“การทำสารคดีเป็นข้ออ้างที่ดีที่จะได้ไปสอดรู้สอดเห็นชีวิตคนอื่น ได้ไปอยู่ในที่ที่ไม่จำเป็นต้องไปอยู่ หรือที่ที่เขาไม่ให้ไปอยู่ ก็เหมือนการสัมภาษณ์ครั้งนี้ อยู่ดีๆ ก็มาเสือกเรื่องของเรา รู้ เข้าใจชีวิตเรา การทำสารคดีก็เหมือนกันแหละ เราก็อยากไปเข้าใจคนอื่น”

ชื่อของ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ เริ่มเป็นที่คุ้นหูในวงกว้างตอนที่เขากำกับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง 2215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว ที่เล่าถึงโครงการก้าวคนละก้าวของตูน บอดี้สแลม กับการวิ่งระยะไกลจากอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ถึงอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อระดมทุนให้กับโรงพยาบาลต่างๆ

Come and See หนังสารคดีในมุม ณฐพล บุญประกอบ ที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย

เส้นทางการเป็นผู้กำกับของเขาเริ่มต้นจากการเลียนแบบพี่ชายมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูป อ่านการ์ตูน ฟัง Fat Radio เล่นดนตรี เรียนสายศิลป์-ฝรั่งเศส เข้าคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลือกสาขาการภาพยนตร์และภาพนิ่ง แต่สุดท้าย ความสนใจของเขาก็เบนไปทางสารคดีจนตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทที่นิวยอร์ก

วิทยานิพนธ์ของไก่คือสารคดี Come and See ที่เราได้เห็นโปสเตอร์บนอินเทอร์เน็ตเมื่อไม่นานมานี้ หนังเล่าถึงความเชื่อที่แตกต่างและเหตุการณ์โจมตีวัดพระธรรมกายทางกฎหมายเมื่อ 2 – 3 ปีก่อน และกำลังจะได้ไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานในอีกไม่กี่วัน

นั่นคือสิ่งที่หลายคนอาจจะรู้แล้วเกี่ยวกับเขา แต่บทสนทนาต่อไปนี้ทำให้เรารู้จักเขามากขึ้นว่า 

หนึ่ง คนในวงการหนังและโฆษณารู้จักเขาในนาม ‘เจ๊ไก่’

สอง ไก่ไม่ใช่ผู้กำกับสารคดี อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องการนิยามตัวเองว่าอย่างนั้น เขาว่าเขาเป็นนักสื่อสาร และสารคดีเป็นเพียงเครื่องมือที่จะนำสิ่งที่เขาอยากพูดไปสู่คนฟัง

สาม ข้อจำกัดทางภาษาคืออุปสรรคของการเรียนรู้และการทำหนังสำหรับเขา แต่สามารถข้ามผ่านมันไปได้ด้วยความตั้งใจและความพยายาม

สี่ คนทำหนังควรมีความคาดหวังต่อหนังทุกเรื่องที่ทำ และหนังทุกเรื่องไม่จำเป็นต้องดังก็ได้ถ้ามันตอบโจทย์นั้นแล้ว

ห้า เขาผิดหวังกับโรงเรียนในนิวยอร์กมาก จึงพยายามร่วมกิจกรรมนอกห้องเรียนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งทำให้เขาเห็นภาพและบริบทของสังคมตัวเองได้ชัดขึ้น

หก อุปสรรคของอุตสาหกรรมสารคดีในเมืองไทยสำหรับเขาคือ ทั้งเรื่องคน เงิน และความเข้าใจของคน

เจ็ด สารคดียังเป็นหนังกระแสรองไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ซึ่งเขาคิดว่านั่นไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย

แปด ก่อนจะมาเป็นสารคดี Come and See เขาอยากทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับชายที่เล่นดนตรีให้แมวฟังใน ดี.ซี.

และสุดท้าย ไก่เป็นคนมองโลกตามความเป็นจริงในทุกๆ เรื่อง ดังนั้น บทสัมภาษณ์ข้างล่างนี้จึงไม่ได้มีแค่ด้านบวก เพราะอย่างที่เขาบอก ว่าสารคดีเป็นเรื่องของคน แล้วคนจะมีด้านเดียวได้อย่างไร

ผู้กำกับคืออาชีพที่อยากเป็นมาตลอดเลยหรือเปล่า

มันไม่ใช่ความ ‘กูจะเป็นผู้กำกับหนัง’ มันเป็นไปเอง เราทำแล้วชอบ ถนัด มันไม่ใช่การเลือกหรือไม่เลือก

แต่ถ้าถามว่ามีโมเมนต์ที่ต้องเลือกว่าอยากจะไปทางไหนไหม ก็มีนะ สมัยเรียนเราชอบถ่าย ชอบตัด ชอบกำกับ ตอนเรียนจบมาได้สักพักก็มีจังหวะที่พี่ๆ โปรดิวเซอร์ที่ทำงานด้วยเริ่มถามแล้วว่า ตกลงอยากทำอะไรกันแน่ เพราะเห็นเราชอบทำหลายอย่าง เขาบอกว่า ต้องเลือกนะ เพราะสายงานมันไม่เหมือนกัน ซึ่งตอนนั้นก็แบบ เออ ไอ้เหี้ย ทำไงดีวะ ไปทางไหนดี สุดท้ายก็เลือกมาทางนี้

ซึ่งเราพยายามจะไม่จำกัดตัวเอง อันนี้จำคำเท่ๆ ของคนอื่นมาอีกที เราพยายามจะไม่จำกัดตัวเองเป็นคำนาม นักทำหนัง ตากล้อง พวกนี้คือคำนาม แต่เราจะใช้คำกริยา คือเราถ่ายหนัง เรากำกับหนัง เราเขียนบท จะทำอะไรก็ทำไป มันก็เป็นตัวกูนี่แหละ แค่ว่าในช่วงนั้นทำอะไรเท่านั้นเอง 

เสน่ห์ของการทำหนังคืออะไร

หลักๆ น่าจะมาตั้งแต่ตอนเรียนนิเทศฯ มีกิจกรรมที่ต้องทำวิดีโอ เอ็มวี ทำหนังสั้น แล้วตอนที่ฉายให้คนดูพร้อมกันทั้งคณะจะมีเสียงกรี๊ด เสียงเฮฮา เราไม่เคยรู้ตัวนะ แต่พอโตขึ้นมาแล้วมองย้อนกลับไป เลยได้รู้ว่าตรงนั้นเป็นรากฐานที่ทำให้เราอยากทำหนังที่สื่อสารกับคนหมู่มาก นี่คือหน้าที่ของสิ่งที่เราทำ

แล้วทำไมถึงตัดสินใจไปเรียนต่อสาขาสารคดี

ก็ตอนนั้นแหละที่มีคนถามว่าเราอยากเป็นอะไรกันแน่ เราอยากไปเรียนเป็นตากล้องไหมวะ หรือเราอยากไปเรียนเป็นผู้กำกับ คิดไม่ตกสักทีเพราะความสนใจเราหลากหลาย เราไม่ได้อยากเป็นตากล้องขนาดนั้น โฟกัสกับเรื่องภาพอย่างเดียวไม่ได้ และเราก็อาจจะทำได้ไม่ดีขนาดนั้นด้วย หรือจะไปเรียนกำกับล่ะ เราก็รู้สึกว่าการกำกับมันเป็นเรื่องระหว่างคนกับคน เป็นเรื่องวัฒนธรรม ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าการเรียนต่อจะช่วยอะไรได้

ในขณะนั้นก็เริ่มสนใจสารคดีมากขึ้น ได้ทำ ‘รู้สู้! Flood’ แอนิเมชันปลาวาฬช่วงน้ำท่วมปี 54 กับพี่ๆ น้องๆ ที่คณะ เพื่อสร้างความเข้าใจในข้อมูลเกี่ยวกับน้ำท่วมให้กับคนทั่วไป หรือเวลาเขียนอะไรเกี่ยวกับสารคดีก็จะเขียนยาวกว่าหนัง Fiction แต่ก็ยังไม่ได้คิดว่าจะไปเรียนด้านนี้ จนกระทั่ง เบนซ์ (ธนชาติ ศิริภัทราชัย) เพื่อนเราตั้งแต่ประถมฯ ไปเรียนที่นิวยอร์กและเขียนหนังสือ New York 1st Time ซึ่งเราได้อ่านแล้วรู้สึกว่า โห มันไปเห็นโลกกว้างมาเยอะเลยว่ะ เราอยากไปเห็นบ้าง เบนซ์ก็แนะนำว่า เห้ยมึง ที่โรงเรียนเพิ่งมีสาขาสารคดีเปิดนะ เราเลยเริ่มคิด ด้วยทุนที่มี ด้วยเวลาที่มี สาขานี้ก็ไม่ได้มีสอนเยอะ สุดท้ายก็เลยไปเรียนตามไอ้เบนซ์

New York 2nd Time?

ไอ้เบนซ์ก็ปัจจัยหนึ่ง แต่อีกปัจจัยคือเรารู้สึกว่าสารคดีมันลึกลับ เราไม่รู้ว่าเบื้องหลังสิ่งที่เราชอบ  สิ่งที่เราอิน คอนเทนต์แบบนี้ ต้องมีวิธีการจัดการยังไง ในเมืองไทยแทบหาไม่ได้เลย คนทำน้อยมาก อุตสาหกรรมนี้แทบไม่มีอยู่เลยด้วยซ้ำ

แต่การที่รู้อยู่แล้วว่าเมืองไทยไม่มีอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้ทำให้ลังเลที่จะไปเรียนเหรอ

ไม่เกี่ยว เพราะเราไม่ได้คิดว่าจะไปเพื่อที่จะกลับมารวย คือถ้ารวยก็ดี (หัวเราะ) แต่เราเชื่อว่าถ้าเราทำอะไรได้ดี มันก็จะมีที่ทางของมันเอง 

นอกจากแอนิเมชัน รู้ สู้! Flood ก่อนไปเรียนที่นิวยอร์กเคยทำสารคดีมาก่อนไหม

เคย เป็นสารคดีเกี่ยวกับการประกวดธุรกิจเพื่อสังคม ตอนนั้นไม่รู้อะไรเลย ทำแบบงูๆ ปลาๆ ไปถ่ายมา เสียงก็เหี้ย กล้องก็ห่วย เอามาตัดเองให้มันเสร็จ ทำอยู่ปีหนึ่ง ได้เรียนรู้ว่าการทำสารคดีมันเหนื่อย แต่มันเปิดโลกของเรา เพราะพาไปเจอคนในสังคมใหม่ๆ ได้เห็นคนแบบอื่น การทำงานแบบอื่น ทำให้เราเข้าใจมิติของสังคมที่ลึกขึ้น

Come and See หนังสารคดีที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย

จากคนที่ทำสารคดีแบบงูๆ ปลาๆ มาก่อน พอได้ไปเรียนเกี่ยวกับสารคดีจริงๆ เจอเซอร์ไพรส์อะไรบ้าง

