14 กุมภาพันธ์ 2562

“…เขามองร่างของเธอกอปรขึ้นจากแสงจันทร์เพ็ญในห้องหนังสือหายากชั้น 3 ตึก 2 เริ่มจากมวลแสงที่ค่อยสว่างจ้าขึ้นบนหนังสือเล่มนั้น ผายเปิดปกสีทองเหลืองของมันออกมาอย่างบรรจงประหนึ่งเวทมนตร์ จากนั้นกระดาษแต่ละแผ่นจึงหลุดลอยละล่องขึ้น บิดม้วนเข้าหากัน เปล่งประกายเป็นสัดส่วนอรชรของหญิงสาวสะพรั่ง…”

โอ๊ต มณเฑียร อ่านท่อนแรกของเรื่องสั้น ‘ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ ให้เราฟัง

ถ้อยคำที่ร้อยเรียงอย่างงดงาม สะกดเราให้ตกห้วงภวังค์แห่งตัวอักษร

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ถ้อยคำเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของงาน ‘ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ นิทรรศการแบบ mixed media ที่จัดในห้อง ‘วชิรญาณ 2’ ภายในตึกหลักของหอสมุดแห่งชาติ ที่ใช้บัตรประชาชนแลกบัตรเข้าไปได้เลยโดยไม่ต้องเสียค่าเข้าชมใดๆ ตั้งแต่วันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ยาวไปจนถึง 28 เมษายน

ในมือโอ๊ตคือนิยายปกสีแดงเล่มบาง หน้าห้องมีตู้ไม้ที่บรรจุด้วยหนังสือเก่า รอบห้องมีหนังสือที่กลายเป็นงานศิลปะด้วยฝีมือของโอ๊ต และด้านหลังมีตู้บัตรรายการห้องสมุดที่ซ่อนความลับบางประการไว้ สื่อกลางต่างๆ มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือเล่าเรื่องราวของหอสมุดแห่งชาติ

หอสมุดแห่งชาติ คือสถานที่เก็บหนังสือทุกเล่มในประเทศไทย ตามที่พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 กำหนดว่า หนังสือหรือสิ่งพิมพ์ทุกเล่มต้องส่งมาให้หอสมุดแห่งชาติจำนวน 2 ฉบับ เพื่อใส่ส่วนห้องสมุด 1 ฉบับ และเก็บเข้าคลังอีก 1 ฉบับ

“ที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นห้องสมุดโดยเฉพาะ เราคิดว่ามันพิเศษ แต่คนอาจจะลืมไป” โอ๊ตพูดขึ้นระหว่างการสนทนาของเรา

ศิลปิน / ภัณฑารักษ์ / นักอ่าน / นักเขียน ผู้นี้ จึงขอสารภาพรักต่อสถาบันหนังสือด้วยการทำงานนี้ออกมา

ถ้อยเขียนของเราอาจไม่งดงามเท่าของโอ๊ต แต่อยากขอเขียนเล่าถึงเรื่องราวเบื้องหลังของนิทรรศการ ที่ล้ำค่าไม่น้อยไปกว่าผลงานสุดท้ายแล้ว

เมื่อฟังแล้ว เชื่อว่าคุณจะตกหลุมรักทั้งนิทรรศการและหอสมุดแห่งชาติเหมือนกับเรา

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ตีความสถานที่ผ่านศิลปะ

โอ๊ตเริ่มอธิบายกระบวนการสร้างงาน ‘ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ ด้วยคำว่า Artist Intervention

หากแปลตรงตัวคือ การแทรกแซงของศิลปิน แต่โอ๊ตเลือกแปลว่า การต่อยอด มากกว่า

นี่เป็นวิธีที่ใช้แพร่หลายกันทั่วโลก เพื่อกระตุ้นให้พิพิธภัณฑ์ คลังของมีค่า หรือหอจดหมายเหตุ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยองค์กรจะชวนศิลปินเข้ามาทำความเข้าใจองค์กร แล้วตีความออกมาเป็นงานศิลปะหรือนิทรรศการจัดแสดงในพื้นที่ขององค์กรนั้น

ตัวอย่างที่โอ๊ตยกให้ฟังคือ เคสของพิพิธภัณฑ์งานออกแบบและศิลปะ Victoria & Albert Museum ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเดิมทีไม่ค่อยมีงานจากแถบแอฟริกาเท่าไร แถมของไม่น้อยในคลังยังเกี่ยวข้องกับเงินที่มาจากการค้าทาส ทางมิวเซียมจึงเชื้อเชิญศิลปินผิวสี Yinka Shonibare มาสร้างงาน ออกมาเป็นประติมากรรมที่ใช้ผ้าลายบาติกแอฟริกัน ตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์

วิธีการนี้แยบยลตรงที่องค์กรไม่จำเป็นต้องวิพากษ์ตัวเอง เพราะยืมสายตาคนนอกมาช่วยวิพากษ์แทน ทำให้มีความสดใหม่ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อาจเปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายๆ

โอ๊ตมีความเห็นว่า ถ้าใช้วิธีเดียวกันนี้ สร้างชีวิตชีวาให้หอสมุดแห่งชาติได้ก็คงดี

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ผจญภัยในคลังสมบัติของชาติ

เมื่อได้วิธีการแล้ว ศิลปินหนุ่มก็เริ่มจากการเก็บข้อมูล

โอ๊ตเข้ามาที่หอสมุดแห่งชาติทุกวัน เพื่อทำความเข้าใจกับระบบ ตั้งข้อสงสัย และมองหาแรงบันดาลใจ เขาจดบันทึกเรื่องหอสมุดทุกวัน ทั้งเรื่องหนังสือที่อ่าน สิ่งที่เห็น และคนที่ได้พบเจอ

“ที่นี่เป็นเหมือนโลกพิศวง เป็น Wonderland ส่วนเราก็รับบทเป็น อลิซ ผู้สำรวจและซุกซนไปตามที่ต่างๆ” โอ๊ตบอกเราด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

สิ่งหนึ่งที่ตราตรึงใจเขาเป็นพิเศษ คือตู้อักษรพระนามพระบรมวงศานุวงศ์ ในห้องหนังสือหายาก และตู้หนังสือที่มีชื่อบุคคลสำคัญ เช่น ห้องสมุดวิจิตรวาทการ ห้องสมุดอนุมานราชธน ตู้และหนังสือในตู้เหล่านี้มักอยู่ในโซนที่เรียกว่า ‘ชั้นปิด’ คือไม่อนุญาตให้คนทั่วไปเข้า ทำให้โอ๊ตสนใจและตั้งคำถามถึงที่มาที่ไปของพวกมัน

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

“ตู้พวกนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับเรา มันสวยมาก หนังสือข้างในก็สวย แล้วก็น่าสงสัยว่าของใคร ทำไมมันมาอยู่ตรงนี้ ทำไมคนคนหนึ่งถึงตัดสินใจจะมอบตู้หนังสือพร้อมหนังสือข้างในให้แก่หอสมุด ความผูกพันของเขากับที่นี่คืออะไร” โอ๊ตเล่าถึงตู้ปิด แววตาเป็นประกาย

เหล่าตู้ปิดลึกลับนี่เอง คือแรงบันดาลใจหลักของโปรเจกต์นี้

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


รวมความประทับใจ ใส่ลงในหนังสือ

โอ๊ตเลือกกลั่นกรองความสนใจเรื่องตู้ปิดและสมบัติลับอื่นๆ ของหอสมุด ออกมาเป็นเรื่องสั้น

“ถ้าเล่าเรื่องที่นี่เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ คนคงไม่ค่อยอ่าน แต่ถ้าเป็นนิยายรักคนรุ่นเราๆ คงอินได้ง่ายขึ้น” เขาบอก

โอ๊ตปล่อยจินตนาการให้วิ่งเล่นในหอสมุดอย่างเต็มที่ เขาไปเจอ มัทนะพาธา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 ว่าด้วยมัทนา หญิงสาวที่โดนสาปให้เป็นกุหลาบ แล้วจะกลายร่างเป็นผู้หญิงทุกคืนจันทร์เต็มดวง จึงเลือกหยิบตัวละครมัทนามาเป็นตัวดำเนินเรื่อง โดยจินตนาการต่อไปเองว่าหากมัทนาไม่ได้เป็นดอกกุหลาบ แต่เป็นหนังสือ ห้องสมุดจะกลายเป็นสถานที่โรแมนติกขนาดไหน

ภาษาในเรื่องอาจฟังดูย้อนยุคเล็กน้อย เพราะโอ๊ตตั้งใจเลียนแบบสำเนียงของนักเขียนอย่าง อิศรา อมันตกุล, ธิดา บุนนาค และ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ด้วยเหตุผลว่า เป็นภาษาที่ไม่ได้เน้นเล่าเรื่อง แต่เน้นเร้าความรู้สึกมากกว่า

ในหนังสือมีเลขเรียกหนังสือแทรกอยู่ตลอดเรื่อง หากอ่านๆ ไปแล้วสงสัยว่าตัวละครกำลังพูดถึงหนังสือเล่มไหน ก็ลองจดเลขเหล่านี้ไปเปิดดูและตามอ่านได้ด้วย เรียกว่าอ่านแค่หนึ่ง ก็ต่อยอดไปได้อีกหลายเล่ม

