16 กุมภาพันธ์ 2564
6 K

“เอาแปลกๆ เลยนะ”

ชายตรงข้ามทวนคำพูดเมื่อผมขอให้เขายกตัวอย่างผลงานให้ฟัง

“จิ๋มกระป๋องมั้ยล่ะ”

ชีวิตสุดเปรี้ยวของโต๋ Slowmotion ที่ออกแบบทั้งพัดลมบังกะโล ตาลปัตร ยันแพ็กเกจจิ๋มกระป๋อง

ต้องขอชิงอธิบายตั้งแต่ตรงนี้เลยว่า เรากำลังสนทนาอยู่กับ โต๋-นุติ์ นิ่มสมบุญ Design Director แห่งบริษัท slowmotion ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการออกแบบ ทำปกซีดีศิลปินไทยยุค 2000 มาแล้วหลายสิบชิ้น ตั้งแต่ Moderndog Crescendo ไปจนถึงก้านคอคลับ

และเรากำลังคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการออกแบบล้วนๆ ไม่มีอะไรทะลึ่งตึงตังแม้แต่น้อย

แต่ไอ้ผลงานการออกแบบแพ็กเกจจิ๋มกระป๋องนี่แหละ ที่น่าจะบ่งบอกตัวตนของโต๋และ slowmotion ได้ดี

“โจทย์คือลูกค้าอยากขายจิ๋มกระป๋องในร้านสะดวกซื้อ พองานเข้ามาเราเลยเล่นสนุกด้วย”

ค่อยๆ เขยิบขึ้นมาจากใต้สะดือแล้วใช่ไหมล่ะ

ชีวิตสุดเปรี้ยวของโต๋ Slowmotion ที่ออกแบบทั้งพัดลมบังกะโล ตาลปัตร ยันแพ็กเกจจิ๋มกระป๋อง

“เริ่มต้นด้วยการวาดฟอร์มที่สัมพันธ์กับผู้หญิง แล้วหยิบมาออกแบบเป็นชิ้นต่างๆ มีทั้งถ่ายภาพเปลือย ดีไซน์แพ็กเกจและโฆษณา อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าไปวางในร้าน Sex Shop เมืองนอก คนจะรู้สึกยังไง”

ลูกบ้าอย่างนี้หาไม่ได้ง่ายๆ และใช่จะมีในตัวดีไซเนอร์ทุกคน

เราไม่ผิดหวังที่ยกหูโทรศัพท์นัดหมายพูดคุยกับเขา แม้ธงในใจแต่แรกจะเป็นเรื่องดีไซน์สุดเก๋ของพัดลมบังกะโล เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ขอเชิญคุณผู้อ่านทุกท่านมาทำความรู้จักชายคนนี้ไปพร้อมกัน รับประกันความบ้าบิ่นและเรื่องไม่คาดฝัน

01

จนวันหนึ่งผมงอนโรงเรียน

เด็กชายโต๋คือคนที่โตมาพร้อมกับพรสวรรค์ เขารู้ตัวเองว่าชอบศิลปะตั้งแต่เด็ก ทำให้ต้องรับหน้าที่เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันอยู่บ่อยๆ

“จนวันหนึ่งผมงอนโรงเรียน”

เราหงุดชะงัก ละสายตาจากกระดาษสู่คู่สนทนา

“เพราะโรงเรียนให้รางวัลเป็นแค่สีไม้กล่องเล็กๆ คิดว่าทำไมเขาให้ค่าศิลปะน้อยจัง ม.ปลายเลยย้ายมาเรียนสายวิทย์”

แล้วก็เละ

“ใช่ เละเลย ตอนนั้นดื้อมาก ทำเลวทุกอย่าง พอเอ็นทรานซ์ไม่ติดแม่เลยดัดสันดาน ส่งไปเรียนออกแบบภายในที่มหาวิทยาลัยไกลเมืองในอเมริกา เรียนได้สองปีก็รู้ว่าไม่ชอบ เพราะการวาดแบบมี Perspective ไม่สนุกเหมือนการวาดตามใจตัวเอง”

ชีวิตสุดเปรี้ยวของโต๋ Slowmotion ที่ออกแบบทั้งพัดลมบังกะโล ตาลปัตร ยันแพ็กเกจจิ๋มกระป๋อง

โต๋รู้ตัวดีว่าตัวเองเหมาะกับอะไร แม้พยายามอธิบายให้ครอบครัวเข้าใจว่าอยากเรียนกราฟิกดีไซน์มากกว่า เขาขอย้ายวิชาเรียนและมหาวิทยาลัย แต่ความดื้อรั้นที่ผ่านมาทำลายความน่าเชื่อถือของเขาไปจนหมดสิ้น

“ผมเลยทะเลาะกับอาจารย์จนได้ย้ายที่เรียน” เขาปล่อยหมัดเด็ดเพื่อให้ได้อย่างใจหมาย

ไม่ใช่เพราะหยิบโหย่งไม่เอาถ่าน แต่เป็นเพราะความต้องการพิสูจน์ตัวเอง ทำให้โต๋หันหัวเรือกลับมาได้ เขาตัดสินใจกลับไทยมาเริ่มต้นใหม่

“ถ้านึกภาพเหมือนเรื่อง ฉลาดเกมส์โกง ผมคือคนที่ให้เพื่อนลอกอะ พลิกหน้ามือเป็นหลังมือเลย เรียนรังสิตนี่เกียรตินิยม A เยอะมาก โดยเฉพาะพวกวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ซึ่งเป็นเหมือนยาขม ได้เต็มตลอด”

โต๋ในวัยที่หมดสนุกกับการเกกมะเหรกเกเร กลายเป็นเด็กเนิร์ดเต็มตัวเสียแล้ว

02

ต่อโทตอนเมา

เขาไม่ได้เนิร์ดแค่เรื่องเรียน แต่ยังกระหายประสบการณ์ นายนุติ์ได้ติดสอยห้อยตามอาจารย์พิเศษไปฝึกงานกับ Bakery Music ค่ายเพลงในฝันของเขา ซึ่ง ณ เวลานั้นถือว่ามีชื่อเสียงด้านงานครีเอทีฟมาก

“ผมชอบฟังเพลงตั้งแต่เด็ก เลยอยากลองทำงานฝ่ายออกแบบปกเทปดู แต่กลับจับพลัดจับผลูได้ไปช่วยงานกองบรรณาธิการของนิตยสาร Katch แทน เพราะตอนนั้นฝ่ายปกเต็มไปด้วยคนเก่งระดับพระกาฬ