เซอร์ไพรส์ว่าแม้แต่คนทำสารคดีระดับโลกก็ยังไม่รู้เหี้ยอะไรเลย (หัวเราะ) 

อ้าวพี่…

ไม่ๆ เราชอบจินตนาการว่าคนที่ได้ออสการ์ชีวิตจะต้องหรู มีไม้วิเศษในการคิด ในการทำงาน พอไปเรียนเลยได้รู้ว่าในแง่สกิลล์การทำงาน ระหว่างเรากับฝรั่งไม่ได้ต่างกันมาก แต่เป็นเรื่องต้นทุนทางภาษามากกว่า การที่คนคนหนึ่งโตมากับภาษาอังกฤษ เขาสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่ใหญ่กว่าภาษาไทยเป็นหมื่นแสนเท่า มันกว้างมากจนเข้าใจเลยว่า โอ้โห นี่คือกูสู้แบบขึ้นเขาอยู่นะ ในการมาอยู่ มาเรียนที่นี่ ต้องพยายามทำความเข้าใจวัฒนธรรมนี้และตามพวกมึงให้ทันเนี่ย 

ซึ่งในแง่การทำงาน การแก้ปัญหา ไหวพริบ ฝรั่งก็ไม่ได้ต่างจากเราขนาดนั้น แต่สุดท้ายเขามีแต้มต่อเรื่องภาษา มีแต้มต่อของการเป็น Citizen สังคม เพื่อนที่เขาทำงานอยู่ด้วย สภาพแวดล้อม หรือความเข้าใจต่างๆ ของคนทั่วไป

คิดง่ายๆ สมมติทำหนังอินดี้ในนิวยอร์ก หนังไม่ได้ดีมาก แต่พอฉายปุ๊บ The New York Times มาดู ขึ้นเว็บปึ้งไปทั่วโลก ในขณะที่กูทำหนังอยู่ House RCA (หัวเราะ) กว่าจะไปถึงตรงนั้นมันไกลมาก และสิ่งเหล่านี้มันเกินกว่าชีวิตคนคนหนึ่งไปมหาศาล มันคือการสั่งสมทางวัฒนธรรม ซึ่งก็โทษใครไม่ได้ มันเป็นภาพใหญ่ของโลกที่เคลื่อนไปเรื่อยๆ ปัจจัยมันเยอะมากๆ สิ่งนี้คือสิ่งที่เรียนรู้จากการไปเรียนนิวยอร์ก

บรรยากาศการเรียนฟิล์มที่นั่นมันเป็นยังไง

มีวิชาหนึ่งที่เราชอบมากชื่อ Process and Style ทุกอาทิตย์เขาจะเชิญคนทำหนังจากข้างนอกมาฉายหนัง เขาจะเล่าให้ฟังว่าทำอะไรไปบ้าง เจอปัญหาอะไร เรารู้สึกว่าจริงๆ แล้ววิธีการเรียนที่ดีที่สุดคือการเรียนจากข้อผิดพลาดของคนอื่น สารคดีมันกำหนดอะไรได้ไม่เยอะ ทฤษฎีมันก็มีอยู่แต่อาจจะไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น 

แต่โดยรวมเราผิดหวังกับโรงเรียนมากๆ นะ (หัวเราะ) เพราะโรงเรียนก็เป็นธุรกิจ บางโรงเรียนก็พยายามจะรันให้ได้โดยการรับคนเข้ามามากๆ ลดเกณฑ์ของตัวเองลง หรือพยายามสร้างชื่อเสียงเพื่อดึงดูดลูกค้า คนที่มาสอนก็มีชื่อเสียงแต่อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสอน เพราะมันไม่ใช่อาชีพหลักของเขา

มีคนจากหลายสาขามาเรียนสาขาวิชานี้ บางคนเป็นนักข่าว บางคนเป็นนักกายภาพบำบัด เป็นคนที่อยากจะย้ายสาย โรงเรียนแบบนี้ก็จะรับคนเหล่านี้มา แต่เราดันมีพื้นฐานการทำหนัง 7 – 8 ปี มาตรฐานของโรงเรียนเลยไม่ได้สูงเท่าที่เราคาดหวัง แล้วโรงเรียนเป็น Project-based ไม่ค่อยสอนทฤษฎี เขาจะให้ทุกคนทำหนังแล้วมาถกกัน ปีสองทำทีสิส แล้วก็ถกทีสิสกันไปเลยทั้งปี มีสิบกว่าเรื่องก็ถกกันไปว่าถึงตรงไหนแล้ว เจอปัญหาอะไรเอามาคุยกัน คอมเมนต์เพื่อน พอโมเดลเป็นแบบนี้แล้วเพื่อนห่วยมากๆ หลายครั้งเราก็รู้สึกว่าเสียเวลา ซึ่งนั่นเป็นข้อดี คือกูมองให้มันดีหมด เพราะเสียเงินมาแล้วไง (หัวเราะ)

แล้วข้อดีคือ…

ข้อดีคือทำให้เราโกรธแค้นโลกใบนี้ ทำไมกูต้องเสียเวลาฟังมึงพูดสไลด์ที่มึงไม่ได้อ่านมาก่อนด้วยซ้ำ แม้ว่ามึงจะมีชื่อเสียงมากในวงการสารคดี

พอผิดหวังกับโรงเรียน เราเลยต้องไปอีเวนต์ต่างๆ มากมายที่มีทุกวันในนิวยอร์ก งานทอล์กประหลาดๆ ที่ไม่เกี่ยวกับฟิล์ม เช่น เรื่องการเขียนโค้ดคอมพิวเตอร์เพื่อศิลปะ เป็นโลกใหม่มากที่เราได้ไปเจอที่นู่น มันคือการเอาโค้ดมาเป็นวัตถุดิบในการสร้างงานอาร์ต เคยไปฟังหมอพูดเปรียบเทียบการผ่าตัดกับการทำงานฝีมือ ให้หมอไปเวิร์กช็อปปั้นดินเพื่อนำกลับมาประยุกต์ใช้กับการดูแลอวัยวะคน เคยไปฟังเรื่องควอนตัมด้วย มั่วซั่วมาก อยู่โน่นเราไม่ได้สนใจแค่เรื่องฟิล์มอย่างเดียว ทุกอย่างมันปรับใช้ด้วยกันได้หมดแหละถ้าเราเปิดรับ

Come and See หนังสารคดีในมุม ณฐพล บุญประกอบ ที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย
Come and See หนังสารคดีในมุม ณฐพล บุญประกอบ ที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย

การเป็นผู้กำกับแล้วได้ไปอยู่ในเมืองอย่างนิวยอร์กน่าจะเป็นความฝันของหลายๆ คน

มันมีอะไรให้เราดูเยอะ บางคนอาจจะมองว่าไปนิวยอร์กมึงต้องกลายเป็นคนใหม่ ต้องเก่ง เราว่าไม่เกี่ยว ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพ สมมติเราว่ายน้ำอยู่ในบึงเล็กๆ ชื่อว่าเมืองไทย บึงบึงหนึ่งที่มีทรัพยากร มีข้อมูลที่เข้าถึงได้ตามสภาพ พอไปอยู่นิวยอร์ก เหมือนเราถูกโยนลงไปในทะเลสาบที่มีทรัพยากรเยอะกว่ามากๆ แต่ทุกอย่างอยู่ที่ว่าเราจะว่ายมากเท่าไหร่ ไม่ได้เกี่ยวกับว่าบึงใหญ่แค่ไหน

อยู่นี่มันก็เข้าถึงได้แหละ ผ่านอินเทอร์เน็ต แต่อยู่โน่นมันเป็น Firsthand Experience เป็นประสบการณ์ตรง ได้คุย ได้เจอหลายๆ อย่างที่ไม่มีบนอินเทอร์เน็ต เลยเป็นข้อได้เปรียบ เราเลยพยายามเก็บเกี่ยวให้มากที่สุด เพราะกูขาดทุนกับโรงเรียนไปแล้ว (หัวเราะ)

อะไรในนิวยอร์กที่ส่งอิทธิพลคุณในฐานะผู้กำกับหรือกระทั่งคนคนหนึ่ง

เปรียบเทียบเหมือน… เกิดมาเราอาศัยอยู่ในสังคมหนึ่ง วัฒนธรรมหนึ่ง เรากินช็อกโกแลตยี่ห้อหนึ่งมาตลอดชีวิต แล้วมีช่วงเวลาหนึ่งที่เราเสือกไปกินอีกยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวกับว่าอร่อยกว่าหรือไม่อร่อยกว่า แต่ทำให้เกิดการเปรียบเทียบขึ้น

การไปเที่ยวนี่ไม่นับว่าเป็นการไปอยู่เมืองนอกนะ ไม่เหมือนกันเลย เพราะการไปอยู่ที่นั่นมันเป็นการทำความเข้าใจการใช้ชีวิตใหม่หมด ต้องหาเพื่อนใหม่ ทำอะไรจิปาถะในชีวิต เราต้องรับรู้เรื่องราวเยอะมากๆ ทำให้มองกลับมาที่บ้านเรา ซึ่งสำหรับเรา เรารู้สึกว่าชัดขึ้น เราเห็นบางอย่างที่วนอยู่กับที่ เปลี่ยนแปลงได้ หรือควรจะเปลี่ยนในภาพกว้าง เห็นความเป็นไปได้บางอย่าง เห็นความกลัวของตัวเอง เห็นความกลัวของคนอื่น เราว่าการไปอยู่ก็ช่วยให้เห็นสิ่งเหล่านี้นะ ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่ในความรู้สึกเรามันสำคัญ

การเห็นปัญหา ความเป็นไปได้ และความกลัวในเรื่องราวต่างๆ มันน่าจะเป็นข้อได้เปรียบของคนทำสารคดีเหมือนกันนะ

เอาคำว่า สารคดี ออกไปเลย เราว่ามันเหมือนกัน สารคดีก็เป็นการแสดงออก เป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง ไม่ต้องมีคำนี้เลยก็ได้ เราพูดกันแบบไหนในสังคม เราพูดถึงเรื่องอะไร ความสนใจเราอยู่ที่ไหน คนในสังคมเปิดรับฟังกันแค่ไหน เราพูดคุยประเด็นที่ควรจะคุยลึกซึ้งแค่ไหน

สารคดีเป็นปลายทาง เป็นเครื่องมือหนึ่งที่มาช่วยในการสื่อสารเท่านั้นเอง มันอาจจะมีอิมแพคของมัน หรืออาจจะไม่มี บางคนอาจจะตั้งกำแพง สุดท้ายก็กลับไปที่ต้นตอ ซึ่งก็คือการรับรู้ของคนที่มีต่อเรื่องราวรอบตัวในสังคม และการแสดงออกว่าเปิดรับแค่ไหน