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


ให้บรรยากาศช่วยเล่าเรื่อง

ไม่ใช่แค่ในเรื่องสั้น แต่เรามองเห็นความรักของโอ๊ตล้นทั่วทุกมุมห้อง

“เราเขียนหนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่ม แล้วจัดห้องทั้งห้องให้เป็นบรรยากาศที่สมบูรณ์แบบสำหรับการอ่านหนังสือเล่มนี้” โอ๊ตอธิบาย เขาเริ่มจากการจัดไฟให้ได้บรรยากาศ และยกเอาองค์ประกอบต่างๆ ในหนังสือออกมาวางบนโลกความเป็นจริง เช่นตู้ไม้ที่เต็มไปด้วยหนังสือเก่า ซึ่งเขายกมาจากบ้านตัวเอง โดยเลือกเติมตู้ด้วยหนังสือรุ่นเดียวกับหนังสือในตู้บนหอสมุด เพื่อให้ได้อารมณ์คล้ายว่านี่คือตู้ปิดอีกตู้ที่มีคนยกมาให้หอสมุด

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

รวมถึงศิลปะบนหนังสือที่จัดแสดงอยู่รอบห้อง นี่คือผลงานจากนิทรรศการ Ex-Libris ที่เขาจัดเมื่อ 6 ปีก่อน โอ๊ตเลือกมาเพียงบางเรื่องที่ถูกพูดถึงในเรื่องสั้น เช่น ชาร์ลี กับ โรงงานช็อกโกแลต และ อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

นอกจากนั้น เขายังให้โจนัส เดปท์ นักเปียโนแห่งชาติจากเบลเยียม คนรักของเขา ช่วยเล่นเปียโนจุฑาธุช เปียโนสองด้านหลังเดียวในประเทศไทย ที่สถิตอย่างนิ่งเงียบอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ ก่อนอัดเสียงมาเพื่อเปิดบรรเลงคลอ สร้างบรรยากาศไปอีกขั้น

โอ๊ตขยิบตา บอกเราว่า ต้องอ่านเรื่องสั้นก่อน แล้วจึงจะเข้าใจว่าทุกองค์ประกอบของนิทรรศการร้อยเรียงกันอย่างไร

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


งานศิลปะในพื้นที่ราชการ

ทำงานกับหน่วยงานราชการ ยากไหม เราถาม

“ไม่เลย” โอ๊ตตอบ “องค์กรอย่างนี้ คนส่วนมากคิดว่าคงเข้ามาทำงานศิลปะได้ยาก ซึ่งตอนแรกเราก็คิดแบบนั้น แต่พอทำจริงๆ ทุกอย่างมันเกิดขี้นได้อย่างรวดเร็วมาก เพราะในนี้มีคนตัวเล็กๆ ที่ช่วยกันอยู่”

หากยังไม่เชื่อ ขอบอกว่างานนี้ใช้เวลาทำตั้งแต่เริ่มเสนอจนถึงจัดแสดงเพียง 2 เดือน โดยได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการหอตั้งแต่วันแรกที่เสนอแนวคิด และออกมาสำเร็จได้ทันวันแสดงอย่างฉิวเฉียด เพราะการร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภัณฑารักษ์ที่ใจดีพาเดินดู ฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่คอยช่วยเหลือเมื่อโอ๊ตต้องการ และคนตัวเล็กตัวน้อยในหอสมุดอีกมากมาย

สิ่งที่เราประทับใจที่สุด คือการเข้าเล่มและพิมพ์ปกเรื่องสั้น ที่ฝ่ายอนุรักษ์และซ่อมแซมทำให้อย่างดีจนเสร็จออกมาทันเวลา

ตัวอักษรสีทองเปล่งประกายบนหน้าปก เกิดจากการพิมพ์ด้วยตัวตะกั่วทีละตัว (letter press)

สวยจับใจเพราะทำด้วยหัวใจ

“เราอาจมองต่างกัน แต่ถ้ามัวแต่โฟกัสที่ความต่าง งานมันก็จะไม่ไปไหน ทั้งที่ทุกฝ่ายรักหนังสือ อยากให้คนมาใช้งาน ถ้าเรากลับมาที่โฟกัสตรงนี้ มันก็เวิร์กออกมาได้” โอ๊ตถอดบทเรียนให้ฟัง

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


เกิดจากความรักทั้งนั้น

งานทั้งหมดนี้ต้องการสื่อสารอะไร

“เราอยากให้คนที่มารู้สึกว่าประสบการณ์การอ่านหนังสือที่ห้องสมุดมีเสน่ห์ คือต้องเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาเจอหนังสือที่ไม่ใช่ของเรา ที่เอากลับไปไม่ได้ มันเหมือนการได้พบรัก แล้วสุดท้ายคุณก็ต้องวางมันไว้” โอ๊ตอธิบาย

โรแมนติกกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

คนหลายคนรักหนังสือหลายแบบ โอ๊ตรักด้วยการอ่าน คนอื่นอาจรักด้วยการสะสม แต่ทำไมต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งล่ะ หากมองดูไปรอบหอสมุดแห่งชาติ จะพบว่าที่แห่งนี้รักหนังสือทุกแบบพร้อมกันโดยไม่ต้องเลือก ทั้งในด้านสะสม บูรณะ ซ่อมแซม และเปิดให้คนเข้ามาอ่าน

