ใน Episode แรกของเรียลิตี้โชว์กระแสแรงอย่าง This Is Me Vatanika แพรวทานิกา ปัทมสิงห์ อยุธยา นักออกแบบสาว ฟิวส์ขาดเมื่อมีคนพยายามจะแตะต้องเรือนผมของเธอ (แม้นั่นจะเป็นเพียงแค่วิกก็ตาม) เป็นที่มาของวลี “Don’t touch my hair!” ที่ชาวเน็ตเอามาแชร์แล้วแชร์อีก ขยี้แล้วขยี้อีกกันมาเป็นเดือนๆ

หากลองนึกถึงสาเหตุที่คุณแพร (หรือใครก็ตาม) ไม่ชอบให้คนอื่นมายุ่มย่ามกับผมของตนเอง นอกเหนือไปจากเหตุผลเรื่องมารยาทหรือความเป็นส่วนตั๊วส่วนตัวแล้ว อาจจะมีส่วนประกอบของค่านิยมและความเชื่อไทยๆ ที่ให้เราสงวนศีรษะและเส้นผมของเราไว้เป็นพื้นที่พิเศษ ด้วยเป็นจุดสูงสุดของร่างกาย คนไทยจึงเชื่อว่า ที่นั้นเป็นศูนย์รวมของขวัญและสิ่งศักดิ์สิทธิ์

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า ‘ขวัญ’ ไว้ว่าสิ่งที่ไม่มีตัวตน เชื่อกันว่ามีอยู่ประจำชีวิตของคนตั้งแต่เกิดมา ถ้าขวัญอยู่กับตัวก็เป็นสิริมงคล เป็นสุขสบายจิตใจมั่นคงเราจึงไม่ควรให้ใครมาแตะต้องศีรษะหรือเส้นผม เพื่อให้ขวัญสถิตกับที่ ไม่กระจัดกระจายหายไปไหน

มิใช่เพียงในวัฒนธรรมไทย ในเกือบทุกๆ วัฒนธรรมมักให้ความหมายและความสำคัญกับผมเป็นพิเศษ ในชมพูทวีป คุณสมบัติข้อแรกของเบญจกัลยาณี นางผู้มีความงามพร้อมได้แก่ เกสกลฺยาณํ หรือเรือนผมที่แผ่งามเสมือนหางนกยูง เมื่อสยายออกแล้วทิ้งตัวลงมาถึงชายผ้า

ในวัฒนธรรมอเมริกันพื้นเมือง ทั้งชายและหญิงต่างไว้ผมยาว เพราะพวกเขาเชื่อว่าผมที่ยิ่งยาวยิ่งแสดงถึงความงอกงามทางจิตวิญญาณ เส้นผมไม่เพียงเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับกับธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับระบบประสาทและสัญชาติญาณ เล่ากันว่าสมัยสงครามเวียดนาม ชายหนุ่มอเมริกันพื้นเมืองที่มีทักษะในการรบถูกเกณฑ์ให้ไปออกรบด้วย เมื่อต้องเข้ากองทัพสหรัฐฯ พวกเขาต้องตัดผมสั้นเกรียนแบบทหาร เมื่อไร้ผมยาวฉันใด ชายหนุ่มเหล่านั้นก็กลายเป็นแมวที่ไร้หนวดฉันนั้น ทั้งหมดสูญสิ้นเสียกำลังใจและพลังในการต่อสู้และล้มเหลวในการปฎิบัติภารกิจโดยสิ้นเชิง

เจ้าดารารัศมี, อินเดียนแดง

เจ้าดารารัศมี, เจ้าหญิงเลอา

ภาพ: www.lazerhorse.org/2015/04/02/frank-rineharts-intimate-portraits-native-americans-1890s
ผมที่ยาวจนสามารถทำเป็นทรงผมอันแปลกตาของหญิงสาวอเมริกันพื้นเมืองเป็นแรงบันดาลใจให้กับทรงผมของเจ้าหญิง Leia ในมหากาพย์ภาพยนตร์ Star Wars
ภาพ: www.vivala.com/hair/princess-leia-original-hair-buns

 

ชนพื้นเมืองอเมริกันพื้นเมืองหลายเผ่าจะตัดผมเมื่อคนในครอบครัวเสียชีวิต เส้นผมที่ถูกตัดเป็นสัญลักษณ์ของวันเวลาที่พวกเขากับผู้วายชนม์มีร่วมกัน ผมที่จะยาวต่อจากนั้นเปรียบเสมือนชีวิตหลังการสูญเสียที่ต้องดำเนินต่อไป ในหลายๆ ส่วนของโลกก็มีวัฒนธรรมไว้ทุกข์รูปแบบนี้ ชาวตองกาจะตัดผมเมื่อบิดาหรือปู่เสียชีวิต เช่นเดียวกับธรรมเนียมของชาวชมพูทวีปที่แผ่อิทธิพลมาถึงสยาม ในอดีตหากพระเจ้าแผ่นดินหรือพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เสด็จสวรรคต ราษฎรทั้งชายหญิงต้องโกนศีรษะถวายอาลัยทั้งแผ่นดิน  

