ก่อนกำเนิดสภากาชาดไทย ประเทศสยามใน พ.ศ.2436 กำลังประสบภาวะสงครามภายใต้ความขัดแย้งกับฝรั่งเศสในเหตุการณ์ ร.ศ.112 เป็นเหตุให้สยามได้ก่อตั้ง ‘สภาอุณาโลมแดง’ กิจการสังคมสงเคราะห์ด้านการรักษาพยาบาล เพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชประสงค์ให้ก่อตั้งโรงพยาบาล ภายใต้การดำเนินงานของสภาอุณาโลมแดงหรือสภากาชาดสยามนี้เป็นการถาวร โดยพระราชทานนามไว้เพื่อเป็นพระราชานุสาวรีย์แด่รัชกาลที่ 5 พระบิดาผู้ทรงริเริ่มสภาอุณาโลมแดงว่า ‘โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์’ 

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในปัจจุบัน ได้พัฒนาเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และเป็นสถานที่ฝึกอบรมนิสิตของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยด้านการแพทย์ที่ได้รับมาตรฐานในระดับสากล

โรงพยาบาลเพิ่งได้ต้อนรับหอพักพยาบาลหลังใหม่ ผลงานการออกแบบของสถาปนิก Plan Architect แทนที่หอพักพยาบาลสูง 4 ชั้นหลังเก่า เพื่อเติมเต็มความต้องการที่อยู่อาศัยของบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น แม้เป็นอาคารพักอาศัยรวมขนาดใหญ่ด้วยความสูงถึง 26 ชั้น กับห้องพักมากกว่า 500 ห้อง หอพักพยาบาลแห่งนี้ก็เกิดขึ้นด้วยแนวคิดการสร้างพื้นที่ให้คนเป็นพยาบาลอยู่โดยเฉพาะ และเปี่ยมด้วยการใช้เครื่องมืองานออกแบบแก้ปัญหาในทุกรายละเอียด ตั้งแต่ทิศทางการวางตึก จนถึงความสูงของราวกันตก 

คอลัมน์หมู่บ้านที่สนใจเรื่องการออกแบบที่อยู่ศัยหลากหลาย จึงไม่พลาดชวน วรา จิตรประทักษ์ และ นภสร เกียรติวิญญู สองสถาปนิกผู้ดูแลโครงการ มาเล่าถึงแนวคิดเบื้องหลังทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียด

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

เปิดตึกรับลม

โครงการหอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เริ่มขึ้นจากการให้สถาปนิกส่งแบบเข้าประกวดแข่งขันในช่วงปลาย พ.ศ. 2558 โดย Plan Architect ผู้ชนะประกวดเล่าว่า มีโจทย์ที่ปรากฏในข้อกำหนดซึ่งแตกต่างจากโครงการโดยทั่วไป อย่างมีนัยสำคัญ 2 ข้อ ข้อแรกคือ ต้องสนองความต้องการของคณะพยาบาลที่นิยมอยู่อาศัยโดยเปิดหน้าต่างรับลม แทนการเปิดเครื่องปรับอากาศ และข้อสองคือ ต้องให้ระเบียงแต่ละห้องกว้างขวางพอสำหรับการปลูกต้นไม้

วรา จิตรประทักษ์ และ นภสร เกียรติวิญญู สองสถาปนิก ผู้ออกแบบหอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
วรา จิตรประทักษ์
วรา จิตรประทักษ์ และ นภสร เกียรติวิญญู สองสถาปนิก ผู้ออกแบบหอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
นภสร เกียรติวิญญู

“อาคารพักอาศัยรวมทั่วไปมักเป็นแบบ Double Loaded Corridor หรือแบบทางเดินร่วม มีทางเดินทางเดียว แล้วมีห้องพักขนานไปตามทางเดิน เหมือนอพาร์ตเมนต์ทั่วไป ประหยัด ประสิทธิภาพการใช้งานพื้นที่มาก แต่ก็ยากในการรับแสงและรับลมธรรมชาติเข้าสู่อาคาร

