ก่อนกำเนิดสภากาชาดไทย ประเทศสยามใน พ.ศ.2436 กำลังประสบภาวะสงครามภายใต้ความขัดแย้งกับฝรั่งเศสในเหตุการณ์ ร.ศ.112 เป็นเหตุให้สยามได้ก่อตั้ง ‘สภาอุณาโลมแดง’ กิจการสังคมสงเคราะห์ด้านการรักษาพยาบาล เพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชประสงค์ให้ก่อตั้งโรงพยาบาล ภายใต้การดำเนินงานของสภาอุณาโลมแดงหรือสภากาชาดสยามนี้เป็นการถาวร โดยพระราชทานนามไว้เพื่อเป็นพระราชานุสาวรีย์แด่รัชกาลที่ 5 พระบิดาผู้ทรงริเริ่มสภาอุณาโลมแดงว่า ‘โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์’ 

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในปัจจุบัน ได้พัฒนาเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และเป็นสถานที่ฝึกอบรมนิสิตของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยด้านการแพทย์ที่ได้รับมาตรฐานในระดับสากล

โรงพยาบาลเพิ่งได้ต้อนรับหอพักพยาบาลหลังใหม่ ผลงานการออกแบบของสถาปนิก Plan Architect แทนที่หอพักพยาบาลสูง 4 ชั้นหลังเก่า เพื่อเติมเต็มความต้องการที่อยู่อาศัยของบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น แม้เป็นอาคารพักอาศัยรวมขนาดใหญ่ด้วยความสูงถึง 26 ชั้น กับห้องพักมากกว่า 500 ห้อง หอพักพยาบาลแห่งนี้ก็เกิดขึ้นด้วยแนวคิดการสร้างพื้นที่ให้คนเป็นพยาบาลอยู่โดยเฉพาะ และเปี่ยมด้วยการใช้เครื่องมืองานออกแบบแก้ปัญหาในทุกรายละเอียด ตั้งแต่ทิศทางการวางตึก จนถึงความสูงของราวกันตก 

คอลัมน์หมู่บ้านที่สนใจเรื่องการออกแบบที่อยู่ศัยหลากหลาย จึงไม่พลาดชวน วรา จิตรประทักษ์ และ นภสร เกียรติวิญญู สองสถาปนิกผู้ดูแลโครงการ มาเล่าถึงแนวคิดเบื้องหลังทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียด

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

เปิดตึกรับลม

โครงการหอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เริ่มขึ้นจากการให้สถาปนิกส่งแบบเข้าประกวดแข่งขันในช่วงปลาย พ.ศ. 2558 โดย Plan Architect ผู้ชนะประกวดเล่าว่า มีโจทย์ที่ปรากฏในข้อกำหนดซึ่งแตกต่างจากโครงการโดยทั่วไป อย่างมีนัยสำคัญ 2 ข้อ ข้อแรกคือ ต้องสนองความต้องการของคณะพยาบาลที่นิยมอยู่อาศัยโดยเปิดหน้าต่างรับลม แทนการเปิดเครื่องปรับอากาศ และข้อสองคือ ต้องให้ระเบียงแต่ละห้องกว้างขวางพอสำหรับการปลูกต้นไม้

วรา จิตรประทักษ์ และ นภสร เกียรติวิญญู สองสถาปนิก ผู้ออกแบบหอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
วรา จิตรประทักษ์
วรา จิตรประทักษ์ และ นภสร เกียรติวิญญู สองสถาปนิก ผู้ออกแบบหอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
นภสร เกียรติวิญญู

“อาคารพักอาศัยรวมทั่วไปมักเป็นแบบ Double Loaded Corridor หรือแบบทางเดินร่วม มีทางเดินทางเดียว แล้วมีห้องพักขนานไปตามทางเดิน เหมือนอพาร์ตเมนต์ทั่วไป ประหยัด ประสิทธิภาพการใช้งานพื้นที่มาก แต่ก็ยากในการรับแสงและรับลมธรรมชาติเข้าสู่อาคาร

