ก่อนกำเนิดสภากาชาดไทย ประเทศสยามใน พ.ศ.2436 กำลังประสบภาวะสงครามภายใต้ความขัดแย้งกับฝรั่งเศสในเหตุการณ์ ร.ศ.112 เป็นเหตุให้สยามได้ก่อตั้ง ‘สภาอุณาโลมแดง’ กิจการสังคมสงเคราะห์ด้านการรักษาพยาบาล เพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชประสงค์ให้ก่อตั้งโรงพยาบาล ภายใต้การดำเนินงานของสภาอุณาโลมแดงหรือสภากาชาดสยามนี้เป็นการถาวร โดยพระราชทานนามไว้เพื่อเป็นพระราชานุสาวรีย์แด่รัชกาลที่ 5 พระบิดาผู้ทรงริเริ่มสภาอุณาโลมแดงว่า ‘โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์’ 

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในปัจจุบัน ได้พัฒนาเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และเป็นสถานที่ฝึกอบรมนิสิตของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยด้านการแพทย์ที่ได้รับมาตรฐานในระดับสากล

โรงพยาบาลเพิ่งได้ต้อนรับหอพักพยาบาลหลังใหม่ ผลงานการออกแบบของสถาปนิก Plan Architect แทนที่หอพักพยาบาลสูง 4 ชั้นหลังเก่า เพื่อเติมเต็มความต้องการที่อยู่อาศัยของบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น แม้เป็นอาคารพักอาศัยรวมขนาดใหญ่ด้วยความสูงถึง 26 ชั้น กับห้องพักมากกว่า 500 ห้อง หอพักพยาบาลแห่งนี้ก็เกิดขึ้นด้วยแนวคิดการสร้างพื้นที่ให้คนเป็นพยาบาลอยู่โดยเฉพาะ และเปี่ยมด้วยการใช้เครื่องมืองานออกแบบแก้ปัญหาในทุกรายละเอียด ตั้งแต่ทิศทางการวางตึก จนถึงความสูงของราวกันตก 

คอลัมน์หมู่บ้านที่สนใจเรื่องการออกแบบที่อยู่ศัยหลากหลาย จึงไม่พลาดชวน วรา จิตรประทักษ์ และ นภสร เกียรติวิญญู สองสถาปนิกผู้ดูแลโครงการ มาเล่าถึงแนวคิดเบื้องหลังทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียด

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

เปิดตึกรับลม

โครงการหอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เริ่มขึ้นจากการให้สถาปนิกส่งแบบเข้าประกวดแข่งขันในช่วงปลาย พ.ศ. 2558 โดย Plan Architect ผู้ชนะประกวดเล่าว่า มีโจทย์ที่ปรากฏในข้อกำหนดซึ่งแตกต่างจากโครงการโดยทั่วไป อย่างมีนัยสำคัญ 2 ข้อ ข้อแรกคือ ต้องสนองความต้องการของคณะพยาบาลที่นิยมอยู่อาศัยโดยเปิดหน้าต่างรับลม แทนการเปิดเครื่องปรับอากาศ และข้อสองคือ ต้องให้ระเบียงแต่ละห้องกว้างขวางพอสำหรับการปลูกต้นไม้

วรา จิตรประทักษ์ และ นภสร เกียรติวิญญู สองสถาปนิก ผู้ออกแบบหอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
วรา จิตรประทักษ์
วรา จิตรประทักษ์ และ นภสร เกียรติวิญญู สองสถาปนิก ผู้ออกแบบหอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
นภสร เกียรติวิญญู

“อาคารพักอาศัยรวมทั่วไปมักเป็นแบบ Double Loaded Corridor หรือแบบทางเดินร่วม มีทางเดินทางเดียว แล้วมีห้องพักขนานไปตามทางเดิน เหมือนอพาร์ตเมนต์ทั่วไป ประหยัด ประสิทธิภาพการใช้งานพื้นที่มาก แต่ก็ยากในการรับแสงและรับลมธรรมชาติเข้าสู่อาคาร

“สำหรับอาคารนี้ เราคิดว่าถ้าแยกตัวอาคารเป็น Single Loaded Corridor หรือแบบทางเดินเดียวสองทาง เอาลิฟต์คั่นไว้ตรงกลาง แล้วแบ่งห้องพักไปอยู่ทั้งสองฝั่ง จะทำให้เกิดปล่องระบายอากาศตรงกลาง แสงธรรมชาติเข้ามาที่ทางเดินตรงกลางได้ด้วย เวลากลางวันจะค่อนข้างสว่างโดยไม่ต้องเปิดไฟ และลมก็ยังผ่านถ่ายเทเข้ามาในอาคารได้” สองสถาปนิกจาก Plan Architect เริ่มต้นเล่าการตีโจทย์เป็นแนวคิด ซึ่งตรงกับคอนเซ็ปต์เอื้อประโยชน์แก่ผู้อยู่ในข้อแรก

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

หากฟังผิวเผิน อาจรู้สึกว่าเป็นการสูญเสียพื้นที่ใช้สอยจำนวนมาก แต่กลับกัน วราและนภสรอธิบายเพิ่มว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว มันมีประโยชน์ตรงจัดการไส้ในของอาคารอย่างตัวลิฟต์ให้อยู่ในตำแหน่งที่ไม่ไปเบียดบังพื้นที่ใช้สอยส่วนอื่น จัดสรรจำนวนห้องได้ครบถ้วนตามโจทย์ ไม่มีส่วนเกินจนต้องเพิ่มความสูงอาคาร ซึ่งจะมีภาระค่าใช้จ่ายในมิติอื่น และทางเดินสองฝั่งยังทำให้เกิดปล่องระบายอากาศใจกลาง ตามแนวคิดการรับลมเข้าสู่อาคารให้มากที่สุดได้ในเวลาเดียวกัน