“สำหรับอาคารนี้ เราคิดว่าถ้าแยกตัวอาคารเป็น Single Loaded Corridor หรือแบบทางเดินเดียวสองทาง เอาลิฟต์คั่นไว้ตรงกลาง แล้วแบ่งห้องพักไปอยู่ทั้งสองฝั่ง จะทำให้เกิดปล่องระบายอากาศตรงกลาง แสงธรรมชาติเข้ามาที่ทางเดินตรงกลางได้ด้วย เวลากลางวันจะค่อนข้างสว่างโดยไม่ต้องเปิดไฟ และลมก็ยังผ่านถ่ายเทเข้ามาในอาคารได้” สองสถาปนิกจาก Plan Architect เริ่มต้นเล่าการตีโจทย์เป็นแนวคิด ซึ่งตรงกับคอนเซ็ปต์เอื้อประโยชน์แก่ผู้อยู่ในข้อแรก

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

หากฟังผิวเผิน อาจรู้สึกว่าเป็นการสูญเสียพื้นที่ใช้สอยจำนวนมาก แต่กลับกัน วราและนภสรอธิบายเพิ่มว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว มันมีประโยชน์ตรงจัดการไส้ในของอาคารอย่างตัวลิฟต์ให้อยู่ในตำแหน่งที่ไม่ไปเบียดบังพื้นที่ใช้สอยส่วนอื่น จัดสรรจำนวนห้องได้ครบถ้วนตามโจทย์ ไม่มีส่วนเกินจนต้องเพิ่มความสูงอาคาร ซึ่งจะมีภาระค่าใช้จ่ายในมิติอื่น และทางเดินสองฝั่งยังทำให้เกิดปล่องระบายอากาศใจกลาง ตามแนวคิดการรับลมเข้าสู่อาคารให้มากที่สุดได้ในเวลาเดียวกัน

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

อากาศร้อนจะลอยตัวจากต่ำขึ้นสูง ปล่องระบายอากาศนี้จึงมาพร้อมกับแนวคิดการออกแบบช่องรับลม 2 จุด เพื่อเป็นทางลมเข้า คือชั้นล่างสุด และกึ่งกลางอาคารที่กลายมาเป็นจุดเด่นด้านรูปลักษณ์ 

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

“ในการเจาะช่องลม เราใช้การคว้านยูนิตออกมา โดยตั้งใจให้เป็นสัญลักษณ์ของตรา ‘อุณาโลมแดง’ เพื่อให้สื่อถึงองค์กรสภากาชาด เราผูกโยงสัญลักษณ์นี้ให้อาคารมีความหมายมากขึ้นกว่าการเป็นเพียงอาคารพักอาศัย ให้พยาบาลที่ทำงานอยู่ในองค์กร เขาได้มีความภาคภูมิใจในองค์กรด้วย” 

สัญลักษณ์อุณาโลมแดงที่สถาปนิกกล่าวถึง ปรากฏบนชั้น 13 – 17 ของอาคาร โดยกรุโถงทั้งหมดด้วยไม้เทียมเพื่อสร้างจุดเด่นบนอาคารสูงสีขาว ไม่เพียงการรับลมและแสงธรรมชาติเข้าสู่อาคารให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยังทำหน้าที่เป็นส่วนกลางให้ผู้อยู่อาศัยออกมาใช้นั่งพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย ส่วนชั้นล่างสุดก็เป็นส่วนต้อนรับของหอพัก 

หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

เปิดระเบียงปลูกต้นไม้

อีกหนึ่งแนวคิดการพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของพยาบาลมากที่สุด คือการเพิ่มพื้นที่เขียว และการวางผังการใช้งานในส่วนต่างๆ ตั้งแต่ตัวอาคาร ไปจนถึงที่วางราวตากผ้า