“สำหรับอาคารนี้ เราคิดว่าถ้าแยกตัวอาคารเป็น Single Loaded Corridor หรือแบบทางเดินเดียวสองทาง เอาลิฟต์คั่นไว้ตรงกลาง แล้วแบ่งห้องพักไปอยู่ทั้งสองฝั่ง จะทำให้เกิดปล่องระบายอากาศตรงกลาง แสงธรรมชาติเข้ามาที่ทางเดินตรงกลางได้ด้วย เวลากลางวันจะค่อนข้างสว่างโดยไม่ต้องเปิดไฟ และลมก็ยังผ่านถ่ายเทเข้ามาในอาคารได้” สองสถาปนิกจาก Plan Architect เริ่มต้นเล่าการตีโจทย์เป็นแนวคิด ซึ่งตรงกับคอนเซ็ปต์เอื้อประโยชน์แก่ผู้อยู่ในข้อแรก

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

หากฟังผิวเผิน อาจรู้สึกว่าเป็นการสูญเสียพื้นที่ใช้สอยจำนวนมาก แต่กลับกัน วราและนภสรอธิบายเพิ่มว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว มันมีประโยชน์ตรงจัดการไส้ในของอาคารอย่างตัวลิฟต์ให้อยู่ในตำแหน่งที่ไม่ไปเบียดบังพื้นที่ใช้สอยส่วนอื่น จัดสรรจำนวนห้องได้ครบถ้วนตามโจทย์ ไม่มีส่วนเกินจนต้องเพิ่มความสูงอาคาร ซึ่งจะมีภาระค่าใช้จ่ายในมิติอื่น และทางเดินสองฝั่งยังทำให้เกิดปล่องระบายอากาศใจกลาง ตามแนวคิดการรับลมเข้าสู่อาคารให้มากที่สุดได้ในเวลาเดียวกัน

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

อากาศร้อนจะลอยตัวจากต่ำขึ้นสูง ปล่องระบายอากาศนี้จึงมาพร้อมกับแนวคิดการออกแบบช่องรับลม 2 จุด เพื่อเป็นทางลมเข้า คือชั้นล่างสุด และกึ่งกลางอาคารที่กลายมาเป็นจุดเด่นด้านรูปลักษณ์ 

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

“ในการเจาะช่องลม เราใช้การคว้านยูนิตออกมา โดยตั้งใจให้เป็นสัญลักษณ์ของตรา ‘อุณาโลมแดง’ เพื่อให้สื่อถึงองค์กรสภากาชาด เราผูกโยงสัญลักษณ์นี้ให้อาคารมีความหมายมากขึ้นกว่าการเป็นเพียงอาคารพักอาศัย ให้พยาบาลที่ทำงานอยู่ในองค์กร เขาได้มีความภาคภูมิใจในองค์กรด้วย” 

สัญลักษณ์อุณาโลมแดงที่สถาปนิกกล่าวถึง ปรากฏบนชั้น 13 – 17 ของอาคาร โดยกรุโถงทั้งหมดด้วยไม้เทียมเพื่อสร้างจุดเด่นบนอาคารสูงสีขาว ไม่เพียงการรับลมและแสงธรรมชาติเข้าสู่อาคารให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยังทำหน้าที่เป็นส่วนกลางให้ผู้อยู่อาศัยออกมาใช้นั่งพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย ส่วนชั้นล่างสุดก็เป็นส่วนต้อนรับของหอพัก 

หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

เปิดระเบียงปลูกต้นไม้

อีกหนึ่งแนวคิดการพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของพยาบาลมากที่สุด คือการเพิ่มพื้นที่เขียว และการวางผังการใช้งานในส่วนต่างๆ ตั้งแต่ตัวอาคาร ไปจนถึงที่วางราวตากผ้า

ที่ตั้งของหอพักหลังใหม่อยู่ใจกลางอาคารพักอาศัยหลังอื่นๆ ในโรงพยาบาล ประกอบกับที่ดินค่อนข้างแออัดเพราะล้อมรอบไปด้วยกลุ่มอาคารสูง แต่มีข้อดีคือแต่ละอาคารเว้นระยะห่างกัน จนเกิดเป็นที่ว่างขนาดพอเหมาะ หากรื้อหอพักพยาบาลเดิมออก แล้วพลิกการจัดวางใหม่ ก็จะเกิดที่ว่างด้านในใจกลาง ให้ทำเป็นพื้นที่สีเขียวเล็กๆ แบบ Pocket Park ได้