เราอ่านหนังสือปกแดงของโอ๊ต แล้วรู้สึกถึงจิตวิญญาณของหอสมุดแห่งชาติได้ชัดเจน

อาจเพราะมันกลั่นกรองออกมาจากความรักกระมัง

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ภาพ :   ปฎิพล รัชตอาภา
ดูรายละเอียดงานเพิ่มเติม ที่นี่

 

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

หลายปีมานี้ เราได้ยินคำว่าโลกร้อน ปัญหาสิ่งแวดล้อม และ Climate Change ลอยวนอยู่บนสนามสื่อ ที่หยิบยกประเด็นเหล่านี้มาชวนฉุกคิดให้มนุษย์ตระหนักถึงปัญหา ว่าหากเราไม่รักษ์โลกวันนี้ โลกก็จะไม่รักเราเหมือนกันในอนาคต เราเห็นความพยายามของหลายคน หลายแบรนด์ หลายองค์กร ที่โปรโมตแนวคิดการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมกันอยู่มาก 

ถ้านี่คือการออกรบ พูดอย่างตรงไปตรงมา การต่อสู้เพื่อชุบชีวิตโลกให้หายร้อนหรือฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในวงกว้างนั้นไม่ได้ง่ายเหมือนธานอสดีดนิ้ว แต่สิ่งสำคัญคงอยู่ที่ทุกภาคส่วนร่วมแรงผลักดันการแก้ไขปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทิ้งมันไว้กลางทาง 

‘มูลนิธิใบไม้ปันสุข’ เป็นหนึ่งในมูลนิธิที่กำลังสร้างความต่อเนื่องนั้นให้เห็น และเชื่อว่าแม้โลกจะมีเทคโนโลยีมากมายเกิดขึ้น แต่เราจะไปไหนไม่ได้ไกล หากโลกที่อาศัยยังเกิดวิกฤต

มูลนิธิใบไม้ปันสุข ก่อตั้งมาแล้ว 5 ปี แต่เพิ่งจะมาเปิดตัวให้ผู้คนรู้จักในขวบปีที่ 5 เพราะพวกเขาเชื่อว่าการลงมือทำให้เห็นเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องเสียก่อน ย่อมดีกว่าการเปิดตัวแรง แต่ทำแค่ฉาบฉวย 

มูลนิธิใบไม้ปันสุข โดยบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สนใจการเติบโตเคียงข้างชุมชนและอนุรักษ์ธรรมชาติ ทั้งการคัดแยกขยะมาเพิ่มมูลค่า หรือการรับน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุด และล่าสุดกำลังอยู่ในกระบวนการนำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วมาแปรรูปเป็นน้ำมันเครื่องบินไบโอเจ็ต นั่นหมายความว่าแม้จะก่อตั้งมา 5 ปี แต่หัวใจการสร้างความยั่งยืนนั้นฟูมฟักมานานกว่านั้น

'ใบไม้ปันสุข' มูลนิธิที่ติดอาวุธการศึกษาให้เยาวชน เพื่อลงสนามแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

มูลนิธิใบไม้ปันสุขมีแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม มองเห็นว่าพลังของเยาวชนมีส่วนสำคัญในการสร้างอนาคตที่ดี จึงให้ความสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป เพราะเชื่อว่าการศึกษาที่ดีจะนำพาให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่ดีได้ โดยมุ่งเน้น 3 โครงการ ได้แก่ 

1. โครงการอ่านเขียนเรียนสนุก ปั้นเด็กจิ๋ว เป็นเด็กแจ๋ว ที่สนับสนุนสื่อการสอนอบรม และติดตามผลคุณครูผู้สอนอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้เด็ก ๆ อ่านออกเขียนได้ 

2. โครงการรักษ์ ปัน สุข จูเนียร์ ปลูกจิตสำนึกรักสิ่งแวดล้อมให้เยาวชน 

และ 3. โครงการโซลาร์ปันสุข ที่สนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก พร้อมถ่ายทอดความรู้ และเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ให้กับเยาวชนในสถานศึกษา

และความเข้มแข็งทางวิสัยทัศน์ว่า คุณภาพชีวิตของเยาวชนมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในอนาคต เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ คือหัวใจสำคัญที่พาเรามาคุยกับมูลนิธิใบไม้ปันสุขวันนี้

'ใบไม้ปันสุข' มูลนิธิที่ติดอาวุธการศึกษาให้เยาวชน เพื่อลงสนามแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

