ก่อนกำเนิดสภากาชาดไทย ประเทศสยามใน พ.ศ.2436 กำลังประสบภาวะสงครามภายใต้ความขัดแย้งกับฝรั่งเศสในเหตุการณ์ ร.ศ.112 เป็นเหตุให้สยามได้ก่อตั้ง ‘สภาอุณาโลมแดง’ กิจการสังคมสงเคราะห์ด้านการรักษาพยาบาล เพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชประสงค์ให้ก่อตั้งโรงพยาบาล ภายใต้การดำเนินงานของสภาอุณาโลมแดงหรือสภากาชาดสยามนี้เป็นการถาวร โดยพระราชทานนามไว้เพื่อเป็นพระราชานุสาวรีย์แด่รัชกาลที่ 5 พระบิดาผู้ทรงริเริ่มสภาอุณาโลมแดงว่า ‘โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์’ 

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในปัจจุบัน ได้พัฒนาเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และเป็นสถานที่ฝึกอบรมนิสิตของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยด้านการแพทย์ที่ได้รับมาตรฐานในระดับสากล

โรงพยาบาลเพิ่งได้ต้อนรับหอพักพยาบาลหลังใหม่ ผลงานการออกแบบของสถาปนิก Plan Architect แทนที่หอพักพยาบาลสูง 4 ชั้นหลังเก่า เพื่อเติมเต็มความต้องการที่อยู่อาศัยของบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น แม้เป็นอาคารพักอาศัยรวมขนาดใหญ่ด้วยความสูงถึง 26 ชั้น กับห้องพักมากกว่า 500 ห้อง หอพักพยาบาลแห่งนี้ก็เกิดขึ้นด้วยแนวคิดการสร้างพื้นที่ให้คนเป็นพยาบาลอยู่โดยเฉพาะ และเปี่ยมด้วยการใช้เครื่องมืองานออกแบบแก้ปัญหาในทุกรายละเอียด ตั้งแต่ทิศทางการวางตึก จนถึงความสูงของราวกันตก 

คอลัมน์หมู่บ้านที่สนใจเรื่องการออกแบบที่อยู่ศัยหลากหลาย จึงไม่พลาดชวน วรา จิตรประทักษ์ และ นภสร เกียรติวิญญู สองสถาปนิกผู้ดูแลโครงการ มาเล่าถึงแนวคิดเบื้องหลังทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียด

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

เปิดตึกรับลม

โครงการหอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เริ่มขึ้นจากการให้สถาปนิกส่งแบบเข้าประกวดแข่งขันในช่วงปลาย พ.ศ. 2558 โดย Plan Architect ผู้ชนะประกวดเล่าว่า มีโจทย์ที่ปรากฏในข้อกำหนดซึ่งแตกต่างจากโครงการโดยทั่วไป อย่างมีนัยสำคัญ 2 ข้อ ข้อแรกคือ ต้องสนองความต้องการของคณะพยาบาลที่นิยมอยู่อาศัยโดยเปิดหน้าต่างรับลม แทนการเปิดเครื่องปรับอากาศ และข้อสองคือ ต้องให้ระเบียงแต่ละห้องกว้างขวางพอสำหรับการปลูกต้นไม้

วรา จิตรประทักษ์ และ นภสร เกียรติวิญญู สองสถาปนิก ผู้ออกแบบหอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
วรา จิตรประทักษ์
วรา จิตรประทักษ์ และ นภสร เกียรติวิญญู สองสถาปนิก ผู้ออกแบบหอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
นภสร เกียรติวิญญู

“อาคารพักอาศัยรวมทั่วไปมักเป็นแบบ Double Loaded Corridor หรือแบบทางเดินร่วม มีทางเดินทางเดียว แล้วมีห้องพักขนานไปตามทางเดิน เหมือนอพาร์ตเมนต์ทั่วไป ประหยัด ประสิทธิภาพการใช้งานพื้นที่มาก แต่ก็ยากในการรับแสงและรับลมธรรมชาติเข้าสู่อาคาร

“สำหรับอาคารนี้ เราคิดว่าถ้าแยกตัวอาคารเป็น Single Loaded Corridor หรือแบบทางเดินเดียวสองทาง เอาลิฟต์คั่นไว้ตรงกลาง แล้วแบ่งห้องพักไปอยู่ทั้งสองฝั่ง จะทำให้เกิดปล่องระบายอากาศตรงกลาง แสงธรรมชาติเข้ามาที่ทางเดินตรงกลางได้ด้วย เวลากลางวันจะค่อนข้างสว่างโดยไม่ต้องเปิดไฟ และลมก็ยังผ่านถ่ายเทเข้ามาในอาคารได้” สองสถาปนิกจาก Plan Architect เริ่มต้นเล่าการตีโจทย์เป็นแนวคิด ซึ่งตรงกับคอนเซ็ปต์เอื้อประโยชน์แก่ผู้อยู่ในข้อแรก

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

หากฟังผิวเผิน อาจรู้สึกว่าเป็นการสูญเสียพื้นที่ใช้สอยจำนวนมาก แต่กลับกัน วราและนภสรอธิบายเพิ่มว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว มันมีประโยชน์ตรงจัดการไส้ในของอาคารอย่างตัวลิฟต์ให้อยู่ในตำแหน่งที่ไม่ไปเบียดบังพื้นที่ใช้สอยส่วนอื่น จัดสรรจำนวนห้องได้ครบถ้วนตามโจทย์ ไม่มีส่วนเกินจนต้องเพิ่มความสูงอาคาร ซึ่งจะมีภาระค่าใช้จ่ายในมิติอื่น และทางเดินสองฝั่งยังทำให้เกิดปล่องระบายอากาศใจกลาง ตามแนวคิดการรับลมเข้าสู่อาคารให้มากที่สุดได้ในเวลาเดียวกัน

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

อากาศร้อนจะลอยตัวจากต่ำขึ้นสูง ปล่องระบายอากาศนี้จึงมาพร้อมกับแนวคิดการออกแบบช่องรับลม 2 จุด เพื่อเป็นทางลมเข้า คือชั้นล่างสุด และกึ่งกลางอาคารที่กลายมาเป็นจุดเด่นด้านรูปลักษณ์ 

