14 กุมภาพันธ์ 2562
10 K

“…เขามองร่างของเธอกอปรขึ้นจากแสงจันทร์เพ็ญในห้องหนังสือหายากชั้น 3 ตึก 2 เริ่มจากมวลแสงที่ค่อยสว่างจ้าขึ้นบนหนังสือเล่มนั้น ผายเปิดปกสีทองเหลืองของมันออกมาอย่างบรรจงประหนึ่งเวทมนตร์ จากนั้นกระดาษแต่ละแผ่นจึงหลุดลอยละล่องขึ้น บิดม้วนเข้าหากัน เปล่งประกายเป็นสัดส่วนอรชรของหญิงสาวสะพรั่ง…”

โอ๊ต มณเฑียร อ่านท่อนแรกของเรื่องสั้น ‘ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ ให้เราฟัง

ถ้อยคำที่ร้อยเรียงอย่างงดงาม สะกดเราให้ตกห้วงภวังค์แห่งตัวอักษร

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ถ้อยคำเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของงาน ‘ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ นิทรรศการแบบ mixed media ที่จัดในห้อง ‘วชิรญาณ 2’ ภายในตึกหลักของหอสมุดแห่งชาติ ที่ใช้บัตรประชาชนแลกบัตรเข้าไปได้เลยโดยไม่ต้องเสียค่าเข้าชมใดๆ ตั้งแต่วันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ยาวไปจนถึง 28 เมษายน

ในมือโอ๊ตคือนิยายปกสีแดงเล่มบาง หน้าห้องมีตู้ไม้ที่บรรจุด้วยหนังสือเก่า รอบห้องมีหนังสือที่กลายเป็นงานศิลปะด้วยฝีมือของโอ๊ต และด้านหลังมีตู้บัตรรายการห้องสมุดที่ซ่อนความลับบางประการไว้ สื่อกลางต่างๆ มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือเล่าเรื่องราวของหอสมุดแห่งชาติ

หอสมุดแห่งชาติ คือสถานที่เก็บหนังสือทุกเล่มในประเทศไทย ตามที่พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 กำหนดว่า หนังสือหรือสิ่งพิมพ์ทุกเล่มต้องส่งมาให้หอสมุดแห่งชาติจำนวน 2 ฉบับ เพื่อใส่ส่วนห้องสมุด 1 ฉบับ และเก็บเข้าคลังอีก 1 ฉบับ

“ที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นห้องสมุดโดยเฉพาะ เราคิดว่ามันพิเศษ แต่คนอาจจะลืมไป” โอ๊ตพูดขึ้นระหว่างการสนทนาของเรา

ศิลปิน / ภัณฑารักษ์ / นักอ่าน / นักเขียน ผู้นี้ จึงขอสารภาพรักต่อสถาบันหนังสือด้วยการทำงานนี้ออกมา

ถ้อยเขียนของเราอาจไม่งดงามเท่าของโอ๊ต แต่อยากขอเขียนเล่าถึงเรื่องราวเบื้องหลังของนิทรรศการ ที่ล้ำค่าไม่น้อยไปกว่าผลงานสุดท้ายแล้ว

เมื่อฟังแล้ว เชื่อว่าคุณจะตกหลุมรักทั้งนิทรรศการและหอสมุดแห่งชาติเหมือนกับเรา

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ตีความสถานที่ผ่านศิลปะ

โอ๊ตเริ่มอธิบายกระบวนการสร้างงาน ‘ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ ด้วยคำว่า Artist Intervention

หากแปลตรงตัวคือ การแทรกแซงของศิลปิน แต่โอ๊ตเลือกแปลว่า การต่อยอด มากกว่า

นี่เป็นวิธีที่ใช้แพร่หลายกันทั่วโลก เพื่อกระตุ้นให้พิพิธภัณฑ์ คลังของมีค่า หรือหอจดหมายเหตุ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยองค์กรจะชวนศิลปินเข้ามาทำความเข้าใจองค์กร แล้วตีความออกมาเป็นงานศิลปะหรือนิทรรศการจัดแสดงในพื้นที่ขององค์กรนั้น