“แต่ชอบนะเพราะได้เรียนรู้อะไรจากคนพวกนี้เยอะ แล้วเด็กสุด เขาให้ทำอะไรก็ทำ โดนกดทุกอย่าง ฝึกความอดทนมาก ไม่ได้ทำปกซีดีอย่างที่ตั้งใจไว้ก็ไม่เสียดายเลย พอฝึกงานจบก็เป็นฟรีแลนซ์ให้เขา”

ชีวิตสุดเปรี้ยวของโต๋ Slowmotion ที่ออกแบบทั้งพัดลมบังกะโล ตาลปัตร ยันแพ็กเกจจิ๋มกระป๋อง

โต๋เริ่มสร้างชื่อในวงการ เพื่อให้มั่นใจว่าเส้นทางสายออกแบบในอนาคตจะมีที่ทางสำหรับตัวเอง เขากำลังสนุกเมามันอยู่กับการเรียนและการงาน ขณะที่ทุกอย่างดูกำลังไปได้สวย

“แต่พอเรียนจบปุ๊บ ผมไปอังกฤษเลย อันนี้ไม่เคยบอกใครนะ วันนั้นนั่งเมาอยู่สีลมซอย 4 แล้วมีเพื่อนคนหนึ่งเมาเหมือนกัน เดินมาบอกว่าเดือนหน้ากูจะส่งพอร์ตไปมหาวิทยาลัยนี้ ไปด้วยกันเปล่า ไอ้เราก็ดันตอบตกลงไป”

แต่ละคนไปเรียนต่างประเทศด้วยนานาเหตุผล แต่เชื่อว่าไม่ค่อยมีใครตัดสินใจไปตอนเมาแน่ๆ 

ระยะเวลาเตรียมแฟ้มสะสมผลงานน้อยมากเพียง 1 เดือน แต่ก็ทำให้เขาได้คำตอบรับเข้าเรียนต่อระดับปริญญาโทที่ Central Saint Martins College of Art and Design สาขา Communication Design นับเป็นข้อพิสูจน์ว่าโต๋มีของดี

สิ่งสำคัญกว่าวุฒิการศึกษา คือโอกาสได้ไปสัมผัสวัฒนธรรมต่างแดน ซึ่งทำให้เขาเป็นคนมีเหตุผลในการออกแบบกว่าเดิมต่างหาก

“มันเป็นพื้นฐานที่ดีเลยนะ เราจะทำตามเทรนด์แบบหลับหูหลับตาไม่ได้ แค่มีแหล่งอ้างอิงมากๆ ไม่พอ ต้องดูว่าหนักแน่นแค่ไหน คิดหลายขั้นตอน ไอ้วิธีการอาจจะงี่เง่าได้ แต่เหตุผลต้องปึ้ก”

03

เจ้าพ่อปกซีดียุค 2000

หลังเรียนจบ ดีไซเนอร์หนุ่มดีกรีนักเรียนนอกก็ตัดสินใจเข้าสู่วงการอุตสาหกรรมดนตรีดังที่หวังไว้อย่างเต็มตัว เขายกหูโทรศัพท์หาค่ายเดิมเพื่อแจ้งข่าวสารว่าพร้อมรับจ๊อบทันที

“งานแรกที่ได้รับมอบหมายคือปกซีดีของวงโมเดิร์นด็อกชุด The Very Common of Moderndogcumentary เป็นปกคอนเสิร์ตท้องฟ้าสีๆ แล้วก็ตามด้วยแดดส่อง มาถึงก็พีกตามใจหวังเลย”

ปกอัลบั้มชิ้นนี้เป็นเหมือนประตูบานแรกที่วงการเพลงไทยเปิดต้อนรับนักออกแบบคนนี้เข้าไป ด้วยฝีไม้ลายมือฉกาจฉกรรจ์ งานจึงเริ่มถาโถมเข้าหาโต๋อย่างต่อเนื่อง จนเจ้าตัวออกปากเองเลยว่าตอนนั้นถึกมาก ชนิดที่ว่าช่วง Music Festival โต๋ต้องออกแบบงาน 3 ปกภายใน 1 สัปดาห์

จริงอยู่ที่โต๋เป็นคนมีความสามารถ แต่เขาไม่ใช่ยอดมนุษย์ผู้มีพลังความคิดสร้างสรรค์ล้นเหลือจะทำงานจำนวนมหาศาลได้ทั้งหมดคนเดียว เขาจึงชวน โน้ต-พงษ์สรวง คุณประสพ นักจัดปาร์ตี้แห่ง Dudesweet และ กัน-ภฤศิษฐ์ รัชไชยบุญ เพื่อนอีกคน ร่วมกันก่อตั้งบริษัทรับออกแบบชื่อ slowmotion ขึ้น

โต๋ โน้ต และกัน ใส่ความเป็นตัวตนของแต่ละคนลงไปในงานอย่างสนุกสนานชัดเจน คาแรกเตอร์เรียบร้อยจากโต๋ ความห่ามกวนบาทาจากโน้ต และ Typograhy สุดเก๋จากกัน ผสมผสานกันในอัตราส่วนที่ไม่แน่นอน

ชีวิตสุดเปรี้ยวของโต๋ Slowmotion ที่ออกแบบทั้งพัดลมบังกะโล ตาลปัตร ยันแพ็กเกจจิ๋มกระป๋อง

ปกอัลบั้มแรกของวง Crescendo ที่ทำเป็นฉากการกล่าวทักทายในเรื่อง The Godfather

ปกอัลบั้ม The Days Of Pry – Anthology ของพราย ปฐมพร ที่เรืองแสงได้เมื่อปิดไฟ

ปกอัลบั้มแรกของวง BrandNew Sunset ที่เป็นภาพสไลด์กล้องจุลทรรศน์ของเนื้อเยื่อข้างกระพุ้งแก้มและเลือดจริงของสมาชิกในวง

ปกอัลบั้มของก้านคอคลับ ที่มาจากไอเดีย ‘จระเข้ฟาดหาง’ และถ่ายรูปจากหางจระเข้ตัวเป็นๆ

เหล่านี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวประสบการณ์อันแสนสนุกที่โต๋ยกตัวอย่างให้เราฟัง แต่วิธีการทำงานแบบไหนกันล่ะที่ทำให้บริษัทนี้เป็นที่ไว้วางใจ จนเรียกได้ว่าเป็นเบอร์ต้นๆ ในวงการ

“ได้รับโจทย์มาปุ๊บก็รีเสิร์ชเลย สมมติขายเก้าอี้ ก็ต้องไปนั่งไปนอนในโชว์รูม ไปพูดคุยหาข้อมูลจากคนจริง คลุกคลีกับมันให้นาน เหมือนทำความรู้จักเพื่อนใหม่คนหนึ่ง

