ผ่านมา 2 ปีแล้ว ที่ผืนนากว่า 30 ไร่ กลางแอ่งที่ราบเชียงดาว ถูกออกแบบและฟื้นฟูให้กลายเป็นพื้นที่ทุ่งน้ำผสมผสานพื้นที่เกษตรกรรมดั้งเดิมอายุกว่า 200 ปี เพื่อให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์ เป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวและถั่วเหลืองอินทรีย์ และที่สำคัญ เป็นพื้นที่พิเศษให้เรากลับไปฟื้นฟูความสัมพันธ์กับธรรมชาติผ่านประสบการณ์ตรงของเราเอง 

ในฐานะสถาปนิกจาก ‘ใจบ้านสตูดิโอ’ ที่ร่วมฟื้นฟูพื้นที่แห่งนี้ มีข้อเรียนรู้มากมายจากงานชิ้นนี้ที่อยากบอกเล่า ในบริบทที่คำว่า ‘ทุ่งน้ำ’ หรือ ‘พื้นที่ชุ่มน้ำ’ ซึ่งยังเป็นคำใหม่ในสังคมไทย

ในวันที่กล้าข้าวเขียวเต็มผืนนากลางฤดูฝน เราจึงชวน อ้อย-ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ เจ้าของพื้นที่ทุ่งน้ำนูนีนอย และกรรมการที่ปรึกษามูลนิธิโลกสีเขียว มองย้อนกลับไปในวันแรกที่เริ่มต้นงานฟื้นฟู จนมาวันนี้ที่สัตว์และพืชในท้องถิ่นเริ่มกลับมา เพื่อจะมองไกลไปในอนาคต ที่คนกับธรรมชาติจะผูกสัมพันกันได้มากกว่าเดิม

ทุ่งน้ำนูนีนอย ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำผสมแปลงนาอินทรีย์เชียงดาว จนปลากัดป่าและนกมาอยู่
ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ และ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

ทุ่งน้ำ 101

ทุ่งน้ำ เป็นคำที่พี่อ้อยใช้เรียก พื้นที่ชุ่มน้ำหรือที่ฝรั่งเรียกว่า Wetland เพื่อให้เข้าใจง่ายและรู้สึกใกล้กับคนมากขึ้น เช่น ทุ่งนา ทุ่งหญ้า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักมองไม่เห็นคุณค่าของทุ่งน้ำ ทั้งที่ทุ่งน้ำสำคัญต่อระบบนิเวศมาก อาจจะด้วยหน้าตาที่ดูเหมือนพื้นที่รกๆ ซึ่งควรได้รับการพัฒนา ทุ่งน้ำหลายแห่งในบ้านเราจึงถูกถมทิ้งไป 

หารู้ไม่ว่าทุ่งน้ำแสนธรรมดานี้ เป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของปลานานาชนิด เป็นที่หลบอาศัยของสัตว์ในฤดูเพาะปลูกและฤดูแล้ง ทุ่งน้ำหลายแห่งยังสัมพันธ์กับฤดูกาล ระดับน้ำทะเลที่ขึ้นลง หรือน้ำหลากในฤดูมรสุม ยังช่วยดักกรองสารเคมีที่มากับการเกษตรสมัยใหม่ก่อนไหลลงสู่โครงข่ายแม่น้ำคูคลอง พื้นที่ชุ่มน้ำที่สมบูรณ์จะมีทั้งแมลง ปลา นก สัตว์เลื้อยคลาน หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เข้ามาอาศัยหากิน เป็นแหล่งพักพิงของสัตว์อพยพ จนบางแห่งกลายเป็นพื้นที่ที่มีระบบนิเวศที่ซับซ้อน ส่วนคนเราก็ได้อาหารจากสัตว์และพืชผักจากทุ่งน้ำ

ทุ่งน้ำนูนีนอย ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำผสมแปลงนาอินทรีย์เชียงดาว จนปลากัดป่าและนกมาอยู่

ในอดีต ก่อนที่บ้านเมืองจะพัฒนาเหมือนในปัจจุบัน ทุ่งน้ำเป็นพื้นที่ปิกนิกที่มีรสนิยมของคนในพระนคร พอน้ำท่วมทุ่งช่วงกลางพรรษา ผู้คนก็ออกไปพายเรือเล่นน้ำ ตำน้ำพริกลงเรือไว้แกล้มสายบัวกับผักน้ำกินกันบนเรือ โดดน้ำดำผุดดำไหว้กันอย่างสนุกสนาน คนกับน้ำจึงคุ้นเคยกัน ไม่แปลกหน้าเหมือนกับปัจจุบัน นี่อาจพอทำให้เห็นภาพว่าทุ่งน้ำสำคัญไม่น้อยไปกว่าป่าเขาหรือแนวปะการัง แต่เปรียบเสมือนป่าย่อมๆ อีกประเภทหนึ่ง ในข่ายใยความหลากหลายของพื้นที่นิเวศ ที่ค้ำจุนความสมดุลของโลก

หากถามถึงความทรงจำของผู้คนที่มีชีวิตผูกพันกับทุ่งนาและทุ่งน้ำของคนเชียงดาว หนึ่งในความทรงจำที่มีสีสันนั้นต้องมีปลากัดป่า เด็กๆ จะช้อนจากร่องลำเหมืองหรือคูน้ำขังในนามาเล่นกัดกันสนุกสนาน และในนายังมีแมงดานา ที่เอามาตำน้ำพริกหรือทอดกินกรอบๆ 

ส่วนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร (ถ้าไม่นับมนุษย์) ก็คือตัวนาก หรือชาวบ้านที่เชียงดาวเรียกว่า ‘บ้วน’ ผู้ล่าสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งปัจจุบันปลา สัตว์ และแมลงเหล่านี้ กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่หายากไปแล้ว มีโอกาสจะกลายเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันหวนคืน หากระบบการผลิตและการเกษตรยังคงเป็นไปเช่นนี้ 

การอนุรักษ์ฟื้นฟูจึงไม่ควรถูกจำกัดแค่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรืออุทยานแห่งชาติ แต่ทำทุกที่ ทั้งในเมือง ชนบท และพื้นที่เกษตรกรรม ที่เราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน นี่จึงเป็นเจตนารมณ์สำคัญที่พี่อ้อยตั้งใจจะทำให้ทุ่งน้ำนูนีนอยเป็นพื้นที่ของการฟื้นฟูระบบนิเวศทุ่งน้ำ ไปพร้อมๆ กับการฟื้นฟูระบบนิเวศการเกษตรที่สำคัญอย่างทุ่งนา เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้คู่กับการผลิตอาหาร

บทกวี และ ภาษาในโลกธรรมชาติ

ความสงบแห่งชีวิตป่า

เมื่อความสิ้นหวังต่อโลกเติบโตขึ้นในใจ

และฉันผวาตื่นขึ้นกลางดึกด้วยเสียงเพียงแผ่วเบา

หวั่นวิตกว่าชีวิตฉันกับลูกๆ จะเป็นเช่นไร

ฉันจะออกไปและล้มตัวลงนอน

ตรงที่เป็ดป่าพักกลางความงามลงบนพื้นน้ำ และนกกระสาหากิน

ฉันเข้าสู่ความสงบแห่งชีวิตป่า

ผู้ไม่บั่นทอนชีวิตตัวเองไปกับห้วงคำนึงถึงอนาคตอันแสนเศร้า

ฉันเข้าสู่ผืนน้ำสงบนิ่ง

สัมผัสได้ถึงหมู่ดาวเบื้องบนที่ยามกลางวันบดบัง

รอคอยเวลาดาวเปล่งแสง ชั่วครู่หนึ่ง

ฉันพักอยู่กลางสิริมงคลแห่งโลก และฉันเป็นอิสระเสรี

-เวนเดลล์ เบอร์รี่, 2511 –

นี่คือบทกวี The Peace of Wild Things ที่พี่อ้อยส่งให้เรา และบอกว่าอยากให้พื้นที่นี้มีความรู้สึก และสร้างความประทับใจให้ผู้คนแบบบทกวีนี้ เพื่อให้คนที่มาได้สัมผัสความงาม ความรู้สึกละเอียดอ่อน เพราะห้วงยามที่เราสัมผัสได้ถึงความงาม คือประตูที่จะพาผู้คนกลับสู่โลกภายใน โลกที่เรายังรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกับโลกธรรมชาติ

สำหรับนักออกแบบ การได้รับบรีฟงานเป็นบทกวีนั้นเป็นเรื่องสนุกและท้าทาย เพราะบทกวีเปิดโอกาสให้ตีความได้อย่างอิสระ มีเพียงความรู้สึกเป็นป้ายบอกทางว่าเราเดินมาถูกทางหรือเปล่า เราจึงเดินทางออกจากเมือง สู่ความสงบของชีวิตป่า เพื่อเข้าใจแอ่งที่ราบเชียงดาวให้มากขึ้น คลำทางในการสร้างงานออกแบบ จากความทรงจำของผู้คน 

จำได้ว่าเราเดินดูพื้นที่กันจนทั่ว ดูทางน้ำเข้าและออกในนา ทำความเข้าใจโครงข่ายของระบบเหมืองฝาย ซึ่งเป็นระบบชลประทานท้องถิ่นที่ชาวชุมชนแบ่งสรรและจัดการร่วมกัน เราแวะดูฝายวังไฮ ฝายโบราณอายุกว่า 200 ปีที่ฝันน้ำจากแม่น้ำปิงมาเลี้ยงทุ่งนาผืนใหญ่ของแอ่งที่ราบนี้ สังเกตต้นไม้ พืชพรรณต่างๆ ที่ขึ้นอยู่ในแถบนี้ เพื่อทำความเข้าใจว่าพืชพรรณแต่ละชนิด มีบทบาทและหน้าที่เชิงนิเวศที่แตกต่างกัน

ทุ่งน้ำนูนีนอย ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำผสมแปลงนาอินทรีย์เชียงดาว จนปลากัดป่าและนกมาอยู่

คืนหนึ่งที่เรานอนค้างบ้านพี่อ้อย เราเห็นหิ่งห้อยเป็นร้อยๆ ตัว ส่องแสงกลางทุ่งน้ำ มันเป็นภาพประทับที่ติดตา จุดแสงสว่างเล็กๆ วิบวับนับร้อยกลางความมืด เสียงกบเขียดช่วงปลายหน้าฝนร้องระงมเต็มทุ่ง นี่กระมังคือความรู้สึกสิริมงคลของชีวิตที่ปรากฏในบทกวีที่พี่อ้อยส่งให้ เพื่อทำให้งานออกแบบพื้นที่ชิ้นนี้ที่เราพัฒนาขึ้นมาด้วยกัน มีทั้งมิติด้านนิเวศวิทยาที่สื่อสารในระดับความรู้สึก ซึ่งบางทีก็ไร้ถ้อยคำที่จะพูดออกมา