ตัวอย่างที่โอ๊ตยกให้ฟังคือ เคสของพิพิธภัณฑ์งานออกแบบและศิลปะ Victoria & Albert Museum ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเดิมทีไม่ค่อยมีงานจากแถบแอฟริกาเท่าไร แถมของไม่น้อยในคลังยังเกี่ยวข้องกับเงินที่มาจากการค้าทาส ทางมิวเซียมจึงเชื้อเชิญศิลปินผิวสี Yinka Shonibare มาสร้างงาน ออกมาเป็นประติมากรรมที่ใช้ผ้าลายบาติกแอฟริกัน ตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์

วิธีการนี้แยบยลตรงที่องค์กรไม่จำเป็นต้องวิพากษ์ตัวเอง เพราะยืมสายตาคนนอกมาช่วยวิพากษ์แทน ทำให้มีความสดใหม่ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อาจเปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายๆ

โอ๊ตมีความเห็นว่า ถ้าใช้วิธีเดียวกันนี้ สร้างชีวิตชีวาให้หอสมุดแห่งชาติได้ก็คงดี

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ผจญภัยในคลังสมบัติของชาติ

เมื่อได้วิธีการแล้ว ศิลปินหนุ่มก็เริ่มจากการเก็บข้อมูล

โอ๊ตเข้ามาที่หอสมุดแห่งชาติทุกวัน เพื่อทำความเข้าใจกับระบบ ตั้งข้อสงสัย และมองหาแรงบันดาลใจ เขาจดบันทึกเรื่องหอสมุดทุกวัน ทั้งเรื่องหนังสือที่อ่าน สิ่งที่เห็น และคนที่ได้พบเจอ

“ที่นี่เป็นเหมือนโลกพิศวง เป็น Wonderland ส่วนเราก็รับบทเป็น อลิซ ผู้สำรวจและซุกซนไปตามที่ต่างๆ” โอ๊ตบอกเราด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

สิ่งหนึ่งที่ตราตรึงใจเขาเป็นพิเศษ คือตู้อักษรพระนามพระบรมวงศานุวงศ์ ในห้องหนังสือหายาก และตู้หนังสือที่มีชื่อบุคคลสำคัญ เช่น ห้องสมุดวิจิตรวาทการ ห้องสมุดอนุมานราชธน ตู้และหนังสือในตู้เหล่านี้มักอยู่ในโซนที่เรียกว่า ‘ชั้นปิด’ คือไม่อนุญาตให้คนทั่วไปเข้า ทำให้โอ๊ตสนใจและตั้งคำถามถึงที่มาที่ไปของพวกมัน

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

“ตู้พวกนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับเรา มันสวยมาก หนังสือข้างในก็สวย แล้วก็น่าสงสัยว่าของใคร ทำไมมันมาอยู่ตรงนี้ ทำไมคนคนหนึ่งถึงตัดสินใจจะมอบตู้หนังสือพร้อมหนังสือข้างในให้แก่หอสมุด ความผูกพันของเขากับที่นี่คืออะไร” โอ๊ตเล่าถึงตู้ปิด แววตาเป็นประกาย

เหล่าตู้ปิดลึกลับนี่เอง คือแรงบันดาลใจหลักของโปรเจกต์นี้

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


รวมความประทับใจ ใส่ลงในหนังสือ

โอ๊ตเลือกกลั่นกรองความสนใจเรื่องตู้ปิดและสมบัติลับอื่นๆ ของหอสมุด ออกมาเป็นเรื่องสั้น

“ถ้าเล่าเรื่องที่นี่เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ คนคงไม่ค่อยอ่าน แต่ถ้าเป็นนิยายรักคนรุ่นเราๆ คงอินได้ง่ายขึ้น” เขาบอก

