ครั้งหนึ่ง อาจารย์หมอผู้รักษาสายตาที่สั้นกว่า 1400 ของผู้เขียน ได้กล่าวสั้นๆ ในวันที่ตรวจสุขภาพตาประจำปีว่า แทนที่จะผ่าตัดใส่เลนส์ถาวรหรือทำเลสิก…

วิธีรักษาสายตาที่ดีที่สุดก็คือ ใส่แว่นตา

ถ้ารู้เร็วกว่านี้สักนิด ผู้เขียนต้องแจ้งเกิดในชมรมคนรักสาวแว่นนี้แน่ๆ  

สำหรับคนที่ใส่แว่นตามากว่าครึ่งชีวิต อยู่ร่วมเทรนด์แว่นตาสี่เหลี่ยมนักเรียนห้องคิง เทรนด์แว่นตาทรงกลมแบบแฮร์รี่ พอตเตอร์ เทรนด์แว่นตาไร้ขอบ เทรนด์แว่นตากรอบพลาสติก เทรนด์แว่นสายตา Rayban อยู่กับเลนส์สายตา มาตั้งแต่ยังเป็นกระจกหนา กระจกย่อบาง พลาสติกหนา พลาสติกย่อบาง จนดั้งที่ควรสวยโด่งต้องมายืนสงบเสงี่ยมเจียมตัวเพราะแบกน้ำหนักเลนส์คู่หนาและแป้นวางจนหน้าเป็นรอย

เรายินดีแนะนำให้คุณรู้จักร้านแว่นตาที่เข้าใจคนใส่แว่นตามากที่สุดตั้งแต่เคยมีมา

OCCURA, ร้านแว่นตา

ตลอดการสนทนากับ กันต์-ธนัฐณ์ วิทย์ภิรมย์ อดีตนักการเงินผู้ก่อตั้ง ‘ร้านแว่นตาโอคูระ’ (OCCURA) ของศูนย์แว่นตาและเลนส์เฉพาะบุคคลแบบครบวงจรแห่งนี้ เราพบว่า นอกจากแนวคิดทางธุรกิจที่ทำลายทุกกฎของการเป็นร้านแว่นตา ทั้งทำเลร้านที่อยู่ในตำแหน่งลึกลับ แว่นตาจำนวนมากที่ให้หยิบลองได้อย่างไม่หวง จนกว่าคุณจะพบแว่นตาที่ใส่แล้วมั่นใจ  จุดแข็งเรื่องการบริการที่ทำให้ผู้ใช้แว่นตารู้จักสายตาของตัวเองจริงๆ รวมถึงรายละเอียดความใส่ใจต่างๆ ที่คนใช้แว่นตาตามหามานานแล้ว

โอคูระยังเป็นตัวอย่างของธุรกิจใหม่ที่คิดมากกว่าการทำธุรกิจ นั่นคือเป็นร้านที่นำเสนอวิธีแก้ปัญหาที่คนใช้แว่นตามักประสบพบเจอ

“เรื่องของร้านแว่นตาโอคูระไม่ใช่เรื่องใหม่ เราแค่เจอพื้นที่ที่พอดีกับตัวเอง” กันต์ย้ำเรื่องนี้กับเราซ้ำๆ เมื่อเราชวนเขาคุยปัจจัยที่ทำให้โอคูระเป็นที่รักของลูกค้า เกิดกระแสปากต่อปาก จนแทบไม่เสียเงินทำการตลาดแม้จะเป็น ร้านน้องใหม่ในวงการ

ก่อนจะพุ่งตัวไปที่ร้านย่านพระราม 9 มาฟังวิธีคิดเบื้องหลังโอคูระ ร้านแว่นตาที่รู้ใจคนใช้แว่นตาด้วยกัน

เพื่อความคมชัด กรุณานั่งเก้าอี้ตัวตรง หลังชิดพนักและปล่อยตาตามสบาย

OCCURA, ร้านแว่นตา

ทายาทรุ่นสองแบรนด์แว่นตาเก่าแก่ กับโจทย์การรีแบรนด์ซึ่งจุดประกายการสร้างร้านแว่นตาที่เข้าใจคนใส่แว่นตา

“ก่อนจะมาเป็นร้านโอคูระ เราเริ่มจากเข้ามาช่วยครอบครัวรีแบรนด์แว่นตา Guilchy (กิลชี่) แบรนด์แว่นตาที่ดังมากๆ ในยุค 90 เพราะมาพร้อมคลิปออนเก๋ไก๋ เพื่อทำให้ร่วมสมัยและมีฟังก์ชั่นที่เหมาะสมกับคนไทยมากขึ้น จากนั้นต่อยอดด้วยการสร้างแบรนด์ลูกที่ชื่อ Contem (คอนเทม) และ Re_Dux (รีดักซ์) ซึ่งพอดีเป็นยุคที่แบรนด์แว่นตาจากต่างประเทศส่วนใหญ่เริ่มเข้ามาทำการตลาดเองมากขึ้น ไม่ผ่านตัวแทนจำหน่ายในไทย

“จึงทำให้แบรนด์เล็กๆ อย่างเราที่จัดจำหน่ายเองไม่ได้ผ่านตัวแทนที่ช่วยทำการตลาด ร้านมักจะบอกเราว่า ลูกค้าไม่รู้หรอกว่าแว่นตาของเราทำมาจากวัสดุคุณภาพดีหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นแบรนด์นอกคนถึงจะคิดว่ามีคุณภาพ จนกระทั่งเรามีโอกาสไปออกร้านในงาน Beauty and the Biz ที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย แล้วมีคนเดินเข้ามาให้ความสนใจมากเพราะสัมผัสได้ว่าวัสดุที่เราใช้คุณภาพดีและราคาไม่แพง ทำให้เราเริ่มคิดถึงการมีหน้าร้านเป็นของตัวเอง” กันต์เล่าที่มาของการเปลี่ยนแปลงธุรกิจขายส่งแว่นตาของครอบครัวให้มาเป็นร้าน OCCURA

