ใหม่เสมอ’ คือความหมายของชื่อวง NUVO 

วงดนตรีที่เริ่มต้นจากการรวมตัวกันของเพื่อน 6 คนที่มีความฝันและแพสชันทางดนตรีเหมือนกัน

สมาชิกทั้งหกคนประกอบด้วย จิรายุส วรรธนะสิน, สหรัถ สังคปรีชา, จอห์น รัตนเวโรจน์, ปีเตอร์-แอนโทนี่ แฮมมอนด์, สุรชัย สุนทรธาดากุล และ ชยุต บุรกรรมโกวิท

ความฝันของเด็ก ม.ปลาย 6 คนที่กลายเป็นวง NUVO กับการกลับมาหลัง 30 ปีที่ทำให้เพลงยังใหม่เสมอ

ผ่านมากว่า 3 ทศวรรษในเส้นทางดนตรีที่บ่มเพาะฝีมือและประสบการณ์ อาจมีแยกย้ายไปทำงานตามเส้นทางของตัวเองบ้าง แต่มิตรภาพยังไม่แปรเปลี่ยน 

พวกเขายังรวมกันเล่นดนตรีและร้องเพลงด้วยกันเหมือนในวันที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย และยังคงเล่นเพลงฮิตมากมายอย่างเต็มที่เหมือนที่ผ่านมา

4 อัลบั้มในยุคเริ่มแรกในช่วงเทปคาสเซตต์กำลังรุ่งเรือง มีอัลบั้มที่ยอดขายเกินล้านตลับ และไม่ว่าจะเป็นเพลงหน้า A หรือหน้า B ของเทปคาสเซตต์ ล้วนติดอันดับเป็นเพลงฮิตเพลงดังและคุ้นหูคนฟังเกือบทุกเพลง 

ถ้าถามว่าเพลงใดคือเพลงที่ดังที่สุดของนูโว คนฟังอย่างเราคงเลือกไม่ได้ แม้สมาชิกทั้งหกของวงเองก็เลือกไม่ได้เช่นกัน

ที่น่าทึ่งกว่านั้น คือไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด เพลงฮิตที่ผ่านเวลามายาวไกลก็ยังติดหูติดใจคนหลายวัยที่ได้ร่วมร้องร่วมฟัง แม้เวลาล่วงเลยนับเป็นสิบๆ ปีจนถึงปัจจุบัน ท่วงทำนองและเนื้อร้องก็ยังเข้ายุคเข้าสมัยโดนใจไม่มีเปลี่ยน

นี่คงเป็นเสน่ห์ของบทเพลงที่สะท้อนความ ‘ใหม่เสมอ’ เหมือนชื่อวงดนตรีของพวกเขา บทเพลงที่ว่าเก่าจึงยังใหม่เสมอในใจ ในความทรงจำ และในความเป็นจริง 

แม้ในวันเริ่มต้น นูโวไม่เคยคิดฝันว่าวงดนตรีของกลุ่มเพื่อนจะอยู่ยาวนานจนกลายเป็น Legend ของวงการเพลงไทย แต่พวกเขาก็ยืนระยะอยู่ในวงการ พร้อมรักษามิตรภาพที่ดีต่อกันได้ยืนยาวนานมากว่า 30 ปี

ความฝันของเด็ก ม.ปลาย 6 คนที่กลายเป็นวง NUVO กับการกลับมาหลัง 30 ปีที่ทำให้เพลงยังใหม่เสมอ

เป็นวัยรุ่นได้ใหม่เสมอ

  วันที่เรานัดพบกับ 6 สมาชิกของวงนูโว เป็นวันที่พวกเขารวมตัวกันทำงานตั้งแต่ 6 โมงเช้า ไล่ทำงานแน่นเอี้ยดยาวไปตามตารางทั้งวัน  เพราะเป็นช่วงที่พวกเขามารวมกันทำคอนเสิร์ตครั้งใหญ่อีกครั้ง กว่าเราจะได้เจอพวกเขาก็ล่วงเลยมาเย็นย่ำ 

เมื่อถึงเวลานัด สมาชิกทั้งหกคนทยอยออกมาถ่ายภาพกับเราที่ดาดฟ้าของอาคาร แม้เวลานั้นอากาศจะยังอบอ้าว แต่พวกเขาสลัดความเหนื่อยล้าออกไปเป็นปลิดทิ้ง

ไม่ว่าช่างภาพขอให้โพสอย่างไร พวกเขายินดีและสนุกไปกับการถ่ายภาพ เมื่อเข้าเฟรมด้วยกันก็มีหยอกเย้ากันเอง และหันมาพูดเล่นกับทีมงาน แม้ต้องเร่งเก็บภาพก่อนหมดแสงแห่งวัน แต่มวลบรรยากาศการทำงานนั้นเป็นไปอย่างสนุกสนานและเป็นกันเอง

หลังเก็บภาพครบ เรามีเวลาในการพูดคุยไม่มากนัก และด้วยรู้ว่าพวกเขากรำงานมาทั้งวัน จึงอยากให้ช่วงเวลาการสนทนาเป็นบรรยากาศที่พวกเขาได้นั่งพักพูดคุยกัน โดยมีเราขอร่วมวงตามประสาคนอยากรู้อยากถามไถ่พี่ๆ ในวงดนตรีที่ติดตามและร้องเพลงของพวกเขามาตั้งแต่จำความได้

เราเพียงเปิดประเด็นคำถาม แล้วเรื่องราวการสนทนาก็ตามมา

“วันนี้พี่ๆ ทุกคนดูคึกคัก ทำงานอย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะพี่สุ (หนุ่มผมชมพูมือเบส) ที่เฮฮาเป็นพิเศษตั้งแต่ช่วงถ่ายภาพ” เราเริ่มบทสนทนาหลังจากสวัสดีพี่สมาชิกวงนูโวทุกคน

พี่สุปีนี้ก็ยี่สิบเจ็ดแล้วนะ อีกยี่สิบเจ็ดปีใกล้ร้อย” ก้องรีบพูดขึ้นแล้วหัวเราะกับเพื่อนคนอื่นๆ ขณะที่สุยิ้มรับและทำท่าทะเล้นเช่นเคย  

จอห์นเห็นเพื่อนเริ่มต้นบทสนทนาแบบอำกันเล่นอย่างนั้น จึงหันมาพูดเชิงรับประกันกับเราว่า การที่ได้มารวมตัวกันครบหกคนก็จะมีเรื่องสนุก เรื่องดีๆ เกิดขึ้น เหมือนหกองครักษ์ที่มาครบเมื่อไหร่ ก็คอยดูสิ่งดีๆ สิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นได้เลย”

ได้ยินเขาพูดอย่างนั้น เราจึงเดาว่าเมื่อก่อนวงนูโวน่าจะแสบสัน และมีเรื่องดุเด็ดเผ็ดมันไม่น้อย

ตลอดเวลาที่เราเติบโตมาด้วยกันตามเวทีคอนเสิร์ตมีเรื่องราวสนุกเยอะมาก และมีเรื่องราวที่เล่าให้ฟังไม่ได้ ทั้งจะโดนไล่ฆ่า เจ้าของงานจ่ายมัดจำไม่ครบ มัคนายกวัดบอกว่า นูโวครับ ท่านก็รวยแล้วนะ หรือแม้แต่ขว้างแก้ว คนตีกัน เก้าอี้ลอยมาบนเวที มีครบ ทุกวันนี้ก็เลยเบาๆ กันลงหน่อย” โจพูด

