นอกจากยุค New Normal ทำเอาเทรนด์เรื่องบ้านและที่อยู่อาศัยพลิกผัน เพราะคนหันออกนอกเมืองใหญ่เพื่อลดความแออัด แล้วก็ต้องสร้างให้ยืดหยุ่นทั้งที่อยู่และที่ทำงานได้ครบทุกฟังก์ชัน 

อีกหนึ่งเมกะเทรนด์ที่กำลังเข้ามาพลิกการพัฒนาวงการอสังหาฯ ซึ่งมองข้ามไปไม่ได้เลย ก็คือการปรับตัวเพื่อรับกับ Climate Change 

ความน่าพรั่นพรึงนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด ขนาดในรายงานของ United Nations ยังกล่าวเอาไว้ว่า พื้นที่บางส่วนของกรุงเทพฯ จมลงประมาณ 2 เซนติเมตรทุกปี ในขณะที่ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยเพิ่มสูงขึ้น มหาสมุทรก็กำลังถูกคุกคามจากการรุกล้ำถมที่ดิน แถมการเพิ่มขึ้นของประชากร การเติบโตของระบบอุตสาหกรรม และหลายกิจกรรมของมนุษย์ ก็เป็นตัวเร่งชั้นเยี่ยมที่ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย หรือเกิดมหันตภัยน้ำท่วมใหญ่ 

ไม่อยากคิดภาพ ถ้าสักวันโลกเราจะเต็มไปด้วยน้ำ เหมือนหนังเรื่อง Waterworld หรือ The Day After Tomorrow 

แต่อย่าเพิ่งวิตกกันเกิดเหตุ ถ้าเราต้องรับมือกับหายนะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจริง ๆ ก็มีแผนสำรองเอาไว้รองรับเพื่ออยู่กับภัยพิบัติ และนี่คือที่มาของ ‘Oceanix City’ ไอเดียเมืองลอยน้ำสุดเจ๋งในประเทศเกาหลีใต้

ย้อนกลับไปสักนิด ถามว่ามีคนเคยคิดอยากทำเมืองลอยน้ำมาก่อนไหม คำตอบคือมี! 

Oceanix City ที่ปูซาน เกาหลีใต้ เมืองลอยน้ำกู้วิกฤตโลกร้อนที่พึ่งพาตัวเองได้แห่งแรกของโลก

เมืองลอยน้ำเป็นหนึ่งในความใฝ่ฝันของยูโทเปียมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษ 1960 เมื่อสถาปนิกนาม Buckminster Fuller ออกแบบแผนการสร้างเมืองที่มีอพาร์ตเมนต์แสนยูนิตลอยน้ำได้ในอ่าวโตเกียวเพื่อรับมือภัยพิบัติ แต่กลับไม่เคยได้สร้างจริง หรือในปี 1999 นักธุรกิจหนุ่ม Howard Turney ถึงขั้นออกค้นหาประเทศเกาะใหม่ชายฝั่งทะเลแคริบเบียน คิดโปรเจกต์สร้างประเทศจำลองลอยทะเลในนาม New Utopia เพื่อการณ์นี้ แต่ยังไม่ผลว่าแล้วเสร็จจะหน้าตาจะออกมาเป็นอย่างไร

Oceanix City ที่ปูซาน เกาหลีใต้ เมืองลอยน้ำกู้วิกฤตโลกร้อนที่พึ่งพาตัวเองได้แห่งแรกของโลก

นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากในยุคนี้จะมีเกาะหกเหลี่ยมรูปทรงเหมือนดอกไม้กลางน้ำเกิดขึ้นเพื่อกู้วิกฤตสิ่งแวดล้อม โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือของ Oceanix, สถาบัน MIT, Explorers Club และได้รับการสนับสนุนจาก UN-Habitat ตั้งแต่ปี 2019 สำหรับสร้างพื้นที่ขนาดเกือบ 500 ไร่บนผิวน้ำ ให้รองรับลูกบ้านนับหมื่นคนหรือราว 300 ครัวเรือน และมีทุกสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเตรียมการไว้

Oceanix City ที่ปูซาน เกาหลีใต้ เมืองลอยน้ำกู้วิกฤตโลกร้อนที่พึ่งพาตัวเองได้แห่งแรกของโลก

โดยเมืองลอยน้ำต้นแบบแห่งแรกในโลกนี้จะสร้างขึ้นที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ด้วยความเป็นท่าเรือที่ 5 ของโลก เมืองท่าสำคัญที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และยังเป็นศูนย์กลางการเดินเรือที่สำคัญแห่งหนึ่งของศตวรรษที่ 21 แถมในอีกแง่หนึ่ง ชายฝั่งบริเวณนี้ก็มีความเสี่ยงต่อผลกระทบของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และได้รับความเสียหายจากอุทกภัยมากกว่าที่อื่นในเกาหลีใต้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดวิสัยทัศน์ของเมืองที่อยากสร้างถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ด้วยความเป็นไปได้ใหม่ ๆ Floating City จึงเกิดขึ้น