OCCURA, ร้านแว่นตา OCCURA, ร้านแว่นตา

อดีตนักการเงินผู้สนุกกับการเรียนแฟชั่นและการอ่านตำราฟิสิกส์ของนักทัศนมาตร

เมื่อตัดสินใจว่าจะทำร้านแว่นตาแฟชั่นคุณภาพ

อดีตนักการเงินจึงตั้งใจเข้าห้องเรียนสอนศิลปะ แฟชั่น และการออกแบบ ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อนำความรู้ไปใช้คัดสรรแบรนด์แว่นตาคุณภาพดีจากทั่วโลกมานำเสนอ

“การมาจากฝั่งการเงินทำให้เราอยากรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ขับเคลื่อนวงการแฟชั่น อะไรทำให้แบรนด์ดังๆ ขายของในราคาสูงได้ หรือทำไมสินค้าต้องมีซีซั่นคอลเลกชัน เราหาคำตอบเพื่อเข้าใจสิ่งที่นักออกแบบคิดเพื่อจะได้สื่อสารสิ่งที่เรามองเห็น” กันต์เล่า ก่อนจะเสริมว่าความสำคัญของการเลือกแว่นจากวัสดุที่ดีและเหมาะสม

“โดยเฉพาะสำหรับคนใช้แว่นตาในประเทศไทยที่มีอากาศร้อนชื้น เหงื่อออกมาก ไม่เหมาะกับแว่นตาที่ทำมาจากโลหะทั่วไป เพราะโลหะจะทำปฏิกิริยากับเหงื่อ แนะนำให้เลือกแว่นที่ผลิตจากไทเทเนี่ยมเคลือบทองซึ่งจะไม่ทำปฏิกิริยากับเหงื่อ หรือรุ่นที่เคลือบด้วยแก้วที่จะเงาขึ้นเรื่อยๆเมื่อใช้งาน อย่างแว่นตาของแบรนด์ญี่ปุ่น จะใช้วัสดุที่ดี มีขนาด น้ำหนักและสัดส่วนที่เหมาะสมกับคนเอเชีย”

OCCURA, ร้านแว่นตา

เพราะหัวใจของแว่นตา ไม่ได้อยู่ที่กรอบที่สวยงาม แต่คือเลนส์ที่เป็นตัวช่วยแก้ไขปัญหาสายตาของผู้สวมใส่ ซึ่งไม่ได้มีแต่ระยะมองใกล้-ไกล แต่เต็มไปด้วยทฤษฎีที่พัฒนาและต่อยอดได้ตลอดเวลา

หลังจบวิชาออกแบบ ศาสตร์ที่กันต์สนใจ คือ วิชาทัศนมาตร 

“ดวงตาของคนเรามีกล้ามเนื้อสายตาที่คอยปรับค่าความชัดหรือออโต้โฟกัส แต่เมื่อคนเราเข้าสู่อายุ 40 ปี กล้ามเนื้อสายตาจะเริ่มอ่อนแรง โฟกัสเริ่มไม่ค่อยดี มองใกล้ไม่ชัดและมองไกลก็ไม่คม จึงมีเลนส์ที่เรียกว่า เลนส์โปรเกรสซีฟ ช่วยทำให้โฟกัสปรับมองไกล มองกลาง มองใกล้ ได้ในเลนส์เดียว และเนื่องจากเลนส์ซ้อนค่าสายตาหลายๆ ค่าเข้าไป และมีความละเอียดอ่อน จึงต้องมีการบริการอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าได้เลนส์ที่เหมาะสมไปอย่างแท้จริง” เมื่อศึกษาด้วยตัวเองทั้งหมด กันต์พบว่าเขาอยากจัดเรียงข้อมูลของเลนส์สายตาที่ทุกบริษัทต่างบอกว่าของตัวเองดีที่สุด เพื่อช่วยลูกค้าทำความเข้าใจและเลือกใช้เลนส์ที่เหมาะสมกับสายตา

วิธีการศึกษาเรื่องเลนส์ของกันต์สนุกมาก

เขาเริ่มจากการอ่านสิทธิบัตร (patent) การคิดค้นเลนส์และเทคโนโลยีเลนส์แบบต่างๆ ซึ่งหาได้ในเว็บไซต์

“เป็นข้อมูลวิจัยที่มีค่าสูตรฟิสิกส์และการคำนวณแคลคูลัสมากมายเต็มไปหมด ทั้งหมดเป็นเพียงข้อมูลของเลนส์ ตอนนั้นเป้าหมายในใจเปลี่ยนไปแล้ว จากที่เคยคิดว่าจะทำยังไงให้ลูกค้าได้ใช้ของคุณภาพดีในราคาที่เป็นมิตรที่สุด เราคิดว่าทำยังไงให้ลูกค้ามีค่าสายตาที่มองเห็นชัดและสบายตาที่สุดในงบค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม” กันต์ยิ้ม

OCCURA, ร้านแว่นตา OCCURA, ร้านแว่นตา

รายละเอียดเล็กๆ ที่เป็นเรื่องเล็กของคนทั่วไป แต่เป็นเรื่องใหญ่ของคนใส่แว่น

คนมาร้านแว่นตาเพราะต้องการแว่นตาที่ใส่สบาย มองเห็นชัด ดูดีเหมาะกับบุคลิก และมีบริการหลังการขายที่ดี ไม่มีอะไรซับซ้อน