“จนหลายคนชอบด่าว่าช้า ดูดปุ๊นป่าวไอ้พวกนี้ แต่นี่แหละคือที่มาของชื่อ เราอยากให้ผลงานที่ออกไป ไม่ว่าจะอยู่ในแกลเลอรี่หรืองานเพื่อการค้า ทำให้คนดูหยุดนิ่งได้ เหมือนโมเมนต์ในหนังรักที่อะไรๆ ช้าลง เห็นแล้วพอจะคิดอะไรต่อไปได้ คล้ายงานศิลปะที่ผู้ชมมีสิทธิ์ตีความ ชอบไม่ชอบก็ได้ นี่คือปรัชญาของเรา

“ทุกคนจะบอกว่างานเราเหมือนผู้ชายหล่อ เนี้ยบ แต่เดินเหยียบเปลือกกล้วยนะ ลื่นนิดหนึ่ง เพราะกระบวนการทำที่คราฟต์แหละ เลยดูเท่ แต่ก็ใส่ลูกเล่น ตัวตนของลูกค้าหรือแบรนด์ลงไป ทำให้ดูเปิ่นๆ มีชีวิตขึ้นมาเหมือนมนุษย์ แทนที่จะเป็นแค่พรินต์แข็งๆ”

04

หล่อเลือกได้

slowmotion เกิดมาแล้ว 16 ปี เติบโตมาพร้อมๆ กับโต๋ด้วยจังหวะของพวกเขาเอง

ถ้าเป็นคน ปีนี้ slowmotion จะอายุเท่าไหร่

“ประมาณยี่สิบสี่ คงเป็นวัยที่กำลังเรียนรู้เหตุผล ทำงานลองผิดลองถูกมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่มีประสบการณ์เหมือนคนวัยสี่สิบ

“ก่อนหน้านี้ ช่วงปีที่สี่ถึงห้าคือช่วงวัยรุ่น เราเนื้อหอมชนิดที่คุยได้เลยว่าไม่เคยออกไปหาลูกค้า หล่อเลือกได้เชียวแหละ ทำให้มีทิฐิแรงมากจนทะเลาะกับลูกค้าบ่อยๆ บางทีเขาสั่งเคาะตัวหนังสือลงมาแค่บรรทัดเดียวเราก็ไม่ยอม เคยด่าลูกค้าจนร้องไห้เพราะยอมหักไม่ยอมงอ เรามีเหตุผลที่ดีในการออกแบบนะแค่สื่อสารไม่เป็น เหมือนต่อยแรงแต่ต่อยมั่ว”

แต่ตอนนี้ slowmotion โตขึ้นแล้ว

ดีไซเนอร์หนุ่มผู้เป็นหัวเรือของบริษัทแก้ไขปัญหาด้วยการตั้งทีมดูแลภาพรวมของการสื่อสารกับลูกค้า เป็นเหมือนเจ้านายที่คอยจิกคอยถามเหตุผลเบื้องหลังของงานทุกชิ้น นักออกแบบในทีมต้องสอบป้องกันวิทยานิพนธ์อยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็ขายงานออกแบบพร้อมคิดแผนกลยุทธ์ให้เสร็จสรรพ นอกจากทำให้งานไม่กลวงแล้ว ยังช่วยสร้างและสานสัมพันธ์อันดีเอาไว้ได้ด้วย

05

พัดลมบังกะโล

3 ปีก่อนคือช่วงเวลาที่ slowmotion กำลังก้าวเดินอย่างมันคงในวงการออกแบบ

เวลานั้นคืออีกหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ว่าโต๋ไม่ได้มีดีแค่ออกแบบกราฟิก เขาใช้ทักษะการดีไซน์สร้างสรรค์พัดลมแฮนด์เมดแบรนด์ไทยสุดเท่ชื่อ ‘บังกะโล’ (Bungalow)

ชีวิตสุดเปรี้ยวของโต๋ Slowmotion ที่ออกแบบทั้งพัดลมบังกะโล ตาลปัตร ยันแพ็กเกจจิ๋มกระป๋อง

เอกลักษณ์ของบังกะโลคือรูปทรงคลาสสิกและการประกอบอันไร้ที่ติ ใช้เวลาไม่นานก็เลื่อนสถานะเป็นพัดลมที่มีเกือบทุกบ้านได้ แต่โต๋กลับเอ่ยปากว่าเริ่มต้นทำเพราะความรำคาญล้วนๆ

“ผมหงุดหงิดเวลาไปบ้านที่ตกแต่งภายในสวยมากแล้วมาเสียกับพัดลม เราอยู่เมืองร้อน พัดลมคือสิ่งสำคัญ เลยพยายามหาแบบที่ไม่ขัดใจถ้าจะเอามาตั้งไว้ในบ้าน”

ชีวิตสุดเปรี้ยวของโต๋ Slowmotion ที่ออกแบบทั้งพัดลมบังกะโล ตาลปัตร ยันแพ็กเกจจิ๋มกระป๋อง

นักออกแบบผู้เก๋าเกมใช้ทักษะด้านกราฟิกดีไซน์ ใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ลงไปโดยสัญชาตญาณ

“ตั้งแต่สัดส่วน วัสดุ และทฤษฎีสี ซึ่งหลายคนอาจไม่คิดว่าสำคัญ ผมผสมนิกเกิลเล็กน้อยเพื่อเวลาวางในแสงต่างกัน จะได้สีทั้งเงินและอมทองหน่อยๆ”

แม้พัดลมบังกะโลเกิดจากเหตุผลเบาบาง แต่สิ่งที่เขาหนักแน่นคือแก่นการออกแบบและรายละเอียดซึ่งหลายคนมองข้าม เรียกได้ว่าถ้าเป็นเรื่องดีไซน์ โต๋ไม่ยอมอะลุ่มอล่วยเด็ดขาด

ชีวิตสุดเปรี้ยวของโต๋ Slowmotion ที่ออกแบบทั้งพัดลมบังกะโล ตาลปัตร ยันแพ็กเกจจิ๋มกระป๋อง

06

ดีไซเนอร์พ่อลูกสอง

“นักออกแบบแหละ” เขาตอบโดยแทบจะไม่ต้องคิด เมื่อเราถามเขาว่าตอนนี้นิยามตัวเองว่าเป็นอะไร

“เป็นอย่างนั้นจริงๆ เราชอบที่คนเรียกว่าเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ เพราะเรายังชอบทำอะไรเองกระจุกกระจิกอยู่ ชอบทำงานกับทีมมากกว่าไปคุยกับลูกค้า แม้ว่าด้วยหน้าที่จะต้องดูแลอะไรหลายๆ อย่างก็ตาม แล้วผมก็ยังคงวิธีการทำงานแบบเดิมมาตลอด คือเหตุผลต้องแน่น น้องๆ หลายคนชอบบ่นว่าเราเพ้อเจ้อ”