แน่นอนว่ามีคำถามมากมายเกิดขึ้น อย่างข้อแรก ทำเมืองลอยได้ แบบนี้น้ำไม่พัดลอยไปเรื่อยเลยหรือยังไง

Oceanix City ที่ปูซาน เกาหลีใต้ เมืองลอยน้ำกู้วิกฤตโลกร้อนที่พึ่งพาตัวเองได้แห่งแรกของโลก

นักออกแบบของบริษัท BIG ที่ร่วมในโครงการนี้อธิบายเอาไว้ว่า เมืองนี้จะไม่ลอยไปไหน เพราะยึดเกาะกับพื้นทะเลด้วย Biorock (ไบโอร็อก) ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้สร้างแนวปะการังเทียมอยู่แล้ว และไม่สร้างผลกระทบกับเจ้าสัตว์ทะเลใต้น้ำด้วยนะ

แล้วเราจะกินอยู่กันยังไงถ้าตัดขาดกับพื้นดิน 

Oceanix City ที่ปูซาน เกาหลีใต้ เมืองลอยน้ำกู้วิกฤตโลกร้อนที่พึ่งพาตัวเองได้แห่งแรกของโลก
ส่อง Oceanix City ต้นแบบเมืองลอยน้ำที่ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ด้วยการทำให้อยู่ได้ พึ่งตัวเองได้ และทำให้ขยะเป็นศูนย์

เมืองนี้จะพึ่งตัวเองได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ เรื่องน้ำดื่มก็ไม่ต้องห่วง เพราะจะผ่านกระบวนการดึงความชื้นจากอากาศ แยกเกลือออกจากน้ำทะเล จนถึงเก็บน้ำฝนเอาไว้ ซึ่งเท่านี้ก็เพียงพอให้ดื่มได้ ส่วนอาหาร ก็เก็บเกี่ยวจากพืชไร้ดินในฟาร์มไฮโดรโปนิกส์ลอยน้ำที่สร้างไว้ รวมถึงเพาะเลี้ยงสัตว์อย่าง กุ้ง หอย ปู ปลาจากใต้น้ำ โดยไม่รบกวนระบบนิเวศทางทะเล แล้วก็ยังมีแผงโซลาร์เซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้าเอาไว้ใช้งาน 

ที่สำคัญ โครงการนี้ออกแบบมาให้ทนทานต่อระดับน้ำทะเลขึ้นสูง พายุเฮอริเคน และภัยธรรมชาติด้วย โดยใช้วัสดุจากท้องถิ่นสำหรับการก่อสร้างอาคาร รวมถึงไม้ไผ่ที่ต้านทานแรงดึงมากกว่าเหล็กถึง 6 เท่า ซึ่งช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์และลดต้นทุนไปได้มาก

ส่อง Oceanix City ต้นแบบเมืองลอยน้ำที่ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ด้วยการทำให้อยู่ได้ พึ่งตัวเองได้ และทำให้ขยะเป็นศูนย์

นอกจากอยู่ได้ ที่นี่ยังออกแบบให้มีความยั่งยืนด้วย Zero Waste เช่น เศษอาหารจะถูกแปลงเป็นพลังงานและปุ๋ยหมักในสวนชุมชน ไม่มีการใช้บรรจุภัณฑ์แบบครั้งเดียวทิ้ง และสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ จะได้รับการบำบัดในบ่อสาหร่าย

ส่อง Oceanix City ต้นแบบเมืองลอยน้ำที่ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ด้วยการทำให้อยู่ได้ พึ่งตัวเองได้ และทำให้ขยะเป็นศูนย์

คาดว่าเมืองนี้จะถูกเริ่มสร้างในปี 2025 และแน่นอนว่าแค่เมืองลอยน้ำอย่างเดียว คงเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ 

ส่อง Oceanix City ต้นแบบเมืองลอยน้ำที่ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ด้วยการทำให้อยู่ได้ พึ่งตัวเองได้ และทำให้ขยะเป็นศูนย์

ระหว่างที่รอ อาจถึงเวลาของพวกเราที่จะลงมือทำอะไรสักอย่าง เพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมก็ได้นะ

ขอบคุณภาพและข้อมูลอ้างอิง

oceanixcity.com 

www.archdaily.com

www.un.org

globetrender.com

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

คอลัมน์หมู่บ้านหลาย ๆ ตอนที่ผ่านมา เราเล่าถึงชุมชนและโครงการสำหรับอยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่ เมื่อความจำเป็นทำให้เราต้อง Work from Home จึงมีอีกหนึ่งประเภทที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจ และตอบโจทย์การทำงานยุคใหม่อย่าง Home Office อาคารซึ่งรวมทั้งบ้านและที่ทำงานไว้ในที่เดียวกัน

จริง ๆ แล้วโฮมออฟฟิศเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นมานาน และได้รับความนิยมขึ้นตามวิถีชีวิตในโลกใหม่ หากย้อนไปราว 7 ปี ก็สอดรับกับกระแสธุรกิจขนาดเล็ก สตาร์ทอัพ หรือกระทั่งฟรีแลนซ์ ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพทย์หลายเจ้าเลือกพัฒนาโครงการประเภทโฮมออฟฟิศ และขยายตัวไปยังพื้นที่ใกล้รถไฟฟ้า รอบนอกศูนย์กลางธุรกิจ

