วันนี้จะชวนออกไปทุ่งกว้างนอกเมือง แต่ต้องไปตอนดึกๆ นะ 

เราจะไปดูผีกัน

ผีที่ว่าคือ ผีพุ่งไต้ แบบที่คนโบราณเรียก ภาษาทั่วไปในปัจจุบันคือ ดาวตก นั่นเอง

ว่าแต่การชวนไปดูดาวตกเนี่ย ดูเป็นการชวนที่ลมๆ แล้งๆ มาก ดูเหมือนว่า รู้ได้ยังว่าดาวจะตกตอนไหน นอนตากน้ำค้างดูอย่างนั้น ดีไม่ดีเป็นหวัดก่อนเห็นดาวตก

เข้าเรื่องกันเสียที เรื่องของเรื่องคือ คนอิตาลีเชื่อว่า คืนวันที่ 10 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันที่มีดาวตกเยอะมากที่สุด หรือพูดง่ายๆ คำว่าปรากฏการณ์ฝนดาวตกเนี่ย อิตาลีคุ้นเคยมานานแล้ว สำหรับเขาคือ ถ้าไม่มีโอกาสไหนเป็นพิเศษ ก็คืนวันที่ 10 สิงหาคมนั่นล่ะที่เตรียมเสื่อสาดไปลาดปูนอนรอดูเถอะ มีอย่างแน่นอน

คนอิตาลีเรียกคืนวันนั้นว่า Notte di San Lorenzo (อ่านว่า นอต-เต-ดิ-ซาน-ลอ-เรน-โซ) หรือแปลว่า คืนแห่งนักบุญลอเรนซ์

คืนแห่งนักบุญลอเรนซ์วันที่ 10 สิงหาคม คืนที่คนอิตาลีเชื่อว่ามีดาวตกเยอะมากที่สุด, Notte di San Lorenzo
นักบุญลอเรนโซกับตะแกรงที่เชื่อกันว่าท่านถูกเผาทั้งเป็นบนนั้น
ภาพ : en.wikipedia.org

ทำไมถึงเป็นนักบุญลอเรนโซ (ขออนุญาตเรียกด้วยชื่ออิตาลีนะทุกคน)

ตอบง่ายๆ ก็คือ วันที่ 10 สิงหาคมของทุกปีนั้น ปฏิทินคาทอลิกกำหนดให้เป็นวันนักบุญลอเรนโซอยู่แล้ว ตั้งชื่อวันตามท่านเพราะในวันดังกล่าว ท่านได้อุทิศชีวิตและกลายเป็นมรณสักขี (ชาวคริสต์ที่ยอมตายเพื่อรักษาศรัทธาที่มีต่อพระเจ้าของตน) วิธีนี้เป็นหลักการที่ใช้โดยทั่วไปในการกำหนดชื่อวันของทางคาทอลิก เหมือนที่กำหนดวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ให้เป็นวันของนักบุญวาเลนไทน์ฉันนั้น

จะมีคนสังเกตว่าคืนดังกล่าวมีดาวตกเยอะเป็นพิเศษตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบได้ แต่น่าจะนาน นานกว่าที่ทางวาติกันกำหนดให้วันนั้นเป็นวันของนักบุญลอเรนโซแน่นอน

แต่เมื่อฝนดาวตกกับนักบุญลอเรนโซมาผนวกเข้าไว้ด้วยกันแล้ว เป็นธรรมดาที่จะต้องมีการร้อยเรียงเรื่องราวอันงดงามไว้ ถ้าปนเศร้านิดๆ ด้วย ก็จะฟังดูตราตรึงใจอยู่ได้นาน

ตอนแรก ก็เล่ากันแค่ว่าบรรดาดาวตกเหล่านั้นคือน้ำตาของนักบุญลอเรนโซ จากนั้นก็มีเรื่องราวเพิ่มขึ้นมาว่า ท่านถูกปลิดชีวิตด้วยการเผาทั้งเป็นบนตะแกรงเหล็ก ดาวตกเหล่านั้นก็คือเปลวไฟที่ปะทุออกจากถ่านและกองฟืนที่เผาท่านนั่นเอง