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวินิจฉัยว่า “…หม่อมฉันได้อ่านเรื่อง ราชประวัติของพระเจ้าอัคบาร์มหาราชพบแห่งหนึ่งว่า เมื่อพระชนนีพันปีหลวงสิ้นพระชนม์ พระเจ้าอัคบาร์ถึงถือศาสนาอิสลามก็โกนพระเกศาไว้ทุกข์ตามธรรมเนียมอินเดียด้วยความเคารพ ประเทศไทยเราโกนหัวไว้ทุกข์ หม่อมฉันไม่เคยทราบว่าได้มาจากไหน พึ่งมาปรากฏแก่ใจว่าได้มาจากอินเดีย

ในนิทานคำกลอนเรื่อง ลักษณวงศ์ ที่สุนทรภู่แต่งในสมัยรัชกาลที่ 3 กล่าวถึงธรรมเนียมนี้และสอดแทรกทรรศนะของกวีไว้ในตอนที่นางเอกของเรื่อง ผู้ดำรงตำแหน่งพระมเหสีสวรรคต ปรากฏเป็นกลอนสุภาพบทนี้

แล้วแจกหมายต่อต่อเป็นข้อขัน
ประกาศกันโกนเกล้าทั้งกรุงศรี
แสนสงสารสาวสาวเมื่อคราวนี้
จะเศร้าศรีเสียผมให้ตรมใจ

นอกจากนี้ยังบรรยายความรู้สึกของราษฎรที่ถูกโกนผมไว้ว่า ซังตายว่าข้าวิตกอกจะแตก เขาโกนแกรกใจหายเสียดายผม

อนึ่ง เมื่อปี 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงออกประกาศว่า ตามโบราณราชประเพณีในเวลาเมื่อพระเจ้าแผ่นดินสวรรคต พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการทั้งหลายต้องโกนผมแทนการไว้ทุกข์ทั่วทั้งราชอาณาจักร แต่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกนาถได้ทรงมีพระราชดำรัสรับสั่งไว้ว่า การไว้ทุกข์เช่นที่กล่าวมาแล้วนั้น ย่อมเป็นเครื่องเดือดร้อนอยู่เป็นอันมาก ให้ยกเลิกเสียทีเดียว

เจ้าดารารัศมี, ประเพณีโกนผม

ข้าราชสำนักกัมพูชาโกนศีรษะไว้ทุกข์ในงานพระศพพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ เมื่อปี 2471
ภาพ: lofficielthailand.com/2016/10/ธรรมเนียมในงานพระบรมศพ

 

ตรงกันข้ามกับธรรมเนียมจีน เมื่อคนในครอบครัวจากไป การไว้ทุกข์จะทำโดยไม่ตัดผมและหนวดเคราจนถึงเวลาออกทุกข์ ธรรมเนียมนี้อาจจะจำลองภาพผมเผ้าที่รุงรัง แสดงภาพความทุกข์ทนเมื่อบุคคลอันเป็นที่รักจากไป จนคนในครอบครัวละเลยมิได้ใส่ใจรักษาความเรียบร้อยและความสวยงามของตนเอง

เช่นเดียวกับ ‘นาลิวัน’ ชื่อเรียกพราหมณ์ที่อยู่ในริ้วกระบวนแห่พระศพหรือพระบรมศพตามราชประเพณีกรุงสยาม โดยปกติแล้วพราหมณ์จะรวบผมเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่เสมอ เว้นแต่เมื่อผู้เป็นที่รักหรือบุคคลสำคัญสิ้นชีวิต พราหมณ์จะปล่อยผมยาวสยายแสดงความเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง ธรรมเนียมนี้ยังคงสืบทอดต่อมาดังที่เราเห็นในริ้วกระบวนพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อปีที่ผ่านมา

เจ้าดารารัศมี, พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ

พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ (ชวิน รังสิพราหมณกุล) ประธานพระครูพราหมณ์ในริ้วขบวนพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
ภาพ:     www.komchadluek.net/news/edu-health/300108

 

ย้อนกลับไปที่งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 อีกครั้ง ท่านผู้หญิงพัว อนุรักษ์ราชมณเทียร บันทึกเหตุการณ์ที่น่าสนใจในครั้งนั้นไว้ว่าที่ตำหนักสมเด็จพระพันวัสสาอยู่ใกล้พระที่นั่งดุสิตจึงเป็นทางผ่านที่จะไปเฝ้าที่พระมหาปราสาท พวกเราเด็กๆ ไม่มีอะไรทำมากนัก จึงหาเวลาดูคนผ่านไปมา มีสิ่งที่ติดตาอยู่จนบัดนี้คือเห็นพระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงเปลือยพระเกศาตามประเพณีของชาวเหนือคือปล่อยพระเกศายาวมาจนถึงปลายผ้าซิ่นที่ทรงอยู่ การปล่อยผมลักษณะดังกล่าวเป็นการแสดงความทุกข์โศกอันใหญ่หลวงตามประเพณีล้านนาด้วย

