วันนี้จะชวนออกไปทุ่งกว้างนอกเมือง แต่ต้องไปตอนดึกๆ นะ 

เราจะไปดูผีกัน

ผีที่ว่าคือ ผีพุ่งไต้ แบบที่คนโบราณเรียก ภาษาทั่วไปในปัจจุบันคือ ดาวตก นั่นเอง

ว่าแต่การชวนไปดูดาวตกเนี่ย ดูเป็นการชวนที่ลมๆ แล้งๆ มาก ดูเหมือนว่า รู้ได้ยังว่าดาวจะตกตอนไหน นอนตากน้ำค้างดูอย่างนั้น ดีไม่ดีเป็นหวัดก่อนเห็นดาวตก

เข้าเรื่องกันเสียที เรื่องของเรื่องคือ คนอิตาลีเชื่อว่า คืนวันที่ 10 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันที่มีดาวตกเยอะมากที่สุด หรือพูดง่ายๆ คำว่าปรากฏการณ์ฝนดาวตกเนี่ย อิตาลีคุ้นเคยมานานแล้ว สำหรับเขาคือ ถ้าไม่มีโอกาสไหนเป็นพิเศษ ก็คืนวันที่ 10 สิงหาคมนั่นล่ะที่เตรียมเสื่อสาดไปลาดปูนอนรอดูเถอะ มีอย่างแน่นอน

คนอิตาลีเรียกคืนวันนั้นว่า Notte di San Lorenzo (อ่านว่า นอต-เต-ดิ-ซาน-ลอ-เรน-โซ) หรือแปลว่า คืนแห่งนักบุญลอเรนซ์

คืนแห่งนักบุญลอเรนซ์วันที่ 10 สิงหาคม คืนที่คนอิตาลีเชื่อว่ามีดาวตกเยอะมากที่สุด, Notte di San Lorenzo
นักบุญลอเรนโซกับตะแกรงที่เชื่อกันว่าท่านถูกเผาทั้งเป็นบนนั้น
ภาพ : en.wikipedia.org

ทำไมถึงเป็นนักบุญลอเรนโซ (ขออนุญาตเรียกด้วยชื่ออิตาลีนะทุกคน)

ตอบง่ายๆ ก็คือ วันที่ 10 สิงหาคมของทุกปีนั้น ปฏิทินคาทอลิกกำหนดให้เป็นวันนักบุญลอเรนโซอยู่แล้ว ตั้งชื่อวันตามท่านเพราะในวันดังกล่าว ท่านได้อุทิศชีวิตและกลายเป็นมรณสักขี (ชาวคริสต์ที่ยอมตายเพื่อรักษาศรัทธาที่มีต่อพระเจ้าของตน) วิธีนี้เป็นหลักการที่ใช้โดยทั่วไปในการกำหนดชื่อวันของทางคาทอลิก เหมือนที่กำหนดวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ให้เป็นวันของนักบุญวาเลนไทน์ฉันนั้น

จะมีคนสังเกตว่าคืนดังกล่าวมีดาวตกเยอะเป็นพิเศษตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบได้ แต่น่าจะนาน นานกว่าที่ทางวาติกันกำหนดให้วันนั้นเป็นวันของนักบุญลอเรนโซแน่นอน

แต่เมื่อฝนดาวตกกับนักบุญลอเรนโซมาผนวกเข้าไว้ด้วยกันแล้ว เป็นธรรมดาที่จะต้องมีการร้อยเรียงเรื่องราวอันงดงามไว้ ถ้าปนเศร้านิดๆ ด้วย ก็จะฟังดูตราตรึงใจอยู่ได้นาน

ตอนแรก ก็เล่ากันแค่ว่าบรรดาดาวตกเหล่านั้นคือน้ำตาของนักบุญลอเรนโซ จากนั้นก็มีเรื่องราวเพิ่มขึ้นมาว่า ท่านถูกปลิดชีวิตด้วยการเผาทั้งเป็นบนตะแกรงเหล็ก ดาวตกเหล่านั้นก็คือเปลวไฟที่ปะทุออกจากถ่านและกองฟืนที่เผาท่านนั่นเอง