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

อากาศร้อนจะลอยตัวจากต่ำขึ้นสูง ปล่องระบายอากาศนี้จึงมาพร้อมกับแนวคิดการออกแบบช่องรับลม 2 จุด เพื่อเป็นทางลมเข้า คือชั้นล่างสุด และกึ่งกลางอาคารที่กลายมาเป็นจุดเด่นด้านรูปลักษณ์ 

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

“ในการเจาะช่องลม เราใช้การคว้านยูนิตออกมา โดยตั้งใจให้เป็นสัญลักษณ์ของตรา ‘อุณาโลมแดง’ เพื่อให้สื่อถึงองค์กรสภากาชาด เราผูกโยงสัญลักษณ์นี้ให้อาคารมีความหมายมากขึ้นกว่าการเป็นเพียงอาคารพักอาศัย ให้พยาบาลที่ทำงานอยู่ในองค์กร เขาได้มีความภาคภูมิใจในองค์กรด้วย” 

สัญลักษณ์อุณาโลมแดงที่สถาปนิกกล่าวถึง ปรากฏบนชั้น 13 – 17 ของอาคาร โดยกรุโถงทั้งหมดด้วยไม้เทียมเพื่อสร้างจุดเด่นบนอาคารสูงสีขาว ไม่เพียงการรับลมและแสงธรรมชาติเข้าสู่อาคารให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยังทำหน้าที่เป็นส่วนกลางให้ผู้อยู่อาศัยออกมาใช้นั่งพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย ส่วนชั้นล่างสุดก็เป็นส่วนต้อนรับของหอพัก 

หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

เปิดระเบียงปลูกต้นไม้

อีกหนึ่งแนวคิดการพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของพยาบาลมากที่สุด คือการเพิ่มพื้นที่เขียว และการวางผังการใช้งานในส่วนต่างๆ ตั้งแต่ตัวอาคาร ไปจนถึงที่วางราวตากผ้า

ที่ตั้งของหอพักหลังใหม่อยู่ใจกลางอาคารพักอาศัยหลังอื่นๆ ในโรงพยาบาล ประกอบกับที่ดินค่อนข้างแออัดเพราะล้อมรอบไปด้วยกลุ่มอาคารสูง แต่มีข้อดีคือแต่ละอาคารเว้นระยะห่างกัน จนเกิดเป็นที่ว่างขนาดพอเหมาะ หากรื้อหอพักพยาบาลเดิมออก แล้วพลิกการจัดวางใหม่ ก็จะเกิดที่ว่างด้านในใจกลาง ให้ทำเป็นพื้นที่สีเขียวเล็กๆ แบบ Pocket Park ได้

สวนเล็กๆ นี้ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาโครงการ Plan Achitect จึงออกแบบพื้นที่ชั้น 1 ของอาคารที่เป็นโถงโล่ง ให้เดินทะลุออกไปยังแลนด์สเคปใหม่นี้ได้

หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

นอกจากนั้น แนวคิดการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในโครงการก็ยังปรากฏในการออกแบบระเบียง หนึ่งในข้อกำหนดของการประกวดแบบว่า ต้องทำให้ระเบียงกว้างขวางพอสำหรับพยาบาลจะใช้งานอะไรก็ได้อย่างอิสระ รวมไปถึงการปลูกต้นไม้ ทั้งคู่คิดเพิ่มเติมจากโจทย์นั้น โดยนำแนวคิดเรื่องมุมมองและการสร้างความเป็นส่วนตัวมาเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบ มุมสามเหลี่ยมยื่นออกมาสลับฟันปลาอย่างแปลกตาที่เราเห็นด้านหน้าอาคารนั่นเอง

“เนื่องจากอาคารในละแวกมันประชันหน้ากันมาก เวลาเราอยู่ในห้องพัก แทบจะมองเห็นห้องฝั่งตรงข้าม เลยเป็นที่มาว่าเราทำระเบียงของแต่ละยูนิตให้เป็นสามเหลี่ยม มีมุมยื่นสลับกันไป เวลาเขาอยู่ในห้อง ก็มีมุมหลบเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับห้องตรงข้าม เมื่อยืนเกาะราวระเบียง ก็จะรู้สึกว่ามีมุมมองเอียงๆ หลบจากอาคารข้างเคียงด้วย

“พอเราสลับแนวของแต่ละห้องแต่ละชั้น ระเบียงก็จะเกิดพื้นผิวที่รับแสงธรรมชาติได้มากกว่าหอพักทั่วไปนิดหนึ่ง เพื่อให้การปลูกต้นไม้และการตากผ้าถูกสุขอนามัยขึ้น”

พวกเขาคิดฟังก์ชันบนระเบียงไว้หลายอย่าง ทั้งการเก็บเครื่องปรับอากาศ การเก็บเครื่องซักผ้า หรือการตากผ้าอย่างไม่ทำให้รกหูรกตา โดยใช้แผงอะลูมิเนียมกันสายตา อีกหนึ่งข้อดีที่ตามมาคือ เป็นตัวบังแดดไม่ให้จ้าเกินไป แต่มีแสงพอให้ปลูกต้นไม้ได้

หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

ไม่เพียงมีประโยชน์เฉพาะกั้นสายตา ด้านความงาม แผงฟาซาดหรือหน้ากากอาคารสีขาวสะอาดนี้ สะท้อนการใช้งานภายในออกสู่รูปลักษณ์ภายนอกได้อย่างน่าสนใจ โดดเด่นด้วยการสลับสับหว่างไปมาในแต่ละชั้นอย่างสมมาตร

หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

หอพักพยาบาล เพื่อพยาบาล

หอพักพยาบาลที่นี่เป็นสิทธิพิเศษด้านที่พักอาศัย โดยโรงพยาบาลจะมอบให้กับพยาบาลที่ไม่ได้แต่งงาน และกำหนดให้พยาบาล 2 คนพักร่วมกันใน 1 ห้อง

เมื่อคนสองคนที่อาจไม่ได้คุ้นเคยกันมาก่อนต้องมาอาศัยอยู่ด้วยกัน สถาปนิกจึงมีไอเดียจัดการปัญหาที่อาจเกิดจากการปะทะกันในอนาคต ด้วยการวางผังห้องพักแต่ละห้อง

“เราพยายามทำให้ห้องกว้างขึ้น เพื่อให้วางเตียงได้สองฝั่ง แล้วมีทางเดินอยู่ตรงกลาง พยาบาลแต่ละคนจะได้มีโซนเป็นของตัวเอง ห้องหนึ่งแบ่งออกเป็นครึ่งห้องของใครของมัน” เขาเล่าถึงความต่างกับห้องพักสำหรับ 2 คนที่เราเห็นทั่วไป เช่น ห้องของโรงแรม ซึ่งมักพบว่ามีเตียงอยู่ฝั่งหนึ่ง อีกฝั่งหนึ่งเป็นเคาน์เตอร์ยาวๆ แล้วก็มีทีวี 

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

ห้องพักที่ออกแบบขึ้นใหม่นี้ กำหนดให้มีขนาดประมาณ 5 x 8 เมตร รวมกับพื้นที่ระเบียง หรือรวมแล้วราว 40 ตารางเมตร ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่หากเทียบกับห้องพักในอาคารชุดรูปแบบอื่น ความน่าสนใจอีกอย่างอยู่ที่สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องกำหนดให้แยกใช้เป็นของตัวเอง ตั้งแต่เตียงนอน ตู้เสื้อผ้า ตู้เซฟ ตู้เย็น โต๊ะเครื่องแป้ง โทรทัศน์ หรือแม้แต่ราวตากผ้า

ส่วนห้องน้ำ ก็แยกห้องอาบน้ำ โถสุขภัณฑ์ และส่วนอ่างล้างหน้าออกจากกัน เผื่อเวลาผู้อาศัยต้องการใช้ห้องน้ำพร้อมกันในเวลาเร่งด่วน ก็ผลัดกันใช้แต่ละส่วนได้โดยไม่ต้องรอ

“เราได้ไปคุยกับผู้ใช้ก็กลายเป็นว่าเขาชอบมาก เพราะว่าเขาต้องการยิ่งกว่าที่เราคิดอีกคือ เขาต้องการทีวีสองเครื่อง เขาต้องการตู้เย็นสองตู้ด้วย เขาต้องการให้ทุกอย่างแยกกันหมดเลย” นภสรเล่าการเก็บฟีดแบ็กจากผู้ใช้จริง

การวางผังเช่นนี้ ยังสอดคล้องกับแนวคิดการรับลมเข้าสู่ห้องซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ เขาแยกส่วนครัวและห้องน้ำออกมาไว้ในหน้าห้อง มีผนังบานเลื่อนกั้นจากส่วนที่นอนด้านใน เมื่อต้องการรับลม สามารถเปิดประตูระเบียง เปิดประตูบานเลื่อน และเปิดประตูหน้าห้อง ปิดไว้เพียงประตูมุ้งลวดด้านหน้า ก็จะทำให้อากาศไหลเวียนผ่านจากข้างนอกเข้าสู่ข้างใน และทะลุผ่านไปยังปล่องระบายอากาศในใจกลางอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล
หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

รายละเอียดการออกแบบทั้งหมด สถาปนิกทั้งสองพัฒนาขึ้นจากการสอบถามจากประสบการณ์ของผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลใกล้ตัว รวมถึงพูดคุยกับผู้คนหลายฝ่ายในระหว่างการพัฒนาแบบ ทั้งกับผู้บริหาร พยาบาลที่จะมาอาศัยอยู่จริง รวมถึงแม่บ้านทำความสะอาด ซึ่งมีส่วนร่วมในการให้ความคิดเห็น อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในจุดที่พวกเขาไม่อาจคำนึงถึงได้ทุกมิติ

ตั้งแต่เรื่องความถี่ของซี่ราวระเบียงที่ต้องกว้างพอให้ง่ายต่อการทำความสะอาด แต่ไม่มากเกินจนกรองแสงสว่างไม่ได้ ไปจนถึงเรื่องของความสูงราวระเบียงในจุดต่างๆ ต้องมากกว่าขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อความต้องการทำร้ายตัวเองของผู้อยู่ เนื่องด้วยได้รับข้อมูลว่าผู้ประกอบอาชีพพยาบาลต้องประสบความเครียดในการทำงานสูง และพบภาวะเสี่ยงเช่นนี้ในเพื่อนร่วมงานเสมอ

“โชคดีที่ว่าโครงการนี้ไม่ถึงขั้นเป็นโครงการเชิงพาณิชย์ เขาเป็นหน่วยงานรัฐ เขาต้องคิดถึงเรื่องคุณภาพชีวิตของบุคลากรประมาณหนึ่ง เพราะว่าถ้าพยาบาลอยู่ดี เขาก็มีกำลังใจ ลดความเครียดได้ การออกแบบที่นี่หลายอย่างอาจดูมากเกินความจำเป็นจากโครงการอื่นๆ แต่คุณภาพชีวิตของคนก็จะดีขึ้น” วราให้ความคิดเห็น