ชายหนุ่มตรงหน้าหัวเราะพลางตอบทีเล่นทีจริง แต่เราสัมผัสความมุ่งมั่นและความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพของเขาได้อย่างไร้ข้อกังขา แม้จะทำอะไรสนุกมากมายอยู่ตลอดเวลา โต๋กลับรู้สึกแฮปปี้และภูมิใจในวิชาชีพนักออกแบบกราฟิกเป็นที่สุด

“จะนับกราฟิกดีไซเนอร์เป็นศิลปินก็ได้ ไม่นับก็ได้ จะว่าเป็นนักขายก็ใช่ จะว่าเป็นนักคิดก็ไม่ผิด ผมไม่จำกัดตัวเอง ปีก่อนทำนิทรรศการกับ ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า ก็เพราะเราสนุกที่ได้ปล่อยของและทำงานศิลปะหลากหลายแขนง

“แต่รู้มั้ย”

เขาหยุดดื่มน้ำ ทิ้งจังหวะให้ความฉงนสนเท่ห์ทำงาน

ชีวิตสุดเปรี้ยวของโต๋ Slowmotion ที่ออกแบบทั้งพัดลมบังกะโล ตาลปัตร ยันแพ็กเกจจิ๋มกระป๋อง

“พอสอนศิลปะลูก ยิ่งรู้ว่ามีวิธีคิดหลากหลายมาก ไม่มีกรอบเหมือนการออกแบบ บางครั้งเด็กทำได้ดีกว่าที่เราตั้งใจทำอีก เพราะเขาไม่มีหลักการกำหนด ไม่เครียดว่าเป็นอาชีพการงาน”

โต๋คือศิลปิน ข้อนี้เราพูดได้เต็มปาก

โต๋คือนักออกแบบที่ดี ข้อนี้เรากล้ายืนยัน

เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ในงานดีไซน์ขั้นเทพอันเป็นฝีไม้ลายมือของเขา คือความคิดและเหตุผลอันลึกซึ้ง

“เราว่าไอ้โปรแกรมใหม่ๆ สนุกทุกอย่างแหละ แต่อย่าลืมว่านั่นก็แค่เครื่องมือ ถ้าแก่นชัดแล้วจะหยิบอะไรมาใช้ งานก็ดีทั้งนั้น”

ต่อไปนี้คือ 5 ผลงานของโต๋และ slowmotion ที่ยืนยันให้เห็นว่างานดีไซน์จะกลายร่างไปอยู่ในรูปแบบใดก็ได้ทั้งนั้น ถ้า Core Idea แม่นจริง

This Brings Me Here

“งานนี้สนุกเพราะได้ร่วมงานกับ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ปัญหาคือห้างไม่มีคนเพราะความหรูหรามันพูดจายากมาก เราเลยไปดึง กิโกะ มิซูฮาระ (Kiko Mizuhara) มา เพื่อจะสื่อสารไปถึงคนเอเชียทั้งทวีป คอนเซปต์ของแคมเปญคือ This Brings Me Here มีนัยยะจะบอกว่า Central Embassy มีทุกอย่าง เราเลยตีความออกมาเป็นโฆษณาหลายรูปแบบ และพลิกแพลงเรื่องเพื่อนำเสนอมุมต่างๆ ของห้างได้หลากหลาย ชวนให้คนมาที่นี่”

B Magazine

ชีวิตสุดเปรี้ยวของโต๋ Slowmotion ที่ออกแบบทั้งพัดลมบังกะโล ตาลปัตร ยันแพ็กเกจจิ๋มกระป๋อง

“งานนี้เป็นพรินต์เล็กๆ แบรนด์ Ballentine อยากให้ช่วยประชาสัมพันธ์แบรนด์ เราเลยทำ Art Book ที่จับต้องได้ ความพิเศษคือการเย็บเล่ม บางหน้าจะเปิดไม่ได้ คนอ่านต้องฉีกรอยประเอง และนั่นจะบ่งบอกว่าแต่ละคนเป็นคนยังไง ถ้ารีบร้อนไม่สนใจก็เละ ถ้าใจเย็นก็ค่อยๆ ฉีก ส่วนเนื้อหาข้างในก็สนุก เราเลือกสัมภาษณ์คนที่เราชอบ ทั้ง เดวิด ศริกลีย์ (David Shrigley), Elmgreen and Dragset, พี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ เหมือนได้เป็นอิดิเตอร์เล็กๆ”

Sanook.com

ชีวิตสุดเปรี้ยวของโต๋ Slowmotion ที่ออกแบบทั้งพัดลมบังกะโล ตาลปัตร ยันแพ็กเกจจิ๋มกระป๋อง

เลือกงาน CI ใหญ่ๆ บ้าง เราใส่ความไร้ระเบียบลงไปเพื่อให้มีชีวิตชีวาสมกับชื่อ ‘สนุก’ แต่จุดจบของงานนี้คือนักเลงคีย์บอร์ดหรือพี่ๆ นักวิชาการทางด้านกราฟิกดีไซน์มาคอมเมนต์เยอะมาก ทำให้เราได้กลับมาทบทวนหลักคิดของ slowmotion อีกครั้ง การได้เจอกลุ่มคนที่ไม่ใช่ทาร์เก็ตของ Sanook.com เลย อย่างคนสายแฟชั่น คุยกันบนโต๊ะทานข้าวเกี่ยวกับข่าวจากเว็บนี้ มันตอบโจทย์ของเราแล้ว แปลว่าเราประสบความสำเร็จในการออกแบบ”

Mahanakhon Observation Deck : Interface Design and Content

ชีวิตสุดเปรี้ยวของโต๋ Slowmotion ที่ออกแบบทั้งพัดลมบังกะโล ตาลปัตร ยันแพ็กเกจจิ๋มกระป๋อง
ชีวิตสุดเปรี้ยวของโต๋ Slowmotion ที่ออกแบบทั้งพัดลมบังกะโล ตาลปัตร ยันแพ็กเกจจิ๋มกระป๋อง

“เราต้องทำคอนเทนต์ให้คนขึ้นไปแล้วสนุก เลยเล่าเรื่องกรุงเทพฯ จากแผนที่ทั้งหกทิศรอบตึกมหานคร เป็นจอที่พอกดไปก็จะให้ข้อมูลเกี่ยวในมิติต่างๆ ที่คนทั่วไปไม่รู้ เช่น สปอร์ตคลับตรงถนนอังรีดูนังต์เคยเป็นสนามบินมาก่อน มองไปสาทรก็หยิบเรื่องสุสานมาพูดแทนจะเล่าว่าเป็นย่านออฟฟิศ เห็นคลองแสนแสบก็ใส่อินโฟกราฟิกว่านั่งเรือรอบหนึ่งใช้เวลาเท่าไหร่ งานแบบนี้ต้องรีเสิร์ชหนัก แต่ก็สนุก”