นักวิชาการแนวล้มหลายคนก็จะบอกว่า จริงอยู่ เชื่อได้ว่าท่านถูกประหารใน ค.ศ. 258 ตามคำสั่งของจักรพรรดิวาเลเรียโน แต่ไม่ได้มีหลักฐานอะไรว่าท่านถูกเผาทั้งเป็นเลยนะ คนอื่นๆ ที่ถูกจับมาในช่วงเวลาเดียวกันก็ถูกตัดศีรษะทั้งสิ้น ท่านก็น่าจะจบชีวิตลงเช่นนั้นเช่นกัน แต่ไม่เอาล่ะ คนทั่วไปจะเชื่ออย่างนี้ ก็ไม่ว่ากัน

คืนแห่งนักบุญลอเรนซ์วันที่ 10 สิงหาคม คืนที่คนอิตาลีเชื่อว่ามีดาวตกเยอะมากที่สุด,  Notte di San Lorenzo, Martirio San Lorenzo Bernini analisi
รูปสลักซานลอเรนโซบนตะแกรง ฝีมือสลักของแบร์นีนี (Bernini)
ภาพ : www.arteworld.it

แล้วคนอิตาลีทำอะไรกันในวันฝนดาวตก

ก็ออกไปนอกเมือง ไปหาที่ที่ไม่มีแสงรบกวน ไปดูดาว แล้วก็อธิษฐาน 

เรื่องนี้คงไม่เป็นที่แปลกใจสำหรับใครมากนัก เพราะหลายๆ วัฒนธรรมเชื่อกันว่า ขอพรจากดาวตกแล้วจะสมหวัง เราเองก็แอบคิดใช่ไหมล่ะว่า ถ้ามีฝนดาวตกเมื่อไหร่ จะเขียนลิสต์รอไว้เลย ตกดวงหนึ่งก็ขอข้อหนึ่ง ไล่ไปจนครบ ถ้ายังตกอีก ก็จะกลับไปขอหนึ่งใหม่ วนไป

แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่อิตาลีเชื่อไม่เหมือนเราแน่ๆ นั่นก็คือ ความเชื่อที่ว่าถ้าออกชื่อเสียงคนรักดังๆ (แต่ต้องไม่ให้คนอื่นได้ยินนะ) ก็จะสมหวังในรัก

เพราะถ้าเป็นเมืองไทย ซึ่งเชื่อกันว่าดาวตกคือเทพที่จุติ (แปลว่าตาย) มาจากสวรรค์แล้วกำลังเดินทางมาเกิดบนโลกมนุษย์นั้น ถ้ามีใครทัก เทพนั้นก็จะไปเกิดในท้องหมาแทน

เป็นความเชื่อที่ใจร้ายมาก แต่ก็อีกนั่นล่ะ มันก็ทำให้เราได้คำอธิบายว่า ทำไมน้องหมาบางตัวถึงได้น่ารักและแสนรู้เสียเหลือเกิน น้อนนนนนน (เรียกด้วยเสียงสอง) 

ว่าแต่… ทำไมดาวตกไปเกี่ยวอะไรกับการอธิษฐานของเราล่ะ เออ… เคยสงสัยไหม ดาวตกก็ตกไปสิ จะร้ายก็สะเดาะเคราะห์ จะดีก็จัดสมโภช จะทำอะไรก็ทำไม แต่ทำไมต้องขอพร ต้องไปฝากความหวังไว้กับดาวตก

มีคำอธิบายเชิงภาษาว่า ในภาษาอิตาลีนั้น กลุ่มคำที่แปลว่า (ความ) ปรารถนา หรือ desiderare, desiderio นั้น ถ้าตัดส่วนท้ายอันแสดงถึงหน้าที่ของคำออกไป เหลือแต่ตัวความหมายแท้ๆ ก็จะเจอคำว่า desider แล้วคำว่า desider อันนี้เนี่ย มันมาจากภาษาละติน คือ de + sider- ซึ่ง sider- ก็มีความหมายว่า ดวงดาว รวมๆ กันอาจจะแปลว่า ใต้ดวงดาว หรือ จากดวงดาว ประมาณนั้น