สวนเล็กๆ นี้ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาโครงการ Plan Achitect จึงออกแบบพื้นที่ชั้น 1 ของอาคารที่เป็นโถงโล่ง ให้เดินทะลุออกไปยังแลนด์สเคปใหม่นี้ได้

หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

นอกจากนั้น แนวคิดการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในโครงการก็ยังปรากฏในการออกแบบระเบียง หนึ่งในข้อกำหนดของการประกวดแบบว่า ต้องทำให้ระเบียงกว้างขวางพอสำหรับพยาบาลจะใช้งานอะไรก็ได้อย่างอิสระ รวมไปถึงการปลูกต้นไม้ ทั้งคู่คิดเพิ่มเติมจากโจทย์นั้น โดยนำแนวคิดเรื่องมุมมองและการสร้างความเป็นส่วนตัวมาเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบ มุมสามเหลี่ยมยื่นออกมาสลับฟันปลาอย่างแปลกตาที่เราเห็นด้านหน้าอาคารนั่นเอง

“เนื่องจากอาคารในละแวกมันประชันหน้ากันมาก เวลาเราอยู่ในห้องพัก แทบจะมองเห็นห้องฝั่งตรงข้าม เลยเป็นที่มาว่าเราทำระเบียงของแต่ละยูนิตให้เป็นสามเหลี่ยม มีมุมยื่นสลับกันไป เวลาเขาอยู่ในห้อง ก็มีมุมหลบเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับห้องตรงข้าม เมื่อยืนเกาะราวระเบียง ก็จะรู้สึกว่ามีมุมมองเอียงๆ หลบจากอาคารข้างเคียงด้วย

“พอเราสลับแนวของแต่ละห้องแต่ละชั้น ระเบียงก็จะเกิดพื้นผิวที่รับแสงธรรมชาติได้มากกว่าหอพักทั่วไปนิดหนึ่ง เพื่อให้การปลูกต้นไม้และการตากผ้าถูกสุขอนามัยขึ้น”

พวกเขาคิดฟังก์ชันบนระเบียงไว้หลายอย่าง ทั้งการเก็บเครื่องปรับอากาศ การเก็บเครื่องซักผ้า หรือการตากผ้าอย่างไม่ทำให้รกหูรกตา โดยใช้แผงอะลูมิเนียมกันสายตา อีกหนึ่งข้อดีที่ตามมาคือ เป็นตัวบังแดดไม่ให้จ้าเกินไป แต่มีแสงพอให้ปลูกต้นไม้ได้

หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

ไม่เพียงมีประโยชน์เฉพาะกั้นสายตา ด้านความงาม แผงฟาซาดหรือหน้ากากอาคารสีขาวสะอาดนี้ สะท้อนการใช้งานภายในออกสู่รูปลักษณ์ภายนอกได้อย่างน่าสนใจ โดดเด่นด้วยการสลับสับหว่างไปมาในแต่ละชั้นอย่างสมมาตร

หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

หอพักพยาบาล เพื่อพยาบาล

หอพักพยาบาลที่นี่เป็นสิทธิพิเศษด้านที่พักอาศัย โดยโรงพยาบาลจะมอบให้กับพยาบาลที่ไม่ได้แต่งงาน และกำหนดให้พยาบาล 2 คนพักร่วมกันใน 1 ห้อง

เมื่อคนสองคนที่อาจไม่ได้คุ้นเคยกันมาก่อนต้องมาอาศัยอยู่ด้วยกัน สถาปนิกจึงมีไอเดียจัดการปัญหาที่อาจเกิดจากการปะทะกันในอนาคต ด้วยการวางผังห้องพักแต่ละห้อง

“เราพยายามทำให้ห้องกว้างขึ้น เพื่อให้วางเตียงได้สองฝั่ง แล้วมีทางเดินอยู่ตรงกลาง พยาบาลแต่ละคนจะได้มีโซนเป็นของตัวเอง ห้องหนึ่งแบ่งออกเป็นครึ่งห้องของใครของมัน” เขาเล่าถึงความต่างกับห้องพักสำหรับ 2 คนที่เราเห็นทั่วไป เช่น ห้องของโรงแรม ซึ่งมักพบว่ามีเตียงอยู่ฝั่งหนึ่ง อีกฝั่งหนึ่งเป็นเคาน์เตอร์ยาวๆ แล้วก็มีทีวี 