แต่ในความเรียบง่ายนั้นมีความยากอยู่

อะไรคือนิยามของคำว่า แว่นตาที่ดี คมชัด ใส่สบาย และสวยดูดี

“ก่อนจะเรียนทัศนมาตร เราไม่เคยรู้ถึงโรคและปัจจัยแวดล้อมที่มีผลต่อค่าสายตาของคน ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และสิ่งที่ลูกค้าต้องการคือแว่นที่ทำให้ค่าสายตาเป็นปกติมากที่สุด เพราะฉะนั้น เราจะจัดการกับความคาดหวังของลูกค้าเหล่านี้อย่างไรได้บ้าง เช่น บางคนช่วงชีวิตที่ผ่านมาออกแดดเยอะ ทำให้ตาเริ่มแสดงอาการต้อกระจก สิ่งที่เราทำได้คือสื่อสารและนำเสนอตัวช่วยคือเลนส์ที่เหมาะสมที่สุดด้วยความจริงใจ” กันต์อธิบายนิยามความคมชัดจากตัวอย่างจริง

ขณะที่ความสบาย ได้แก่ สมดุลระหว่างน้ำหนักที่หน้าแว่นและขาที่ถ่วงเท่ากันพอดี เป็นรายละเอียดเล็กน้อยมากสำหรับคนทั่วไป แต่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนใส่แว่น เพราะไม่เพียงเป็นอีกอวัยวะที่เราใส่ตลอดวัน แต่การมีแว่นตาที่มีน้ำหนักมากกว่าปกติไม่กี่กรัมบนดั้งก็ทำให้ปวดหัวไปได้ทั้งวัน

ลึกไปกว่านั้นคือองศาเทที่หน้าแว่น ความโค้งของแว่นตา ระยะห่างของเลนส์กับดวงตา และปัจจัยยิบย่อยอีกมากมาย ซึ่งส่งผลต่อความสบายและการมองเห็นทั้งสิ้น

OCCURA, ร้านแว่นตา OCCURA, ร้านแว่นตา

ร้านแว่นที่แน่นไปด้วยข้อมูล

OCCURA มาจากคำว่า Ocular แปลว่า สายตา

และคำว่า Cura เป็นภาษาละติน แปลว่า การดูแล

ที่โอคูระ การเลือกแว่นไม่ใช่แค่การเลือกกรอบสวยแล้วหาเลนส์อะไรก็ได้มาใส่อย่างที่คุ้นชิน แต่ลูกค้าจำเป็นต้องรู้ความต้องการของตัวเอง รู้ค่าสายตาที่แท้จริงซึ่งเกิดจากการวัดอย่างละเอียด ด้วยเครื่องมือทันสมัยและได้มาตรฐานสากล ในบรรยากาศที่เอื้อต่อการรับบริการที่ดีสมความคาดหวัง แล้วจึงจะถึงขั้นตอนการเลือกกรอบแว่นและเลนส์

OCCURA, ร้านแว่นตา

จุดแข็งของโอคูระคือ ความพร้อมเรื่องข้อมูล นอกจากแผนภาพแสดงความแตกต่างของคุณสมบัติเลนส์ที่ต่างกัน ผ่าน Interactive Application บน iPad และการเสนอแนวทางการแก้ปัญหาสายตาผ่านบริการที่ใส่ใจ

ขั้นตอนการเข้ารับบริการ เริ่มจากสอบถามประวัติไลฟ์สไตล์และอาการทางสายตา

“เราต้องรู้ก่อนว่าลูกค้าคนนี้มาหาเราเพราะอะไร”

จากนั้นนักทัศนมาตรจะวัดค่าสายตาเบื้องต้นด้วยเครื่อง Auto Refractometer ก่อนจะวัดอย่างละเอียดด้วยเครื่องวัดสายตา Digital Phoropter ในห้องวัดสายตาขนาดความยาว 6 เมตร พร้อมระบบควบคุมแสงสว่าง ซึ่งเป็นระยะระหว่างจอและที่นั่งทดสอบตามมาตรฐานสากล นั่นเพราะระยะที่น้อยกว่า 6 เมตร จะทำให้สายตาที่วัดได้มีโอกาสผิดพลาดเพราะเกิดอาการเกร็งสายตาตามอัตโนมัติ

OCCURA, ร้านแว่นตา OCCURA, ร้านแว่นตา

ขณะที่ธุรกิจในยุคสมัยนี้เน้นความเร็วเพื่อเพิ่มโอกาสและตัวเลขผลประกอบการ

การใช้บริการตรวจวัดสายตาที่โอคูระ คุณจำเป็นต้องมีเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงสำหรับการตรวจวัดสายตาให้ครบกระบวนการ และการเลือกกรอบแว่นและเลนส์ในลำดับถัดไป

“เวลา 1 ชั่วโมง ทำให้การตรวจวัดสายตาได้ค่าที่ครบถ้วน ไม่ว่าจะวัดค่าสายตา หาตาหลัก-ตารอง ตอนแรกแม่ของกันต์ก็แอบเป็นห่วงที่เราใช้เวลาวัดสายตานานขนาดนี้ แต่กลายเป็นว่าลูกค้าชอบมาก เขารู้สึกว่าเขามาที่นี่แล้วได้ความรู้ ความเข้าใจในอาการทางสายตาของเขาเอง ทำให้เขาเข้าใจคุณค่าสิ่งที่เขาลงทุนเพื่อสุขภาพตาที่ดีขึ้น”

OCCURA, ร้านแว่นตา OCCURA, ร้านแว่นตา OCCURA, ร้านแว่นตา

ร้านแว่นตาในพื้นที่ลับตา

“ทำไมลูกค้าจะต้องเดินทางมาในตึกลับแลเพียงเพื่อมาซื้อแว่นที่นี่” กันต์รีบชิงพูดสิ่งที่เราแอบคิดในใจ

ขณะที่ธุรกิจในยุคสมัยนี้เน้นเดินทางสะดวก ร้านแว่นตาโอคูระมีหน้าร้านแห่งเดียวที่ชั้น 23 ของอาคารว่องวานิช บี ถนนพระราม 9 ซึ่งเป็นอาคารสำนักงาน

อะไรทำให้ร้านแว่นสุดคราฟต์แห่งนี้เลือกเปิดร้านในที่ลับตาเช่นนี้ แทนที่จะเป็นห้างหรู หรือคอมมูนิตี้มอลล์กลางเมือง