ซึ่งการพูดถึงเรื่องพวกนี้ในอเมริกาน่าจะเสรีมากๆ

ฟรีมากจนบางคนกลัว จนบางคนก็รู้สึกว่า ‘นี่มึงฟรีไปเปล่าวะ’ อย่างเราเคยไปถ่ายงานหนึ่งตรง Wall Street เขาบอกว่า โป๊ปจะเสด็จวันนี้ คนก็มาเต็มเลย แล้วมีแก๊งสุดโต่งมากมาถือป้ายประท้วงว่า ‘พระเจ้าเกลียดพวกตุ๊ด’ ‘สมน้ำหน้าไอ้พวกทหารตุ๊ดที่ตายไป’ อีกฝั่งก็ ‘Pope is faggot!’ แรงมาก ประท้วงกันไป แต่ก็อยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย มีตำรวจมาเฝ้าและตั้งรั้ว ไม่มีการทำร้ายร่างกาย ซึ่งมีคนทำสารคดีเกี่ยวกับแก๊งนี้ไปแล้ว คือเรื่อง The Most Hated Family In America

แต่นิวยอร์กอาจจะเป็นตัวอย่างที่สุดโต่งเกินไป 

เอาจริงๆ มันเป็นปัญหาทางการสื่อสารเลยนะ ในแง่ที่บางทีทุกคนเหมารวมว่าอเมริกาเป็นอย่างโน้นอย่างนี้โดยมองจากนิวยอร์ก บางคนก็อาจจะเห็น Midwest เป็นแบบนี้ อเมริกาทั้งหมดก็คงจะเป็นแบบนี้ หรือทรัมป์คืออเมริกา แต่จริงๆ อเมริกามันกว้างมาก มันเป็นทวีปเลยนะ เราคุยกันแบบเหมารวมเยอะเกินไป มองว่าเมืองไทยเป็นแบบนี้ทั้งๆ ที่เมืองไทยก็กว้างนะ จริงๆ ทำหนังพี่ตูนนี่เห็นเลยว่ากว้างแค่ไหน (หัวเราะ)

อุตสาหกรรมสารคดีที่นั่นเฟื่องฟูไหม หรือก็ยังเล็กอยู่ดีเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมหนังทั้งหมด

อันนี้ชอบเล่ามาก มีอีเวนต์หนึ่งชื่อ Doc NYC งานเทศกาลสารคดีที่เขาเคลมว่าใหญ่มาก เขานำหนังของนักศึกษาคณะเราไปฉาย ของเราก็ได้รับเลือก งานจัดที่สำนักงานใหญ่ของ Kickstarter เป็นพรีปาร์ตี้ที่เอาคนทำหนังมาเจอกันก่อนเทศกาลจะเริ่ม 

เราเข้าไปในห้องฉายหนังที่เล็กกว่าห้องนี้ (ห้องฉายหนังคณะนิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพ) ตอนแรกคิดว่าจะต้องเป็นเหมือนงานออสการ์

หรืออย่าง Ross Kaufman ที่ปรึกษาเราที่ได้รางวัลออสการ์จากหนังสารคดีเรื่อง Born into Brothels (2004) ซึ่งนึกว่าจะมีชีวิตหรูๆ แต่เขาก็ยังทำหนัง ทำโฆษณาหากินอยู่ ด้วยธรรมชาติของเนื้องานและความเข้าใจที่คนมีต่อสารคดี มันไม่มีทางเป็นกระแสหลัก มีกลุ่มคนดูระดับหนึ่ง แต่อเมริกาอาจจะเป็นฐานที่ใหญ่มาก ทำทีหนึ่งฉายทั่วโลกเพราะเป็นภาษาอังกฤษ กลับมาเรื่องภาษาอีกแล้วเห็นไหม เมืองไทยอาจจะเล็ก วัฒนธรรมย่อย (Subculture) ของไทยก็เลยจะเล็กสุดๆ เมื่อเทียบกับของอเมริกา แต่ด้วยเทคโนโลยี แพลตฟอร์มต่างๆ และอินเทอร์เน็ต มันก็เริ่มทำให้สารคดีเข้าถึงคนมากขึ้น

Come and See หนังสารคดีในมุมที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย
Come and See หนังสารคดีในมุม ณฐพล บุญประกอบ ที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย

แต่ยังไงสารคดีก็จะเป็นกระแสรอง 

และก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นกระหลัก เพราะสุดท้ายความเป็นกระแสรองกระแสหลักสำคัญยังไงล่ะ มันอยู่ที่ว่ามีงานที่ดีให้คนดูหรือเปล่า ดูเป็นเรื่องๆ ไป นี่คือหนังที่ดีหนึ่งเรื่อง และหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นด้วยปัจจัยอะไร ในสังคมแบบไหน โจทย์ของเขาคืออะไร ไม่จำเป็นต้องไปจำกัดความเลยว่าวงการสารคดีจะรุ่งเรือง คนพยายามจะพูดว่าสารคดีกำลังเฟื่องฟู เราว่ามันไม่ใช่เรื่องจำนวน ไม่ใช่เรื่องรางวัลที่หนังได้ด้วยซ้ำ เรื่องเหล่านี้เป็นมายา

หนังเป็นแค่การสื่อสาร เราพูดกับใคร เนื้อหาเหมาะกับใคร เราต้องการจะพูดกับคนกลุ่มเล็กหรือกลุ่มใหญ่ และมันประสบความสำเร็จในเป้าหมายนั้นหรือเปล่า มันผลักดันให้เกิดแอคชั่นอะไร หรือเราไม่ได้คาดหวังเลย แต่มันดันฮิต ซึ่งคนทำหนังควรจะมีสิ่งเหล่านี้ การทำหนังเพื่อมุ่งไปสู่อะไรแบบ ‘ทำไมหนังไทยไม่ไปฮอลลีวูด’ นั่นแปลว่าอะไร อยากหรือไม่อยากก็ส่วนหนึ่ง แต่ถ้ากลับมามองแค่เรื่องภาษาก็จบแล้ว แล้วมันก็ไม่ได้จำเป็นสำหรับหนังทุกเรื่อง ในการทำหนังแต่ละเรื่องความคาดหวังมันต่างกันแหละ

แล้วความคาดหวังในการทำสารคดีของตัวเองเปลี่ยนไปไหมจากตอนเริ่มต้น

เรามีเป้าหมายในใจสำหรับทุกเรื่องนะ เราเป็นคน Realistic มาก ถ้ารู้ว่าโจทย์คืออะไร เราจะไม่กล้าคิดเกินจากนั้น สมมติว่ามีกระดาษเปล่าหนึ่งแผ่น แต่ไม่รู้ว่างบเท่าไหร่ เราจะไม่กล้าเขียนมั่วๆ เราเป็นคนติดกับการต้องทำได้จริง แล้วค่อยแก้โจทย์จากตรงนั้น พอทำหนังเรื่องหนึ่งเราจะไม่กล้าตั้งโจทย์ให้ไกลมาก 

เช่นสารคดี Come and See เรื่องนี้ โจทย์คือให้เราเรียนจบ เพราะตลอดการทำงานเรารู้อยู่แล้วว่าข้อจำกัดคืออะไร ประเด็นแบบนี้จะไปไกลได้แค่ไหน หรือถ้าเราจับมันไปอยู่ในกลุ่มแมสจะเกิดอะไรขึ้น เราบวกลบคูณหารในหัวตลอด ได้คำตอบมาว่า วิธีการฉายเราจะเป็นวงปิด เราอยากให้มันเกิดผลลัพธ์จากการพูดคุย ฉายในเทศกาลหนัง แล้วยังไงต่อค่อยดูเป็นสเต็ปๆ ไป เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าหนังทุกเรื่องจะต้องดัง ต้องฉายโรง มันไม่จำเป็น เพราะเรื่องทุกเรื่องไม่ได้เหมาะกับทุกคน และคนทุกคนไม่พร้อมจะฟังทุกเรื่อง เราเป็นคนพูด เราต้องรู้ว่าจะพูดกับใคร และจะพูดด้วยน้ำเสียงแบบไหน บางคนที่มองว่าหนังคือศิลปะ เขาอาจจะด่าเราก็ได้นะ

แล้วอย่างหนังพี่ตูนล่ะ

ตอนเรียนจบเรามีธงว่าอยากอยู่ต่ออีกปีหนึ่ง เพราะเราอยากจะเห็นมากกว่านี้ ปีสองอยู่แต่ในห้องตัด ยังไม่เห็นนิวยอร์กเลยด้วยซ้ำ ปีที่สามก็ควรจะอยู่เพื่อจะได้เห็นอุตสาหกรรมหนังมากขึ้น พอหนังพี่ตูนเข้ามา เราก็บวกลบคูณหารในหัวแล้วรู้สึกว่าการทำหนังเรื่องนี้เป็นโอกาสที่ดีในการสร้างการรับรู้เรื่องสารคดีในเมืองไทย ทำเกี่ยวกับคนคนนี้ อีเวนต์นี้น่าจะช่วยให้คนดูเปิดรับสารคดีมากขึ้น ได้ทำงานกับทีมที่เราไว้ใจ และอาจจะเป็นการปูเส้นทางการทำงานของเราในเมืองไทย ปีหนึ่งที่เหลือก็เลยช่างมัน เราก็คาดหวังให้คนดูเยอะที่สุด ซึ่งก็ไม่ได้เยอะ (หัวเราะ)

แต่มันทำให้เราเห็นแลนด์สเคปของกลุ่มคนดูในเมืองไทยมากขึ้น คนกลุ่มแมส เปิดรับ ไม่เปิดรับ ข้อจำกัดของอีเวนต์ที่คนรู้กันทั้งประเทศ เขาจะกลับมาดูอีกครั้งไหม มันเป็นรายละเอียดที่ได้รู้มากขึ้น มีคนดูในทีวี ดูในโรง คนมองว่าสารคดีเป็นแบบไหน เรื่องนี้ก็ช่วยเปิดหลายคนเหมือนกันนะ ก็มีฟีดแบ็กที่ดี ถือเป็นสเต็ปแรกที่ดี

Come and See หนังสารคดีในมุม ณฐพล บุญประกอบ ที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย

ปัจจัยแรกสุดที่คนทำหนังสารคดีต้องมีคืออะไร

การเลือกประเด็นที่เราสนุกหรือสนใจจริงๆ อยากติดตามคนคนนี้ อยากเข้าใจชีวิตเขา สิ่งนี้แหละที่จะเป็นแรงทำให้เราทำต่อไปได้เรื่อยๆ เพราะว่าการทำสารคดีมันเหนื่อย เราต้องมีความรับผิดชอบและต้องแบกสิ่งนี้นาน สารคดีเรื่องหนึ่งทำเป็นปี สองปี สามปี อย่าง Come and See ก็ทำมาสี่ปี 

เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ได้อินหรือไม่ได้สนใจ มันก็ไม่สนุก มันจะเหนื่อย และพร้อมจะโยนทิ้งตลอดเวลา ทำไมกูต้องตื่นไปถ่ายวะ กูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนังเรื่องนี้จะจบไหม ถ่ายมาสองปีตอนจบจะเป็นยังไงวะ หรือมันจะไม่จบ หรือมันจะไม่เวิร์ก กูขี้เกียจตัดแล้ว ฟุตเยอะ มันจะมีอะไรแบบนี้แทรกมาในหัวตลอด แต่ถ้ามันเป็นสิ่งที่เราอิน เราจะมีแรงอยู่แล้ว