พระราชชายา เจ้าดารารัศมี เป็นพระธิดาของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ กษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่เมื่อครั้งยังเป็นเมืองขึ้นของสยาม ในยุคที่อิทธิพลอาณานิคมยังคุกรุ่น ขณะที่มหาอำนาจตะวันตกมุ่งจะผนวกดินแดนตะวันออกไว้เป็นของตน สยามก็มุ่งมั่นที่จะผนวกดินแดนอื่นๆ เข้ารวมเพื่อเป็นรัฐชาติหนึ่งเดียวด้วย (นักวิชาการเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าการล่าอาณานิคมภายใน-Internal Colonialism) เพื่อเป็นการการันตีความสวามิภักดิ์ของนครเชียงใหม่และการผูกพันผลประโยชน์ระหว่างสองดินแดน เจ้าหญิงน้อยพระชนมายุ 13 ปีจึงต้องเสด็จฯ จากบ้านเกิดเมืองนอนมาถวายตัวเป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่กรุงเทพฯ

เจ้าดารารัศมี

ภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

เจ้าดารารัศมีมิใช่เจ้าหญิงต่างชาติพระองค์แรกที่เข้ามารับราชการในราชสำนักฝ่ายในที่กรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ 4 กษัตริย์กัมพูชาถวายพระราชธิดาให้เข้ารับราชการเป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปรากฏพระนามว่าเจ้าจอมพระองค์เจ้ากำโพชราชสุดาดวง อีกท่านหนึ่งคือเจ้าจอมตนกูสุเบีย เจ้าหญิงอิสลามจากรัฐสุลต่านเรียวลิงกา

เจ้าดารารัศมี

เจ้าจอมตนกูสุเบีย
ภาพ: นิทรรศการ Unseen Siam: Early Photography 1860 – 1910

 

ตำแหน่งอย่างเป็นทางการของเจ้าดารารัศมีคือภรรยาของพระมหากษัตริย์สยาม ส่วนตำแหน่งไม่เป็นทางการของพระองค์คือนักการทูตผู้ประคับประคองความสัมพันธ์ของสองอาณาจักร เล่ากันว่าในช่วงเวลาที่พม่าถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของอังกฤษ เจ้าดารารัศมีถูกแนะนำแกมบังคับให้มีลายพระหัตถ์ไปถึงพระบิดา ความว่า ถ้าหากพระเจ้านครเชียงใหม่จะทรงยอมให้เชียงใหม่ไปรวมอยู่ในเมืองขึ้นของอังกฤษแล้ว ก็ขอให้เตรียมพระองค์มารับพระศพของเจ้าดารารัศมีที่กรุงเทพฯ เถิดเรื่องเล่าดังกล่าวทำให้เห็นถึงบทบาทของพระราชชายาในฐานะตัวประกัน

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศสมัย ดิศกุล บันทึกถึงสถานะที่แตกต่างของเจ้าดารารัศมีไว้ว่าทุกคนที่เคยได้เฝ้าพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ที่ในพระบรมมหาราชวังในเวลาที่ประทับอยู่ในหมู่เจ้าจอมมารดาผู้ใหญ่ด้วยกันก็ดี ได้เฝ้าในเวลาเสด็จประทับเป็นประธานอยู่ในหมู่ข้าราชการทั้งใต้และเหนือในเมืองเชียงใหม่ก็ดี ถ้าไม่ดูให้ดี ก็จะรู้ไม่ได้เลยว่า พระราชชายาฯ ในที่สองแห่งนั้นพระองค์เดียวกัน ทั้งนี้เพราะทรงสามารถแยกกาลเทศะได้เป็นยอดเยี่ยม

“พระราชชาชายาฯ ในพระบรมมหาราชวังไม่ทรงมียศมีศักดิ์ ไม่มีความสำคัญอันใด สมกับคำที่พวกเจ้าจอมเรียกกันว่าเจ้าน้อย เจ้าน้อยไม่มีความรู้อะไร เจ้าน้อยนั่งนิ่งๆ อมยิ้มในสิ่งที่ไม่มีสาระรอบตัวเองได้อย่างสบาย ทุกคนในนั้นก็ไม่มีใครรู้จักพระองค์ท่านนอกจากคำว่า เจ้าน้อย แต่ถ้าผู้ใดไปเฝ้าที่เมืองเชียงใหม่ ผู้นั้นจะได้เฝ้าเจ้าหญิงผู้เป็นหลักของบ้านเมือง ประทับอยู่ในระหว่างข้าราชการทั้งฝ่ายใต้และฝ่ายเหนือ