OCCURA, ร้านแว่นตา

กันต์เล่าว่า เดิมที่นี่เป็นออฟฟิศของบริษัทมาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว ข้อดีของการปรับปรุงพื้นที่สำนักงานเป็นหน้าร้าน ได้แก่ หนึ่ง เหตุผลด้านต้นทุนที่ไม่ทำให้เสียค่าเช่าสถานที่ สอง คุ้มค่าแก่การลงทุนออกแบบร้านให้สวยงามได้อย่างเต็มที่

“ช่วงแรกของการออกแบบหน้าร้าน เราตัดสินใจระหว่างร้านแว่นหรู วางแว่นน้อยๆ เด่นๆ กับร้านแว่นที่เป็นมิตรกับทุกคน เมื่อศึกษาก็พบว่าคนเรามีหน้าตาและสไตล์ไม่เหมือนกัน ร้านแว่นที่ลูกค้ารักคือร้านที่มีตัวเลือกเยอะๆ คำถามคือ ทำอย่างไรให้ร้านแว่นน่ามอง เมื่อมีโอกาสไปเที่ยวห้างอิเซตันในญี่ปุ่น ซึ่งเราสงสัยเสมอมาว่าเขาออกแบบห้างอย่างไรให้คนสนใจซื้อสินค้า

OCCURA, ร้านแว่นตา

“ขณะที่ห้างสรรพสินค้าทั่วไปจะวางของราคาสูงในตู้กระจกทำให้เข้าถึงยาก แต่ไม่ว่าจะเดินมุมไหนในอิเซตัน ของทุกชิ้นถึงมือไปหมด จนรู้สึกว่าของทุกชิ้นที่วางอยู่เป็นมิตรกับเรามาก เราไม่ใช่คนนิยมซื้อของราคาสูง แต่เพราะการจัดวางทำให้เราอยากซื้อของในอิเซตันกลับบ้านในราคาที่เรามั่นใจว่าเป็นของมีคุณภาพและเป็นมิตรกับเรา” กันต์เล่าเหตุผลที่มอบโจทย์ที่วางแว่นตาแนวรังผึ้งให้นักออกแบบนำไปสร้างสรรค์ต่อ จนกลายเป็นร้านแว่นตาในสไตล์มินิมอลที่อยู่เหนือกาลเวลา

ทั้งการจัดการพื้นที่ตั้งแต่ทางเดินหลังประตูที่พาเราหลุดเข้ามาอีกดินแดนหนึ่ง จนพบกับพื้นที่จัดแสดงแว่นตาโบราณขนาดย่อม ก่อนพาเราไปพบเหล่าแว่นตาหลายสิบแบบและรูปทรงที่คัดสรรมาอย่างดี มีตั้งแต่ราคาที่จับต้องได้ไปจนถึงรุ่นที่หายาก จัดวางอย่างเป็นระเบียบในชั้นรังผึ้งที่ออกแบบเส้นสีและแสงให้แว่นตาทุกแบบทรงที่นำเสนอเอกลักษณ์ของตัวเองออกมาอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นแว่นตาที่ส่งให้ดูภูมิฐาน หรือแว่นตาในแบบทรงที่กำลังเป็นที่นิยม เข้ากันดีกับการจัดแสงอุ่นๆ ที่เปลี่ยนทำให้ไม่ว่าใครก็ตามอยากใช้เวลาที่ร้านนี้นานๆ

นอกจากสินค้าคุณภาพ จุดแข็งสำคัญของร้านแว่นตาโอคูระคือพื้นที่และการออกแบบประสบการณ์การบริการจนลูกค้าบอกต่อ

OCCURA, ร้านแว่นตา

OCCURA, ร้านแว่นตา

ร้านแว่นตาที่เจอพื้นที่ที่พอดีกับตัวเอง

“โอคูระ เราขาย Solutions มากกว่าขายกรอบหรือเลนส์”  

กันต์เล่าว่า ลูกค้าที่มาโดยเฉพาะลูกค้าออนไลน์ เขาไม่ได้เข้ามาเพราะเราขายแว่นแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง แต่มาเพราะมีปัญหาสายตาที่แตกต่าง เช่น สั้นมาก ยาวมาก หรือเคยใส่แว่นเลนส์โปรเกรสซีฟแล้วแต่รู้สึกไม่สบายตาเพราะเลนส์ที่เคยใส่ไม่ตรงกับค่าสายตาจริง ซึ่งมีมาให้เราแก้ไขแทบทุกวัน ก่อนทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เขาทำไม่ใช่เรื่องใหม่ เขาแค่เจอพื้นที่ที่พอดีกับตัวเอง

สำคัญคือ การเปิดใจรับรู้เรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อทำความเข้าใจว่ากรอบและเลนส์ไม่ใช่ One size fit for all เป็นเหตุผลว่าทำไมเราควรให้เวลากับแว่นตาของเรามากเท่าที่จะทำได้ เพื่อรักษาดวงตาที่มีคู่เดียวคู่นี้ให้อยู่ตลอดไป

OCCURA, ร้านแว่นตา

Lesson Learned

การทำร้านแว่นตาโอคูระทำให้กันต์เข้าใจพฤติกรรมการตัดสินใจของลูกค้า เดิมเขาคิดว่าคนทั่วไปสนใจเพียงกรอบกับเลนส์อะไรก็ได้ และการตกแต่งร้านสวยๆ จนได้รู้ว่ากว่าคนสมัยนี้จะตัดสินใจเลือกสินค้าสักชิ้นเขาหาข้อมูลมากขึ้น เพราะเขาต้องการสิ่งนี้และบริการแบบนี้จริงๆ และแพสชันอย่างเดียวไม่พอ ผู้ประกอบการต้องศึกษาให้ดีว่าสิ่งที่เราทำมีอะไรบ้าง พยายามเก็บทุกรายละเอียด รู้จักและยอมรับตัวเองว่าเรามีหรือเราขาดอะไร เพื่อหาพาร์ตเนอร์มาช่วยเติมเต็ม โดยไม่หยุดที่จะเรียนรู้ และเรื่องการเงินก็เรื่องสำคัญ