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

“ในการเจาะช่องลม เราใช้การคว้านยูนิตออกมา โดยตั้งใจให้เป็นสัญลักษณ์ของตรา ‘อุณาโลมแดง’ เพื่อให้สื่อถึงองค์กรสภากาชาด เราผูกโยงสัญลักษณ์นี้ให้อาคารมีความหมายมากขึ้นกว่าการเป็นเพียงอาคารพักอาศัย ให้พยาบาลที่ทำงานอยู่ในองค์กร เขาได้มีความภาคภูมิใจในองค์กรด้วย” 

สัญลักษณ์อุณาโลมแดงที่สถาปนิกกล่าวถึง ปรากฏบนชั้น 13 – 17 ของอาคาร โดยกรุโถงทั้งหมดด้วยไม้เทียมเพื่อสร้างจุดเด่นบนอาคารสูงสีขาว ไม่เพียงการรับลมและแสงธรรมชาติเข้าสู่อาคารให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยังทำหน้าที่เป็นส่วนกลางให้ผู้อยู่อาศัยออกมาใช้นั่งพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย ส่วนชั้นล่างสุดก็เป็นส่วนต้อนรับของหอพัก 

หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

เปิดระเบียงปลูกต้นไม้

อีกหนึ่งแนวคิดการพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของพยาบาลมากที่สุด คือการเพิ่มพื้นที่เขียว และการวางผังการใช้งานในส่วนต่างๆ ตั้งแต่ตัวอาคาร ไปจนถึงที่วางราวตากผ้า

ที่ตั้งของหอพักหลังใหม่อยู่ใจกลางอาคารพักอาศัยหลังอื่นๆ ในโรงพยาบาล ประกอบกับที่ดินค่อนข้างแออัดเพราะล้อมรอบไปด้วยกลุ่มอาคารสูง แต่มีข้อดีคือแต่ละอาคารเว้นระยะห่างกัน จนเกิดเป็นที่ว่างขนาดพอเหมาะ หากรื้อหอพักพยาบาลเดิมออก แล้วพลิกการจัดวางใหม่ ก็จะเกิดที่ว่างด้านในใจกลาง ให้ทำเป็นพื้นที่สีเขียวเล็กๆ แบบ Pocket Park ได้

สวนเล็กๆ นี้ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาโครงการ Plan Achitect จึงออกแบบพื้นที่ชั้น 1 ของอาคารที่เป็นโถงโล่ง ให้เดินทะลุออกไปยังแลนด์สเคปใหม่นี้ได้

หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

นอกจากนั้น แนวคิดการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในโครงการก็ยังปรากฏในการออกแบบระเบียง หนึ่งในข้อกำหนดของการประกวดแบบว่า ต้องทำให้ระเบียงกว้างขวางพอสำหรับพยาบาลจะใช้งานอะไรก็ได้อย่างอิสระ รวมไปถึงการปลูกต้นไม้ ทั้งคู่คิดเพิ่มเติมจากโจทย์นั้น โดยนำแนวคิดเรื่องมุมมองและการสร้างความเป็นส่วนตัวมาเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบ มุมสามเหลี่ยมยื่นออกมาสลับฟันปลาอย่างแปลกตาที่เราเห็นด้านหน้าอาคารนั่นเอง

“เนื่องจากอาคารในละแวกมันประชันหน้ากันมาก เวลาเราอยู่ในห้องพัก แทบจะมองเห็นห้องฝั่งตรงข้าม เลยเป็นที่มาว่าเราทำระเบียงของแต่ละยูนิตให้เป็นสามเหลี่ยม มีมุมยื่นสลับกันไป เวลาเขาอยู่ในห้อง ก็มีมุมหลบเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับห้องตรงข้าม เมื่อยืนเกาะราวระเบียง ก็จะรู้สึกว่ามีมุมมองเอียงๆ หลบจากอาคารข้างเคียงด้วย

“พอเราสลับแนวของแต่ละห้องแต่ละชั้น ระเบียงก็จะเกิดพื้นผิวที่รับแสงธรรมชาติได้มากกว่าหอพักทั่วไปนิดหนึ่ง เพื่อให้การปลูกต้นไม้และการตากผ้าถูกสุขอนามัยขึ้น”

พวกเขาคิดฟังก์ชันบนระเบียงไว้หลายอย่าง ทั้งการเก็บเครื่องปรับอากาศ การเก็บเครื่องซักผ้า หรือการตากผ้าอย่างไม่ทำให้รกหูรกตา โดยใช้แผงอะลูมิเนียมกันสายตา อีกหนึ่งข้อดีที่ตามมาคือ เป็นตัวบังแดดไม่ให้จ้าเกินไป แต่มีแสงพอให้ปลูกต้นไม้ได้

หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

ไม่เพียงมีประโยชน์เฉพาะกั้นสายตา ด้านความงาม แผงฟาซาดหรือหน้ากากอาคารสีขาวสะอาดนี้ สะท้อนการใช้งานภายในออกสู่รูปลักษณ์ภายนอกได้อย่างน่าสนใจ โดดเด่นด้วยการสลับสับหว่างไปมาในแต่ละชั้นอย่างสมมาตร

หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

หอพักพยาบาล เพื่อพยาบาล

หอพักพยาบาลที่นี่เป็นสิทธิพิเศษด้านที่พักอาศัย โดยโรงพยาบาลจะมอบให้กับพยาบาลที่ไม่ได้แต่งงาน และกำหนดให้พยาบาล 2 คนพักร่วมกันใน 1 ห้อง

เมื่อคนสองคนที่อาจไม่ได้คุ้นเคยกันมาก่อนต้องมาอาศัยอยู่ด้วยกัน สถาปนิกจึงมีไอเดียจัดการปัญหาที่อาจเกิดจากการปะทะกันในอนาคต ด้วยการวางผังห้องพักแต่ละห้อง

“เราพยายามทำให้ห้องกว้างขึ้น เพื่อให้วางเตียงได้สองฝั่ง แล้วมีทางเดินอยู่ตรงกลาง พยาบาลแต่ละคนจะได้มีโซนเป็นของตัวเอง ห้องหนึ่งแบ่งออกเป็นครึ่งห้องของใครของมัน” เขาเล่าถึงความต่างกับห้องพักสำหรับ 2 คนที่เราเห็นทั่วไป เช่น ห้องของโรงแรม ซึ่งมักพบว่ามีเตียงอยู่ฝั่งหนึ่ง อีกฝั่งหนึ่งเป็นเคาน์เตอร์ยาวๆ แล้วก็มีทีวี 