คืนแห่งนักบุญลอเรนซ์วันที่ 10 สิงหาคม คืนที่คนอิตาลีเชื่อว่ามีดาวตกเยอะมากที่สุด,  Notte di San Lorenzo
ภาพ : medium.com

จริงๆ อธิบายเท่านี้แล้วจบเลยก็ได้ อ้ะ แต่เพื่อกันความอึดอัด ก็จะเล่าเพิ่มเติมว่า จึงอาจกล่าวได้ว่า ความปรารถนา ความหวัง หรือดวงชะตาของมนุษย์นั้น ผูกพันกับดวงดาวมาตั้งแต่ปางบรรพ์ ตัวอย่างเช่น นักเดินเรือฝากความหวังไว้กับดวงดาวเพื่อบอกทิศทางการเดินเรือเข้าหาฝั่งยามออกทะเลที่ ‘คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล’ ในสมัยโรมัน ถึงกับมีการทบทวนความเป็นกษัตริย์ทุกๆ 9 ปีจากดวงดาว กล่าวคือ ในปีที่ 9 ของการครองราชย์ หากมีดาวตก กษัตริย์ก็จะถูกปลดลงทันที

กล่าวคือ มีทั้งดีทั้งร้าย ตัว (ฝน) ดาวตกเองยังมีความหมายในเชิงลบมาโดยตลอด ประหนึ่งน้ำตาจากสวรรค์ที่มีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วหรือกำลังจะเกิดขึ้น

การมองดาวตกในแง่ดี อาจมาจากหลายแหล่งความเชื่อ แต่คุณูปการอย่างหนึ่งต้องยกให้แค่คริสต์ศาสนากับตำนานที่ว่า พญา 3 องค์ตามหาพระกุมารเยซูพบก็เพราะการนำทางของดาวตก อันทำให้ไปมอบทองคำ กำยาน และมดยอบได้ทัน จนถึงวันนี้ ดาวตกก็ยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการระลึกถึงคริสตสมภพ ไม่ใช่ต้นสนหรือซานตาคลอสอย่างที่ใครต่อใครคิดกัน 

กลับมาไขปริศนาว่า ดาวตกที่เห็นเยอะๆ ในคืนนั้นคืออะไร

นักดาราศาสตร์บอกไว้ว่า ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ ซึ่งเกิดขึ้นทุกปีราววันที่ 10 – 13 สิงหาคม เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้ว คืนที่มีดาวตกเยอะที่สุด อาจจะไม่ใช่คืนวันที่ 10 ก็ได้ แต่เป็นหนึ่งในคืนนั้น ถ้าอยากจะให้เป๊ะ ก็ต้องฟังประกาศจากทางการเอา

คืนแห่งนักบุญลอเรนซ์วันที่ 10 สิงหาคม คืนที่คนอิตาลีเชื่อว่ามีดาวตกเยอะมากที่สุด,  Notte di San Lorenzo
ภาพ : www.elle.com

เอาล่ะ พอหอมปากหอมคอ พร้อมจะออกไปดูฝนดาวตกกันหรือยัง

อะไรนะ จะไปด้วย? ไม่ได้หรอก

ก็เขาบอกให้พูดชื่อออกมาโดยไม่ให้คนอื่นได้ยินนี่นา… 

(จริงๆ ที่กลัวกว่า คือกลัวได้ยินการออกเสียงอันรวดเร็วปานคำเตือนในโฆษณาเครื่องดื่มชูกำลัง)