หนึ่งในนั้น คือ HOF Sukhumvit 101/1 ซึ่งมองเห็นข้อแตกต่างเรื่องทำเล โดยความสนุกในแต่ละส่วนของโครงการ อยู่ที่สถาปนิกกระโดดลงมาทำอสังหาฯ เอง จึงใส่ใจต่อดีเทลการออกแบบเป็นพิเศษ ทำให้โซนออฟฟิศแยกจากโซนอยู่อาศัยอย่างชัดเจน ซึ่งตอบโจทย์การทำงานอย่างแท้จริง และส่วนที่เป็นบ้าน ก็ทำให้ที่อยู่ได้อย่างสบายใจด้วยฟังก์ชันที่ครบถ้วนควรมี 

จากความสำเร็จของโครงการแรกในวันนั้น ม่อน-สรกิจ กิจเจริญโรจน์ จึงชักชวน กวง-วรวุฒิ เอื้ออารีมิตร และ เช่-บุญชนะ มนต์ชัยตระกูล สองหุ้นส่วน มาร่วมกันทำ HOF Udomsuk ในชื่อบริษัท ‘UNI-Living’ ที่ยังคงแนวคิดเดิม ไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาพื้นที่เพื่อเติมเต็มฝันคนอยากมีบ้านที่ทำงานได้อย่างมืออาชีพ โดยไม่ลืมคิดเผื่อคุณภาพชีวิตผู้อยู่ที่ออกแบบไว้ให้หมดแล้ว

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง

HOF = Home and Office

โครงการ HOF Sukhumvit 101/1 เริ่มต้นจากที่ดินในบริเวณบ้าน หลังม่อนทำงานเป็นสถาปนิก เปิดบริษัทรับออกแบบร่วมกับหุ้นส่วน และได้มีโอกาสเรียนต่อด้านธุรกิจ ด้วยความจับพลัดจับผลู เมื่อเรียนจบคุณพ่อก็ปรึกษาว่ามีที่ดินอยู่หนึ่งแปลงในซอยบ้าน จะพัฒนาเป็นอะไรได้บ้าง เขามองเห็นเทรนด์เรื่องเทคโนโลยี การทำงานออนไลน์ และโฮมออฟฟิศ น่าจะมาแน่

“อาคารประเภทที่เรียกว่าโฮมออฟฟิศมันยังไม่เป็นที่นิยมเท่าตอนนี้เลย แค่พูดว่าโฮมออฟฟิศ ทุกคนก็จะถามว่าคืออะไร ตอนนั้นยังมีอยู่น้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นทาวน์โฮมเอย บ้านแถว จำได้ว่า Bid ค่า Google Ads ถูกมาก เพราะไม่มีใครใช้คีย์เวิร์ดนี้เลย”

ม่อนเล่าต่อว่าช่วงที่เขาทำการรีเสิร์ชตลาดโฮมออฟฟิศ พบว่าส่วนใหญ่แปลนจากทาวน์โฮมหรือบ้านแถว เป็นทรงแคบและลึก ถ้าจะปรับเป็นอาคารสำนักงานก็แค่จัดแปลนใหม่ ซึ่งบางที่ไม่ได้คิดถึงการไหลเวียนของอากาศหรือแสงไว้ เพราะต้องการให้อาคารนั้นมีห้องเยอะที่สุด

“ทุกคนจะขายมาเลยว่าสามห้องนอน สี่ห้องน้ำ สองห้องนั่งเล่น แล้วพอเป็นอย่างนั้นปุ๊บ ทุกอย่างมันบล็อกหมดเลย ลมไม่ได้ ตรงกลางจะเป็นที่ที่ตายที่สุด ปิดมืดที่สุด เพราะว่าแสงไม่เคยลง รู้สึกว่าถ้าเป็นเราอยู่ในพื้นที่แบบนั้น ไม่น่าจะแฮปปี้ แล้วพอเราไปเซอร์เวย์หลาย ๆ ที่ก็คล้ายกันหมด

“ด้วยตัวความเป็นนักออกแบบเอง มันไม่น่าใช่นะ การทำโฮมออฟฟิศประเภทนี้ควรจะมีบางอย่างที่ตอบโจทย์คนใช้งานได้ดีกว่านี้ แล้วที่สำคัญ มันควรจะสวยได้มากกว่านี้ เราก็เลยหยิบยกเรื่องนั้นมา แล้วบอกว่ามันจะมาเป็นจุดขายของเรา”

จุดขายที่ว่า คือตัวเขาเองที่เป็นสถาปนิกผู้หันมาทำโครงการที่อยู่อาศัย โดยใช้ดีไซน์มาเป็นตัวสร้างคุณค่าให้กับพื้นที่ ก็เลยเป็นโครงการที่ตั้งใจใส่การออกแบบมาเต็มที่ เช่น คอร์ทภายในทำให้แสงธรรมชาติเข้ามา เปิดหน้าต่างกระจกด้านหน้า และด้านหลัง ทำให้มี Ventilation Flow รวมถึงออกแบบคาแรกเตอร์หลังคาทรงจั่วแบ่งบ้านแต่ละหลัง ซึ่งเกิดจากการอยากให้เพดานชั้นบนสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ตามข้อกฎหมาย