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

ห้องพักที่ออกแบบขึ้นใหม่นี้ กำหนดให้มีขนาดประมาณ 5 x 8 เมตร รวมกับพื้นที่ระเบียง หรือรวมแล้วราว 40 ตารางเมตร ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่หากเทียบกับห้องพักในอาคารชุดรูปแบบอื่น ความน่าสนใจอีกอย่างอยู่ที่สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องกำหนดให้แยกใช้เป็นของตัวเอง ตั้งแต่เตียงนอน ตู้เสื้อผ้า ตู้เซฟ ตู้เย็น โต๊ะเครื่องแป้ง โทรทัศน์ หรือแม้แต่ราวตากผ้า

ส่วนห้องน้ำ ก็แยกห้องอาบน้ำ โถสุขภัณฑ์ และส่วนอ่างล้างหน้าออกจากกัน เผื่อเวลาผู้อาศัยต้องการใช้ห้องน้ำพร้อมกันในเวลาเร่งด่วน ก็ผลัดกันใช้แต่ละส่วนได้โดยไม่ต้องรอ

“เราได้ไปคุยกับผู้ใช้ก็กลายเป็นว่าเขาชอบมาก เพราะว่าเขาต้องการยิ่งกว่าที่เราคิดอีกคือ เขาต้องการทีวีสองเครื่อง เขาต้องการตู้เย็นสองตู้ด้วย เขาต้องการให้ทุกอย่างแยกกันหมดเลย” นภสรเล่าการเก็บฟีดแบ็กจากผู้ใช้จริง

การวางผังเช่นนี้ ยังสอดคล้องกับแนวคิดการรับลมเข้าสู่ห้องซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ เขาแยกส่วนครัวและห้องน้ำออกมาไว้ในหน้าห้อง มีผนังบานเลื่อนกั้นจากส่วนที่นอนด้านใน เมื่อต้องการรับลม สามารถเปิดประตูระเบียง เปิดประตูบานเลื่อน และเปิดประตูหน้าห้อง ปิดไว้เพียงประตูมุ้งลวดด้านหน้า ก็จะทำให้อากาศไหลเวียนผ่านจากข้างนอกเข้าสู่ข้างใน และทะลุผ่านไปยังปล่องระบายอากาศในใจกลางอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล
หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

รายละเอียดการออกแบบทั้งหมด สถาปนิกทั้งสองพัฒนาขึ้นจากการสอบถามจากประสบการณ์ของผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลใกล้ตัว รวมถึงพูดคุยกับผู้คนหลายฝ่ายในระหว่างการพัฒนาแบบ ทั้งกับผู้บริหาร พยาบาลที่จะมาอาศัยอยู่จริง รวมถึงแม่บ้านทำความสะอาด ซึ่งมีส่วนร่วมในการให้ความคิดเห็น อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในจุดที่พวกเขาไม่อาจคำนึงถึงได้ทุกมิติ

ตั้งแต่เรื่องความถี่ของซี่ราวระเบียงที่ต้องกว้างพอให้ง่ายต่อการทำความสะอาด แต่ไม่มากเกินจนกรองแสงสว่างไม่ได้ ไปจนถึงเรื่องของความสูงราวระเบียงในจุดต่างๆ ต้องมากกว่าขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อความต้องการทำร้ายตัวเองของผู้อยู่ เนื่องด้วยได้รับข้อมูลว่าผู้ประกอบอาชีพพยาบาลต้องประสบความเครียดในการทำงานสูง และพบภาวะเสี่ยงเช่นนี้ในเพื่อนร่วมงานเสมอ

“โชคดีที่ว่าโครงการนี้ไม่ถึงขั้นเป็นโครงการเชิงพาณิชย์ เขาเป็นหน่วยงานรัฐ เขาต้องคิดถึงเรื่องคุณภาพชีวิตของบุคลากรประมาณหนึ่ง เพราะว่าถ้าพยาบาลอยู่ดี เขาก็มีกำลังใจ ลดความเครียดได้ การออกแบบที่นี่หลายอย่างอาจดูมากเกินความจำเป็นจากโครงการอื่นๆ แต่คุณภาพชีวิตของคนก็จะดีขึ้น” วราให้ความคิดเห็น

“ถ้าเป็นงานในเชิงพาณิชย์ เราคงไม่ได้ทำแบบเดียวกันกับที่นี่” นภสรเสริม “งานราชการจะมีงบประมาณกับข้อกำหนดที่เขาต้องการเป๊ะๆ อยู่แล้ว ถ้าเราจัดสรรทุกอย่างให้ลงตัวได้ อยู่ในงบระมาณ แล้วเรายังเพิ่มความพิเศษให้เขาได้ด้วย เขาก็ไม่มีปัญหาว่าคุณจะมีลูกเล่นเพิ่มเติมอะไร”

หลังโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์ พวกเขาได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้อยู่อาศัย รวมถึงได้รับความสนใจจากผู้พัฒนาโครงการเอกชนหลายเจ้า จึงเป็นโอกาสดีที่โครงการนี้จะได้เป็นตัวอย่างให้กับการพัฒนาโครงการอาคารชุดทั้งหลายต่อไปในอนาคต

“ถ้าเราเอางานออกแบบตกแต่งเพื่อความสวยงาม ซึ่งเป็นเม็ดเงินมากประมาณหนึ่ง มาเติมใส่การจัดการพื้นที่ มาเติมใส่การใช้สอยในระยะยาว โครงการนั้นอาจแตกต่างและอาจดีขึ้น

“จังหวะนี้เราสื่อสารด้วยตัวเนื้องาน และนำโครงการขนาดใหญ่ ยูนิตเยอะนี้เป็นโครงการอ้างอิงได้ว่า ถ้าในงบประมาณเท่ากัน เราทำแบบนี้กับโครงการรูปแบบอื่นๆ ได้ โดยใช้การออกแบบเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา” วราให้ความคิดเห็นปิดท้าย 