ในนวนิยายเรื่อง สี่แผ่นดิน หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เล่าถึงตำหนักของเจ้าดารารัศมีไว้ว่า นับว่าแปลกกว่าที่อื่นทั้งสิ้น เพราะข้าหลวงนุ่งซิ่นไว้ผมมวย แต่งกายอย่างชาวเชียงใหม่ พูดภาษาเมืองเหนือทั้งตำหนัก และเป็นที่เดียวที่มีเมี่ยงแจกกันกินเป็นประจำ

เนื่องจากอาณาจักรล้านนามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและมีวัฒนธรรมประเพณีร่วมกับอาณาจักรล้านช้างหรืออาณาจักรลาวมายาวนาน มายาคติที่ว่าลาวมีความศิวิไลซ์ในระดับต่ำกว่าสยามทำให้เจ้าดารารัศมีและเหล่าข้าหลวงถูกดูแคลนจากข้าราชสำนักว่าเป็นพวกลาว

เจ้าดารารัศมี

เจ้าดารารัศมีฉายพระรูปพร้อมเหล่าข้าหลวงล้านนาและข้าราชสำนักกรุงเทพฯ
ภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

 

จากความเป็นอื่นดังกล่าว ทำให้มีเรื่องเล่ามากมายที่เล่าถึงความริษยาและการกลั่นแกล้งในราชสำนักฝ่ายใน ปราณี ศิริธร พัทลุง เล่าไว้ในหนังสือ เพ็ชรล้านนา ว่ามีคนมาตะโกนหน้าพระตำหนักว่าเหม็นปลาร้าหรือห้องสรงของพระองค์ถูกโรยด้วยหมามุ่ย เหตุการณ์ต่างๆ ทำให้พระราชชายาฯ ทรงปรารภว่าใคร่ปิ๊กบ้านวันละร้อยเตื้อ (อยากกลับบ้านวันละร้อยหน) หรือใคร่จะเสวยลำโพง (มะเขือบ้า) ให้กลายเป็นคนวิกลจริต จะได้ถูกส่งตัวกลับเชียงใหม่ให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย

แม้จะถูกดูแคลนสักเพียงใด เจ้าดารารัศมีก็ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ลาวของพระองค์ไว้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เห็นได้จากภาพถ่ายของพระองค์กับเหล่าข้าหลวงล้านนาที่ไว้ผมยาวตามประเพณี แตกต่างจากพระราชวงศ์และข้าราชสำนักตำหนักอื่นๆ ถึงแม้ในช่วงรัชกาลที่ 5 จะมีความนิยมไว้ผมยาวอย่างตะวันตกแล้วแต่ทรงผมสั้นแล้วหวีเสยไปข้างหลังที่เรียกว่าทรงดอกกระทุ่มก็ยังเป็นที่นิยมในราชสำนักฝ่ายในมากกว่า

เจ้าดารารัศมี

ภาพ: quod.lib.umich.edu

ในพระฉายาลักษณ์นี้พระเกศายาวของพระราชชายาฯ เกล้าขึ้นโดยใช้หมอนรอง โคนผมด้านหน้ายกสูงขึ้น เรียกว่าทรงอี่ปุ่นด้วยได้รับแบบแผนมาจากแดนอาทิตย์อุทัย ต่อมาผมทรงนี้ได้รับความนิยมแพร่หลายในแวดวงสังคมชั้นสูงยุค Edwardian และแผ่อิทธิพลมาถึงราชสำนักไทยด้วย น่าเศร้าที่  Victoria Sherrow กล่าวไว้ในหนังสือ สารานุกรมเส้นผม (Encyclopedia Of Hair) ของเธอไว้ว่า ทรงผมอลังการและการประดับประดาศีรษะให้ยิ่งใหญ่และมีน้ำหนักมากเข้าไว้ของชาวญี่ปุ่นยุคโบราณเกิดขึ้นด้วยความคิดที่ว่าเมื่อมีอะไรมากดทับบนหัว ผู้หญิงจะได้ไม่ต้องคิดอะไรมากเกินไป แต่อย่างไรก็ตามผู้สันทัดกรณีก็โต้แย้งว่าเหตุผลดังกล่าวไม่มีบันทึกไว้อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรใดๆ อาจเป็นไปได้ว่าเป็นการบอกเล่ากันปากต่อปากในสมัยโบราณเท่านั้น

เจ้าดารารัศมี

ภาพ: www.bestweb-link.net/PD-Museum-of-Art/ukiyoe

ในขณะที่เจ้านายและข้าหลวงตำหนักอื่นนุ่งโจงกระเบน เจ้าดารารัศมีและสาวๆ ในตำหนักต่างนุ่งผ้าซิ่น ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ผ้าซิ่นสามัญธรรมดา แต่เป็นผ้าลุนตยาอะเซะ ผ้ามีค่าของราชสำนักพม่า ชื่อของผ้ามีความหมายว่า ผ้าลายเกลียวคลื่นที่ใช้กระสวยในการทอมากถึง 100 กระสวย