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

ห้องพักที่ออกแบบขึ้นใหม่นี้ กำหนดให้มีขนาดประมาณ 5 x 8 เมตร รวมกับพื้นที่ระเบียง หรือรวมแล้วราว 40 ตารางเมตร ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่หากเทียบกับห้องพักในอาคารชุดรูปแบบอื่น ความน่าสนใจอีกอย่างอยู่ที่สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องกำหนดให้แยกใช้เป็นของตัวเอง ตั้งแต่เตียงนอน ตู้เสื้อผ้า ตู้เซฟ ตู้เย็น โต๊ะเครื่องแป้ง โทรทัศน์ หรือแม้แต่ราวตากผ้า

ส่วนห้องน้ำ ก็แยกห้องอาบน้ำ โถสุขภัณฑ์ และส่วนอ่างล้างหน้าออกจากกัน เผื่อเวลาผู้อาศัยต้องการใช้ห้องน้ำพร้อมกันในเวลาเร่งด่วน ก็ผลัดกันใช้แต่ละส่วนได้โดยไม่ต้องรอ

“เราได้ไปคุยกับผู้ใช้ก็กลายเป็นว่าเขาชอบมาก เพราะว่าเขาต้องการยิ่งกว่าที่เราคิดอีกคือ เขาต้องการทีวีสองเครื่อง เขาต้องการตู้เย็นสองตู้ด้วย เขาต้องการให้ทุกอย่างแยกกันหมดเลย” นภสรเล่าการเก็บฟีดแบ็กจากผู้ใช้จริง

การวางผังเช่นนี้ ยังสอดคล้องกับแนวคิดการรับลมเข้าสู่ห้องซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ เขาแยกส่วนครัวและห้องน้ำออกมาไว้ในหน้าห้อง มีผนังบานเลื่อนกั้นจากส่วนที่นอนด้านใน เมื่อต้องการรับลม สามารถเปิดประตูระเบียง เปิดประตูบานเลื่อน และเปิดประตูหน้าห้อง ปิดไว้เพียงประตูมุ้งลวดด้านหน้า ก็จะทำให้อากาศไหลเวียนผ่านจากข้างนอกเข้าสู่ข้างใน และทะลุผ่านไปยังปล่องระบายอากาศในใจกลางอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล
หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

รายละเอียดการออกแบบทั้งหมด สถาปนิกทั้งสองพัฒนาขึ้นจากการสอบถามจากประสบการณ์ของผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลใกล้ตัว รวมถึงพูดคุยกับผู้คนหลายฝ่ายในระหว่างการพัฒนาแบบ ทั้งกับผู้บริหาร พยาบาลที่จะมาอาศัยอยู่จริง รวมถึงแม่บ้านทำความสะอาด ซึ่งมีส่วนร่วมในการให้ความคิดเห็น อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในจุดที่พวกเขาไม่อาจคำนึงถึงได้ทุกมิติ

ตั้งแต่เรื่องความถี่ของซี่ราวระเบียงที่ต้องกว้างพอให้ง่ายต่อการทำความสะอาด แต่ไม่มากเกินจนกรองแสงสว่างไม่ได้ ไปจนถึงเรื่องของความสูงราวระเบียงในจุดต่างๆ ต้องมากกว่าขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อความต้องการทำร้ายตัวเองของผู้อยู่ เนื่องด้วยได้รับข้อมูลว่าผู้ประกอบอาชีพพยาบาลต้องประสบความเครียดในการทำงานสูง และพบภาวะเสี่ยงเช่นนี้ในเพื่อนร่วมงานเสมอ

“โชคดีที่ว่าโครงการนี้ไม่ถึงขั้นเป็นโครงการเชิงพาณิชย์ เขาเป็นหน่วยงานรัฐ เขาต้องคิดถึงเรื่องคุณภาพชีวิตของบุคลากรประมาณหนึ่ง เพราะว่าถ้าพยาบาลอยู่ดี เขาก็มีกำลังใจ ลดความเครียดได้ การออกแบบที่นี่หลายอย่างอาจดูมากเกินความจำเป็นจากโครงการอื่นๆ แต่คุณภาพชีวิตของคนก็จะดีขึ้น” วราให้ความคิดเห็น