ที่ตั้งของหอพักหลังใหม่อยู่ใจกลางอาคารพักอาศัยหลังอื่นๆ ในโรงพยาบาล ประกอบกับที่ดินค่อนข้างแออัดเพราะล้อมรอบไปด้วยกลุ่มอาคารสูง แต่มีข้อดีคือแต่ละอาคารเว้นระยะห่างกัน จนเกิดเป็นที่ว่างขนาดพอเหมาะ หากรื้อหอพักพยาบาลเดิมออก แล้วพลิกการจัดวางใหม่ ก็จะเกิดที่ว่างด้านในใจกลาง ให้ทำเป็นพื้นที่สีเขียวเล็กๆ แบบ Pocket Park ได้

สวนเล็กๆ นี้ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาโครงการ Plan Achitect จึงออกแบบพื้นที่ชั้น 1 ของอาคารที่เป็นโถงโล่ง ให้เดินทะลุออกไปยังแลนด์สเคปใหม่นี้ได้

หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

นอกจากนั้น แนวคิดการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในโครงการก็ยังปรากฏในการออกแบบระเบียง หนึ่งในข้อกำหนดของการประกวดแบบว่า ต้องทำให้ระเบียงกว้างขวางพอสำหรับพยาบาลจะใช้งานอะไรก็ได้อย่างอิสระ รวมไปถึงการปลูกต้นไม้ ทั้งคู่คิดเพิ่มเติมจากโจทย์นั้น โดยนำแนวคิดเรื่องมุมมองและการสร้างความเป็นส่วนตัวมาเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบ มุมสามเหลี่ยมยื่นออกมาสลับฟันปลาอย่างแปลกตาที่เราเห็นด้านหน้าอาคารนั่นเอง

“เนื่องจากอาคารในละแวกมันประชันหน้ากันมาก เวลาเราอยู่ในห้องพัก แทบจะมองเห็นห้องฝั่งตรงข้าม เลยเป็นที่มาว่าเราทำระเบียงของแต่ละยูนิตให้เป็นสามเหลี่ยม มีมุมยื่นสลับกันไป เวลาเขาอยู่ในห้อง ก็มีมุมหลบเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับห้องตรงข้าม เมื่อยืนเกาะราวระเบียง ก็จะรู้สึกว่ามีมุมมองเอียงๆ หลบจากอาคารข้างเคียงด้วย

“พอเราสลับแนวของแต่ละห้องแต่ละชั้น ระเบียงก็จะเกิดพื้นผิวที่รับแสงธรรมชาติได้มากกว่าหอพักทั่วไปนิดหนึ่ง เพื่อให้การปลูกต้นไม้และการตากผ้าถูกสุขอนามัยขึ้น”

พวกเขาคิดฟังก์ชันบนระเบียงไว้หลายอย่าง ทั้งการเก็บเครื่องปรับอากาศ การเก็บเครื่องซักผ้า หรือการตากผ้าอย่างไม่ทำให้รกหูรกตา โดยใช้แผงอะลูมิเนียมกันสายตา อีกหนึ่งข้อดีที่ตามมาคือ เป็นตัวบังแดดไม่ให้จ้าเกินไป แต่มีแสงพอให้ปลูกต้นไม้ได้

หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

ไม่เพียงมีประโยชน์เฉพาะกั้นสายตา ด้านความงาม แผงฟาซาดหรือหน้ากากอาคารสีขาวสะอาดนี้ สะท้อนการใช้งานภายในออกสู่รูปลักษณ์ภายนอกได้อย่างน่าสนใจ โดดเด่นด้วยการสลับสับหว่างไปมาในแต่ละชั้นอย่างสมมาตร

หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

หอพักพยาบาล เพื่อพยาบาล

หอพักพยาบาลที่นี่เป็นสิทธิพิเศษด้านที่พักอาศัย โดยโรงพยาบาลจะมอบให้กับพยาบาลที่ไม่ได้แต่งงาน และกำหนดให้พยาบาล 2 คนพักร่วมกันใน 1 ห้อง