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล
ภาพ : Panoramic Studio

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

คอลัมน์หมู่บ้านหลาย ๆ ตอนที่ผ่านมา เราเล่าถึงชุมชนและโครงการสำหรับอยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่ เมื่อความจำเป็นทำให้เราต้อง Work from Home จึงมีอีกหนึ่งประเภทที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจ และตอบโจทย์การทำงานยุคใหม่อย่าง Home Office อาคารซึ่งรวมทั้งบ้านและที่ทำงานไว้ในที่เดียวกัน

จริง ๆ แล้วโฮมออฟฟิศเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นมานาน และได้รับความนิยมขึ้นตามวิถีชีวิตในโลกใหม่ หากย้อนไปราว 7 ปี ก็สอดรับกับกระแสธุรกิจขนาดเล็ก สตาร์ทอัพ หรือกระทั่งฟรีแลนซ์ ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพทย์หลายเจ้าเลือกพัฒนาโครงการประเภทโฮมออฟฟิศ และขยายตัวไปยังพื้นที่ใกล้รถไฟฟ้า รอบนอกศูนย์กลางธุรกิจ

หนึ่งในนั้น คือ HOF Sukhumvit 101/1 ซึ่งมองเห็นข้อแตกต่างเรื่องทำเล โดยความสนุกในแต่ละส่วนของโครงการ อยู่ที่สถาปนิกกระโดดลงมาทำอสังหาฯ เอง จึงใส่ใจต่อดีเทลการออกแบบเป็นพิเศษ ทำให้โซนออฟฟิศแยกจากโซนอยู่อาศัยอย่างชัดเจน ซึ่งตอบโจทย์การทำงานอย่างแท้จริง และส่วนที่เป็นบ้าน ก็ทำให้ที่อยู่ได้อย่างสบายใจด้วยฟังก์ชันที่ครบถ้วนควรมี 

จากความสำเร็จของโครงการแรกในวันนั้น ม่อน-สรกิจ กิจเจริญโรจน์ จึงชักชวน กวง-วรวุฒิ เอื้ออารีมิตร และ เช่-บุญชนะ มนต์ชัยตระกูล สองหุ้นส่วน มาร่วมกันทำ HOF Udomsuk ในชื่อบริษัท ‘UNI-Living’ ที่ยังคงแนวคิดเดิม ไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาพื้นที่เพื่อเติมเต็มฝันคนอยากมีบ้านที่ทำงานได้อย่างมืออาชีพ โดยไม่ลืมคิดเผื่อคุณภาพชีวิตผู้อยู่ที่ออกแบบไว้ให้หมดแล้ว

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง

HOF = Home and Office

โครงการ HOF Sukhumvit 101/1 เริ่มต้นจากที่ดินในบริเวณบ้าน หลังม่อนทำงานเป็นสถาปนิก เปิดบริษัทรับออกแบบร่วมกับหุ้นส่วน และได้มีโอกาสเรียนต่อด้านธุรกิจ ด้วยความจับพลัดจับผลู เมื่อเรียนจบคุณพ่อก็ปรึกษาว่ามีที่ดินอยู่หนึ่งแปลงในซอยบ้าน จะพัฒนาเป็นอะไรได้บ้าง เขามองเห็นเทรนด์เรื่องเทคโนโลยี การทำงานออนไลน์ และโฮมออฟฟิศ น่าจะมาแน่

“อาคารประเภทที่เรียกว่าโฮมออฟฟิศมันยังไม่เป็นที่นิยมเท่าตอนนี้เลย แค่พูดว่าโฮมออฟฟิศ ทุกคนก็จะถามว่าคืออะไร ตอนนั้นยังมีอยู่น้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นทาวน์โฮมเอย บ้านแถว จำได้ว่า Bid ค่า Google Ads ถูกมาก เพราะไม่มีใครใช้คีย์เวิร์ดนี้เลย”

ม่อนเล่าต่อว่าช่วงที่เขาทำการรีเสิร์ชตลาดโฮมออฟฟิศ พบว่าส่วนใหญ่แปลนจากทาวน์โฮมหรือบ้านแถว เป็นทรงแคบและลึก ถ้าจะปรับเป็นอาคารสำนักงานก็แค่จัดแปลนใหม่ ซึ่งบางที่ไม่ได้คิดถึงการไหลเวียนของอากาศหรือแสงไว้ เพราะต้องการให้อาคารนั้นมีห้องเยอะที่สุด

“ทุกคนจะขายมาเลยว่าสามห้องนอน สี่ห้องน้ำ สองห้องนั่งเล่น แล้วพอเป็นอย่างนั้นปุ๊บ ทุกอย่างมันบล็อกหมดเลย ลมไม่ได้ ตรงกลางจะเป็นที่ที่ตายที่สุด ปิดมืดที่สุด เพราะว่าแสงไม่เคยลง รู้สึกว่าถ้าเป็นเราอยู่ในพื้นที่แบบนั้น ไม่น่าจะแฮปปี้ แล้วพอเราไปเซอร์เวย์หลาย ๆ ที่ก็คล้ายกันหมด

“ด้วยตัวความเป็นนักออกแบบเอง มันไม่น่าใช่นะ การทำโฮมออฟฟิศประเภทนี้ควรจะมีบางอย่างที่ตอบโจทย์คนใช้งานได้ดีกว่านี้ แล้วที่สำคัญ มันควรจะสวยได้มากกว่านี้ เราก็เลยหยิบยกเรื่องนั้นมา แล้วบอกว่ามันจะมาเป็นจุดขายของเรา”

จุดขายที่ว่า คือตัวเขาเองที่เป็นสถาปนิกผู้หันมาทำโครงการที่อยู่อาศัย โดยใช้ดีไซน์มาเป็นตัวสร้างคุณค่าให้กับพื้นที่ ก็เลยเป็นโครงการที่ตั้งใจใส่การออกแบบมาเต็มที่ เช่น คอร์ทภายในทำให้แสงธรรมชาติเข้ามา เปิดหน้าต่างกระจกด้านหน้า และด้านหลัง ทำให้มี Ventilation Flow รวมถึงออกแบบคาแรกเตอร์หลังคาทรงจั่วแบ่งบ้านแต่ละหลัง ซึ่งเกิดจากการอยากให้เพดานชั้นบนสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ตามข้อกฎหมาย