โอ๊ตปล่อยจินตนาการให้วิ่งเล่นในหอสมุดอย่างเต็มที่ เขาไปเจอ มัทนะพาธา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 ว่าด้วยมัทนา หญิงสาวที่โดนสาปให้เป็นกุหลาบ แล้วจะกลายร่างเป็นผู้หญิงทุกคืนจันทร์เต็มดวง จึงเลือกหยิบตัวละครมัทนามาเป็นตัวดำเนินเรื่อง โดยจินตนาการต่อไปเองว่าหากมัทนาไม่ได้เป็นดอกกุหลาบ แต่เป็นหนังสือ ห้องสมุดจะกลายเป็นสถานที่โรแมนติกขนาดไหน

ภาษาในเรื่องอาจฟังดูย้อนยุคเล็กน้อย เพราะโอ๊ตตั้งใจเลียนแบบสำเนียงของนักเขียนอย่าง อิศรา อมันตกุล, ธิดา บุนนาค และ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ด้วยเหตุผลว่า เป็นภาษาที่ไม่ได้เน้นเล่าเรื่อง แต่เน้นเร้าความรู้สึกมากกว่า

ในหนังสือมีเลขเรียกหนังสือแทรกอยู่ตลอดเรื่อง หากอ่านๆ ไปแล้วสงสัยว่าตัวละครกำลังพูดถึงหนังสือเล่มไหน ก็ลองจดเลขเหล่านี้ไปเปิดดูและตามอ่านได้ด้วย เรียกว่าอ่านแค่หนึ่ง ก็ต่อยอดไปได้อีกหลายเล่ม

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


ให้บรรยากาศช่วยเล่าเรื่อง

ไม่ใช่แค่ในเรื่องสั้น แต่เรามองเห็นความรักของโอ๊ตล้นทั่วทุกมุมห้อง

“เราเขียนหนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่ม แล้วจัดห้องทั้งห้องให้เป็นบรรยากาศที่สมบูรณ์แบบสำหรับการอ่านหนังสือเล่มนี้” โอ๊ตอธิบาย เขาเริ่มจากการจัดไฟให้ได้บรรยากาศ และยกเอาองค์ประกอบต่างๆ ในหนังสือออกมาวางบนโลกความเป็นจริง เช่นตู้ไม้ที่เต็มไปด้วยหนังสือเก่า ซึ่งเขายกมาจากบ้านตัวเอง โดยเลือกเติมตู้ด้วยหนังสือรุ่นเดียวกับหนังสือในตู้บนหอสมุด เพื่อให้ได้อารมณ์คล้ายว่านี่คือตู้ปิดอีกตู้ที่มีคนยกมาให้หอสมุด

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

รวมถึงศิลปะบนหนังสือที่จัดแสดงอยู่รอบห้อง นี่คือผลงานจากนิทรรศการ Ex-Libris ที่เขาจัดเมื่อ 6 ปีก่อน โอ๊ตเลือกมาเพียงบางเรื่องที่ถูกพูดถึงในเรื่องสั้น เช่น ชาร์ลี กับ โรงงานช็อกโกแลต และ อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

นอกจากนั้น เขายังให้โจนัส เดปท์ นักเปียโนแห่งชาติจากเบลเยียม คนรักของเขา ช่วยเล่นเปียโนจุฑาธุช เปียโนสองด้านหลังเดียวในประเทศไทย ที่สถิตอย่างนิ่งเงียบอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ ก่อนอัดเสียงมาเพื่อเปิดบรรเลงคลอ สร้างบรรยากาศไปอีกขั้น

โอ๊ตขยิบตา บอกเราว่า ต้องอ่านเรื่องสั้นก่อน แล้วจึงจะเข้าใจว่าทุกองค์ประกอบของนิทรรศการร้อยเรียงกันอย่างไร

