14 กุมภาพันธ์ 2562

“…เขามองร่างของเธอกอปรขึ้นจากแสงจันทร์เพ็ญในห้องหนังสือหายากชั้น 3 ตึก 2 เริ่มจากมวลแสงที่ค่อยสว่างจ้าขึ้นบนหนังสือเล่มนั้น ผายเปิดปกสีทองเหลืองของมันออกมาอย่างบรรจงประหนึ่งเวทมนตร์ จากนั้นกระดาษแต่ละแผ่นจึงหลุดลอยละล่องขึ้น บิดม้วนเข้าหากัน เปล่งประกายเป็นสัดส่วนอรชรของหญิงสาวสะพรั่ง…”

โอ๊ต มณเฑียร อ่านท่อนแรกของเรื่องสั้น ‘ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ ให้เราฟัง

ถ้อยคำที่ร้อยเรียงอย่างงดงาม สะกดเราให้ตกห้วงภวังค์แห่งตัวอักษร

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ถ้อยคำเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของงาน ‘ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ นิทรรศการแบบ mixed media ที่จัดในห้อง ‘วชิรญาณ 2’ ภายในตึกหลักของหอสมุดแห่งชาติ ที่ใช้บัตรประชาชนแลกบัตรเข้าไปได้เลยโดยไม่ต้องเสียค่าเข้าชมใดๆ ตั้งแต่วันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ยาวไปจนถึง 28 เมษายน

ในมือโอ๊ตคือนิยายปกสีแดงเล่มบาง หน้าห้องมีตู้ไม้ที่บรรจุด้วยหนังสือเก่า รอบห้องมีหนังสือที่กลายเป็นงานศิลปะด้วยฝีมือของโอ๊ต และด้านหลังมีตู้บัตรรายการห้องสมุดที่ซ่อนความลับบางประการไว้ สื่อกลางต่างๆ มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือเล่าเรื่องราวของหอสมุดแห่งชาติ

หอสมุดแห่งชาติ คือสถานที่เก็บหนังสือทุกเล่มในประเทศไทย ตามที่พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 กำหนดว่า หนังสือหรือสิ่งพิมพ์ทุกเล่มต้องส่งมาให้หอสมุดแห่งชาติจำนวน 2 ฉบับ เพื่อใส่ส่วนห้องสมุด 1 ฉบับ และเก็บเข้าคลังอีก 1 ฉบับ

“ที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นห้องสมุดโดยเฉพาะ เราคิดว่ามันพิเศษ แต่คนอาจจะลืมไป” โอ๊ตพูดขึ้นระหว่างการสนทนาของเรา

ศิลปิน / ภัณฑารักษ์ / นักอ่าน / นักเขียน ผู้นี้ จึงขอสารภาพรักต่อสถาบันหนังสือด้วยการทำงานนี้ออกมา

ถ้อยเขียนของเราอาจไม่งดงามเท่าของโอ๊ต แต่อยากขอเขียนเล่าถึงเรื่องราวเบื้องหลังของนิทรรศการ ที่ล้ำค่าไม่น้อยไปกว่าผลงานสุดท้ายแล้ว

เมื่อฟังแล้ว เชื่อว่าคุณจะตกหลุมรักทั้งนิทรรศการและหอสมุดแห่งชาติเหมือนกับเรา

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ตีความสถานที่ผ่านศิลปะ

โอ๊ตเริ่มอธิบายกระบวนการสร้างงาน ‘ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ ด้วยคำว่า Artist Intervention

หากแปลตรงตัวคือ การแทรกแซงของศิลปิน แต่โอ๊ตเลือกแปลว่า การต่อยอด มากกว่า

นี่เป็นวิธีที่ใช้แพร่หลายกันทั่วโลก เพื่อกระตุ้นให้พิพิธภัณฑ์ คลังของมีค่า หรือหอจดหมายเหตุ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยองค์กรจะชวนศิลปินเข้ามาทำความเข้าใจองค์กร แล้วตีความออกมาเป็นงานศิลปะหรือนิทรรศการจัดแสดงในพื้นที่ขององค์กรนั้น