ออกแบบร่วมกับธรรมชาติ

หลังจากเราพอเข้าใจบริบทของพื้นที่จากการสำรวจและสังเกต พี่อ้อยให้หลักการหลวมๆ ไว้ 2 ข้อ เพื่อให้เราเอาไปพัฒนาเป็นแบบในการฟื้นฟูภูมิทัศน์ คือ

ทุ่งน้ำนูนีนอย ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำผสมแปลงนาอินทรีย์เชียงดาว จนปลากัดป่าและนกมาอยู่

1. หลากหลายเข้าไว้

พื้นที่ในโครงการควรต้องมีระบบนิเวศย่อยๆ ที่แตกต่างกัน ทั้งพืชพรรณ และระดับสูงต่ำของพื้นที่ อย่างความลึกของสระน้ำที่มีตั้งแต่ 10 เซนติเมตร ไปจนถึง 4 เมตร เพราะสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติที่หลากหลายนั้น อยู่อาศัยและหากินบนความเฉพาะเจาะจงของนิเวศ อย่างสาหร่ายที่ขึ้นตรงชายน้ำ ต้องการตะพักตื้นๆ ที่แสงยังส่องถึง ส่วนบัวสายนั้นต้องการดินเลนในระดับลึก นกบางชนิดทำรังในโพรงดิน อย่างนกจาบคาหรือกระเต็น ส่วนบางตัวทำรังบนต้นไม้สูงอย่างเจ้านกกระจาบ หรืออย่างพวกเป็ดแดงที่ชอบพงหญ้ารกไว้ซุกตัว ความหลากหลายของพื้นที่จึงเป็นกำหนดความหลากหลายของสัตว์และแมลงต่างๆ ในระบบนิเวศนั้น

ทุ่งน้ำนูนีนอย ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำผสมแปลงนาอินทรีย์เชียงดาว จนปลากัดป่าและนกมาอยู่
ทุ่งน้ำนูนีนอย ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำผสมแปลงนาอินทรีย์เชียงดาว จนปลากัดป่าและนกมาอยู่

2. น้อมรับพลังของธรรมชาติ

ถ้าไม่นับแสงแดดจากดวงอาทิตย์ที่เรารับรู้และสัมผัสได้ พื้นที่นี้ยังมีพลังจากแรงโน้มถ่วงของโลกที่เกิดจากความต่างระดับของพื้นที่หัวน้ำและท้ายน้ำ ต่างระดับกันประมาณ 90 เซนติเมตร เราจึงเอาพลังนี้มาใช้ในการวางตำแหน่งสระน้ำและร่องน้ำ เพื่อเชื่อมทุ่งน้ำของเรากับระบบเหมืองฝายดั้งเดิม เพื่อให้สระน้ำ 4 สระของเราทำหน้าที่ดักตะกอนและสารปนเปื้อนที่มาจากภายนอก จนน้ำในสระกลางพื้นที่ของเราใสขึ้น จนกลายเป็นสระว่ายน้ำที่บำบัดด้วยระบบธรรมชาติ Natural Swimming Pool ให้ว่ายเล่นและพายเรือได้ 

ทุ่งน้ำนูนีนอย ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำผสมแปลงนาอินทรีย์เชียงดาว จนปลากัดป่าและนกมาอยู่
ทุ่งน้ำนูนีนอย ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำผสมแปลงนาอินทรีย์เชียงดาว จนปลากัดป่าและนกมาอยู่
ภาพรวมของชั้นการจัดการต่างๆ เช่น น้ำ ดิน ต้นไม้ กิจกรรม

พลังของน้ำไหลเอื่อยนี้ยังทำให้น้ำมีออกซิเจน มีกุ้งตัวเล็กๆ ในนา มีปลาตะเพียนที่ชอบน้ำไหลเอื่อย แมลงและแมงหลากชนิดในน้ำที่ก็ช่วยชี้วัดความสะอาดของน้ำได้ เมื่อแหล่งน้ำภายในสะอาดและปลอดภัย พื้นที่ส่วนท้ายของโครงการจึงกลายมาเป็นพื้นที่ผลิตอาหาร ปลูกกุหลาบ และปลูกพืชนานาชนิด ที่กินได้อย่างสบายใจ

ทุ่งน้ำนูนีนอย ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำผสมแปลงนาอินทรีย์เชียงดาว จนปลากัดป่าและนกมาอยู่
งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี

พลังของธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งที่เป็นแกนกลางของพื้นที่นี้ คือ ดอยหลวงเชียงดาว เมื่อ 10 ปีก่อน พี่อ้อยตั้งใจปลูกบ้านหันหน้ารับพลังจากดอยหลวงเชียงดาว ห้องทำงาน ห้องครัว ระเบียงท่าน้ำ เปิดหน้ารับพลังจากดอยหลวงที่ตั้งตะหง่านด้านทิศตะวันตก 

งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี
งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี

ภาพของดอยหลวงที่เราเห็นเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาของแสงและฤดูกาล ตั้งแต่เช้ายันค่ำไม่มีวันและเวลาไหนที่ดอยหลวงเหมือนเดิม เป็นความงามที่ไม่หยุดนิ่ง สิ่งนี้คือพลังที่ดอยหลวงมอบให้เรา เราจึงขุดปรับสระน้ำเดิมให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้สระบัวสายหน้าบ้านที่สะอาดใส สะท้อนเงาของดอยหลวงซึ่งเป็นต้นน้ำทั้งหมดของแอ่งที่ราบแห่งนี้ ให้มาอยู่ในทุ่งน้ำของเรา เกิดความรู้สึกเชื่อมโยงกัน 

ภาพนี้จึงเป็นภาพจำของทุ่งน้ำนูนีนอย ภาพความประทับใจของพี่อ้อยที่เห็นดอยหลวงสะท้อนน้ำในบึงครั้งแรก จนมาฟื้นฟูที่ดินผืนนี้ ช่วงฤดูแล้งปลาย พ.ศ. 2561 เราจึงเริ่มต้นออกแบบและปรับที่ดิน เพื่อให้ฤดูฝนของปีถัดไปได้ชโลมผืนดินที่มีกลิ่นหอมดินใหม่ เอาน้ำเข้านาและทุ่งน้ำ และทยอยปลูกต้นไม้

พืชต่างถิ่นผู้รุกราน – พืชต่างชาติผู้อยู่ร่วม – พืชพื้นถิ่น
Alien Species – Expat Species – Native Species

งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี

สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างงานฟื้นฟูพื้นที่นิเวศกับงานสร้างสวน คือ งานฟื้นฟูนิเวศจะให้ค่ากับพืชพรรณท้องถิ่น การค่อยๆ ปรับตัวและจัดสมดุลการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในพื้นที่นั้น ซึ่งต้องอาศัยเวลา ในขณะที่งานสร้างสวน ต้องการความเร็วเพื่อทำให้พื้นที่นั้นร่มรื่นเร็วที่สุด เขียวที่สุด เพื่อตอบความต้องการของมนุษย์เป็นหลัก พอขุดปรับถมที่ดินเสร็จ ต้นไม้สารพัดชนิดจึงถูกระดมนำมาปลูก ทั้งไม้ล้อมขนาดใหญ่ ไม้พุ่มประดับ และจบด้วยปูหญ้า วิธีการแบบนี้อาจเหมาะกับสวนสาธารณะในเมือง แต่ไม่เหมาะกับการฟื้นฟูนิเวศใดๆ รวมทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำ

พอเราปรับที่ดินและผันน้ำจากลำเหมืองผ่านฝาย ให้เข้ามาไหลเวียนในพื้นที่ก่อนปล่อยน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับสู่ธรรมชาติเสร็จ โจทย์สำคัญคือเราจะปลูกอะไรที่เหมาะกับพื้นที่ เราได้รายชื่อต้นไม้ท้องถิ่นจากผู้รู้หลายท่าน รวมทั้งรายชื่อพืชชายน้ำที่เราสังเกตว่าขึ้นอยู่ในธรรมชาติ 

แต่ความยากคือ พืชที่เราต้องการส่วนใหญ่หาไม่ได้จากตลาดขายต้นไม้ทั่วๆ ไป เพราะไม่มีคนใช้ ไม่ค่อยมีใครรู้จัก หรือเห็นคุณค่าความงามของมัน จึงไม่น่าแปลกใจที่เราเห็นไม้ประดับซ้ำๆ กัน ไม่ว่าจะไปสวนไหนหรือส่วนใดของประเทศ ที่น่าเศร้าคือ ไม้ส่วนใหญ่เหล่านี้น้อยนักที่จะเป็นไม้พื้นถิ่น 

วิธีการที่เราหาไม้มาปลูกในที่ดินคือ ขุดจากคูน้ำใกล้ๆ ขอจากบึงบัวเพื่อนบ้านหรือญาติพี่น้อง ขอรับจากแหล่งเพาะกล้าไม้ บางส่วนซื้อจากแหล่งเพาะที่เก็บเมล็ดไม้จากในป่า และวิธีการที่คลาสสิกที่สุดและสร้างความเซอร์ไพรส์ได้ตลอด คือรอให้ธรรมชาติเอามาปลูก ผ่านสายลม การเดินทางของนก และจากกระแสน้ำ

ลองมาทำความรู้จัก กลุ่มพืช 3 ลักษณะแบ่งตามนิสัยของมัน ที่เราได้เรียนรู้จากการฟื้นฟูทุ่งน้ำนูนีนอยกัน

พืชต่างถิ่นผู้รุกราน Alien Species คือ พืชที่มีต้นกำเนิดมาจากต่างถิ่นที่แพร่กระจายขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว จนสร้างผลกระทบกับระบบนิเวศและการเพาะปลูก ส่วนใหญ่ไม่มีพืชหรือสัตว์ในระบบนิเวศเข้าไปจัดการควบคู่การแพร่พันธุ์ของมันได้ เช่น ไมยราบต้น ขี้ไก่ย่าน ทั้งสองเป็นพืชตัวฉกาจที่มักจะขึ้นคลุมต้นอื่นๆ จนตายเพราะขาดแสงแดด หรือไม่ก็โดนแย่งอาหาร

พืชต่างชาติผู้อยู่ร่วม Expat Species อันนี้เป็นภาษาที่พี่อ้อยใช้เรียกพืชต่างถิ่นที่เข้ามาแพร่พันธุ์ในไทยนานแล้ว แต่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนมากมายให้กับระบบนิเวศหรือการเกษตรมากมายนัก เช่น หงอนไก่ไทยสีต่างๆ โทงเทง คล้าน้ำ หรือปืนนกไส้ เพราะผลมันเป็นอาหารของสัตว์ได้ ดอกไม้ให้น้ำหวานกับผึ้ง หรือดึงดูดแมลง และแมลงก็กลายเป็นอาหารให้กับนกอีกต่อหนึ่ง

งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี

พืชพื้นถิ่น Native Species คือ พวกที่มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคแถบนี้ หรืออยู่มานานพอจนสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศเข้าไปจัดการมันให้เกิดความสมดุลได้ เช่น ผักตบไทย (ย้ำว่าผักตบไทยนะ ไม่ใช่ผักตบชวา) พงแขม พงอ้อ โสน และหญ้าอีกหลากหลายชนิด

ปัจจุบันในธรรมชาติของทั่วทุกพื้นที่ ไม่ได้มีแต่พืชต่างถิ่นผู้รุกรานเท่านั้นที่แพร่ระบาดด้วยความไม่ตั้งใจของเรา ยังมีสัตว์อีกหลากหลายชนิดที่เป็นสัตว์ต่างถิ่นผู้รุกราน อย่างเช่น หอยเชอร์รี่ ปูก้ามโตที่กัดกินต้นกล้าข้าวในนาอย่างรวดเร็ว รวมทั้งพื้นที่อย่างเชียงดาว การแพร่ระบาดของสัตว์เหล่านี้ เป็นปัจจัยเร่งให้ชาวนาใช้สารเคมีในการจัดการกับพวกมัน เพราะการขยายตัวของมันพ้นขีดความสามารถที่แรงงานปัจจุบันจะจัดการไหว ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยลูกโซ่ต่อเนื่องจนนำไปสู่ปัญหาใหญ่ๆ เช่น หนี้สินภาคการเกษตรจากต้นทุนที่สูงขึ้น ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

วิธีการที่พี่อ้อยใช้ในการฟื้นฟูและบริหารจัดการทุ่งน้ำแห่งนี้ จึงพยายามใช้วิธีการแบบธรรมชาติ เช่น ใช้การหว่านโสนสู้กับไมยราบ ควบคู่ไปกับการถอนให้ถึงรากในปีแรกๆ ดึงดูดให้นกปากห่างมาลงในนาเพื่อจัดการหอยเชอร์รี่ หรือให้แรงงานชาวบ้านที่มาดำนาเก็บปูไปเป็นอาหาร ก่อนปูจะจัดการกล้าข้าวในนาจนเกลี้ยง แต่พืชรุกรานอย่างขี้ไก่ย่านนี่ก็หนักหนาเอาการ ต้องใช้แรงคนดึงพวกมันออก เพื่อให้พงแขมที่เป็นบ้านของนกน้ำ ได้ยึดพื้นที่ริมตลิ่งคืนมา

งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี
นกปากห่าง
ภาพ : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

ถิ่นของเขา บ้านของเรา

เวลาเรามีโอกาสขึ้นไปเชียงดาว เราจะหาโอกาสแวะไปไถ่ถามพี่อ้อย เพื่อฟังเรื่องราวของพืชและสัตว์ที่ค่อยๆ ฟื้นตัวและเริ่มกลับมาให้เห็น ผ่านไป 2 ปีหลังปรับที่ดินเสร็จ บัวหลวงและบัวสายในสระขึ้นเต็มแล้ว สาหร่ายเริ่มยึดพื้นที่ชายน้ำที่แสงส่องถึง ยอดหญ้าเลื้อยไหลลงน้ำ จนสระดูมีมิติเหมือนบึงธรรมชาติที่ไม่ผ่านร่องรอยของการขุดด้วยเครื่องจักร กล้าไม้หลายต้นสูงพ้นหัว และบางต้นก็ตายไป ตอนนี้ในคูน้ำมีปลากริมกลับมาอยู่แล้ว 

งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี
ปลากริม
ภาพ : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

ที่สำคัญ ปลากัดป่าก็กลับมาในที่เดิมของมัน หากเราเดินเงียบๆ ตัดไปตามทุ่งหญ้าสูง จะมีนกน้ำชนิดต่างๆ บินพรึบออกมา ทั้งนกกวัก นกอัญชัน นกอีลุ้ม ที่ริมบึง นกกินปลีสีต่างๆ ยื่นปากยาวกินน้ำหวานจากดอกไม้ ยอดหญ้าที่โอนเอนตามแรงลม มีเมล็ดเป็นอาหารให้กับฝูงนกกระติ๊ด นกจาบคาหัวเขียวบินโฉบผึ้งบนท้องฟ้าสูงในตอนเย็น เสียงนกกระแตแต้แว๊ดก้องทุ่ง

งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี
นกกินปลีดำม่วง 
งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี
นกกินปลีคอแดง
ภาพ : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

บ่ายวันหนึ่ง เราโชคดีเห็นนกกระเต็นบินกระพือบินนิ่งอยู่กลางบึง ก่อนพุ่งหัวที่มีปากสีส้มแหลมลงจับปลาอย่างรวดเร็ว และเป็นวันเดียวกันที่เห็นนกแอ่นหางลวดบินโฉบน้ำในสระด้วยลีลาที่สวยงาม สิ่งนี้คือของขวัญที่ไม่มีผู้ให้และผู้รับสำหรับเรา เป็นของขวัญที่ทำให้รู้สึกว่าธรรมชาตินั้นมีพลัง มีความงามที่ชูชุบใจ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เป็นเป็นภาพจำที่ติดตรึงยาวนาน

งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี
งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี
Sketch Idea ของระดับทั้งหมดในพื้นที่ เพื่อดูว่านกตัวไหนน่าจะชอบพื้นที่แบบไหน จะได้ดึงดูดให้เข้ามา

พี่อ้อยเล่าให้ฟังว่า ปีนี้ฝูงนกเป็ดแดงมาลงสระหน้าบ้านแล้ว มันลงเล่นน้ำอย่างสบายใจและอยู่นานขึ้น ด้วยว่าระยะความไว้วางใจที่มันมีต่อมนุษย์นั้นใกล้มากขึ้น พี่อ้อยเล่าให้ฟังด้วยแววตาประกาย เพราะหลายปีมานี้พี่อ้อยเว้นที่แปลงนาหลังบ้านให้มันได้ซุกนอน ตอนกลางคืนที่มันออกหากินจะได้ยินเสียงเหมือนนกหวีด ซึ่งเป็นเสียงของมันร้องเซ็งแซ่ในความมืด แต่ไม่ค่อยได้เห็นตัว แต่ปีนี้มันมาอยู่บึงหน้าบ้าน ที่ที่แสงอาทิตย์สุดท้ายจะตกลับหลังดอยหลวง เงาทะมึนสีเข้มสะท้อนลงสระน้ำ มีฝูงนกเป็ดแดงว่ายน้ำเล่นอยู่ สระน้ำตอนนี้เป็นวงคลื่นซ้อนกันระหว่างสีดำสลับขาว ก่อนที่ฟ้าจะมืดลงจนเห็นแสงดาว

สิ่งที่ไม่อาจออกแบบ

เวลาเราพูดคำว่า ‘ออกแบบ’ หรือ ‘ฟื้นฟู’ ฟังดูราวกับว่าเราเป็นผู้กำหนดสิ่งต่างๆ ได้ตามใจนักออกแบบหรือเจ้าของโครงการ แต่สิ่งต่างๆ ในธรรมชาติที่สัมพันธ์กันอยู่ไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะความสัมพันธ์ต้องการกระบวนการทั้งให้และรับ และที่สำคัญคือเวลา ที่ความสัมพันธ์จะค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสถานที่ รวมทั้งสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในโลกที่ธรรมชาติเป็นใหญ่ มีสิ่งต่างๆ ที่เราไม่อาจออกแบบได้ เช่น เนินทรายที่เกิดจากแรงกระหวัดของสายน้ำ แก่งหินที่กลมกลึงจากการไหลลูบของแม่น้ำ ความพยายามที่ผิดพลาดเล็กๆ น้อยจากงานชิ้นนี้ ทำให้เราในฐานะผู้ออกแบบเรียนรู้ที่จะถ่อมตน และรับรู้ความหมายของเวลาในธรรมชาติที่ทอดยาวขึ้น

งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี
งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี

หลังจากปรับพื้นที่เสร็จ พี่อ้อยทดลองใช้พื้นที่จัดกิจกรรม Nature Connection ฟื้นสัมพันธ์คืนดีกับธรรมชาติ เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเรียนรู้เรื่องธรรมชาติผ่านประสบการณ์จากผัสสะต่างๆ ได้เรียนรู้ร่วมกัน หลายคนชอบพื้นที่นี้ เรื่องเล่าจากประสบการณ์ของผู้คนที่สะท้อนออกมา ทำให้รู้ว่าพวกเราทุกคนต้องการการเยียวยาจากธรรมชาติ เราต้องการพื้นที่ที่เราจะกลับไปเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ดั้งเดิมที่เรามีกับธรรมชาติ มันยังอยู่ตรงนั้น เป็นบ้านที่เราจะหาทางกลับไปได้ครั้งแล้วครั้งเล่า 

งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี

ความรู้สึกเหล่านี้ออกแบบให้เกิดขึ้นไม่ได้ ทุ่งน้ำก็ไม่สามารถทำหน้าที่เยียวยาผู้คนได้ด้วยตัวมันเอง มันจึงเป็นเพียงสถานที่ที่สร้างโอกาสให้เราไว้วางใจในตนเอง ไว้วางใจในธรรมชาติ ในบรรยากาศที่ละเอียดอ่อน หากความคิดในหัวของเราเริ่มเงียบ และการเคลื่อนที่ของเราช้าลง การรับรู้ความรู้สึกเหล่านี้นั้นยากที่จะสื่อสารด้วยคำพูดและการเขียน มีแต่สัมผัสรับรู้ได้เท่านั้นที่เราจะรู้สึกได้ด้วยตัวเอง

หากศักยภาพของความเป็นโฮโมเซเปียนส์ (Homo Sapiens) ที่นำพาเราให้เป็นเราในปัจจุบัน คือการปฏิวัติด้านการรับรู้และสื่อสาร การใช้ความคิดและจินตนาการ 

ไม่แน่ว่าการปฏิวัติทางจิตสำนึกและการรับรู้ จะพาเรากลับไปเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ซึ่งเรายังสื่อสารออกมาไม่ได้ จะพาพวกเราเดินทางไกลไปอีกขั้น ในฐานะ โฮโมกาย่า (Homo Gaia) เพื่อยกระดับความสามารถและปัญญาที่จะรักษาโลกนี้ไว้ ท่ามกลางวิกฤตรอบด้าน

Writer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Photographers

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

9 พฤศจิกายน 2564
2K

“ภูมิสถาปนิกมีหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดิน เราศึกษาและวิเคราะห์ธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อตอบสนองการใช้งานของมนุษย์ โดยให้เกิดผลกระทบกับธรรมชาติน้อยที่สุด”ศาสตราจารย์กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ

เพราะที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนานาชนิด เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ จนหลงลืมไปว่ากลไกของสรรพชีวิตในระบบนิเวศเป็นราก-เป็นฐานฟันเฟืองให้เกิดสภาวะที่เหมาะแก่การดำรงชีวิตของคน