เมื่อคนสองคนที่อาจไม่ได้คุ้นเคยกันมาก่อนต้องมาอาศัยอยู่ด้วยกัน สถาปนิกจึงมีไอเดียจัดการปัญหาที่อาจเกิดจากการปะทะกันในอนาคต ด้วยการวางผังห้องพักแต่ละห้อง

“เราพยายามทำให้ห้องกว้างขึ้น เพื่อให้วางเตียงได้สองฝั่ง แล้วมีทางเดินอยู่ตรงกลาง พยาบาลแต่ละคนจะได้มีโซนเป็นของตัวเอง ห้องหนึ่งแบ่งออกเป็นครึ่งห้องของใครของมัน” เขาเล่าถึงความต่างกับห้องพักสำหรับ 2 คนที่เราเห็นทั่วไป เช่น ห้องของโรงแรม ซึ่งมักพบว่ามีเตียงอยู่ฝั่งหนึ่ง อีกฝั่งหนึ่งเป็นเคาน์เตอร์ยาวๆ แล้วก็มีทีวี 

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

ห้องพักที่ออกแบบขึ้นใหม่นี้ กำหนดให้มีขนาดประมาณ 5 x 8 เมตร รวมกับพื้นที่ระเบียง หรือรวมแล้วราว 40 ตารางเมตร ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่หากเทียบกับห้องพักในอาคารชุดรูปแบบอื่น ความน่าสนใจอีกอย่างอยู่ที่สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องกำหนดให้แยกใช้เป็นของตัวเอง ตั้งแต่เตียงนอน ตู้เสื้อผ้า ตู้เซฟ ตู้เย็น โต๊ะเครื่องแป้ง โทรทัศน์ หรือแม้แต่ราวตากผ้า

ส่วนห้องน้ำ ก็แยกห้องอาบน้ำ โถสุขภัณฑ์ และส่วนอ่างล้างหน้าออกจากกัน เผื่อเวลาผู้อาศัยต้องการใช้ห้องน้ำพร้อมกันในเวลาเร่งด่วน ก็ผลัดกันใช้แต่ละส่วนได้โดยไม่ต้องรอ

“เราได้ไปคุยกับผู้ใช้ก็กลายเป็นว่าเขาชอบมาก เพราะว่าเขาต้องการยิ่งกว่าที่เราคิดอีกคือ เขาต้องการทีวีสองเครื่อง เขาต้องการตู้เย็นสองตู้ด้วย เขาต้องการให้ทุกอย่างแยกกันหมดเลย” นภสรเล่าการเก็บฟีดแบ็กจากผู้ใช้จริง

การวางผังเช่นนี้ ยังสอดคล้องกับแนวคิดการรับลมเข้าสู่ห้องซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ เขาแยกส่วนครัวและห้องน้ำออกมาไว้ในหน้าห้อง มีผนังบานเลื่อนกั้นจากส่วนที่นอนด้านใน เมื่อต้องการรับลม สามารถเปิดประตูระเบียง เปิดประตูบานเลื่อน และเปิดประตูหน้าห้อง ปิดไว้เพียงประตูมุ้งลวดด้านหน้า ก็จะทำให้อากาศไหลเวียนผ่านจากข้างนอกเข้าสู่ข้างใน และทะลุผ่านไปยังปล่องระบายอากาศในใจกลางอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล
หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

รายละเอียดการออกแบบทั้งหมด สถาปนิกทั้งสองพัฒนาขึ้นจากการสอบถามจากประสบการณ์ของผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลใกล้ตัว รวมถึงพูดคุยกับผู้คนหลายฝ่ายในระหว่างการพัฒนาแบบ ทั้งกับผู้บริหาร พยาบาลที่จะมาอาศัยอยู่จริง รวมถึงแม่บ้านทำความสะอาด ซึ่งมีส่วนร่วมในการให้ความคิดเห็น อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในจุดที่พวกเขาไม่อาจคำนึงถึงได้ทุกมิติ

