14 กุมภาพันธ์ 2562
10 K

“…เขามองร่างของเธอกอปรขึ้นจากแสงจันทร์เพ็ญในห้องหนังสือหายากชั้น 3 ตึก 2 เริ่มจากมวลแสงที่ค่อยสว่างจ้าขึ้นบนหนังสือเล่มนั้น ผายเปิดปกสีทองเหลืองของมันออกมาอย่างบรรจงประหนึ่งเวทมนตร์ จากนั้นกระดาษแต่ละแผ่นจึงหลุดลอยละล่องขึ้น บิดม้วนเข้าหากัน เปล่งประกายเป็นสัดส่วนอรชรของหญิงสาวสะพรั่ง…”

โอ๊ต มณเฑียร อ่านท่อนแรกของเรื่องสั้น ‘ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ ให้เราฟัง

ถ้อยคำที่ร้อยเรียงอย่างงดงาม สะกดเราให้ตกห้วงภวังค์แห่งตัวอักษร

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ถ้อยคำเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของงาน ‘ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ นิทรรศการแบบ mixed media ที่จัดในห้อง ‘วชิรญาณ 2’ ภายในตึกหลักของหอสมุดแห่งชาติ ที่ใช้บัตรประชาชนแลกบัตรเข้าไปได้เลยโดยไม่ต้องเสียค่าเข้าชมใดๆ ตั้งแต่วันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ยาวไปจนถึง 28 เมษายน

ในมือโอ๊ตคือนิยายปกสีแดงเล่มบาง หน้าห้องมีตู้ไม้ที่บรรจุด้วยหนังสือเก่า รอบห้องมีหนังสือที่กลายเป็นงานศิลปะด้วยฝีมือของโอ๊ต และด้านหลังมีตู้บัตรรายการห้องสมุดที่ซ่อนความลับบางประการไว้ สื่อกลางต่างๆ มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือเล่าเรื่องราวของหอสมุดแห่งชาติ

หอสมุดแห่งชาติ คือสถานที่เก็บหนังสือทุกเล่มในประเทศไทย ตามที่พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 กำหนดว่า หนังสือหรือสิ่งพิมพ์ทุกเล่มต้องส่งมาให้หอสมุดแห่งชาติจำนวน 2 ฉบับ เพื่อใส่ส่วนห้องสมุด 1 ฉบับ และเก็บเข้าคลังอีก 1 ฉบับ

“ที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นห้องสมุดโดยเฉพาะ เราคิดว่ามันพิเศษ แต่คนอาจจะลืมไป” โอ๊ตพูดขึ้นระหว่างการสนทนาของเรา

ศิลปิน / ภัณฑารักษ์ / นักอ่าน / นักเขียน ผู้นี้ จึงขอสารภาพรักต่อสถาบันหนังสือด้วยการทำงานนี้ออกมา

ถ้อยเขียนของเราอาจไม่งดงามเท่าของโอ๊ต แต่อยากขอเขียนเล่าถึงเรื่องราวเบื้องหลังของนิทรรศการ ที่ล้ำค่าไม่น้อยไปกว่าผลงานสุดท้ายแล้ว

เมื่อฟังแล้ว เชื่อว่าคุณจะตกหลุมรักทั้งนิทรรศการและหอสมุดแห่งชาติเหมือนกับเรา

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ตีความสถานที่ผ่านศิลปะ

โอ๊ตเริ่มอธิบายกระบวนการสร้างงาน ‘ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ ด้วยคำว่า Artist Intervention

หากแปลตรงตัวคือ การแทรกแซงของศิลปิน แต่โอ๊ตเลือกแปลว่า การต่อยอด มากกว่า

นี่เป็นวิธีที่ใช้แพร่หลายกันทั่วโลก เพื่อกระตุ้นให้พิพิธภัณฑ์ คลังของมีค่า หรือหอจดหมายเหตุ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยองค์กรจะชวนศิลปินเข้ามาทำความเข้าใจองค์กร แล้วตีความออกมาเป็นงานศิลปะหรือนิทรรศการจัดแสดงในพื้นที่ขององค์กรนั้น

ตัวอย่างที่โอ๊ตยกให้ฟังคือ เคสของพิพิธภัณฑ์งานออกแบบและศิลปะ Victoria & Albert Museum ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเดิมทีไม่ค่อยมีงานจากแถบแอฟริกาเท่าไร แถมของไม่น้อยในคลังยังเกี่ยวข้องกับเงินที่มาจากการค้าทาส ทางมิวเซียมจึงเชื้อเชิญศิลปินผิวสี Yinka Shonibare มาสร้างงาน ออกมาเป็นประติมากรรมที่ใช้ผ้าลายบาติกแอฟริกัน ตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์

วิธีการนี้แยบยลตรงที่องค์กรไม่จำเป็นต้องวิพากษ์ตัวเอง เพราะยืมสายตาคนนอกมาช่วยวิพากษ์แทน ทำให้มีความสดใหม่ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อาจเปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายๆ

โอ๊ตมีความเห็นว่า ถ้าใช้วิธีเดียวกันนี้ สร้างชีวิตชีวาให้หอสมุดแห่งชาติได้ก็คงดี

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ผจญภัยในคลังสมบัติของชาติ

เมื่อได้วิธีการแล้ว ศิลปินหนุ่มก็เริ่มจากการเก็บข้อมูล

โอ๊ตเข้ามาที่หอสมุดแห่งชาติทุกวัน เพื่อทำความเข้าใจกับระบบ ตั้งข้อสงสัย และมองหาแรงบันดาลใจ เขาจดบันทึกเรื่องหอสมุดทุกวัน ทั้งเรื่องหนังสือที่อ่าน สิ่งที่เห็น และคนที่ได้พบเจอ

“ที่นี่เป็นเหมือนโลกพิศวง เป็น Wonderland ส่วนเราก็รับบทเป็น อลิซ ผู้สำรวจและซุกซนไปตามที่ต่างๆ” โอ๊ตบอกเราด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

สิ่งหนึ่งที่ตราตรึงใจเขาเป็นพิเศษ คือตู้อักษรพระนามพระบรมวงศานุวงศ์ ในห้องหนังสือหายาก และตู้หนังสือที่มีชื่อบุคคลสำคัญ เช่น ห้องสมุดวิจิตรวาทการ ห้องสมุดอนุมานราชธน ตู้และหนังสือในตู้เหล่านี้มักอยู่ในโซนที่เรียกว่า ‘ชั้นปิด’ คือไม่อนุญาตให้คนทั่วไปเข้า ทำให้โอ๊ตสนใจและตั้งคำถามถึงที่มาที่ไปของพวกมัน

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

“ตู้พวกนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับเรา มันสวยมาก หนังสือข้างในก็สวย แล้วก็น่าสงสัยว่าของใคร ทำไมมันมาอยู่ตรงนี้ ทำไมคนคนหนึ่งถึงตัดสินใจจะมอบตู้หนังสือพร้อมหนังสือข้างในให้แก่หอสมุด ความผูกพันของเขากับที่นี่คืออะไร” โอ๊ตเล่าถึงตู้ปิด แววตาเป็นประกาย

เหล่าตู้ปิดลึกลับนี่เอง คือแรงบันดาลใจหลักของโปรเจกต์นี้

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


รวมความประทับใจ ใส่ลงในหนังสือ

โอ๊ตเลือกกลั่นกรองความสนใจเรื่องตู้ปิดและสมบัติลับอื่นๆ ของหอสมุด ออกมาเป็นเรื่องสั้น

“ถ้าเล่าเรื่องที่นี่เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ คนคงไม่ค่อยอ่าน แต่ถ้าเป็นนิยายรักคนรุ่นเราๆ คงอินได้ง่ายขึ้น” เขาบอก

โอ๊ตปล่อยจินตนาการให้วิ่งเล่นในหอสมุดอย่างเต็มที่ เขาไปเจอ มัทนะพาธา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 ว่าด้วยมัทนา หญิงสาวที่โดนสาปให้เป็นกุหลาบ แล้วจะกลายร่างเป็นผู้หญิงทุกคืนจันทร์เต็มดวง จึงเลือกหยิบตัวละครมัทนามาเป็นตัวดำเนินเรื่อง โดยจินตนาการต่อไปเองว่าหากมัทนาไม่ได้เป็นดอกกุหลาบ แต่เป็นหนังสือ ห้องสมุดจะกลายเป็นสถานที่โรแมนติกขนาดไหน

ภาษาในเรื่องอาจฟังดูย้อนยุคเล็กน้อย เพราะโอ๊ตตั้งใจเลียนแบบสำเนียงของนักเขียนอย่าง อิศรา อมันตกุล, ธิดา บุนนาค และ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ด้วยเหตุผลว่า เป็นภาษาที่ไม่ได้เน้นเล่าเรื่อง แต่เน้นเร้าความรู้สึกมากกว่า

ในหนังสือมีเลขเรียกหนังสือแทรกอยู่ตลอดเรื่อง หากอ่านๆ ไปแล้วสงสัยว่าตัวละครกำลังพูดถึงหนังสือเล่มไหน ก็ลองจดเลขเหล่านี้ไปเปิดดูและตามอ่านได้ด้วย เรียกว่าอ่านแค่หนึ่ง ก็ต่อยอดไปได้อีกหลายเล่ม