“ในวันที่เราสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมา อย่าคาดหวังว่าคนจะมาต่อคิวแย่งกันซื้อของ ดีไม่ดีในช่วง 2 ปีแรกเราขอแค่พออยู่ได้ เพื่อสร้างมาตรฐานของร้านเรา ซึ่งต้องใช้เวลา หลายครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นอย่างที่คิด ต้องมีความยืดหยุ่น ขณะเดียวกันก็รู้แก่นของสิ่งที่ทำอย่างชัดเจน แล้วใช้ใจทำสิ่งที่ดูธรรมดาให้ไม่ธรรมดา ด้วยการมีทีมที่ดีและเชื่อในสิ่งที่ทำ” กันต์-ธนัฐณ์ วิทย์ภิรมย์ ผู้ก่อตั้งร้านแว่นตาโอคูระ (OCCURA)

 

OCCURA

ที่ตั้ง : 100/74 อาคารว่องวานิช บี ชั้น 23 ถนนพระราม 9 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา 10.00 – 19.00 น.
นัดหมายล่วงหน้าโทร : 026450192 , 0816116823

www.occuravision.com

Facebook: occuravision

Instagram: occuravision

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

27 มิถุนายน 2561
8.28 K

ผู้หญิงกับของสวยงามเป็นของคู่กัน นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเราถึงได้ตื่นเต้นนักเวลามีเครื่องสำอางจัดโปรโมชันลดราคา และได้สนุกกับการลองสี Lustre ของ M.A.C หรือสี Adrienne ของ CHANEL ตามเคาน์เตอร์ความงามทั้งหลาย หรือแม้กระทั่งการอ่านรีวิวสินค้าเหล่านั้นได้เป็นชั่วโมงๆ ในอินเทอร์เน็ต

รวมไปถึงได้รู้จักมักคุ้นกับแบรนด์เครื่องสำอางไทยบนเคาน์เตอร์ความงามต่างๆ มากขึ้น แต่กับแบรนด์ Vowda (ว้าวด้า) แบรนด์เครื่องสำอางจากธรรมชาติฝีมือคนไทย ซึ่งเราแทบไม่เคยเห็นผลิตภัณฑ์วางขายที่ชั้นเครื่องสำอางไหน แต่ชอบใจจนตั้งคำถามว่าจะว้าวสมชื่อแบรนด์จริงแท้แค่ไหน

The Cloud จึงนัดหมายพูดคุยกับ จ๋า-วิลาสินี โฆษิตชัยวัฒน์ วิศวกรเคมีสาวที่อยู่เบื้องหลังทุกกระบวนการของเครื่องสำอางจากธรรมชาติแบรนด์นี้ ซึ่งเป็นทั้งผู้คิดค้นสูตร ออกแบบวิธีการผลิต และพัฒนานวัตกรรม จากที่เคยประสบปัญหาจากอาการแพ้เครื่องสำอางทั่วไป จ๋ามุ่งมั่นทั้งเรื่องนวัตกรรมและธุรกิจจน Vowda ของเธอไปไกลกว่าเครื่องสำอางธรรมชาติธรรมดาๆ

โดยเฉพาะเรื่องที่คุณจะได้ฟังต่อไปนี้ ที่เราขอรับประกันความว้าวก่อนใคร

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

01

คนที่แพ้ก็ต้องดูแลตัวเอง

“จริงๆ เรามองว่าถึงแม้คุณจะเป็นสิว คุณจะแพ้ก็สามารถแต่งหน้าได้ เมื่อก่อนเราต้องเข้าร้านหมอปรับผิวตลอดเลย เพราะเราเป็นคนผิวบางตั้งแต่เด็กทำให้ใช้แป้งเด็กหรือพวกน้ำหอมไม่ได้เลย ใช้แล้วจะคัน เกิดอาการแพ้ สิวขึ้น แต่ว่าเราก็ยังคงอยากแต่งหน้าอยู่” จ๋าเริ่มต้นเล่าที่มาของความสนใจเครื่องเสริมสวย แม้เธอจะเลือกเรียนวิศวเคมีในเวลาต่อมา

ไม่ต่างจากเด็กสาวในคณะวิศวกรรมศาสตร์ทั่วไปที่ไม่ค่อยมีเพื่อนผู้หญิงมากนัก ทำให้โอกาสที่จะจับกลุ่มพูดคุยเรื่องความสวยความงามกับเพื่อนๆ มีน้อย จนกลายเป็นเรื่องไกลตัวในที่สุด

จนกระทั้งจ๋าได้มีโอกาสไปเรียนภาษาที่ประเทศอเมริกาในช่วงสั้นๆ เธอพบว่าผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงามนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่กับสารประกอบเพียงไม่กี่ตัว

“ตอนนั้นเราต้องพกยาหมอที่รักษาไปที่อเมริกาด้วย และช่วงที่ยาใกล้หมด เราได้ลองใช้ผลิตภัณฑ์จากแป้งข้าวโพดและสินค้าจากธรรมชาติหลายชนิด จนพบว่าหน้าเราดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

หลังจากกลับมา จ๋ามีโอกาสเข้าทำงานในสายงานการผลิตเครื่องสำอาง ใช้เวลาช่วงหนึ่งสะสมประสบการณ์พร้อมทั้งนำสิ่งที่ได้มาบวกกับความรู้ทั้งจากในตำราเรียนและปัญหาที่เธอพบเจอในชีวิตประจำวัน ก่อนจะค่อยๆ ศึกษาทดลองนำผลผลิตจากธรรมชาติมาดัดแปลงเป็นเครื่องสำอางแล้วทดลองใช้กันเองในครอบครัว ซึ่งเป็นเวลารวมกว่า 3 ปี ที่ทดลองจนมั่นใจในความปลอดภัย ก่อนจะได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักนวัตกรรม แล้วทดสอบก่อนนำสินค้าออกวางขายในแบรนด์ Vowda ซึ่งที่มาของชื่อมาจากความว้าวที่ได้จากการใช้ผลิตภัณฑ์นั่นเอง