แต่ถ้าเห็นเราไม่ได้โตขึ้นมาเท่าไหร่ ให้อภัยเราด้วย” จอห์นพูดปิดท้ายพร้อมหัวเราะ

ความฝันของเด็ก ม.ปลาย 6 คนที่กลายเป็นวง NUVO กับการกลับมาหลัง 30 ปีที่ทำให้เพลงยังใหม่เสมอ

เพลงฮิตตลอดกาล

นูโวเป็นวงดนตรีที่มีเพลงฮิตติดหูมากมาย ถ้าให้ทาย เพลงที่ใครหลายคนไม่มีวันลืมน่าจะมี สัญชาตญาณบอก เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิด โง่งมงาย หลอกกันเล่นหรือเปล่า บอกอย่างงั้นอย่างงี้เลย ลืมไปไม่รักกัน กวีบทเก่า และอีกหลายเพลง และน่าชื่นใจที่เพลงดังในวันวานยังคงเป็นเพลงที่หลายคนหยิบมาฟังได้เสมอจวบจนวันนี้

“ขณะที่เพลงใหม่ๆ ดังเป็นเทรนด์แบบมาแล้วไป ทำไมเพลงส่วนใหญ่ของนูโวยังมีคนนำมาร้อง สถานีวิทยุหยิบมาเปิดให้คนฟังจนปัจจุบัน” เราถามขึ้นเพราะอยากรู้ความรู้สึกของพวกเขาในฐานะคนถ่ายทอดบทเพลงเหล่านั้น 

ต้องขอบคุณคำถามนี้ที่พูดเข้าข้างเราไปหรือเปล่า” จอห์นเอ่ยขึ้นคนแรกด้วยรอยยิ้ม ก่อนยกให้ก้องเป็นผู้ตอบคำถามนี้แบบยาวๆ ว่า 

น่าจะเป็นเพราะเพลงลงตัวนะ เมื่อฮาร์โมนีลงตัว เมโลดี้ลงตัว เนื้อหาลงตัว ทุกอย่างลงตัว เพลงก็อยู่ได้นาน และเป็นอมตะ เหมือนที่เรายังฟังเพลงของ The Beatles หรือเพลง Hotel California ของ The Eagles เพลงเหล่านี้เก่ากว่านูโวตั้งสิบปี วันนี้ก็ยังฟังกันอยู่ เราหยิบมาฟังเมื่อไหร่ก็ไม่เบื่อ เพลงของนูโวก็มีความลงตัวที่ฟังได้เรื่อยๆ เหมือนกัน

  “ที่สำคัญคือ ต้องขอขอบคุณผู้แต่งก่อนเลย ผู้ที่ทำดนตรีและเนื้อร้อง สองคนนี้เป็นหัวใจสำคัญ ต่อมาก็ถึงพวกเราที่เป็นคนร้องถ่ายทอด ทุกคนในกระบวนการทำเพลงสำคัญทั้งหมด โดยแกรมมี่คือคนที่รวบรวมทุกคนมาประกอบร่างจนเป็นงานที่สมบูรณ์”

“พี่บูลย์-ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม และ พี่เต๋อ-เรวัต พุทธินันท์ ได้มองและเล็งเห็นว่า ถ้าทำระบบนี้แล้วจะเกิดความเจริญงอกงามในทุกฝ่าย เมื่อจับแพะชนแกะ เลี้ยงขุนให้ดี ทุกอย่างก็ออกมาดีหมด ในยุคหนึ่งเพลงจึงดีและคนชอบกันมาก” โจที่นั่งฟังอย่างตั้งใจพูดเสริมขึ้น

คุณไพบูลย์คงคาดไม่ถึงว่านูโวจะเป็นคนร้องเพลงดังกล่าว ข้ามมาสองสามเจเนเรชันแล้วก็ยังร้องอยู่” จอห์นเปิดประเด็นขึ้นมา ก่อนที่โจจะเล่าต่อว่า 

การที่เพลงร้องอยู่มันประเมินค่าไม่ได้เลยนะ วันนั้นยังคุยเล่นๆ เลยว่า ขอค่าที่พวกน้องไม่เลิกและร้องเพลงอยู่หน่อยได้ไหม เพราะมันประเมินค่าไม่ได้เลยกับการที่วงดนตรีวงหนึ่งยังเล่นอยู่ เพลงเหล่านั้นก็ไม่ได้ถูกเก็บไว้แต่ในลิ้นชัก หรือเงียบแบบไม่มีใครเอาเพลงไปคัฟเวอร์เลย”

จอห์น รัตนเวโรจน์

ไม่มีเพลงหนึ่งเพลงใดเป็น The Very Best of NUVO

ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เยอะมาก” เมื่อเราถามว่าเพลงใดควรเป็นเพลงที่ดีที่สุดของนูโว 

ดังนั้น คงไม่ใช่แค่คนฟังที่ไม่รู้จะยกตำแหน่งเพลงดังที่สุดให้เพลงใดของพวกเขา เพราะสมาชิกทั้งหกก็เลือกให้รางวัล The Best กับเพลงของพวกเขาเองไม่ได้เช่นกัน

“ตอบไม่ได้เลย” ปีเตอร์ มือคีย์บอร์ดหลักวงนูโว ว่าอย่างนั้น

ผมก็ชอบหมดนะ แต่เพลงที่ชอบมากมักเป็นเพลงที่มีสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง มีคุณค่าเนื้อหาที่คัดมาอย่างดี เช่น ฉันยังคงอยู่ เก่าไปใหม่มา โลกเราสวยงาม เพราะถ้าเป็นเพลงป๊อปเพลงช้าที่คนชอบ เราก็ฟังกันชินแล้วอย่าง ไม่เป็นไรเลย บอกอย่างนั้นอย่างนี้ เพลงเหล่านี้พอดนตรีขึ้นมาคนก็กรี๊ดแล้ว” โจให้เหตุผลของเขา

ขณะที่ต่างคนเหมือนจะพยายามครุ่นคิดว่าจะเอ่ยถึงเพลงในใจเพลงไหนดี ก็มีเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นให้อีกห้าคนหันมาสนใจ และกลายเป็นเรื่องขำขันที่หยิบมาอำสมาชิกคนหนึ่งเสียได้

คนคนนั้นคือใหม่ มือกลองประจำวง

“แต่ผมชอบ มาลองดูสักที นะ” ใหม่ว่า

“‘มา มาสิมา’” จอห์นร้องเป็นทำนองเพลงทันที “แต่เราก็มีผิดพลาดเยอะนะ” เขาทิ้งท้าย ซึ่งกลายเป็นโจเห็นด้วย 

สี่อัลบั้มแรกก็มีพลาดกันอยู่ แบบ เห้ย มีเพลงนี้อยู่ได้ไงวะ”  

ทั้งหกคนหัวเราะขำพร้อมกันอย่างถูกอกถูกใจคำพูดของโจ

ทุกวันนี้มีเพลงที่ถ้าให้ก้องร้องต้องจ้างมันสักแสน” โจพูดขึ้นพร้อมเอื้อมมือไปสะกิดก้องที่นั่งอยู่ห่างจากเขาให้มาสนใจ “‘เก็บเอาไว้จำ เก็บเอาไว้ให้จำ…’ (ร้องเป็นทำนอง) ร้องฮุกยังไงนะ” เขาหันกลับมาถามใหม่ที่ยิ้มฟังอยู่

ก็นี่แหละฮุก” ใหม่เน้นเสียงอย่างขำๆ

ยังจำไม่ได้เลย” 

พูดแล้วก้องก็หัวเราะเขิน ซึ่งบังเอิญเรียกเสียงหัวเราะฮาจากทุกคนได้

เพราะพอจบจากห้องอัดก็แทบไม่ได้เล่นเพลงนี้เลย” ใหม่หันมาอธิบาย

จากนั้นก็กลายเป็นว่าสมาชิกสองสามคนแข่งกันหยิบยกบทเพลงที่ห่างหาย แต่ยังเป็นเพลงที่อยู่ในใจกันขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น ตกลงจะซื้อไหม และ หลุมหลบภัย ที่เขาบอกให้เราไปลองหาฟังดู