ตัวอย่างที่โอ๊ตยกให้ฟังคือ เคสของพิพิธภัณฑ์งานออกแบบและศิลปะ Victoria & Albert Museum ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเดิมทีไม่ค่อยมีงานจากแถบแอฟริกาเท่าไร แถมของไม่น้อยในคลังยังเกี่ยวข้องกับเงินที่มาจากการค้าทาส ทางมิวเซียมจึงเชื้อเชิญศิลปินผิวสี Yinka Shonibare มาสร้างงาน ออกมาเป็นประติมากรรมที่ใช้ผ้าลายบาติกแอฟริกัน ตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์

วิธีการนี้แยบยลตรงที่องค์กรไม่จำเป็นต้องวิพากษ์ตัวเอง เพราะยืมสายตาคนนอกมาช่วยวิพากษ์แทน ทำให้มีความสดใหม่ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อาจเปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายๆ

โอ๊ตมีความเห็นว่า ถ้าใช้วิธีเดียวกันนี้ สร้างชีวิตชีวาให้หอสมุดแห่งชาติได้ก็คงดี

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ผจญภัยในคลังสมบัติของชาติ

เมื่อได้วิธีการแล้ว ศิลปินหนุ่มก็เริ่มจากการเก็บข้อมูล

โอ๊ตเข้ามาที่หอสมุดแห่งชาติทุกวัน เพื่อทำความเข้าใจกับระบบ ตั้งข้อสงสัย และมองหาแรงบันดาลใจ เขาจดบันทึกเรื่องหอสมุดทุกวัน ทั้งเรื่องหนังสือที่อ่าน สิ่งที่เห็น และคนที่ได้พบเจอ

“ที่นี่เป็นเหมือนโลกพิศวง เป็น Wonderland ส่วนเราก็รับบทเป็น อลิซ ผู้สำรวจและซุกซนไปตามที่ต่างๆ” โอ๊ตบอกเราด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

สิ่งหนึ่งที่ตราตรึงใจเขาเป็นพิเศษ คือตู้อักษรพระนามพระบรมวงศานุวงศ์ ในห้องหนังสือหายาก และตู้หนังสือที่มีชื่อบุคคลสำคัญ เช่น ห้องสมุดวิจิตรวาทการ ห้องสมุดอนุมานราชธน ตู้และหนังสือในตู้เหล่านี้มักอยู่ในโซนที่เรียกว่า ‘ชั้นปิด’ คือไม่อนุญาตให้คนทั่วไปเข้า ทำให้โอ๊ตสนใจและตั้งคำถามถึงที่มาที่ไปของพวกมัน

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

“ตู้พวกนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับเรา มันสวยมาก หนังสือข้างในก็สวย แล้วก็น่าสงสัยว่าของใคร ทำไมมันมาอยู่ตรงนี้ ทำไมคนคนหนึ่งถึงตัดสินใจจะมอบตู้หนังสือพร้อมหนังสือข้างในให้แก่หอสมุด ความผูกพันของเขากับที่นี่คืออะไร” โอ๊ตเล่าถึงตู้ปิด แววตาเป็นประกาย

เหล่าตู้ปิดลึกลับนี่เอง คือแรงบันดาลใจหลักของโปรเจกต์นี้

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


รวมความประทับใจ ใส่ลงในหนังสือ

โอ๊ตเลือกกลั่นกรองความสนใจเรื่องตู้ปิดและสมบัติลับอื่นๆ ของหอสมุด ออกมาเป็นเรื่องสั้น

“ถ้าเล่าเรื่องที่นี่เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ คนคงไม่ค่อยอ่าน แต่ถ้าเป็นนิยายรักคนรุ่นเราๆ คงอินได้ง่ายขึ้น” เขาบอก