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง
ภาพ : Integrated Field

เมื่อจุดขายข้อนี้นำมาหักล้างกับจุดขายเรื่องทำเล ที่ทั้งเป็นที่ดินกลางซอยส่วนตัว ห่างรถไฟฟ้า ต่างกับเจ้าอื่น ๆ ในตลาดอย่างสิ้นเชิง การนำการออกแบบซึ่งตอบโจทย์คนที่มองหาโฮมออฟฟิศที่ทั้งสวยและสเปซดีมาพิสูจน์นี้ ทำให้ HOF Sukhumvit 101/1 ขายหมดเกลี้ยง

HOF = Happiness and Opportunity

จากเฟสแรก ขยับสู่เฟสที่ 2 ที่ 3 กระทั่งที่ดินหมด ม่อนหยุดไปสักพัก เขาเผยว่าช่วงนั้นเป็นเวลาที่นั่งทบทวนว่าจะทำต่อดีไหม เพราะมีงานประจำเป็นสถาปนิกอยู่แล้ว แล้วถ้าทำต่อจะทำไปเพื่ออะไร

“ผมรู้สึกว่าเหตุผลของการทำงานออกแบบหรืออะไรก็ตาม ผมไม่ได้ทำทุกอย่างเพื่อเงินอย่างเดียว ก็เลยมานั่งคิดว่าจริง ๆ แล้วอสังหาฯ มีข้อดียังไง สุดท้ายก็ค้นพบเป้าหมายที่เราต้องการทำ คือเราอยากพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนให้ดีขึ้นจริง ๆ ด้วยการใช้งานออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ใส่ลงไป ไม่ว่าเราจะออกแบบบ้านให้ใคร หรือทำอาคารอย่างนี้ขาย และสิ่งที่เกิดขึ้นจะขอเรียกว่าเป็นความรู้สึกสำเร็จเล็ก ๆ นะ ที่ที่นี่ถูกยกเป็นกรณีศึกษาค่อนข้างเยอะ เราทำให้ลูกค้าเห็นว่ามันมีทางเลือกนะ มันพัฒนาต่อไปได้ แล้วอย่างน้อยมันขับเคลื่อนให้วงการนี้ขึ้นไปอีกสักนิดหนึ่ง ผมก็แฮปปี้แล้ว”

สิ่งที่เจ้าตัวค้นพบต่อจากนั้น เปลี่ยน HOF ที่เดิม ย่อมาจาก Home and Office เป็น Happiness and Opportunity ที่สร้างทั้งความสุขและโอกาส

“อสังหาฯ ในยุคนี้มันต้องเป็นแบบนี้ เราเชื่อว่าคนสมัยนี้ที่เลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ เขาไม่ได้ซื้อเรื่อง Emotion หรือซื้อแค่ Function แล้ว แต่เขาดูว่าซื้อไปแล้วมันคุ้มค่าไหม สร้างโอกาสอะไรให้กับเขาได้บ้างไหม ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ มันเหมือนการลงทุนอะไรสักอย่าง ในขณะที่เราลงทุนนั้น เรามีความสุขกับที่ที่นั่นได้ด้วย” เขาเล่าถึงคีย์เวิร์ดสำคัญที่เป็นอีกหนึ่งหัวใจของโครงการโฮมออฟฟิศหลังใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น 

“จะดีกว่าไหมถ้ามันสวยด้วย ฟังก์ชันครบด้วย และมีโอกาสบางอย่างให้กับพื้นที่เขาด้วย”

เมื่อตัดสินใจทำต่อ เขาชวนหุ้นส่วนที่มีเป้าหมายเดียวกันอีก 2 คนมาเสริมทัพ ทั้งกวง ผู้มีประสบการณ์ด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเป็นพาร์ตเนอร์อยู่ที่บริษัท IF ด้วยนับสิบปีแล้ว มาดูแลเรื่องกำหนดทิศทางการออกแบบและโปรดักต์ของบริษัท ส่วน เช่ ผู้เชี่ยวชาญซึ่งอยู่ในแวดวงด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มาเติมทีมในด้านการหาที่ดิน รวมถึงการมองหาโอกาสของการพัฒนาพื้นที่ พวกเขาตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ ใช้ชื่อว่า UNI-Living โดยกวงและม่อน ยังควบตำแหน่งสถาปนิกของบริษัท IF (Integrated Field) ผู้ออกแบบโครงการ HOF Udomsuk ด้วย

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง

“Uni มันคือหน่วยเล็กท่ีสุด เราเชื่อในเรื่องของงานออกแบบที่เรียบง่ายแต่ใส่ใจในรายละเอียด แม้กระทั่งจุดที่เล็กที่สุดมันก็มีความสำคัญเหมือนกัน แล้วอีกอย่างความเชื่อของ UNI-Living คือเราต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนให้ดีขึ้นด้วยการใช้งานออกแบบ ไม่ว่าเป็นอะไรก็ตาม จะเห็นว่าเราไม่ได้ตั้งชื่อบริษัทที่เป็น Development เราไม่อยากเรียกตัวเองว่าเป็น Developer ด้วยซ้ำ เพราะว่าแผนในอนาคต เราคิดว่าจะทำยังไงให้มันมากกว่าการเป็นอสังหาริมทรัพย์ มันอาจจะมีโปรดักต์หรือมีอื่น ๆ ที่พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนให้ขึ้นได้ด้วย” เขากลับมาย้ำเป้าหมายด้วยชื่อบริษัทใหม่