Dhamma Graphic

ชีวิตสุดเปรี้ยวของโต๋ Slowmotion ที่ออกแบบทั้งพัดลมบังกะโล ตาลปัตร ยันแพ็กเกจจิ๋มกระป๋อง
ชีวิตสุดเปรี้ยวของโต๋ Slowmotion ที่ออกแบบทั้งพัดลมบังกะโล ตาลปัตร ยันแพ็กเกจจิ๋มกระป๋อง

“พวกกราฟิกดีไซเนอร์มักโดนขอให้ช่วยทำการ์ด ทั้งงานแต่ง งานศพ อย่างหนึ่งที่ผมเคยทำแล้วสนุกจนอยากยึดเป็นอาชีพคือตาลปัตร ถ้าศึกษาจริงๆ จะรู้ว่ายุคก่อนมันล้ำมาก บ่งบอกความเป็นตัวตนสุดๆ 

“ครั้งหนึ่งเราออกแบบตาลปัตรเป็นของที่ระลึกในงานศพคุณตั้ม Mamafaka นักวาดภาพประกอบ โดยใช้พรมเช็ดเท้าที่เดินไปเจอในบิ๊กซีมาทำเอาคาแรกเตอร์ Mr. HellYeah

“มีหนังสือสวดมนต์และนิตยสารธรรมะ ธรรมดา ที่เราเอางานดีไซน์ใส่ลงไป ให้สนุกและน่าหยิบมากขึ้น เห็นได้ว่าหนังสือแบบนี้ไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อจำเจ หรือติดกับกรอบเดิม”

ชีวิตสุดเปรี้ยวของโต๋ Slowmotion ที่ออกแบบทั้งพัดลมบังกะโล ตาลปัตร ยันแพ็กเกจจิ๋มกระป๋อง

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

ถ้าคุณเคยเสียน้ำตาให้กับหนัง เราคือเพื่อนกัน

นอกจากบทสนทนา อารมณ์ เรื่องราวของตัวละคร และบรรยากาศแวดล้อมที่ส่งอารมณ์ไปถึงต่อมน้ำตาของเราได้แล้ว ยังมีอีกหนึ่งองค์ประกอบ สิ่งนั้นคือ ‘ดนตรีประกอบภาพยนตร์’

เราเชิญ Film Score Composer คนหนึ่งที่ผลงานของเขาเพิ่งได้รับเลือกให้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ครั้งที่ 27 มาพูดคุย ว่าเหตุใดชายผู้นี้ถึงนำความเหงามาเป็นแรงขับเคลื่อนในการประพันธ์ จนฝากผลงานไว้ในภาพยนตร์ หนังสั้น ซีรีส์ สารคดี โฆษณา มากกว่า 50 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็น มะลิลา (กำกับโดย อนุชา บุญยวรรธนะ) อนธการ (กำกับโดย อนุชา บุญยวรรธนะ) Hope Frozen (กำกับโดย ไพลิน วีเด็ล) และ ดิว ไปด้วยกันนะ (กำกับโดย ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล)

คอลัมน์ In Design ขอชวนคุณนั่งลงบนเก้าอี้นุ่ม ๆ สีแดง มีแสงไฟสลัว ๆ จากจอฉายหนัง และชมภาพยนตร์ชีวิตเหงา ๆ ของ ฟิว-ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล เคล้าเพลงประกอบของเขาไปพร้อม ๆ กัน

ฟิว ชัพวิชญ์ นักประพันธ์เพลงประกอบหนัง ที่ความเหงาพาผลงานไปถึงเทศกาลหนังระดับโลก

แรกบรรเลง

ในวัย 6 ขวบ เปียโนเป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่เข้ามาในโลกของเด็กชายชัพวิชญ์ จากการที่คุณแม่บังคับให้เรียน ความสัมพันธ์แบบกระจองอแงของฟิวและเปียโนก็เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น 

มีขี้เกียจซ้อมบ้าง แข่งดนตรีบ้าง สอบเกรดเปียโนบ้างจนจบเกรด 8 ตอน ม.6 

สองมือแม่พาเล่นเปียโน อีกสองหูก็ชอบฟังดนตรีเหมือนพ่อ ฟิวเติบโตมากับดนตรี 

เขามียุคสมัยของดนตรีในแต่ละช่วงชีวิต

ช่วงประถมถึงมัธยมต้นเขาฟัง Classical Music โดยเฉพาะเพลง Clair de Lune ฉบับออร์เคสตรา

ช่วงมัธยมปลายเขาฟัง Progressive Rock ตามคุณพ่อ

ดนตรีร็อกเปิดประตูการฟังเพลงให้ฟิว หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยดนตรี Electronic, Avant Garde ไปจนถึงดนตรี Experimental ที่มีการทดลองกับวิธีการเล่นเครื่องดนตรีต่าง ๆ 

เสียงดนตรีที่เคยฟังรินไหลผ่านปลายปากกาเป็นบทเพลงแรกในช่วงใกล้เข้ามหาวิทยาลัย 

“อยู่ ๆ ก็อยากแต่งเพลง เพราะฟังเพลงเยอะมาก เพลงช่วงแรก ๆ เป็นแนวร็อก แต่เป็นสไตล์เขียนโน้ต ไม่เคยมีใครเอามาเล่นจริง ตลก ๆ หน่อย เป็นแนว Progressive Rock เขียนเพลง 6 นาที” 

แล้วเขาก็ค้นพบตัวเองว่า ชอบที่จะ ‘ประพันธ์’ มากกว่า ‘บรรเลง’

ฟิว ชัพวิชญ์ นักประพันธ์เพลงประกอบหนัง ที่ความเหงาพาผลงานไปถึงเทศกาลหนังระดับโลก

เพลงบันดาล (ใจ)

The Piano ของ Michael Nyman เป็นสกอร์ที่ทำให้เริ่มมาทำดนตรีประกอบภาพยนตร์”