แต่ไม่ว่าใครจะพูดถึงเพลงไหน เรากลับแอบเห็น ก้อง สหรัถยังแอบอมยิ้มอยู่ไม่หายตั้งแต่ที่เพื่อนแซวถึงเพลงที่เขาแทบไม่ได้กลับมาร้องอีกเลย

ก้อง สหรัถ สังคปรีชา

เพลงก็เหมือนเมนูโปรดในใจ

อีกเรื่องที่อยากรู้คือ ความรู้สึกของพวกเขาเป็นอย่างไร เมื่อต้องร้องเพลงเดิมเป็นหลายร้อยหลายพันครั้งต่อเนื่องยาวนานเช่นนี้ จะยังรู้สึกสนุกกับการร้องเพลงเดิมๆ อยู่ไหม ในวันที่ประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น และบางบทเพลงเนื้อหาก็อาจจะดูว่าเด็กไปแล้ว (หรือเปล่า)

เหมือนเดิมนะ เหมือนกินข้าวกุ้งกระเทียมพริกไทย ผมกินมาตั้งแต่สองขวบครึ่ง ทุกวันนี้ได้กินก็อร่อยเหมือนเดิม” ก้องตอบเป็นคนแรก

“อย่างข้าวกะเพราหมูก็มีความอร่อยของมัน ผ่านมานานแค่ไหนเราก็ซาบซึ้งกับความอร่อยนั้น ถึงจะกินซ้ำๆ ก็อร่อยอยู่ดี” ใหม่ว่าตาม

ถ้าหิว อะไรก็กินได้ ถ้าไม่หิวก็ไม่ไหว” โจแทรกขึ้นกลางวง

ทุกคนพร้อมใจกันหัวเราะกับมุกที่ชงมาได้โดนใจและตรงจังหวะพอดี

จิรายุส วรรธนะสิน, สหรัถ สังคปรีชา, จอห์น รัตนเวโรจน์, แอนโทนี่ แฮมมอนด์, สุรชัย สุนทรธาดากุล และ ชยุต บุรกรรมโกวิท NUVO

วงดนตรีรุ่นเก๋ากับวงการเพลงสมัยใหม่

ระยะเวลากว่า 30 ปีในวงการเพลง นูโวเล่นดนตรีไปตามเส้นทางที่เป็นจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของหลายยุคสมัย ตั้งแต่ยุคของเทปคาสเซตต์รุ่งเรือง เปลี่ยนผ่านมาสู่แผ่นซีดี และก้าวเข้าสู่ยุคเอ็มพีสาม ก่อนที่ต่อมาจะเข้าสู่ยุคดิจิทัล และต้องเผชิญกับภาวะ Disruption ของสื่อ รวมถึงการใช้ชีวิตอยู่ในยุคโซเชียลมีเดีย พวกเขาผ่านร้อนผ่านหนาวมาในทุกยุคสมัย

เพราะอย่างนี้ เราจึงอยากให้พวกเขาลองคิดเล่นๆ ว่า หากนูโวเกิดขึ้นในยุคที่มีโซเชียลมีเดียจะเป็นอย่างไร

ผมว่าก็คงไม่มีวงนะ” โจตอบขึ้นก่อนอย่างขำๆ ก่อนจะอธิบายเป็นจริงเป็นจังว่า

“ต้องขอบคุณเวลาและยุคสมัยที่ให้เราเกิดในยุคที่มีเทปคาสเซตต์ทั้งสี่อัลบั้ม แล้วสมัยก่อนเทปผีหายาก ถ้าจะซื้อต้องไปแถวชายแดนเขมรเลย ดังนั้น เมื่อเทปเพลงของเราขายได้ก็มีเงินเข้าบริษัท บริษัทก็ปันมาให้เรา แต่ถ้าเป็นยุคโซเชียล เด็กสมัยนี้ปรับตัวเก่ง เขาได้ยอดวิว จากยูทูบเป็นล้านสองล้านวิว มียอด Subscribe ตามกติกา เขาก็ได้เงินจากยูทูบเองแล้ว”

ส่วนจอห์นที่ผันตัวผลิตรายการด้านไอทีมองเรื่องนี้ในแง่มุมของการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี

อีกมุมหนึ่งคือ เรามาจากรอยต่อของยุคแอนะล็อกมาดิจิทัล เกิด Disruption มาก่อนที่จะพูดกันในวันนี้นะ ยุคนั้นเราแชร์เพลงโดยการบีบอัดผ่านโมเด็ม แบ่งให้กันได้โดยไม่ต้องจ่าย เราผ่านยุคนั้นมาก่อน” จอห์นกล่าวเสริม

“แล้วถ้าพูดถึงความยาก-ง่ายของวงการเพลง มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร” เราถามต่อ

ยุคนั้นยากกว่าเยอะ ยุคนี้มีคอมพิวเตอร์มาช่วย เวลาร้องก็อาจจะร้องท่อนที่ซ้ำกันทีเดียว แล้วก็ยกมาแปะ แต่ยุคโน้นต้องร้องจริงทั้งหมด” เป็นก้องที่ตอบคำถามนี้

ต้องร้องจนกว่าจะจบเฟส สมมติร้องไปสองนาที แต่ใช้แค่สี่สิบห้าวินาที และต้องร้องสดจริงๆ เท่านั้น” โจเล่าเสริมถึงความยากของการทำงานในเวลานั้น

“แล้วถ้าเป็นในแง่ของดนตรีล่ะ ยุคก่อนกับยุคนี้แตกต่างกันอย่างไร” เราถามต่อไป

ในแง่ดนตรี เด็กยุคนี้ก็ได้รับ Input ในการแกะเพลงที่ง่ายขึ้น” ก้องตอบเป็นคนแรกเหมือนคำถามที่แล้ว

“เมื่อก่อนเราต้องแกะเพลงกันจากคาสเซตต์ ได้ยินแค่จากหู แล้วนึกว่าเขาจะเล่นยังไง ต้องฟังสิ่งที่เขาโซโลมาว่าเล่นแบบไหน ทั้ง Rewind ทั้ง Forward เทปคาสเซตต์อยู่นาน แต่สมัยนี้เปิดยูทูบแล้วมีกล้องส่องให้เห็นเลย มีคนเอาเล่นให้ดูเลยว่า ริฟฟ์ยากๆ ของเพลงนั้นเพลงนี้ เพลงดังทั้งหลายเล่นอย่างไร ถ่ายมือซ้ายมือขวาให้ดู เล่นช้าให้ดู การรับก็ง่ายขึ้น เด็กยุคนี้ก็เก่งเร็ว เพราะมีให้เห็น เปิดดูได้หมด มีคนสอนเป็นสิบคน” เขาอธิบาย 

สมัยโน้นมีขนาดที่ต้องไปแอบดูอีกวงเล่นว่าเล่นตรงไหน ยังไง เพราะประชันกันว่าใครเล่นเหมือนกว่า แต่ผมไม่เคยทำแบบนั้นนะ” โจทำท่าโบกมือว่าไม่เคยทำเมื่อเล่าถึงตรงนี้ ก่อนเน้นให้เห็นความแตกต่างของยุคสมัยต่อไปว่า “ไม่เหมือนสมัยนี้ที่เสิร์ชเลยว่า Guitar Lesson ตามด้วยชื่อเพลง ก็เจอคลิปสอนเลยว่าเล่นยังไง”