การพัฒนาที่ลืมรากฐานทางธรรมชาติของเมือง ทำให้ฟันเฟืองนี้มีปัญหา ‘กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองน้ำที่ลืมคลอง จากเคยเป็นเส้นเลือดไหลหล่อเลี้ยงชีวิต ปลูกอาหาร เป็นหน้าบ้าน สานการสัญจร เป็นน้ำดื่มน้ำใช้ให้ปัจจัย 4 กลายเป็นที่ระบายน้ำเสีย อุดตัน เน่าเหม็น ทั้งยังไม่ไหลกลายเป็นคลองที่ตายแล้ว

คลองช่องนนทรี โครงการเปลี่ยนคลองระบายน้ำเสียเป็นสวนสาธารณะ ฟื้นระบบนิเวศคลองและเมือง
คลองช่องนนทรี โครงการเปลี่ยนคลองระบายน้ำเสียเป็นสวนสาธารณะ ฟื้นระบบนิเวศคลองและเมือง

โครงการสวนสาธารณะช่องนนทรี เป็นหนึ่งใน 5 โครงการนำร่องของแคมเปญ ‘Regenerative Bangkok ฟื้นเมือง เชื่อมย่าน สานอนาคต’ ที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ริเริ่ม และเป็นทิศทางเดียวกันกับผู้นำกว่า 190 ประเทศทั่วโลกมองเห็นในงาน COP26 วันนี้

นับเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับภูมิสถาปนิกคนหนึ่ง เมื่อท่านผู้นำมีแผนจะพลิกฟื้นเมืองด้วย Nature-based Solution ซึ่งจริงๆ แล้วกรุงเทพมหานครคิดเรื่องนี้มานานมาก วันนี้เราขอเล่า 11 มุมที่ไม่เคยสื่อสารที่ไหนมาก่อนให้ฟัง เพื่อจะบอกว่า มนุษย์มิได้ครอบครองแผ่นดินอยู่เพียงลำพัง และความหวังของเมืองยั่งยืนอยู่ในมือของทุกคน

01

มากกว่าคลองระบายน้ำ คือ คลองที่มีชีวิต Canal Revitalisation

โลกเดินทางมาถึงยุคหยุดการพัฒนาแบบ Human Centric (เอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง) โครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว (Blue-Green infrastructure) คือปัจจัยที่พื้นฐานที่ถูกลืม

คลองช่องนนทรี โครงการเปลี่ยนคลองระบายน้ำเสียเป็นสวนสาธารณะ ฟื้นระบบนิเวศคลองและเมือง
นิเวศบริการของโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว (Blue-Green Infrastructure : BGI)
ภาพ : เกียรติกมล นิลาภรณ์กุล, 2564 ดัดแปลงจาก Gallet, Danielle, 2018

สวนสาธารณะคลองช่องนนทรี เป็นตัวอย่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว (Blue-Green Infrastructure : BGI) อาจฟังดูเป็นคำใหม่สำหรับคนไทย แต่เป็นที่คุ้นเคยกันดีในระดับนานาชาติ ริเริ่มขึ้นเมื่อ ค.ศ. 2013 พัฒนามาจากแนวคิด Low Impact Development : LID หรือ การพัฒนาที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย 

ในฐานะการออกแบบจัดการที่ไม่ได้มองแค่การวางผังเมืองใน หากแต่ผนวกองค์ประกอบทางธรรมชาติ น้ำ ดิน พืชพรรณ เข้ากับการออกแบบกายภาพของเมือง สอดแทรกไปตามถนน ทางเท้า คูคลอง บนดิน บนหลังคา แหล่งเก็บน้ำ ลานเมือง ฯลฯ ถักทอกันเป็นโครงข่ายให้นิเวศบริการ (Ecosystem Service) เป็นปัจจัยพื้นฐานในการมีชีวิต เป็นแหล่งพักพิงของสัตว์น้อยใหญ่ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งต่างสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน ส่งผลกับอากาศสะอาด ลดน้ำไหลนอง ลดอุณหภูมิความร้อน ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่งเสริมสุขภาพกาย-ใจของคนเมือง เป็นรากฐานสำคัญลำดับที่ 1 ซึ่งเมืองขาดไม่ได้ เพื่อให้มนุษย์อยู่ได้ ไปพร้อมรับมือกับความท้าทายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต

สำหรับสวนสาธารณะคลองช่องนนทรี เป็นโครงการฟื้นคืนชีวิตคลอง (Canal Revitalisation) สายแรกของเมืองกรุงเทพฯ และฟื้นความสัมพันธ์เมือง-ระบบนิเวศ ด้วยการใช้ความรู้ด้านภูมิสถาปัตยกรรมเมือง (Urban landscape Architecture) ปรับใช้แนวคิดการแก้ปัญหาที่ยึดหลัก ‘เข้าใจ-ประยุกต์-ปรับเปลี่ยน-เลียน-รู้ บทเรียนจากธรรมชาติ (Nature-based Solution)’ เพื่อการออกแบบที่ยืดหยุ่น ยั่งยืน ทำให้คลองได้ทำหน้าที่ทางนิเวศ มีการปรับปรุงคุณภาพน้ำ เชื่อมการไหลของน้ำ จัดการการไหลให้สัมพันธ์กับทิศทางน้ำขึ้น-น้ำลง เพิ่มศักยภาพคลองในการกักเก็บ ชะลอ ซึม รองรับ และระบายน้ำฝน ฟื้นฟูตลิ่งริมคลองด้วยการปรับใช้โครงสร้างทางชีววิศวกรรม (Bio-engineering ) เพิ่มพื้นที่สีเขียว รวมถึงฟื้นฟูความสัมพันธ์คนกับคลองให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

 02

ทำไมต้องเริ่มที่ช่องนนทรี

คลองยุทธศาสตร์กลางเมือง ที่รอการพัฒนามาเกือบทศวรรษ

ที่โล่งเพื่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม’ ตามผังเมืองรวมกรุงเทพฯ พ.ศ. 2556 

จากทุกการศึกษาวิเคราะห์โดยสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า พื้นที่แห่งนี้รอคอยการพัฒมานานกว่า 8 ปีแล้ว

ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 กำหนดให้ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นที่โล่งเพื่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมบริเวณริมถนน ควบคู่กับคลองช่องนนทรีที่ต้องเป็นคลองเพื่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม 

คลองช่องนนทรี โครงการเปลี่ยนคลองระบายน้ำเสียเป็นสวนสาธารณะ ฟื้นระบบนิเวศคลองและเมือง
ผังแม่บทโครงข่ายพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพมหานคร
ภาพ : สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร

ส่วนผังแม่บทโครงข่ายพื้นที่สีเขียวในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 มีเป้าหมายการเชื่อมต่อ 3 องค์ประกอบของเมือง คือ ถนนสีเขียว คลองสีเขียว และสวนสาธารณะ ให้เป็นโครงสร้างสีเขียวและสีฟ้า (Green-Blue Infrastructure) ที่ต่อเนื่อง โดยที่แห่งนี้เป็นพื้นที่เป้าหมายระยะแรก ในย่าน CBD ลุมพินี-สาทร รอการผลักดันไปสู่การก่อสร้างจริงเป็นโครงการแรก

จากถนน 77 สายที่สร้างโครงข่ายสีเขียวให้เต็มพื้นที่กรุงเทพมหานครได้นั้น ถนนนราธิวาสราชนครินทร์อยู่ในกลุ่มถนนที่มีศักยภาพและคุณค่าในการพัฒนาสูงที่สุด 

คลองช่องนนทรี โครงการเปลี่ยนคลองระบายน้ำเสียเป็นสวนสาธารณะ ฟื้นระบบนิเวศคลองและเมือง
ผังโครงข่ายคลองเสนอแนะ
ภาพ : สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร

และคลองช่องนนทรี จัดเป็นคลองที่มีศักยภาพสูง ในบรรดา 62 คลองซึ่งคัดเลือกขึ้นมาจาก 2,000 กว่าคลอง โดยมีเกณฑ์คือต้องมีความกว้างที่เหมาะสม ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เชื่อมต่อกับคลองสายอื่นที่ทำหน้าที่ระบายน้ำได้ดี รวมถึงพัฒนาเป็นพื้นที่นันทนาการได้จากบริบทของพื้นที่ชุมชน

สำหรับผังแม่บทโครงข่ายพื้นที่สีเขียวในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 นี้ ได้ผ่านการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนไปแล้ว 10 ครั้ง กับ 10 กลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งสิ้น 758 คน ได้รับการตีพิมพ์ เผยแพร่จำนวน 18 สื่อ รวมถึงทำกระบวนการสํารวจความคิดเห็นของประชากรในพื้นที่เขตสาทร จำนวน 415 ตัวอย่าง ปรากฏผลดังนี้

  • เห็นด้วยกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง เช่น การเพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะ เพิ่มต้นไม้บริเวณทางเดินเท้าและริมแม่น้ำลําคลอง จำนวน 99 เปอร์เซ็นต์
  • เห็นด้วยกับการสร้างทางเดินและพื้นที่พักผ่อนริมน้ำ ริมคลอง จำนวน 93.3 เปอร์เซ็นต์
  • เห็นด้วยกับการเพิ่มระบบบําบัดและอนุรักษ์แหลงน้ำเพื่อแก้ปัญหาคุณภาพน้ำในคลอง จำนวน 98.3 เปอร์เซ็นต์
  • เห็นด้วยกับการเพิ่ม-ปรับปรุงเส้นทางเดินเท้ารูปแบบต่างๆ มากขึ้น จำนวน 94.5 เปอร์เซ็นต์
  • เห็นด้วยกับการสร้างเส้นทางเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนประเภทต่างๆ จำนวน 94.9 เปอร์เซ็นต์

ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า ทำไมโครงการสวนสาธารณะช่องนนทรีจึงเกิดขึ้น จากการวางผังและพร้อมที่จะก้าวต่อในการทำแบบรายละเอียดให้เป็นจริง (อ้างอิงข้อมูลจากสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร)

03

เข้าใจคลองในเมืองคอนกรีต และกลไก-เงื่อนไขของปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างกาล

ธรรมชาติของระบบคูคลองในกรุงเทพฯ มีภูมินิเวศเป็นที่ราบดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ (Tidal Zone) แผ่นดินที่เกิดจากการทับถมของดินตะกอนที่ถูกน้ำพัดพามาครั้งแล้วครั้งเล่า บางกอกจึงเป็นเมือง 3 น้ำ คือ น้ำขึ้น-น้ำลง น้ำฝน และน้ำเหนือ 

น้ำขึ้น-น้ำลง สัมพันธ์กับระดับน้ำทะเล มีผลต่อระดับน้ำในคูคลองอยู่ตลอดปี พอถึงช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม น้ำฝนจะเริ่มเข้ามามีอิทธิพล และในช่วงปลายปี มวลน้ำเหนือที่มาจากแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ผ่านเจ้าพระยามุ่งหน้าอ่าวไทยก็จะไหลลงมาสมทบ ช่วงเดือนตุลาคมจึงเป็นช่วงที่ทั้ง 3 น้ำมารุมกันโดยมิได้นัดหมาย 