“ถ้าเป็นงานในเชิงพาณิชย์ เราคงไม่ได้ทำแบบเดียวกันกับที่นี่” นภสรเสริม “งานราชการจะมีงบประมาณกับข้อกำหนดที่เขาต้องการเป๊ะๆ อยู่แล้ว ถ้าเราจัดสรรทุกอย่างให้ลงตัวได้ อยู่ในงบระมาณ แล้วเรายังเพิ่มความพิเศษให้เขาได้ด้วย เขาก็ไม่มีปัญหาว่าคุณจะมีลูกเล่นเพิ่มเติมอะไร”

หลังโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์ พวกเขาได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้อยู่อาศัย รวมถึงได้รับความสนใจจากผู้พัฒนาโครงการเอกชนหลายเจ้า จึงเป็นโอกาสดีที่โครงการนี้จะได้เป็นตัวอย่างให้กับการพัฒนาโครงการอาคารชุดทั้งหลายต่อไปในอนาคต

“ถ้าเราเอางานออกแบบตกแต่งเพื่อความสวยงาม ซึ่งเป็นเม็ดเงินมากประมาณหนึ่ง มาเติมใส่การจัดการพื้นที่ มาเติมใส่การใช้สอยในระยะยาว โครงการนั้นอาจแตกต่างและอาจดีขึ้น

“จังหวะนี้เราสื่อสารด้วยตัวเนื้องาน และนำโครงการขนาดใหญ่ ยูนิตเยอะนี้เป็นโครงการอ้างอิงได้ว่า ถ้าในงบประมาณเท่ากัน เราทำแบบนี้กับโครงการรูปแบบอื่นๆ ได้ โดยใช้การออกแบบเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา” วราให้ความคิดเห็นปิดท้าย 

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล
ภาพ : Panoramic Studio

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

รถบัสจอดลงช้าๆ ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ฉันไต่บันไดเตาะแตะลงมาพบกับไอร้อนระอุ 38 องศาเซลเซียสแบบไม่ทันตั้งตัว สายลมอุ่นที่พัดผ่านมาเป็นระลอกทำให้ใบหน้าร้อนผ่าวคล้ายจะเป็นไข้แดด

โอซาก้าในฤดูร้อน ร้อนมาก!

ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่เพียงครู่เดียว ชายญี่ปุ่นคนหนึ่งก็เปิดประตูบ้านออกมาทักทายด้วยสำเนียงคันไซ พร้อมเชื้อเชิญให้เข้าไปในบ้านสีขาวสะอาด หน้าตามินิมอล หลังกะทัดรัดตรงหน้า

บ้านหลังนี้ คือ MUJI Window House

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

ภายในบ้านขนาด 100 ตร.ม. มีคนอัดกันอยู่เกือบๆ 30 คน ประกอบไปด้วยคณะสื่อมวลชนและน้องๆ นักศึกษาฝึกงานในโครงการ AP Open House ที่ AP Thailand ตั้งใจพามาศึกษานวัตกรรมการออกแบบพื้นที่ใช้สอยและการก่อสร้างบ้านสำเร็จรูป ไกลถึงเมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า แบรนด์ที่ไม่มีแบรนด์อย่าง ‘MUJI’ ผู้จำหน่ายสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่ข้าวของเล็กๆ ในมือ เครื่องเขียน เครื่องสำอาง เสื้อผ้า จักรยาน ไปจนถึงรถยนต์ และยังมีของแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ มากมาย พวกเขาสร้างบ้านขายด้วย

จากการสำรวจด้วยสายตาอย่างคร่าวๆ ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่ความเย็นฉ่ำภายใน MUJI Window House บ้านหลังนี้คงความเป็นมูจิไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม ทั้งความงามแสนเรียบง่าย สีสันของวัสดุที่กลมกล่อมไปกับธรรมชาติ และการดีไซน์สเปซที่ให้ความรู้สึกน้อยแต่มาก แบบเดียวกับข้าวของชิ้นอื่นๆ ของแบรนด์มูจิเปี๊ยบ

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

“ขอให้ทุกคนมารวมตัวกันข้างหน้าต่างนะครับ” คุณสุสุมุ ซาโต้ Dwelling Space Operation Division แห่ง MUJI House ส่งเสียงบอก หลังจากปล่อยให้พวกเราเดินด้อมๆ มองๆ ตื่นตาตื่นใจไปกับมุมต่างๆ ภายในบ้านพักใหญ่