สำหรับจอห์น เขามองต่างมุมไป โดยมองถึงความแตกต่างในฝั่งของคนฟัง

สำหรับผู้บริโภค ผมคิดว่าเด็กยุคนี้ขาดอาร์ตทางด้านการฟังไปเยอะมาก เพราะเรามีเอ็นเตอร์เทนเมนต์ให้ดูเยอะแยะ เทียบกับเวลานั้นที่ไม่มีอะไรให้ดูเท่าวันนี้ ดนตรีจึงมีมูลค่ามหาศาล เมื่อก่อนเพลงดังมากนะ และเราก็จะเสพเพลงนั้นอยู่กับเรา เหมือนหายใจเข้าออก” 

แต่ข้อเสียของเพลงสมัยนี้คือ ไม่มีใครกล้าสร้างอะไรใหม่ๆ” โจแสดงความคิดเห็น

“เพลงก็จะเหมือนๆ กัน เพราะถ้าหลุดจากกรอบนั้น คุณจะไม่ได้อะไรเลย จะถูกมองข้าม ได้แปดสิบวิวแล้วจางไป ผมเชื่อว่ามีคนพยายามคิดอะไรใหม่ๆ ออกมานะ ต้องขอชมน้องเป้ อารักษ์ ที่เขาทำเพลงในแบบของตัวเองออกมาอย่าง ‘มาเล มาเล’ (เพลง มาเลเซีย) ผมอยากให้มีคนทำอะไรที่ต่างแบบนี้บ้าง แต่เราก็ต้องเคารพยุคสมัยไป ก็เป็นสิ่งที่น่าค้นหาเหมือนกันนะว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่เชื่อว่าอีกไม่กี่ปี แนวที่เป็นอยู่นี้ก็ต้องหมดไป แนวใหม่ก็ต้องมา” เขาคาดการณ์ว่าอย่างนั้น

ความฝันของเด็ก ม.ปลาย 6 คนที่กลายเป็นวง NUVO กับการกลับมาหลัง 30 ปีที่ทำให้เพลงยังใหม่เสมอ

จากวงดนตรีเด็กมัธยมปลายสู่การเป็นวงระดับ Legend

บนเส้นทางดนตรีที่มีวงดนตรีเกิดใหม่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะรวมวงกันเพราะความฝันและแพสชัน หรือเกิดจากการรวมตัวกันเพราะความเหมาะสมพอดี ที่ผ่านมามีหลายวงดนตรีที่เกิด-ดับไปตามเวลา หลายวงมีอันต้องแยกย้ายกันไปด้วยดีบ้าง ไม่ดีบ้าง อย่างที่เราเห็น และทำความเข้าใจว่าเรื่องแบบนี้ก็เป็นสัจธรรม เป็นธรรมดาของวงการเพลง

“แต่ไม่ว่าใครจะแยกย้ายกันไปไหน ทำไมนูโวจึงรวมตัวกันได้เหนียวแน่นตลอดมา” เราเปิดประเด็นคำถาม

เพราะความเป็นเพื่อน” จอห์นเอ่ยขึ้นตั้งแต่ยังไม่ทันจะจบประโยคคำถาม

ตั้งแต่เรียนด้วย” โจต่อให้ทันที “เราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เรียน แล้วก็เป็นเรื่องของจิตใจ ผมคิดว่าสามคนหน้านี้มีจิตใจที่โอเค ไม่มีการหันไปบอกด้านหลังว่า กูแบ่งพวกมึงเยอะเกินไปนะ ถ้าปัญหานี้มา วงแตกทันที” 

ได้ยินแบบนี้จอห์นที่ตั้งใจฟังอยู่ถึงกับยิ้มชอบใจและอดแซวเพื่อนไม่ได้ สามคนหลังค่าตัวสูงกว่าพวกเราด้วยนะ เพราะต้องอิมพอร์ตเขาเข้ามา (หัวเราะ) ผมว่าเราน่าจะออกวัคซีนชื่อ ‘นูโว’ ที่คอยฉีดปราบอีโก้ดีกว่า” เขาหัวเราะปิดท้าย

แต่เราก็ไม่ยอมปิดประเด็นง่ายๆ จึงตั้งคำถามต่อไป

“มีคนบอกว่า ชีวิตในวงการบันเทิงมีวันหมดอายุ แต่คำพูดนี้ไม่น่าใช้ได้กับวงนูโว คิดว่าเป็นเพราะอะไร” เราถาม

ใครพูดเนี่ย เท่มากเลย” ก้องหัวเราะ

“เหมือนยาไม่หมดอายุเลยใช่ไหม” โจถาม

ขณะที่ใหม่ ผู้ที่ผันตัวเองทำงานเบื้องหลังในวงการเพลงไทย ใช้โอกาสตรงนี้เล่าถึงความประทับใจกับน้องๆ รุ่นใหม่ให้ฟัง

ผมเองยังทำงานดนตรีอยู่เบื้องหลัง ต้องขอบคุณนักดนตรีรุ่นใหม่ที่ยังรักเราอยู่ เมื่อมาเจอกันก็ทักทายตลอด อย่างคุณนอ วงพอร์ส เป็นโปรดิวเซอร์ใหญ่แล้ว ฟิลิปส์ วงค็อกเทล ก็ยังคุยกันอยู่”

เขาเคารพพี่ใหม่เป็นรุ่นใหญ่” โจพูดเสริมขึ้น ก่อนบอกเล่าความคิดของเขาต่อไป

“สำหรับผมคิดว่าเป็นความฝันของแต่ละคนที่อยากจะทำอะไร จอห์นอยากมีรายการ เขาก็ไปทำ ผมเองคิดว่า สุดท้ายเห็นภาพตัวเองเล่นดนตรีในผับในบาร์ ร้องเพลงที่ผมชอบ”

ซึ่งเจ้าของผับนั้นคือผมเอง” คำพูดของจอห์นเรียกเสียงหัวเราะครืนได้ 

สุดท้ายโจสรุปว่า “ไม่ว่าอย่างไรเราก็กลับมาทำงานที่เรารักเสมอ ถึงแม้สุดท้ายจะต้องเล่นแบบเปิดหมวกก็ทำ” เป็นการตอกย้ำว่าดนตรีคือเส้นทางที่เขาได้เลือกที่จะใช้ชีวิตทั้งหมดทุ่มเทไป ซึ่งหลายคนในวงสนทนาพยักหน้าเห็นด้วย

ความฝันของเด็ก ม.ปลาย 6 คนที่กลายเป็นวง NUVO กับการกลับมาหลัง 30 ปีที่ทำให้เพลงยังใหม่เสมอ

The Dream Goes On

คุยมาถึงตรงนี้ ทีมงานรอบข้างเริ่มกระซิบให้สัญญาณว่า ถึงเวลาที่ต้องให้ 6 สมาชิกเข้าสู่สล็อตเวลาของงานต่อไป เราจึงขอยืดเวลาอีกนิด เพื่อทิ้งท้ายก่อนยุติการสนทนา

“วงนูโวที่ยืนหยัดมาถึงวันนี้เป็นเหมือนที่เคยคิดไว้บ้างไหม” เราขอเป็นคำถามสุดท้าย

“ไม่ได้คิดขนาดนั้น” ก้องตอบก่อน 

จากนั้นจอห์นจึงเล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งก่อนที่พวกเขาจะได้เป็นวงนูโวที่คนทั้งประเทศจะได้รู้จักกันจนถึงวันนี้ “มีภาพอยู่ภาพหนึ่งที่พวกเราไปถ่ายปก เป็นงานวิทยานิพนธ์ของ พี่แอร์-คำรณ ปราโมช ณ อยุธยา เจ้าของนิตยสาร IMAGE ตอนนั้นเรายังไม่ได้ออกเทป และเราไม่เคยคิดมาก่อนว่าจากที่เราถ่ายรูปเล่นๆ กันวันนั้น แล้วก็กลับมาแต่งเพลง เล่นดนตรีกลางคืนกัน จนออกเทปและผ่านมาสามสิบกว่าปีอย่างวันนี้ ลองคิดดูสิ นี่คือ The dream goes on” จอห์นทิ้งประโยคสุดท้ายไว้พร้อมรอยยิ้มในแบบที่เราแอบเห็นประกายตาแห่งความสุขที่ส่องผ่านเลนส์แว่นสีเข้มของเขาได้