Work at Home

เมื่อตัดสินใจทำต่อ การบ้านแรกพวกเขากลับไปดูว่าโครงการ HOF 1 ว่า การออกแบบอันไหนเป็นเรื่องที่ดี และมีอะไรต้องแก้ไขหรือทำให้ดีขึ้นได้ ด้วยการเซอร์เวย์ลูกค้าที่ซื้อไปทั้งหมด ทั้งใช้วิธีทำแบบสอบถามและพูดคุยถึงการใช้งานจริง จึงได้เห็นคอมเมนต์น่าสนใจหลายประเด็น และจากนั้นจึงมองหาโอกาสจากทำเล

HOF Udomsuk อยู่ในซอยอุดมสุข 18 ระยะทางจากรถไฟฟ้าราว 600 เมตร อนาคตกำลังจะมี Bangkok Mall โครงการห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในไทยเกิดขึ้นอยู่ในระยะ 100 เมตร ซึ่งเช่ให้ข้อสังเกตเรื่องทำเลนี้ว่า จะกลายเป็นฮับที่เกิดขึ้นใหม่ มีโอกาสในเชิงการสร้างมูลค่าของที่ดิน และเห็นว่าจะมีการเติบโตขึ้นในอนาคต

“เราเลือกดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใช้เวลาหกถึงแปดเดือน แล้วผมนึกก็ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนผมอายุยี่สิบสี่ ก่อนมี Emporium ที่ดินซอยนั้นวาละประมาณแสนกว่า ซึ่งพอเอ็มโพเรียมเปิดกลายเป็นสี่แสนห้า แล้วทุกวันนี้ซื้อขายกันประมาณล้านกว่า ผมก็เลยคิดว่าแปลงนี้ อนาคต ศักยภาพมันต้องเป็นประมาณนั้นแน่เลย”

มีทำเลที่ตรงใจแล้ว เรื่องของการออกแบบ ก็ไม่ใช่แค่จับฟังก์ชันการเป็นบ้านหรือออฟฟิศใส่เข้าไปในอาคารแล้วจบ พวกเขาคิดถึงการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า แก้ปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัวและความรู้สึกปลอดภัยให้กับผู้อยู่

ตั้งแต่เรื่องที่จอดรถ แก้ปัญหาคลาสสิกนี้ด้วยการกดพื้นให้มีระดับต่ำกว่าพื้นดินลงไป 0.9 เมตร และยกพื้นชั้นหนึ่งขึ้นสูงขึ้นไป 2 เมตร ทำที่จอดรถใต้ดินไว้ให้ 5 – 8 คันต่อหลัง

“เราให้ความสำคัญเรื่องพื้นที่สาธารณะ เราเห็นมาตลอดว่าเวลาโครงการมีที่จอดรถได้น้อย ทุกคนไปจอดริมถนนบ้าง พื้นที่ส่วนกลางโครงการบ้าง จอดหน้าบ้านใครกันบ้าง เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น เราอยากให้ทุกคนรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองมีได้”

HOF Udomsuk ขนาด 3.5 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยต่อหลัง 388 ตารางเมตร การแบ่งโซนออฟฟิศให้อยู่ 2 ชั้นล่าง ส่วน 2 ชั้นบนเป็นบ้าน ใช้ลิฟต์แยกการเข้าถึงของ 2 ชั้น โดยส่วนออฟฟิศจะขึ้นไปชั้นบนบ้านไม่ได้เลย ส่วนคนที่อยู่บ้านก็ออกไปได้เลยโดยไม่ต้องผ่านชั้นออฟฟิศ

“เท่ากับว่าโอกาสที่เกิดขึ้นคือ ถ้าคุณซื้อไปแล้วคุณอยากได้บ้าน แล้วคุณจะใช้แค่สองชั้นนี้ คุณแฮปปี้แล้ว สองชั้นล่างคุณปล่อยเช่าได้นะ ในขณะเดียวกัน ถ้าคุณซื้อเป็นออฟฟิศ ใช้สองชั้นล่างเต็มแล้ว สองชั้นบนปล่อยให้ใครมาเช่าเป็นบ้านก็ได้ คุณจ่ายไป สุดท้ายผลตอบแทนตรงนี้กลับมาได้ด้วย