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


ให้บรรยากาศช่วยเล่าเรื่อง

ไม่ใช่แค่ในเรื่องสั้น แต่เรามองเห็นความรักของโอ๊ตล้นทั่วทุกมุมห้อง

“เราเขียนหนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่ม แล้วจัดห้องทั้งห้องให้เป็นบรรยากาศที่สมบูรณ์แบบสำหรับการอ่านหนังสือเล่มนี้” โอ๊ตอธิบาย เขาเริ่มจากการจัดไฟให้ได้บรรยากาศ และยกเอาองค์ประกอบต่างๆ ในหนังสือออกมาวางบนโลกความเป็นจริง เช่นตู้ไม้ที่เต็มไปด้วยหนังสือเก่า ซึ่งเขายกมาจากบ้านตัวเอง โดยเลือกเติมตู้ด้วยหนังสือรุ่นเดียวกับหนังสือในตู้บนหอสมุด เพื่อให้ได้อารมณ์คล้ายว่านี่คือตู้ปิดอีกตู้ที่มีคนยกมาให้หอสมุด

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

รวมถึงศิลปะบนหนังสือที่จัดแสดงอยู่รอบห้อง นี่คือผลงานจากนิทรรศการ Ex-Libris ที่เขาจัดเมื่อ 6 ปีก่อน โอ๊ตเลือกมาเพียงบางเรื่องที่ถูกพูดถึงในเรื่องสั้น เช่น ชาร์ลี กับ โรงงานช็อกโกแลต และ อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

นอกจากนั้น เขายังให้โจนัส เดปท์ นักเปียโนแห่งชาติจากเบลเยียม คนรักของเขา ช่วยเล่นเปียโนจุฑาธุช เปียโนสองด้านหลังเดียวในประเทศไทย ที่สถิตอย่างนิ่งเงียบอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ ก่อนอัดเสียงมาเพื่อเปิดบรรเลงคลอ สร้างบรรยากาศไปอีกขั้น

โอ๊ตขยิบตา บอกเราว่า ต้องอ่านเรื่องสั้นก่อน แล้วจึงจะเข้าใจว่าทุกองค์ประกอบของนิทรรศการร้อยเรียงกันอย่างไร

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


งานศิลปะในพื้นที่ราชการ

ทำงานกับหน่วยงานราชการ ยากไหม เราถาม

“ไม่เลย” โอ๊ตตอบ “องค์กรอย่างนี้ คนส่วนมากคิดว่าคงเข้ามาทำงานศิลปะได้ยาก ซึ่งตอนแรกเราก็คิดแบบนั้น แต่พอทำจริงๆ ทุกอย่างมันเกิดขี้นได้อย่างรวดเร็วมาก เพราะในนี้มีคนตัวเล็กๆ ที่ช่วยกันอยู่”

หากยังไม่เชื่อ ขอบอกว่างานนี้ใช้เวลาทำตั้งแต่เริ่มเสนอจนถึงจัดแสดงเพียง 2 เดือน โดยได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการหอตั้งแต่วันแรกที่เสนอแนวคิด และออกมาสำเร็จได้ทันวันแสดงอย่างฉิวเฉียด เพราะการร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภัณฑารักษ์ที่ใจดีพาเดินดู ฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่คอยช่วยเหลือเมื่อโอ๊ตต้องการ และคนตัวเล็กตัวน้อยในหอสมุดอีกมากมาย

สิ่งที่เราประทับใจที่สุด คือการเข้าเล่มและพิมพ์ปกเรื่องสั้น ที่ฝ่ายอนุรักษ์และซ่อมแซมทำให้อย่างดีจนเสร็จออกมาทันเวลา

ตัวอักษรสีทองเปล่งประกายบนหน้าปก เกิดจากการพิมพ์ด้วยตัวตะกั่วทีละตัว (letter press)

สวยจับใจเพราะทำด้วยหัวใจ

“เราอาจมองต่างกัน แต่ถ้ามัวแต่โฟกัสที่ความต่าง งานมันก็จะไม่ไปไหน ทั้งที่ทุกฝ่ายรักหนังสือ อยากให้คนมาใช้งาน ถ้าเรากลับมาที่โฟกัสตรงนี้ มันก็เวิร์กออกมาได้” โอ๊ตถอดบทเรียนให้ฟัง

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


เกิดจากความรักทั้งนั้น

งานทั้งหมดนี้ต้องการสื่อสารอะไร

“เราอยากให้คนที่มารู้สึกว่าประสบการณ์การอ่านหนังสือที่ห้องสมุดมีเสน่ห์ คือต้องเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาเจอหนังสือที่ไม่ใช่ของเรา ที่เอากลับไปไม่ได้ มันเหมือนการได้พบรัก แล้วสุดท้ายคุณก็ต้องวางมันไว้” โอ๊ตอธิบาย

โรแมนติกกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

คนหลายคนรักหนังสือหลายแบบ โอ๊ตรักด้วยการอ่าน คนอื่นอาจรักด้วยการสะสม แต่ทำไมต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งล่ะ หากมองดูไปรอบหอสมุดแห่งชาติ จะพบว่าที่แห่งนี้รักหนังสือทุกแบบพร้อมกันโดยไม่ต้องเลือก ทั้งในด้านสะสม บูรณะ ซ่อมแซม และเปิดให้คนเข้ามาอ่าน