ฉันหันซ้ายหันขวามองหาจุดรวมตัว และเพิ่งสังเกตว่าบ้านหลังนี้มีหน้าต่างเยอะสมชื่อ Window House เลย

บ้านที่ไม่มีห้อง

“มูจิเริ่มโครงการบ้านมาตั้งแต่ปี 2000 หลังมีเสียงจากลูกค้าจำนวนมาก เสนอเข้ามาว่า อยากอยู่ในบ้านที่มูจิออกแบบ แต่กว่าจะค้บพบรูปแบบบ้านที่ตอบโจทย์คนญี่ปุ่น มูจิใช้เวลาพัฒนาบ้านต้นแบบ ลองผิดลองถูก อยู่กว่า 4 ปี จนในที่สุดก็เริ่มสร้างบ้านออกขายในปี 2004” คุณซาโต้เริ่มอธิบาย

ในช่วงแรกๆ ของการก่อตั้ง MUJI Good House Store ใช้ระบบสร้างบ้านตามใจผู้อยู่ คือลูกค้าต้องการใช้ชีวิตอย่างไร มูจิก็สร้างบ้านให้แบบนั้น แต่ปัญหาที่ตามมาเมื่อเวลาผ่านไป คือ เมื่อครอบครัวขยายขึ้น สมาชิกในครอบครัวและรูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป บ้านเหล่านั้นก็ไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอีกต่อไป

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

เมื่อบ้านไม่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัย เราก็ไม่มีทางเลือกที่จะต้องทุบหรือรีโนเวตบางส่วนของบ้านใหม่ ไอเดียหลักในการแก้ปัญหานี้คือ จะทำอย่างไรให้เราสามารถอยู่บ้านหลังเดิมไปได้ตลอด โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร

ในท้ายที่สุดมูจิก็ได้ข้อสรุปออกมาว่า สิ่งที่ควรทำคือการไม่กั้นห้อง เพื่อให้สเปซภายในบ้านเชื่อมต่อกันเป็นสเปซใหญ่สเปซเดียว และผู้อยู่อาศัยสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานแต่ละพื้นที่ในบ้านได้ โดยไม่ต้องมีการทุบ รื้อ ถอนใดๆ

“เมื่อบ้านไม่ถูกกั้นห้อง การสื่อสารของคนในครอบครัวก็จะมีมากขึ้น เพราะถึงไม่ได้พูดคุยกันตลอดเวลา แต่คนในบ้านต่างเห็นการมีอยู่ของกันและกัน”

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

อย่างที่รู้กันดีว่าประเทศญี่ปุ่นนั้นเต็มไปด้วยภัยพิบัติ ดังนั้น การสร้างบ้านที่สแปนเสากว้าง ไม่มีการกั้นห้อง เพื่อให้บ้านดูโล่ง โปร่ง โดยที่ยังแข็งแรงทนทานต่อพายุไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหว จึงเป็นอีกความท้าทายของมูจิ

หน่วยวัดระดับแผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่นใช้คือ ชินโดะ แบ่งความรุนแรงเป็น 7 ระดับ อย่างระดับที่ทำให้เกิดสึนามิคือระดับ 7 ซึ่งถือว่ารุนแรงมาก โดยกฎหมายญี่ปุ่นกำหนดให้โครงสร้างของบ้าน ต้องสามารถรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ถึงชินโดะ 6 และบ้านของมูจิทุกหลังสามารถรับแรงสั่นสะเทือนได้มากกว่าระดับที่กฎหมายกำหนด

“15 ปีนับตั้งแต่สร้างบ้านมูจิหลังแรก ประเทศญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ขึ้น 3 ครั้ง และบ้านมูจินับพันหลังที่กระจายอยู่ทั่วประเทศไม่เคยได้รับความเสียหายเลย” คุณซาโต้พูดพร้อมรอยยิ้ม

บ้านที่เต็มไปด้วยช่อง

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

คุณซาโต้บอกว่า สิ่งที่มูจิให้ความสำคัญคือความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน ระหว่างพื้นที่ภายในและภายนอก หน้าต่างบานใหญ่บริเวณห้องนั่งเล่น จึงมีไว้ให้คนในบ้านสามารถมองออกไปเห็นบรรยากาศนอกบ้านได้อย่างอิสระ