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


งานศิลปะในพื้นที่ราชการ

ทำงานกับหน่วยงานราชการ ยากไหม เราถาม

“ไม่เลย” โอ๊ตตอบ “องค์กรอย่างนี้ คนส่วนมากคิดว่าคงเข้ามาทำงานศิลปะได้ยาก ซึ่งตอนแรกเราก็คิดแบบนั้น แต่พอทำจริงๆ ทุกอย่างมันเกิดขี้นได้อย่างรวดเร็วมาก เพราะในนี้มีคนตัวเล็กๆ ที่ช่วยกันอยู่”

หากยังไม่เชื่อ ขอบอกว่างานนี้ใช้เวลาทำตั้งแต่เริ่มเสนอจนถึงจัดแสดงเพียง 2 เดือน โดยได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการหอตั้งแต่วันแรกที่เสนอแนวคิด และออกมาสำเร็จได้ทันวันแสดงอย่างฉิวเฉียด เพราะการร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภัณฑารักษ์ที่ใจดีพาเดินดู ฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่คอยช่วยเหลือเมื่อโอ๊ตต้องการ และคนตัวเล็กตัวน้อยในหอสมุดอีกมากมาย

สิ่งที่เราประทับใจที่สุด คือการเข้าเล่มและพิมพ์ปกเรื่องสั้น ที่ฝ่ายอนุรักษ์และซ่อมแซมทำให้อย่างดีจนเสร็จออกมาทันเวลา

ตัวอักษรสีทองเปล่งประกายบนหน้าปก เกิดจากการพิมพ์ด้วยตัวตะกั่วทีละตัว (letter press)

สวยจับใจเพราะทำด้วยหัวใจ

“เราอาจมองต่างกัน แต่ถ้ามัวแต่โฟกัสที่ความต่าง งานมันก็จะไม่ไปไหน ทั้งที่ทุกฝ่ายรักหนังสือ อยากให้คนมาใช้งาน ถ้าเรากลับมาที่โฟกัสตรงนี้ มันก็เวิร์กออกมาได้” โอ๊ตถอดบทเรียนให้ฟัง

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


เกิดจากความรักทั้งนั้น

งานทั้งหมดนี้ต้องการสื่อสารอะไร

“เราอยากให้คนที่มารู้สึกว่าประสบการณ์การอ่านหนังสือที่ห้องสมุดมีเสน่ห์ คือต้องเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาเจอหนังสือที่ไม่ใช่ของเรา ที่เอากลับไปไม่ได้ มันเหมือนการได้พบรัก แล้วสุดท้ายคุณก็ต้องวางมันไว้” โอ๊ตอธิบาย

โรแมนติกกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

คนหลายคนรักหนังสือหลายแบบ โอ๊ตรักด้วยการอ่าน คนอื่นอาจรักด้วยการสะสม แต่ทำไมต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งล่ะ หากมองดูไปรอบหอสมุดแห่งชาติ จะพบว่าที่แห่งนี้รักหนังสือทุกแบบพร้อมกันโดยไม่ต้องเลือก ทั้งในด้านสะสม บูรณะ ซ่อมแซม และเปิดให้คนเข้ามาอ่าน

เราอ่านหนังสือปกแดงของโอ๊ต แล้วรู้สึกถึงจิตวิญญาณของหอสมุดแห่งชาติได้ชัดเจน

อาจเพราะมันกลั่นกรองออกมาจากความรักกระมัง

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ภาพ :   ปฎิพล รัชตอาภา
ดูรายละเอียดงานเพิ่มเติม ที่นี่

 

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

เวลาพูดถึงอนาคต คุณเห็นภาพอะไร

โลกใบที่หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์เหมือนมนุษย์มากจนแยกไม่ออก? โลกใบที่ยานพาหนะทั้งหมดล้วนแต่ลอยอยู่ในอากาศ? โลกใบที่ไม่มีต้นไม้เหลืออยู่ และมนุษย์ต้องกินแต่อาหารสังเคราะห์?