นักวิชาการแนวล้มหลายคนก็จะบอกว่า จริงอยู่ เชื่อได้ว่าท่านถูกประหารใน ค.ศ. 258 ตามคำสั่งของจักรพรรดิวาเลเรียโน แต่ไม่ได้มีหลักฐานอะไรว่าท่านถูกเผาทั้งเป็นเลยนะ คนอื่นๆ ที่ถูกจับมาในช่วงเวลาเดียวกันก็ถูกตัดศีรษะทั้งสิ้น ท่านก็น่าจะจบชีวิตลงเช่นนั้นเช่นกัน แต่ไม่เอาล่ะ คนทั่วไปจะเชื่ออย่างนี้ ก็ไม่ว่ากัน

คืนแห่งนักบุญลอเรนซ์วันที่ 10 สิงหาคม คืนที่คนอิตาลีเชื่อว่ามีดาวตกเยอะมากที่สุด,  Notte di San Lorenzo, Martirio San Lorenzo Bernini analisi
รูปสลักซานลอเรนโซบนตะแกรง ฝีมือสลักของแบร์นีนี (Bernini)
ภาพ : www.arteworld.it

แล้วคนอิตาลีทำอะไรกันในวันฝนดาวตก

ก็ออกไปนอกเมือง ไปหาที่ที่ไม่มีแสงรบกวน ไปดูดาว แล้วก็อธิษฐาน 

เรื่องนี้คงไม่เป็นที่แปลกใจสำหรับใครมากนัก เพราะหลายๆ วัฒนธรรมเชื่อกันว่า ขอพรจากดาวตกแล้วจะสมหวัง เราเองก็แอบคิดใช่ไหมล่ะว่า ถ้ามีฝนดาวตกเมื่อไหร่ จะเขียนลิสต์รอไว้เลย ตกดวงหนึ่งก็ขอข้อหนึ่ง ไล่ไปจนครบ ถ้ายังตกอีก ก็จะกลับไปขอหนึ่งใหม่ วนไป

แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่อิตาลีเชื่อไม่เหมือนเราแน่ๆ นั่นก็คือ ความเชื่อที่ว่าถ้าออกชื่อเสียงคนรักดังๆ (แต่ต้องไม่ให้คนอื่นได้ยินนะ) ก็จะสมหวังในรัก

เพราะถ้าเป็นเมืองไทย ซึ่งเชื่อกันว่าดาวตกคือเทพที่จุติ (แปลว่าตาย) มาจากสวรรค์แล้วกำลังเดินทางมาเกิดบนโลกมนุษย์นั้น ถ้ามีใครทัก เทพนั้นก็จะไปเกิดในท้องหมาแทน

เป็นความเชื่อที่ใจร้ายมาก แต่ก็อีกนั่นล่ะ มันก็ทำให้เราได้คำอธิบายว่า ทำไมน้องหมาบางตัวถึงได้น่ารักและแสนรู้เสียเหลือเกิน น้อนนนนนน (เรียกด้วยเสียงสอง) 

ว่าแต่… ทำไมดาวตกไปเกี่ยวอะไรกับการอธิษฐานของเราล่ะ เออ… เคยสงสัยไหม ดาวตกก็ตกไปสิ จะร้ายก็สะเดาะเคราะห์ จะดีก็จัดสมโภช จะทำอะไรก็ทำไม แต่ทำไมต้องขอพร ต้องไปฝากความหวังไว้กับดาวตก

มีคำอธิบายเชิงภาษาว่า ในภาษาอิตาลีนั้น กลุ่มคำที่แปลว่า (ความ) ปรารถนา หรือ desiderare, desiderio นั้น ถ้าตัดส่วนท้ายอันแสดงถึงหน้าที่ของคำออกไป เหลือแต่ตัวความหมายแท้ๆ ก็จะเจอคำว่า desider แล้วคำว่า desider อันนี้เนี่ย มันมาจากภาษาละติน คือ de + sider- ซึ่ง sider- ก็มีความหมายว่า ดวงดาว รวมๆ กันอาจจะแปลว่า ใต้ดวงดาว หรือ จากดวงดาว ประมาณนั้น