“ถ้าเป็นงานในเชิงพาณิชย์ เราคงไม่ได้ทำแบบเดียวกันกับที่นี่” นภสรเสริม “งานราชการจะมีงบประมาณกับข้อกำหนดที่เขาต้องการเป๊ะๆ อยู่แล้ว ถ้าเราจัดสรรทุกอย่างให้ลงตัวได้ อยู่ในงบระมาณ แล้วเรายังเพิ่มความพิเศษให้เขาได้ด้วย เขาก็ไม่มีปัญหาว่าคุณจะมีลูกเล่นเพิ่มเติมอะไร”

หลังโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์ พวกเขาได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้อยู่อาศัย รวมถึงได้รับความสนใจจากผู้พัฒนาโครงการเอกชนหลายเจ้า จึงเป็นโอกาสดีที่โครงการนี้จะได้เป็นตัวอย่างให้กับการพัฒนาโครงการอาคารชุดทั้งหลายต่อไปในอนาคต

“ถ้าเราเอางานออกแบบตกแต่งเพื่อความสวยงาม ซึ่งเป็นเม็ดเงินมากประมาณหนึ่ง มาเติมใส่การจัดการพื้นที่ มาเติมใส่การใช้สอยในระยะยาว โครงการนั้นอาจแตกต่างและอาจดีขึ้น

“จังหวะนี้เราสื่อสารด้วยตัวเนื้องาน และนำโครงการขนาดใหญ่ ยูนิตเยอะนี้เป็นโครงการอ้างอิงได้ว่า ถ้าในงบประมาณเท่ากัน เราทำแบบนี้กับโครงการรูปแบบอื่นๆ ได้ โดยใช้การออกแบบเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา” วราให้ความคิดเห็นปิดท้าย 

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล
ภาพ : Panoramic Studio

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

คำขวัญของหมู่บ้านป่าน้ำใสคือ ‘Freedom of Life’ หรือชีวิตที่เลือกได้ 

จากเทรนด์ที่อยู่อาศัยยุคนี้ที่คนใช้ชีวิตอยู่กับบ้านมากขึ้น เมืองถูกจำกัดจำเขี่ยกันถึงที่สุด จนบางคนตระหนักรู้แล้วว่านี่อาจไม่ใช่ชีวิตที่เลือกได้เท่าใดนัก แถมยังตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สุขกายและไม่สบายใจ กลายเป็นว่าสุดท้าย เรากลับยังคงโหยหาอิสรภาพจากธรรมชาติอยู่เมื่อเชื่อวัน 

เราเลยอาสาพาขับรถมุ่งหน้าจากเซนทรัลปิ่นเกล้าราว 50 นาที สู่ผืนดินกว่า 435 ไร่ที่ตั้งต้นจากความอยากอยู่กับธรรมชาติในทุก ๆ วัน และขยายเป็นหมู่บ้านในฝันแห่งใหม่เพื่อสร้างชีวิตที่เลือกได้ แถมการดำรงอยู่ของหมู่บ้านกลางป่าแห่งนี้ คือ Social Enterprise ที่ไม่ได้แสวงหาผลกำไรเป็นที่ตั้ง เพราะเลือกทำบนดุลยภาพของวิถีธรรมและวิธีทุน เพื่อให้โครงการเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน

เบื้องหลังแนวคิดทั้งหมดของผืนดินที่รายล้อมด้วยสุนทรียะแห่งการใช้ชีวิตแห่งนี้เป็นอย่างไร คอลัมน์หมู่บ้านรอบนี้ ชวนตามไปหาคำตอบกับ ชูชัย ฤดีสุขสกุล ที่วันนี้ขอวางบทบาทนักธุรกิจและนักขับเคลื่อนสังคม มาพูดคุยกันในฐานะผู้คิดริเริ่มโครงการ ถึงอาณาจักรในฝันที่อยากอยากปลุกปั้นชุมชนทางเลือกให้เกิดขึ้นจริง

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

ความสบายกายและสบายใจ 

ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 35 ปีก่อนต้นไม้จะกลายเป็นป่าปลูกและทะเลสาบอย่างทุกวันนี้ มีจุดตั้งต้นที่ชูชัยนั่งลงเล่าให้เราฟัง ว่ามาจาก 2 คำคือ ‘สบายกาย’ และ ‘สบายใจ’

“ตอนผมทำงานอายุประมาณ 31 ปี มันเกิดความขัดแย้งในใจเยอะเหมือนกัน ในฐานะคนทำงานภาคธุรกิจ เราใส่สูทผูกเนกไท ไปนั่งประชุมแถวหน้า ตอนนั้นกลับรู้สึกไม่ชอบเลย ทำไมชีวิตคนเรามันต้องเป็นอย่างนี้ด้วย ทำไมต้อง VIP แล้วความสุขจริง ๆ ของคนมันเป็นอย่างนั้นจริงเหรอ สุดท้ายพอกลับมาหาคำตอบกับตัวเอง ก็พบว่าการอยู่ให้ไม่ทุกข์หรืออยู่แล้วสุขมีแค่สองอย่างเท่านั้นเอง” เขาเว้นจังหวะให้เราคาดเดา

 “อยู่ในที่ที่อากาศดี ได้ออกกำลังกาย กินอาหารดี ๆ ซึ่งชีวิตที่อยู่กับป่าอยู่กับน้ำก็ตอบคำถามเหล่านี้ได้” ชูชัยเฉลยถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้ฉุกคิดขึ้นมา เรื่องความฝันกับการสร้างอาณาจักรที่อยากอยู่