การคิดถึงอนาคตก็ว่ายากอยู่แล้ว แล้วการเสกสรรปั้นแต่งอนาคตให้เหมือนกับในความคิดนั้นล่ะ คุณว่าเป็นไปได้หรือเปล่า

SPACE10

ในวันสุดท้ายของงาน Bangkok Design Week 2018 ที่ไปรษณีย์กลางบางรัก บริษัท AP ร่วมกับ TCDC ได้พาชายหนุ่มจากอนาคตมาพบกับชาวไทย ชื่อของเขาคือ โคเวอร์ พัว (Kaave Pour) ผู้ทำหน้าที่เป็น Creative Director ของห้องทดลองนวัตกรรมสายสแกนดิเนเวียนามว่า SPACE10

ให้เขามาพาเราไปแอบแง้มดูภาพแห่งอนาคตด้วยกันเถอะ

Kaave PourKaave Pour

 

ปัญหาที่อยากฝ่าฟัน

SPACE10 เป็นห้องทดลองนวัตกรรมของบริษัทเฟอร์นิเจอร์ชื่อก้องโลกอย่าง IKEA สาเหตุในการแตกหน่อแห่งนี้ออกมา เพื่อให้อิสระที่จะทำทดลองอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องคอยคำนึงถึงข้อจำกัดในเชิงธุรกิจ

“เราอยากอยู่ในโลกแบบไหน และเราจะทำให้โลกกลายเป็นแบบนั้นได้อย่างไร” นี่คือคำถามที่พัวตั้งไว้เป็นตัวนิยาม ‘อนาคต’ ในบทสนทนาของเขา หากให้พูดอีกอย่าง การสร้างอนาคตแปลว่าการสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนั่นเอง

แน่นอนว่าการจะคิดถึงทิศทางของอนาคต ต้องเริ่มจากการดูปัญหาในปัจจุบันก่อน พัวเสนอประเด็นต่างๆ ให้เราฟัง เริ่มจากพื้นที่เมืองซึ่งขยายใหญ่ขึ้นทุกที ในขณะที่ทรัพยากรก็เริ่มเหลือน้อยลงเรื่อยๆ รวมถึงประชากรก็มีทั้งเด็กเกิดใหม่มากและผู้อาวุโสเยอะไปพร้อมกัน ไล่ไปจนถึงการเติบโตของเทคโนโลยี ที่เริ่มแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันจนแทบแยกกันไม่ออก จากประเด็นปัญหาเหล่านี้ นำไปสู่การครุ่นคิดวิธีแก้ไข

“ผมเชื่อว่าในขณะที่ศิลปะตั้งคำถามเกี่ยวกับปัญหา การออกแบบจะต้องให้ทางออกแก่ปัญหา” พัวบอกเราด้วยสายตามุ่งมั่น ก่อนจะอธิบายว่า SPACE10 ตีความแนวคิดออกมาเป็น 3 ธีมหลักที่แต่ละผลงานที่ออกมาควรตอบได้ นั่นคือการสร้างสังคมหมุนเวียน (นั่นคือการอุปโภคบริโภคแบบเป็นวงกลม ไม่ได้เป็นแนวตรง เริ่มที่ผลิต จบที่ถังขยะ แต่ต้องหมุนเวียนกลับมาใช้ได้ใหม่) การอยู่ร่วมกัน และการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตด้วยเครื่องมือทางดิจิทัล

เมื่อมีรากฐานการคิดเพื่ออนาคตเช่นนี้ จึงทำให้ผลงานแต่ละชิ้นจาก SPACE10 เต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้น แปลกประหลาด และนึกไม่ถึง ชวนให้ต้องฮือฮาเวลาได้ยินได้ชมทุกครั้ง

ตอนนี้คุณอาจยังนึกภาพไม่ออกว่าคำถามคำตอบพวกนี้จะพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ในเชิงรูปธรรมได้อย่างไร ไม่ต้องห่วง ให้เราได้พาคุณไปดู  

SPACE10

 