คืนแห่งนักบุญลอเรนซ์วันที่ 10 สิงหาคม คืนที่คนอิตาลีเชื่อว่ามีดาวตกเยอะมากที่สุด,  Notte di San Lorenzo
ภาพ : medium.com

จริงๆ อธิบายเท่านี้แล้วจบเลยก็ได้ อ้ะ แต่เพื่อกันความอึดอัด ก็จะเล่าเพิ่มเติมว่า จึงอาจกล่าวได้ว่า ความปรารถนา ความหวัง หรือดวงชะตาของมนุษย์นั้น ผูกพันกับดวงดาวมาตั้งแต่ปางบรรพ์ ตัวอย่างเช่น นักเดินเรือฝากความหวังไว้กับดวงดาวเพื่อบอกทิศทางการเดินเรือเข้าหาฝั่งยามออกทะเลที่ ‘คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล’ ในสมัยโรมัน ถึงกับมีการทบทวนความเป็นกษัตริย์ทุกๆ 9 ปีจากดวงดาว กล่าวคือ ในปีที่ 9 ของการครองราชย์ หากมีดาวตก กษัตริย์ก็จะถูกปลดลงทันที

กล่าวคือ มีทั้งดีทั้งร้าย ตัว (ฝน) ดาวตกเองยังมีความหมายในเชิงลบมาโดยตลอด ประหนึ่งน้ำตาจากสวรรค์ที่มีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วหรือกำลังจะเกิดขึ้น

การมองดาวตกในแง่ดี อาจมาจากหลายแหล่งความเชื่อ แต่คุณูปการอย่างหนึ่งต้องยกให้แค่คริสต์ศาสนากับตำนานที่ว่า พญา 3 องค์ตามหาพระกุมารเยซูพบก็เพราะการนำทางของดาวตก อันทำให้ไปมอบทองคำ กำยาน และมดยอบได้ทัน จนถึงวันนี้ ดาวตกก็ยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการระลึกถึงคริสตสมภพ ไม่ใช่ต้นสนหรือซานตาคลอสอย่างที่ใครต่อใครคิดกัน 

กลับมาไขปริศนาว่า ดาวตกที่เห็นเยอะๆ ในคืนนั้นคืออะไร

นักดาราศาสตร์บอกไว้ว่า ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ ซึ่งเกิดขึ้นทุกปีราววันที่ 10 – 13 สิงหาคม เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้ว คืนที่มีดาวตกเยอะที่สุด อาจจะไม่ใช่คืนวันที่ 10 ก็ได้ แต่เป็นหนึ่งในคืนนั้น ถ้าอยากจะให้เป๊ะ ก็ต้องฟังประกาศจากทางการเอา

คืนแห่งนักบุญลอเรนซ์วันที่ 10 สิงหาคม คืนที่คนอิตาลีเชื่อว่ามีดาวตกเยอะมากที่สุด,  Notte di San Lorenzo
ภาพ : www.elle.com

เอาล่ะ พอหอมปากหอมคอ พร้อมจะออกไปดูฝนดาวตกกันหรือยัง

อะไรนะ จะไปด้วย? ไม่ได้หรอก

ก็เขาบอกให้พูดชื่อออกมาโดยไม่ให้คนอื่นได้ยินนี่นา… 

(จริงๆ ที่กลัวกว่า คือกลัวได้ยินการออกเสียงอันรวดเร็วปานคำเตือนในโฆษณาเครื่องดื่มชูกำลัง)

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

ช่วงนี้รู้สึกได้รับข่าวสารเชิงแพทย์และวิทยาศาสตร์กันมากมายจนแทบจะกระอัก บางทีร่างกายก็ต้องการเสพอะไรที่หลีกหนีไปจากนั้นบ้าง วันนี้มาล้อมวงในห้องมืด จุดเทียนไว้กลางวง ฟังเรื่องบ้านผีสิงกัน จริงบ้างไม่จริงบ้าง จะเล่าตามที่ได้อ่านเจอมาก็แล้วกัน 

1. เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี

เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/Villa_De_Vecchi

ชื่อจริงๆ ของบ้านนี้คือบ้านของ (ตระกูล) เดเวคคี (Casa De Vecchi) สร้างในศตวรรษที่ 19 ตามบัญชาของ ท่านเคานต์เฟลิเช เด เวคคี (Felice De Vecchi) เป็นบ้านสองชั้น มีห้องใต้ดิน ตั้งอยู่ในเขตคอร์เตนอวา (Cortenova) ใกล้กับทะเลสาบโคโม่ 

บ้านสีแดงชาดนี้ปัจจุบันสีได้หลุดลอกออกไปบ้างแล้ว ยิ่งดูน่ากลัวเหมือนบาดแผลที่ถลอกปอกเปิก บางคนก็เรียกบ้านหลังนี้ว่า ‘บ้านแม่มด’ บ้างก็ว่าเพราะเคยมีเจ้าลัทธิซาตานคนหนึ่งเคยหมายตาบ้านหลังนี้ไว้ เพื่อเป็นที่ชุมนุมผู้ที่บูชาซาตานและแม่มด แต่ถึงยังไม่ได้ทำ บ้างก็ว่ามีการชุมนุมอยู่บ่อยๆ สรุปง่ายๆ ว่า บ้านนี้ดูเป็นทำเลทองของผู้นิยมซาตานและมนตร์ดำ

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : brividihorror.it/villa-de-vecchi/

ตำนานเล่าว่า วันหนึ่งท่านเคานต์ออกไปเดินเล่น พอกลับมาบ้านก็พบว่าภรรยาถูกฆาตกรรม ใบหน้าของศพเละไม่เหลือดี มิหนำซ้ำลูกสาวยังหายไปด้วย ท่านเคานต์จึงเก็บข้าวเก็บของออกจากบ้านนั้นและไม่กลับไปอีกเลย ในขณะที่สายไม่มูก็อุตส่าห์ไปสืบทะเบียนราษฎร์พบว่า ท่านเป็นโสด ไม่มีลูกไม่มีเมีย 

ยังไม่ยอม สายมูก็บอกว่าเคยได้ยินเสียงผู้หญิงร้องจากโหยหวนออกจากบ้านอันว่างเปล่าหลังนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนที่วันยาวที่สุดในรอบปีที่เรียกกันว่าครีษมายันและเหมายัน 

ผู้ที่ดูแลบ้านหลังนั้นออกมาบอกว่า ไม่จริ๊ง ไม่จริง บ้านหลังนี้ผีไม่มีสางอะไรทั้งนั้น จะมีก็เขานี่แหละที่หลอกเป็นผีเพื่อไล่พวกที่มาป้วนเปี้ยนวุ่นวาย

แต่สิ่งที่เพิ่มความขลังให้แก่บ้านหลังนี้อีกหนึ่งเรื่องก็คือ เมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้ มีเหตุการณ์แผ่นดินถล่มเกิดที่แถบนี้ สร้างความเสียหายมากมายให้แก่เมืองและเมืองอื่นๆ โดยรอบ แต่บ้านหลังนี้กลับไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเลยแม้แต่น้อย

2. เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส

บ้านหลังนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 อันเป็นยุคที่เวนิสรุ่งเรืองอย่างถึงที่สุด ตั้งอยู่บนคลองใหญ่ Canal Grande หรือ แกรนด์ คะแนล เลย เกือบจะถึงปากคลองแล้ว อยู่เยื้องไปทางขวาของท่าเรือ Giglio

เรื่องความงามไม่ต้องพูดถึง ดูจากภาพที่โมเน่ต์วาดก็แล้วกัน

เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส
Claude Monet, Venice, Palazzo Dario, olio su tela, The Art Institute of Chicago, 1908.
ภาพ : artadvisor.art.blog/2021/04/06/ca-dario-il-palazzo-maledetto-di-venezia