เราอ่านหนังสือปกแดงของโอ๊ต แล้วรู้สึกถึงจิตวิญญาณของหอสมุดแห่งชาติได้ชัดเจน

อาจเพราะมันกลั่นกรองออกมาจากความรักกระมัง

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ภาพ :   ปฎิพล รัชตอาภา
ดูรายละเอียดงานเพิ่มเติม ที่นี่

 

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ขึ้นชื่อว่า ‘เกลือ’ คุณศัพท์ที่มาต่อท้ายควรเป็น ‘เค็ม’ มิใช่ ‘หวาน’

แต่ ‘เกลือหวาน’ นั้นมีอยู่จริงที่จังหวัดปัตตานี

แม้นรสเกลือชนิดนี้จะไม่หวานเป็นน้ำตาลเหมือนอย่างชื่อ ถึงกระนั้นก็ไม่เค็มจนขมปากดังเช่นเกลือปกติ รสชาติเค็มพอเหมาะพอควรนี้เป็นเหตุให้เกลือปากอ่าวปัตตานีถูกคนในพื้นที่เรียกเป็นภาษามลายูว่า การัม มานิส (Garam Manis) ใส่คำบรรยายไทยได้ว่า ‘เกลือหวาน’

La Sel de la Vie รวมผลงานศิลปะจากนาเกลือหวานปัตตานี โดยเอ็มโซเฟียน เบญจเมธา

ชาวปัตตานีเคยทำการัม มานิส เพื่ออุปโภค บริโภค และส่งออกไปขายยังดินแดนข้างเคียงมานานหลายศตวรรษ ตั้งแต่สมัยอาณาจักรปาตานีที่รุ่งโรจน์ แต่แล้วในรอบหลายสิบปีหลัง ที่นาและชาวนาเกลือหวานกลับลดจำนวนลงอย่างน่าตกใจ ด้วยปัจจัยทางธรรมชาติ เศรษฐกิจ และสังคม ผสมเข้าด้วยกัน

เพื่อรักษาภูมิปัญญาชาวบ้านและสืบสานจิตวิญญาณแห่งเกลือหวานปัตตานี ใน พ.ศ. 2565 นี้ กลุ่มผู้จัดงานเทศกาลสร้างสรรค์ประจำปี Pattani Decoded 2022 เมื่อวันที่ 2 – 4 กันยายนที่ผ่านมา
ได้ยกเอาเกลือหวานเป็นธีมหลักประจำงาน พร้อมทั้งเชิญชวนเหล่าศิลปินมาร่วมสร้างผลงานให้เกิดความตระหนักรู้ต่อเกลือหวานไปด้วยกัน

คนหนึ่งซึ่งไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา ผู้ก่อตั้งโรงงานเซรามิกเบญจเมธา

La Sel de la Vie รวมผลงานศิลปะจากนาเกลือหวานปัตตานี โดยเอ็มโซเฟียน เบญจเมธา

“จุดเริ่มต้นคือเราถูกทาบทามให้มาแจมกับงาน Pattani Decoded ในปี 2019 แค่แจมเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ปีนี้เราได้ดูแลในส่วนของงานคราฟต์ เราก็ว่าน่าจะสนุก แล้วเป็นธีมเกลือที่รู้สึกว่ามันดูสำคัญ”

ดีไซเนอร์มือทองจากอำเภอปะนาเระส่งยิ้มกว้าง พลางเริ่มนำชมอาคาร ม.อ.ปัตตานีภิรมย์ ซึ่งได้รับการดัดแปลงสถานที่ชั่วคราวไว้เป็นที่จัดแสดงงานศิลปะชุดใหม่แกะกล่องของเขา

“พอเราเริ่มจับ เริ่มหาสตอรี่เกี่ยวกับเกลือหวาน มันกลับเชื่อมโยงทางตระกูลตัวเอง เชื่อมโยงถึงคุณตา คุณทวด ที่เคยขายของ เคยมีสำเภา เคยโล้สำเภา” เอ็มโซเฟียนผายมือไปที่ป้ายชื่อนิทรรศการซึ่งตั้งชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศส บ่งบอกอดีตของตัวเขาที่เคยโลดแล่นอยู่ในสถาบันศิลปะที่แวร์ซายส์และปารีส

La Sel de la Vie รวมผลงานศิลปะจากนาเกลือหวานปัตตานี โดยเอ็มโซเฟียน เบญจเมธา

‘Le Sel de la Vie’ มีความหมายว่า เกลือแห่งชีวิต

“ผลงานที่ผมทำทั้งหมดจะบอกว่ามันเกิดจากแรงบันดาลใจจากเกลือเพียงอย่างเดียว แล้วเรารู้สึกว่าเกลือมันเชื่อมโยงงานคราฟต์ทั้งหมดได้” เขาพูดก่อนหล่นคติสำคัญที่กลายเป็นหัวใจของนิทรรศการนี้

“หากไม่มีเกลือก็จะไม่มีชีวิต หากไม่มีชีวิตก็จะไม่มีวิถี หากไม่มีวิถีก็จะไม่มีศิลปหัตถกรรม และหากไม่มีศิลปหัตถกรรมก็จะไม่มีอารยธรรม”