ทีนี้มาเรื่อง Come and See ที่ตอนเริ่มเป็นแค่วิทยานิพนธ์ปริญญาโทให้เรียนจบ และตอนแรกจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับแมว

(หัวเราะ) ตอนแรกจะเป็นเรื่องนักดนตรีคนหนึ่งที่ทำดนตรีให้แมว เป็นนักเชลโลที่ค้นพบทฤษฎีวิทยาศาสตร์ว่าการใช้ Material แบบนี้ แต่งออกมาเป็นเพลงคลาสสิกแบบนี้ จะทำให้แมวผ่อนคลาย เขามีตัวตนจริงๆ นะ อยู่วอชิงตัน ดี.ซี. ชื่อ David Teie มีโปรเจกต์ใน Kickstarter ที่ฮิตมาก เพราะคนรักแมวเข้ามาสนับสนุน 

เรารู้สึกว่าเรื่องมันสนุก เลยไปขอถ่ายแล้วเอามาเสนอเป็นทีสิส ซึ่งอาจารย์ก็ ‘มึง… ใครจะแคร์วะว่าแมวจะแฮปปี้หรือเปล่า’ แต่เรารู้สึกว่าคนรักแมวมีอยู่ทั่วโลก แล้วเขาก็กำลังจะเซ็นสัญญากับค่ายเพลงใหญ่ของอังกฤษ ตอนนั้นเลยยังไม่ตัดใจนะ ยังอยากทำอยู่

เป็นช่วงเดียวกับที่กลับมาซัมเมอร์ที่เมืองไทยแล้วเจอดราม่าวัดธรรมกายพอดี เราก็รู้สึกว่า เห้ย ทำไมวัดนี้ยังอยู่ เราเคยไปงานบวชเพื่อนตอน ม.3 แล้วก็ไม่รู้เกี่ยวกับวัดนี้อีกเลย เพราะไม่ได้อยู่ในแวดวงชีวิตเรา ตอนที่ไปกลัวมากนะ ที่นี่คือที่ไหน ทำไมมันให้อารมณ์เหมือนการ์ตูน 20th Century Boys เลยตัดสินใจเปลี่ยนมาทำเรื่องนี้

แต่มันเป็นประเด็นถกเถียงมากเลยนะ

ใช่ แต่อยากเข้าใจ เราเห็นภาพคนนั่งสมาธิขวางตำรวจในข่าวแล้วเกิดคำถามว่าคนเหล่านี้คิดอะไรอยู่ เขาเป็นใคร ตอนแรกก็มีอคตินะ เพราะดูเป็นการกระทำที่สุดโต่งมากๆ

แล้วพอได้ทำ หนังเรื่องนี้เปลี่ยนความคิดตัวเองต่อความสุดโต่งนั้นไหม

เปลี่ยน มันเปลี่ยนความคิดเราไม่ใช่แค่ต่อวัด แต่ต่อหลายอย่างมาก ถ้าเปรียบเทียบเป็นสนามฟุตบอล เราเดินเข้ามาและเห็นสองทีมแข่งกันอยู่ เราอยากเข้าใจว่าทำไมทีมนี้เตะแบบนี้วะ ทำไมเตะประหลาดๆ แล้วทำไมอีกฝ่ายมันเตะแรงจัง 

การทำหนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การทำความเข้าใจว่าทำไมเขาถึงเตะแบบนี้ และทำไมอีกฝ่ายถึงไม่เห็นด้วยกับการเตะแบบนี้ แต่คือการเรียนรู้ว่าฟุตบอลคืออะไร ทำไมกีฬานี้ถึงถูกคิดขึ้นมาแบบนี้ ทำไมถึงต้องเตะอยู่แค่ในสนามแบบนี้ ทำไมกรรมการถึงรับมือกับกีฬาด้วยวิธีแบบนี้ เป็นการมองอีกมุมหนึ่งที่ไม่ใช่แค่ว่าฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิด หรือมีถูกหรือผิดหรือเปล่า แต่เป็นการตั้งข้อสงสัยกลับไปในคำถามอีกที ไม่ใช่แค่หาคำตอบจากคำถามตั้งต้นอย่างเดียว

ถ้าคำถามตั้งต้นคือ ทำไมเขาจึงมานั่งสมาธิขวางตำรวจนะ การทำหนังเรื่องนี้ไม่ได้แค่ตอบคำถามว่าทำไม แต่คือการบอกว่าอะไรทำให้มาถึงจุดนี้ แล้วมันโอเคหรือเปล่า เรามีอคติแบบไหน หรือไม่มีอคติอะไรเลย มันคือการมองภาพมุมสูง

คนจะชอบถามว่า เป็นไง พอทำหนังเสร็จแล้วชอบวัดธรรมกายขึ้นไหม คำตอบของเราไม่ใช่เรื่องชอบหรือไม่ชอบ แต่คือการที่เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น เข้าใจมุมมองที่ตัวเองมีต่อศาสนามากขึ้นในภาพกว้าง เข้าใจประเทศตัวเองมากขึ้นว่ารัฐรับมือกับศาสนายังไง

Come and See หนังสารคดีในมุม ณฐพล บุญประกอบ ที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย

จากที่ดู เรารู้สึกว่าสารคดีเรื่องนี้เป็นกลางมาก คนที่ไม่ชอบวัดอยู่แล้วก็คงรู้สึกเหมือนเดิม ในขณะที่คนในวัดมาดู ความรู้สึกก็น่าจะไม่เปลี่ยนเหมือนกัน

คนชอบบอกว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกเป็นกลาง เราว่าอาจจะไม่ใช่คำว่าเป็นกลาง พอเราพูดว่าเป็นกลาง แปลว่าเรามองว่ามันคือซ้ายกับขวา แต่สำหรับเรามันไม่ใช่ซ้ายกับขวา มันคือการที่เราแฟร์ต่อสิ่งนี้ เราแฟร์ต่อทุกฝ่ายหรือเปล่า แฟร์ในการเปิดพื้นที่ให้เขาแสดงความคิดเห็นออกมาในอย่างที่เขาเป็นมากที่สุดหรือยัง 

ถ้าถามว่าเราพยายามจะบาลานซ์ให้มันเป็นกลางหรือเปล่า การบาลานซ์มันอาจจะต้องเป็นแบบที่ทุกคนมีห้านาทีเท่ากัน หรือกระทั่งการจะทำให้ฝ่ายหนึ่งดูเป็นตัวตลกก็ทำได้ง่ายมาก แต่เราไม่เลือกทำแบบนั้น เพราะเรารู้ว่ากำลังพาหนังไปไหน และสิ่งเหล่านั้นไม่จำเป็นเลย

เราว่ามันคือการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้พูด สุดท้ายมันไม่ใช่การเลือกฝั่ง A หรือฝั่ง B เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนดูจะเข้าใจสิ่งนี้ โอเค ดูจบไม่ต้องเลือกนะว่าจะอยู่ฝ่ายไหน แต่เห็นหรือยังว่ากีฬานี้ถูกออกแบบมายังไงมากกว่า

ล้วเท่าที่เห็น หนังพาคนดูไปถึงตรงนั้นไหม

เราเคยให้อาจารย์เอาหนังมาฉายที่ ม.กรุงเทพ ให้เด็กร้อยกว่าคนดู ซึ่งเป็นรอบแรกที่คนทั่วไปดูโดยที่เขาไม่ได้อยากมาดูเอง แบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่เลย ฉายเลย ดูจบอาจารย์ก็ให้เขียนคอมเมนต์ ทำให้เห็นภาพกว้างมากขึ้นว่าเจ็ดสิบถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ก็ยังมองเป็นชอยส์ A หรือ B ที่ต้องเลือกฝ่ายอยู่ดี อาจจะมีสักคนสองคนที่มองมันจากมุมสูง 

และเราไปฉายให้คนที่วัดดู ก็มีเสียงหัวเราะตัวเองเยอะมาก ซึ่งเราช็อก มันเปิดโลกเรามาก ทำให้เห็นเลยว่า เลเยอร์ของกลุ่มสังคมหนึ่งที่เราคิดว่าเขาคิดเหมือนกันหมดก็ไม่จริง เขาก็วิพากษ์ตัวเอง มีกลุ่มคนที่ไม่ได้เห็นด้วยกับทุกอย่างในวัด กลุ่มคนที่พร้อมจะปรับเปลี่ยน มันก็มีอยู่ในทุกสังคมนั่นแหละ

ถ้าอย่างนั้น ความคาดหวังต่อ Come and See จากที่แค่จะทำให้เรียนจบเปลี่ยนไปหรือยัง 

ก็ไม่นะ (หัวเราะ) เรายังไม่ได้คาดหวังอะไรไปมากกว่านั้น ถ้ามันจะไม่ได้ฉายก็คงไม่เดือดร้อน เพราะเราต้องเดินต่อไป ต้องทำเรื่องอื่น และสำหรับเรา หนังเรื่องนี้มันทำหน้าที่เกินกว่าที่คิดมาเยอะมากแล้ว แต่ตอนนี้พอเริ่มมีทีมอื่นๆ เข้ามาช่วย ก็รู้สึกว่าอาจจะต้องพามันไปให้ไกลเหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้มีเราคนเดียวเลยรู้สึกว่าแค่นี้ก็พอแล้ว

หลังจากที่ทำสารคดีมาหลายเรื่อง คิดว่าสิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมสารคดีในบ้านเรายังไม่ไปไหนคืออะไร

มีสามอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อสารคดีในเมืองไทย หนึ่งคือ ความเข้าใจของคนต่อสารคดี สารคดีเหมือนยาขม เหมือนลุงแก่ๆ มาสอนในความรู้ ดูตามทีวีก็พอ ไปดูในโรงทำไม นี่เป็นปัญหาทางวัฒนธรรม ทำให้คนไม่เปิดรับหรือตั้งกำแพง

นำมาสู่ส่วนที่สอง เงิน การทำสารคดีต้องใช้เวลา ต้องอาศัยเงินทุนที่ไม่ได้ไปกำหนดเนื้อหาหรือวิธีการของหนัง เพราะเราอาจจะค้นพบอะไรใหม่ๆ หรือวิธีการใหม่ๆ ตลอดช่วงเวลาที่ทำหนังห้าปี ทุนในการทำสารคดีเมืองไทยอาจจะยึดตามวิธีการของทีวีที่เริ่มจากส่งข้อเสนอ แล้วไปถ่ายมาหนึ่งเทปหกสิบนาที เป็นไปตามที่เขียนมาไหม แบบนี้ก็จะได้สารคดีแบบหนึ่ง 

แต่สารคดีแบบอื่นต้องการความยืดหยุ่นมากกว่านั้น เช่น สารคดีที่ต้องอาศัยการติดตามชีวิตคนคนหนึ่งเป็นเวลานาน ต้องยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนเนื้อหา มันอาจจะต้องอาศัยเงินทุนอีกแบบหนึ่ง อย่างทุนที่เมืองนอกเขาไม่ได้ล็อกว่าหนังคุณต้องทำตามกระดาษที่ส่งมาให้ตอนแรก Proposal เป็นแค่ตัวแสดงว่าคุณสนใจและต้องการจะทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง สุดท้ายถ้าหนังจะออกมาในทิศทางอื่น ก็ไม่มีใครมาดูว่ามันไม่ตรงกันหรอก ซึ่งวิธีการแบบนี้ทำให้เกิดสารคดีที่หลากหลาย และความเซอร์ไพรส์ก็เป็นเสน่ห์ของสารคดี 