ความฝันของเด็ก ม.ปลาย 6 คนที่กลายเป็นวง NUVO กับการกลับมาหลัง 30 ปีที่ทำให้เพลงยังใหม่เสมอ

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

แม้นางงามที่ชื่อ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส จะไปไม่ถึงฝันในเวทีประกวดระดับจักรวาล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงที่ชื่อ แอนชิลี สก็อต-เคมมิส มอบบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่ามากกว่าความสวยให้กับประเทศไทย

ก่อนที่แฮชแท็ก #RealSizeBeauty จะโลดแล่นอยู่บนหน้าจอมือถือ พร้อมกับรูปภาพผู้คนที่อวดโฉมเรือนร่างของตนด้วยความมั่นใจ 

สำหรับแอนชิลี แสงไฟบนเวทีอาจมีไว้ให้ใครบางคนเฉิดฉาย มงกุฎหรือสายสะพายก็อาจมีไว้แค่เป็นสัญลักษณ์ เธอตั้งใจมาที่นี่เพื่อบอกว่าความสวยไม่เคยมีมาตรฐาน

แอนก้าวขาขึ้นมาบนเวทีนางงามพร้อมกับค่านิยมใหม่สุดกล้าหาญ ด้วยโครงร่างสูงใหญ่ 183 เซนติเมตรของสาวลูกครึ่งออสเตรเลีย-ไทย และร่างกายแข็งแรงแบบฉบับกัปตันทีมวอลเลย์บอล 2 ปีซ้อน แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังฉีกยิ้มกว้าง ทำลายทุกข้อครหา ตอบคำถามอย่างชาญฉลาด ปิดท้ายด้วยการสร้างตำนาน คว้ารางวัลชนะเลิศจากความแตกต่างที่เธอมี 

บอกตามตรงว่าเราเข้าใจได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น ว่านางงามผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดเป็นเช่นไร จากละอองไอแห่งความมั่นใจที่ปกคลุมรอบตัวเธอ และจากทุกคำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำ แม้จะมีบางคำถามที่เข้าใจยาก แต่สาวลูกครึ่งก็พยายามอย่างสุดฝีมือ อาจเพราะรู้ว่าทุกการกระทำของเธอจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกมากมาย ต่อให้แสงไฟบนเวทีจะดับลงแล้วก็ตาม

พบกันคราวนี้ เราขออนุญาตชวนแอนชิลี ในฐานะพรีเซนเตอร์คนใหม่ของคอลเกต กลับไปออดิชันรอบ Keyword อีกครั้งโดยไม่จับเวลา และถามเธอถึงเรื่องราวสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มกว้าง 

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

Keyword No.1 ผู้หญิง

“ผู้หญิงเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุด เราทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้หญิงคิดในมุมมองที่แตกต่าง ผู้หญิงไม่อยากทำเหมือนใคร ไม่มีอะไรจะให้พลังผู้หญิงมากไปกว่าการที่ผู้หญิงให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้เราได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เมื่อไรที่คุณยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น เมื่อนั้นคุณจะสู้สุดกำลัง และจะไม่มีใครหยุดยั้งคุณได้”

ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้างหลังจบการประกวด

เปลี่ยนมาก จากคนที่มีชีวิตสนุกมาก เที่ยวทะเล อาบแดด อิสระ ไม่มีข้อจำกัด หลังได้มงกุฎ เรารู้ว่าเราเป็นต้นแบบให้กับใครหลายคน เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ 

เพราะแอนเชื่อว่าเด็ก ๆ ที่กำลังมองอยู่เขาจะเลียนแบบหลายอย่างที่แอนทำ ซึ่งเด็กเหล่านี้เขาต้องการ Role Model ที่ดี ที่ไม่ได้สอนอะไรผิด ๆ ให้เขา แอนเลยตั้งใจย้อนกลับมาดูตัวเองว่าแอนเป็นคนยังไง เราจะพัฒนาตัวเองยังไงให้เด็กพวกนี้เติบโตมาในโลกที่ไม่วัดคุณค่าของเขาจากรูปร่าง ที่ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเคารพ กล้าที่จะพูด แต่ขณะเดียวกันก็ให้เกียรติคนอื่นด้วย 

ถ้า Role Model ของเด็ก ๆ คือแอน แล้ว Role Model ของแอนคือใคร

คุณพ่อค่ะ เขาเป็นคนที่ฉลาดมาก ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ไม่เคยคิดว่าตัวเองรู้เยอะเกินไป ถ้าไม่รู้อะไรเขาจะยอมรับว่าไม่รู้ เขาเลือกด้วยว่าอะไรที่ควรใช้เวลา อะไรไม่ควร แล้วเขาก็เชื่อว่าทุกคนมีข้อดีในตัวเอง 

คุณหยิบอะไรจากพ่อมาปรับใช้กับตัวเองบ้าง

My curiosity ความอยากรู้ แอนชอบการเรียนรู้มาก (ลากเสียง) อยากรู้อะไรก็จะอ่าน แล้วก็การฟัง พ่อเป็นคนที่ตั้งใจฟังมาก พ่อฟังโดยไม่ได้คิดว่าจะตอบอะไร แต่คิดว่าจะช่วยเขาได้ยังไง

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

คุณเป็นคนมั่นใจแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร

แอนมั่นใจตั้งแต่เด็ก เพราะแอนไม่เคยมองคุณค่าของตัวเองหรือคนอื่นจากภายนอก คุณค่าของแอนไม่ได้มาจากภาพลักษณ์ เสื้อผ้าที่แอนใส่ จากสิว กระบนใบหน้า หรือแผลเป็น 

แอนเห็นคุณค่าของตัวเองจากการคิดว่า ฉันปฏิบัติต่อคนอื่นดีไหม ฉันพัฒนาตัวเองตลอดไหม ฉันช่วยเหลือเพื่อนหรือเปล่า แอนมองแบบนั้นแทน แอนไม่เคยไม่มั่นใจเรื่องรูปร่าง มันไม่ใช่เรื่องที่แอนคิดในชีวิตประจำวัน 

พอเรากลับมาไทย แล้วเรามีหุ่นฝรั่ง ชอบมีคนบอกว่าเราอ้วน เราตัวใหญ่ คือปฏิเสธไม่ได้ว่าบางทีก็เจ็บ แต่กลับมาคิดดูแล้ว แอนว่ามันเป็นโอกาสมากกว่าที่เราจะพูดเรื่องนี้ 

ทุกวันนี้เวลาโดนว่าเรื่องหุ่น ความมั่นใจของแอนมาจากแคมเปญ #RealSizeBeauty แอนเชื่อว่ามันไม่ได้เป็นแคมเปญที่แอนสร้างมาเอง แต่มันเป็นของทุกคนที่ร่วมกันสร้างแรงบันดาลใจ