La Sel de la Vie รวมผลงานศิลปะจากนาเกลือหวานปัตตานี โดยเอ็มโซเฟียน เบญจเมธา

เอ็มโซเฟียนชี้ให้เราเห็นว่า ถ้าวันหนึ่งไม่มีเกลืออันเป็นวัตถุดิบและเครื่องถนอมอาหารที่สำคัญแล้ว อาหารการกินที่สำคัญในวัฒนธรรมมลายูปัตตานีคงพลิกโฉมไปชั่วกาล น้ำบูดู ข้าวยำ ปลาเค็ม ทุกอย่างนี้ย่อมเกิดขึ้นหรือคงความโอชะไม่ได้หากไร้เกลือหวาน ดังนั้นเขาจึงตั้งใจออกแบบงานทุกชิ้นเพื่อเน้นย้ำว่าเกลือนั้นสำคัญต่อชีวิตเพียงไร ซึ่งเราจะขอยกมาเล่าเฉพาะบางชิ้น ดังนี้

ชิ้นที่ 1 จากดิน สู่เกลือ

La Sel de la Vie รวมผลงานศิลปะจากนาเกลือหวานปัตตานี โดยเอ็มโซเฟียน เบญจเมธา

เริ่มด้วยหมู่หม้อทำมือทรงสวยที่วางประดับลดหลั่นกันอยู่ข้างประตูทางเข้า

“เครื่องปั้นดินเผากูบังบาเดาะเป็นหม้อสำหรับต้มสมุนไพร หม้อดิน หม้อยา ดินเผาในอดีตใส่เกลือไม่ได้ เพราะมันจะชื้นและซึม ผมก็เลยต้องเคลือบมัน พอเคลือบมันก็เกิดฟังก์ชันใหม่ เลยได้ตอกย้ำว่าเราต้องทำภาชนะใส่เกลือกับดินเผาในของเราแล้วล่ะ เพราะว่าเขาก็ทำเครื่องปั้นดินเผากันมา

“กลุ่มชุมชนนี้ทำเครื่องปั้นดินเผายาวนานอยู่แล้ว แต่ว่าตอนนี้เริ่มหาย ๆ ไป เราคิดว่าเราจะเอาวิธีคิดของเกลือไปออกแบบ ก็เลยออกแบบลวดลายใหม่ ๆ กับเขา เพราะว่าลายเขาเป็นลายพื้น ๆ”

ลวดลายใหม่ ๆ ที่ว่านี้ เอ็มโซเฟียนวาดเขียนเป็นลายกองเกลือ ลายดอกเกลือ รวมถึงลายนกตีนเทียนที่พบได้ตามนาเกลือ เพื่อแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ทางชีวภาพที่เกิดขึ้นในนาเกลือ

ชิ้นที่ 2 ระเหย

La Sel de la Vie รวมผลงานศิลปะจากนาเกลือหวานปัตตานี โดยเอ็มโซเฟียน เบญจเมธา

ปลาเค็มที่ชาวบ้านตากไว้ จะตากได้อย่างไรถ้าไม่ใช้เกลือหมัก

นักออกแบบคนเก่งคำนึงถึงขั้นตอนการระเหยน้ำทะเล ดิน และเกลือ ก่อนได้แง่คิดว่าถาดตากปลาเค็มของชาวบ้านมีส่วนเชื่อมโยงกับเกลือ จึงแนะนำให้ชาวชุมชนบ้านทุ่งที่มีฝีมือด้านหัตถกรรมทำงานชิ้นนี้

ลวดลายบนถาดตากปลาเค็มเป็นลายดอกพิกุลเล็ก ๆ เอ็มโซเฟียนลองจับมาขยาย บอกสี บอกลายในการสานกระจูดให้เป็นแนวทางของกลุ่มแม่บ้าน เกิดเป็นงานหัตถศิลป์ที่งามตากว่าจะเป็นเพียงถาดกระด้งตากปลาอย่างสามัญ

ชิ้นที่ 3 เสียงเรียกจากนาเกลือ

La Sel de la Vie รวมผลงานศิลปะจากนาเกลือหวานปัตตานี โดยเอ็มโซเฟียน เบญจเมธา

นาเกลือหวานโดยส่วนมากตั้งอยู่ ณ บริเวณตันหยงลุโละ ใกล้อ่าวปัตตานี

เมื่ออดีตกาลนานโพ้น ได้มีชาวจีนล่องเรือสำเภามาค้าขายที่นี่ และเศษซากอารยธรรมที่พวกเขาได้ทิ้งเอาไว้ในพื้นที่ดังกล่าวคือกระเบื้องเคลือบซึ่งล้วนมีสภาพแตกหัก