ข้อที่สามคือ สารคดีนำเสนอความเทาของมนุษย์ ซึ่งคนไทยยังไม่พร้อมจะโชว์ตรงนั้น บ้านเรามองแค่ขาวดำ คนตายคือสีขาว สมมติเราจะทำเรื่องคนหนึ่งที่ตายไปแล้ว เราไปพูดด้านไม่ดีของเขาก็ไม่ได้แล้วนะ ญาติไม่ยอม และเราว่าส่วนใหญ่คนไทยก็ไม่ยอม เลยไม่มีการเรียนรู้จากบทเรียนที่ผิดพลาดในอดีต เพราะสังคมไม่เปิดรับให้เรื่องเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมา มันเลยไม่เอื้อให้เกิดประเด็นดีๆ ให้พูดถึง ซึ่งจริงๆ มีเยอะมาก แต่ต้องต่อสู้กับอะไรหลายๆ อย่างเพื่อทำขึ้นมา อย่างสารคดีพี่ตูน พี่ตูนนี่ประเสริฐที่สุดแล้ว ไม่สกรีนอะไรเลย ลองนึกว่าถ้าเขาสกรีนขึ้นมาแล้วหนังมีแต่ด้านดีของเขา มันจะเหมือนเราทำ Propaganda ให้ใครอยู่ 

สุดท้ายการดูหนังสารคดีมันคือความเป็นมนุษย์แหละ มันคือเรื่องของคน แล้วคนจะมีด้านเดียวได้ยังไง

มีประเด็นไหนที่อยากทำต่อจากนี้ไหม

มี แต่บอกไม่ได้… 

จริงเหรอ

เป็นความลับ (หัวเราะ)

Come and See หนังสารคดีในมุม ณฐพล บุญประกอบ ที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“สัมภาษณ์เฉย ๆ ไม่ต้องใช้ภาพเคลื่อนไหวใช่ไหม อย่างนั้นผมขอทำตัวสบาย ๆ นะ” 

นี่คงเป็นการสัมภาษณ์ที่เป็นกันเองที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปากให้พวกเราปล่อยใจสบาย ๆ แล้วนั่งคุยกันให้เหมือนอยู่นวงเหล้า คนตรงหน้าคือ เบ๊น อาปาเช่ เจ้าของลุคกวน ๆ อย่างที่เราเคยรู้จักเขาผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ข้างในนั้นเป็นอย่างไร ตัวจริงก็เป็นอย่างนั้น

‘เบ๊น อาปาเช่’ เป็นที่จดจำในฐานะหลานชายจอมแสบที่พาอาม่าเหม่งทึ้งไปเล่นอะไรแผลง ๆ จนเปิดเพจ Benz Apache – เบ๊น อาปาเช่ และกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามหลักล้าน นอกจากยายหลานจะแจ้งเกิดพร้อมกันแล้ว เบ๊นยังเป็นคนแรก ๆ ที่กรุยทางในวงการอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อพิสูจน์ว่าวัยเก๋าก็เป็นคนดังที่ทรงอิทธิพลในโซเชียลมีเดียได้

จากวันที่คลิปอาม่ากลายเป็นไวรัล เบ๊นยังคงอยู่ในสปอตไลต์เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเป็นคุณพ่อของลูกที่คว้าไมค์ขึ้นไปเล่าเรื่องตลกบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ คอมเมดี้สแตนอัพร่วมสมัยของประเทศไทย จนมีคนเข้าไปฟังในยูทูบกว่า 10 ล้านวิว 

จากหลานของอาม่า พ่อของลูก นักพูดเล่าเรื่องตลกที่ยังยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เขาเติบโตขึ้นอย่างไรบ้าง เราเลยชวน เบ๊น-อัครเดช โยธาจันทร์ มาจับเข่าคุยจริง ๆ จัง ๆ เรื่องบทบาทนักพูด ชีวิตของคนตลกแต่ไม่ตลอด และวันคืนที่ไม่มีอาม่าอยู่ข้าง ๆ 

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

รู้สึกอย่างไรที่ได้มาเล่าเรื่องตลกบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’

การพูดในยืนเดี่ยวคือความท้าทายในชีวิตเลย ผมสนุกมากเพราะตอนที่เราเป็นยูทูบเบอร์ เป็นอินฟลูเอนเซอร์ ถ่ายคลิปไปสิบรอบแล้วเอาไปตัดต่อได้ ไม่มีอะไรต้องตื่นเต้น แต่พอเรารู้ว่าเดือนหน้าจะต้องไปพูดที่ยืนเดี่ยว ตลอดทั้งเดือนก็จะไม่ค่อยมีความสุข เพราะกดดันมาก เกร็งมาก หรืออีกแง่หนึ่งความสุขของมันก็คือความท้าทายนี่แหละ หลังจากที่พูดจบแล้วคนดูขำกับมุกของเรา คนดูชอบ ผลตอบรับดี มีความสุขฉิบเป๋งเลย 

ที่บอกว่าท้าทาย การขึ้นไปยืนเดี่ยวมันท้าทายอย่างไร

ตลอดชีวิตนี้ผมรู้จักนักพูดสายฮาอยู่คนเดียวคือ พี่โน้ส-อุดม แต้พานิช จากเดี่ยวไม่โครโฟน แต่อยู่ ๆ เราต้องไปยืนเป็นโน้ส อุดม เสียเอง แล้วให้คนมายืนดูเรา คำว่าเดี่ยวไมโครโฟนคือยืนพูดอยู่คนเดียว คนฟังเขาก็นั่งฟังเราคนเดียว ตื่นเต้นและมันตรงที่ว่าสิ่งที่เราพูดออกไปจะโดนใจเขาไหม 

ผมว่าการเดี่ยวไมโครโฟนแต่ละครั้งจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่มุกแรก ผมขึ้นเวทีไปหกครั้ง ถ้ามีคนขำมุกแรกที่เตรียมไป วันนั้นจะสนุก แต่ถ้ามุกแรกไม่มาก็พังเลย

เตรียมตัวอย่างไรก่อนขึ้นไปพูด

สิ่งสำคัญที่สุดในยืนเดี่ยวคือความมั่นใจ ส่วนเนื้อเรื่องสำคัญรองลงมา ถ้าวันไหนเรามั่นใจแล้วไม่ประมาท พอขึ้นไปปุ๊บ เราครองเวทีได้ วันนั้นต่อให้เป็นเรื่องอะไรก็เล่ามัน ยิ่งถ้าคนดูสนุกไปกับเราแล้ว ต่อให้เล่าเรื่องต้นไม้ เล่าเรื่องขับรถก็สนุก เหมือนนั่งคุยในวงเหล้า

คุณชอบยืนเดี่ยวครั้งไหนของตัวเองที่สุด

ครั้งหนึ่งคือยืนเดี่ยวครั้งแรก อีกครั้งคือตอนไปพูดในเรือนจำ ผมมักจะติดตามศิลปินเข้าไปในเรือนจำบ่อย ๆ แต่เรายังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี พอรู้ว่าตัวเองร้องเพลงไม่เป็น เต้นไม่เป็น วันนั้นเลยจับไมค์ขึ้นไปพูดให้คนในเรือนจำฟัง มันเต็มอิ่มเหมือนน้ำล้นแก้ว เพราะมีคนดูเราเป็นพัน ๆ คน อยู่ข้างในเรือนจำ ที่สำคัญคือข้างในนั้นไม่มีสมาร์ทโฟน สายตาทุกคู่จะมองมาที่เราคนเดียว 

ตอนนั้นคุณเล่าเรื่องอะไร

เรือนจำแรกที่ผมไปคือเรือนจำกลางนครปฐม ผมเล่าเรื่องความเป็นอยู่ของพี่เก่งลายพราง วิธีการผ่าอวัยวะเพศ การสักอวัยวะเพศ ผมถามเขาว่าข้างในนี้คนเขามีอะไรกันตรงไหนได้บ้าง แล้วเขาก็ชี้ให้ดู เฮกันใหญ่ คนข้างในเขาไม่รู้จักเราหรอก แต่ผมเข้าไปเป็นเพื่อน ไปเป็นรุ่นน้องของพี่ ๆ พอรู้สึกว่าสนิทกันแล้วเขาก็ฟังเรา พอเขาพร้อมที่จะฟัง เราก็พร้อมที่จะพูด ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไร เขาก็พร้อมรับฟังและเล่นไปกับเรา 

เวลาเล่าเรื่องบนเวทียืนเดี่ยวผมจะคั้นมุกตลกออกมา ต้องกลั่นกรองก่อนถึงจะเล่นได้ แต่พอมาเล่นในเรือนจำ เราคิดมุกไว้แค่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่คนที่นั่นตั้งใจฟังเต็มร้อย บางทีเราเล่นมุกโง่ ๆ เขาก็ยังให้เกียรติเรา ผมเลยคิดว่าเล่นในนี้แม่งมีความสุขฉิบหาย เวลาที่ได้ยินเสียงหัวเราะมันเติมเต็มเรามาก พูดในเรือนจำเนี่ยแหละเต็มอิ่มที่สุดแล้ว

ครั้งหน้าอยากชวนไปจัดยืนเดี่ยวข้างในนั้นบ้าง เพราะในกลุ่มยืนเดี่ยวคอมเมเดี้ยนเองก็มีหลายคนที่เคยใช้ยาเสพติด ใช้ชีวิตผิดพลาด ผมอยากชวนเขามาเล่ามุมดี ๆ ให้คนฟังรู้สึกว่าเขายังมีคุณค่า แล้วออกมาแล้วเริ่มต้นใหม่ได้อย่างคนคนหนึ่งในสังคม

ยังจำวันแรกที่ขึ้นไปเล่าเรื่องบนเวทียืนเดี่ยวได้ไหม

จำได้ไม่ลืมว่าผมค่อนข้างหยาบคาย เรารู้ตัวเองตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเล่าในยืนเดี่ยว ครั้งนั้นถือเป็นตำนาน เพราะตอนนี้คนเข้ามาดูคลิปเป็นสิบ ๆ ล้าน เราพูดเรื่องดาร์กของสังคม ใช้วลีหยาบคาย วันนั้นที่ผมพูดออกไปคนเขาก็ตกใจ ผมมองว่ามันสนุกตรงที่คนเอาเรื่องยาเสพติด เรื่องที่เคยทะเลาะกับพ่อแม่ ปัญหาครอบครัว มาพูดบนเวทีให้กลายเป็นมุกขำ ๆ ได้ รวมถึงเรื่องการเมือง ศาสนาด้วย บางครั้งเดี่ยวไมโครโฟนครั้งเดียวอาจเปลี่ยนแปลงทัศนคติของเราไปได้เลย