ตั้งแต่เรื่องความถี่ของซี่ราวระเบียงที่ต้องกว้างพอให้ง่ายต่อการทำความสะอาด แต่ไม่มากเกินจนกรองแสงสว่างไม่ได้ ไปจนถึงเรื่องของความสูงราวระเบียงในจุดต่างๆ ต้องมากกว่าขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อความต้องการทำร้ายตัวเองของผู้อยู่ เนื่องด้วยได้รับข้อมูลว่าผู้ประกอบอาชีพพยาบาลต้องประสบความเครียดในการทำงานสูง และพบภาวะเสี่ยงเช่นนี้ในเพื่อนร่วมงานเสมอ

“โชคดีที่ว่าโครงการนี้ไม่ถึงขั้นเป็นโครงการเชิงพาณิชย์ เขาเป็นหน่วยงานรัฐ เขาต้องคิดถึงเรื่องคุณภาพชีวิตของบุคลากรประมาณหนึ่ง เพราะว่าถ้าพยาบาลอยู่ดี เขาก็มีกำลังใจ ลดความเครียดได้ การออกแบบที่นี่หลายอย่างอาจดูมากเกินความจำเป็นจากโครงการอื่นๆ แต่คุณภาพชีวิตของคนก็จะดีขึ้น” วราให้ความคิดเห็น

“ถ้าเป็นงานในเชิงพาณิชย์ เราคงไม่ได้ทำแบบเดียวกันกับที่นี่” นภสรเสริม “งานราชการจะมีงบประมาณกับข้อกำหนดที่เขาต้องการเป๊ะๆ อยู่แล้ว ถ้าเราจัดสรรทุกอย่างให้ลงตัวได้ อยู่ในงบระมาณ แล้วเรายังเพิ่มความพิเศษให้เขาได้ด้วย เขาก็ไม่มีปัญหาว่าคุณจะมีลูกเล่นเพิ่มเติมอะไร”

หลังโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์ พวกเขาได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้อยู่อาศัย รวมถึงได้รับความสนใจจากผู้พัฒนาโครงการเอกชนหลายเจ้า จึงเป็นโอกาสดีที่โครงการนี้จะได้เป็นตัวอย่างให้กับการพัฒนาโครงการอาคารชุดทั้งหลายต่อไปในอนาคต

“ถ้าเราเอางานออกแบบตกแต่งเพื่อความสวยงาม ซึ่งเป็นเม็ดเงินมากประมาณหนึ่ง มาเติมใส่การจัดการพื้นที่ มาเติมใส่การใช้สอยในระยะยาว โครงการนั้นอาจแตกต่างและอาจดีขึ้น

“จังหวะนี้เราสื่อสารด้วยตัวเนื้องาน และนำโครงการขนาดใหญ่ ยูนิตเยอะนี้เป็นโครงการอ้างอิงได้ว่า ถ้าในงบประมาณเท่ากัน เราทำแบบนี้กับโครงการรูปแบบอื่นๆ ได้ โดยใช้การออกแบบเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา” วราให้ความคิดเห็นปิดท้าย 

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล
ภาพ : Panoramic Studio

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

ถ้ามองจากสายตาของนก เราจะเห็นแหล่งน้ำ ล้อมรอบด้วยพื้นที่สีเขียวโดยมีต้นจามจุรีแผ่กิ่งก้านสร้างร่มเงาอยู่ใจกลางพื้นที่ โดยมีอาคารที่พักอาศัยความสูง 8 ชั้น 2 อาคารโค้งเรียงตัวล้อมต้นไม้ใหญ่ในจังหวะที่พอดิบพอดี