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง
ภาพ : Integrated Field

เมื่อจุดขายข้อนี้นำมาหักล้างกับจุดขายเรื่องทำเล ที่ทั้งเป็นที่ดินกลางซอยส่วนตัว ห่างรถไฟฟ้า ต่างกับเจ้าอื่น ๆ ในตลาดอย่างสิ้นเชิง การนำการออกแบบซึ่งตอบโจทย์คนที่มองหาโฮมออฟฟิศที่ทั้งสวยและสเปซดีมาพิสูจน์นี้ ทำให้ HOF Sukhumvit 101/1 ขายหมดเกลี้ยง

HOF = Happiness and Opportunity

จากเฟสแรก ขยับสู่เฟสที่ 2 ที่ 3 กระทั่งที่ดินหมด ม่อนหยุดไปสักพัก เขาเผยว่าช่วงนั้นเป็นเวลาที่นั่งทบทวนว่าจะทำต่อดีไหม เพราะมีงานประจำเป็นสถาปนิกอยู่แล้ว แล้วถ้าทำต่อจะทำไปเพื่ออะไร

“ผมรู้สึกว่าเหตุผลของการทำงานออกแบบหรืออะไรก็ตาม ผมไม่ได้ทำทุกอย่างเพื่อเงินอย่างเดียว ก็เลยมานั่งคิดว่าจริง ๆ แล้วอสังหาฯ มีข้อดียังไง สุดท้ายก็ค้นพบเป้าหมายที่เราต้องการทำ คือเราอยากพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนให้ดีขึ้นจริง ๆ ด้วยการใช้งานออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ใส่ลงไป ไม่ว่าเราจะออกแบบบ้านให้ใคร หรือทำอาคารอย่างนี้ขาย และสิ่งที่เกิดขึ้นจะขอเรียกว่าเป็นความรู้สึกสำเร็จเล็ก ๆ นะ ที่ที่นี่ถูกยกเป็นกรณีศึกษาค่อนข้างเยอะ เราทำให้ลูกค้าเห็นว่ามันมีทางเลือกนะ มันพัฒนาต่อไปได้ แล้วอย่างน้อยมันขับเคลื่อนให้วงการนี้ขึ้นไปอีกสักนิดหนึ่ง ผมก็แฮปปี้แล้ว”

สิ่งที่เจ้าตัวค้นพบต่อจากนั้น เปลี่ยน HOF ที่เดิม ย่อมาจาก Home and Office เป็น Happiness and Opportunity ที่สร้างทั้งความสุขและโอกาส

“อสังหาฯ ในยุคนี้มันต้องเป็นแบบนี้ เราเชื่อว่าคนสมัยนี้ที่เลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ เขาไม่ได้ซื้อเรื่อง Emotion หรือซื้อแค่ Function แล้ว แต่เขาดูว่าซื้อไปแล้วมันคุ้มค่าไหม สร้างโอกาสอะไรให้กับเขาได้บ้างไหม ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ มันเหมือนการลงทุนอะไรสักอย่าง ในขณะที่เราลงทุนนั้น เรามีความสุขกับที่ที่นั่นได้ด้วย” เขาเล่าถึงคีย์เวิร์ดสำคัญที่เป็นอีกหนึ่งหัวใจของโครงการโฮมออฟฟิศหลังใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น 

“จะดีกว่าไหมถ้ามันสวยด้วย ฟังก์ชันครบด้วย และมีโอกาสบางอย่างให้กับพื้นที่เขาด้วย”

เมื่อตัดสินใจทำต่อ เขาชวนหุ้นส่วนที่มีเป้าหมายเดียวกันอีก 2 คนมาเสริมทัพ ทั้งกวง ผู้มีประสบการณ์ด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเป็นพาร์ตเนอร์อยู่ที่บริษัท IF ด้วยนับสิบปีแล้ว มาดูแลเรื่องกำหนดทิศทางการออกแบบและโปรดักต์ของบริษัท ส่วน เช่ ผู้เชี่ยวชาญซึ่งอยู่ในแวดวงด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มาเติมทีมในด้านการหาที่ดิน รวมถึงการมองหาโอกาสของการพัฒนาพื้นที่ พวกเขาตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ ใช้ชื่อว่า UNI-Living โดยกวงและม่อน ยังควบตำแหน่งสถาปนิกของบริษัท IF (Integrated Field) ผู้ออกแบบโครงการ HOF Udomsuk ด้วย

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง

“Uni มันคือหน่วยเล็กท่ีสุด เราเชื่อในเรื่องของงานออกแบบที่เรียบง่ายแต่ใส่ใจในรายละเอียด แม้กระทั่งจุดที่เล็กที่สุดมันก็มีความสำคัญเหมือนกัน แล้วอีกอย่างความเชื่อของ UNI-Living คือเราต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนให้ดีขึ้นด้วยการใช้งานออกแบบ ไม่ว่าเป็นอะไรก็ตาม จะเห็นว่าเราไม่ได้ตั้งชื่อบริษัทที่เป็น Development เราไม่อยากเรียกตัวเองว่าเป็น Developer ด้วยซ้ำ เพราะว่าแผนในอนาคต เราคิดว่าจะทำยังไงให้มันมากกว่าการเป็นอสังหาริมทรัพย์ มันอาจจะมีโปรดักต์หรือมีอื่น ๆ ที่พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนให้ขึ้นได้ด้วย” เขากลับมาย้ำเป้าหมายด้วยชื่อบริษัทใหม่

Work at Home

เมื่อตัดสินใจทำต่อ การบ้านแรกพวกเขากลับไปดูว่าโครงการ HOF 1 ว่า การออกแบบอันไหนเป็นเรื่องที่ดี และมีอะไรต้องแก้ไขหรือทำให้ดีขึ้นได้ ด้วยการเซอร์เวย์ลูกค้าที่ซื้อไปทั้งหมด ทั้งใช้วิธีทำแบบสอบถามและพูดคุยถึงการใช้งานจริง จึงได้เห็นคอมเมนต์น่าสนใจหลายประเด็น และจากนั้นจึงมองหาโอกาสจากทำเล

HOF Udomsuk อยู่ในซอยอุดมสุข 18 ระยะทางจากรถไฟฟ้าราว 600 เมตร อนาคตกำลังจะมี Bangkok Mall โครงการห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในไทยเกิดขึ้นอยู่ในระยะ 100 เมตร ซึ่งเช่ให้ข้อสังเกตเรื่องทำเลนี้ว่า จะกลายเป็นฮับที่เกิดขึ้นใหม่ มีโอกาสในเชิงการสร้างมูลค่าของที่ดิน และเห็นว่าจะมีการเติบโตขึ้นในอนาคต

“เราเลือกดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใช้เวลาหกถึงแปดเดือน แล้วผมนึกก็ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนผมอายุยี่สิบสี่ ก่อนมี Emporium ที่ดินซอยนั้นวาละประมาณแสนกว่า ซึ่งพอเอ็มโพเรียมเปิดกลายเป็นสี่แสนห้า แล้วทุกวันนี้ซื้อขายกันประมาณล้านกว่า ผมก็เลยคิดว่าแปลงนี้ อนาคต ศักยภาพมันต้องเป็นประมาณนั้นแน่เลย”

มีทำเลที่ตรงใจแล้ว เรื่องของการออกแบบ ก็ไม่ใช่แค่จับฟังก์ชันการเป็นบ้านหรือออฟฟิศใส่เข้าไปในอาคารแล้วจบ พวกเขาคิดถึงการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า แก้ปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัวและความรู้สึกปลอดภัยให้กับผู้อยู่

ตั้งแต่เรื่องที่จอดรถ แก้ปัญหาคลาสสิกนี้ด้วยการกดพื้นให้มีระดับต่ำกว่าพื้นดินลงไป 0.9 เมตร และยกพื้นชั้นหนึ่งขึ้นสูงขึ้นไป 2 เมตร ทำที่จอดรถใต้ดินไว้ให้ 5 – 8 คันต่อหลัง

“เราให้ความสำคัญเรื่องพื้นที่สาธารณะ เราเห็นมาตลอดว่าเวลาโครงการมีที่จอดรถได้น้อย ทุกคนไปจอดริมถนนบ้าง พื้นที่ส่วนกลางโครงการบ้าง จอดหน้าบ้านใครกันบ้าง เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น เราอยากให้ทุกคนรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองมีได้”

HOF Udomsuk ขนาด 3.5 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยต่อหลัง 388 ตารางเมตร การแบ่งโซนออฟฟิศให้อยู่ 2 ชั้นล่าง ส่วน 2 ชั้นบนเป็นบ้าน ใช้ลิฟต์แยกการเข้าถึงของ 2 ชั้น โดยส่วนออฟฟิศจะขึ้นไปชั้นบนบ้านไม่ได้เลย ส่วนคนที่อยู่บ้านก็ออกไปได้เลยโดยไม่ต้องผ่านชั้นออฟฟิศ

“เท่ากับว่าโอกาสที่เกิดขึ้นคือ ถ้าคุณซื้อไปแล้วคุณอยากได้บ้าน แล้วคุณจะใช้แค่สองชั้นนี้ คุณแฮปปี้แล้ว สองชั้นล่างคุณปล่อยเช่าได้นะ ในขณะเดียวกัน ถ้าคุณซื้อเป็นออฟฟิศ ใช้สองชั้นล่างเต็มแล้ว สองชั้นบนปล่อยให้ใครมาเช่าเป็นบ้านก็ได้ คุณจ่ายไป สุดท้ายผลตอบแทนตรงนี้กลับมาได้ด้วย

“สองชั้นล่าง ชั้นหนึ่ง กับชั้นลอย มีเป็นฟังก์ชันที่เป็น Open Space เราไม่ได้กั้นห้องอะไรให้เลย เพราะเชื่อว่า เหตุผลของการเป็นพื้นที่ Open-plan แบบนี้ เปิดโอกาสให้ทำฟังก์ชันข้างล่างเป็นอะไรก็ได้ คุณอยากทำสตูดิโอ อยากทำร้านค้าเล็ก ๆ อยากทำพื้นที่จัดโชว์ของ ทำได้หมดเลย แล้วที่สำคัญ ชั้นลอยเราออกแบบเตรียมโครงสร้างเอาไว้เพื่อรองรับการต่อเติมในอนาคต ซึ่งโครงการแรกก็มีอยู่แล้ว แต่เราทำเป็นปูนปิดเอาไว้ พอลูกค้าจะต่อเติมชั้นลอยมันยากมาก โครงการนี้เลยเตรียมคานเหล็กรัดรอบไว้ให้ แค่เอาเหล็กวาง แล้วปูพื้นก็จบเลย ทำเสร็จได้ในเวลาไม่เกินสองวัน เมื่อต่อเติมการใช้งานได้ มันก็เป็นโอกาสการเติบโตในอนาคตของเขาต่อไป”

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง
HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ยังออกแบบการวางระบบไฟ จุดเชื่อมต่อปลั๊กไฟ ระบบการใช้งานคอมพิวเตอร์ ท่อแอร์ ตำแหน่งเสาและคาน และงานระบบอื่น ๆ ที่เอื้อให้เกิดความสะดวกสบายไว้ด้วย

Home that works

“กลับมาเรื่องบ้าน ความเป็นบ้านคือการที่เรารู้สึกว่ามันคือความสุข ทีนี้ความสุขมาด้วยวิธีการไหนได้บ้าง เราตั้งใจออกแบบให้มีฟังก์ชันทุกอย่างในความเป็นบ้านหมดเลย เหมือนยกบ้านมาไว้ที่ชั้นนี้เลย เพราะฉะนั้น มันมีทั้งห้องครัวที่ทำอาหาร ทำผัดกะเพราได้จริงจัง มีพื้นที่กินข้าว มีพื้นที่นั่งเล่น มีห้องนอนใหญ่ ห้องน้ำ มี Walk-in Closet แล้วก็มีพื้นที่สวนเล็ก ๆ ด้วย” ม่อนเล่าขณะพาเดินไปดูยังส่วนอยู่อาศัย

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง
HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง

เมื่อลิฟต์เปิดออกจะพบกับชานบ้าน พื้นที่ Semi-Outdoor ที่มีประตูเลื่อนเปิดปิดได้ เชื่อมต่อไปยังห้องนั่งเล่นแบบดับเบิ้ลสเปซด้านใน พร้อมเจาะช่องหน้าต่างทั้งด้านหน้าและด้านหลังบ้าน เพื่อเกิดการไหลเวียนของลมที่เหมาะสม 