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

เทปแรกมีตอนที่คุณพูดถึงเรื่องครอบครัวด้วย บางบ้านอาจเป็นเรื่องที่พูดไม่ได้เลย เพราะจะทำให้แตกหัก ทำไมคุณถึงกล้าเล่าเรื่องนี้บนเวทียืนเดี่ยว 

ผมมาจากครอบครัวที่แตกแยก พ่อแม่เลิกกันตอน ม.5 ป๊ามีลูกกับภรรยาใหม่ มองย้อนกลับไป โอ้โห หดหู่ว่ะ แต่พอโตมามันก็กลายเป็นเรื่องขำ ๆ ไปแล้ว อาจเป็นการสู้รบกับตัวเองด้วยมั้ง เพราะพอไปเล่าในที่สาธารณะแล้วก็กลายเป็นแค่เรื่องขำเรื่องหนึ่ง การผ่านความเลวร้ายในชีวิตก็ถือเป็นความสนุก ที่เราไม่ต้องเครียด ไม่ต้องจมกับความทุกข์ สุดท้ายก็เป็นแค่เรื่องตลกเรื่องหนึ่งที่เราเล่าออกไปเท่านั้นเอง 

วันนั้นผมเล่าว่าป๊าไปติดนักร้องคาเฟ่ ป๊านั่งแท็กซี่กลับบ้าน แม่ผมคอยดักหน้าบ้าน พอแท็กซี่ออกไป แม่ลงไปโบกแท็กซี่ปากซอย จ้างห้าร้อยบาทให้เขาพาไปหาผู้หญิงคนนั้น แต่ดันพาไปผิดที่ เพราะป๊าให้แท็กซี่ไปแล้วพันหนึ่ง เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าแม่ต้องจ้างห้าร้อย ส่วนแท็กซี่ก็เลยได้เงินไปเลยพันห้า นี่เป็นเรื่องแม่ตามจับเมียน้อย เปลี่ยนจากเรื่องเศร้าให้เป็นเรื่องตลก แถมวันนั้นป๊าก็ได้ฟังด้วยนะ

เรื่องแบบไหนที่คุณมักจะหยิบมาเล่า

เราดูตลกแล้วชอบพี่แจ๊ส ชวนชื่น, หนู คลองเตย เขาจะเอาเรื่องในชีวิตประจำวันที่แทบไม่มีอะไรด้วยซ้ำมาเล่าให้มันตลกได้ เราเลยชอบเล่าเรื่องในชีวิตประจำวัน อย่างคลิปแย่งโทรศัพท์กับอาม่า คลิปก๋วยเตี๋ยวเป็ด ซึ่งเป็นคลิปในตำนานของเบ๊น อาปาเช่ คลิปพวกนี้เราดูเอง เราไม่ขำเลย เพราะมันเป็นชีวิตประจำวันของเราตั้งแต่ขวบหน่อย ๆ มาจนถึงอายุสามสิบ แต่พอเราลงไปในโซเชียลมีเดียคนตลกเฉยเลย 

ผมอาจไม่ใช่คนตลก ไม่ใช่คนเดียวที่มีเรื่องเล่าเยอะ ทุกคนเองก็มีเรื่องราวในชีวิตประจำวันเหมือนกันกับผม เพียงแต่ผมช่างสังเกต เอานั่นเอานี่มาเล่า เป็นพวกบ้าคอนเทนต์ด้วยเลยมีเรื่องเยอะ ต้องขอบคุณภรรยาด้วยนะ แรก ๆ เราคิดว่าเขาจะเบื่อเรา บางทีเราขับรถอยู่แล้วเจอคอนเทนต์ข้างทาง ก็ต้องกลับรถไปยังจุดนั้นอีกครั้งเพื่อลงไปถ่าย

ทำไมถึงสนใจคอนเทนต์ข้างทางที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

อาม่าผมเป็นมนุษย์ป้าเจเนอเรชันแรก ๆ ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ หมอมักจะเกลียดอาม่า เพราะอาม่าเป็นนักแซงคิวอันดับต้น ๆ ถ้าสมัยนี้อาม่ายังอยู่ต้องมีดราม่าแน่นอน เพราะกล้องวงจรปิดเยอะ เวลาไปโรงพยาบาลรัฐ ปกติเราต้องตื่นไปรอตั้งแต่ตีห้า แต่อาม่าแกเป็นคนตื่นสาย กว่าจะไปถึงก็สายแล้ว อาม่าเลยชอบแกล้งป่วย เขาเลยแซงคิวให้ไปเจอหมอเลย พอเข้าไปในห้องก็บอกหมอว่า “เมื่อกี้กูแกล้ง” 

บางทีผมขับรถตู้ให้อาม่านั่ง อาม่าชอบบอกให้ย้อนศรเข้าโรงพยาบาลไปเลย ซึ่งมันไม่ถูกต้อง พอตำรวจมาจับ อาม่าก็จะบอกเลยว่า “อั๊วไม่ไหวแล้ว อั๊วจะตายแล้ว” เหมือนเดิม สุดท้ายวันต่อมาดันไปเจอตำรวจคนเดิม อาม่าใช้มุกเดิม ตำรวจบอกว่าจำได้นะ อาม่าใช้มุกนี้ไปแล้ว เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน ที่พอเอามาเติมเครื่องปรุงนิดหน่อยให้มีรสชาติก็หยิบไปเล่าได้

รู้ตัวตอนไหนว่าเป็นคนชอบเล่าเรื่อง

ตั้งแต่มัธยม เวลามีงานกลุ่ม คนอื่นจะเกี่ยงกันพรีเซนต์ แต่เราจะเป็นคนแรกที่บอกว่า “พวกมึงทำงานไปนะ เดี๋ยวกูพรีเซนต์เอง” ผมชอบนำเสนอ ชอบเสนอหน้า ชอบเป็นพิธีกรบนเวที เรารู้ตัวเองว่าไม่ใช่คนร้องเพลงเก่ง เราไม่ใช่คนเต้นเก่ง ก็เลยพยายามหาว่าเรามีอะไรดี เรามีไอดอลเป็นน้าเน็ก พี่พีเค ที่เขาไม่ต้องร้อง ไม่ต้องเต้น แต่เขาก็อยู่บนเวทีได้

ครั้งหนึ่งที่เรารู้ตัวว่าตัวเองชอบพูดคือตอนเรียนอยู่ ม.กรุงเทพ เราเป็นเด็กนิเทศศาสตร์ เอกโฆษณา ซึ่งมีวิชาบังคับคือวิชาพูด เรียนรวมกันหลายร้อยคน ประมาณสี่เซกชัน พอคะแนนออกมา ปรากฏว่าผมเป็นที่หนึ่งของรุ่น เลยรู้สึกว่ากูพูดได้เว้ย

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

ชอบพูดแต่ไม่อยากทำงานพูด

ตอนนั้นตั้งใจจะเป็น Copywriter เพราะอยากทำงานในเอเจนซี่โฆษณา 

แล้วได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้ไหม 

ไม่ครับ จบมางานแรกดันเป็นบาริสต้าในร้านกาแฟ ตอนที่เราเรียนมหาวิทยาลัยมีคนหัวกะทิเยอะ เราเลยสู้เขาไม่ได้ ผมอยากทำงานในเอเจนซี่มาก ยื่นพอร์ตไปสิบกว่าที่ ที่ดัง ๆ ทั้งนั้น แต่ไม่มีใครรับเลย สุดท้ายไปสมัครทำงานในร้านกาแฟร้านหนึ่งแถวจุฬาฯ แต่ข้อดีของการทำงานที่นั่นคือได้คุยกับลูกค้า เดือนหนึ่งเขาให้หยุดสี่วัน แต่ผมทำเต็ม ไม่หยุดเลยสักวัน เพราะผมชอบคุยกับคนมาก ยิ่งเวลามีคนสวย ๆ จากจุฬาฯ มา เราก็จะคอยโต้ตอบให้เขาสนุกสนาน  

แต่ก็สนุกได้ไม่นาน

ทำได้หนึ่งเดือน รู้สึกว่าไม่ใช่ก็เลยออก จะว่าลาออกก็ไม่ใช่ เพราะจริง ๆ แล้วโดนไล่ออก ตอนนั้นเราคุยกับคนนู้นคนนี้ วันหนึ่งดันไปคุยกับลูกสาวเจ้าของร้าน แต่เราไม่รู้ว่าเขาคือลูกสาวของประธานบริษัท เรื่องเป็นแบบ TikTok ที่กำลังดัง ๆ อยู่ตอนนี้เลย เราดันไปบอกลูกเขาว่า “ผมตั้งใจเข้ามาที่นี่เพราะจะมาจำสูตรให้หมด ผมจะขโมยสูตร แล้วผมจะไปเปิดร้านตัวเอง” 

ฉิบหาย เขาคือประธานบริษัท อีกวันพอเรื่องถึงหูพ่อเขา เราออกเลย 

เป็นงั้นไป แล้วคราวนี้ทำยังไงต่อ

หลังจากนั้นเลยไปสมัครงานทีวีที่เวิร์คพอยท์ เพราะเพื่อนที่จบครีเอทีฟจากมหาวิทยาลัยเดียวกันชวนไป เราไปกันสี่คน มีผมคนเดียวที่จบสายโฆษณา ไม่ตรงกับสายทีวี เลยไปตัวเปล่า กะไปเป็นเพื่อน แต่สุดท้ายก็สมัครด้วย อย่างกับสคริปต์หนังเลยนะครับ เพราะทั้งสามคนที่เอาพอร์ตไปด้วยไม่ติด แต่ผมดันติด เพราะตอนนั้นพี่ HR เขาพูดขึ้นมาว่า “ในหนึ่งนาทีนี้ ถ้ามึงเล่าเรื่องตลกให้กูขำได้ กูรับมึงเข้าทำงานเลย” ผมเลยเล่าเรื่องประธานบริษัทเมื่อกี้ให้ฟัง เลยได้เข้าไปทำงานคนเดียว 

เวิร์คพอยท์เวิร์กไหม

ความจริงแล้วโปรที่เวิร์คพอยท์มีทั้งหมดสามเดือน แต่ผมต่อโปรไปทั้งหมดสี่รอบ ไปอยู่ได้เจ็ดถึงแปดเดือนแต่ก็ยังไม่ผ่านโปร อยู่นานจนสนิทกับ HR เขาบอกเราว่านายมีของ แต่เรารู้ตัวเองอยู่แล้วว่าเราไม่มีของ ถ้ามีก็คงเป็นของคนละแบบกัน พอทำงานแผนกหนึ่งครบสามเดือน หัวหน้าบอกว่าคนนี้ทำงานไม่ได้ ซึ่งเราก็มองว่าเราทำงานทีวีไม่ได้จริง ๆ แค่หา Reference ยังไม่เข้าใจเลยว่าคืออะไร เขาเลยให้ย้ายไปอยู่ทีมซิตคอม อยู่ได้สองเดือน หัวหน้าทีมก็บอกว่าเราไม่ผ่านอีก HR บอกว่าเรามีของ ให้ต่ออีกสักเดือนสองเดือนเถอะ ผมต่อโปรจนบัตรพนักงานหมดอายุ เข้าตึกไม่ได้ สุดท้ายรู้สึกว่าต้องพอแล้วล่ะ (หัวเราะ)