ตำนานที่เล่าขานในฐานะ ‘บ้านต้องคำสาป’ คือ คนในบ้านมักไม่ค่อยตายดีกันอยู่หลายราย เริ่มตั้งแต่แรกสร้าง ลูกสาวเจ้าของบ้านฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจของสามี จากนั้นสามีและลูกชายของเธอก็ตาย (โหง) ตามไป แล้วจากนั้น เจ้าของบ้านรุ่นต่อๆ มาก็ตายไม่ดีกันหลายคน ใครผ่านบ้านนี้ก็พากันขนพองสยองเกล้า 

เช่นเดียวกับบ้านผีสิงหรือบ้านต้องคำสาปหลายแห่ง มักจะไม่ได้เล่าต่อๆ กันมานับตั้งแต่แรกสร้างหรอก มันจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง แล้วผู้คนถึงได้ตั้งกองกันฟื้นฝอยหาตะเข็บกันอย่างเอิกเกริก เหมือนหวยออก ทุกอย่างที่ผ่านมาล้วนเป็นลางบอกเหตุทั้งสิ้น

ข่าวใหญ่ข่าวนั้นคือ ในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1970 ท่านเคานต์คนหนึ่งถูกหนุ่มชู้รักฆ่าตาย ณ บ้านหลังนี้ เหตุการณ์อันรุนแรงและฉาวโฉ่เช่นนี้ อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเวนิสอันแสนโรแมนติก จึงอาจเป็นชนวนทำให้คนเวนิสขุดเรื่องบ้านหลังนี้มาเล่ากันสนุกปาก ใครเด็ดกว่าชนะ อะไรทำนองนั้น 

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File

แต่ตามความเป็นจริงแล้ว มีผู้ออกมาศึกษาว่า แทบไม่มีอะไรเป็นจริงเลย พ่อแม่ลูกต้นเรื่องที่ว่านั้นถึงจะมีอยู่จริง แต่แม่ป่วยตาย พ่อก็ป่วยตาย ลูกที่ในข่าวว่าตายจากการสงครามนั้น ก็ไม่ใช่ลูก แต่เป็นลูกหลานในหลายศตวรรษให้หลังที่ชื่อ-นามสกุลซ้ำกัน นอกจากนี้ บ้านยังถูกเปลี่ยนมือมาอีกหลายชั่วอายุคน หลายศตวรรษ มีทั้งคนในตระกูล คนนอกตระกูล หลากเชื้อชาติ แต่ไม่เคยมีใครฆ่าตัวตายในบ้านหลังนั้นเลย

3. เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)

เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)
ภาพ : storie.ivipro.it/db/villa-magnoni/

บ้านหลังนี้อยู่ในเขตโคนา (Cona) ห่างจากเมืองแฟร์ราร่าไม่กี่กิโลเมตร เข้าสู่วงการบ้านผีสิงในช่วง ค.ศ. 1980 นี้เอง ผู้สร้างตำนานเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อันที่จริงคือกลุ่มหนึ่งอาจจะเหมาะกว่า เด็กกลุ่มนี้แอบย่องเข้าไปในบ้านร้างแห่งนี้ แล้วประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตกันยกก๊วน มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่รอดมาเล่าเรื่องราวในคืนนั้นให้คนอื่นฟังว่า ขณะที่พวกเขากำลังย่องเข้าไปบุกรุกบ้านร้างหลังนั้นอย่างคึกคะนอง สายตาของพวกเขาก็ไปปะกับสายตาเกรี้ยวกราดคู่หนึ่งจากหน้าต่างบ้านชั้นบนพร้อมชี้หน้าแผดเสียงไล่ จนพวกเขาลนลานวิ่งหนีออกมาแทบไม่ทัน จนมาประสบอุบัติเหตุดังกล่ว

หลังจากการบอกเล่าของเด็กคนนั้น หน้าต่างทุกบานของบ้านก็ถูกปิดสนิท แต่หลังจากนั้นไม่นาน หน้าต่างบานหนึ่งก็เปิดออกมาอย่างหาคำอธิบายไม่ได้ เป็นหน้าต่างบานที่เด็กหนุ่มคนนั้นพูดถึงนั่นเอง

บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างและดูเหมือนไม่มีใครรู้จักเจ้าของคนปัจจุบัน มีนักล่าผีหลายคนที่ยังคงเข้าไปในบ้าน เรื่องที่เล่าขานกันก็ยังเป็นเรื่องเสียงกระซิบของผู้หญิงและเสียงกรีดร้องอันเยือกเย็น แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเงาดำที่อยู่หน้าหน้าต่างชั้นสองของบ้าน… ใช่ บานนั้น

4. ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini) 

ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini)
ภาพ : www.hotel-sangiorgio.com/montebello-torriana-castello-azzurrina

รีมีนีไม่ได้มีดีแค่ชายหาดหน้าร้อน ที่เขตปอจโจ โตรียานา (Poggio Torriana) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดรีมีนี มีปราสาทซึ่งคู่ควรแก่การเป็นบ้านผีสิงที่น่ากลัวที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลีด้วย

ตำนาน (คำนี้การันตีความเลื่อนลอย แต่สนุก) ได้กล่าวถึงตัวละครสำคัญคือ หนูน้อยอัซซูรีนา (Azzurrina) ซึ่งเป็นลูกสาวของอูกุชโชเน ดิ มอนเตแบลโล (Uguccione Di Montebello)

เด็กน้อยคนนี้เกิดในราวช่วงหลังของคริสตศตวรรษที่ 14 เธอเกิดมาเป็นเด็กเผือก ซึ่งในสมัยนั้นผู้คนมองว่าเป็นปีศาจร้าย เป็นกาลกิณี ผู้เป็นพ่อจึงจำต้องขังลูกสาวตัวเองให้อยู่แต่ในปราสาทโดยมียามเฝ้า 2 คน วันหนึ่งเด็กน้อยเล่นลูกบอลผ้าแล้วลูกบอลกลิ้งตกลงไปในห้องใต้ดิน เธอจึงวิ่งลงไปเก็บ ลงไปไม่นานยามทั้งสองซึ่งอยู่ด้านบนก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กน้อย แต่พอวิ่งลงไปดูก็ไม่พบอะไร ไม่พบใคร…แม้แต่อัซซูรีน่าเอง

ล้อมวงฟังเรื่อง 5 คฤหาสน์ผีดุทั่วอิตาลีที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ทำคนขนพองสยองเกล้าทั่วอิตาลี
ภาพ : www.hotelcorallorimini.com/it/blog/entroterra/castello-montebello-la-leggenda-azzurrina/

แม้จะหาเท่าไหร่ก็ไม่พบร่างของเด็กน้อย อย่างไรก็ตามก็ดูเหมือนว่าเธอจะยังคงวนเวียนอยู่ในปราสาทแห่งนี้ เพราะทุกๆ 5 ปีในวันครีษมายัน อันเป็นวันที่เธอหายตัวไป เธอจะปรากฏให้เห็น ปัจจุบันปราสาทหลังนี้เปิดให้เข้าชมด้วย

5. เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)

เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)
ภาพ : Loscrignodelmistero.webnode.it

เคหสถานอันเป็นตำนานหลอนแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเนินเขาเมืองแซรรา ซัน ควิรีโก (Serra San Quirico) เขตจังหวัดอังโคนา ต้นเหตุแห่งเรื่องเกิดขึ้นเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี้เอง 

เรื่องเล่าว่าวันหนึ่งในช่วงสงคราม บ้านหลังนี้ได้จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้นมา จู่ๆ ทหารนาซีก็ได้บุกเข้ามากราดยิงผู้คน ณ ที่นั้น คร่าชีวิตผู้คนไปราว 20 ราย ก่อนตายท่านเคานต์ได้ลั่นวาจาว่าจะอยู่ปกป้องบ้านหลังนี้ของท่านตลอดไปไม่ให้ใครมาย่ำยี 

จากนั้นบ้านหลังนี้ก็มีกิตติศัพท์ในเรื่องผีพื้นฐานทั่วๆ ไป เช่นมีเสียงร้อง ฯลฯ จนกระทั่งเรื่องๆ ใหญ่ๆ ได้เกิดขึ้นนับแต่ ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา

บ่าวสาวคู่หนึ่งเกี่ยวก้อยกันไปถ่ายวิดีโอสั้นๆ กันที่นั่น ตอนถ่ายก็เหมือนจะดีๆ อยู่ แต่พอกลับมา ภาพทั้งหมดมืดสนิท แต่มีเสียงไวโอลินงานเลี้ยงดังเป็นแบกกราวด์

อีกรายหนึ่งเกิดราว ค.ศ. 1980 เด็กสาวคนหนึ่งเข้าไปเดินเล่นที่นั่น แล้วก็แวะโบสถ์เล็กๆ ของบ้าน เธอไปเจอรูปถ่ายบ่าวสาวคู่หนึ่งใส่ชุดสมัยต้นศตวรรษตั้งอยู่ในนั้น เธอเห็นว่าสวยดีก็เลยฉวยกลับบ้าน คืนนั้นเธอฝันร้าย เธอฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมากระซิบข้างหูบอกให้เธอเอารูปไปคืน เธอกรีดร้องตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าแม่ของเธอยืนหน้าซีดเผือดอยู่ตรงประตู แม่บอกว่าได้ยินเสียงลูกสาวร้อง เธอก็เลยเข้ามาดู แต่สิ่งที่เธอเจอคือ ผู้หญิงแต่งชุดขาวคนหนึ่งกำลังกระซิบอะไรบางอย่างอยู่ข้างหูลูกสาวเธอ ก่อนจะหายวับไป

ไหนๆ ก็ทำกันถึงขนาดนี้แล้ว ผู้คนแถวนั้นเลยจัดให้ครบ โดยเรียกหน้าผาซึ่งอยู่ตรงนั้นว่า ‘หน้าผาปีศาจ’ เป็นอันครบจบในที่เดียว

ขอปิดท้ายด้วยเรื่องของตัวเอง จะว่าเรื่องของตัวเองก็ไม่ถูกหรอก เรียกได้ว่าใกล้ตัวที่สุดแล้ว วันหนึ่งไปนั่งกินข้าวที่บ้านพี่คนไทยคนหนึ่งในเซียน่า จริงๆ เป็นอพาร์ตเมนต์แบ่งห้องเช่ากับนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆ บ้านอยู่ในเขตเมืองเก่า ก็บอกว่า บ้านนี้น่าอยู่ดีนะ พี่ก็บอกว่าใช่ แต่ก็เหมือนจะไม่ได้อยู่กันแค่เท่าที่เห็น 

แหม ชงมาขนาดนี้พี่ต้องเล่าแล้วละ เธอบอกว่า เช้าวันหนึ่งขณะที่ทุกคนสาละวนกันอยู่ในครัว กินโน่นนี่เตรียมตัวจะออกไปเรียนกัน พี่คนนี้ก็ทักเพื่อนร่วมบ้านอีกคนว่า 

“แหม เมื่อคืนนอนดึกจัง ฉันตื่นมาเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงล้างจานก่อกแก่กอยู่ในครัว”

เพื่อนคนนั้นชะงัก แล้วถามกลับว่า

“อ้าว ไม่ใช่เธอเหรอ” แล้วก็หันไปหาอีกคนหนึ่ง

“เปล่า แต่ชั้นก็ได้ยิน”

ทั้งสามคนมองหน้ากัน แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าของตัวเองต่อไป

ฉันซึ่งเคยแต่ได้ยินเรื่องผีสระผมมาบ้างแล้ว วันนั้นได้ยินเรื่องผีล้างจาน ในใจนึกว่า เออหนอ โลกเรานี้มีอะไรให้เรียนรู้ได้ไม่รู้จบจริงๆ ผีเองก็ไม่ได้สักแต่ว่าจะมาแหกอก ยืนตะคุ่ม หรือเหวี่ยงจาน ปัดหนังสือตกจากชั้น ผีรักความสะอาดก็มีกับเขาด้วยเหมือนกัน

สัพเพสัตตาฯ

ข้อมูลอ้างอิง

storiedimenticate.it/villa-de-vecchi/

Loscrignodelmistero.webnode.it

www.vanillamagazine.it/

www.sixt.it/magazine/viaggi/case-infestate-italia/ 

www.misteridelmondo.it/

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load