เจ้าดารารัศมีเป็นผู้คิดประดิษฐ์นำผ้ารูปแบบนี้มาต่อด้วยตีนจกของล้านนา เห็นได้ว่าทั้งเสื้อผ้าหน้าผมหรือร่างกายและจิตใจของพระราชชายาฯ กับทั้งเหล่าข้าหลวง แทบจะไม่ได้มีส่วนไหนแสดงถึงความเป็นไทยกลางแบบชาวกรุงเทพฯ เลย การดำรงไว้ซึ่งความแตกต่างในลักษณะนี้อาจตีความได้หลายมุมมอง ทั้งเป็นความภาคภูมิในอัตลักษณ์ของตน (แม้ถูกมองว่าเป็นอื่นและต่ำต้อยกว่า) หรือในอีกนัยหนึ่งก็คือการปฏิเสธอำนาจของส่วนกลางอย่างกลายๆ โดยการไม่ทำตามแบบแผนที่ผู้อื่นกำหนด หรือไม่ทำตามอย่างที่ผู้อื่นกระทำโดยทั่วไป

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชธิดาประสูติแต่พระราชชายา เจ้าดารารัศมี 1 พระองค์ พระราชทานพระนามว่า พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี มีความหมายว่าผู้ประเสริฐไม่มีมลทินของเมืองเชียงใหม่’ ลาวัณย์ โชตามระ เล่าไว้ในหนังสือ พระมเหสีเทวี ว่าเมื่อครั้งที่พระราชชายาฯ ทรงพระครรภ์ มีพระประสงค์จะเสวยของแปลกๆ สิ่งที่มีพระประสงค์จะเสวยคือ งวงช้าง ความทราบถึงพระบิดาผู้เป็นกษัตริย์เชียงใหม่ทางโทรเลข พระเจ้าอินทวิชยานนท์ทรงส่งงวงช้างย่างจากเชียงใหม่ โดยส่งลงเรือมาถึงพิษณุโลกและต่อรถไฟมายังกรุงเทพฯ เพื่อให้เจ้าดารารัศมีเสวยสมพระทัย

เจ้าดารารัศมี

พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสีทรงนุ่งซิ่นตามประเพณีล้านนา
ภาพ: www.reurnthai.com

 

น่าสังเกตว่าในพระนามพระธิดาวิมลนาคนพีสี’ (อ่านว่า วิมนนากนะพีสี) คำว่า นาค นอกจากจะหมายความว่า งู หรือ ผู้ประเสริฐ แล้ว นาคยังมีอีกหนึ่งความหมายคือ ช้าง เหตุที่พระนามพระธิดามีคำว่านาคอาจสัมพันธ์กับเหตุการณ์ครั้งทรงพระครรภ์ นอกจากนี้ช้างยังเป็นสัญลักษณ์ของความสวามิภักดิ์ของเชียงใหม่ที่มีต่อกรุงเทพฯ มาช้านาน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 กษัตริย์เชียงใหม่นำทูลเกล้าฯ ถวายช้างเผือกแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ช้างนั้นได้ขึ้นระวางเป็นช้างเผือกเอกในรัชกาลของพระองค์ ช้างเผือกจึงถูกเลือกให้เป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัด ปรากฏในตราประจำจังหวัดเชียงใหม่มาจนถึงปัจจุบัน

ในงานพระราชพิธีสมโภชเดือนพระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี สมเด็จพระศรีพัชรินทราพระบรมราชินีนาถ พระมเหสีอันดับหนึ่ง ทรงจัดละครเรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน พระราชทานให้ ก็เป็นเรื่องน่าคิดอยู่ไม่น้อย เพราะละครเรื่องดังกล่าวมีตัวละครหญิงชาวเหนืออยู่ 2 คน คนแรกคือ นางลาวทอง อนุภรรยาที่ขุนแผนได้รับมาเมื่อไปตีเมืองเชียงใหม่ ลาวทองเป็นศัตรูคู่แค้นกับนางวันทองผู้เป็นภรรยาเอกของขุนแผน อีกตัวละครหนึ่งคือ นางสร้อยฟ้า ธิดาเจ้าเมืองเหนือ ภรรยาของพลายงาม

ถึงจะมีเชื้อมีสาย แต่นางสร้อยฟ้ามีกิริยามารยาทไม่งดงาม อีกทั้งเปี่ยมไปด้วยไฟริษยาราคะถึงขั้นทำเสน่ห์ใส่สามี ต่างกันราวฟ้ากับเหวกับนางศรีมาลา ภรรยาของพลายงามที่งามเรียบพร้อมตามฉบับนางเอ๊กนางเอก ตัวละครสาวเจ้าทั้งสองอาจสะท้อนให้เห็นอคติที่ชาวภาคกลางในอดีตมีต่อชาวเมืองเหนือ