“หน้าต่างก็เหมือนกรอบรูปภาพที่มีชีวิต” ทุกคนในห้องพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย พลางมองออกไปยังต้นบ๊วยต้นเล็กที่กำลังสยายกิ่งก้านพลิ้วไหวไปกับสายลมหน้าร้อน

Window House จึงเป็นบ้านที่มีหน้าต่างเป็นหลัก ซึ่งสามารถปรับตำแหน่งของหน้าต่างให้เหมาะสมกับพื้นที่ๆ บ้านหลังนั้นตั้งอยู่ได้ เช่น ถ้าบ้านอยู่ติดกับภูเขา ทีมออกแบบของมูจิจะปรับตำแหน่งหน้าต่างให้สามารถมองเห็นภูเขาได้ หรือถ้าบ้านตั้งอยู่ในพื้นที่ๆ ค่อนข้างแออัด ก็สามารถปรับให้หน้าต่างอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นหรือเล็กลงได้

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

เมื่อบ้านมีหน้าต่างเยอะ การรักษาอุณหภูมิภายในบ้านจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทั้งการรักษาความเย็นช่วงหน้าร้อน และความอบอุ่นในหน้าหนาว

สิ่งที่ทำให้ฉันทึ่งมาก คือบ้านหลังนี้มีเครื่องปรับอากาศแค่ 2 ตัวเท่านั้น ชั้นบนและชั้นล่างอย่างละตัว

“เพราะหน้าต่างของบ้านมูจิมีขนาดใหญ่ การกันความร้อนความเย็นของกระจกหน้าต่างจึงเป็นสิ่งจำเป็น นวัตกรรมที่มาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ คือ Tripple Glass หรือการซ้อนกระจก 3 ชั้น เพื่อเป็นฉนวนรักษาอุณหภูมิ เมื่อสามารถควบคุมความร้อนและความเย็นภายในบ้านได้ เครื่องปรับอากาศจึงไม่จำเป็น มีแค่ 2 ตัวก็เพียงพอแล้ว เพื่อประหยัดพลังงานและลดค่าไฟฟ้าในบ้าน”

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

คุณซาโต้ชี้ให้ดูช่องเปิดขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ที่เชื่อมพื้นที่ชั้นบนและชั้นล่างของบ้านเข้าหากัน พร้อมเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี “ช่องเปิดตรงนี้ช่วยถ่ายเทและทำให้อากาศในบ้านหมุนเวียน ไม่ได้เจาะรูเพดานแค่เท่ๆ นะครับ ทุกอย่างทำเพื่อฟังก์ชัน”

บ้านที่สร้างจากโรงงาน

“บ้านหลังนี้มีพื้นที่ประมาณ 100 ตร.ม. ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานโดยเฉลี่ยของบ้านคนญี่ปุ่นในปัจจุบัน โดยมีราคาประมาณ 20.9 ล้านเยน หรือ 7 ล้านบาท เฉพาะค่าก่อสร้างบ้านไม่รวมค่าที่ดิน” คุณซาโต้เล่าต่อ

ถ้าเทียบกับประเทศไทย ราคานี้อาจทำให้ใครหลายคนสะดุ้ง แต่ที่ญี่ปุ่น บ้านราคาประมาณนี้ เทียบกับฟังก์ชันและคุณภาพของวัสดุต่างๆ ที่ลูกค้าได้รับ ถือว่าราคาเป็นมิตรทีเดียว

ที่มูจิสามารถลดต้นทุนการก่อสร้างบ้านลงมาได้ขนาดนี้ เพราะบ้านมูจิเป็น ‘บ้านสำเร็จรูป’ หรือ Prefabricated House ที่มีข้อดีคือสามารถสร้างเสร็จได้ในเวลาระยะสั้น และอยู่ในระดับราคาที่เอื้อมถึง แทบทุกองค์ประกอบในบ้าน ตั้งแต่สายไฟ ท่อ ไม้ เหล็กต่างๆ ตัดเป็นขนาดพอดีมาจากโรงงาน จากนั้นเอามาประกอบที่หน้างานเฉยๆ