มูลนิธิที่มีดีเอ็นเอรักษ์สิ่งแวดล้อม

มาร์ท-ยอดพจน์ วงศ์รักมิตร ประธานมูลนิธิใบไม้ปันสุข และ ก้อย-กลอยตา ณ กลาง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อความยั่งยืน สองตัวแทนจากมูลนิธิใบไม้ปันสุข พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การสร้างสรรค์โครงการต่าง ๆ ในมูลนิธินั้นสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ หรือ UN Sustainable Development Goals หรือ UNSDGs โดยเริ่มจากเป้าหมายที่ 4 ว่าด้วยเรื่อง Quality Education ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักที่จะนำพาประเทศขับเคลื่อนต่อไปที่เป้าหมาย 13 เรื่อง Climate Action เนื่องจากความรู้ทางการศึกษาจะปลูกฝังจิตสำนึกเพื่อให้เกิดพฤติกรรมอยากดูแลสิ่งแวดล้อมของคนในประเทศได้

“โลโก้มูลนิธิของเราเป็นรูปผีเสื้อ มีความหมายเรื่องของการปรับเปลี่ยนและปรับตัว หากเราย้อนไปดูตั้งแต่ต้นทางของผีเสื้อ มันเคยเป็นดักแด้มาก่อน เหมือนเยาวชนที่สุดท้ายพวกเขาจะเริ่มเติบโต และเริ่มบินได้อย่างแข็งแรงถ้าได้รับการศึกษาที่ดี”

'ใบไม้ปันสุข' มูลนิธิที่ติดอาวุธการศึกษาให้เยาวชน เพื่อลงสนามแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

คุณก้อยจริงจังกับสิ่งที่เธอพูด เธอบอกว่าไม่ว่ามนุษย์เราจะเดินไปทางไหน การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญมาก และน่าตกใจที่มูลนิธิพบว่าเยาวชนจำนวนไม่น้อยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ทั้งเด็กในพื้นที่ห่างไกล เด็กยากไร้ เด็กที่ใช้ภาษาถิ่น กลุ่มชาติพันธุ์ และในกรุงเทพฯ เอง จากการสำรวจ พบว่าวัยรุ่นในเขตพระโขนงอายุ 15 – 17 ปี อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายคนมองข้าม

“จะ Deep Learning ปัญญาประดิษฐ์ AI หรือเทคโนโลยีทั้งหลาย เราจะไปไม่ถึงมันเลย ถ้ารากฐานไม่แข็งแรง ซึ่งรากฐานที่สำคัญที่สุดคือการศึกษา และถึงแม้วันนี้คุณจะตั้งเป้าว่าเราจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050 หรือต้องเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2030 หากการศึกษายังเข้าไม่ถึงเด็กไทย มันก็จะไปไม่ถึงเป้า จะไม่มีการพัฒนาที่ยั่งยืน การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน จะไม่มีความยั่งยืนอะไรทั้งนั้น” คุณก้อยกล่าว

'ใบไม้ปันสุข' มูลนิธิที่ติดอาวุธการศึกษาให้เยาวชน เพื่อลงสนามแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

จุดเริ่มต้นของมูลนิธิฯ จึงเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวที่ยังเป็นปัญหา และคำว่าใกล้ที่ว่าก็รวมถึงปัญหาที่อยู่ใกล้โรงกลั่นของบางจาก ซึ่งตั้งอยู่ที่สุขุมวิท 64 เนื่องจากทางทีมได้สำรวจโรงเรียนใกล้โรงกลั่น แล้วพบว่ามีเด็กหลายคนที่ยังอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่ลำพังบางจากไม่ได้เป็นองค์กรที่เชี่ยวชาญด้านการศึกษา เลยคิดว่าจะทำทั้งทีก็ต้องทำให้ดี 

นั่นทำให้พวกเขาเฟ้นหาพันธมิตรเฉพาะทางเข้ามาร่วมด้วย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งมูลนิธิขึ้นมาใน พ.ศ.​ 2560 พร้อมริเริ่มโครงการแรก อ่านเขียนเรียนสนุก ปั้นเด็กจิ๋ว เป็นเด็กแจ๋ว และโครงการอื่น ๆ ตามมาที่มีพันธมิตรที่แตกต่างกันไป

“เราไม่ใช่บริษัทที่ทำธุรกิจด้านการศึกษา เราเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจพลังงาน แต่เราสนใจเรื่องพวกนี้ เป็นที่มาว่าเวลาเราคิดจะทำอะไร เรามีความตั้งใจอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมีผู้มีองค์ความรู้มาช่วยและทำให้มันเกิดขึ้นจริง” คุณมาร์ทบอกเรา ก่อนจะเริ่มชวนเราคุยถึงรายละเอียดความดีงามของแต่ละโครงการ

'ใบไม้ปันสุข' มูลนิธิที่ติดอาวุธการศึกษาให้เยาวชน เพื่อลงสนามแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