ห้องทดลองทั้งสี่

แม้จะเป็นบริษัทขนาดกะทัดรัดด้วยพนักงานเพียงประมาณ 30 คน แต่ในที่แห่งนี้ก็อัดแน่นไปด้วยงานหลายรูปแบบ ตั้งแต่ Playful Research ซึ่งเขย่าความเชื่อที่ว่างานวิจัยมักไกลตัว ด้วยการนำแนวคิดหรือทฤษฎีที่ได้จากการศึกษาวิจัยมาแปลงให้กลายเป็นสิ่งที่คนเข้าถึงเข้าใจได้ง่าย และทำให้คนมีส่วนร่วมในการทำงานวิจัยเหล่านั้น เช่น One Shared House 2030 ที่ชวนคนมาตอบคำถามว่าในปี 2030 เราจะอยู่ร่วมกันแบบไหน นอกจากนั้น SPACE10 ยังมี Space Program ที่ไม่ได้ส่งคนไปอวกาศ แต่ส่งคนไปเชื่อมต่อกับคนด้วยกันในชุมชนต่างๆ ทั่วโลก และที่พัวได้มาคุยกับเราก็เป็นหนึ่งในผลผลิตของโครงการนี้เช่นกัน

SPACE10

แต่ส่วนที่พัวภูมิใจนำเสนอที่สุดคือห้องปฏิบัติการวิจัย ซึ่งมีจุดมุ่งหมายหลักคือ ช่วยร่นระยะเวลาในการคาดการณ์ทิศทางของการผลิตให้สั้นลง เทียบกับการปล่อยผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทใหญ่ๆ ระยะทางจากกระบวนการเริ่มออกแบบจนถึงมือผู้ใช้งานจะสั้นกว่ามาก ทำให้มีโอกาสลองผิดลองถูกเยอะ สุดท้ายแล้ว ผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นที่ปล่อยออกมาให้ใช้จริงก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ห้องทดลองมีทั้งหมดสี่ส่วน ประกอบด้วย

Digital Fabrication การใช้เทคโนโลยีช่วยในการผลิต ทำให้ ‘สร้าง’ ได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการพรินต์บ้านทั้งหลักด้วยการดาวน์โหลดผังบ้านจากออนไลน์ แล้วไปสั่งพรินต์ตามร้านที่มีเครื่องพรินต์ใกล้บ้านท่าน เครื่องตัดก็จะทำหน้าที่ตัดวัสดุออกมาเป็นชิ้นๆ พร้อมสำหรับประกอบ ไม่ต้องเหนื่อยรับส่งเคลื่อนย้ายแต่อย่างใด

Local Food การคิดวิธีบริโภคอาหารที่ยั่งยืน พร้อมคงความเป็นท้องถิ่น และมีรสชาติดีด้วย ตัวอย่างคือ LOKAL สลัดบาร์กลางลอนดอนที่มีวัตถุดิบงอกเงยเติบโตอยู่อีกด้านหนึ่งของบาร์ เป็นการปลูกผักแบบใหม่ที่ได้ประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงย่นระยะทางการขนส่งอย่างเห็นได้ชัด แถมยังมีกิมมิกเจ๋งๆ เรียกว่า Sprout ที่ติดตั้ง Google Home เข้ากับชั้นปลูกผัก ทำให้ผู้บริโภคพูดคุยถามสารทุกข์สุกดิบกับพืชผักบนชั้นได้อีกด้วย

SPACE10

Natural Interface การทำลายปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับเทคโนโลยีแบบเก่าๆ ให้หมดสิ้น จากที่ตอนนี้เราต้องคอยก้มๆ เงยๆ เขี่ยจอมือถือเพื่อดูแผนที่ระหว่างเดินทาง ห้องทดลองนี้ชวนเราคิดถึงทางเลือกอื่น จุดมุ่งหมายหลักของทีม คือการทำให้มนุษย์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด โดยไม่ต้องเรียนรู้วิธีใช้ใดๆ เลย