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

เขียนเรื่องนี้ด้วยได้รับแรงบันดาลใจจากไอร้อนของประเทศเรา ในอิตาลีตอนนี้ยังไม่ร้อนหรอก อากาศดีด้วยซ้ำ จะร้อนเอาจริงจัง สิงหาฯ โน่น แล้ว เมื่อเอย เมื่อนั้น เราก็จะได้เจออิตาเลียนเต็มเมืองไทย ส่วนจะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า หนีร้อนมาพึ่งเย็น หรือหนีเสือปะจระเข้นั้น ก็แล้วแต่จะคิดกันไป

หน้าร้อนในอิตาลีนั้น นับคร่าว ๆ เอาช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม-สิงหาคม อย่าลืมว่าอิตาลีมี 4 ฤดู ฤดูละ 3 เดือน คูณ 4 ก็ 12 เดือน พอดิบพอดี

พอย่างเข้าหน้าร้อน อิตาเลียนก็จิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ตั้งท่าจะเตรียมเที่ยวกันท่าเดียว เรื่องวางแผนเที่ยวน่ะเหรอ บางบ้านวางกันเป็นปี หาไม่แล้วที่พักหรืออะไรต่ออะไรก็จะเต็มเอา

ในช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม อย่าได้ติดต่อธุรกิจ เพราะมักจะไม่ได้รับการตอบรับ จะทำอะไรให้รีบทำเสียตอนนี้ หรือไม่อีกทีก็เริ่มชีวิตกันใหม่ต้นเดือนกันยายน… ไม่ได้ฟังดูเหมือนโหราพยากรณ์เกินไปใช่ไหม

จะดึงดันไปเที่ยวอิตาลีช่วงนั้นเหรอ เอาซี่… (เสียงสูงมาก) ถ้าคิดว่ายังร้อนในไทยไม่พอ แต่ก็ว่าไม่ได้ เพราะของ Sales ช่วงกรกฎาฯ ก็ล่อตาล่อใจอยู่ใช่หยอกเสียเมื่อไหร่ แต่ถ้าไปช่วงเดือนสิงหาคมนั้น มีแนวโน้มสูงว่าจะได้พบเมืองร้าง หากคิดว่า ดีสิ เมืองจะได้สงบ ๆ ก็ให้นึกด้วยว่า ร้านอาหารใด ๆ ก็อาจจะปิดด้วย เราก็อาจจะต้องต้มมาม่ากินอย่างสงบ ในโรงแรมอันแสนสงบไปด้วยเช่นกัน

สรุปว่า คนทั้งประเทศพร้อมใจกันเที่ยวโดยไม่ได้นัดหมายนั่นเอง (โถ พระหมายของโยม โดนอีกแล้ว) เมื่อคนไม่อยู่ จะเปิดร้านไว้ทำไม ก็ถือโอกาสนี้ไปเที่ยวด้วยสิ

หยิบยืมเงินเที่ยว

การเที่ยวแต่ละครั้งใช้เงินจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวเยอะ อาจารย์ชาวอิตาเลียนเคยบอกว่า บางคนถึงกับหยิบยืมเงินคนใกล้ตัวเพื่อไปเที่ยว ร้อนถึงนักเรียนไทยผู้ไม่เข้าใจความคิดนี้เลย ถามว่า ทำไมไม่รอให้มีเงินแล้วค่อยไปเที่ยวละ อาจารย์บอกว่า “เพราะหน้าร้อนไม่เคยคอยใคร”

คำกล่าวสั้น ๆ ถึงแม้จะไม่สามารถอ้างถึงอิตาเลียนในภาพรวมได้ แต่สะท้อนให้ตระหนักได้ว่า ความแตกต่างระหว่างเรากับเขาอย่างหนึ่งคือ ฤดูกาลที่ชัดเจน สำหรับเรา ไปหน้าไหนก็คงไม่ต่างกันเท่าใดนัก ไม่สิ พอถึงหน้าหนาวเราก็เต้นหรับ ๆ ขยับเตรียมขึ้นเหนือเหมือนกันละ

