาด

รสิก ร้านเล็กมาแรงที่เชียงใหม่ จับของดีทั่วทิศมาทำอาหารอร่อยแบบไทย ๆ แต่ไม่ต้องแท้
รสิก ร้านอาหารไทยไซซ์กะทัดรัดที่เชียงใหม่ กับวัตถุดิบบ้าน ๆ ทั่วไทยที่รสมือไม่ธรรมดา

‘เนื้อน่องลายตุ๋นย่างพริกลาบข้าวคั่ว’ เป็นอีกคอมบิเนชันที่น่าสนใจ หวายตุ๋นเนื้อจนนุ่มและนำมาย่าง ก่อนนำไปคลุกกับพริกลาบแบบคนเมืองและข้าวคั่วที่เป็นชูโรงของลาบอีสาน เสิร์ฟกับน้ำจิ้มแจ่วปลาร้าจากนครพนม ทั้งเผ็ดและหอมเครื่องเทศ กินคู่กับผักที่คนเมืองนิยมนำมาแกล้มลาบอย่างผักไผ่ (ผักแพว) เกี๋ยงพาไย (สันพร้าหอม) ดีปลากั้ง หรืออะไรก็ตามที่พ่อครัวจะหาได้ในวันนั้น ก่อนตบด้วยข้าวสวยร้อน ๆ จากกลุ่มเกษตรอินทรีย์เมืองพร้าว ซึ่งให้สัมผัสนุ่ม หอม และมัน

รสิก ร้านอาหารไทยไซซ์กะทัดรัดที่เชียงใหม่ กับวัตถุดิบบ้าน ๆ ทั่วไทยที่รสมือไม่ธรรมดา

ปิดด้วย ‘แกงคั่วหมูย่างกุหลาบมอญ’ แกงกะทิที่เผ็ด มัน และเค็มนิด ๆ โรยหน้าด้วยกลีบดอกกุหลาบมอญ จานนี้แนะนำให้สั่งคู่กับ ‘ไข่เจียวสิบนาที’ ไข่เจียวที่ผ่านกรรมวิธีการเตรียมและทอดร่วม 10 นาที ซึ่งทำให้ไข่กรอบ และเปิดให้น้ำแกงแทรกซึมเข้าไปในพื้นผิว บรรเทาความจัดจ้านได้อย่างกลมกล่อม

รสิก ร้านอาหารไทยไซซ์กะทัดรัดที่เชียงใหม่ กับวัตถุดิบบ้าน ๆ ทั่วไทยที่รสมือไม่ธรรมดา
รสิก ร้านอาหารไทยไซซ์กะทัดรัดที่เชียงใหม่ กับวัตถุดิบบ้าน ๆ ทั่วไทยที่รสมือไม่ธรรมดา

อีกสิ่งที่ไม่พูดไม่ได้คือเครื่องดื่ม อย่างที่บอก พ่อครัวร้านนี้แม่นเรื่องแพริ่ง ซึ่งไม่เพียงการแพริ่งวัตถุดิบกันเองในจานอาหาร เขายังถนัดกับการแพริ่งเครื่องดื่ม ในลิสต์เครื่องดื่มของร้านมีตั้งแต่ไวน์แดงและขาวจากฟาร์มออร์แกนิกในออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และสเปน รวมทั้งไวน์ที่ปลูกด้วยกรรมวิธีแบบ Sustainable จากเยอรมนี เหล้าไทย ๆ อย่าง ‘ขาล’ เหล้าสะเอียบจากเมืองแพร่ ‘ลานนา’ เหล้าข้าวเหนียวจากเชียงใหม่ หรือ ‘ฉลองเบย์’ เหล้ารัมที่หลายคนรู้จักกันดีจากภูเก็ต ทั้งหมดเสิร์ฟแบบออนเดอะร็อก หรือจะคราฟต์เบียร์ ก็มีให้เลือกระหว่าง ‘วาฬ’ ที่เป็นเพลเอลจากกรุงเทพฯ และ ‘ทองประดิษฐ์บรูวอิ้ง’ หนึ่งในเบียร์ซิกเนเจอร์ของน้ำต้นเฮาส์บาร์จากเชียงใหม่ โดยลิสต์ทั้งหมดนี้ที่ร้านตั้งใจให้มีการหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ 

ส่วนนักชิมผู้ไม่พิศสมัยแอลกอฮอล์ ฝ้ายซึ่งประจำการอยู่ที่บาร์ก็มีเครื่องดื่มโฮมเมดรสรื่นให้เลือก อาทิ ‘รสิกโคล่า’ เป็นคราฟต์โคล่าที่หวานซ่าหอมกลิ่นเครื่องเทศกำลังดี ‘อ้อยอิงสะระแหน่’ ซึ่งมีรสหวานหอมจากน้ำอ้อยและความฝาดที่มาพร้อมความหอมจากสะระแหน่ และ ‘มะกรูดนาวโซดา’ เครื่องดื่มมะนาวโซดาและมะกรูดที่มีรสเปรี้ยวสดชื่น เป็นต้น

แน่นอน ด้วยจำนวนโต๊ะที่จำกัด สำหรับคนที่มากินข้าวตั้งแต่หัวค่ำ หากติดลมอยากนั่งดื่มและสนทนากับเพื่อนต่อ ที่ร้านก็มีบาร์เครื่องดื่มด้านหลังให้ชิล อย่างไรก็ดีแนะนำว่าให้จองโต๊ะมาค่ำกว่านี้ เมกชัวร์กับที่ร้านว่าไม่มีลูกค้าจองโต๊ะต่อ แค่นี้คุณก็ได้เอ้อระเหยต่อได้พักใหญ่

รสิก ร้านอาหารไทยไซซ์กะทัดรัดที่เชียงใหม่ กับวัตถุดิบบ้าน ๆ ทั่วไทยที่รสมือไม่ธรรมดา

รสิก เป็นร้านอาหารไซซ์กะทัดรัดที่คับคั่งด้วยรสชาติและสุนทรียะ อย่างที่กล่าวไปว่าเหมือนมานั่งกินข้าวบ้านเพื่อน – เพื่อนที่เป็นพ่อครัวผู้รู้ลึก อัธยาศัยดี สนุก และเป็นการดินเนอร์ที่เหมือนได้ท่องไปในโลกของวัตถุดิบท้องถิ่น ดื่มด่ำบรรยากาศ รื่นรมย์ในรส และผ่อนคลายกับเครื่องดื่ม

ซึ่งใช่, ทั้งหมดเข้ากันดีกับชื่อร้านของหวายและฝ้าย – รสิก

Rasik Local Kitchen

หมายเหตุ ความที่โต๊ะมีจำกัด ทางร้านจึงขอให้โทรจองช่วงเวลาล่วงหน้าที่เบอร์ 08 3269 6632 แต่ถ้าลูกค้ามาเป็นกลุ่มใหญ่ตั้งแต่ 6 คนขึ้นไป สามารถนัดหมายให้ทางร้านเปิดรอบพิเศษช่วงกลางวัน (12.00 – 14.00 น.) โดยโทรแจ้งล่วงหน้าก่อน 1 วันที่เบอร์เดียวกัน

Writer

Avatar

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Photographer

Avatar

ภูพิงค์ ตันเกษม

ชีวิตผม ชอบการเดินทาง ชอบทำอาหาร และรักการบันทึกความทรงจำด้วยภาพถ่าย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load