ในยุคที่นักลงทุนจำนวนมากมองว่า การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ให้คุ้มค่า ต้องตัดใจตัดต้นไม้ใหญ่ออกไปบ้าง คุณพงศธร จอม สาลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟินน์ ดิเวลลอปเม้นท์ ไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ เขาจึงตั้งใจสร้างคอนโดมิเนียม FYNN Asoke ในซอยสุขุมวิท 10 ให้ออกมาตามภาพในย่อหน้าแรก เพื่อยืนยันว่า การพัฒนากับธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้ ถ้ามีการออกแบบที่ดีพอ เราก็อยู่ร่วมกับต้นไม้ใหญ่ได้อย่างมีคุณภาพ

“สิ่งต่างๆ ที่มนุษย์คิดขึ้นมา ผ่านไปสักพักก็จะมีคนคิดสิ่งใหม่มาทดแทน แต่ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ต้องรอให้ถึงเวลาจึงจะเห็นผล อย่างต้นจามจุรีนี้ต้องปลูกแล้วรออีก 60 ปีถึงจะได้แบบนี้ ต้นจามจุรีต้นนี้คือความหมายที่แท้จริงของโปรเจกต์นี้เลย” คุณพงศธรเริ่มต้นอธิบายถึง ‘แก่นของพื้นที่’ ซึ่งเป็น ‘แก่น’ การทำงานของ ‘FYNN’ เช่นกัน

ความเขียวขจีผู้เป็นเจ้าบ้าน

เมื่อต้องพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยเก็บต้นไม้ใหญ่เอาไว้ ทางเลือกร้อยแปดพันทางก็ถูกโยนเข้ามาในที่ประชุม

“การเก็บต้นไม้ขนาดยักษ์เอาไว้”

“การล้อมต้นไม้และย้ายไปให้ผู้ที่ต้องการต้นไม้ใหญ่”

หรือ “การล้อมแล้วย้ายไปยังบริเวณอื่นของโครงการ”

ยิ่งถ้าเป็น “การตัดต้นไม้ให้ราบไปเลย” ก็จะยิ่งสะดวกสบายต่อการออกแบบในขั้นตอนการก่อสร้าง ตารางเมตรในการขายก็จัดได้เต็มพื้นที่

แต่ทางเลือกสุดท้ายที่ฟินน์ตัดสินใจคือ การเก็บต้นจามจุรียักษ์อายุ 60 ปีนี้ไว้ในพื้นที่เดิมของเขา

“เรามีพรสวรรค์มีความสามารถเท่าไหร่ เราต้องดึงมันออกมาให้เต็มที่ที่สุด เราไม่เสียอะไรเลยนะ นอกจากเราจะต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นแค่นั้นเอง” คุณพงศธรเอ่ยถึงการตัดสินใจที่เพิ่มความท้าทายให้ตัวเขาทีมงานและทีมออกแบบ ซึ่งเขาบอกติดตลกว่า

“มันเป็นโอกาสที่จะได้แสดงฝีมือของทีมงาน เป็นแคนวาสผืนใหญ่ที่จะได้เพนต์อย่างสุดฝีมือ”

แปลงจากที่ดินและตึกเป็น ‘บ้าน’

ในฐานะเดเวลอปเปอร์ การเพิ่ม ‘คุณค่า’ ให้ขนานไปกับมูลค่าการสร้างความหมายที่แข็งแรงให้แต่ละโปรเจกต์เหมือนเป็นดีเอ็นเอของฟินน์และสิ่งที่คุณพงศธรยึดถือ

“เราต้องช่วยเลือกทำเล สร้างสิ่งที่มีคุณค่าในราคาที่ลูกค้าสร้างกำไรได้เหมือนกัน” คุณพงศธรเล่าถึงหลักการทำงาน