“ตันหยงลุโละเป็นท้องนาเกลือแห้ง พอแห้งเมื่อไหร่กระเบื้องนี้โผล่ขึ้นมาเต็มเลย” เจ้าของผลงานเน้นเสียง “สันนิษฐานว่าในอดีตก็เป็นแหล่งที่สำหรับซื้อขาย ปัตตานีเคยเป็นท่าเรือสำหรับคนซื้อขายของในอดีต มันอาจเป็นได้ว่าเขาคัดคุณภาพ อันไหนแตกก็โยนทิ้งทะเลกันมากมาย”

แม้ถูกทิ้งขว้างในวันวาน หากในวันนี้ สายตาคนยุคใหม่อย่างเอ็มโซเฟียนกลับมองว่าคุณค่าของเศษกระเบื้องเหล่านี้อยู่ที่ความเสียหายนี้ต่างหาก หาไม่แล้วเขาคงไม่เห็นความสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใน

“สิ่งที่มันเรียบ ๆ เรามองไม่เห็นว่าด้านในมันมีอะไร แต่ว่าเมื่อวันใดมันสูญเสียไปหรือว่ามันหักพังแล้ว มันจะเห็นความสำคัญ แล้วความเสียหายนั้นก็ทำให้เราเห็นอารยธรรม จับคาแรกเตอร์นี้มาสร้างความสำคัญให้กับมันใหม่” เขาเล่าถึงสาเหตุที่นำเศษกระเบื้องมาสร้างงานชิ้นนี้

ชิ้นที่ 4 รอนแรม

La Sel de la Vie รวมผลงานศิลปะจากนาเกลือหวานปัตตานี โดยเอ็มโซเฟียน เบญจเมธา

เล่าเรื่องเรือสำเภาจีนไปแล้ว เอ็มโซเฟียนเปลี่ยนมาเล่าเรื่องเรือสินค้าของปัตตานีโบราณบ้าง

ชุดจานแขวนผนังเหล่านี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประวัติการขายเครื่องลายครามและเกลือหวานของปัตตานีที่ออกเดินทางไปทั่วคาบสมุทรมลายูไปจนถึงหมู่เกาะอินโดนีเซีย

“แม่บอกผมว่า สมัยก่อนคุณปู่ของแม่หรือคุณทวดของผม มีเรือสำเภาลำสุดท้ายในปัตตานี และเป็นหุ้นส่วนในอดีต ผมรู้สึกประทับใจมากจนอยากจะต่อยอดด้านนี้ เลยลองทำคาแรกเตอร์เป็นคอลเลกชันของสำเภา แล้วก็สร้างงานเป็นแผนที่ปัตตานีในอดีต”

จากการศึกษาข้อมูลเพื่อผลิตงานชิ้นนี้ แผนที่โบราณได้ตกทอดถึงมือผู้ก่อตั้งเบญจเมธาเซรามิก เขาพบว่าเรือจากปัตตานี หรือปาตานีในอดีตล่องไปขายเกลือถึงตรังกานู จึงลองสเก็ตช์แผนที่เหมือนจริง

“เราอยากถ่ายทอดความเป็นปัตตานีด้วยงานชิ้นนี้ ด้วยการรอนแรมของคนสมัยก่อน เดินทางไปแต่ละที่ ไปกัวลาลัมเปอร์ ไปสิงคโปร์ ไปมะละกา ไปสลังงอร์ เป็นต้น”

ชิ้นที่ 5 เชื่อมโยง

ย้อนชมงานคราฟต์ในธีมเกลือหวานที่ ‘เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา’ ออกแบบมาเพื่อจัดแสดงในงาน Pattani Decoded 2022

รายรอบนาเกลือหวาน เป็นผืนป่าชายเลนอันเขียวชอุ่ม ต้นโกงกางแผ่รากไพศาล สะกิดต่อมความคิดสร้างสรรค์ของเอ็มโซเฟียนจนเกิดเป็นงานคราฟต์เก๋ไก๋อีกหนึ่งชิ้น

“ช่วงส่วนของโกงกางที่เราเห็นว่ามันแตก ๆ อยู่ในนาเกลือ เราก็เก็บมาเป็นของที่ระลึก แล้วก็เอามาสร้างตัวตนใหม่ สร้างเรื่องราวใหม่ให้เกี่ยวกับการเชื่อมโยง” 

ส่วนรูปวาดบนเครื่องถ้วยที่ประดับอยู่บนเศษโกงกาง ผู้สร้างงานจงใจให้สื่อถึงธรรมชาติของนาเกลือยุคก่อน จึงถ่ายทอดรูปสิ่งเหล่านั้นลงบนชิ้นงาน

“ทุกอย่างมีการเชื่อมโยง ไม่ว่าความสัมพันธ์ทางชีวภาพ ความสมบูรณ์ทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อมด้วย เชื่อมโยงเรื่องของคนทำเกลือ เรือสำเภาในอดีต นกตีนเทียน ปลาตีน ปลากระบอก หรือว่าปลากะตักที่เราทำบูดูกัน แล้วก็ปูดำ”