เราเดินย้อนตามบรรทัดห้าเส้นของฟิว กลับไปหาแรงบันดาลใจจากนักประพันธ์คนสำคัญในชีวิต และสไตล์การประพันธ์แรกเริ่มของเขา ซึ่งดนตรีประกอบภาพยนตร์ The Piano ปี 1993 ถ่ายทอดเรื่องราวของอิสตรี ผ่านการบรรเลงเปียโนของ Nyman และวงออร์เคสตราจาก Munich Philharmonic Orchestra ส่งผลให้สไตล์ของฟิวเน้นความเรียบง่ายมาแต่ไหนแต่ไร หรือที่เรียกว่าดนตรีแนว Minimalist เน้นการเล่นซ้ำ ใช้องค์ประกอบทางดนตรีน้อยชิ้นแล้วค่อย ๆ พัฒนาจากองค์ประกอบเหล่านั้น

“อย่าง Philip Glass ก็มีสไตล์มินิมอล เป็นการเล่นวนซ้ำ ส่วน Steve Reich เล่นซ้ำ แล้วค่อย ๆ เหลื่อมจังหวะ แต่อย่าง The Piano ของ Michael Nyman อาจจะเรียกว่า Romantic Minimalist หรือ Neo-classical Minimalism มีความเป็น Neo-classic ที่ฟังง่าย แต่ข้างในยังมีแพตเทิร์นของมันอยู่ เวลาเราไปดูสกอร์หรือโน้ตดนตรี จะเห็นว่ามีแพตเทิร์นเป็นแผง ๆ วิ่งซ้ำ” ฟิวเล่าให้ฟังอย่างตั้งใจ

น่าทึ่งที่เราสัมผัสถึงแนวคิดมากมายซึ่งซ่อนอยู่ในทำนองของเพลงหนึ่งที่ยาวไม่กี่นาที

ฟิว ชัพวิชญ์ นักประพันธ์เพลงประกอบหนัง ที่ความเหงาพาผลงานไปถึงเทศกาลหนังระดับโลก

ฟิวเรียนจบด้าน Music Composition และเรียนต่อสาขา Film Scoring ที่ UCLA ณ ลอสแอนเจลิส เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่เขาพบกับ Johann Johannson นักประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ The Theory of Everything และ Arrival ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ฟิวทำงานแนวกึ่ง Experimental 

หนังสั้นเรื่องแรกที่ฟิวทำ Film Score คือ Floodbook ของ หมู-ชัยนพ บุญประกอบ และ ฟิวยังทำงานร่วมกับ อาร์ม-ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต นักตัดต่อที่เคยตัดต่อภาพยนตร์เรื่อง ฉลาดเกมส์โกง 

“เราโตมาด้วยกัน เหมือนอาร์มพาเข้าวงการ เขาตัดหนังให้ค่าย GTH ตั้งแต่ยังเรียน แล้วก็ลากเราไปด้วย ไปลองทำสกอร์” ช่วงมหาลัย ฟิวฝากผลงาน Film Score ไว้กับหนังสั้นหลายเรื่องของ GTH 

“หลังจากนั้นก็รู้เลยว่า ตัวเองมาสาย Film Score แน่ ๆ” เขาคาดเดาอนาคตไว้แม่นยำ

หลายคนอาจคุ้นเคยกับสกอร์ของฟิวจาก อนธการ ซึ่งผ่านฝีมือการตัดต่อของอาร์มเช่นเดียวกัน “อนธการ เป็นหนังเรื่องแรกที่เปิดประตูคอนเนกชันให้ไปต่อในสายหนังอินดี้ ผู้กำกับเริ่มรู้จักเรามากขึ้น” 

ผลงานของเขาถูกนำไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน ครั้งที่ 65 เข้าชิงรางวัลจากชมรมวิจารณ์บันเทิง สุพรรณหงส์ และ Starpics Thai Film Award และคว้า 2 รางวัลจากชมรมวิจารณ์บันเทิง และ Starpic 

นี่เป็นการนำฟิวเข้าสู่เส้นทางนักประพันธ์ที่น่าจับตามองอย่างเต็มตัว

เก็บหนังไว้ในเพลง

เบื้องหลังผ้าใบมีศิลปิน เบื้องหลังบทเพลงมีผู้ประพันธ์ 

ฟิวพาเราสวมหมวกนักประพันธ์ และเล่าถึงกระบวนการทำงานให้ฟัง 

“กระบวนการทำงานมี 2 แบบ หนึ่ง หนังตัดเสร็จก่อนแล้วค่อยทำสกอร์ สอง ทำสกอร์ก่อน แล้วค่อยเลือกไปตัดใส่ในหนังและปรับแก้อีกทีในช่วงหลัง” ทั้งสองวิธีต่างกันที่ระยะเวลา วิธีแรกสั้นกว่า วิธีที่สองนานกว่า ฟิวชอบวิธีหลัง เพราะเขาให้เวลากับการอ่านบทและเขียนเพลงออกมาจากตรงนั้น

ฟิว ชัพวิชญ์ นักประพันธ์เพลงประกอบหนัง ที่ความเหงาพาผลงานไปถึงเทศกาลหนังระดับโลก

“อย่าง Bangkok Breaking ซีรีส์ของ Netflix ใช้วิธีนี้เหมือนกัน มีทั้ง 2 ส่วน ส่วนที่เขียนหลังตัดและเขียนก่อนตัด แต่เพลงส่วนใหญ่ประมาณ 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ เขียนก่อนจากตอนอ่านบทและตอนอีพีแรก ๆ ที่ทีมงานถ่าย แล้วตัดคร่าว ๆ มาให้ดู เราก็เลยได้ Main Theme ที่ค่อนข้างแข็งแรงจากการเขียนเพลงก่อน แล้วเขาก็ไปใส่ใน Bangkok Breaking เป็นสกอร์” หรืออย่างหนังเรื่อง มะลิลา กำกับโดย นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ใช้เวลาร่วมปีครึ่ง กว่าจะได้สกอร์เกือบทั้งหมดนำไปเรียบเรียงใส่ในภาพยนตร์

“มีความคราฟต์อยู่ในนั้นเยอะ เพราะเราคราฟต์กับมันมาก ใช้เวลากับมันมาก” เขาย้ำ “จริง ๆ ไม่ค่อยมีหนังประเภทนี้ที่เขียนเพลงก่อนนาน ๆ แล้วเอาไปตัดวางบนสกอร์ เราเพิ่งรู้ว่าเพลงที่แต่งโดยที่ไม่ได้ดูภาพก่อน มันทำงานได้ขนาดนี้ ในซีนท้าย ๆ เกือบจะร้องไห้ให้กับเพลงตัวเองนะ มันไปด้วยกันได้ดีมาก น้ำตาจะไหลเหมือนกัน

“ช่วงที่ยากที่สุดสำหรับการแต่งเพลงคือช่วงคิดไอเดียตั้งต้น หลังจากนั้นมันออกมาเอง”