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

และเมื่อเพื่อนเขาออกปากบอกว่ามีที่ดินหลายผืนในจังหวัดนครปฐมที่มาต่อเติมความฝันได้ ผนวกกับเป็นจังหวัดที่หลงรักเป็นทุนเดิม ทำให้เขากลายมาเป็นเจ้าที่ดิน 285 ไร่ และเริ่มจุดประกายความสุขที่กำลังตามหา และเพียรปลูกต้นไม้เอาไว้ก่อนนับตั้งแต่นั้น

“ด้วยเป็นพื้นเพของครอบครัวฝั่งคุณแม่ ผนวกกับความเป็นบ้านนอกในเมืองที่มีพร้อมสรรพทุกสิ่ง เลยเป็นเหตุผลที่เลือกนครปฐม ด้วยวิถีชีวิตบางอย่างที่คงอยู่ เรายังพูดเหน่อ ๆ ยังขายของแบบบ้าน ๆ เป็นเสน่ห์ที่ทำให้เราตกหลุมรัก แล้วอาหารดี ๆ แถวนี้เยอะมากเลย เพราะนครปฐมเป็นแหล่งอาหารของแผ่นดินอยู่แล้ว ทั้งปศุสัตว์และเกษตรกรรมทั้งหลาย ก็ส่งออกจากที่นี่น่าจะเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ แน่นอนว่าสร้างสุขภาวะสบายกาย กินดี อยู่ดี แล้วก็สบายใจได้” เจ้าของที่ดินย้ำถึงแนวคิดริเริ่มที่เขาเรียกว่าโดยรวมว่า ‘ชุมชนสุขภาวะ’

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

สานต่อความฝัน

เมื่อตกผลึกทางความคิดดิบดีและถึงเวลาอันเหมาะสม เขาก็ว่าจ้างสถาปนิกให้มาออกแบบพื้นที่ให้ โดยจุดเด่นที่ทำให้เป็นอย่างที่เขาตั้งใจไว้คือ มีที่อยู่น้อย ๆ แต่มีป่ากับน้ำมาก ๆ 

“เดิมที ผมตั้งใจทำไว้อยู่เองกับเพื่อน ๆ ญาติ ๆ และหุ้นส่วน ในเมื่อเราอยากอยู่กับป่ากับน้ำ ก็ออกแบบให้เป็นที่อยู่สัก 28 เปอร์เซ็นต์พอ แล้วก็เว้นพื้นที่ไว้ด้วยสำหรับทำกิจกรรมอื่น ๆ พอวางแปลนเสร็จ เราก็ขุดดินเอามาถม ทำเป็นทะเลสาบ ระหว่างขุดดินไปก็ปลูกต้นไม้ไปด้วย หมดไปเป็นล้านเฉพาะต้นไม้ เพราะตายไปเกือบครึ่ง” ชูชัยเล่าขำ ๆ ก่อนเพิ่มว่าบทเรียนนี้นำมาซึ่งการเรียนรู้เพื่อวางระบบน้ำให้ขึ้น

จากที่ดินที่ไม่มีอะไรและตั้งใจแวะมาอยู่ชั่วครั้งชั่วคราว พื้นที่แห่งนี้กลับต้องมนต์จนเขาเลือกโยกย้ายจากหมู่บ้านจัดสรรขนาด 200 ไร่ มาใช้ชีวิตในบ้านกลางป่า

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

“ตอนแรกลังเลอยู่เหมือนกันว่าจะมาอยู่เลยดีไหม พอมานอนได้คืนสองคืน มันเข้าท่านี่หว่า ก็เลยเข้ามาอยู่ อยู่ไปอยู่มา เฮ้ย มันสนุกว่ะ สนุกทุกวันแล้วก็มีความสุขด้วย ก็เลยอยู่จริง ๆ จัง ๆ จนถึงตอนนี้น่าจะ 15 ปีได้แล้ว” เขาเล่าไปยิ้มไป พร้อมบอกต่อว่าความสนุกที่เขาพูดถึงคือการปลูกต้นไม้ วางโครงสร้างต่าง ๆ และสารพัดงานดูแลพื้นที่ ไป ๆ มา ๆ ก็ขยายเพิ่มขึ้นจนกลายเป็น 435 ไร่ในที่สุด

พออยู่เองแล้วชอบ ก็กลายเป็นว่าอยากให้คนอื่นมาอยู่ด้วย

“ผมอยากเปิดให้คนมาอยู่ก็ตอนเริ่มอายุเยอะขึ้น เรารู้ว่าความฝันของเราใหญ่มาก พื้นที่ก็ใหญ่ เดี๋ยวเราแก่ตายไปทำยังไงดี เลยคิดว่าน่าจะต้องหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่มาสานต่อได้” 

สุดท้าย ก็ตกตะกอนกลายเป็น 3 กลยุทธ์หลักเพื่อขยายแนวคิดในสเกลที่กว้างขึ้นสู่หมู่บ้านป่าน้ำใส ตั้งแต่การตามหาคนที่ใช่มาอยู่ด้วย การเคารพธรรมชาติ และข้อสำคัญคือสร้าง Living Community ให้เกิดขึ้น

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

ตามหาคนเผ่าเดียวกัน

แล้วคนแบบไหนคือคนที่ใช่ เราถามเพื่อคลายข้อสงสัย เขาก็ตอบให้ว่าคือเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่เป็น ‘คนเผ่าเดียวกัน’