“สำหรับผม ที่พักอาศัยต้องมีทั้งคอมมูนิตี้และคอนเทนต์ พื้นที่ 2 ไร่นี้เป็นซอยเดียวที่ทะลุได้จากสวนเบญจกิติ มีต้นไม้ใหญ่อยู่กลางพื้นที่ ไม่ต้องไปเล็งหาต้นไม้ที่ไหน เราจะมีพื้นที่สีเขียวทั้งในโครงการและนอกโครงการ”

พร้อมรับความยากตั้งเเต่วันแรก

ไพทยา บัญชากิติคุณ พาร์ตเนอร์บริษัท Atom Design และ อรรถพร คบคงสันติ เจ้าของสตูดิโอ TROP ทีมสถาปนิกและทีมภูมิสถาปนิกเข้ามารับหน้าที่สร้างสรรค์โครงการ

“เราออกแบบหลายทางเลือกมาก ทำอย่างไรถึงจะเก็บต้นไม้ไว้โดยยังรักษาคุณภาพของโครงการเอาไว้ได้ อาคารจะเป็นแบบแยกตึกหน้าหลังอาคารรูปตัว C จนมาลงตัวที่อาคารรูปตัว I แบ่งซ้ายขวา” คุณไพทยาสถาปนิกผู้ดูแลโครงการเริ่มต้นเล่า

เขาอธิบายต่อถึงความโค้งเว้าของอาคารว่ามาจากการสร้างพื้นที่ในจังหวะที่พอเหมาะพอดีกับฟอร์มกิ่งก้านของต้นไม้ไปพร้อมๆ กับสุนทรียะในการอยู่อาศัย ซึ่งคุณพงศธรเน้นถึงความเป็นบ้านในทุกสัมผัส อย่างการกลับเข้ามาถึงเมื่อจอดรถต้องมองเห็นต้นไม้ก่อน ได้ยินเสียงน้ำ หรือแม้กระทั่งการได้กลิ่น

กระจกโค้งถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัว ทำให้ห้องนั่งเล่นยื่นออกไป มีการมองเห็นที่ไกลขึ้น
โดยช่วยให้ห้องฝั่งตรงข้ามมองเข้ามาห้องของเรายากขึ้น นอกจากส่วนต่างของพื้นที่ในการสร้างอาคารที่ต้องเสียไปเพื่อรักษาต้นไม้ ยังมีความลำบากที่ทวีคูณขึ้นในขั้นตอนการก่อสร้างอีกด้วย ดังนั้น ทีมงานต้องพยายามอย่างดีที่สุดในการรักษาต้นไม้ให้ดำรงชีวิตได้ตลอดการก่อสร้าง เพื่อให้คุ้มค่ากับเวลาและค่าใช้จ่ายที่เสียไป

“เราใช้เวลาในการปรับผังและจัดการเรื่องระบบจอดรถร่วมหลายเดือน เพราะเราต้องมีที่จอดรถใต้ดินที่ต้องขุดดินทั้งพื้นที่ ดังนั้น เราต้องเก็บถังดินเอาไว้ โดยปรึกษากับรุกขกร และกันพื้นที่รอบต้นไม้จากแกนต้นไว้ 12 เมตร” คุณไพทยาเล่าถึงขั้นตอนการดูแลต้นไม้ระหว่างก่อสร้าง เขาบอกว่าน้ำปูนคือสิ่งที่ต้องระวังมากที่สุด เพราะปูนอาจทำให้รากต้นไม้หายใจไม่คล่อง

ดังนั้น แนวกันดินคือสิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อเริ่มการก่อสร้าง