กว่าจะเป็น Main Theme ของ มะลิลา ที่เราได้ฟัง ผ่านการแก้ไขมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 เวอร์ชัน 

“เวอร์ชันแรกของ มะลิลา ไม่ใช่เพลงช้าแบบนี้ เป็นแบบเปียโน Ryuichi Sakamoto (นักดนตรี นักเปียโน นักประพันธ์เพลงชาวญี่ปุ่น เคยประพันธ์เพลงในภาพยนตร์ Merry Christmas, Mr.Lawrence, The Last Emperor ฯลฯ) วิ่ง ๆ เล่น ๆ พอพี่นุชชี่มาดู เขาก็เห็นภาพในแบบของเขา เขารู้สึกว่าเพลงมันเยอะไปหน่อย เราก็ค่อย ๆ ลดลงมาเรื่อย ๆ จนเหลือเป็นเพลงธีมที่ช้า ๆ ลอย ๆ เนิบ ๆ ในหนัง มะลิลา” 

หลังจากได้ธีมหลัก ธีมนั้นก็ถูกพัฒนาเป็นสกอร์ต่าง ๆ ของหนังเรื่องนั้น

ในภาษาคนภาพยนตร์ มีหนัง 2 ประเภทหลัก ๆ ที่เราได้ยินคือ ‘หนังแมส’ และ ‘หนังอินดี้’

เราถามคนภาพยนตร์ตรงหน้าว่ามันต่างกันอย่างไร เขาบอกว่าต่างกันที่ ‘ไอเดีย’

“การทำหนังอินดี้เปิดกว้างทางไอเดียมากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าทุนน้อยกว่าด้วย พอหนังอินดี้แสดงกันช้า ๆ ก็จะมีพื้นที่ให้เพลงมากขึ้น ส่วนหนังแมสอาจมีพื้นที่ให้เพลงน้อยกว่าเช่นกัน”

ฟิวชอบบาลานซ์ทั้งสองฝั่ง 

“แต่ถ้าทำเพื่อจิตวิญญาณ ก็คงเลือกหนังอินดี้” ถ้าเขายักคิ้วหนึ่งที ฉากนี้คงดูเท่ไม่เบา

ฟิว-ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล นักประพันธ์ชาวไทยผู้ทำเพลงประกอบให้มะลิลา, อนธการ, Hope Frozen จนไปไกลถึงเทศกาลหนังระดับโลก

เสียงนั้นเสียงหนึ่ง

ตั้งแต่บทเพลงแรกที่แต่งตอน ม.6 ผ่านมาสิบกว่าปี สไตล์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก สกอร์ของฟิวยังให้บรรยากาศที่อบอวลไปด้วยมวลของอารมณ์บางอย่าง เขานิยามมันว่า Ambient

“Ambient เกิดจาก Synthesizer ไม่ใช่ Ambient ในเชิง Sound Effects หรือ Sound Arts มันมี Ambient ในเชิง Music ที่เกิดจากการกดไปเรื่อย ๆ ช้า นุ่ม ๆ” ผนวกกับการทดลอง ใช้เทคนิคพิเศษในการเล่นเครื่องดนตรี หรือ Experimental Music “อย่างใน มะลิลา เพลงแรก มันเกิดกลุ่มก้อนเสียงของสตริงขึ้นมา ให้มันโฟลว์ไป” เขาได้แรงบันดาลใจจากดนตรี Neo-classical ของไอซ์แลนด์เฉพาะ Ólafur Arnalds และ วง Sigur Rós ศิลปินชาวไอซ์แลนด์ ที่แผ่ซ่านความเย็น ๆ เหงา ๆ มาสู่สกอร์ของฟิว 

มากกว่าแรงบันดาลใจ เขายกให้ Hans Zimmer เป็นไอดอลในการคิดไอเดียตั้งต้น

ในภาพยนตร์เรื่อง Interstellar ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับความรักระหว่างพ่อกับลูก Zimmer เลือกใช้ Organ ที่ให้เสียงเป็น Sine Wave เป็นหลัก แทนเครื่องสายที่เป็น Saw Wave เพื่อให้ Sine Wave แทนความรักบริสุทธิ์ หรือเรื่อง Hidden Figures ที่เล่าชีวิตของผู้หญิงผิวดำกลุ่มแรกในองค์กร NASA Zimmer ก็ใช้วงดนตรีที่เป็นคนดำเล่นทั้งหมด แนวคิดเหล่านี้สะท้อนมาที่ผลงานของฟิวด้วยเหมือนกัน

“เพลงแรกใน มะลิลา เป็น Opening Track เกิดจากการมองให้เป็นสายน้ำ เพราะในหนังมีฉากเอาบายศรีไปลอยน้ำ ไอเดียของเพลงแรกก็คือ เสียงค่อย ๆ ไหลจากความถี่สูง ซึ่งเป็นสตริงแนวสูง แล้วค่อย ๆ ลงมาย่านกลาง ไปย่านต่ำ เหมือนการไหลของสายน้ำจากสูงไปต่ำ เป็นไอเดียตั้งต้นที่ซ่อนไว้”

เสียงนั้นเสียงหนึ่งนำเราไปได้ไกลกว่าที่คิด

ฟิว-ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล นักประพันธ์ชาวไทยผู้ทำเพลงประกอบให้มะลิลา, อนธการ, Hope Frozen จนไปไกลถึงเทศกาลหนังระดับโลก

The Creation of a Lonely Being

ฟิวคือสิ่งมีชีวิตที่เป็นตัวแทนของความเหงาโดยแท้จริง

“จริง ๆ เพิ่งรู้สึกเหงาตอนเริ่มอยู่คนเดียวช่วงมหาลัย พอไปเรียนต่อ ก็ทวีคูณเข้าไปอีก”

เขาขับเคลื่อนตัวเองด้วยความเหงา และส่งต่อความเหงานั้นในรูปแบบที่สวยงาม

“ชีวิตส่วนตัวเป็นคนเหงา กลายเป็นว่าสกอร์หลาย ๆ เรื่องที่เราทำ มีความเหงาอยู่ในนั้น”

ไม่ต้องเปิดชื่อนักประพันธ์ แค่ฟังเสียงเปียโนเหงา ๆ หรือเสียงสตริงเหงา ๆ เราก็จับได้ทันทีว่า นี่คือสกอร์ของ ฟิว ชัพวิชญ์

“ตอนทำสารคดี Hope Frozen มี Element พวกนั้นอยู่ในสกอร์เหมือนกัน พวก Piano Pad พวก Synthesizer ที่เป็น Ambience แล้วก็สตริงเหงา ๆ การใช้คอร์ดก็จะมีเอกลักษณ์อยู่ เราเอาความเหงามายัดใส่ในดนตรี เป็นเหมือนลายเซ็น เพื่อน ๆ ก็จะพูดว่า มึงทำหนังออกมาได้ดีว่ะ 