“ใหม่ ๆ ก็จับกฎเกณฑ์ไม่ค่อยได้เท่าไรนะ แต่พอมาตกตะกอนก็พบว่า ข้อแรกคือเป็นคนมีจริตที่ใช่ อัตตาหรือการยึดมั่นถือมั่นในตัวในตนน้อย ๆ ต่อไปจะมีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ไม่ได้ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่คิดถึงคนอื่นด้วย 

“ข้อที่สองคือใจกว้าง-จิตใหญ่ เขาจะยอมรับความแตกต่างหลากหลายได้ เมื่อเขาเปิดรับฟังความคิดเห็น พอเข้ามาอยู่ในชุมชนจะช่วยสร้างสรรค์คุณภาพใหม่ ๆ ได้ด้วย พอใจกว้าง ก็นำมาซึ่งการเคารพความเป็นมนุษย์ 

“และข้อสามที่สรุปได้คือ คนที่อยู่ในโลกของความเป็นจริง ชอบก็บอกว่าชอบ ไม่ชอบก็บอกว่าไม่ชอบ ฉะนั้นพออยู่ด้วยกัน จะไม่ทะเลาะกันเลย เพราะต่างคนต่างรู้กัน แล้วฉันก็ไม่บังคับคุณให้ชอบเหมือนฉัน อย่างนี้ก็เรียกว่าการเคารพกัน” 

ทั้งหมดนี้ ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์อย่างเขา ยึดมาจาก 3 คำสำคัญที่ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ปลูกฝังเอาไว้ นั่นคือ ‘เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ’ 

“ถ้าคุณมีอีโก้เยอะ ก็ไปจำกัดเสรีภาพคนอื่น คนอีโก้น้อยจะทำให้บรรยากาศของเสรีภาพมันมากขึ้น ความใจกว้าง-จิตใหญ่ เป็นเรื่องของภราดรภาพ คือการอยู่ร่วมกันด้วยความเอื้อเฟื้อ ส่วนเรื่องของการเคารพคุณค่าของความเป็นมนุษย์คือความเสมอภาค เลือกยอมรับฟังความเห็นต่างได้”

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

หลังอธิบายจบ ชูชัยก็ชี้ชวนเราให้หันไปดูที่ซุ้มประตูทางเข้า เขาเล่าต่อว่านี่คือประติมากรรมที่ถูก 3 คำนี้กำหนดให้เป็นคอนเซ็ปต์ของการออกแบบเช่นกัน ซึ่งประกอบด้วยแท่งไม้ 10 แท่งที่มีความอ้วนผอมไม่เท่ากัน แสดงถึงความแตกต่างของสถานภาพของมนุษย์ แต่ว่าทุกแท่งสูงเท่ากันหมด เป็นตัวแทนของความเสมอภาค แท่งไม้ไม่มีการยึดโยงและเป็นอิสระจากกัน คือการให้เสรีภาพกับทุกตารางนิ้ว แต่ทั้งหมดนี้อยู่รวมกันเป็นกลุ่มได้ด้วยความเป็นภราดรภาพ เช่นเดียวกับป่าน้ำใสที่อยากสร้างเสรีภาพบนพื้นที่ทุกตารางนิ้ว

ฉะนั้น ถ้าคุณสนใจอยากมาสร้างบ้านที่หมู่บ้านแห่งนี้ ด่านแรกจะไม่ใช่การซื้อ-ขายในทันที แต่เป็นการพูดคุยกัน 

“เราต้องบอกก่อนว่านี่ไม่ใช่หมู่บ้านจัดสรรนะ เราต้องการสมาชิกที่เป็นคนมีจริตเดียวกัน มีอุดมการณ์ใกล้เคียงกันมาอยู่ร่วมกันมากกว่า ถ้าดูแล้วไม่ใช่ เราก็จะบอกเลยว่าอย่าซื้อเลย คุณอยู่ที่นี่จะไม่มีความสุขนะ แต่ถ้าคุยไปแล้วยังไม่รู้ว่าใช่หรือไม่ ก็ต้องชวนเขากินข้าว หนัก ๆ เข้าก็ชวนข้างคืนเลย” ชูชัยเล่าถึงกระบวนการออกตามหาชาวป่าน้ำใส เพื่อให้ได้คนเผ่าเดียวกันอย่างที่ตั้งใจ

ป่า ดิน น้ำและที่อยู่ 30 เปอร์เซ็นต์

นอกจากแนวคิดการออกตามหาคน อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญของโครงการนี้คือการเคารพธรรมชาติ โดยการทำให้ป่า ดิน และน้ำสมบูรณ์ ซึ่งต้องวางโครงสร้าง กฎกติกา รวมทั้งการบริหารจัดการที่ยั่งยืนเพื่อไม่ไปเบียดเบียนกันและกัน 

ตัวอย่างกฎของที่นี่ ก็มีทั้งเรื่องธีมของสิ่งปลูกสร้าง ที่ถูกคุมด้วยรูปแบบ โทนสี Earth Tone เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศโดยรอบ ต้องมีความสูงไม่เกิน 7 เมตร และต้องเว้นระยะร่นจากคลอง และมีเงื่อนไขต้องสร้างบ้านหลังจากซื้อที่ดินภายใน 2 ปี เพื่อตอบหมุดหมายการสร้างชุมชน โดยแม้จะขายเฉพาะผืนที่ดิน แต่โครงการก็มีผู้ให้คำปรึกษาด้านการสร้างบ้าน ต้องส่งแบบให้ช่วยดู เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบโครงการ และข้อสำคัญที่สุดในการสร้างบ้าน คือจะไม่มีการตัดต้นไม้เลยสักต้น