แต่เวิร์คพอยท์ก็ยังเวิร์

ถึงจะอยู่แค่ไม่กี่เดือน แต่เรารู้จักเพื่อน ๆ พี่ ๆ เยอะมาก เราไม่ได้ไปทำอะไรเสียหาย เราทำตัวน่ารักกับทุกคน เลยมีคอนเนกชันมากมาย ผมได้เห็นการถ่ายทำทั้งทีมโปรดักชันและทีมครีเอทีฟหลังบ้าน ตอนนั้นอยู่โซนหลังบ้าน แต่หัวหน้าจะไม่ค่อยเจอผมที่โต๊ะหรอก เพราะผมชอบแวบไปอยู่ที่สตูฯ ไปดูเขาถ่ายทำ เราดู ชิงร้อยชิงล้าน มาตั้งแต่เด็ก เพิ่งรู้ว่าเขาถ่ายกันแบบนี้ ดู หม่ำโชว์ แค่สองชั่วโมงจบ แต่จริง ๆ แล้วหนึ่งเทปถ่ายกันนานเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมง เราซึมซับ เราเห็นวิธีการถ่าย พอเข้าใจแล้ว เลยออกมาทำเพจเฟซบุ๊กของตัวเองเลย 

‘เบ๊น อาปาเช่’ กับการเป็นนักพูดบนเวที ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ต้องยืนคนเดียวเมื่ออาม่าไม่อยู่

คอนเทนต์แรกฉลองเพจเปิดใหม่คืออะไร

ถ่ายคลิปตัวเองลงเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นคลิปตลกโปกฮาทั่วไป มีคนไลก์เยอะพอสมควรเลย จนวันหนึ่งลองพาอาม่ามาถ่ายเล่น ๆ เพื่อแท็กให้ญาติ ๆ ของเรามาดูอาม่า บังเอิญคลิปนั้นแมส คนดันชอบ จนมาถึงคลิปที่สอง เราก็พาอาม่ามาถ่ายเล่นอีก ทีนี้คนก็ยิ่งชอบ แชร์หลักหมื่น เลยเริ่มรู้แล้วว่าน่าจะไปได้ดี 

ตอนนั้น พี่โจ๊ก ไอศกรีม เขาพูดประโยคหนึ่งกับผมว่า “ถ้ามึงไม่เอาอาม่ามาทำเพจ กูขอซื้ออาม่าต่อห้าหมื่น ถ้ามึงขายกูซื้อเลย” คือเขาไม่ได้จะซื้ออาม่าเราจริง ๆ หรอก เขาแค่พูดเล่น ๆ เพราะอยากให้เราทำเพจ แต่เราหวงอาม่า เลยตอบกลับไปว่า “กูไม่ขาย กูทำเองก็ได้” คืนนั้นเลยกลับบ้านไปตั้งเพจ แล้วคิดอยู่นานว่าจะใช้ชื่ออะไรดี เลยเป็นเบ๊น อาปาเช่ 

ทำไมถึงเป็น ‘เบ๊น อาปาเช่’ 

โห ชื่อสกุลนี้มันค่อนข้างหยาบโลนเหมือนนะ เคยตอบในรายการอื่น ๆ ว่ามันเป็นชื่อชนพื้นเมืองอเมริกันบ้าง อะไรบ้าง แต่วันนี้ผมจะตอบความจริงกับ The Cloud ว่า มันเป็นชื่อท่าร่วมเพศท่าหนึ่งที่กลุ่มเพื่อนพูดกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่ก่อนเราทำอะไร เพื่อน ๆ ในกลุ่มจะบอกว่า “เฮ้ย มึงแม่ง อาปาเช่ฉิบหายเลยว่ะ” เราเลยเอาคำนี้มาใช้

งานที่สามในชีวิต เป็นงานที่ใช่เลยไหม

ผมชอบทำสิ่งนี้มาตั้งแต่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย ผมชอบเล่นอะไรแผลง ๆ และเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ ป.6 อาม่ามีหลานทั้งหมดยี่สิบเอ็ดคน แต่ผมเป็นหลานคนเดียวที่เหมือนแกะดำ แปลกประหลาด ไม่เหมือนคนอื่น แต่สุดท้ายความแปลกของเรามันกลายเป็นอาชีพที่ทำให้เราเลี้ยงครอบครัวได้

คุณแตกต่างจากหลานคนอื่น ๆ อย่างไร 

อาม่าพูดดีกับทุกคนเลย แต่ผมเป็นหลานคนเดียวที่อาม่าเรียกว่ามึง ตอนเด็ก ๆ น้อยใจว่าทำไมอาม่าพูดกับคนอื่นเพราะ แต่พูดไม่ดีกับเรา แต่สุดท้ายก็เข้าใจว่าอาม่าสนิทกับเราที่สุด และเราเป็นหลานที่พิเรนทร์ที่สุด ชอบแกล้งอาม่า

ตอนพาอาม่ามาทำเพจ ได้เตรียมใจไหมว่าอาม่าจะต้องจากไปสักวันหนึ่ง 

ผมเคยมองว่าถ้าเราถ่ายเล่นเองคนเดียวก็คงไม่มีใครมาดู การจะดังได้ต้องตลกที่สุด เสียงเพราะที่สุด เต้นเก่งที่สุด หรือทุเรศที่สุด แต่เราอยู่ตรงกลาง เป็นไอ้ตี๋ใส่แว่นคนหนึ่งที่ไม่มีคาแรกเตอร์ ไม่มีจุดขาย เราเลยดึงอาม่ามาเล่นด้วย อาม่าคือนักร้องนำ ส่วนเราคือแบ็กอัป วันหนึ่งอยู่ ๆ อาม่าหกล้มแล้วเสียไปเฉยเลย คนเขาพูดกันว่า เบ๊น อาปาเช่ จะทำอะไรต่อ มันตายแน่ ๆ เราตอบเขากลับไปว่า เป็นอย่างที่พูดกันนั่นแหละ ผมเองก็คิดว่าผมตายแน่

ตัดเรื่องหัวใจออกไปก่อนเลยนะ เพราะเราเสียใจอยู่แล้ว จะเล่าถึงเรื่องงานล้วน ๆ เลยว่าช่วงแรกก็เป๋ไปนิดหน่อย แต่สุดท้ายแล้วต่อให้นักร้องนำตาย วงดนตรีก็ต้องไปต่อ โชคดีที่แฟนเพจรักในความเป็นเบ๊นกับอาม่า พออาม่าหมดอายุขัยเขาก็ทำใจได้ มันคือความเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมชาติ สุดท้ายสิ่งที่ยังอยู่คือการเป็นตัวเอง ผมเชื่อคำพูดหนึ่งที่บอกว่า “อย่าพยายามเป็นอะไร นอกจากตัวเอง” ทุกวันนี้เราเลยพยายามเป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

ส่วนเรื่องของหัวใจ รับมืออย่างไร

เราตอบแทนเขาจนไม่ติดใจอะไรแล้ว เขาจากไปอย่างสวยงามที่สุดแล้ว ผมอยู่กับอาม่าจนวินาทีสุดท้าย คนจีนเขามักจะให้ลูกชายคนโตจัดการงานศพ แต่ในวันที่อาม่าเสีย เราบอกทุกคนเลยว่าไม่ต้อง เดี๋ยวผมจัดการเอง งานของอาม่าผมจะจัดให้อย่างสมเกียรติ ก่อนอาม่าจะจากไป ผมก็ให้อาม่าอยู่โรงพยาบาลดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ 

สิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากอาม่าคือ

สิ่งแรกที่อาม่าสอนและทิ้งท้ายไว้ก่อนตายคือเรื่องตรงต่อเวลา ยอมรับนะว่าเมื่อก่อนไม่ค่อยมีวินัย ก่อนตายอาม่าบอกว่า “ถ้าวันหนึ่งกูไม่อยู่ มึงต้องไปรอเขานะ อย่าให้เขามารอเรา” อาม่ามีความเป็นมืออาชีพมาก ถ้ามีงานไหนนัดเก้าโมง ผมจะออกจากบ้านประมาณแปดโมง แต่อาม่าจะเป็นคนที่ออกตอนเจ็ดโมงหรือหกโมง อาม่าเป็นคนที่ซีเรียสเรื่องเวลาและความพร้อมมาก

เบ๊นตอนที่มีอาม่า กับเบ๊นตอนไม่มีอาม่า แตกต่างกันอย่างไร

ถ้าเป็นเรื่องงานก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ ตอนมีอาม่าอยู่ อาม่าเป็นเหมือนเกราะป้องกันชั้นดี เพราะคนรักอาม่า เวลาเล่นมุกอะไรไม่ค่อยมีใครกล้าด่า มีแต่เสียงหัวเราะ หลังจากที่ไม่มีอาม่า ผมไม่มีเกราะป้องกันอะไรอีกแล้ว ผมอยู่ตัวคนเดียว แน่นอนว่าต้องมีคนที่ไม่ชอบเราอยู่แล้ว 

สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดของผมในทุกวันนี้คือ เวลาเราทำอะไรพลาดเพราะคิดน้อย เขาไม่ด่าผมอย่างเดียว เขาจะด่าว่า “นี่แหละ พอไม่มีอาม่าแม่งก็เหมือนขยะชิ้นหนึ่ง” “เมื่อก่อนเกาะอาม่ากินไง” “อาม่าไม่อยู่ ก็ไม่เคยดูอีกเลย” ประมาณนี้ 

ส่วนใหญ่คนที่ด่าเราจะไม่ใช่แฟนเพจ แล้วเวลาด่าเขาจะพยายามขุดอะไรหลาย ๆ อย่างที่รู้ว่าเราเจ็บขึ้นมาจี้ ที่รับไม่ได้เลยคือมาแตะลูกกับครอบครัวเรา เวลาเขาเถียงสู้เราไม่ได้ เขาจะใช้วิธีนี้เพราะเขารู้ว่าเราจะเจ็บ 

จัดการความรู้สึกอย่างไร

ต้องอยู่กับมันให้ได้ เพราะมันมีทั้งด้านบวก ด้านลบ 

แล้วด้านบวกของการเป็นบุคคลสาธารณะคืออะไร

ตอบตรง ๆ เลยคือเป็นงานที่รายได้ดี คลิปที่เราทำมันมีมูลค่า และผมมองว่ามันต่อยอดได้ เมื่อก่อนหน้าตาแบบผมคงไม่มีทางที่ได้ไปปรากฏตัวในซีรีส์หรือภาพยนตร์ แต่ไอ้เบ๊น อาปาเช่ กลับได้ไปเล่นซีรีส์ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เล่นดีนะ เล่นแข็งเป็นก้อนหินเลย แต่เรามีโอกาสได้ไปทำอะไรใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยทำ ได้ไปพูดในเรือนจำ มีคนเชิญไปดูบอล ได้คอนเนกชันมากมาย 