รู้ไหมว่าหลายคนไม่ได้ชื่นชอบคุณแค่เพราะหุ่นหรือหน้าตา แต่ชอบเพราะสิ่งที่คุณทำ 

เวลาคนมาพูดว่าชอบทัศนคติ ชอบความคิดของแอน แอนภูมิใจมาก เพราะคนเห็นคุณค่าของแอนที่ไม่ได้มาจากภายนอก แอนขอบคุณพ่อแม่ที่สอนแอนมาอย่างดี แล้วก็ทำให้แอนเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แอนคิดว่าการเลี้ยงลูกเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ อยากขอบคุณที่เขาใช้เวลากับแอน 

แสดงว่าการเลี้ยงดูของครอบครัวส่งผลต่อความมั่นใจ

การที่แอนเป็นผู้หญิงแบบทุกวันนี้ แอนต้องยกความดีความชอบให้คุณพ่อ คุณแม่ น้องชาย เพราะเขาจะถามตลอดว่าเรียนเป็นยังไงบ้าง เรียนหนังสือเพิ่มไหม ถามว่าแอนปฏิบัติต่อเพื่อนที่โรงเรียนยังไง เขาสอนให้แอนเคารพความเป็นมนุษย์ของคนอื่น และทุกคนมีศักดิ์ศรีในตัวเอง 

ความมั่นใจเลยมาจากข้างใน จากจิตใจของแอนเอง สะท้อนออกมาว่าแอนเป็นคนแบบไหน แอนให้ของขวัญคนไหม ทำกับข้าวให้คนกินรึเปล่า ไม่เคยมีอะไรมาจากรูปลักษณ์ภายนอกของแอนเลย

ฟังดูเหมือนคุณเป็นเด็กที่เติบโตมาอย่างดี แล้วเริ่มรู้ตัวตอนไหนว่า Beauty Standard ส่งผลกับชีวิต

แอนเคยไปแคสงานตอนอายุ 13 ปี แล้วโดนบอกให้ไปลดน้ำหนัก 10 กิโล ตอนนั้นแอนยังไม่รู้เลยว่า Beauty Standard คืออะไร เพราะยังเด็กมาก จำได้แค่เราโกรธ แต่ไม่รู้ว่าโกรธอะไร แล้วแอนก็กลับไปคิด ว่าทำไมเราต้องลดน้ำหนักด้วย เราก็ยังเรียนดี เพื่อนก็ยังรักเรา เล่นกีฬาก็ได้ มันเกี่ยวอะไรกับน้ำหนัก 

แอนโดนล้อเรื่องปากเยอะมากด้วย เพราะแอนเป็นคนปากใหญ่ เคยกลับไปบ้านแล้วร้องไห้ถามคุณแม่ว่า ‘Mom, Can I make my lips smaller?’ ให้เขาตัดปากออกให้เล็กลงได้ไหม แต่สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว 

เช่น เรื่องหุ่น เมื่อก่อน Muscular Body หุ่นแบบนักกีฬา มีกล้ามเนื้อ เขาไม่ค่อยชอบกัน ทุกวันนี้คือแสดงถึงความแข็งแรง สวยมาก 

ทำไมเราต้องมาเป็นเหยื่อของมาตรฐานสังคมที่ไม่เหมือนเดิมตลอดเวลา แค่ฉลองให้ตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง ถามตัวเองให้มั่นใจว่าฉันชอบตัวเองแล้วหรือยัง แอนคิดว่าชีวิตจะสบายขึ้น เป็นอิสระ ไม่ต้องคอยต่อสู้กับตัวเอง

โตมาแบบฝรั่ง มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม สนุกกับการเล่นกีฬา ทำไมคุณถึงต้องมาประกวดนางงาม

เราเป็นลูกครึ่ง มีคุณยายคนไทยที่การดูนางงามคือความสุขของเขา อยากให้หลานเป็นตั้งแต่เด็ก คุณแม่ก็ชอบแซวให้เราเป็น แอนก็ไม่เคยคิดว่าจะไปเป็นนะ แค่เก็บไว้ในใจตัวเองว่า โอเค อาจจะไปก็ได้ แต่แอนรู้ว่าถ้าแอนจะไปประกวดหรือไปทำอะไร แอนต้องมีจุดประสงค์ 

ตอนย้ายกลับไปออสเตรเลีย แอนเห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่อง Beauty Standard ที่ออสเตรเลียมันก้าวผ่านไปได้แล้ว ถึงเวลาที่ประเทศไทยของเราควรสนับสนุนเรื่องนี้ แอนเลยมาประกวดด้วยจุดประสงค์ที่อยากช่วยเหลือสังคม

คิดยังไงถึงกล้าทำเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีนางงามที่มีมาตรฐานกำหนดชัดเจน

แอนเห็นว่ามันจำเป็น สิ่งที่แอนกำลังทำคือสิ่งที่สังคมต้องการ 

ถ้าเราอยากทำเพื่อสังคมจริง ๆ เราจะไม่กลัวว่าใครจะว่าอะไรไหม ความกล้าหาญมันจะมาเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าทีมที่ส่งแอนไป ครอบครัวแอน สนับสนุนทุกอย่าง นี่เป็นจุดแข็งของแอน มีพวกเขาเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทำให้แอนหยัดยืนได้ตลอด แอนก็เลยมีความกล้า เพราะแอนรู้ว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จ เรายังมีคนอยู่ข้าง ๆ

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

Keyword No.2 ความสวย

ความสวยจะออกมาจากตัวตนที่แท้จริงข้างใน สะท้อนให้เห็นว่าคุณเป็นใครในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คุณมีวิธีปฏิบัติหรือโต้ตอบกับเพื่อนมนุษย์อย่างไร สิ่งที่งดงามที่สุดคือการที่คุณอนุญาตให้ตัวเองเปล่งประกาย มอบทุกความจริงใจ มอบทุกความสุขให้คนอื่นได้สัมผัส 

“เราจะสวยได้มากกว่าถ้าเราทุกคนแตกต่างกัน เพราะความสวยนั้นหลากหลาย เป็นเอกลักษณ์ เป็นตัวคุณ แอนหวังว่าคุณจะเฉลิมฉลองและภาคภูมิใจกับการเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

นอกจากเรื่องรูปร่าง คุณเคยโดนล้อเรื่องอะไรอีกบ้างไหม

ส่วนมากจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ ด้วยความที่เราเป็นลูกครึ่ง เขาจะเรียกเราว่า ‘ฝรั่ง’ ซึ่งทำให้เรารู้สึกแปลกแยกมาก แต่แอนโชคดีที่คุณพ่อเป็นคนบอกว่า หนูเกิดที่ไทย เติบโตที่ไทย ความคิด ทัศนคติ การเคารพผู้ใหญ่ มันมาจากการที่หนูเป็นคนไทย ถึงแม้รูปร่างหน้าตาอาจจะไม่ใช่ แต่ข้างในเราเป็นคนไทย

หรือความ Feminine แอนไม่ค่อยได้ทำตัวเหมือนผู้หญิงหวาน ๆ แอนเป็นคนพูดเยอะ พูดเก่ง กล้าแสดงออก ไม่ใช่ผู้หญิงที่ตรงตามวัฒนธรรมไทย เขาจะชอบแซวกันว่า ‘เป็นแบบนี้จะหาแฟนได้ไหมเนี่ย’ 

อีกเรื่องคือฟันกระต่ายของแอน ตอนเด็ก ๆ โดนล้อเยอะมากนะ เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยยิ้มโชว์ฟัน เพราะไม่อยากโดนเรียกว่ากระต่าย บางคนอาจจะคิดว่าน่ารัก แต่แอนไม่ค่อยมั่นใจ 