จากเคยมีเป็นโครงข่ายกระจายอยู่ทั่วเมือง เป็นคลองดิน เชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา น้ำเคยมาๆ ไปๆ ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอะไรมากนัก หนักหน่อยก็ขังอยู่ตามทุ่งสามเสน ทุ่งพญาไท ทุ่งศาลาแดงแลอีกนานาทุ่ง สักพักก็แห้งไป ไม่มีอะไรน่ากังวล

ปรากฏการณ์ธรรมชาติของบางกอกในอดีตเป็นเช่นไร ชีวิตก็ปรับเปลี่ยนเช่นนั้น

แต่จะเป็นอย่างไร เมื่อกรุงเทพฯ กลัวน้ำ

ปัจจุบัน เมืองไม่ยอมให้น้ำหลากท่วมได้เหมือนก่อน เราตัดถนนแล้วถมคลอง ซึ่งเป็นพื้นที่หลักในการจัดการน้ำของเมือง คูคลองในกรุงเทพฯ ทั้งหมดถูกควบคุมด้วยประตูระบายน้ำ และเครื่องสูบน้ำขนาดยักษ์ กั้นขอบเป็นเขื่อนคอนกรีตจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแผ่นดิน ระดับน้ำในคลองต่ำกว่าระดับน้ำเจ้าพระยาแทบจะตลอดเวลา น้ำในคลองถูกกักแยกตามเขตการจัดการน้ำ นิ่งสงัดไม่ไหลเวียน อุดตันด้วยสิ่งปฏิกูล ขยะจากครัวเรือนและพื้นที่สาธารณะที่พัดพามา บวกกับจำนวนผู้อาศัยเพิ่มขึ้นจนล้นศักยภาพของระบบนิเวศที่จะฟื้นฟูตัวเอง ต้องพึ่งระบบบำบัดน้ำเสียตามหลักวิศวกรรม 

เมื่อปริมาณน้ำในคลองขึ้นกับ 3 น้ำ และควบคุมโดยปั๊มน้ำให้ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป ส่วนคุณภาพน้ำในคลอง ขึ้นกับน้ำเสียจากบ้านเรือน และน้ำฝนที่ไหลปนมาช่วยเจือจางน้ำเสีย

นั่นคือ ในหน้าแล้ง เราจะพบปัญหาคลองน้ำเน่าจากน้ำเสียจากบ้านเรือน และในหน้าน้ำ เราจะพบปัญหาน้ำมากรอระบายจากน้ำฝน ซ้ำร้ายก็ปนน้ำเหนือด้วย

ทั้งสองปัญหามีสาเหตุและทางแก้ไขที่แตกต่าง แต่เกี่ยวพันกัน

04

ตลิ่งใหม่ คือ หัวใจการฟื้นฟู

คลองช่องนนทรี โครงการเปลี่ยนคลองระบายน้ำเสียเป็นสวนสาธารณะ ฟื้นระบบนิเวศคลองและเมือง
ภาพตัดคลองที่เปลี่ยนไปสร้างบทสนทนาใหม่ให้คนกับคลอง
ภาพ : LANDPROCESS

ด้วยการยอมรับระดับน้ำที่แตกต่าง สวนสาธารณะคลองช่องนนทรีจึงเป็นการฟื้นฟูตลิ่งที่ยอมให้ท่วมก็ดีและไม่ท่วมก็ได้ หรือเรียกว่า สะเทินน้ำสะเทินบก (Amphibious Design)

หากเคยเห็นหน้าตัดห้วนด้วน อย่างขอบเขื่อนที่ตัดตรงทั่วเมือง ถูกนำมาใช้ตัดขาดคนจากคลองและแม่น้ำทั่วประเทศ เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ประหยัดพื้นที่ที่สุด ง่ายต่อคำนวณหน้าตัดของน้ำ แต่นั่นกลับเป็นการตัดสัมพันธ์ของคน-คลอง-ชีวิตริมตลิ่งแบบไม่ไยดี การปรับหน้าตัดตลิ่ง ปรับแนวเขื่อน เชื่อมสัมพันธ์ จึงเหมือนการเบิกขอบคลอง 

ดังนั้น หน้าตัดตลิ่งใหม่คือกุญแจสำคัญ ภารกิจแรก การตัดราวกันตกที่หนาทึบ เปิดขอบคลองให้เมืองได้เห็นและเข้าถึงได้ ในการฟื้นฟูคลองเพื่อเปลี่ยนเมืองจึงเกิดขึ้น

เมื่อไม่มีความจำเป็นต้องรักษาระดับน้ำให้ปริ่มตลิ่งเพื่อความสวยงามตลอดเวลา แต่ปรับเปลี่ยนระดับและทิศทางการไหลให้สอดคล้องกับวัฏจักรธรรมชาติ และภารกิจหน้าที่ของคลองที่มีต่อเมือง จึงเกิดความงามแบบแบบไร้ฤดูกาล หมดเวลาขืนธรรมชาติ เพราะคลองยังต้องทำหน้าสำคัญตามนิเวศบริการ (Ecological Service)

ฉะนั้น คนเมืองต้องปรับตัว ปรับใจ ยอมรับ ทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลง ไม่สวยเนี้ยบ ห้ามกระดิก 365 วัน เลอะบ้าง แห้งบ้าง นี่คือช่องว่างของโอกาสแห่งการพัฒนาคลอง และคนเมืองที่ได้เรียนรู้การปรับเปลี่ยน

05

เติมเต็มศักยภาพการระบายน้ำฝน

แก้มลิงที่ป่องกว่าเดิม เคยรับได้เท่าไหร่ ปรับใหม่ได้มากกว่า

คลองช่องนนทรี โครงการเปลี่ยนคลองระบายน้ำเสียเป็นสวนสาธารณะ ฟื้นระบบนิเวศคลองและเมือง
ร่องสวนและพื้นที่ธรรมชาติเดิมที่มีความสามารถซึมน้ำได้ถูกปิดถมด้วยผิวดาดแข็ง โรงงาน บ้าน ถนน กรณีศึกษาคลองอ้อมนนท์ พ.ศ. 2449 – 2484 เปรียบเทียบ พ.ศ.​ 2560
ภาพ : เกียรติกมล นิลาภรณ์กุล, 2564 ดัดแปลงจาก ตวงพร ปิตินานนท์, 2560

ในภาพใหญ่ ปัจจุบันปัญหาการระบายน้ำของกรุงเทพฯ และเมืองอื่นๆ ทั่วโลก มีสาเหตุมากจากพื้นที่ผิวดาดแข็งในเมืองเพิ่มมากขึ้น เมืองมีศักยภาพในการ ‘ซึมน้ำ’ น้อยลง (Less Porosity) 

ในทางภูมิสถาปัตยกรรมและวิศวอุทกศาสตร์ อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า สาเหตุหลักของปัญหาน้ำท่วมรอระบาย คือการขาดพื้นที่รองรับน้ำ โดยเฉพาะน้ำฝน ขาดพื้นที่หน่วงน้ำ (Retention and Detention Area) ในเขตเมือง หรือจะเรียกว่าแก้มลิงก็ไม่ผิดนัก

คลองช่องนนทรี โครงการเปลี่ยนคลองระบายน้ำเสียเป็นสวนสาธารณะ ฟื้นระบบนิเวศคลองและเมือง
บทบาทของพืชพรรณและพื้นที่หน่วงน้ำในเมืองรูปแบบต่างๆ
ภาพ : เกียรติกมล นิลาภรณ์กุล, 2564 ดัดแปลงจาก ดนัย ทายตะคุ, มิ่งขวัญ นันทวิสัย, 2562

พื้นที่หน่วงน้ำ หมายถึง พื้นที่ที่มีความสามารถในการดูดซับ กักเก็บ และยอมให้น้ำท่วมขังอยู่ได้ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง อาจอยู่ในแนวถนน สนามหญ้าที่บุ๋มลง พื้นที่บนหลังคาทั้งแบบที่มีหรือไม่มีพืชพรรณ บ่อเก็บน้ำฝนบนดิน ใต้ดิน หรือลานกิจกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นพื้นพรุนน้ำ เช่น กรวด หิน วัสดุที่น้ำซึมผ่านได้รูปแบบต่างๆ หรือดินปลูกพืชพรรณ ก็จะยิ่งช่วยเมืองได้เพิ่มมากขึ้น ในบริบทเมืองปัจุบัน คลองทุกคลอง มีบทบาทสำคัญในการช่วยรับน้ำไหลนองจากผิวดาดแข็ง อาคารบ้านเรือน ถนน ทางเท้า เป็นแก้มลิงหน่วงน้ำ ก่อนลำเลียงไปสูบออกแม่น้ำเจ้าพระยา 

หลังจากนี้ คลองช่องนนทรีจะยังคงทำหน้าที่แก้มลิง ด้วยประสิทธิภาพสูงสุดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

คณะทำงานได้ศึกษาธรรมชาติของระดับน้ำขึ้น-ลงของคลองช่องนนทรีเดิม ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับทางเท้าโครงสร้างใหม่ วิเคราะห์ปัญหา ศึกษาข้อมูล พิจารณาความเป็นไปได้ ทำให้ได้ข้อสรุปที่ว่า แท้จริงแล้ว คลองนี้ยังรับน้ำฝนได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เติมเต็มศักยภาพการเป็นแก้มลิงของคลองช่องนนทรี ไปพร้อมๆ กับการฟื้นฟูระบบนิเวศริมคลอง ซึ่งมีความหมายกว้างไปกว่าพื้นที่นันทนาการริมน้ำมากนัก

คลองช่องนนทรี โครงการเปลี่ยนคลองระบายน้ำเสียเป็นสวนสาธารณะ ฟื้นระบบนิเวศคลองและเมือง
ภาพตัดคลองก่อนปรับปรุง
ภาพ : LANDPROCESS

ก่อนปรับปรุง

ระดับท้องคลอง – 1.20 

ระดับน้ำคลองปกติ – 0.50

ระดับน้ำควบคุมสูงสุดในหน้าฝน + 0.00

ปริมาตรน้ำที่รับได้ 71,055 ลบ.ม.

คลองช่องนนทรี โครงการเปลี่ยนคลองระบายน้ำเสียเป็นสวนสาธารณะ ฟื้นระบบนิเวศคลองและเมือง
ภาพตัดคลองแสดงการระบายน้ำฝนหลังปรับปรุง
ภาพ : LANDPROCESS

หลังปรับปรุง

ระดับท้องคลอง – 2.30

ระดับน้ำคลองปกติ – 0.50

ระดับน้ำควบคุมสูงสุดในหน้าฝน + 0.00

ปริมาตรน้ำที่รับได้ 93,060 ลบ.ม.