 ดีเทลเล็กน้อยที่เขาแอบใส่ไว้ตั้งแต่หน้าลิฟต์เลยคือพื้นกระเบื้อง ให้เหมือนเดินเข้าหน้าบ้านและล้างทำความสะอาดง่าย เป็นพื้นที่สำหรับเลี้ยงสัตว์ พร้อมพื้นที่สำหรับทำสวนเล็ก ๆ ได้ ส่วนหน้าลิฟต์ซ่อนตู้เก็บรองเท้าและงานระบบไว้อย่างเนียนตา

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง

“อันนี้เป็นพื้นที่หัวใจสำคัญของบ้านหลังนี้ ในการสร้างความสุขที่เราตั้งใจออกแบบตั้งแต่ตอนแรก มันเปลี่ยนได้ด้วยนะ เพราะว่าเราไม่รู้ว่าการใช้งานของแต่ละคนเป็นยังไง พอปิดประตูบานนี้แล้วเลื่อนบานนี้ออก จะเห็นว่ามันเชื่อกันเป็นสเปซเดียวกันได้ 

“อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นความสุข ซึ่งเรารู้สึกว่ามันตอบโจทย์ก็คือ การออกแบบที่ช่วยให้สุขภาพของคนที่อยู่อาศัยนั้นดีที่สุด มันคือเรื่องเบสิกเลย คือ Orientation การวางอาคารถูกทิศ เรื่องแสงและลมธรรมชาติ จะเห็นว่าด้านหน้าด้านหลังกระจกเปิดเต็มบาน เปิดได้ อากาศไหลเวียน แล้วเราก็ทำตรงกลางให้เป็นพื้นที่โล่ง มี Skylight ตั้งใจให้แสงธรรมชาติมันลงมา ถ้าปิดไฟทุกอย่างก็ยังจะสว่างอยู่ แล้วสุดท้ายเรามองไปในเรื่องของรายละเอียดการออกแบบด้วย” ม่อนเล่าพลางพาไปชี้หลาย ๆ จุดให้ดู

ไล่ตั้งแต่องค์ประกอบทางวัสดุที่เห็นทั้งหมดที่นี่ ผู้ซื้อจะได้ทั้งหมดตามนั้น เพราะเป็นสิ่งที่ตั้งใจออกแบบและเลือกมาว่าให้แล้วว่าสวย 

“เราออกแบบให้คุณเรียบร้อยแล้วแปดสิบเปอร์เซ็นต์ แล้วผมไม่อยากใช้คำว่า Fully Furnished ด้วย เพราะยี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่หายไปลูกค้าต้องเติมเอง ด้วยเฟอร์นิเจอร์สวย ๆ ที่เป็นตัวคุณลงไป ถ้ายกเก้าอี้ ยกโต๊ะ ยกโคมไฟ ต้นไม้กระถาง ยกออกไปปุ๊บ นี่คือตามนั้นเลย พื้นฝ้าตามนี้เป๊ะ ตู้ทีวีมีเก๊ะเก็บของ เราออกแบบไว้ให้เรียบร้อยหมดแล้ว ไฟทุกดวงที่คุณเห็น เราก็ใช้ Lighting Designer เข้ามาทำให้ แล้วเรื่องของอุปกรณ์ที่ดี สีก๊อกน้ำ ต้องเป็นสีดำตัดกับโต๊ะสีขาว แล้วสีขาวมันแมตช์กับพื้นกระเบื้องสีเทา มาเจอต้นไม้สีเขียวตรงนี้ก็จะสวย แต่ต้นไม้คุณชอบต้นอะไรคุณก็เลือกเองได้

“ผมรู้สึกว่าอันนี้ก็เป็นความสุขเล็ก ๆ อย่างหนึ่ง ที่ลูกค้าจะต้องเข้ามาเติมบ้านให้มันเต็มด้วยตัวของเขาเอง”

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง

in Design, in Details

ด้วยความเป็นสถาปนิก รายละเอียดในเชิงการออกแบบเลยเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่มองข้ามสักจุด และเสริมเทคโนโลยี Home Automation ต่าง ๆ เข้าไปด้วย

ที่น่ารักคือ ราวกันตกหลังบ้านในส่วนพื้นที่ซักล้าง ทำเป็นราวแขวนผ้าได้ด้วย ปรับจากฟีดแบ็กโครงการแรกที่ไม่มีที่ตากผ้า ซึ่งถ้าไม่อยากให้หลังบ้านดูรก ก็แขวนต้นไม้หรือทำมูลี่บังตาได้

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง

นอกจากดีไซน์เรื่องแสงเกี่ยวกับการใช้งานแล้ว ยังออกแบบเพื่อความสวยงามด้วย ความสว่างจากช่องแสงเหนือบันไดที่สาดมาตรงผนัง เป็นความตั้งใจด้านองค์ประกอบเรื่องความสวยงาม บันไดไม้จริงคล้ายก้อนยื่นออกมาจากตัวผนัง หากลองนั่งบนโซฟา ก็เห็นเป็นภาพภาพหนึ่งบนผืนผนังออกสีเทา ๆ และบันไดก็ดูราวกับมีมิติลอยออกมา ตรงราวมือจับขึ้นบันไดออกแบบ Lighting ใส่เข้าไปตรง ๆ เลยไม่จำเป็นต้องมีไฟห้อยให้ยุ่งยากกับการเปลี่ยนเมื่อหลอดขาด และยังเจาะช่องให้แสงธรรมชาติลงกระทบต้นไม้ เห็นเป็นเงาต้นไม้ร่มรื่นบนผนัง

เปิดโฮมออฟฟิศขนาด 3.5 ชั้น ในซอยอุดมสุข ฟังเบื้องหลังการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการออกแบบ ผ่านแนวคิดสร้างความสุขและโอกาส
เปิดโฮมออฟฟิศขนาด 3.5 ชั้น ในซอยอุดมสุข ฟังเบื้องหลังการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการออกแบบ ผ่านแนวคิดสร้างความสุขและโอกาส

ชั้นบนสุดมีเพียงห้องนอน Master Bedroom ที่คาแรกเตอร์ของสเปซเป็นหลังคารูปทรงจั่ว ภายในห้องเน้นโทนสีขาวสบายตา มี Walk-in Closet ความยาวขนาด 5 เมตร และห้องน้ำในตัว ซึ่งใช้งานได้พร้อมกัน 2 คน