ตอนนั้นคุณผ่านมาได้ยังไง

เราเริ่มหัวเราะกลับ เพื่อนเรียกเราว่า Bugs Bunny แอนก็ตอบกลับว่า Yes, I am. มันเป็นสัญลักษณ์ของแอน แอนเป็นคนปากใหญ่ ยิ้มก็ต้องใหญ่ แอนเลือกไม่ให้คำพูดของคนอื่นมีผลกระทบกับชีวิต 

แอนเชื่อว่าไม่มีใครฟันไม่สวย มันคือเอกลักษณ์ของเขา ต่อให้โดนล้อเรื่องฟันกระต่ายเยอะมาก แต่ฟันคู่นี้ก็ทำให้แอนเป็นแอน เวลาแอนยิ้ม คนจะยิ้มตาม เพราะแอนยิ้มแบบจริงใจ ยิ้มแบบ Smile Out Loud ถ้าเรายิ้มแล้วคนอื่นมีความสุข ทำไมเราจะไม่ยิ้ม 

สำหรับคนที่ต้องการกำลังใจ ไม่ว่ารอยยิ้มของคุณจะเป็นแบบไหน ทุกคนสวยได้ในแบบของตัวเอง รอยยิ้มของทุกคนแตกต่างกันก็จริง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือคุณกำลังเติมความสดใสให้กับโลก ไม่ต้องกังวลค่ะ

เพราะอะไรทุกคนถึงต้องยอมรับตัวเอง หรือหัวเราะกลับไปแบบที่คุณทำเวลาโดนล้อ

เพราะความแตกต่างจะอยู่กับเราตลอดไป มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิ์เลือกว่าเราจะเสียใจขนาดไหน มีความสุขขนาดไหน นี่คือร่างกายของเรา หน้าตาของเรา รอยยิ้มของเรา และแอนเลือกที่จะไม่เศร้าไปกับมัน

แล้วในวงการนางแบบที่การทำหน้านิ่ง ขึงขัง เวลาถ่ายภาพ กลายเป็นลุคของผู้หญิงทำงาน มากกว่าการยิ้มสดใส 

แอนว่าแล้วแต่สไตล์นะ เราไม่ยิ้มเพราะเรากำลังขายเสื้อผ้า ซึ่งหน้าเฟียส (Fierce) ก็กลายเป็นงานอีกแบบหนึ่งไปแล้ว 

หรือมันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่ผู้หญิงไม่เคยเป็นผู้นำ ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อสิทธิ เพื่อสวัสดิการ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่ร่าเริงตลอดเวลา การไม่ยิ้มคงทำให้รู้สึกเหมือน ฉันไม่ได้มาเล่น ๆ ฉันมาสู้กลับ แต่แอนว่าถ้ายิ้มมันจะคอนเนกกับคนได้มากกว่านะ

ทำไมคุณถึงคิดว่ารอยยิ้มเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นใจ

Because It’s you เพราะมันเป็นตัวคุณไง เหมือนกับประโยคที่บอกว่า Eyes don’t lie ดวงตาไม่เคยโกหก เวลาเรายิ้ม ตาเราก็จะยิ้มไปด้วย มันเห็นเลยว่าคุณกำลังมีความสุขหรือกำลังมั่นใจจริง ๆ รึเปล่า

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

กลัวไหมถ้าคนจะมองว่าคุณมั่นใจเกิน

คนคิดไปแล้วค่ะว่าแอนมั่นใจเกิน

เพราะแอนไม่อยากให้คนที่มองแอนเป็นต้นแบบ เห็นแอนไม่โอเค เห็นแอนไม่มั่นใจ เขาอาจจะไม่โอเคมากกว่าแอนอีก 

แอนเองก็ไม่ได้มั่นใจตลอดเวลา เวลาเราโดนบูลลี่เรื่องรูปร่าง ทั้งที่เราพยายามมาก ๆ ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง บางทีแอนก็รู้สึกว่านี่ไม่ต่างอะไรกับ Me VS The World 

คนที่รู้จักแอนจริง ๆ จะรู้ว่าแอนเจ็บปวดมากที่คนชอบคิดว่าแอนมั่นใจเกินไป เพราะแอนไม่ใช่คนแบบนั้น แอนรู้ว่าลิมิตของความมั่นใจอยู่ตรงไหน แต่หลังได้ตำแหน่ง แอนก็ยอมให้คนคิดว่าแอนมั่นใจเกินไปเลย เพราะแอนรู้ว่าแอนมีบทบาทสำคัญมาก ๆ ต่อสังคม แอนกำลังทำเรื่อง Beauty Standard เพื่อเปลี่ยนแปลงค่านิยม ให้ทุกคนมีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องฟังเสียงของใคร

นอกจากเรื่องรูปร่าง รอยยิ้ม มีเรื่องอะไรอีกที่คุณอยากรณรงค์เพื่อให้คนมองข้ามความสวยและวัดกันที่ความสามารถ

Cyberbullying แอนคิดว่าเราควรรณรงค์เรื่องนี้ด้วยกันถ้าอยากให้สังคมพัฒนา ควรพูดถึงเยอะ ๆ ไม่ควรทำเป็นมองไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว 

สำหรับแอน มันคือการไม่ให้เกียรติ เรามีหน้าที่สอนเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังใช้โซเชียลว่า คำบางคำสร้างความเจ็บปวดได้ มนุษย์คนหนึ่งไม่มีสิทธิ์มาทำให้มนุษย์อีกคนเจ็บปวดขนาดนั้นโดยไม่มีเหตุผล และถ้าจะแชร์ความคิดเห็น แอนว่าอย่างน้อยต้องติเพื่อก่อ สมมติมีคนไม่ชอบชุดที่แอนใส่ ก็บอกว่าชุดนี้ไม่ค่อยสวย อยากให้ใส่อีกชุดหนึ่ง แทนที่จะบอกว่าไม่สวยเพราะแอนใส่แล้วหน้าอกห้อย มันมีวิธีที่เราจะช่วยให้เขาสวยขึ้นได้ โดยไม่ด้อยค่าเขา

แล้วกับคนธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง เขาจะร่วมรณรงค์ยังไง

Educate yourself เราควรให้ความรู้แก่ตัวเอง เรียนรู้ว่าการบูลลี่มีผลกระทบรุนแรงขนาดไหน ทุกคนควรรู้ว่าการบูลลี่คืออะไร มีแบบไหนบ้าง ไม่ว่าจะในอินเทอร์เน็ต ในโรงเรียน ในชีวิตจริง เราทุกคนมีหน้าที่ เพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกัน แล้วก็อย่าทำเป็นมองไม่เห็น เรียกร้องเลย กล้าที่จะพูดออกมาว่ามันผิด ถ้าเราทำจนสิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดา สังคมมันจะเปลี่ยนแปลงได้

อยากบอกอะไรกับคนที่ยังคิดว่าคุณมาถึงจุดนี้ได้ง่าย ๆ เพราะ Beauty Privilege 

ไม่อยาก ไม่ต้องรู้หรอกว่ามันยากขนาดไหน แอนไม่ชอบพูดเลย แต่แอนจะใช้เวลา ใช้พลังงานทั้งหมดที่มีของแอน ผลักดันประเด็นสังคมให้กับคนที่เขาอยากฟัง ส่วนคนที่ไม่อยาก แอนจะรอจนกว่าเขาจะพร้อม เพราะนั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขาเช่นกัน

แอนมี Beauty Privilege ไหม แอนต้องยอมรับว่ามี แต่แอนทำอะไรกับสิ่งนี้ล่ะ แอนรณรงค์เรื่องรูปร่างหน้าตา เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เรื่องรอยยิ้มให้ไปไกลขึ้น ให้สังคมนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำลายมาตรฐานความสวย ค่านิยมแบบเดิม ๆ