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

02

โรงสีข้าว

ไม่ใช่แค่ลิปสติกสีแดงและแป้งที่ทำจากข้าว แต่เรายังตื่นเต้นกับลิปสติกสีม่วงจากแครอทม่วง บลัชออนสีส้มจากแครอท ความเข้ากันดีของวิทยาศาสตร์และธรรมชาติซึ่งเกิดจากการที่จ๋าหยิบพืชใกล้ตัวขึ้นมาพัฒนาเป็นสีสันต่างๆ ในเครื่องสำอาง

ระหว่างที่ฟังจ๋าเล่าถึงกระบวนการอย่างละเอียด เราได้แต่นั่งคิดอยู่หลายตลบถึงขั้นตอนกว่าจะได้มาของสีที่แสนจะซับซ้อน แต่ก็ฟังดูน่าสนุกไม่แพ้กัน

“อย่างลิปสติกข้าว หัวใจมันอยู่ที่สีของข้าว เริ่มจากเราเอาข้าวไปหมักด้วยเชื้อโมแนสคัส ซึ่งมันจะไม่ใช่ข้าวแดงที่เราเห็นเป็นข้าวสีแดง แต่เกิดจากการหมักข้าวขาวจนได้ยีสต์ขึ้นมา จากนั้นนำไปสกัดเป็นสีแดงอีกที

“หลักการนี้มีมานานแล้วนะ เพียงแต่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมย้อมผ้าซึ่งสีจะละลายในน้ำ แต่ในทางของการทำลิปสติกเราจะทำให้ละลายในน้ำไม่ได้ จึงต้องทำให้มันกระจายตัวก่อนด้วยการดัดแปลงโครงสร้างพื้นผิวของมันแทน จะเรียกว่าเป็นนวัตกรรมเกี่ยวกับสีก็ได้แต่ว่าเอามาประกอบร่วมกับข้าว”

ที่น่าสนใจคือ ข้าวที่จ๋าเลือกใช้ทั้งหมดเป็นข้าวทั้งหมดที่ถูกคัดเลือกว่าเป็นข้าวตกเกรด ขายไม่ได้ราคา เพราะมีลักษณะบิดเบี้ยวหรือแตกหัก ไม่นิยมเอาไปขายเพื่อเป็นอาหาร

“เราสามารถเพิ่มมูลค่าให้ข้าวตกเกรดได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า พอเรารับข้าวมาถูกต้นทุนจะต่ำนะ เพราะมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่นที่สำคัญอย่างค่าวัดวิเคราะห์ และกระบวนการฆ่าเชื้อ ซึ่งถ้าเป็นข้าวที่ดี ต้นทุนในการรับซื้อจะสูง แต่ข้าวดีเราจะเอามาทำทำไม เราเอาไปขายให้คนกินดีกว่า กลับกัน ของเสียหรือข้าวตกเกรดแทนที่เราจะปล่อยให้ขึ้นรา เราก็เอามาขายแล้วเพิ่มมูลค่าจะได้ไม่ต้องถูกทิ้งในระบบ” จ๋าเล่าวิธีการที่เธอใช้ข้าวเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำ Vowda

จ๋าใช้เวลากว่า 2 ปีในห้องทดลองตั้งแต่กระบวนการทดสอบ ศึกษาและวิจัยเบื้องต้นเกี่ยวกับพืชถึง 1 ปีเต็ม และอีก 1 ปีในการทำงานวิจัยออกมาให้เป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งในขั้นตอนเหล่านี้ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาลที่ทำให้นักวิจัยหลายคนถึงกับต้องถอดใจ และเป็นเหตุผลที่ทำให้งานวิจัยหลายชิ้นเป็นอันต้องหยุดชะงักไปอย่างน่าเสียดาย แต่ถือเป็นโอกาสดีสำหรับจ๋า เพราะการได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมนอกจากจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการคิดค้นทดลองแล้วยังช่วยขับเคลื่อนให้ผลิตภัณฑ์ Vowda สามารถออกวางขายในท้องตลาดได้จริงๆ

ความท้าทายของการขอรับทุนวิจัยอยู่ที่การคิดค้นนวัตกรรมหรือการนำนวัตกรรมเก่ามาประยุกต์อย่างไรให้เกิดการแตกแขนงไปเป็นสิ่งใหม่ ไม่ใช่เพียงการนำมาดัดแปลงเฉยๆ “เราจะเป็นคนหนึ่งที่เริ่มคิดงานจากของใกล้ตัว ตั้งโจทย์จากการมองพืชใกล้ตัวเพราะการไปเอาของใหม่มาดัดแปลงมันยาก เกษตรกรยังไม่มีความเสถียรในการปลูกหรือว่าในอนาคตอาจจะไม่มีคนรับช่วงต่อคือต้องมองไกลถึงขนาดนี้ด้วย”

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

03

(นาง) งามอย่างไทย

ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า Vowda มีผลิตภัณฑ์ออกมาเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น เพราะสำหรับจ๋าแรงบันดาลใจหรือเหตุการณ์ที่ประสบกับตัวโดยตรงเป็นเหตุผลสำคัญของการทำ Vowda ซึ่งการเป็นตัวแทน MRS Thailand 2017 ไปประกวด MRS World 2017 ที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อปีที่ผ่านมาก็เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่สำคัญมากๆ ของเธอ