โอ๊ตปล่อยจินตนาการให้วิ่งเล่นในหอสมุดอย่างเต็มที่ เขาไปเจอ มัทนะพาธา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 ว่าด้วยมัทนา หญิงสาวที่โดนสาปให้เป็นกุหลาบ แล้วจะกลายร่างเป็นผู้หญิงทุกคืนจันทร์เต็มดวง จึงเลือกหยิบตัวละครมัทนามาเป็นตัวดำเนินเรื่อง โดยจินตนาการต่อไปเองว่าหากมัทนาไม่ได้เป็นดอกกุหลาบ แต่เป็นหนังสือ ห้องสมุดจะกลายเป็นสถานที่โรแมนติกขนาดไหน

ภาษาในเรื่องอาจฟังดูย้อนยุคเล็กน้อย เพราะโอ๊ตตั้งใจเลียนแบบสำเนียงของนักเขียนอย่าง อิศรา อมันตกุล, ธิดา บุนนาค และ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ด้วยเหตุผลว่า เป็นภาษาที่ไม่ได้เน้นเล่าเรื่อง แต่เน้นเร้าความรู้สึกมากกว่า

ในหนังสือมีเลขเรียกหนังสือแทรกอยู่ตลอดเรื่อง หากอ่านๆ ไปแล้วสงสัยว่าตัวละครกำลังพูดถึงหนังสือเล่มไหน ก็ลองจดเลขเหล่านี้ไปเปิดดูและตามอ่านได้ด้วย เรียกว่าอ่านแค่หนึ่ง ก็ต่อยอดไปได้อีกหลายเล่ม

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


ให้บรรยากาศช่วยเล่าเรื่อง

ไม่ใช่แค่ในเรื่องสั้น แต่เรามองเห็นความรักของโอ๊ตล้นทั่วทุกมุมห้อง

“เราเขียนหนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่ม แล้วจัดห้องทั้งห้องให้เป็นบรรยากาศที่สมบูรณ์แบบสำหรับการอ่านหนังสือเล่มนี้” โอ๊ตอธิบาย เขาเริ่มจากการจัดไฟให้ได้บรรยากาศ และยกเอาองค์ประกอบต่างๆ ในหนังสือออกมาวางบนโลกความเป็นจริง เช่นตู้ไม้ที่เต็มไปด้วยหนังสือเก่า ซึ่งเขายกมาจากบ้านตัวเอง โดยเลือกเติมตู้ด้วยหนังสือรุ่นเดียวกับหนังสือในตู้บนหอสมุด เพื่อให้ได้อารมณ์คล้ายว่านี่คือตู้ปิดอีกตู้ที่มีคนยกมาให้หอสมุด

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

รวมถึงศิลปะบนหนังสือที่จัดแสดงอยู่รอบห้อง นี่คือผลงานจากนิทรรศการ Ex-Libris ที่เขาจัดเมื่อ 6 ปีก่อน โอ๊ตเลือกมาเพียงบางเรื่องที่ถูกพูดถึงในเรื่องสั้น เช่น ชาร์ลี กับ โรงงานช็อกโกแลต และ อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

นอกจากนั้น เขายังให้โจนัส เดปท์ นักเปียโนแห่งชาติจากเบลเยียม คนรักของเขา ช่วยเล่นเปียโนจุฑาธุช เปียโนสองด้านหลังเดียวในประเทศไทย ที่สถิตอย่างนิ่งเงียบอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ ก่อนอัดเสียงมาเพื่อเปิดบรรเลงคลอ สร้างบรรยากาศไปอีกขั้น

โอ๊ตขยิบตา บอกเราว่า ต้องอ่านเรื่องสั้นก่อน แล้วจึงจะเข้าใจว่าทุกองค์ประกอบของนิทรรศการร้อยเรียงกันอย่างไร