การที่เรามี Privileges ไม่ใช่เฉพาะหน้าตา แค่เราได้เรียนโรงเรียนดี ๆ  เกิดในครอบครัวดี ๆ เราก็มีความรับผิดชอบต่อสังคมแล้วนะ เพราะคนที่เขามีความยากลำบาก มันไม่ใช่ความผิดของเขาคนเดียว 

คุณเหนื่อยกับสิ่งที่ทำอยู่บ้างไหม

เหนื่อยเรื่องโดนบูลลี่ แต่ว่าไม่ท้อ เพราะแอนท้อไม่ได้ สิ่งที่แอนต้องก้าวข้ามมาเพื่อจะมาอยู่จุดนี้ทำให้เราท้อไม่ได้ มีหลายคนกำลังมองแอนเป็นต้นแบบ มีทีมที่ตั้งใจช่วยแอนทุกวินาที ทำให้แอนต้องมั่นใจ เดินหน้าต่อ แล้วแอนก็รักในสิ่งที่แอนทำ

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

Keyword No.3 รอยยิ้ม

“เวลาที่ใครสักคนยิ้มออกมา เหมือนเขามอบทั้งความสดใส ความสุข ความจริงใจ โลกใบนี้งดงามขึ้นได้จากทุกรอยยิ้มที่ส่งต่อถึงกัน ถ้าสามารถบอกอะไรกับทุกคนได้หนึ่งอย่าง แอนอยากจะบอกให้ทุกคนยิ้มต่อไป และขอให้ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจค่ะ”

จากวันที่คุณยังเด็ก ผ่านมาแล้วเป็นสิบปี ทำไมทุกวันนี้ยังมีการล้อเลียนกันอยู่

เพราะว่าเรายังไม่มีคนต้นแบบที่กล้าโชว์ความแตกต่าง ต้นแบบที่เด็ก ๆ เห็นแล้วจะโตมาเอาเยี่ยงอย่าง ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียมีแต่ความสวยงามตามมาตรฐาน แอนว่ามันคล้าย ๆ กับ Soft Power

วัฒนธรรมเราก็เป็นแบบนี้ เราคอมเมนท์รูปร่างหน้าตากันทุกวัน มันถูกส่งต่อกันมาจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทำให้คนไทยไม่กล้าที่จะมั่นใจในตัวเองสักที

แล้วคุณรับมือยังไง

เราเข้าใจว่าทุกคนมีความแตกต่าง และความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เราโดดเด่น มีออร่าของตัวเอง คนจะว่าเรื่องรูปร่างก็ว่าได้ แต่แอนรู้ว่าแอนแข็งแรง แอนสุขภาพดี แอนก็ปล่อยวางได้ในระดับหนึ่ง 

แต่ในมุมมองที่แอนก็เป็นมนุษย์ เป็นผู้หญิง อายุแค่ 22 ปี บางทีเราก็รับมือไม่ได้เป็นธรรมดาค่ะ ซึ่งแอนกล้าที่จะยอมรับว่าแอนไม่โอเค แอนคิดว่า การที่ทุกคนกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่โอเค มันจะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนอื่นได้ ว่าเราทุกคนไม่ต้องรู้สึกดีตลอดเวลา

ในวันที่คุณยิ้มไม่ออก รู้สึกท้อ คุณดึงเอาความมั่นใจกลับมาด้วยวิธีไหน

เราเลือกได้ว่าจะให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามามีผลกับชีวิตหรือปล่อยวาง เวลามีคนบอกให้เราไปทำฟันให้เท่ากัน บางทีเราก็ไม่ยิ้มดีกว่า ทำหน้านิ่งไปเลย เพราะจิตใจเราไม่พร้อมรับความคิดเห็นแย่ ๆ แล้วแอนเป็นคนยิ้มปลอม ๆ ไม่ได้ จะเห็นเลยว่า แอนยิ้มพร้อมกับตา 

แต่ต้องยอมรับว่าการได้เป็นพรีเซนเตอร์งานนี้ดึงความมั่นใจของแอนกลับมานะ เพราะแบรนด์ระดับโลกมองเห็นความแตกต่างของแอน ช่วยทำให้แอนมั่นใจมากขึ้นว่าแอนไม่ได้พยายามขับเคลื่อนสังคมอยู่คนเดียว และถ้าเราช่วยกันทำทุกคนมันจะดีขนาดไหน สังคมมันจะเปลี่ยน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

อะไรบ้างที่จะเปลี่ยน หลังจากแคมเปญนี้ออกไป

ทัศนคติ ความคิด การตัดสินกันที่รูปร่างหน้าตา มันจะเปลี่ยนไป ถามว่ายังมีอยู่ไหม มีแน่นอนค่ะ แต่ทุกคนจะมีความมั่นใจมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น ไม่ยอมให้ใครมาตัดสินเราจากภายนอกอีก คิดดูว่าสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายจะงดงามมากขึ้นขนาดไหน เพราะประเทศไทยเรามีความสวยงามมากอยู่แล้ว มีวัฒนธรรมที่ดี เพียงแต่ตัวตนที่แท้จริงของเราถูกกดทับด้วยมาตรฐานความสวยมานานเกินไป 

อยากให้สังคมก้าวข้ามผ่านเรื่องรูปร่างและมองที่ความสามารถมากกว่า เพราะมาตรฐานของความสวยเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราเป็นใครถึงไปบังคับให้ใครเป็นแบบไหน เราต้องภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น ทั้งรูปร่าง สีผิว ความสูง ฯลฯ

คุณจะขับเคลื่อน #SmileOutLoud ในฐานะพรีเซนเตอร์ของคอลเกต ไปพร้อม ๆ กับแคมเปญ #RealSizeBeauty ยังไง

สำหรับแอน สิ่งที่คอลเกตทำมันมากกว่าการขายยาสีฟันออกใหม่นะ แต่เขากำลังเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคม เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แอนเลือกรับงานนี้ ทุกคนจะได้รู้ว่าความเป๊ะมันไม่มีในโลก เราไม่ต้องเป็นคนที่สวยเป๊ะทุกอย่างก็ได้ 

#RealSizeBeauty ไม่ใช่แค่เรื่องหุ่น แต่คือการเฉลิมฉลองให้กับการเป็นตัวเอง ส่วน #SmileOutLoud ก็คือความมั่นใจที่สะท้อนออกมาผ่านรอยยิ้ม  ไม่ว่าเราจะมีฟันแบบไหน ฟันไม่สวยแต่เราก็สามารถยิ้มสวยมั่นใจในแบบของเราได้ ซึ่งสองแคมเปญนี้เป็นเรื่องเดียวกันด้วยซ้ำ  ขอบคุณที่คอลเกตมองเห็นความสำคัญในจุดนี้ และเลือกแอน เพราะฟันแอนก็ไม่ได้เท่ากัน แต่มันก็ทำให้แอนเป็นแอน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

ตอกย้ำความเชื่อของแบรนด์ Colgate ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้ทุกคนผ่าน Smile Out Loud ที่ร่วมกับ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล และผู้หญิงอีกหลายคนทั่วเอเชีย ที่อยากเปลี่ยนนิยามและสนับสนุนให้คนอื่น ๆ มั่นใจในความเป็นตัวเอง เราจึงมี #คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู ยาสีฟันที่ช่วยเสริมความมั่นใจสำหรับกิจวัตร Beauty Oral Care ที่มี O2 Technology จะช่วยให้ทุกคนมั่นใจที่จะยิ้มแสดงออกความเป็นตัวของตัวเอง พร้อมที่จะ Smile Out Loud กันทั้งประเทศ

และติดตามอ่านเรื่องราวของ ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล ได้ที่ readthecloud.co/suziewadee/ 

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load