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้
ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

“เราพยายามหลีกเลี่ยงที่สุด นอกจากจำเป็นจริง ๆ ถึงจะล้อมออก แต่คนที่มาอยู่ที่นี่เขาชอบต้นไม้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เขาก็ไม่อยากตัดกันสักคน กลับอยากได้เพิ่มเสียอีก อย่างบางแปลง ลูกค้าถึงกับบอกว่าต้นไม้น้อยไปหน่อยนะ เราก็บอกว่าไม่ต้องห่วงเดี๋ยวเติมให้ ให้ฟรีเลย เพราะว่าเราต้องการให้มีต้นไม้เยอะ ๆ อยู่แล้ว”

ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อม ชูชัยก็เล่าให้ฟังว่าที่นี่ยังคิดถึงนิเวศน์ของน้ำด้วย ทั้งการวางโครงสร้างทะเลสาบอย่างดี มีมวลน้ำจำนวนมากพอ ความลึกที่เพียงพอที่จะไม่ทำให้เกิดขี้แดด หรือพวกแพลงก์ตอนที่โดนแดดแล้วตายลอยขึ้นมา จึงมีการห้ามปล่อยน้ำทุกชนิดลงทะเลสาบ และปลาที่มีอยู่ในทะเลสาบ สามารถตกกินได้แต่ห้ามนำไปขายหรือตกเล่น ส่วนน้ำที่ใช้ในครัวเรือนทั้งหมดต้องลงบ่อบำบัดก่อน ซึ่งถ้ามีน้ำปริมาณมากพอ ระบบก็จะนำน้ำไปรดต้นไม้ในโครงการ และทั้งหมดนี้อยู่ในบันทึกข้อตกลงก่อนทำการซื้อขาย

หากย้อนกลับไปยังความตั้งใจแรกที่เปิดให้คนมาอยู่ได้เพียง 30 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมีพื้นที่มากมาย เหตุผลที่เป็นส่วนประกอบ คือ “มาจากคอนเซ็ปต์เรื่องสเปซที่ทำให้อยู่ดี กินดี และสบายใจ และที่ว่างที่ว่าเกิดขึ้นจากป่าที่เพียงพอ อีกอย่าง เราเป็นส่วนหนึ่งของโลกข้างนอก ถ้าเราเปิดให้คนมาอยู่เยอะ ๆ พื้นที่ป่าลดลง อากาศก็แย่ อุณหภูมิสูงขึ้น ถ้ามีคนน้อยหน่อย อย่างน้อยเราก็รักษาธรรมชาติที่มีเอาไว้ได้”

อีกข้อต่างของหมู่บ้านนี้ คือการไม่มีพื้นที่ส่วนกลาง แต่จะกลายมาเป็นพื้นที่กิจกรรมแทน เพื่อส่งเสริมทั้งด้านสุขภาพ ศิลปะ จนถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติต่อไป

“ที่ไม่เรียกว่าพื้นที่ส่วนกลาง เพราะเดี๋ยวสมาชิกเข้าใจผิดว่าเป็นเจ้าของ เราจะบอกตั้งแต่แรกว่าพื้นที่กิจกรรมพวกนี้เป็นของโครงการนะ แต่คุณมาใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งในอนาคตอาจเป็นหน่วยธุรกิจต่าง ๆ เช่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร รีสอร์ต โรงแรม พิพิธภัณฑ์ หรือถ้าสมาชิกอยากเปิดอะไรของตัวเองขึ้นมา โครงการเองก็จะสนับสนุน” 

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้
เยี่ยมหมู่บ้านในป่าปลูกเองกว่า 35 ปี ที่ตั้งใจให้คนอยู่แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ และอยากสร้าง Living Community ให้เป็นจริง

จากนั้น เขาก็พาเราล่องแพและชี้หมุดหมายหน่วยธุรกิจที่พูดถึง ซึ่งกำลังเกิดขึ้นบนพื้นที่เฟส 3 และ 4 จนถึงบริเวณอาคารโรงทอผ้าเก่า ที่จะถูกแปลงโฉมให้กลายเป็น Art Gallery & Market ในลำดับถัดไป

สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ต้องร่วมสร้าง

อาณาจักรแห่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดกลุ่มคน ซึ่งชูชัยนิยามมันว่าชุมชนที่มีชีวิต

“เราต้องทำให้ชุมชนมีชีวิตเป็นคอมมูนิตี้ขึ้นมา เพราะไม่อย่างนั้นมันก็เหมือนโครงการในฝันที่ร้าง หนึ่งคือต้องมีผู้คนเพื่อสร้างระบบเปิด เราต้องการปฏิสัมพันธ์ของสรรพสิ่งที่มีชีวิต ไม่อย่างนั้นเราก็เหมือนโรงงานกับเครื่องจักร

“แล้วชุมชนที่จะเกิดขึ้นต้องมีชีวิตชีวา หรือเป็น Living Community คือมีพลวัตความเคลื่อนไหว ซึ่งข้อนี้ยากมาก อย่างสมัยก่อนเรารู้จักเพื่อนบ้านข้าง ๆ เวลาแกงหม้อหนึ่ง ก็ตักแบ่งไปแจกกัน แต่เดี๋ยวนี้พอเป็นวัฒนธรรมของสังคมเมืองเข้าไปครอบมากเข้า ก็เริ่มไม่ค่อยเห็นบรรยากาศแบบนั้น” 

วิธีการที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ เขามองว่าต้องมาจากการออกแบบทั้งทางกายภาพและการสร้างระบบ