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


งานศิลปะในพื้นที่ราชการ

ทำงานกับหน่วยงานราชการ ยากไหม เราถาม

“ไม่เลย” โอ๊ตตอบ “องค์กรอย่างนี้ คนส่วนมากคิดว่าคงเข้ามาทำงานศิลปะได้ยาก ซึ่งตอนแรกเราก็คิดแบบนั้น แต่พอทำจริงๆ ทุกอย่างมันเกิดขี้นได้อย่างรวดเร็วมาก เพราะในนี้มีคนตัวเล็กๆ ที่ช่วยกันอยู่”

หากยังไม่เชื่อ ขอบอกว่างานนี้ใช้เวลาทำตั้งแต่เริ่มเสนอจนถึงจัดแสดงเพียง 2 เดือน โดยได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการหอตั้งแต่วันแรกที่เสนอแนวคิด และออกมาสำเร็จได้ทันวันแสดงอย่างฉิวเฉียด เพราะการร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภัณฑารักษ์ที่ใจดีพาเดินดู ฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่คอยช่วยเหลือเมื่อโอ๊ตต้องการ และคนตัวเล็กตัวน้อยในหอสมุดอีกมากมาย

สิ่งที่เราประทับใจที่สุด คือการเข้าเล่มและพิมพ์ปกเรื่องสั้น ที่ฝ่ายอนุรักษ์และซ่อมแซมทำให้อย่างดีจนเสร็จออกมาทันเวลา

ตัวอักษรสีทองเปล่งประกายบนหน้าปก เกิดจากการพิมพ์ด้วยตัวตะกั่วทีละตัว (letter press)

สวยจับใจเพราะทำด้วยหัวใจ

“เราอาจมองต่างกัน แต่ถ้ามัวแต่โฟกัสที่ความต่าง งานมันก็จะไม่ไปไหน ทั้งที่ทุกฝ่ายรักหนังสือ อยากให้คนมาใช้งาน ถ้าเรากลับมาที่โฟกัสตรงนี้ มันก็เวิร์กออกมาได้” โอ๊ตถอดบทเรียนให้ฟัง

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


เกิดจากความรักทั้งนั้น

งานทั้งหมดนี้ต้องการสื่อสารอะไร

“เราอยากให้คนที่มารู้สึกว่าประสบการณ์การอ่านหนังสือที่ห้องสมุดมีเสน่ห์ คือต้องเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาเจอหนังสือที่ไม่ใช่ของเรา ที่เอากลับไปไม่ได้ มันเหมือนการได้พบรัก แล้วสุดท้ายคุณก็ต้องวางมันไว้” โอ๊ตอธิบาย

โรแมนติกกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

คนหลายคนรักหนังสือหลายแบบ โอ๊ตรักด้วยการอ่าน คนอื่นอาจรักด้วยการสะสม แต่ทำไมต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งล่ะ หากมองดูไปรอบหอสมุดแห่งชาติ จะพบว่าที่แห่งนี้รักหนังสือทุกแบบพร้อมกันโดยไม่ต้องเลือก ทั้งในด้านสะสม บูรณะ ซ่อมแซม และเปิดให้คนเข้ามาอ่าน

เราอ่านหนังสือปกแดงของโอ๊ต แล้วรู้สึกถึงจิตวิญญาณของหอสมุดแห่งชาติได้ชัดเจน

อาจเพราะมันกลั่นกรองออกมาจากความรักกระมัง

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ภาพ :   ปฎิพล รัชตอาภา
ดูรายละเอียดงานเพิ่มเติม ที่นี่

 

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในแต่ละวันนั้นมีทรัพยาการอาหารที่ต้องถูกทิ้งโดยเปล่าประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะงานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆ ยิ่งงานใหญ่ยิ่งต้องทิ้งเยอะ กลุ่มคนที่ต้องรับรู้ปัญหานี้อยู่เสมอก็คือผู้จัดงานและทีมเชฟเอง ซึ่งส่วนมากเลือกที่จะปล่อยผ่านและมองให้เป็น ‘เรื่องธรรมดา’ ‘เรื่องจำเป็น’ แล้วไปโฟกัสที่ภาพรวมของงานแทน แต่มีกลุ่มคนในแวดวงอีเวนต์กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่ไม่อาจนิ่งดูดาย เก็บความอัดอั้นตันใจนี้ไว้ใต้พรมเฉยๆ จึงชักชวนกันสร้างเสียงสะท้อนเล็กๆ ของปัญหาเหล่านี้ ด้วยวิธีที่พวกเขาถนัดอย่างการจัด ‘ปาร์ตี้’ โจทย์ที่น่าสนใจคือการทำปาร์ตี้ให้สนุก แต่ต้องแฝงสาระสำคัญให้ผู้คนได้ตระหนักรับรู้อย่างแยบยล พวกเขาเรียกมิชชันนี้ว่า ‘Bob & Friends’