ระดับน้ำในสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรง + 0.65

ปริมาตรน้ำที่รับได้ 144,450 ลบ.ม.

โครงสร้างทางเดินและลานกิจกรรมที่ปกคลุมผิวน้ำ กินเนื้อที่ประมาณ 4,000 ตร.ม. คิดเป็นเพียง 3 เปอร์เซ็นต์จากพื้นผิวโครงการทั้งหมด และเมื่อนับรวมโครงสร้างแข็งที่ตัดรื้อออกกับที่สร้างใหม่ ก็ยังมีพื้นที่น้อยกว่าโครงสร้างแข็งเดิมก่อนปรับปรุง 

คลองช่องนนทรี โครงการเปลี่ยนคลองระบายน้ำเสียเป็นสวนสาธารณะ ฟื้นระบบนิเวศคลองและเมือง
ตารางแสดงพื้นที่ผิว พื้นที่หน้าตัดคลอง และความจุคลอง ก่อนและหลังปรังปรุง
ภาพ : LANDPROCESS

เทียบกันที่พื้นที่ผิวทางนอน

พื้นที่โครงการกว้างโดยเฉลี่ย 30.7 เมตร ประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นคลอง ตลิ่ง และทางเท้า ความยาวรวมประมาณ 4.5 กิโลเมตร คิดเป็นพื้นที่ผิวทางนอนรวม 138,150 ตร.ม. 

คลองปรับใหม่มีสัดส่วนผิวน้ำระดับปกติ ลดลง จาก 63,450 ตร.ม. เหลือ 59,450 ตร.ม. = ลดลง 7 เปอร์เซ็นต์ 

ในขณะที่พื้นที่ดาดแข็งรวม ลดลง จาก 63,000 ตร.ม. เป็น 49,900 ตร.ม. = ลดลง 21 เปอร์เซ็นต์

และพื้นที่สีเขียว เพิ่มขึ้น จากเพียงกระบะต้นไม้เดิม ขนาด 1×1 ม. 11,700 ตร.ม. เป็นแนวตลิ่งสีเขียว 28,800 ตร.ม. ในหน้าฝน และ 39,600 ตร.ม. ในหน้าแล้ง = เพิ่มขึ้น 146 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ พื้นที่ผิวน้ำที่ลดลงในวันปกติ แปรผกผันกับขนาดหน้าตัดคลองและปริมาตรน้ำที่คลองรองรับได้ กล่าวคือ เทียบกันที่พื้นที่หน้าตัดน้ำและปริมาตรความจุน้ำในคลอง คลองปรับใหม่มีขนาดพื้นที่หน้าตัดน้ำในวันปกติโดยเฉลี่ย เพิ่มขึ้นจาก 15.79 ตร.ม. เป็น 20.68 ตรม. ในฤดูฝน ทำให้ความจุน้ำที่รองรับได้เพิ่มขึ้นจาก 71,055 ลบ.ม. เป็น 93,060 ลบ.ม. = เพิ่มขึ้น 31เปอร์เซ็นต์

ยิ่งไปกว่านั้น ในสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรง (Extreme Climate) ได้ออกแบบให้รับน้ำเพิ่มได้ถึง 144,450 ลบ.ม. = เพิ่มขึ้น 103 เปอร์เซ็นต์

หน้าตัดคลองที่เพิ่ม = พื้นที่รองรับน้ำในคลองเพิ่ม + พืชช่วยชะลอการไหลของน้ำและปรับคุณภาพน้ำ ส่งผลต่อความสามารถในการระบายน้ำ ไม่เพียงแต่ในเชิงปริมาณเท่านั้น ในเชิงคุณภาพ ระบบชีววิศวกรรม (Bio-engineering) ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้โครงสร้างวิศวกรรมผสมผสานกับความสามารถของพืชพันธุ์หรือวัสดุธรรมชาติ มาช่วยรักษาสภาพตลิ่งให้มีความมั่นคง ควบคุมตะกอน เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในคลอง เช่น การใช้ท่อนไม้สด (Live Stake) การใช้ฟ่อนไม้สด (Live Fascine) เป็นต้น เป็นเทคนิคหนึ่งของการพัฒนาที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย (Low Impact Development Technique) ทำให้คลองแห่งนี้มีความยืดหยุ่นในการรองรับปริมาณน้ำมากจากสภาพอากาศที่แปรปรวนได้

สรุป! คลองปรับใหม่ รองรับการระบายน้ำฝนได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน : )

06

ความใส ไหล สะอาด ของน้ำคลอง ก่อนและหลังปรับปรุง

แยกน้ำเสียจากน้ำฝน เติมน้ำใส

มองเป็นโครงข่าย แก้ทั้งระบบ ไม่เสร็จในวันเดียว

ท่อน้ำเสียจากอาคารบ้านเรือน ต่อผ่านท่อระบายน้ำเสียสาธารณะและถูกแยกมายังท่อน้ำเสียหลักที่วางตัวอยู่ใต้ระดับก้นคลอง ในวันฝนหนัก น้ำฝนไหลปนกับน้ำเสียลงท่อระบายน้ำ สุดท้ายคลองต้องรับภาระปัญหาทุกครั้งไป นอกจากนั้น ยังมีชุมชนริมคลองจำนวนมากที่ปล่อยน้ำเสียและสารพัดสิ่งปฏิกูลลงคลองโดยตรงแบบไม่ผ่านระบบบำบัด เหล่านี้เป็นสาเหตุหลักของปัญหาน้ำเน่าคลองตันในกรุงเทพฯ

การปรับปรุงคุณภาพน้ำคลองช่องนนทรี เป็นการคิดแบบโครงข่าย ลำพังคลองเดียวคงไม่แก้ปัญหาของเมืองทั้งหมดไม่ได้ เพราะคลองสาขาล้วนเชื่อมต่อกัน การพัฒนาคลองช่องนนทรีให้สะอาด เป็นการนำร่องไปสู่การพัฒนาคลองอื่นๆ ต่อไป

หลักการปรับปรุงคุณภาพน้ำในคลองช่องนนทรี ประกอบด้วย

11 เรื่องน่ารู้ โปรเจกต์พัฒนาคลองช่องนนทรีจากคลองระบายน้ำ นำร่องสู่คลองระบบธรรมชาติ เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและความหวังของเมืองที่ยั่งยืน
รูปตัดแสดงระบบระบายน้ำเสียที่ปะปนกับน้ำฝนเดิม
ภาพ : LANDPROCESS
11 เรื่องน่ารู้ โปรเจกต์พัฒนาคลองช่องนนทรีจากคลองระบายน้ำ นำร่องสู่คลองระบบธรรมชาติ เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและความหวังของเมืองที่ยั่งยืน
รูปตัดแสดงระบบระบายน้ำเสียปรับใหม่
ภาพ : LANDPROCESS

1. ใช้ท่อแทนคลอง ไม่ใช่คลองแทนท่อ

ปรับระบบระบายน้ำเสียให้แยกขาดจากคลอง ไม่ปะปนกันดังเดิม แยกระบบท่อรวบรวมน้ำเสียออกจากคลอง โดยการจัดการปรับปรุงท่อรวบรวมน้ำเสียระบบเดิมที่รั่วซึม ซึ่งเป็นภารกิจหลักของสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร และอยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนาเป็นโครงข่าย ในการพัฒนาคลองช่องนนทรีที่มีประชาชนเรียกร้องเรื่องน้ำเน่าเสียอย่างมาก

ครั้งนี้ทีมสำนักระบายน้ำได้พัฒนาท่อระบายน้ำและบ่อดักน้ำเสียกว่า 60 บ่อ ที่ไม่ได้เป็นประโยชน์กับคลองอย่างเดียว แต่เป็นการพัฒนาทั้งระบบบนพื้นที่ 28.5 ตารางกิโลเมตร ในความดูแลของโรงควบคุมคุณภาพน้ำช่องนนทรี

11 เรื่องน่ารู้ โปรเจกต์พัฒนาคลองช่องนนทรีจากคลองระบายน้ำ นำร่องสู่คลองระบบธรรมชาติ เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและความหวังของเมืองที่ยั่งยืน
โครงข่ายคลองสาขาที่เชื่อมโยงกับคลองช่องนนทรี พัฒนาคลองเดียวได้ประโยชน์หลาย
ภาพ : LANDPROCESS

2. นำน้ำเสียบำบัดแล้วมาเติมน้ำสะอาดเข้าสู่ระบบคลอง

ปกติน้ำเสียบำบัดแล้วจากโรงควบคุมคุณภาพน้ำช่องนนทรี ค่า BOD ไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อลิตร ค่า DO 6 เฉลี่ยประมาณมิลลิกรัมต่อลิตร ปริมาณ 140,000 ลูกบาศก์เมตร จะถูกปล่อยทิ้งลงแม่น้ำเจ้าพระยาทุกวัน! 

ในโครงการนี้เราเปลี่ยนแนวท่อให้น้ำสะอาดเหล่านั้น มาไหลเติมลงคลองช่องนนทรีตามแรงโน้มถ่วง (Gravity Flow) ไปถึงคลองสาทร เชื่อมต่อระบบเข้าไปยังสวนลุมพินี ซึ่งถือโอกาสการปรับปรุงในวาระครบรอบ 100 ปี ฟื้นฟูระบบไหลเวียนน้ำ ช่วยบำบัดน้ำแบบ Tertiary Treatment ส่งต่อไปให้คลองปลายตัน 2 คลองที่รอเชื่อมต่อกับสวนลุมฯ คือคลองไผ่สิงโต ที่เชื่อมต่อไปยังสวนขนาดใหญ่อย่างสวนเบญจกิตติ และคลองต้นสนที่ต่อกับคลองแสนแสบ เป็นการคิดแบบนอกขอบเขตพื้นที่งานออกแบบ เพราะธรรมชาติเชื่อมโยงได้ไม่จำกัด และน้ำบำบัดแล้วจากโรงบำบัดน้ำที่เหลือของเมืองอีก 7 โรง ก็น่าจะเวียนกลับมาสร้างอะไรดีๆ ให้ระบบน้ำของเมืองได้เช่นกัน

3. ระบบทุ่นดักขยะ

กระจายตามหัว-ท้ายคลองแต่ละช่วงและจุดแยกคลองสาขาต่างๆ ให้การไหลของกระแสน้ำพัดพาเศษขยะเข้ามาในทุ่น และสำนักการระบายน้ำจะทำการเพิ่มตะแกรงดักขยะที่ปากท่อระบายน้ำซึ่งเชื่อมต่อกับคลอง

4. ลดตะกอนในคลอง 

โดยระหว่างก่อสร้างมีการขุดลอกตะกอนขยะก้นคลอง เพิ่มสวนน้ำฝน หรือ Rain Garden ใช้พืชพันธุ์ที่ดูดซับและกรองสิ่งสกปรกได้ เช่น เตย บอนนา พุทธรักษา ธรรมรักษา ก้ามกุ้ง กกกลม คล้าน้ำ ช่วยดักตะกอนจากน้ำฝนไหลนองจากผิวถนน และออกแบบความกว้างของคลองในช่วงต่างๆ ให้พอเพียงต่อการดำเนินการขุดลอกคลองในอนาคต 