กลับมามองเขาบ้าง ถ้าเขามีเงินในช่วงที่อากาศไม่ดีล่ะ ถ้ามีเงินในช่วงที่ลูก ๆ เปิดเทอมล่ะ ฯลฯ การไม่ไปเที่ยวหน้าร้อนก็คือ สูญเสียวันเวลาพักผ่อนไป 1 ปีนั่นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อตอนอิตาลีคิดจะปิดประเทศช่วงโควิดนั้น ไม่มีช่วงไหนเลยที่คนอิตาเลียนจะเดือดเนื้อร้อนใจได้มากเท่ากับตอนที่กลัวว่า หน้าร้อนจะไม่ได้เที่ยว

ความร้อนแบบอิตาเลียน

ความร้อนของฤดูร้อนในอิตาลีหรือในยุโรปนั้น ยากแท้หยั่งถึง เรา ซึ่งถึงไม่ชอบแต่ก็แอบขิงคนทั้งโลกว่า เรามีหน้าร้อนที่ร้อนที่สุด ร้อนราวกับซ้อมตกนรกก็มิปานนั้น เมื่อเปรียบกับร้อนแบบอิตาลี เป็นความร้อนกันคนละแบบ

อิตาลีเวลาร้อนจัด ๆ จะร้อนแบบซาวน่า คือ แห้ง ๆ แผดเผา ในขณะที่ของไทยร้อนแบบห้องอบไอน้ำ เหงื่อตกเผาะ ๆ ๆ ตัวเหนียวหนุบหนับตลอดเวลา แต่ที่ทำให้หน้าร้อนในอิตาลีดูสิ้นหวังไปกว่า คือ เราโผไปหาความเย็นที่ไหนไม่ได้เลย ห้างก็ไม่ได้ใหญ่โตให้เราเดินแช่แอร์ได้ (อิตาเลียนเองก็ไม่ค่อยมีนิสัยชอบเดินห้าง) ร้านต่าง ๆ ถ้าไม่ใหญ่จริงก็ไม่มีแอร์

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
ภาพ : www.italymagazine.com

แล้วคลายร้อนกันอย่างไร

สมัยนี้ที่ไหนก็คงมีแอร์ แต่โดยทั่วไปสิ่งแรกที่ทำคือ เปิดประตู เปิดหน้าต่าง ให้ลมเข้า สมัยที่เรียนอยู่ในยุคต้น 90 ก็เป็นอย่างนั้น พอถึงหน้าร้อน โรงเรียนก็เปิดหน้าต่าง วันดีคืนดีคงเห็นว่าทั้งเด็กทั้งครูหน้าโรยกันไปตาม ๆ กัน ก็ซื้อพัดลมมาให้ตัวนึง นับว่าน่ารักมาก ขอขอบพระคุณมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติแห่งเมืองเซียน่ามา ณ ที่นี้ด้วย

ในยุคเดียวกัน บนรถก็เปิดหน้าต่าง ทั้งรถเมล์ รถไฟ โรงภาพยนตร์หลายแห่งปิดหน้าร้อน แต่ก็ทำให้เกิดความโรแมนติกในหลาย ๆ ที่ กล่าวคือ มีการจัดหนังกลางแปลง อย่างเช่นที่เมืองเซียน่า จัดฉายหนังกลางแปลงกันบนโรงละครโบราณ ที่ป้อมปราการของเมืองกันเลยทีเดียว

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
หนังกลางแปลงที่เซียนา
ภาพ : www.radiosienatv.it
คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
สถานที่ฉายหนังยามที่ไม่มีหนัง มันคือโรงละครโบราณ
ภาพ : www.gazzettadisiena.it

พัดลมของพี่ ส.ว.