‘Bob & Friends’ โปรเจกต์ปาร์ตี้กวนๆ ชวนให้ขบคิดจัดโดยกลุ่ม Sabudbob (สะบัดบ๊อบ) ครีเอทีฟเฮาส์ไฟแรงของเชียงใหม่ สถานที่จัดก็หาใช่ที่อื่นที่ไกล สังสรรค์กันในโกดังของบ๊อบนั่นเอง งานในแต่ละครั้ง Sabudbob จะร่วมกับกลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์จากหลากสาขาในเชียงใหม่ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการได้จัดงานตามแบบฉบับ ตามเเพสชัน สไตล์ และรสนิยม ที่ตรงกันของพวกเขา หลังว่างเว้นจากงานหลักที่ต้องสร้างสรรค์งานตามโจทย์จากลูกค้าผู้ว่าจ้าง Bob & Friends จึงเป็นเสมือนเวทีปล่อยพลังที่เซอร์ไพรส์เราได้เสมอ สมกับมิชชันของกลุ่มที่ว่า ‘We serve you the unique party experience!’

บ๊อบ แอนด์ เฟรนด์ส ตอน ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ครั้งล่าสุดที่พึ่งผ่านไป ที่เหล่าบ๊อบและผองเพื่อนได้กระทำการแปลงโฉมโกดังแห่งนี้ให้เป็นตลาดค่ำฮ่องกง แออัดอีโล้งโช้งเช้งแต่ทว่าอบอุ่นคุ้นเคย มีเพิงร้านอาหารซอมซ่อของอาแปะ มุมไหว้เจ้าของอาม่า โต๊ะวงไพ่ของอากง มุมเอกเขนกในห้องรูหนูของอาเจ็ก บรรยากาศโดยรอบพาเราย้อนกลับไปในยุคเฟื่องฟูของหนังแกงสเตอร์ฮ่องกงที่เราเคยคลั่งไคล้ รูป รส กลิ่น เสียง ที่ได้รับจากงานนี้ปลุกความทรงจำจางๆ วูบหนึ่งผมจินตนาการเห็นเฮียหลิวเต๋อหัวเดินเท่ๆ ฝ่ากลุ่มควันจากโซนเตรียมอาหารออกมาแบบสโลว์โมชัน มือขวาถือปืน มือซ้ายถือหมวกกันน็อก

ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ

นอกจากบรรยากาศและพร็อพเป๊ะๆ แล้ว ส่วนที่เป็นไฮไลต์ของงานครั้งนี้คือ การทำดินเนอร์ ‘โต๊ะจีนแต่ไม่จีน’ โดยกลุ่มเชฟที่เรียกตัวเองว่า The Fcuk’inChef ซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อนเชฟทั่วประเทศรวมตัวกันโดยเห็นพ้องต้องกันในการนำผลผลิตจากชุมชนท้องถิ่นมาใช้โดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ชุมชนและเกษตรกรจึงได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ และต้องเหลือขยะเป็นศูนย์ (Zero Waste) ตามแนวคิดหลักของเชฟแบล็ค เจ้าของ ‘Blackitch’ ร้านอาหารแนว Chef’s Table ร้านดังของเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโต้โผหลักของ The Fcuk’in Chef นั่นเอง