IKEA

Shared Living การตั้งคำถามว่ามนุษย์จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างไรดี โดยใช้ข้อมูลจากการวิจัยในรูปแบบต่างๆ มาทดลองออกแบบพื้นที่อยู่อาศัย ภายใต้ข้อจำกัดว่าคนจะเยอะขึ้น พื้นที่และทรัพยากรจะน้อยลง ทำอย่างไรจึงจะใช้ได้อย่างคุ้มค่า เต็มประสิทธิภาพ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

Kaave Pour

สู่โลกความเป็นจริง

แม้ตอนอยู่ในห้องทดลองจะได้ทำอะไรแปลกๆ น่าสนใจมากมาย แต่เมื่อก้าวออกมาข้างนอก บางครั้งก็ต้องยอมรับว่าพลังในนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบโลกความจริงในระดับที่เห็นได้ทันทีสักเท่าไร “เราเริ่มจากอุดมคติ โดยมีเป้าหมายว่าจะทดสอบแนวความคิดอย่างไรให้ได้เร็วที่สุด ผลงานที่ออกมาจึงเป็นรุ่นทดลอง และจะยังเติบโตเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ในท้ายที่สุดแล้ว มันเลยอาจไม่ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เสมอไป”

แต่ก็ไม่ใช่จะนั่งฝันถึงอนาคตกันเล่นๆ ไปอย่างเดียว เพราะนั่นคงไม่อาจส่งผลกระทบถึงโลกภายนอกได้ พัวบอกเราว่าหน้าที่สำคัญของ SPACE10 ประกอบด้วยการขุดคุ้ยเสาะหาความเป็นไปได้ใหม่จากสิ่งเดิมๆ ที่มีอยู่ เมื่อพบความเป็นไปได้ที่น่าสนใจ จึงขยายต่อจนกลายเป็นตัวต้นแบบ (prototype) เพื่อทดลองใช้จริง หากดูมีศักยภาพให้น่าพัฒนาต่อ ก็ต้องผลักดันให้มีทีมที่ใหญ่ขึ้น นำแนวคิดและวิธีการไปใช้ในระดับที่ใหญ่ขึ้น

Bangkok Design Week 2018

“เราเชื่อในการร่วมมือเหนือการแข่งขัน เราเชื่อในการเผยแพร่เหนือการเก็บซ่อน เราศึกษาทดลองอย่างรวดเร็ว เรียนรู้จากมัน และขยายขนาดของงานให้กลายเป็นโครงการระยะยาว เราหวังให้ทีมงานที่เหมาะสมได้รับโจทย์ที่เหมาะสม ในสภาวะแบบนั้น เราถึงจะเปลี่ยนแปลงโลกได้”

พัวสรุปกับเราอีกครั้งว่า การทำงานของ SPACE10 คือการพยายามจัดระเบียบให้ความโกลาหล เขาอธิบายคำพูดนี้ด้วยการเปรียบอนาคตของโลกเป็นเส้นทางที่เป็นไปได้ แตกแยกย่อยออกไปมากมายไม่สิ้นสุด ไม่ว่าใครก็ไม่มีทางรู้ว่าสุดท้ายแล้วเส้นทางไหนจะเป็นเส้นทางที่โลกดำเนินไปจริงๆ แต่สิ่งที่เราซึ่งอยู่ในปัจจุบันพอจะทำได้คือ การมองความเป็นไปได้เหล่านั้น และเลือกหยิบมาต่อยอด เพื่อให้มันกลายเป็นอนาคตของโลกใบนี้ โดยที่ไม่คิดเพื่อตัวเราคนเดียว แต่คิดในฐานะผู้ที่ต้องแบ่งปันโลกกับมนุษย์คนอื่นอีกเกือบหมื่นล้านคน

หากเป็นเช่นนี้ จึงจะเรียกได้ว่าผู้ร่วมสร้างอนาคตที่แท้จริง

แผนผัง

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SPACE10 ที่ space10.io

Writer & Photographer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load