“สองชั้นล่าง ชั้นหนึ่ง กับชั้นลอย มีเป็นฟังก์ชันที่เป็น Open Space เราไม่ได้กั้นห้องอะไรให้เลย เพราะเชื่อว่า เหตุผลของการเป็นพื้นที่ Open-plan แบบนี้ เปิดโอกาสให้ทำฟังก์ชันข้างล่างเป็นอะไรก็ได้ คุณอยากทำสตูดิโอ อยากทำร้านค้าเล็ก ๆ อยากทำพื้นที่จัดโชว์ของ ทำได้หมดเลย แล้วที่สำคัญ ชั้นลอยเราออกแบบเตรียมโครงสร้างเอาไว้เพื่อรองรับการต่อเติมในอนาคต ซึ่งโครงการแรกก็มีอยู่แล้ว แต่เราทำเป็นปูนปิดเอาไว้ พอลูกค้าจะต่อเติมชั้นลอยมันยากมาก โครงการนี้เลยเตรียมคานเหล็กรัดรอบไว้ให้ แค่เอาเหล็กวาง แล้วปูพื้นก็จบเลย ทำเสร็จได้ในเวลาไม่เกินสองวัน เมื่อต่อเติมการใช้งานได้ มันก็เป็นโอกาสการเติบโตในอนาคตของเขาต่อไป”

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง
HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ยังออกแบบการวางระบบไฟ จุดเชื่อมต่อปลั๊กไฟ ระบบการใช้งานคอมพิวเตอร์ ท่อแอร์ ตำแหน่งเสาและคาน และงานระบบอื่น ๆ ที่เอื้อให้เกิดความสะดวกสบายไว้ด้วย

Home that works

“กลับมาเรื่องบ้าน ความเป็นบ้านคือการที่เรารู้สึกว่ามันคือความสุข ทีนี้ความสุขมาด้วยวิธีการไหนได้บ้าง เราตั้งใจออกแบบให้มีฟังก์ชันทุกอย่างในความเป็นบ้านหมดเลย เหมือนยกบ้านมาไว้ที่ชั้นนี้เลย เพราะฉะนั้น มันมีทั้งห้องครัวที่ทำอาหาร ทำผัดกะเพราได้จริงจัง มีพื้นที่กินข้าว มีพื้นที่นั่งเล่น มีห้องนอนใหญ่ ห้องน้ำ มี Walk-in Closet แล้วก็มีพื้นที่สวนเล็ก ๆ ด้วย” ม่อนเล่าขณะพาเดินไปดูยังส่วนอยู่อาศัย

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง
HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง

เมื่อลิฟต์เปิดออกจะพบกับชานบ้าน พื้นที่ Semi-Outdoor ที่มีประตูเลื่อนเปิดปิดได้ เชื่อมต่อไปยังห้องนั่งเล่นแบบดับเบิ้ลสเปซด้านใน พร้อมเจาะช่องหน้าต่างทั้งด้านหน้าและด้านหลังบ้าน เพื่อเกิดการไหลเวียนของลมที่เหมาะสม 

 ดีเทลเล็กน้อยที่เขาแอบใส่ไว้ตั้งแต่หน้าลิฟต์เลยคือพื้นกระเบื้อง ให้เหมือนเดินเข้าหน้าบ้านและล้างทำความสะอาดง่าย เป็นพื้นที่สำหรับเลี้ยงสัตว์ พร้อมพื้นที่สำหรับทำสวนเล็ก ๆ ได้ ส่วนหน้าลิฟต์ซ่อนตู้เก็บรองเท้าและงานระบบไว้อย่างเนียนตา

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง

“อันนี้เป็นพื้นที่หัวใจสำคัญของบ้านหลังนี้ ในการสร้างความสุขที่เราตั้งใจออกแบบตั้งแต่ตอนแรก มันเปลี่ยนได้ด้วยนะ เพราะว่าเราไม่รู้ว่าการใช้งานของแต่ละคนเป็นยังไง พอปิดประตูบานนี้แล้วเลื่อนบานนี้ออก จะเห็นว่ามันเชื่อกันเป็นสเปซเดียวกันได้ 

“อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นความสุข ซึ่งเรารู้สึกว่ามันตอบโจทย์ก็คือ การออกแบบที่ช่วยให้สุขภาพของคนที่อยู่อาศัยนั้นดีที่สุด มันคือเรื่องเบสิกเลย คือ Orientation การวางอาคารถูกทิศ เรื่องแสงและลมธรรมชาติ จะเห็นว่าด้านหน้าด้านหลังกระจกเปิดเต็มบาน เปิดได้ อากาศไหลเวียน แล้วเราก็ทำตรงกลางให้เป็นพื้นที่โล่ง มี Skylight ตั้งใจให้แสงธรรมชาติมันลงมา ถ้าปิดไฟทุกอย่างก็ยังจะสว่างอยู่ แล้วสุดท้ายเรามองไปในเรื่องของรายละเอียดการออกแบบด้วย” ม่อนเล่าพลางพาไปชี้หลาย ๆ จุดให้ดู

ไล่ตั้งแต่องค์ประกอบทางวัสดุที่เห็นทั้งหมดที่นี่ ผู้ซื้อจะได้ทั้งหมดตามนั้น เพราะเป็นสิ่งที่ตั้งใจออกแบบและเลือกมาว่าให้แล้วว่าสวย 