วัตถุดิบสด สะอาด ปลอดภัย ที่ได้มาถูกนำปรุงแบบตีความใหม่ ใส่ไอเดียกวนๆ ของเหล่าเชฟที่จงใจล้อเลียนเสียดสีอาหารจีนที่เราคุ้นเคย ลำดับเมนูที่เสิร์ฟ ดังนี้ ฟอร์จูนคุ้กกี้ ออร์เดิร์ฟเย็น 4 สหาย (แฮมอยู่นานปูเสฉวน ฮื่อแซแมงกะพรุน ไก่แช่เหล้า) ติ่มซำผักเป็ดปักกิ่งหวานกรอบชอบจริงๆ พุดดิ้งไข่ดำยาจีนหมูมัดซอสแดง ป๊ากระโดดกำแพง หมูจะหลามน้ำแดง ข้าวกำไข่ไหหลำ ใครว่ารังนก โยนีแปะก้วย และเมนูลับเส้าหลิน อาหารนับว่าเยอะมากสำหรับโต๊ะจีนสนนราคา 1,000 บาทต่อคน ไม่นับการจัดแต่งสถานที่ แสงสีเสียงระดับมืออาชีพ ทั้งยังบาร์พิเศษมิกซ์ค็อกเทลจากส่วนผสมจีนๆ อย่างจับเลี้ยงและเหล้ารัมได้ออกมาเป็น ‘กู๋หว่าไจ๋’ และ ‘หว่องกาไว’ เมนูค็อกเทลกลิ่นรสหลายมิติ แต่อร่อยเกินคาด bitter ต่างๆ หรือไซรัปทำมาจากพวกเครื่องเทศ เช่น มะแขว่น ผักชีลาว ลำไย กลมกล่อมและมีด้วยกลิ่นที่คุ้นเคย พร้อมแอลกอฮอล์หนักหน่วงสำหรับนักปาร์ตี้สาย (คอ) แข็ง

ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว

เพลงที่เปิดในงานคัดสรรจากเพลงไทยและเพลงดังระดับโลกที่มีเนื้อร้องเป็นภาษาจีน ชวนให้ขบคิดว่าตกลงแล้วระหว่างจีน-ไทย-ฝรั่ง เอ๊ะ ใครเป็นต้นฉบับของใครกันแน่ จุดนี้เองที่สร้างเสียงหัวเราะและบทสนทนาระหว่างโต๊ะกลมสี่เก้าอี้นี้ได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม งานในคืนนั้นมีทั้งเสียงตอบรับที่ดีและไม่ดี ส่วนนึงเป็นเพราะความตั้งใจของเชฟและผู้จัดที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวอาหารน้อยมาก ทั้งที่ชื่อเมนูนั้นยากยียวนเกินจะคาดเดา สวนทางกับความชอบของผู้กินที่พึงใจจะได้รับฟังการนำเสนออธิบายถึงความเลิศเลอของวัตถุดิบและกลเม็ดเคล็ดลับการปรุงต่างๆ ที่พอฟังแล้วทำให้อาหารตรงหน้าดูมีเรื่องราวและอร่อยเพิ่มขึ้นมาได้ เนื่องจากทางผู้จัดเชื่อว่า ในความเป็นจริงแล้วเชฟไม่สามารถจะอธิบายที่มาที่ไปของอาหารได้ทุกวัน ทุกมื้อ เราควรมองเห็นคุณค่าในอาหารทุกจานด้วยตัวเอง คุณค่าที่สำคัญกว่าความอิ่มหรือความอร่อย นั่นคือคุณค่าที่วัตถุดิบมากมายในแต่ละจานที่ได้สร้างประโยชน์ อย่างอาหารที่เสิร์ฟในคืนนั้น เชฟได้ใช้ของจากตลาดพื้นถิ่นจริงๆ สดใหม่เพราะเลือกวัตถุดิบในเช้าวันนั้น และไม่มีการเบียดเบียนธรรมชาติ ไม่ว่าจะเมนูรังนกหรือหูฉลาม เชฟใช้วัตถุดิบออแกนิคอื่นๆ ทดแทน (แต่ตั้งชื่อเมนูเสียดสี) 1,000 บาทจากทุกคนในงาน ได้ช่วยสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย สิ่งนี้ต่างหากคือคุณค่าที่แท้จริง

วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว

Zero Waste นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการนำมาใช้ แต่เริ่มตั้งแต่การเลือกซื้อ คือการรับซื้อแม้กระทั่งผักผลไม้ที่ไม่สวย หน้าตาอัปลักษณ์ ซึ่งมันจะไม่ถูกคัดเข้าไปขายในตลาด และซูเปอร์มาร์เก็ต แน่นอนว่าสุดท้ายมันจะต้องถูกทิ้ง ทั้งๆ ที่มันไม่ได้เน่าหรือเสียอะไร แต่แค่หน้าตามันขี้เหร่เท่านั้นเอง ซึ่งทุกเมนูที่เสิร์ฟในปาร์ตี้ครั้งนี้ ล้วนได้ผ่านกระบวนการทางความ คิดไตร่ตรองมาแล้วว่าต้องใช้ได้ทุกส่วน ไม่ทิ้งอะไรเลยหรือเหลือทิ้งให้น้อยที่สุด เช่น มะกรูด 1 ลูกจะถูกคั้นน้ำมาปรุงรสอาหาร ผิวด้านนอกสีเขียวถูกนำไปดอง แล้ว infuse กับแอลกอฮอล์ ได้ bitter ของเครื่องดื่มรสชาติใหม่ เปลือกด้านในสีขาวนำไปเชื่อมเป็นของหวาน แล้วนำเม็ดไปเคี่ยวจนกลายเป็นเจลาตินชั้นดี พวกเขาคิดว่ามันคือเรื่องใกล้ตัวมากๆ และเราทุกคนต้องตระหนักรู้ก่อนที่จะสายเกินไป สิ่งนี้คือ hidden agenda ที่ถูกสอดแทรกเข้ามาอย่างแนบเนียน ความสำเร็จด้านหนึ่งของงานนี้คือวัตถุดิบที่ใช้ในคืนนั้นก็มีส่วนเหลือทิ้ง (waste) น้อยมากเป็นประวัติการณ์ เพราะแม้กระทั่งส่วนที่ต้องทิ้งจริงๆ ในท้ายที่สุดก็ได้ถูกนำกลับมาทำเป็นเมนูสุดท้ายให้ลูกค้าได้ทาน ในชื่อ ‘เมนูลับเส้าหลิน’ นั่นเอง

สำหรับผมแล้ว ปาร์ตี้ Bob & friends ครั้งนี้จะมองให้เป็นงานศิลปะสเกลใหญ่ก็ยังได้ เพราะมีความเป็น ‘เชิงทดลอง’ และเล่นกับความรู้สึกของผู้ชม (ผู้กิน) อยู่สูง ชื่องาน ‘ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ’ ฟังเผินๆ ก็คงเข้าใจได้ไม่ยากว่าเป็นการล้อเลียน ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ หนังฮ่องกงเรื่องดังแห่งยุค แต่ ‘ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ’ อีกนัยหนึ่งนั้น อาจเป็นเหมือนเสียงประกาศกร้าวจากชาวบ๊อบและผองเพื่อนในการยืนหยัดทำปาร์ตี้ในวิถีที่พวกเขายึดมั่น มากกว่าที่จะเอาใจใครหรือตามเทรนด์ใดๆ

 

ภาพ: Majestic Studio

Writer & Photographer

วิสรุจน์ แสงวรเมท

ผ่านการย้ายถิ่นฐานมามากมายตั้งแต่เกิดจนโต จนยากจะหาสถานที่ใดมาจำกัดความ ปัจจุบันติดใจจังหวะชีวิตเนิบนาบแต่ไม่แน่นิ่งของเชียงใหม่ งานหลักเป็นพนักงานโรงแรม งานหลักกว่าคือการดูแลหมาสี่ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load