5. เติมอากาศด้วยม่านน้ำตกและน้ำพุ 

ติดตั้งหัวน้ำพุที่ก้นคลอง เพิ่มการเวียนน้ำก้นคลองให้ขึ้นมาสัมผัสอากาศด้านบน และมีการวิเคราะห์ Node กิจกรรม และเลือกพื้นที่ที่จะใช้น้ำสะอาด คือน้ำประปาในปริมาณจำกัด เปิด-ปิดระบบเป็นเวลา โดยออกแบบเป็นระบบหมุนเวียน ไม่ต้องเติมน้ำเพิ่มทุกวัน จึงมั่นใจได้ว่า น้ำในคลองช่องนนทรีจะมีคุณภาพที่ดีกว่าในปัจจุบันอย่างแน่นอน การปรับปรุงคุณภาพน้ำในคลองไม่ได้มุ่งให้สะอาดถึงขั้นคนลงไปเล่นสัมผัสได้ในทุกจุด ตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดินระดับ 2 (แม่น้ำเจ้าพระยาระดับ 4 คลองในกรุงเทพฯ ระดับ 5) การจะทำเช่นนั้นได้คงต้องใช้น้ำประปาทั้งหมด และเป็นคลองระบบปิดโดยสมบูรณ์ ซึ่งขัดต่อแนวคิดตั้งต้นของโครงการอย่างสิ้นเชิง

11 เรื่องน่ารู้ โปรเจกต์พัฒนาคลองช่องนนทรีจากคลองระบายน้ำ นำร่องสู่คลองระบบธรรมชาติ เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและความหวังของเมืองที่ยั่งยืน
ระบบเติมอากาศในคลอง
ภาพ : LANDPROCESS

อย่างไรก็ตาม สวนสาธารณะคลองช่องนนทรีมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาน้ำเสียที่ปลายทางเท่านั้น จากระบบรวบรวมน้ำเสียแบบรวม (Combined System) การแก้น้ำเสียที่ต้นทางคือจากบ้านเรือน ต้องบังคับใช้กฎหมาย ถังหรือระบบบำบัดน้ำเสียที่แยกจากครัวเรือน (Separate System) ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องทำ บางคนอาจมองว่าจะต้องรื้อบ้านแปลงเมือง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าไม่เริ่ม ความหวังของคลองที่ดีทั้งเมืองก็ดูจะริบหรี่ นี่จึงเป็นอีกเรื่องที่ต้องวางกลยุทธ์กันต่อไป

07

ทำไมต้องย้ายต้นพิกุลริมคลอง

เพื่อฟื้นฟูตลิ่ง การปรับระดับงานโครงสร้างริมตลิ่งใหม่ในช่วงเชื่อมต่อ Skywalk ช่องนนทรี ทำให้มีความจำเป็นต้องย้ายต้นพิกุลจำนวนหนึ่งออก แต่ในการออกแบบมีการอนุรักษ์และใช้งานต้นพิกุลเดิมให้มากที่สุดอยู่

กรุงเทพมหานครโดยสำนักสิ่งแวดล้อม ทำการล้อมย้ายอย่างได้มาตรฐาน ซึ่งต้นไม้กลุ่มนี้ได้รับดูแลอย่างดี ได้ ครูต้อ-ธราดล ทันด่วน ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่ในเมืองในการให้คำปรึกษาด้านเทคนิควิธี มีการห่อตุ้มดิน และขนย้ายอย่างประณีต

ต้นพิกุลที่เราเห็นมีลักษณะการปลูกที่ผิดธรรมชาติ คือ เป็นการก่อกระบะปลูกด้านบนทางเท้า กว้างประมาณ 80 – 90 ซม. ความลึกเพียงประมาณ 30 – 40 ซม. ทำให้รากต้นไม้เจริญเติบโตไปไม่ได้มากกว่าพื้นที่อันจำกัดของความลึกและความกว้าง สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมนี้ สร้างปัญหาทำให้ต้นไม้อ่อนแอ ซึ่งพบเห็นจากการประเมินสภาพต้นไม้หน้างาน

11 เรื่องน่ารู้ โปรเจกต์พัฒนาคลองช่องนนทรีจากคลองระบายน้ำ นำร่องสู่คลองระบบธรรมชาติ เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและความหวังของเมืองที่ยั่งยืน
ต้นพิกุลที่ล้อมย้ายได้รับการดูแลอย่างประณีต
ภาพ : สำนักงานเขตสาทร

สำนักสิ่งแวดล้อม ให้คำแนะนำและร่วมกับสำนักงานเขตสาทร ขุดล้อมต้นพิกุล จำนวน 23 ต้น ตามหลักวิชาการ เมื่อวันที่ 15 – 16 กันยายน พ.ศ. 2564 สำนักงานเขตสาทร นำต้นพิกุลทั้งหมดไปอนุบาลไว้ที่สวนหย่อมและลานกีฬาใต้ทางด่วนซอยอยู่ดี เขตสาทร แต่เนื่องจากพิกุลเป็นไม้ไม่ผลัดใบ ลำต้นจึงเปราะบางต่อแสงแดด จึงได้มีการห่อลำต้นเพื่อลดความร้อนจากแสงแดดที่จะส่งกระทบลำต้นโดยตรง และพักไว้ในที่ร่ม

11 เรื่องน่ารู้ โปรเจกต์พัฒนาคลองช่องนนทรีจากคลองระบายน้ำ นำร่องสู่คลองระบบธรรมชาติ เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและความหวังของเมืองที่ยั่งยืน
ต้นพิกุลที่ล้อมย้ายไปยังสวนหย่อมและลานกีฬาใต้ทางด่วนซอยอยู่ดี เขตสาทร
ภาพ : สำนักงานเขตสาทร

ปัจจุบัน ต้นพิกุลที่ล้อมย้ายไป 23 ต้น อยู่ในสภาพดี 22 ต้น ส่วนอีก 1 ต้น คาดว่าตาย เนื่องจากมีปลวกเข้าทำลายและพบสภาพรากเน่าตั้งแต่วันที่ล้อมย้าย ต่อมาสำนักงานเขตคลองสามวา ประสานขอและขนย้ายต้นพิกุลไปจำนวน 10 ต้น (ขนย้ายเมื่อวันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2564) เพื่อนำไปปลูกในพื้นที่คลองสามวา ซึ่งกำลังจัดทำเป็นสวนสาธารณะ

และต่อจากช่วง 200 เมตรแรกนี้ ต้นพิกุลบางส่วนเก็บรักษาใช้ในโครงการ ส่วนที่ต้องนำออกจะเป็นการล้อมย้ายตามมาตรฐาน เพื่อปลูกต้นไม้ชนิดอื่นเพิ่มสำหรับฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งให้ประโยชน์มวลรวมมากกว่าการใช้ต้นพิกุลเดิมตลอดแนว

08

ศูนย์กลางการเชื่อมต่อ สวนสาธารณะคลองช่องนนทรี สู่แกนยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง

ด้วยตำแหน่งใจกลาง CBD (Central Business District) คลองช่องนนทรีและถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ทอดผ่าน 3 เขต สาทร บางรัก ยานนาวา และยังเชื่อมต่อกับถนนสายหลัก สีลม สาทร พระราม 3 มีช่องทางการเดินรถ BRT ที่รอการพัฒนาเป็นรถไฟฟ้าสายสีเทา ในการพัฒนารายละเอียดของสวนสาธารณะคลองช่องนนทรี คิดเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาของโครงข่ายการเชื่อมเมืองตามแผนพัฒนาของกรุงเทพมหานคร ที่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการอยู่ในปัจจุบัน ต่อเนื่องไปถึงอีก 7 – 8 ปีข้างหน้า รวมถึงเป็นปัจจัยสู่การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่เขียวยิ่งขึ้น ดังนี้

1. การพัฒนารถไฟฟ้า BTS สายสีเทาช่วง ลุมพินี-ท่าพระ แบบไม่นำตอม่อลงคลอง 

โครงสร้างทึบนั้นทำลายทัศนียภาพเมือง และลดประประสิทธิภาพการเป็นแก้มลิงดังตัวอย่างในคลองสาทร ขณะนี้อยู่ระหว่างของบประมาณจ้างที่ปรึกษาศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA)

2. เจรจากับ BRT ในการลดผิวจราจรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 

ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะคือเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยลดปริมาณรถยนต์บนถนนได้ ผนวกเข้ากับการสัญจรสีเขียวอื่นๆ เช่น จักรยาน Scooter ไฟฟ้า โดยใช้พื้นที่ช่องจราจรของ BRT เดิม และสอดประสานการออกแบบไปกับสวนสาธารณะเลียบคลองแห่งนี้ต่อไป

3. เปลี่ยนการเข้าถึงและระบบจ่ายบัตรรถ BRT ให้ง่ายขึ้นไม่ต้องเดินขึ้นๆ ลงๆ สถานี

ให้เข้าได้จากทางเดินเท้าระดับดิน สนับสนุนการใช้งานทางเท้า พัฒนาการให้บริการที่เป็นมิตรมากขึ้น โดยระบบตรวจบัตรจะอยู่บนรถโดยสารแทนการต้องเข้า-ออกสถานีแบบเดิม ปรับการใช้สอยโครงสร้างอาคารขายตั๋วเดิมกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเทา ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการในอีก 6 – 8 ปี และเปลี่ยนรูปแบบรถโดยสารในปัจจุบันจากพลังงาน NGV ให้เป็นระบบรถไฟฟ้า EV BRT

4. วิเคราะห์จุดเชื่อมต่อชุมชน 2 ฝั่งถนนและทำทางข้ามในระดับดิน 

เพราะทางม้าลายเอื้อต่อการใช้งานของทุกคน ไม่ใช่สะพานลอย จึงมีการศึกษาเพื่อความเหมาะสมของทั้ง 17 จุดทางข้ามทางแยกในความดูแลของสำนักการจราจรและขนส่ง ในอนาคตปริมาณและตำแหน่งอาจมีการปรับเปลี่ยนบ้าง

11 เรื่องน่ารู้ โปรเจกต์พัฒนาคลองช่องนนทรีจากคลองระบายน้ำ นำร่องสู่คลองระบบธรรมชาติ เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและความหวังของเมืองที่ยั่งยืน
จุดเชื่อมต่อทางข้าวระดับดิน 17 จุด (อยู่ในการศึกษา ความเหมาะสม)
ภาพ : LANDPROCESS

เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ โครงการสวนสาธารณะคลองช่องนนทรีไม่ได้ทำการลดช่องจราจรบนถนนเดิม ซึ่งจะไม่ส่งผลทางตรงให้รถติดมากขึ้นหรือน้อยลง ขอให้คนกรุงเทพฯ ไม่ต้องเป็นกังวล 