“เราออกแบบให้คุณเรียบร้อยแล้วแปดสิบเปอร์เซ็นต์ แล้วผมไม่อยากใช้คำว่า Fully Furnished ด้วย เพราะยี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่หายไปลูกค้าต้องเติมเอง ด้วยเฟอร์นิเจอร์สวย ๆ ที่เป็นตัวคุณลงไป ถ้ายกเก้าอี้ ยกโต๊ะ ยกโคมไฟ ต้นไม้กระถาง ยกออกไปปุ๊บ นี่คือตามนั้นเลย พื้นฝ้าตามนี้เป๊ะ ตู้ทีวีมีเก๊ะเก็บของ เราออกแบบไว้ให้เรียบร้อยหมดแล้ว ไฟทุกดวงที่คุณเห็น เราก็ใช้ Lighting Designer เข้ามาทำให้ แล้วเรื่องของอุปกรณ์ที่ดี สีก๊อกน้ำ ต้องเป็นสีดำตัดกับโต๊ะสีขาว แล้วสีขาวมันแมตช์กับพื้นกระเบื้องสีเทา มาเจอต้นไม้สีเขียวตรงนี้ก็จะสวย แต่ต้นไม้คุณชอบต้นอะไรคุณก็เลือกเองได้

“ผมรู้สึกว่าอันนี้ก็เป็นความสุขเล็ก ๆ อย่างหนึ่ง ที่ลูกค้าจะต้องเข้ามาเติมบ้านให้มันเต็มด้วยตัวของเขาเอง”

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง

in Design, in Details

ด้วยความเป็นสถาปนิก รายละเอียดในเชิงการออกแบบเลยเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่มองข้ามสักจุด และเสริมเทคโนโลยี Home Automation ต่าง ๆ เข้าไปด้วย

ที่น่ารักคือ ราวกันตกหลังบ้านในส่วนพื้นที่ซักล้าง ทำเป็นราวแขวนผ้าได้ด้วย ปรับจากฟีดแบ็กโครงการแรกที่ไม่มีที่ตากผ้า ซึ่งถ้าไม่อยากให้หลังบ้านดูรก ก็แขวนต้นไม้หรือทำมูลี่บังตาได้

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง

นอกจากดีไซน์เรื่องแสงเกี่ยวกับการใช้งานแล้ว ยังออกแบบเพื่อความสวยงามด้วย ความสว่างจากช่องแสงเหนือบันไดที่สาดมาตรงผนัง เป็นความตั้งใจด้านองค์ประกอบเรื่องความสวยงาม บันไดไม้จริงคล้ายก้อนยื่นออกมาจากตัวผนัง หากลองนั่งบนโซฟา ก็เห็นเป็นภาพภาพหนึ่งบนผืนผนังออกสีเทา ๆ และบันไดก็ดูราวกับมีมิติลอยออกมา ตรงราวมือจับขึ้นบันไดออกแบบ Lighting ใส่เข้าไปตรง ๆ เลยไม่จำเป็นต้องมีไฟห้อยให้ยุ่งยากกับการเปลี่ยนเมื่อหลอดขาด และยังเจาะช่องให้แสงธรรมชาติลงกระทบต้นไม้ เห็นเป็นเงาต้นไม้ร่มรื่นบนผนัง

เปิดโฮมออฟฟิศขนาด 3.5 ชั้น ในซอยอุดมสุข ฟังเบื้องหลังการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการออกแบบ ผ่านแนวคิดสร้างความสุขและโอกาส
เปิดโฮมออฟฟิศขนาด 3.5 ชั้น ในซอยอุดมสุข ฟังเบื้องหลังการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการออกแบบ ผ่านแนวคิดสร้างความสุขและโอกาส

ชั้นบนสุดมีเพียงห้องนอน Master Bedroom ที่คาแรกเตอร์ของสเปซเป็นหลังคารูปทรงจั่ว ภายในห้องเน้นโทนสีขาวสบายตา มี Walk-in Closet ความยาวขนาด 5 เมตร และห้องน้ำในตัว ซึ่งใช้งานได้พร้อมกัน 2 คน

ไม่ง่ายเลยที่จะขายบ้านขนาด 1 ห้องนอน

“ทุกคนก็แบบจะบ้าหรอ ทุกวันนี้เขาขายกันสาม สี่ห้องนอนนะ คุณมาขายหนึ่งห้องนอนได้ยังไง” เขาพูดแทนสิ่งที่เรากำลังคิด

“ปรากฏว่าลูกค้าจากโครงการเราแฮปปี้ เพราะทาร์เก็ตเราเป็นกลุ่มอายุประมาณยี่สิบปลาย ๆ สามสิบกลาง ๆ ไม่เกินสี่สิบเป็นคนเน้นคุณภาพของพื้นที่ และอย่างมากก็มีลูกหนึ่งคน เขาได้จัดพื้นที่ของตัวเอง เราก็ได้เรียนรู้จากตรงนั้น ซึ่งจริง ๆ มันเริ่มที่หนึ่งห้องนอนนะ แล้วเราออกแบบพื้นที่ให้ปรับเปลี่ยนการใช้งานเป็นสองห้องนอนได้”