“ปีที่แล้วเราได้คัดเลือกจากทีมที่ดูแลการประกวดของประเทศไทยให้ไปประกวด MRS World ซึ่งเป็นเวทีประกวดสำหรับผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว มีหน้าที่การงานและครอบครัวให้รับผิดชอบในเวลาเดียวกัน พอดีกับโจทย์ของประเทศไทยที่อยากพูดเรื่อง Thailand 4.0 มองหาตัวแทนที่ทำงานวิชาการและธุรกิจได้ทั้งคู่ เราจึงเป็นตัวแทนไปประกวดจนเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย”

มากกว่าความงามอย่างไทย จ๋าตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้โลกรู้ว่า นวัตกรรมของไทยไปได้ไกลกว่าที่ใครหลายคนคิด โดยเฉพาะธุรกิจเครื่องสำอางที่กำลังพัฒนาไปเรื่อยๆ “ของขวัญที่เราเอาไปให้ทางเจ้าภาพก็จะเป็นเครื่องสำอาง Vowda เราต้องการแสดงให้เขาเห็นว่าประเทศไทยเป็นแหล่งรวมของวัตถุดิบชั้นดีของเอเชีย ซึ่งสามารถเอามาพัฒนาเป็นเครื่องสำอางเกรดพรีเมียมได้”

นอกจากนี้ ในการประกวด จ๋าได้เจอกับผู้หญิงเก่งๆ ในวัยเดียวกันมากมายเป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างแรงบันดาลใจให้เธอต่อยอด พัฒนาเครื่องสำอางสำหรับใช้ในการประกวด ทั้งน้ำตบที่พัฒนามาจากกาแฟและแป้งออร่าจากข้าวที่จ๋าเล่าว่าช่วยทำให้สว่างขึ้นเมื่อขึ้นไปอยู่บนเวที

“อายุที่มากขึ้นนำพาริ้วรอยมาหาสาวๆ อย่างเรา และเรากินกาแฟทุกวัน ก็เริ่มคิดว่าจะทำอะไรได้บ้างเพราะในกาแฟมีสาร Anti Aging สูง” จ๋าเล่าว่าเธอเดินทางด้วยตัวเองไปถึงแหล่งผลิตกาแฟออร์แกนิกทั้งในภาคเหนือและประเทศลาว เพื่อพูดคุยกับชาวบ้านและคัดสรรเมล็ดกาแฟที่เธอคิดจะนำมาต่อยอดเป็นเครื่องสำอาง ซึ่งกว่าจะมีผลลัพธ์ที่น่าภูมิใจอย่างทุกวันนี้ เธอก็ต้องลองผิดลองถูกและเสียเครื่องมือไปหลายครั้ง นี่จึงเป็นอีกงานวิจัยที่เธอภูมิใจมากๆ

“ตอนแรกเราใช้กรีนบีนคอฟฟี่ที่เป็นเมล็ดกาแฟดิบเอามาลองบดดูก่อนเพราะคิดว่าน่าจะบดง่าย แต่ปรากฏว่ายางมันเยอะมาก แล้วเราต้องบดให้เล็กพราะยิ่งบดได้มากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งสกัดสารได้มากเท่านั้น สุดท้ายควันขึ้นเลย กว่าจะมาสำเร็จได้ก็เปลี่ยนตะแกรงไปหลายรอบ แต่ก็สนุกตรงที่ว่าได้ลองนี่แหละ”

นี่เป็นเพียงตัวอย่างจากแรงบันดาลใจเล็กๆ น้อยๆ การพูดคุยกับจ๋าทำให้เรารู้จักกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกหลายอย่าง ที่เธอตั้งใจคิดเพื่อแก้ปัญหาที่พบเจอในชีวิตประจำวันและอยากจะส่งต่อออกไปให้ลูกค้าที่ประสบปัญหาเดียวกัน ทั้งเบบี้ออยล์สูตรที่บางเบากว่าทั่วไปสำหรับเด็ก หรือแม้แต่การทดลองทำสเปรย์เพื่อฉีดแก้อาการแพ้เหงื่อจากการออกกำลังกายของตัวเอง

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

04

แบรนด์ไทยจะไปแบรนด์โลก

อาจจะเร็วเกินไปที่จะบอกว่า Vowda ในวันนี้กลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในตลาดไทย

แต่สิ่งหนึ่งที่น่ายินดีมากๆ คือ Vowda กลับเป็นงานวิจัยไทยชิ้นแรกๆ ที่ถูกส่งไปประกวดในงาน EUROINVENT 2018 ที่ประเทศโรมาเนีย แถมยังเป็นงานวิจัยที่คว้ารางวัลที่หนึ่งกลับมาอีกต่างหาก ซึ่งหลังจากที่เราได้ฟังจ๋าเล่าถึงกระบวนการต่างๆ มาระยะหนึ่ง เราก็ไม่แปลกใจเลยว่า Vowda ประสบความสำเร็จไปถึงขั้นนั้นได้อย่างไร

เพราะไม่ใช่เพียงแค่ความน่าสนใจของตัวผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่เบื้องหลัง Vowda ยังแฝงไปด้วยขั้นตอนต่างๆ ที่ทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่าทุกกระบวนการนั้นผ่านการคิดมาอย่างดี

“พอบอกว่าเป็นวัตถุดิบมาจากเอเชีย มาจากประเทศไทย คนโรมาเนียเขาก็สนใจกันมากเพราะว่ามันเหนือความคาดหมาย และการทำโปรเจกต์กาแฟนี่ได้เพื่อนเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรหรือว่านักวิชาการต่างชาติ โดยเฉพาะในส่วนของเกษตรกร เพราะว่าเราได้ไปช่วยเขาด้วย ได้แลกเปลี่ยนความคิดกัน ทำให้เขารู้สึกมีแรงบันดาลใจที่จะทำงานต่อไป หรือในส่วนของผู้ประกอบการเราก็เป็นต้นแบบที่ดีให้กับคนต่างชาติที่มองเข้ามาว่าเมืองไทยก็มีของพรีเมี่ยมจริงๆ” จ๋ายิ้มภูมิใจ