ชิ้นที่ 6 Wau Kapalayar

ย้อนชมงานคราฟต์ในธีมเกลือหวานที่ ‘เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา’ ออกแบบมาเพื่อจัดแสดงในงาน Pattani Decoded 2022

ว่าวพื้นเมืองมลายูที่เรียกว่า เบอร์อามัส (Beramas) ตัวใหญ่ แขวนอยู่บนผนังฝั่งที่มองเห็นเด่นมาแต่ไกล ออกแบบด้วยน้ำมือดีไซเนอร์ที่หลงใหลในเครื่องไม้เครื่องมือที่พึ่งลมทุกชนิด

“เรารู้สึกว่าเรามีความผูกพัน ชอบเรื่องของสำเภา กังหันลม ว่าว หรือว่าธนูที่ผมยิงทุกวันนี้ ผมรู้สึกว่ามันมีคาแรกเตอร์อะไรบางอย่าง แม้กระทั่งแมลง

“เราก็เลยออกแบบชิ้นงานชิ้นหนึ่งให้เป็นประติมากรรม โดยที่เอาทักษะเชิงช่างของคนทำว่าวมาลองออกแบบดู เขาก็สร้างสรรค์มาให้เรา เราสเก็ตช์ส่งคอนเซ็ปต์ไปให้คุยกัน จนให้ความสำคัญว่าเราอยากพัฒนาทักษะเชิงช่างของคนในพื้นที่อยู่แล้ว แล้วก็สร้างออกแบบให้เขาได้ทำงานกันต่อ” 

ชิ้นที่ 7 Derndin tools

ย้อนชมงานคราฟต์ในธีมเกลือหวานที่ ‘เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา’ ออกแบบมาเพื่อจัดแสดงในงาน Pattani Decoded 2022

แผงเครื่องมือที่ใช้ในการทำงานหัตถกรรมของบ้านเดินดินชุดนี้คงไม่เกิดขึ้น ถ้าเพียงแต่ผู้ออกแบบไม่ได้ลงพื้นที่นาเกลือ และพบของดีในธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งของบ้านเกิด

“พอเราทำเรื่องเกลือ มันก็ทำให้เราไปสัมผัสกับทุ่งนาเกลือ ในบริเวณนั้นป่าชายเลนดันมีต้นคราม แล้วเราก็สนใจว่าทำไมปัตตานีมีครามด้วย” เอ็มโซเฟียนสารภาพถึงความไม่รู้ของตัวเขาในอดีต 

“ผมก็เพิ่งรู้นะว่ามีต้นครามด้วย ในประวัติศาสตร์หนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ปัตตานีส่งออกคือคราม ซึ่งหายไปแล้ว ประมาณ 70 กว่าปีได้ จากหลักฐานที่ได้เป็นข้อตั้งคำถามว่ามันหายไปยังไง แล้วก็ผลิตภัณฑ์ไม่มีเหลือให้เห็นเลย ผมก็ว่ามันน่าสนใจ เลยจะลองจับครามสักที ไปเกี่ยวเอง ย้อมเองเลย”

ครั้นได้ลองเกี่ยวครามด้วยตัวเองแล้ว เอ็มโซเฟียนนึกสนุก อยากออกแบบเคียวเกี่ยวครามดูบ้าง ผลที่ตามมาก็คือชุดอุปกรณ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องมือมลายูโบราณอันปรากฏแก่สายตาเราอยู่นี้

ชิ้นที่ 8 เกลอเกลือ

ย้อนชมงานคราฟต์ในธีมเกลือหวานที่ ‘เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา’ ออกแบบมาเพื่อจัดแสดงในงาน Pattani Decoded 2022

ประติมากรรมชิ้นใหญ่เท่าความสูงมนุษย์ชิ้นนี้ได้รับการออกแบบร่วมกันโดยมิตรรักดีไซเนอร์ 4 ราย ซึ่งเอ็มโซเฟียน เบญจเมธา ได้เชื้อเชิญผองเพื่อน ประกอบไปด้วย ดร.กรกต อารมย์ดี, ศุภชัย แกล้วทนงค์ และ วลงค์กร เทียนเพิ่มพูล มาเล่นสนุกไปด้วยกัน

“เรารู้สึกว่ามันมีการเชื่อมโยงความเป็นเพื่อนของเรามาอยู่แล้ว พอมีงานเกลือ เรารู้สึกว่าเกลือจะต้องดึงมาเชื่อมโยงกัน แล้วก็วางคอนเซ็ปต์เป็น ‘เกลอเกลือ’ ก็ดึงความเป็นเพื่อน ๆ แต่ละคนเข้ามา อย่างกรกตก็เป็นคนบ้านแหลม มีความเชี่ยวชาญด้านเกลืออยู่แล้ว เกลือบ้านแหลมกับเกลือปัตตานีก็ต้องมาคุยกันแล้วแหละ แล้วเราก็ดึงทีมสกลเฮ็ดมาด้วยเพราะว่าเป็นเกลือสินเธาว์อีก งานชิ้นนี้เลยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันผ่านเกลือ”