เจ้าดารารัศมี เจ้าดารารัศมี

ภาพ: จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ภาพชุดพระราชชายาฯ ปล่อยพระเกศายาวจรดพระบาทเป็นที่ติดตาตรึงใจผู้คนทุกยุคสมัย Leslie Woodhouse วิเคราะห์ไว้ในบทความ Concubines with Cameras: Royal Siamese Consorts Picturing Femininity and Ethnic Difference in Early 2th Century Siam ไว้ว่าผู้คนร่วมยุคสมัยกับพระองค์ก็อาจจะมองเห็นพระองค์ในแง่ของความเป็นอื่นหรือความแปลกประหลาดแบบ Exotic

ที่น่าสนใจคือผู้ที่ถ่ายภาพเซ็ตดังกล่าวคือช่างภาพหญิง และเป็นหนึ่งในพระสนมคนโปรดในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือเจ้าจอมเอิบ ผู้มาจากสกุลบุนนาค เจ้าจอมเอิบเป็นผู้สนใจวิทยาการและศิลปะการถ่ายภาพ จึงได้รับพระราชทานกล้องรุ่นใหม่ล่าสุดจากยุโรปจากในหลวงรัชกาลที่ 5 บานกระจกในภาพเหล่านี้ส่องสะท้อนมุมมองการพินิจพิเคราะห์อัตลักษณ์ของตนและผู้อื่นของสตรีทั้งสอง

เจ้าดารารัศมี

บานกระจกด้านซ้ายสะท้อนพระพักตร์เจ้าดารารัศมี นางแบบของภาพนี้ ส่วนกระจกด้านขวาสะท้อนภาพเจ้าจอมเอิบ ผู้ถ่ายภาพ
ภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

เจ้าดารารัศมี

เบื้องหลังการถ่ายภาพเซ็ตนี้
ภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

เจ้าดารารัศมี

จ้าจอมเอิบ
ภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

 

..2451 พระราชชายา เจ้าดารารัศมี กราบบังคมทูลลากลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเมืองนอนเป็นการชั่วคราว สมเด็จพระปิยมหาราชเสด็จไปส่งที่สถานีรถไฟสามเสน พระราชชายาฯ ถวายบังคมลาตามประเพณีล้านนาด้วยการสยายพระเกศาออกเช็ดพระบาทของพระราชสวามี

ตามความเชื่ออเมริกันพื้นเมืองที่ว่าเส้นผมคือบันทึกของความทรงจำ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าปกติคนเราจะมีเส้นผมบนศีรษะประมาณ 100,000 เส้น ไม่แน่ใจว่าเรื่องราว 1 แสนเรื่องจะถูกบันทึกไว้ในเส้นผมของเราหรือไม่ แต่อย่างน้อยผมก็บันทึกเรื่องราวของมนุษยชาติไว้มากมายเหมือนกัน

Writer

Avatar

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

จด *หมายเหตุ

จด *หมายเหตุ ให้กับรูปเก่าๆ ที่เราพบที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

“อีนี่มันหนีมาจากโรงพยาบาลหลายปีแล้ว พวกหมอเขาจำมันได้ เพราะว่าเวลามันหงุดหงิดหรือโมโห มันชอบเปิด ‘ของดี’ ให้คนดู” สมทรง ม่ายสาวเสียสติจากนวนิยายรางวัลซีไรต์เรื่อง คำพิพากษา ของ ชาติ กอบจิตติ (หลายคนจดจำตัวละครนี้ได้ดีจากการแสดงของ บงกช คงมาลัย ในภาพยนตร์ที่สร้างมาจากนิยายเล่มนี้ในชื่อ ไอ้ฟัก) เป็นตัวละครที่ติดตรึงอยู่ในใจของผู้อ่านผู้ชมทุกยุคสมัยเพราะเธอคือนางเอกผู้แสนแตกต่าง สมทรงเปิดเปลือยกายใจให้ผู้คนได้ฉุกคิดถึงมุมมองของมนุษย์และสังคมที่ตีตราความวิกลจริต อะไรกันแน่คือความบ้า และอะไรกันหนอคือความปกติ

สมทรงรักการแต่งกายสีจัดจ้าน พูดจารู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เพียรแต่เก็บของที่ดูไร้ค่ามาสะสมจนเกลื่อนกระต๊อบ ที่ดูจะร้ายแรงที่สุดสำหรับคนในหมู่บ้าน เห็นจะเป็นพฤติกรรมชอบเผยของสงวนของหล่อน 

“ฟักไม่แน่ใจในอาการของนางที่เริ่มผิดปกติขึ้นเรื่อยๆ จากการยิ้มยั่วหยอกผู้ชาย เปิดนมให้ครูปรีชาดู แก้ผ้าแก้ผ่อนในสวนพุทรา เปิดผ้าถุงใส่หน้าทิดส่ง” 