ขอแทรกเรื่องส่วนตัว ย้อนไปเมื่อปี 1992 อันเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักความร้อนของอิตาลี บ้านที่ฉันพักอยู่นั้น มีพี่คนไทยอยู่พร้อมกับแฟนอันเป็นหนุ่มหล่อลูกผู้มีอันจะกินจากทางใต้ของอิตาลี ให้ชื่อภาษาไทยยามเม้าต่อหน้าและลับหลังว่า พี่ ส.ว.อันย่อมาจาก Salvatore ซึ่งเจ้าตัวก็รู้ พูดชื่อนี้ทีไรหันขวับทุกที

พี่ ส.ว. รักแฟนมาก เมื่อสาวเจ้าบ่นว่าร้อน พี่ ส.ว. ได้ซื้อของที่ไม่ได้มีกันทุกบ้านมาให้ตนเองและแฟน นั่นคือ พัดลม

วันที่พี่ ส.ว. ถือพัดลมเข้าบ้านมานั้น คนข้างบ้านและผู้ที่เช่าบ้านอยู่ด้วยต่างมองตามอย่างตื่นเต้น มองตามตั้งแต่ประตูเข้าบ้านไปจนพี่ ส.ว. เปิดพัดลมให้มันส่ายหน้าไปมา ทุกคนทำหน้าเหมือนกลัวห้องจะพองลม

จะว่าไป พัดลมก็ไม่ได้แพงอะไรมากมายนัก แต่ถ้าคิดว่าในปีหนึ่งจะได้เปิดแค่ราว 2 เดือน กับอีกอย่าง ลมที่ออกมาก็ไม่ค่อยต่างจากไดร์เป่าผมขนาดใหญ่สักเท่าไหร่ ก็ดูเป็นของฟุ่มเฟือยนิด ๆ สำหรับคนอิตาเลียน ทั้งนี้ไม่นับทางใต้ที่อุณหภูมิสูงกว่าทางเหนือ พัดลมก็อาจะไม่ได้เป็นของหายากเท่า

ของกินหน้าร้อน

ย่อมไม่ใช่ข้าวแช่ที่เอามาเข่นกันว่าของใครของแท้ คนไหนของปลอม คนนี้เจ้า คนนั้นไพร่

แน่นอน ไอศกรีมย่อมมาแรงโดยไม่ต้องเสียเวลาบรรยาย แต่อีกอย่างคือ ‘กรานีตา’ (granita) ต้นตำรับต้องของเกาะซิชีเลีย มันก็คล้าย ๆ น้ำผลไม้แช่เย็นจนขึ้นเกล็ดนั่นล่ะ

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
กรานีตามะนาว
ภาพ : calabrianelpiatto.it

ส่วนผลไม้หน้าร้อนของอิตาลี ได้แก่ เชอรี่ สตรอเบอรี่ มะเดื่อ (Fig) แอปริคอต เนสโปลา (Nespola ในภาษาอิตาเลียน ชื่ออังกฤษคือ Medlar) ลูกพลัม พีช แตงโม เบอรี่ต่าง ๆ (อิตาเลียนเรียกรวม ๆ ว่า ผลไม้สีแดง) เมล่อน เป็นอาทิ

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
เนสโปลา
ภาพ : www.cedior.com

ส่วนผลไม้อีกอย่างที่จะโผล่มาตอนหน้าร้อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองท่องเที่ยว แต่ไม่ใช่ผลไม้อิตาเลียนหรอกนะ คือ มะพร้าว ขายชิ้นละราว ๆ 1 ยูโร การจัดวางของการขายมะพร้าวนี้เหมือนกันทุกแห่งคือ เรียงรายเป็นชั้นอยู่ในน้ำพุขนาดเล็ก นักท่องเที่ยวทั้งอิตาเลียนและไม่อิตาเลียน ชอบซื้อเอามาขบกิน ใช่ ต้องขบ หรือไม่ก็เอากระต่ายมาขูด เพราะหน้าตาดูแก่ห้าวเหลือเกิน เหมาะแก่การนำไปคั้นกะทิต้มสายบัว