ติดปีกเยาวชนด้วยการศึกษาที่ดี

15,000 คน จาก 200 สถานศึกษา ใน 52 จังหวัด คือตัวเลขเยาวชนที่มูลนิธิใบไม้ปันสุขได้มอบโอกาสการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพชีวิตไปแล้ว สำหรับโปรเจกต์แรกอย่างโครงการอ่านเขียนเรียนสนุก ปั้นเด็กจิ๋ว เป็นเด็กแจ๋ว มูลนิธิได้จับมือกับพันธมิตรร่วมทางกลุ่มแรกอย่างศูนย์เรียนรู้ทุ่งสักอาศรม ที่สนับสนุนสื่อการสอนอบรมเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนอ่านออกเขียนได้ มุ่งเน้นการติดตามผลจากคุณครูผู้สอนอย่างต่อเนื่อง ว่าเด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นหรือไม่ และคุณครูมีทักษะในการสอนที่ทำให้เด็กเรียนรู้มากน้อยแค่ไหน เพราะสุดท้ายเด็กจะรู้วิชาในห้องเรียนได้ ครูผู้สอนมีส่วนสำคัญ

อาจารย์ในดวงตา ปทุมสูติ จากทุ่งสักอาศรม สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเด็กและสังคมว่า การอ่านออกเขียนได้ ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือในการสื่อสารเท่านั้น แต่การที่เด็กคนหนึ่งอ่านออกเขียนได้นั้นเปรียบเหมือนสะพานที่พาเด็ก ๆ ออกไปสำรวจโลกกว้าง และเปลี่ยนแปลงชีวิตพวกเขาให้ค้นพบศักยภาพ และตัวตนที่อยู่ข้างในได้อย่างชัดเจน

อย่างที่เราบอกว่า เมื่อมูลนิธิใบไม้ปันสุขมีแกนหลักขององค์กรว่าจะไม่ทำอะไรที่ฉาบฉวย แต่ต้องการทำอะไรที่ยั่งยืนและยาวนาน ทุ่งสักอาศรมจึงเห็นพ้องต้องกัน เริ่มจากการติดอาวุธให้ครูผู้สอน ด้านการสื่อสารกับเด็กอย่างไรจะทำให้เด็กเข้าใจได้ง่ายขึ้น ช่วยกันกับคุณครูหาต้นตอว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ หรือบางคนอ่านได้ แต่เขียนไม่ได้ ซึ่งเป็นเส้นผมบังภูเขาที่ครูหลายคนเคยมองข้ามไป หากเด็กคนนั้นทำไม่ได้จริง ๆ ดังนั้น อาวุธครูที่ทุ่งสักอาศรมเข้าไปติด จึงเป็น ‘ทักษะการแก้ไขสถานการณ์’ ที่ครูทุกคนควรเรียนรู้ที่จะเข้าหาเด็กในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างหลากหลาย เด็กสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ใช้ภาษามลายูก็แบบหนึ่ง เด็กชนเผ่าม้งก็แบบหนึ่ง หรือเด็กปกาเกอะญอก็อีกแบบ และในความแตกต่างทางภาษายังมีความแตกต่างทางบุคลิกของเด็กที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งครูที่ดีก็ควรทำความเข้าใจ

ผลลัพธ์โครงการหลังจากที่ลงไปติดตามผลเรื่อย ๆ ก็เป็นเรื่องน่ายินดี และน่ายิ้มตามกับความสำเร็จเล็ก ๆ ของเยาวชน ยกตัวอย่างแบบทดสอบเขียนตามคำบอก 50 คำในวิชาภาษาไทย ที่ก่อนเข้าอบรมเด็กชั้น ป.1 ได้ราว 0 – 4 คะแนนจาก 50 ข้อ แต่เมื่อได้ทำการอบรม เด็ก ๆ คะแนนพุ่งขึ้นมาถึง 37 – 50 คะแนน

มองเรื่องกู้โลกให้เป็นเรื่องง่าย ๆ ใกล้ตัว

เมื่อผ่านการบ่มเพาะนักเรียนด้านวิชาการมาแล้ว มูลนิธิใบไม้ปันสุข ขยับขยายโครงการที่สอง ที่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเยาวชนจะมีใจรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยโครงการ รักษ์ ปัน สุข จูเนียร์ ร่วมกับ เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) ผ่านการจัดตั้ง 8 สถานีการเรียนรู้ในสถานศึกษา ได้แก่ สถานีธนาคารขยะ สถานีกล่องนม-ถุงนมกู้โลก สถานีน้ำมันพืชใช้แล้ว สถานีใบไม้ปันสุข สถานีเรือนวัสดุ สถานีพอ พัก ผัก สถานีน้ำหมักชีวภาพ และสถานีน้ำหมักรักษ์โลก โดยมีเป้าหมายอยากให้เด็ก ๆ สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จากสิ่งรอบตัว และมองว่าการจะรักษ์โลกนั้น บางครั้งก็เริ่มได้เลยจากเรื่องใกล้ตัวง่าย ๆ

ช่วง 5 เดือนแรก ทางมูลนิธิและ SCGC ได้คัดเลือกขยะเพื่อไปรีไซเคิลแล้วกว่า 4,100 กิโลกรัม ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 14,300 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า นั่นทำให้นักเรียนเห็นว่า การเก็บขยะที่ใครมองว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ หากมองให้มันใหญ่ขึ้น มันอาจสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าที่คิด