พ่อของฟัก ตัวละครเอกของเรื่อง พบสมทรงเข้าโดยบังเอิญและลงเอยด้วยการได้เสียเป็นเมียผัว ฟักในฐานะลูกเลี้ยงของสมทรงพยายามถามถึงที่มาที่ไปของแม่เลี้ยง 

“ไม่รู้นางมาจากไหนเสียด้วย ถามทีไรตอบแต่กรุงเทพฯ คลองสาน กรุงเทพฯ คลองสาน” 

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : www.thairath.co.th

ทุกวันนี้เราอาจจะนึกถึงคลองสานในภาพของย่านที่ตั้งห้างสรรพสินค้ามหาทุนนิยม ท่าเรือข้ามฟากที่มีของกินของขายหลากหลาย หลายคนนึกถึงโครงการ The Jam Factory ร้านหนังสือ ร้านกาแฟที่สุขสงบ 

แต่เมื่อเอ่ยถึงคลองสานในยุคก่อน คนส่วนใหญ่จะต้องนึกถึงโรงพยาบาลในตำนานอย่างโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ที่มีชื่อลำลองอันติดปากติดหูอย่าง ‘หลังคาแดง’ สถานที่แห่งนี้เป็นโรงพยาบาลจิตเวชแห่งแรกของไทย และได้ชื่อว่าเป็นโรงพยาบาลหลวงลำดับที่ 2 เกิดขึ้นหลักจากโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลหลวงแห่งแรกเพียงไม่กี่ปี จนถึงขวบปีนี้ โรงพยาบาลหลังคาแดงแห่งคลองสานมีอายุถึง 131 ปีแล้ว 

ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงออกหนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต สำหรับเมืองจำลองดุสิตธานี ปกหลังของ ดุสิตสมิต ทุกเล่มมีคำประพันธ์ลงท้ายไว้ว่า

“ชมเราก็แทงคิว

ผิวะฉิวก็ซอร์รี่

แม้แม็ดมิคืนดี

ก็จะเชิญ ณ คลองสาน ฯ”

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า

บทกวีดังกล่าวบอกเป้าประสงค์ของหนังสือพิมพ์ที่จะลงบทความวิพากษ์วิจารณ์ผสมผสานการแซวบุคคลในราชสำนัก และเหน็บแนมว่าหากผู้ใดคิดเป็นจริงเป็นจังกับคำล้อเลียนนั้นถึงขั้น ‘แม็ด’ (Mad) ก็จะขอเชิญไป ‘คลองสาน’ ที่ตั้งของโรงพยาบาลหลังคาแดง ที่ในขณะนั้นมีชื่อเรียกว่าโรงพยาบาลคนเสียจริต แสดงถึงกิตติศัพท์อันเลื่องลือของสถานที่แห่งนี้

การตีตราของสังคมที่มีต่พฤติกรรมอันแตกต่าง ซ้อนประสานกับเรื่องเล่าลึกลับที่ระคนไปด้วยความไม่รู้พอๆ กับความอยากรู้อยากเห็น ทำให้ภาพของคลองสานและหลังคาแดงแปดเปื้อนไปด้วยอคติเสมอมา ภาพความคลุมเครือของสถานที่แห่งนี้แจ่มแจ้งขึ้นมาหน่อยในนิทรรศการ ‘ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา’ ที่จัดขึ้น ณ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร (BACC) เราได้เห็นแวบหนึ่งของสถานที่ที่ผู้คนเรียกว่าโรงพยาบาลบ้าและเหล่า ‘คนบ้า’ ในหลืบมุมหนึ่งของกาลเวลา

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : หนังสือ ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ เล่ม 2

ย้อนกลับไปพิจารณา ความบ้า ความเสียสติ ความวิกลจริต ความผิดปกติทางจิต หรือเราจะเรียกว่าอะไรก็ตามแต่ เราพบว่าอาการเหล่านี้มีเส้นทางอันยาวนาน และเหมือนจะอยู่คู่กับสังคมโลกมาตั้งแต่การกำเนิดขึ้นของมนุษยชาติ 

เรื่องราวของความบ้าปรากฏอยู่ในทุกอารยธรรม ในเบื้องแรกความเบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานเหล่านี้มักถูกเชื่อมโยงเข้ากับศาสนาหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ มนุษย์ยุคแรกเชื่อว่าเป็นการดลบันดาลของสิ่งที่มองไม่เห็น ผู้ที่ถูกมองว่าบ้าอาจมีฐานะเป็นทั้งผู้วิเศษที่ติดต่อกับสิ่งลี้ลับได้ ในขณะเดียวกับคนบ้าบางคนก็ถูกมองว่าเป็นปีศาจร้ายที่ถูกวิญญาณชั่วสิงสู่ 