เราจะเก็บต้นไม้กันท่าไหน

“ถามว่ายากไหม แน่นอนว่ายากขึ้นมาก เพราะมันไม่ใช่แค่ต้นไม้แต่มันเป็นต้นจามจุรียักษ์ การที่คุณไพทยา สถาปนิก กับคุณพงศธรตัดสินใจเก็บต้นไม้ไว้ทำให้งานยากขึ้น เเต่คุ้มค่า เพราะเราไม่มีทางหาต้นไม้แบบนี้ได้
ถ้าเราล้อมต้นไม้ใหญ่มาเราจะไม่ได้ฟอร์มนี้เลย แต่เราต้องตัดกิ่งออกบ้างเพราะต้นไม้อายุขนาดนี้รากแผ่กระจายทั่วผิวดิน เมื่อเราขุดดินเพื่อก่อสร้าง รากจะหายไปบางส่วน เราต้องตัดกิ่งลดการคายน้ำให้เขายังอยู่ได้” คุณอรรถพรเสริมในเรื่องการจัดการกับภูมิทัศน์โดยมีต้นจามจุรีเป็นศูนย์กลาง

“เราใช้การสแกนแบบสามมิติว่าเราต้องเเต่งกิ่งไหนบ้างเพื่อให้เขาอยู่รอดได้ การที่เรามีต้นไม้ใหญ่หน้าห้อง
เราได้เห็นเขาในระยะใกล้ระดับเดียวกัน ซึ่งต่างจากการมองต้นไม้จากด้านล่าง” คุณอรรถพรเสริมต่อว่า

“การได้เห็นต้นไม้ในระยะประชิดแบบนี้ทำให้เราสัมผัสได้ถึงระบบนิเวศบนต้นไม้ที่มีนก กระรอก เป็นของเเถม การคงต้นจามจุรีต้นนี้ไว้เป็นสิ่งที่เราถกเถียงกันเยอะ ทำงานกันหนัก เป็นการสร้างคุณค่าเเละความหมายในตัวของโครงการได้เองก็โดยไม่ต้องสร้างเรื่องราวเสริม” คุณไพทยากล่าวทิ้งท้าย

การออกแบบโดยใช้กระจกเป็นวัสดุภายนอกอาคารจะช่วยสะท้อนกิ่งไม้ของต้นจามจุรีที่ต้องเล็มทิ้งไปให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ระบบแสงในสระที่ออกแบบจากรากของต้นไม้ เมื่อถึงเวลากลางคืนเราจะเหมือนได้เห็นรากของต้นไม้ใต้สระว่ายน้ำ สัมผัสถึงต้นจามจุรีของแต่ละห้องที่จะมองเห็นต้นไม้ในมุมที่ต่างกัน

หมดสมัยตัดป่า สร้างเมือง

“สมัยนี้ไม่เหมือนสมัยพ่อผมเเล้วที่ต้องตัดป่าเพื่อสร้างโรงงาน เป็นยุคที่เราต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เราอยู่ได้เเละสิ่งเเวดล้อมก็อยู่ต่อไป เราต้องบาลานซ์ให้ได้ FYNN Asoke เป็นเหมือนอีกหนึ่งหมุดหมายของเราว่าฟินน์จะดำรงอยู่ไปเพื่ออะไร” คุณพงศธรพูดถึงจุดยืนของโครงการ ก่อนจะทิ้งท้ายว่า

“สิ่งที่เรากำลังทำเป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่ในประเทศไทย เราไม่รู้หรอกว่า สุดท้ายแล้วผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างที่เราคิดไหม แต่เรารู้ว่า เราจะตั้งใจดูแลต้นไม้ต้นนี้ให้ดีที่สุดในทุกขั้นตอน อย่างน้อยก็น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆ โครงการเห็นว่า การพัฒนากับสิ่งแวดล้อมไปด้วยกันได้”

Writer

วิชุดา เครือหิรัญ

เคยเล่าเรื่องสั้นบ้างยาวบ้าง ในต่างเเเพลตฟอร์ม เล็กบ้างใหญ่บ้างออกมาในรูปแบบบทสัมภาษณ์ นิตยสาร เว็บไซต์ นิทรรศการไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ ตอนนี้กำลังเป็นส่วนเล็กๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย เเละยังคงเล่าเรื่องต่อไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load