จึงเป็นที่มาของผลึกเกลือซึ่งเกิดขึ้นจากการหลอมรวมศาสตร์และศิลป์ของหัตถกรรมแต่ละประเภทที่แต่ละคนมีความรู้ความเชี่ยวชาญมาผสานเข้าไว้ด้วยกัน ให้ตกผลึกทางความคิดจากการทำงานร่วมกันผ่านเจ้าผลึกเกลือชิ้นยักษ์ในงาน Pattani Decoded ประจำปีนี้

“พอทำงานมันก็ตกผลึกด้วยกันว่า กระบวนการทำงานหลาย ๆ อย่างทำให้เราเห็น เราถอดอัตตาของเรา แต่ละคนก็มีคาแรกเตอร์อยู่แล้ว แต่พอเราทำงานร่วมกัน หาจุดร่วมกัน ทำงานต่างที่กันด้วยนะ ส่งแบบ ส่งอะไรกัน ผลปรากฏเป็นงานชิ้นหนึ่ง เรารู้สึกว่ามันคือการตกผลึกอะไรบางอย่าง ก็เลยอยากจะนำเสนอผ่านประติมากรรมชิ้นนี้

“ผลึกหนึ่งผลึกมันต้องมีปัจจัยอะไรหลาย ๆ อย่างถึงจะเกิดขึ้น เกลือจะไม่เกิดขึ้นถ้าเกิดฝนตกชุ่ม กว่าจะเป็นผลึกได้ต้องใช้ช่วงจังหวะที่มันงดงามจริง ๆ ถึงจะเกิดเป็นผลึกได้ แล้วเราก็สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่จะก่อเกิดเป็นมัน บางทีมันก็ไม่เรียบร้อยนะ แต่รู้สึกว่าก็เป็นองค์ประกอบทั้งหมดที่ทำให้ผลึกนี้เกิดขึ้นได้”

ย้อนชมงานคราฟต์ในธีมเกลือหวานที่ ‘เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา’ ออกแบบมาเพื่อจัดแสดงในงาน Pattani Decoded 2022

ท่ามกลางงานออกแบบมากมายหลายสิบชิ้น เราอดสงสัยไม่ได้ว่าคนต้นคิดงานสร้างสรรค์เหล่านี้มีความประทับใจงานชิ้นใดมากเป็นพิเศษหรือเปล่า จึงไม่รอช้าที่จะถามความคาใจข้อนี้กับเขา

“ประทับใจในการทำงานของช่างทุกคน เพราะว่าเราไม่โฟกัสตรงผลผลิต เราโฟกัสตรงกระบวนการ เพราะฉะนั้นกระบวนการเราผ่านแล้ว แล้วก็อย่างอื่นเรามอบหมายหมดแล้ว มันออกมาเป็นยังไงก็แล้วแต่ บางทีมันเป็นจังหวะ” เอ็มโซเฟียนตอบหน้าชื่นตาบาน

“ตอนนี้มันอาจจะเป็นกระบวนการที่ทำแบบจำลอง แต่ถ้าเกิดขยับไปอีก อีกคนหนึ่งอาจจะดีกว่านี้ สิ่งที่ผมพยายามบอกตัวเองว่ามันคือการออกแบบที่ดีควรจะมีจุดความสัมพันธ์ในเรื่องของจิตสำนึก แล้วก็การสร้างอะไรใหม่ ๆ ไม่ใช่การที่ทำผลงานแล้วแช่แข็ง แล้วก็ Copy-paste อยู่ตลอดเวลา ฟังก์ชันเปลี่ยนยุคสมัยยังเปลี่ยน ก็ควรจะหาฟังก์ชันอะไรใหม่ ๆ เรารู้สึกว่าเราต้องสร้างนวัตกรรมตลอดเวลา แล้วก็ยอมรับที่จะเจอปัญหา

“พอเวลาเจอปัญหาก็สร้างฟังก์ชันใหม่ ๆ กับยุคสมัย ในอดีตมันมีแบบนี้ เราไม่ลืมรากเหง้านะ แต่เราก็ต้องมุ่งหน้าไปเพื่อจะสร้างนวัตกรรมอะไรใหม่ ๆ ถ้าเกิดเรามีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ความเป็นมลายู เรารักษาได้ แต่ว่าเราต้องเดินหน้าที่จะสร้างฟังก์ชันอะไรใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ผมจะให้ความสำคัญกับกระบวนการมาก แล้วก็จะมีความสุขกับการทำงานครับ” เจ้าของนิทรรศการ ‘เกลือแห่งชีวิต’ จบบทสนทนา

ย้อนชมงานคราฟต์ในธีมเกลือหวานที่ ‘เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา’ ออกแบบมาเพื่อจัดแสดงในงาน Pattani Decoded 2022

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ไรวินทร์ วันทวีทรัพย์

ช่างภาพผู้หลงรักกล้องเก่าและชอบเสียงชัตเตอร์เป็นชีวิตจิตใจ IG : 551mm

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load