5 ปีของมูลนิธิที่ติดปีกเยาวชนให้ได้รับการศึกษาดีขึ้น และค้นหาการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ถัดมาคือการเอาถุงนมโรงเรียนมาทำเป็นเก้าอี้ที่นั่งได้จริงและมีคุณภาพ เพื่อยืดอายุการใช้งาน เด็ก ๆ จะได้เริ่มเข้าใจด้านวัสดุศาสตร์ว่าพลาสติกที่คนมองว่าเป็นตัวร้าย บางครั้งหากเราทำเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ มันก็กลายเป็นพระเอกที่นำกลับมาใช้หมุนเวียนใหม่ได้ ยังมีเรื่องของการนำเศษอาหารมาทำน้ำหมักชีวภาพ สอนด้านการประหยัดน้ำ และปลูกฝังการทำปุ๋ยจากเศษอาหารที่เหลือจากมื้อต่าง ๆ ที่กินกันในโรงเรียน

นอกจากนี้เด็ก ๆ ยังสามารถนำไปขยายผลต่อที่บ้าน ในแง่การช่วยคุณพ่อคุณแม่แยกขยะ ซึ่งผลลัพธ์ของโครงการ ณ ปัจจุบันขยายไปมากกว่า 18 จังหวัด มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการหลักหมื่น และตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เกิดของเสียหรือวัสดุที่นำกลับไปหมุนวนได้มากกว่า 6,000 กิโลกรัม ซึ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 17,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 

ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการดี ๆ ที่เราคิดว่า หากเด็กเข้าใจแก่นหลักของการรักธรรมชาติแล้วว่า มันสามารถขยายต่อไปถึงการลดก๊าซเรือนกระจก หรือพูดง่าย ๆ อากาศร้อน ๆ ที่เราเจออยู่ทุกวันก็เกิดจากก๊าซเรือนกระจก เด็ก ๆ น่าจะมีแรงกระตุ้นในการทำเรื่องง่าย ๆ ในชีวิต ซึ่งในภายภาคหน้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ และน่าตื่นเต้นไม่ใช่น้อยที่จะรอติดตามผล

พลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยลดค่าไฟ

เดินทางมาถึงโครงการล่าสุดของมูลนิธิที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานทดแทนอย่างโซลาร์เซลล์ผ่านโครงการโซลาร์ปันสุข ร่วมกับ มูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ ซึ่งเฟ้นหาโรงเรียนที่มีผลงานด้านการเกษตรและพัฒนาชุมชนรอบข้าง ด้วยการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก และถ่ายทอดความรู้พร้อมเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ ซึ่งคุณก้อยและคุณมาร์ทบอกกับเราว่า จริง ๆ โครงการที่สามนี้ เป็นการต่อยอดจากสองโครงการแรก และเติมเต็มแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมให้กลมกล่อมมากขึ้น

“เนื่องจากเราทำงานกับโรงเรียนมาค่อนข้างเยอะ ทำให้เห็นความเป็นอยู่ของเด็ก ๆ ว่านอกจากด้านวิชาการที่เป็นส่วนสำคัญแล้ว เรื่องคุณภาพชีวิตที่ดีก็มีส่วนสำคัญ เรามีโอกาสได้ทำงานกับมูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ เห็นกระบวนการพัฒนาธุรกิจเกษตรในโรงเรียน ที่ทำให้ทั้งคนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมและต่อยอดด้วยการบริหารกองทุนอาชีพของทั้งนักเรียนและผู้ปกครอง สร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความมั่นคงทางอาหารและมีรายได้ นั่นเป็นสิ่งที่เราประทับใจและอยากร่วมงานด้วย เพราะมันต่อยอดจากสิ่งที่เรามีได้เหมือนกัน”

คุณมาร์ทเล่าให้ฟัง ซึ่งนั่นหมายถึง มูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเติมเต็มมูลนิธิปันสุขได้

5 ปีของมูลนิธิที่ติดปีกเยาวชนให้ได้รับการศึกษาดีขึ้น และค้นหาการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

“ในโครงการ รักษ์ ปัน สุข จูเนียร์ เรามีกิจกรรมปลูกผักชื่อว่าสถานีพอ พัก ผัก อยู่แล้ว เพราะเราพยายามรณรงค์ให้แต่ละโรงเรียนมีอาหารที่ทำกินเองโดยไร้สารพิษ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่โรงเรียนมีชัยพัฒนาทำอยู่แล้วเช่นกัน ทีนี้เราก็มาร่วมกันคิดว่า ฟันเฟืองหนึ่งที่จะใช้ในการปลูกผักสวนครัวได้ คือน้ำที่ต้องใช้เยอะมาก โรงเรียนหลายแห่งต้องขุดบ่อเพื่อเอาน้ำขึ้นมาใช้ บ้างก็ใช้ปั๊ม ทีนี้พอใช้ปั๊ม ก็ต้องใช้ไฟ ค่าน้ำประปาก็แพง 