ไม่ง่ายเลยที่จะขายบ้านขนาด 1 ห้องนอน

“ทุกคนก็แบบจะบ้าหรอ ทุกวันนี้เขาขายกันสาม สี่ห้องนอนนะ คุณมาขายหนึ่งห้องนอนได้ยังไง” เขาพูดแทนสิ่งที่เรากำลังคิด

“ปรากฏว่าลูกค้าจากโครงการเราแฮปปี้ เพราะทาร์เก็ตเราเป็นกลุ่มอายุประมาณยี่สิบปลาย ๆ สามสิบกลาง ๆ ไม่เกินสี่สิบเป็นคนเน้นคุณภาพของพื้นที่ และอย่างมากก็มีลูกหนึ่งคน เขาได้จัดพื้นที่ของตัวเอง เราก็ได้เรียนรู้จากตรงนั้น ซึ่งจริง ๆ มันเริ่มที่หนึ่งห้องนอนนะ แล้วเราออกแบบพื้นที่ให้ปรับเปลี่ยนการใช้งานเป็นสองห้องนอนได้”

เปิดโฮมออฟฟิศขนาด 3.5 ชั้น ในซอยอุดมสุข ฟังเบื้องหลังการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการออกแบบ ผ่านแนวคิดสร้างความสุขและโอกาส
เปิดโฮมออฟฟิศขนาด 3.5 ชั้น ในซอยอุดมสุข ฟังเบื้องหลังการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการออกแบบ ผ่านแนวคิดสร้างความสุขและโอกาส

“ห้องน้ำก็เป็นฟีดแบ็กจากโครงการที่แล้วเหมือนกัน อันเก่ามันจิ๋วมาก คราวนี้ก็เลยใหญ่ขึ้น อยากรู้สึกว่าไม่ได้เป็นห้องน้ำปิด เพราะแสงธรรมชาติสัมพันธ์กับห้องน้ำ ต้องได้รับแสงที่ดีเพื่อฆ่าเชื้อ แล้วก็เรื่องลมให้มันไหลเวียน แสงส่องลงสองข้างนี้ได้” ม่อนอธิบายก่อนเดินนำไป เพื่อชี้ให้เห็นทั้งสองฝั่งห้องน้ำ มีกั้นพื้นที่เล็ก ๆ เจาะช่องสกายไลต์ไว้ด้านบน ฝั่งหนึ่งมีพื้นที่สำหรับซักล้าง วางเครื่องซักผ้า และทำโครงเหล็กแขวนเป็นราวตากผ้าไว้

เปิดโฮมออฟฟิศขนาด 3.5 ชั้น ในซอยอุดมสุข ฟังเบื้องหลังการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการออกแบบ ผ่านแนวคิดสร้างความสุขและโอกาส
เปิดโฮมออฟฟิศขนาด 3.5 ชั้น ในซอยอุดมสุข ฟังเบื้องหลังการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการออกแบบ ผ่านแนวคิดสร้างความสุขและโอกาส

ที่ขาดไม่ได้คือพื้นที่สีเขียวเล็ก ๆ เขาทำกระถางปลูกต้นไม้หน้าบ้านไว้ให้ทุกหลัง และวางระบบน้ำ Sprinkles Automation ไว้แล้ว ข้อดีคือทำให้แต่ละคนดูแลต้นไม้ของตัวเองให้ดีงามต่อไป สุดท้ายการที่ทุกคนต่างคนต่างดูแลหน้าบ้านของตัวเองให้ดี พื้นที่สาธารณะตรงกลางเป็นมิตรทางสายตาไปด้วย

Valuable Community Service

สิ่งหนึ่งที่ HOF Udomsuk มีไม่เหมือนอุดมคติโครงการบ้านของหลาย ๆ คน คือ Facility ส่วนกลาง พวกเขาบอกว่าพื้นที่นี้ไม่ได้ตั้งใจไปถึงการทำแบบบ้านจัดสรร แต่อยากสร้างชุมชนเล็ก ๆ มากกว่า เพื่อให้ต่างคนต่างช่วยกันดูแลซึ่งกันและกัน ให้เหมือนที่ HOF Sukhumvit 101/1 กลายเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนจริง ๆ

“ตอนแรกก็กังวลนะว่าโครงการทั่วไปมีส่วนกลาง แต่พอเราไม่มี เขา (ลูกบ้าน) ก็แฮปปี้ เขาบอกว่าดีจังเลย จะได้ไม่ต้องมาเสียค่าส่วนกลางที่ก็ไม่ได้ใช้ อย่างบ้านแต่ละหลังเขารู้จักกัน ตอนเย็นก็เอาหมามาจูง มาเจอกัน แล้วสุดท้ายความเจ๋งคือ เวลาบ้านไหนไม่อยู่ ก็ฝากบ้านกับอีกหลังหนึ่งว่าช่วยดูทีนะ เหมือนเพื่อนบ้านเป็นคอมมูนิตี้ที่มันเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะด้วยกลุ่มผู้อยู่ถูกเลือกด้วยโปรดักต์มาแล้วว่าค่อนข้างคล้ายกัน จริง ๆ ทำออฟฟิศอยู่ตรงนั้นด้วย เราเห็นการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างหมดเลย เห็นบ้านสามบ้านเขามาเล่นกันที่ออฟฟิศเรา เอาหมามาเล่นกับพนักงานเรา เราก็คิดว่าดีจัง ไม่ต้องมีคลับเฮ้าส์ แต่กลายเป็นเพื่อนบ้านกันจริง ๆ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่แจ๋วสำหรับผมนะ

“สิ่งที่เราเห็นและเราก็แฮปปี้ คือเราได้เห็นเขาใช้พื้นที่ที่เราสร้าง สร้างคุณภาพชีวิตของเขาให้มันดีขึ้น ธุรกิจของเขามันก็เติบโตขึ้น เป็นสังคม เป็นชุมชนเล็ก ๆ ที่มีการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ผมรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้คือเป้าหมายที่เราอยากเห็นจากการทำโปรเจกต์นี้ขึ้นมาจริง ๆ”

เปิดโฮมออฟฟิศขนาด 3.5 ชั้น ในซอยอุดมสุข ฟังเบื้องหลังการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการออกแบบ ผ่านแนวคิดสร้างความสุขและโอกาส
ภาพ : Integrated Field

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี(กับเธอ)

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load