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

“เมื่อทุกอย่างผลิตสำเร็จรูปมาจากโรงงาน ทำให้แรงงานที่ใช้น้อยลง ข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นก็ลดลงไปด้วย ทำให้ผลลัพธ์ในการก่อสร้างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญคือไม่มีเศษวัสดุเหลือใช้เลย”

คุณซาโต้อธิบายว่า หลังปี 2009 คนญี่ปุ่นเจเนอเรชันใหม่ต่างให้ความสนใจเรื่องภาวะโลกร้อนและ Footprint ที่เราทิ้งไว้กับโลก รวมถึงใส่ใจเรื่องการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

แนวคิดของมูจิในออกแบบผลิตภัณฑ์รวมถึงสร้างบ้านที่ลดการเพิ่มขยะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงได้ใจคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ไปเต็มๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาคนก็เริ่มให้การยอมรับบ้านมูจิ

“บ้านที่คนเคยสบประมาทว่าสวยแต่อยู่ไม่ได้ ปัจจุบันสร้างถึงปีละ 300 หลังทั่วญี่ปุ่น ด้วยทีมออกแบบเพียงแค่ 10 คนเท่านั้น”

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

บ้านมูจิใช้เวลาดำเนินการทั้งสิ้นประมาณ 11 เดือน นับตั้งแต่วันแรกที่ลูกค้าเดินเข้ามาบอกให้สร้างบ้านให้

5 เดือนแรกเป็นขั้นตอนการออกแบบ เพราะถึงแม้จะเป็น Prefabricated House แต่บ้านทุกหลังผ่านการ Customize ปรับบางส่วนให้ตอบสนองความต้องการของผู้เป็นเจ้าของบ้าน และให้เข้ากับพื้นที่ตั้งของบ้าน

1 เดือนครึ่งต่อมา เป็นขั้นตอนการคำนวณและตัดวัสดุที่ใช้ประกอบบ้านทั้งหมดในโรงงาน

และ 4 เดือนต่อมา เป็นขั้นตอนการประกอบบ้าน ซึ่งคุณซาโต้แอบกระซิบบอกว่า ไซต์งานก่อสร้างบ้านของมูจินั้นเนี้ยบนิ้ง สะอาดเอี่ยมมาก แทบไม่มีฝุ่นหรือคราบสกปรกเลย เพราะทุกอย่างทำสำเร็จมาแล้วจากโรงงาน

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

พวกเราโค้งขอบคุณคุณซาโต้ที่เดินออกมาส่งหน้าประตู

ทันทีที่ก้าวเท้าออกมาจากบ้าน สายลมอุ่นๆ ปะทะหน้าอีกครั้ง ตลอดเวลา 1 ชั่วโมงใน MUJI Window House ฉันลืมไปเสียสนิทว่าที่นี่คือ โอซาก้าในฤดูร้อน ที่ร้อนมาก!

แหงนหน้ามองท้องฟ้า หลังคาบ้านรูปสามเหลี่ยมสีขาวตัดกับสีฟ้าสดใส ดวงอาทิตย์ดูจะเจิดจ้ากว่าที่ประเทศไทยเสียอีก

‘เล็ก เรียบง่าย งดงาม’ นั่นล่ะคือคอนเซปต์ของบ้านหลังนี้

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

AP Open House คือโครงการที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาฝึกงานได้เข้ามาเรียนรู้กระบวนการทำงาน ผ่านการปฏิบัติงานจริง ภายใต้การดูแลของ AP Academy สถาบันเพื่อการเรียนรู้ครบวงจรด้านอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกในประเทศ โดย AP Thailand

จากผู้สมัครกว่า 3,000 จาก 77 สถาบันการศึกษา น้องๆ ทั้ง 50 คนที่ได้รับการคัดเลือก จะได้รับการฝึกอบรมความรู้ทั้งด้านนวัตกรรมการออกแบบก่อสร้าง และกระบวนการขายสินค้าอสังหาริมทรัพย์ผ่านแพลตฟอร์มใหม่ๆ โดยมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด

โดยน้องๆ ทั้ง 4 คนที่ได้ไปเยี่ยม MUJI Window Hose ที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น คือตัวแทนนักศึกษาจากโปรแกรมวิศวกรรมโยธา และโปรแกรมการตลาดและการขาย ที่มีผลงานการฝึกงานโดดเด่นตลอดระยะเวลา 2 เดือนของโครงการ

Writer & Photographer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load