จะเห็นว่าราคาขายของ Vowda ถูกมากเมื่อเทียบกับสินค้าออร์แกนิกในท้องตลาด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ Vowda ผลิตเองไม่มีพ่อค้าคนกลาง

อย่างไรก็ตามจ๋าพบว่าปัญหาเรื่องบรรจุภัณฑ์ยังคงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับ Vowda เธอเล่าให้ฟังว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำผลิตภัณฑ์ให้ออกมาน่าสนใจตามแบบที่คิดเอาไว้นั้น เพราะทุกอย่างต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายสูงลิบ เช่น การอัดเม็ดพลาสติกตามโมเดลตลับเครื่องสำอางสวยหรู โดยเฉพาะเมื่อ Vowda ยังเป็นแบรนด์เล็กที่ถึงแม้เธอจะเคยลองให้คนใกล้ชิดช่วยพัฒนาบรรจุภัณฑ์จากธรรมชาติมาแล้วแต่สุดท้ายก็เป็นอันต้องล้มเลิกไป เพราะการผลิตจำนวนน้อยนั้นต้องใช้เงินลงทุนเยอะกว่าการผลิตในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

และแม้บรรจุภัณฑ์จะยังไม่สวยสู้กับแบรนด์มาแรงของต่างชาติ แต่จ๋าก็มั่นใจในคุณภาพของ Vowda ที่ดีไม่แพ้แบรนด์จากต่างประเทศแน่นอน และการที่สินค้าได้ส่งออกไปยังประเทศลาวและกำลังจะได้ไปโชว์ในงานไทยเฟสติวัลที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็คงเป็นอีกหนึ่งเครื่องการันตีความสำเร็จนี้

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

05

เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว

จนถึงตอนนี้ การเป็นเจ้าของแบรนด์ที่เป็นทั้งคนคิดค้นสูตร ผู้ทดลองผลิตภัณฑ์ไปจนถึงพรีเซนเตอร์สินค้าก็ยังสร้าง ความว้าว ที่เราได้แต่ตั้งคำถามว่าเธอทำทุกอย่างนี้คนเดียวกันได้ยังไง เพราะตั้งแต่กระบวนการคิดค้าต่างๆ ขั้นตอนการผลิตที่รู้ลึกรู้จริง ชนิดที่ว่าถามอะไรไปเธอก็ตอบได้ “เครื่องหมายการค้าเราก็ทำเอง ทำทุกอย่างเองหมดเลย เพราะที่บ้านเป็นคนจีน เราจะโดนสอนตลอดว่าถ้าเราทำธุรกิจอะไร เราต้องรู้ลึก รู้จริง เพราะว่าคนงานเขาพร้อมจะไปจากเราได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้น เราต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองให้ได้”

ไม่ใช่แค่ในกระบวนการควบคุมเท่านั้น แต่จ๋ายังลงมือออกแบบกระบวนการผลิตของเครื่องจักรที่จะใช้ในการทำงานด้วยตัวเอง จากการประยุกต์เอาวิชาความรู้ที่เรียนจากคณะวิศวกรรมศาสตร์เข้ามาใช้ในการออกแบบตัวกระจายความร้อน โดยจ๋ามองว่าการเข้าไปอยู่ในทุกส่วนของเส้นทางการผลิตถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในฐานะเจ้าของผลิตภัณฑ์

“บางทีคนรุ่นใหม่จะมองแค่ว่ามันคือธุรกิจ คิดแค่ว่าเรียนจบออกมาฉันต้องการจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่คุณลืมที่จะเข้าไปเรียนรู้ สุดท้ายคุณก็จะไปได้ไม่ไกล เพราะคุณไม่มีประสบการณ์ ฉะนั้นคุณควรจะยอมลำบากไปเรียนรู้ก่อน อย่างการลองไปเป็นพนักงาน ซึ่งคุณจะเรียนรู้สิ่งที่คุณอยากได้จากเจ้านาย ถ้าคุณเป็นลูกค้าคุณอยากได้อะไรจากผู้ผลิต อย่างเพิ่งรีบก้าวกระโดด มันเหมือนการเอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่างเราเริ่มจากการเป็นพนักงาน แล้วก็เป็นผู้ใช้ที่มีปัญหา พอมาทำเองเราก็จะเข้าใจว่าลูกค้าอยากได้อะไร ไม่อยากได้อะไร” เธอกล่าว

จ๋าทิ้งท้ายถึงความท้าทายในฐานะเจ้าของแบรนด์ว่า เธอหวังให้ Vowda เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่ถูกต้องมากขึ้น และเธอยังหวังว่าจะได้เห็นเครื่องสำอางไทยที่พัฒนาก้าวไกลและได้รับการยอมรับ

“เริ่มต้นจากในสายตาของคนไทยด้วยกันเอง เพราะสุดท้ายจ๋าเชื่อว่า ความสวยไม่จำเป็นจะต้องอยากมีหรืออยากเป็นตามแบบคนต่างชาติเสมอไป และนั่นคือจุดที่สำคัญที่สุดของ Vowda จงสวยในแบบที่คุณเป็น ไม่ต้องสวยตามแบบใคร” เราจบบทสนทนากับคุณจ๋าด้วยความรู้สึกสวยขึ้นอีกหนึ่งระดับ ไม่ใช่เพราะหน้าตาเราดีขึ้นแบบทันตาเห็น แต่อาจจะเป็นเพราะความสุขและความอิ่มเอมใจที่ได้รับจากการพูดคุยกับจ๋าที่ทำให้เราเชื่อว่าความสวยเป็นเรื่องสร้างได้จริงๆ

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

The Rules

  1. ใส่ใจในสิ่งที่ทำ
  2. มีวินัยกับตนเอง
  3. เชื่อมั่นในการตัดสินใจของตนเองเสมอ
ขอบคุณสถานที่
Sway Gray Coffee/Gallery
48 ซอยพระราม 2 60 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพ 10150
FB : swaygreycoffee
IG: swaygreycoffee

Writer

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load