เปิดโฮมออฟฟิศขนาด 3.5 ชั้น ในซอยอุดมสุข ฟังเบื้องหลังการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการออกแบบ ผ่านแนวคิดสร้างความสุขและโอกาส
เปิดโฮมออฟฟิศขนาด 3.5 ชั้น ในซอยอุดมสุข ฟังเบื้องหลังการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการออกแบบ ผ่านแนวคิดสร้างความสุขและโอกาส

“ห้องน้ำก็เป็นฟีดแบ็กจากโครงการที่แล้วเหมือนกัน อันเก่ามันจิ๋วมาก คราวนี้ก็เลยใหญ่ขึ้น อยากรู้สึกว่าไม่ได้เป็นห้องน้ำปิด เพราะแสงธรรมชาติสัมพันธ์กับห้องน้ำ ต้องได้รับแสงที่ดีเพื่อฆ่าเชื้อ แล้วก็เรื่องลมให้มันไหลเวียน แสงส่องลงสองข้างนี้ได้” ม่อนอธิบายก่อนเดินนำไป เพื่อชี้ให้เห็นทั้งสองฝั่งห้องน้ำ มีกั้นพื้นที่เล็ก ๆ เจาะช่องสกายไลต์ไว้ด้านบน ฝั่งหนึ่งมีพื้นที่สำหรับซักล้าง วางเครื่องซักผ้า และทำโครงเหล็กแขวนเป็นราวตากผ้าไว้

เปิดโฮมออฟฟิศขนาด 3.5 ชั้น ในซอยอุดมสุข ฟังเบื้องหลังการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการออกแบบ ผ่านแนวคิดสร้างความสุขและโอกาส
เปิดโฮมออฟฟิศขนาด 3.5 ชั้น ในซอยอุดมสุข ฟังเบื้องหลังการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการออกแบบ ผ่านแนวคิดสร้างความสุขและโอกาส

ที่ขาดไม่ได้คือพื้นที่สีเขียวเล็ก ๆ เขาทำกระถางปลูกต้นไม้หน้าบ้านไว้ให้ทุกหลัง และวางระบบน้ำ Sprinkles Automation ไว้แล้ว ข้อดีคือทำให้แต่ละคนดูแลต้นไม้ของตัวเองให้ดีงามต่อไป สุดท้ายการที่ทุกคนต่างคนต่างดูแลหน้าบ้านของตัวเองให้ดี พื้นที่สาธารณะตรงกลางเป็นมิตรทางสายตาไปด้วย

Valuable Community Service

สิ่งหนึ่งที่ HOF Udomsuk มีไม่เหมือนอุดมคติโครงการบ้านของหลาย ๆ คน คือ Facility ส่วนกลาง พวกเขาบอกว่าพื้นที่นี้ไม่ได้ตั้งใจไปถึงการทำแบบบ้านจัดสรร แต่อยากสร้างชุมชนเล็ก ๆ มากกว่า เพื่อให้ต่างคนต่างช่วยกันดูแลซึ่งกันและกัน ให้เหมือนที่ HOF Sukhumvit 101/1 กลายเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนจริง ๆ

“ตอนแรกก็กังวลนะว่าโครงการทั่วไปมีส่วนกลาง แต่พอเราไม่มี เขา (ลูกบ้าน) ก็แฮปปี้ เขาบอกว่าดีจังเลย จะได้ไม่ต้องมาเสียค่าส่วนกลางที่ก็ไม่ได้ใช้ อย่างบ้านแต่ละหลังเขารู้จักกัน ตอนเย็นก็เอาหมามาจูง มาเจอกัน แล้วสุดท้ายความเจ๋งคือ เวลาบ้านไหนไม่อยู่ ก็ฝากบ้านกับอีกหลังหนึ่งว่าช่วยดูทีนะ เหมือนเพื่อนบ้านเป็นคอมมูนิตี้ที่มันเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะด้วยกลุ่มผู้อยู่ถูกเลือกด้วยโปรดักต์มาแล้วว่าค่อนข้างคล้ายกัน จริง ๆ ทำออฟฟิศอยู่ตรงนั้นด้วย เราเห็นการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างหมดเลย เห็นบ้านสามบ้านเขามาเล่นกันที่ออฟฟิศเรา เอาหมามาเล่นกับพนักงานเรา เราก็คิดว่าดีจัง ไม่ต้องมีคลับเฮ้าส์ แต่กลายเป็นเพื่อนบ้านกันจริง ๆ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่แจ๋วสำหรับผมนะ

“สิ่งที่เราเห็นและเราก็แฮปปี้ คือเราได้เห็นเขาใช้พื้นที่ที่เราสร้าง สร้างคุณภาพชีวิตของเขาให้มันดีขึ้น ธุรกิจของเขามันก็เติบโตขึ้น เป็นสังคม เป็นชุมชนเล็ก ๆ ที่มีการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ผมรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้คือเป้าหมายที่เราอยากเห็นจากการทำโปรเจกต์นี้ขึ้นมาจริง ๆ”

เปิดโฮมออฟฟิศขนาด 3.5 ชั้น ในซอยอุดมสุข ฟังเบื้องหลังการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการออกแบบ ผ่านแนวคิดสร้างความสุขและโอกาส
ภาพ : Integrated Field

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี(กับเธอ)

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load