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : www.afar.com

ของกินที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ไม่ได้มีเพียงผลไม้เท่านั้น ตามร้านขายเครื่องดื่ม (Bar) เครื่องดื่มบางอย่างก็จะมีขายเฉพาะช่วงหน้าร้อนเช่นกัน เช่น ชาพีชเย็น นมอัลมอนด์เย็น ปัจจุบันทุกอย่างมีขายเป็นกล่องหมดแล้ว แต่ถ้าจะกินแบบสด ๆ กดจ๊อกใส่แก้วแบบน้ำเก๊กฮวยตามตู้แช่หน้าร้านขายยาในเมืองไทย ต้องรอหน้าร้อนเท่านั้น หมดหน้าร้อน เก็บเรียบ อยากกินต้องทำเอง

คนอิตาเลียนไปไหนช่วงหน้าร้อน

โดยทั่วไปแล้ว ยุคก่อนโควิด สถิติบอกว่า คนอิตาเลียนนิยมเที่ยวในประเทศมากกว่านอกประเทศ ในประเทศก็ได้แก่ เกาะซาร์เดนยา (Sardegna) เกาะซิชิเลีย (Sicilia) แคว้นปูลเยีย (Puglia) ที่อยู่ตรงส้นรองเท้าบูต นอกประเทศก็ได้แก่ หมู่เกาะเล็ก ๆ แถวสเปน สรุปว่าโดยส่วนใหญ่ไม่ไปไหนไกล น่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทางนั่นเอง เพราะเวลาไปทีก็ยกกันไปทั้งครอบครัว

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
เกาะซาร์เดนยา
ภาพ : www.worldatlas.com

แต่ในปี 2020 มหาวิทยาลัยคูซาโน (Università Cusano) ได้ทำวิจัยซึ่งก็อิงกับสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี (Istat) ออกมาว่า คนอิตาเลียนในท่องเที่ยวน้อยลงมาก และนิยมเที่ยวกันอยู่แต่ในแคว้นที่ตัวเองอยู่ การเที่ยวก็เป็นไปเพื่อพักผ่อนหย่อนใจจริง ๆ การเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น ดูโบสถ์ ดูพิพิธภัณฑ์น้อยลงไม่ใช่แค่กว่าเดิม แต่ลดลงอย่างฮวบฮาบ

เหตุผลหลักของการไม่เที่ยว คือเรื่องเศรษฐกิจมาเป็นอันดับหนึ่ง การกลัวโควิดมาเป็นอันดับสอง ส่วนถ้าจะออกไปเที่ยวนอกแคว้นนั้น แคว้นที่คนอยากไปที่สุดสองแคว้นคือ แคว้นทัสกานีและแคว้นปูลเยีย ที่ได้กล่าวไปแล้ว

แต่มีสถานที่อีกแห่ง ที่เชื่อว่า หากถามวัยรุ่นอิตาเลียนจะต้องติดโผอย่างแน่นอน คือ รีมีนี (Rimini)

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
รีมีนี 
ภาพ : it.hotels.com

รีมีนี เป็นเมืองที่มีชายหาดกว้าง ยาว ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของอิตาลี อยู่ในแคว้นเอมิเลีย-โรมัญญา (Emilia-Romagna) แล้วก็มีเมืองอื่น ๆ ในละแวก เช่น เชเซนาติโค (Cesenatico) อันเป็นฉากของซีรีส์ Netflix เรื่อง ‘Summertime’ ใครอยากพอเห็นภาพวัยรุ่นอิตาเลียนในช่วงหน้าร้อนริมหาด ขอแนะนำให้ดูเรื่องนี้ เพลงเพราะ นางเอกหน้าเก๋มาก

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : cdn.shopify.com
วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : movieplayer.it

จริง ๆ แล้ว เคยคิดที่จะพาลูกศิษย์ลูกหาไปเริงร่าอยู่ริมหาดกับคนอิตาเลียน

แต่ไม่กล้าเสี่ยงเลย

โควิดก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่กลัวกว่านั้นคือ

ขากลับ จะไม่ยอมกลับด้วยน่ะสิ

แหล่งข้อมูล 

www.unicusano.it/blog

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load