สำคัญที่สุดคือเราได้ทำงานที่เรารักโดยเหมือนไม่ได้ทำงาน สำหรับผมนี่เป็นอาชีพที่มีความสุข เลือกวันหยุดตัวเองได้ ไปเที่ยวในวันที่คนเขาไม่ไปได้ด้วย ตอนนี้ผมยังมองเห็นแต่แง่ดีเป็นส่วนใหญ่ เพราะเรารักมันด้วยมั้งครับ

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

เรื่องไม่ตลกของเบ๊น อาปาเช่

จริง ๆ ก็มีนะ ช่วงหลัง ๆ คนจะเล่นอะไรกับผมก็ได้จนรู้สึกว่าเราไม่ค่อยมีคุณค่า ข้อดีของการเป็นแบบนี้คือผู้ใหญ่เอ็นดู มองว่าไอ้นี่เป็นคนง่าย ๆ น่ารัก นี่ฟังจากคนอื่นมานะ ไม่ได้อวยตัวเอง 

แต่ข้อเสียก็คือ พอใครจะทำอะไรกับเราก็ได้ บางทีเขาไม่เห็นหัวเรา จะพูดอะไรก็ได้ คิดจะทำอะไรกับเราก็ได้ ไม่โกรธอยู่แล้ว ตัวเราก็ต้องเลือกเหมือนกันนะว่า จะเป็นแบบนี้ต่อไปหรือจะเปลี่ยนเป็นอีกคนที่มีมาดมากขึ้น มีเกียรติมากขึ้น แต่ก็อาจจะทำให้คนรู้สึกว่าเข้าถึงเรายาก เล่นไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว อย่างในเฟซบุ๊กส่วนตัว ผมมักจะลงแต่เรื่องดี ๆ บางคนมองว่าชีวิตเรามีแต่ความสุข บางครั้งเราลงเรื่องดราม่าไป คนก็โทรหาเราเป็นสิบ ๆ สาย มาคอนเมนต์กันเป็นร้อย ๆ เพราะไม่เคยเห็นเรามุมนี้ 

ผมว่าเราทุกคนมีเรื่องไม่ตลก แต่ผมขอเลือกที่จะไม่ไปอยู่ตรงนั้น ผมอยากให้คนจำเบ๊น อาปาเช่ ในมุมที่มีความสุขกว่า ปีนี้เป็นปีที่คิดเยอะเหมือนกัน เพราะว่าเราเริ่มโต มีครอบครัว มีลูกสี่ขวบแล้ว เราจะทำอะไรให้โตขึ้น ไม่ได้เล่นตลกโปกฮาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

เบ๊น อาปาเช่ เติบโตขึ้นอย่างไร

เปลี่ยนไปเยอะ แต่ยังเป็นเบ๊น อาปาเช่ คนเดิม ปีนี้ช่วยคนได้เยอะขึ้น เพียงแต่ใช้พื้นที่ของตัวเองเป็นกระบอกเสียงในการช่วยคนที่เดือนร้อนมากขึ้น อย่างวันนี้ต้องไปชัยภูมิตอนบ่ายเพราะมีงานด่วน มีเคสเด็กคนหนึ่งที่ซ้อนรถมากับคุณพ่อ แล้วคุณพ่อเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เราเลยตั้งใจจะส่งเขาเรียนจนจบปริญญาตรี

คุณเริ่มเปลี่ยนมาเป็นกระบอกเสียงช่วยเหลือคนอื่น ๆ ตอนไหน

ช่วงต้นปีที่เกิดโควิด-19 ระบาด มีคนทักมาขอเตียง เราคิดว่าตัวเองไม่ใช่หมอแล็บแพนด้า ไม่ใช่กลุ่มเส้นด้าย เขาจะทักมาขออะไร แต่ไหน ๆ ก็ขอมาแล้ว เราเลยส่งให้ พอส่งให้สำเร็จแล้ว เขาขอบคุณแล้วบอกว่ามันช่วยชีวิตคุณยายเขาไว้ เราเลยเริ่มช่วยหาเตียงและออกไปบริจาคของ

ยอมรับแบบลูกผู้ชายว่า ครั้งแรกที่ไปแจกข้าวที่ราชดำเนิน ผมไปสร้างภาพ ถ่ายรูป ทำคอนเทนต์เท่านั้น แต่จากที่ไปสร้างภาพเราก็เริ่มมีความสุข เริ่มช่วยคนจริง ๆ จัง ๆ สุดท้ายสิ่งที่ได้กลับมาคือความอิ่มใจที่ได้ทำเพื่อสังคม เราได้เงินจาการเป็นอินฟลูเอนเซอร์มาเยอะ ก็เอาไปตอบแทนสังคมบ้าง เราอาจไม่ได้มีเงิน มีอำนาจมากพอ แต่เรามีเสียง ก็ใช้สิ่งนี้ช่วยไป

คุณคิดว่าอะไรทำให้คนตัดสินใจติดตามคุณ

เมื่อก่อนคืออาม่า สมัยนี้ตัวคนเดียวก็คงเป็นเพราะคือเราเป็นตัวของตัวเอง คนติดตามที่ผมเป็นไอ้เบ๊น ผมชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้นะ อยู่ในเพจผมเป็นคนยังไง อยู่ในวงเหล้ากับพี่ ๆ ผมก็เป็นอย่างนั้น ขึ้นเวทีผมก็เป็นอย่างนั้น ไปที่ไหนผมก็เป็นอย่างนั้น ผมเป็นแบบนี้กับทุกคนนี่แหละ เราเป็นพ่อบ้านสายเทา ไม่ใช่พ่อบ้านสายขาว เลิกงานเสร็จกลับบ้าน อาบน้ำให้ลูก ป้อนนม พาลูกนอน เรารักครอบครัว แต่ถ้าเมียเผลอ กูไปเลย ในเพจผมก็เป็นแบบนั้น

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

แล้วครอบครัวมีความเห็นอย่างไรกับการเป็น ‘พ่อบ้านสายเทา’

ต้องขอบคุณภรรยาที่คบมากันมาแปดปี อยู่กันมาตั้งแต่ผมยังไม่ทำเพจ เขาเห็นเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไร เขารับได้ที่เราเป็นแบบนี้ ไม่เคยเช็กโทรศัพท์ ไม่เคยนั่งจับผิดกัน ผมลงรูปกับพริตตี้เยอะมาก แต่เขาไม่เคยต้องเสียใจเรื่องผู้หญิงเลย เราอยู่กันด้วยความเข้าใจ และเขาก็ไว้วางใจความเป็นเรา

การที่เราจะทำคอนเทนต์ให้สำเร็จได้ สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือพื้นฐานครอบครัว ภรรยาดูแลลูกเองได้เมื่อรู้ว่าปะป๊าไปถ่ายคลิป เข้าใจว่าคือการทำงานหาเงิน ผมเอาแม่ยายมาล้อเลียนในยืนเดี่ยวได้ แล้วแม่ยายก็เข้าใจด้วยว่าที่เราทำมันคือคอนเทนต์ บางครั้งผมอยู่ต่อหน้าแม่ยาย ต่อหน้าแฟน ไปเจอน้องพริตตี้ ผมสามารถเข้าไปกอดพริตตี้ได้โดยที่แม่ยายกับภรรยายังมาแซวด้วย แต่ที่สุดแล้วเราต้องให้เกียรติเขา ไม่ใช่ว่าสักแต่เล่นแต่ไม่ให้เกียรติเขาเลย

บางเรื่องสำหรับครอบครัวคุณเป็นเรื่องปกติ แต่อาจจะขัดใจครอบครัวอื่น ๆ คุณทำให้เนื้อหาที่นำเสนอสมดุลได้อย่างไร 

ผมไม่ใช่คนดี ผมเป็นคนแย่คนหนึ่งที่อยากเห็นสังคมดีขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อก่อนผมลงเรื่องดาร์ก เรื่อง 18+ เยอะ จนกระทั่งวันหนึ่งผมไปเที่ยวเขาใหญ่กับครอบครัวแล้วเจออีกครอบครัวหนึ่ง พ่อแม่เขาไม่เคยดูเราหรอก แต่ลูกสาวเขาอยากถ่ายรูปด้วย ประมาณหกขวบเอง บอกว่าชอบพี่เบ๊นมาก เราเลยตกใจว่ามีเด็กดูเราด้วยเหรอ เราก็เลยต้องเปลี่ยนคอนเทนท์หลาย ๆ เรื่องให้เบาลงบ้าง เพราะว่ามีเด็กดู เขาดูแล้วเขาจำ จำแล้วทำตาม อย่าลืมนะครับว่าเทรนด์กินโรตีดิบก็มาจากโซเชียลมีเดีย

เบ๊นเรียนรู้อะไรจากบทบาทการเป็นบุคคลสาธารณะ

ผมไม่ใช่คนเก่ง แต่เพราะมีคอนเนกชันเยอะ มีพี่มีน้องเยอะเลยทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้ งานที่เราได้ เรามักจะได้จากการไปเจอพี่ ๆ อาชีพนี้รายได้ดีก็จริง แต่บางครั้งผมไม่ได้ทำเพื่อเอาเงินเป็นอันดับแรก ผมไม่ค่อยถามเรื่องเงินเลยนะ ให้ใจไปก่อนเป็นอันดับแรก แล้ววันหนึ่งเราก็ได้สิ่งดี ๆ กลับมา เราไม่ได้หวัง แต่มักจะได้สิ่งดี ๆ กลับมาเสมอเลย

ผมเชื่อเรื่องความจริงใจ และมั่นใจว่าเราแทบไม่เคยมีเรื่องมีราวกับใครเลย วงการนี้หรือวงการไหน ๆ มันก็แคบหมด ไม่ต้องห่วงเลย เรื่องดี ๆ มันไม่ค่อยไปถึงกันหรอก แต่ถ้าเราพลาดหรือทำผิดอะไรนิดเดียว แป๊บเดียวรู้เรื่อง (หัวเราะ) ที่ผ่านมาเรายังโชคดีที่ว่าไม่เคยทำอะไรให้ใคร

คุณอยากให้คนจดจำ ‘เบ๊น’ ในฐานะอะไร 

อยากให้คนจดจำในฐานะไอ้เบ๊น อาปาเช่ ผู้ชายที่เป็นพ่อบ้านจอมกะล่อนคนหนึ่ง ผมอินกับความเป็นครอบครัวมาก แต่อีกมุมผมก็ชอบชีวิตวัยรุ่นของตัวเอง ชอบแสง สี เสียง ชอบเมือง ความเซ็กซี่เย้ายวน ผมเลยเรียกตัวเองว่าพ่อบ้านสีเทา ที่เมียเผลอแล้วเจอกัน เป็นไอ้เบ๊น อาปาเช่ ที่ได้ช่วยสังคมไปด้วย เล่นพิเรนทร์ไปด้วย เป็นคนคนหนึ่งที่ได้เป็นตัวเองเสมอ

ชวน ‘เบ๊น อาปาเช่’ มาคุยเรื่องเวทียืนเดี่ยว การยืนระยะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และชีวิตหลังจากวันที่อาม่าไม่อยู่

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load