“ทางกายภาพคือชวนเหล่าคนที่ใช่ที่มาอยู่ด้วย พวกเขาอาจเป็นพาร์ตเนอร์ ผู้ช่วยจุดประกายความรู้หรือผลักดันสังคมให้เกิดได้ง่ายขึ้น พอคนจำนวนหนึ่งสร้างเกิดวัฒนธรรมขึ้นมา ชุมชนมีความเข้มแข็ง เขาก็อาจตั้งนิติบุคคลมาดูแลพื้นที่ในบริเวณโซนของตัวเองเพื่อช่วยกันดูแลรับผิดชอบพื้นที่ ต่อไปถ้ามีหน่วยธุรกิจสุขภาวะเกิดขึ้น ก็จะไม่มีคนนอกที่ผ่านเข้ามาโดยไม่ผ่านกลไกนี้ของเรา ระบบเหล่านี้ก็ทำให้คนกับสิ่งแวดล้อมโดยรอบอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนและอยู่ได้ด้วยตัวเอง” 

ปัจจัยอีก 2 ส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการสร้างการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ ชุมชนถึงจะมีชีวิตชีวา

“หัวใจของทฤษฎีการเรียนรู้ เกิดจากการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ของมนุษย์ ไม่ว่าหน่วยธุรกิจอะไรที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่กิจกรรม เราอยากให้มนุษย์มามีปฏิสัมพันธ์กัน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ จนได้เรียนรู้ระหว่างกันทั้งด้านธุรกิจ สังคม สติปัญญา หรืออย่างน้อยที่สุด คือได้เรียนรู้ตัวเองจนยกระดับจิตใจ และคลี่คลายปัญหาบางอย่างไปได้”

เมื่อชุมชนภายในถูกตั้งขึ้นแล้ว แผนงานต่อไปจะเป็นกลไกการมีส่วนร่วมที่ขยายออกไปถึงชุมชนภายนอก “ตัวโครงการดูเหมือนผืนป่าก็จริง แต่มีถนนและชาวบ้านล้อมรอบเราไปหมด ดังนั้นเลยจำเป็นต้องเชื่อมโยงการมีส่วนร่วมไปสู่มิติสังคมข้างนอกด้วย ไม่งั้นเราจะโดดเดี่ยวมาก เราก็ใช้วิธีช่วยเหลือเกื้อกูลให้กับชุมชน เขาก็จะเกรงใจเรา มีอะไรเขาก็จะคอยเป็นยามระวังภัยและเป็นคนช่วยเหลือเราด้วยเช่นกัน”

เจ้าของที่ดินผืนใหญ่ย้ำตลอดการสนทนาว่า การสร้างชุมชนไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งนี้จึงไม่ใช่ข้อผูกมัดที่โครงการป่าน้ำใสจะสร้างคอมมูนิตี้ได้ด้วยตัวคนเดียว “เคยได้ยินไหมว่า ‘สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ต้องร่วมสร้าง’ เพราะฉะนั้นโครงการนี้ไม่ได้จะสร้างสังคมดีให้กับคุณนะ คุณต้องมาร่วมสร้างกับเรา ถึงได้สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมเอาไว้เยอะมาก เพราะมันไม่มีทางสำเร็จเลย ถ้าไม่ได้เกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชนและคนจริง ๆ” 

เยี่ยมหมู่บ้านในป่าปลูกเองกว่า 35 ปี ที่ตั้งใจให้คนอยู่แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ และอยากสร้าง Living Community ให้เป็นจริง

ชุมชนสุขภาวะแห่งอนาคต

ทิศทางต่อไปที่เราจะได้เห็น นอกจากต้นไม้ที่มากขึ้น คือผู้ร่วมชุมชนอีกหลายหลัง ที่อยากเชื้อเชิญให้มาอยู่ด้วยกัน

“อนาคตอันสั้น เราก็คงอยากชวนสมาชิกที่ใช่มาสร้างบ้านและอยู่กับเราจริงจัง ส่วนในระยะยาวก็คงอยากเห็นชุมชนสุขภาวะที่มันเป็นรูปธรรมมากขึ้น ระบบสาธารณูปโภคก็จะถูกพัฒนามากขึ้น อาจมีรีสอร์ตหรือห้องสัมมนาที่ส่งเสริมการเรียนรู้ระหว่างกันเพื่อสรรค์สร้างไอเดียใหม่ ๆ เพิ่มเติม อยากให้ป่าน้ำใสเป็นป่าในเมืองที่คงอยู่อย่างนี้ ซึ่งเชื่อว่าสมาชิกเราคงหวนแหนธรรมชาติกันแน่นอน และหวังว่าจะยิ่งเป็นป่าที่สวยขึ้นเรื่อย ๆ” เขาพูดพลางอมยิ้มว่า ถ้าชุมชนนี้ไปถึงฝันอย่างที่คิดได้จริง นี่คงเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่น่ารักมาก และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมบางอย่าง ที่อาจเปลี่ยนแปลงสังคมได้อนาคต

“ไม่แน่ว่าป่าน้ำใสของเราอาจผุดบังเกิดความคิดและคุณภาพใหม่ ๆ ขึ้นได้ ก็หวังว่าทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้จากที่นี่ในแบบที่คิดไว้” ชูชัยกล่าวทิ้งท้าย

ตอนนี้หมู่บ้านป่าน้ำใสยังเปิดรับสมาชิกสำหรับเฟส 2 อีกหลายครอบครัว สามารถนัดหมายเข้าชมโครงการแบบ Private Visit ได้แล้ววันนี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ป่าน้ำใส Paa Namsai หรือโทร. 08 1495 9269

ป่าน้ำใส

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load