“เพราะเราสัมผัสมันโดยตรงอยู่แล้ว มันมีความโดดเดี่ยวของการทำงานคนเดียวอยู่ บางทีก็อิจฉาคนที่ทำงานบริษัทเหมือนกันนะ แต่ว่าสไตล์ของเราเหมาะกับการทำงานคนเดียวมากกว่า แค่เราต้องอยู่กับความเหงาให้ได้เท่านั้นเอง” 

ฟิว-ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล นักประพันธ์ชาวไทยผู้ทำเพลงประกอบให้มะลิลา, อนธการ, Hope Frozen จนไปไกลถึงเทศกาลหนังระดับโลก

5 บทเพลงที่เหงาที่สุดของฟิว

Scene 01

No One Can Hear Us in this Universe

เพลงนี้แต่งหลังจากอกหัก เป็นเพลงที่เหงาที่สุดของฟิว 

“หลายคนชอบเพลงนี้มาก ๆ มีคนตามมาฟังจาก อนธการ เขาขอบคุณเราที่เขียนเพลงนี้ขึ้นมา”

Scene 02

อสุภนิมิต

อสุภนิมิต (นิมิตแห่งซากศพ) เป็นเพลงประกอบช่วงท้ายของ มะลิลา ที่เกิดการจากลา

“ขนาดฟังเพลงของตัวเอง ยังรู้สึกเหงามาก ตอนดูหนังเกือบจะร้องไห้เพราะเพลงนี้เหมือนกัน พอเพลงนี้ขึ้น เรารู้สึกว่าเพลงมันทำงานมากจริง ๆ”

Scene 03

A New Memory

“เพลงนี้มีการเปลี่ยนของทำนอง ครึ่งแรกเป็นทำนองหนึ่ง ครึ่งหลังเป็นอีกทำนองหนึ่ง”

เพลงนี้เขียนขึ้นด้วยมวลบรรยากาศความเหงาใน LA ตอนฟิวกำลังเดินทางกลับ เป็นเพลงแห่งการมูฟออน และทั้งอัลบั้มเกี่ยวข้องการมูฟออนจากสิ่งเก่า ๆ เพื่อสร้างความทรงจำใหม่ ๆ

Scene 04

In Memory of Einz

เพลงนี้เขียนขึ้นมาประกอบฉากเรียกน้ำตาที่สุดใน Hope Frozen 

“เพลงนี้เราเขียนขึ้นมาด้วยความเป็นตัวเองมาก ๆ” หรือในอีกความหมายหนึ่ง เขาอาจหมายถึงความเหงาอย่างสุดขั้วหัวใจ

Scene 05

A Gas Station Theme

เพลงประกอบ A Gas Station เรื่องราวเกิดขึ้นในปั๊มน้ำมันร้างต่างจังหวัด คลุ้งไปด้วยความเหงา และเล่าเรื่องความรักข้างเดียว เกิดเป็นธีมเพลงที่ไม่สมหวังและโดดเดี่ยว บรรเลงผ่านสกอร์ของฟิว

“ก็เหงาดี” – เขานิยามความเหงาสั้น ๆ 

This is Chapavich Temnitikul

เราถามมนุษย์แห่งความเหงาว่า การประพันธ์คืออะไรสำหรับเขา

“การประพันธ์ดนตรีสำหรับเรา เหมือนการต่อจิตวิญญาณ ถ้าพูดเว่อร์ ๆ หน่อย” เขายิ้ม “มันเป็นงานที่ชอบ การนั่งอยู่กับมันเลยเป็นการฮีลลิ่งไปด้วยในตัว โดยเฉพาะการได้ทำหนังที่อยากทำ”

และดนตรีก็สอนเขาเรื่องการใช้ชีวิต

“เราเรียนรู้ที่จะบาลานซ์ชีวิตตัวเอง เป็นการบาลานซ์นี่ไม่ใช่แค่การทำงานอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องเงินด้วย เราต้องบาลานซ์ให้ได้ทั้งหมด ให้มีเงินกิน เงินใช้ โดยไม่สูญเสียจิตวิญญาณของตัวเอง

“ซึ่งจิตวิญญาณพวกนั้นก็เติมเต็มได้จากการทำหนังที่อิสระขึ้นนะ เพราะเราไม่ได้อยากทำหนังอิสระอย่างเดียว ยังอยากทำหนังคอมเมอร์เชียลด้วย เพื่อบาลานซ์สิ่งต่าง ๆ ในชีวิต”

ฟิว-ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล นักประพันธ์ชาวไทยผู้ทำเพลงประกอบให้มะลิลา, อนธการ, Hope Frozen จนไปไกลถึงเทศกาลหนังระดับโลก

ทุกผลงานที่ทำจะมีคุณค่าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวเขาเอง ฟิวสัญญาว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

“เราเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ เราเป็นตัวเองไม่ได้ขนาดนั้น เรายังต้องทำเพื่อรับใช้ภาพยนต์ แค่คนดูหนังแล้วชอบหนัง เราก็ดีใจแล้ว แต่ถ้าเขาฟังเพลงประกอบหนังแล้วชอบ นั่นเป็นผลพลอยได้ 

“และสิ่งสำคัญมันอยู่ที่เราได้ทำงานที่เราชอบหรือเปล่า” 

ความฝันสูงสุดในฐานะนักประพันธ์ของเขาคืออะไร – เราถาม

“เราอยากเป็นเหมือน Ryuichi Sakamoto ครับ เขาเป็นไอดอล ทำงานส่วนตัวก็เท่ ทำสกอร์ก็เท่ ลุคเขาก็ยังเท่อีก เราอยากเป็นแบบนั้น ตอนแก่ ๆ นะ ผมขาว ๆ ใส่แว่น บอกไว้เผื่อเขามาอ่าน” 

นักประพันธ์หนุ่มหัวเราะร่วนให้กับความฝันในวัยชราของเขา

“จริง ๆ อยากเป็น Film Score Composer ต่อไปเรื่อย ๆ นั่นแหละความฝันสูงสุด”

ฟิว-ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล นักประพันธ์ชาวไทยผู้ทำเพลงประกอบให้มะลิลา, อนธการ, Hope Frozen จนไปไกลถึงเทศกาลหนังระดับโลก

Writer

ธฤดี อุดมธนะไพบูลย์

นักคิดเต็มเวลา นักเขียนบางเวลา รักวิทยาศาสตร์ ภาษา ศิลปะ และการได้นั่งคุยกับผู้คนในวันฝนตก

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load