09

งบประมาณ 980 ล้านบาทแลกมาด้วยอะไร

ใช่เพียง ‘การปรับปรุงภูมิทัศน์’ ที่เรามักเข้าใจว่าเป็นการตกแต่งด้วยต้นไม้ให้สวยงาม หรือตกแต่งโครงสร้างที่มีอยู่เดิมแล้ว สวนแห่งนี้เป็นการพัฒนาพลิกฟื้นพื้นที่สองฝั่งคลองช่องนนทรี ร่วมกับทางเท้าสองข้างของถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นการปรับปรุงโครงสร้างจำเป็นพื้นฐานของเมือง รองรับการสัญจรสีเขียวในอนาคต และปลูกต้นไม้เพิ่มกว่า 5,000 ต้น

งบประมาณ 980 ล้าน จากสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร รวมงานวิศวกรรมโครงสร้าง วัสดุผิว วัสดุพืชพรรณ ไฟฟ้าแสงสว่าง งานระบบไฟฟ้ากำลัง ระบายน้ำ รดน้ำต้นไม้

งานก่อสร้างระยะแรกรวมส่วนรอยต่อจาก Skywalk ช่องนนทรี เป็นโครงสร้างทางเท้าเชื่อมคนให้เข้าถึงโครงการแบบ Universal Design เป็นโครงสร้างทางลาดยาว บนพื้นที่ 731.4 ตารางเมตร แต่ไม่รวมงานระบบบำบัดน้ำ แยกน้ำเสียออกจากน้ำฝนซึ่งเป็นภารกิจหลักของสำนักการระบายน้ำ ปรับปรุงบ่อดักน้ำเสียในพื้นที่ของโรงควบคุมคุณภาพน้ำช่องนนทรี 60 บ่อพัฒนาระบบรวบรวมน้ำเสียจากบ้านเรือน นำส่งไปบำบัดอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากเป็นโครงการในภารกิจหลักของสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานครอยู่แล้ว

10

บทบาทภูมิสถาปนิกในโครงการสวนสาธารณะคลองช่องนนทรี

เพราะงานของภูมิสถาปนิก ไม่ใช่เพียงออกแบบปรับปรุงภูมิทัศน์หรือจัดสวน

ตามกฎกระทรวงกำหนดวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม พ.ศ. 2549 นิยามงานภูมิสถาปัตยกรรมไว้ว่า 

วิชาชีพสถาปัตยกรรมที่ใช้ศาสตร์และศิลป์ในการออกแบบวางผังบริเวณ เพื่อสร้างสรรค์องค์ประกอบทางกายภาพของสภาพแวดล้อมทางภูมิทัศน์ในชุมชนและพื้นที่ธรรมชาติ ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับอาคาร

ภูมิสถาปัตยกรรม คือ ศาสตร์ว่าด้วยการทำความเข้าใจระบบนิเวศและบทบาทที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตมนุษย์เพื่อนำมาปรับใช้ เฉพาะอย่างยิ่งภายในระบบนิเวศเมือง ที่จำเป็นต้องศึกษาและการฟื้นฟูระบบนิเวศในเมืองให้ยังคงทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ของคนกับสิ่งแวดล้อม ผ่านวางแผน วางผัง การจัดการองค์ประกอบทางกายภาพ ฟื้นฟูสุขภาพของสภาพแวดล้อมให้กลับมาแข็งแรง ยืดหยุ่น ให้บริการเชิงนิเวศ (Ecological Services) กับมนุษย์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อมนุษย์ทั้งปวง

ดังที่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ กล่าวไว้ว่า “ภูมิสถาปนิกมีหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดิน เราศึกษาและวิเคราะห์ธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อตอบสนองการใช้งานของมนุษย์โดยให้เกิดผลกระทบกับธรรมชาติน้อยที่สุด”

เพราะฉะนั้น ภูมิสถาปัตยกรรมเมืองหรืองานภูมิสถาปัตยกรรมสาธารณะ (Urban Landscape Architectue) ขยายความว่า เป็นงานภูมิสถาปนิกซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบริบทของงานเมือง 

11 เรื่องน่ารู้ โปรเจกต์พัฒนาคลองช่องนนทรีจากคลองระบายน้ำ นำร่องสู่คลองระบบธรรมชาติ เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและความหวังของเมืองที่ยั่งยืน
11 เรื่องน่ารู้ โปรเจกต์พัฒนาคลองช่องนนทรีจากคลองระบายน้ำ นำร่องสู่คลองระบบธรรมชาติ เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและความหวังของเมืองที่ยั่งยืน

หากขุดค้นลงไปถึงสาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อมเมืองต่างๆ เช่น น้ำไหลนองในเขตเมือง (น้ำท่วมขัง น้ำมากรอระบาย) ปรากฏการณ์เกาะร้อนในเมือง ฝุ่นควัน PM 2.5 ก็จะพบว่าส่วนหนึ่งของทุกปัญหา เกิดจากการออกแบบกายภาพเมืองที่ปราศจากความเข้าใจเรื่องระบบนิเวศ นักวิชาชีพทั้งหลายจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหา และขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองให้ไปในทิศทางที่เหมาะสม

โครงการสวนสาธารณะคลองช่องนนทรี เป็นการทำงานบูรณาการทุกภาคส่วน ซึ่งกรุงเทพมหานครทำเอง ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครจำนวนมาก โดยเฉพาะนักผังเมืองจากสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง วิศกรจากสำนักการโยธา ออกแบบงานระบบระบายน้ำโดยสำนักการระบายน้ำ วิศวจราจรจากสำนักการจราจรและขนส่ง ผู้เชี่ยวด้านต้นไม้จากสำนักสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้เกิดการผสานศาสตร์ภูมิสภาปัตยกรรมและวิศวกรรม เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาที่รอบด้าน

ถ้าภารกิจนี้ทำให้เมืองดีขึ้น เราและคนกรุงเทพฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ก็สมควรที่ทุกสาขาวิชาชีพจะมาร่วมช่วยกันอย่างสนับสนุนเกื้อกูล

สำหรับโครงการนี้ ตำแหน่งภูมิสถาปนิก ซึ่งกรุงเทพมหานครมีบุคคลากรไม่พอเพียง หรือยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ในกรมกอง เราจึงได้มีโอกาสเข้าไปสนับสนุนในส่วนงานภูมิสถาปัตยกรรม ในลักษณะของการร่วมเดินไปด้วยกัน ไม่ใต้หรือเหนือวิชาชีพใด ด้วยความเคารพในความสามารถเฉพาะทางของต่างสาขาวิชาชีพ ซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และการเปิดใจยอมรับความไม่รู้ อันจะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น และการเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด

ขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำให้งานนี้เกิดขึ้น เราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของทีมที่ยิ่งใหญ่นี้ 

และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโครงการฟื้นเมืองด้วยภูมิสถาปัตยกรรม ตามแนวคิดโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้าและเขียว (Bangkok Blue-Green Infrastructure) ด้วยการเชื่อมคลอง เชื่อมคน เชื่อพื้นที่สีเขียว และเชื่อมเมือง เป็นเรื่องที่ต้องคิดควบคู่กัน เพื่อแก้ปัญหา และสร้างสมดุลให้เมืองของเรา 

11

งานเมืองเป็นเรื่องของทุกคน

11 เรื่องน่ารู้ โปรเจกต์พัฒนาคลองช่องนนทรีจากคลองระบายน้ำ นำร่องสู่คลองระบบธรรมชาติ เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและความหวังของเมืองที่ยั่งยืน
องค์ประกอบต่างๆ ที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้าเขียว (Bangkok Blue-Green Infrastructure) ในหลากหลายระดับ
ภาพ : Landscape Institute, 2011

การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน ต้องไม่คิดเพียงมิติของการพัฒนาเศรฐกิจ สังคม วัฒนธรรม แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ฟื้นชีวิตให้ธรรมชาติ บนดิน ใต้ดิน โครงข่ายน้ำ พืชพรรณ คน และสรรพสิ่งต่างแบ่งปันอากาศ ทรัพยากร ล้วนเกี่ยวโยงกันอย่างลึกซึ้ง เป็นโครงสร้างของระบบนิเวศเมือง และต้องถูกนำมาคิดในสมการการพัฒนาเมืองทั้งหมด

การออกแบบเมืองที่พึ่งพิงอาศัยพื้นฐานธรรมชาติอย่างยั่งยืนและเข้าใจ เป็นทางออกของการพัฒนาเมืองในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งทุกสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องต้องเร่งช่วยกันผลักดันอย่างสุดกำลัง บนพื้นฐานธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมที่จะไม่สูญสลาย เสื่อม หรือไม่ให้ความสำคัญ

และจะเห็นได้ว่า ไม่ใช่เพียงใครคนใดคนหนึ่ง หรือวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่ง ที่มีส่วนกำหนดชะตาเมืองในเรื่องนี้ คนเมืองทุกคนที่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือมีอำนาจในการตัดสินใจที่จะกระทำการใดๆ ลงบนผืนแผ่นดิน ต่างมีส่วนไม่มากก็น้อย ในการยอมเปิดพื้นที่ส่วนเล็กส่วนน้อยของตนให้ธรรมชาติได้กลับฟื้นคืนชีวิต เพื่อร่วมกันถักทอร้อยต่อโครงข่ายสำคัญของเมืองนี้ ในสถานการณ์ที่ใกล้จะสาย ก่อนที่จะสายเกินไป

โครงการที่พัฒนาสิ่งแวดล้อม และพัฒนาเมืองอย่างเท่าเทียม จะเป็นโครงการระดับเมืองที่สร้างความน่าจะเป็นอีกนานับประการ ถ้าคลองแรกเป็นจริง เป็นไปได้ คงกระตุ้นเตือนชาวเมืองน้ำ ผู้ขับเคลื่อนเมืองน้ำให้เห็นค่าคลอง 

และคลองต่อๆ ไปคงมีโครงการดีๆ ได้ ง่ายขึ้น การพัฒนาเมือง ฟื้นเมือง เชื่อมย่าน สานอนาคต เป็นเรื่องของทุกคนที่จะผลัก จะดัน จะทำให้เกิดขึ้นจริงค่ะ

11 เรื่องน่ารู้ โปรเจกต์พัฒนาคลองช่องนนทรีจากคลองระบายน้ำ นำร่องสู่คลองระบบธรรมชาติ เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและความหวังของเมืองที่ยั่งยืน

Writer

กชกร วรอาคม

ภูมิสถาปนิก ผู้ออกแบบงานพื้นที่สาธารณะ อุทยานจุฬาฯ 100 ปี, สวนป๋วย 100 ปี, สวนสุขวนา และอีกหลากหลายพื้นที่เพื่อเมืองที่ดี

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load