“สิ่งที่เราช่วยแก้ไขได้ตอนนี้ คือการที่เรามองว่าโรงเรียนมีชัยพัฒนาเป็นต้นแบบของการทำโครงการโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จึงเป็นที่มาของโครงการโซลาร์ ปันสุข ที่เราเอาแผงโซลาร์เพื่อมาช่วยเรื่องค่าไฟให้กับโรงเรียนท้องถิ่น ตอบโจทย์ UNSDGs ทั้งเป้าหมายที่ 13 Climate Action และ เป้าหมายที่ 7 Affordable and Clean Energy และยังเพิ่มทักษะความรู้สำหรับน้อง ๆ ให้เขาได้เข้าใจการใช้พลังงานทดแทนที่เป็นแสงอาทิตย์” คุณก้อยกล่าว

5 ปีของมูลนิธิที่ติดปีกเยาวชนให้ได้รับการศึกษาดีขึ้น และค้นหาการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ซึ่งความรู้ที่มูลนิธิใบไม้ปันสุขได้เข้าไปร่วมกับโรงเรียนมีชัยพัฒนาก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย เพราะก่อนหน้านี้ น้อง ๆ จากโรงเรียนมีชัยพัฒนาได้เข้าไปเรียนรู้เกี่ยวกับการทำโซลาร์เซลล์ที่ Barefoot College ประเทศอินเดีย ที่ช่วยตบความรู้ที่มีอยู่แล้วเป็นทุนเดิมให้แข็งแกร่งและพร้อมพัฒนา

โครงการโซลาร์ปันสุขจะคัดเลือกจาก 141 โรงเรียนที่เหมาะจะทำระบบโซลาร์เซลล์ และส่งไปอบรมกับโรงเรียนมีชัยพัฒนา เพื่อออกแบบโซลาร์เซลล์ประจำโรงเรียน ซึ่งการอบรมครั้งนี้ ทั้งนักเรียน ครู และเจ้าหน้าที่ จะร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดและช่วยรักษ์โลกไปพร้อมกัน

5 ปีของมูลนิธิที่ติดปีกเยาวชนให้ได้รับการศึกษาดีขึ้น และค้นหาการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ก้าวที่ 5 และก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน

สิ่งที่มูลนิธิใบไม้ปันสุขทำมาตลอด 5 ปี นับเป็นก้าวเล็ก ๆ ที่หากก้าวไปเรื่อย ๆ จะกลายเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ และข้อชวนคิดที่ได้จากมูลนิธิใบไม้ปันสุข คือการเริ่มมองปัญหาตั้งแต่ต้นทางสู่ปลายทางและไม่ทอดทิ้งใครไว้ด้านหลัง ทั้งเยาวชนและธรรมชาติ จะต้องก้าวต่อไปด้วยกันอย่างสง่างาม

“เราไม่อยากจัดอีเวนต์แล้วจบไป เราอยากให้มันจับต้องได้ วัดผลได้ เกิดการเปลี่ยนแปลงและมีความต่อเนื่อง จึงตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้เกิดผลสำเร็จในระยะยาว” คุณมาร์ทว่า

“เราให้ความสำคัญกับการประเมินและติดตาม เราต้องรอให้เห็นผลก่อนจึงจะมั่นใจว่ามันเวิร์ก อาจเป็นสาเหตุที่บอกว่าทำไมเราเพิ่งแถลงข่าวทั้งที่เปิดมาแล้ว 5 ปี เพราะเราอยากมั่นใจว่า โครงการที่เราทำมันต่อเนื่องและยั่งยืน เห็นผลจริง และจริงจัง” คุณก้อยทิ้งท้าย

จากบริษัทพลังงานที่ชื่อว่า บางจากฯ สู่การส่งต่อดีเอ็นเอรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการจัดตั้งมูลนิธิใบไม้ปันสุข ที่มีเลนส์การมองปัญหาสิ่งแวดล้อม จากการปลูกฝังความรู้ให้เยาวชนที่เป็นอนาคตใหม่ของประเทศ หลายคนอาจคิดว่าทำแค่เรื่องเล็ก ๆ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่มูลนิธิใบไม้ปันสุขเชื่อมั่นว่า การเริ่มต้นด้วยเรื่องเล็ก ๆ เมื่อได้ผลสัมฤทธิ์ที่เห็นผล สามารถขยายต่อเนื่องได้ นั่นคือการส่งต่อกำลังใจเพื่อที่จะร่วมแก้ไขปัญหาของพวกเขา เพื่อสร้างโลกยั่งยืนต่อไป

5 ปีของมูลนิธิที่ติดปีกเยาวชนให้ได้รับการศึกษาดีขึ้น และค้นหาการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load