ร่องรอยของความพยายามที่รักษาความวิกลจริตปรากฏขึ้นตั้งแต่ 10,000 ปีที่แล้ว นักโบราณคดีค้นพบข้อเท็จจริงที่น่าสะพรึงกลัวว่า หัวกะโหลกจำนวนหนึ่งของมนุษย์โบราณที่พบในหลายภูมิภาคของโลก ต่างมีร่องรอยการเจาะรูบนกะโหลก สันนิษฐานกันว่าเป็นหลักฐานของการรักษาสุดสยองที่เรียกว่า Trepanning ที่มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ทำเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยอันรวมถึงอาการผีเข้าหรือความวิกลจริต โดยการใช้ของแข็งเจาะลงไปในกะโหลก ด้วยความเชื่อว่าเป็นการปลดปล่อยความกดดันหรือความชั่วร้าย 

หลายคนยังมีชีวิตต่อไปได้หลังจากการรักษานี้ และแน่นอนว่าผู้ป่วยจำนวนมากก็เสียชีวิตจากการรักษาวิธีนี้เช่นกัน เศษกะโหลกที่ได้จากการเจาะจะเก็บไว้ใช้เป็นเครื่องราง หัวกะโหลกที่ถูกเจาะนี้ค้นพบในประเทศไทยด้วยที่แหล่งโบราณคดีบ้านธาตุ อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ไม่น่าเชื่อว่าวิธีการรักษานี้ใช้กันมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : images.immediate.co.uk
ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
รายละเอียดจากภาพเขียน The Extraction of the Stone of Madness โดย Hieronymus Bosch แสดงให้เห็นถึงวิธีการรักษาด้วยการเจาะกะโหลก
ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/Trepanning

ในยุครุ่งเรืองของกรีกโบราณ ฮิปโปเครตีส (Hippocrates) นายแพทย์ชาวกรีกผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งการแพทย์ตะวันตก ตีความสาเหตุอาการทางจิตเวชต่างออกไป ฮิปโปเครตีสเสนอว่าความบ้าเป็นโรคภัยไข้เจ็บอย่างหนึ่ง ไม่ต่างไปจากโรคทางกายอื่นๆ ที่เกิดจากความไม่สมดุลของของเหลวในร่างกาย 

ของเหลว 4 ประการนี้ ได้แก่ เลือด น้ำดีดำ น้ำดีเหลือง และเสมหะ อันเป็นสิ่งที่บ่งถึงความร้อน ความเย็น ความชื้น และความแห้งในร่างกายมนุษย์ 

อย่างไรก็ดี การรักษาอาการเหล่านี้ยังเป็นการรักษาเชิงจิตวิญญาณ ผู้ป่วยต้องทำพิธีชำระร่างกายจิตใจในเทวสถาน และเข้าไปนอนในทางเดินใต้ดินของสถานที่นั้น เชื่อกันว่าเมื่อผู้ป่วยหลับ แอสคลีเพียส (Asklepois) เทพเจ้าแห่งการแพทย์จะมาปรากฏในฝันในรูปแบบของบุรุษ เด็ก งู หรือสุนัข มาสัมผัสผู้ป่วย และผู้ป่วยก็จะหายจากอาการคลุ้มคลั่งด้วยสัมผัสนั้น

วิธีการรักษาที่แพร่หลายอีกวิธีหนึ่งคือการกรอกเลือด (Bloodletting) ที่เริ่มมีใช้ตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ ด้วยแนวคิดคล้ายๆ กันที่ว่าโรคภัยต่างๆ รวมถึงโรคจิตเวช เกิดจากเลือดเสียคั่งค้างอยู่ในร่างกาย การถ่ายเลือดเสียออกจากร่างกายจะทำให้อาการดีขึ้น 

ชาวต่างชาติที่เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาได้บันทึกว่า ในกรุงศรีฯ ก็มีการรักษาโดยการใช้ปลิงดูดเลือดผู้ป่วยออกด้วย สุนทรภู่ก็เคยกล่าวถึงวิธีการรักษาแบบนี้ไว้ใน นิราศพระประธม ในท่อนที่ว่า

“ถึงบางกอกกรอกเลือดให้เหือดโรค แต่ความโศกจะกรอกออกที่ไหน”

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : www.castlesandmanorhouses.com
ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : www.researchgate.net

 การกรอกเลือดเป็นวิธีการรักษาที่เป็นที่นิยมทั่วไปจนมาเสื่อมความนิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ศาสตราจารย์นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว ผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาของจิตเวชศาสตร์ไทย ได้เล่าเรื่องวิธีการกรอกเลือดรักษาในโลกตะวันตกสมัยก่อนว่า

“ถ้าผู้ป่วยหนุ่มแน่น ให้กรอกเลือดออกขยาดเก้าออนซ์ สามครั้ง โดยมีระยะห่างสามวัน จะช่วยลดความเพ้อคลั่งได้ ถ้ายังไม่หายให้จองจำ ล่ามโซ่ หรือชกต่อยกันหนักๆ ต่อไป”

บรรยากาศความหดหู่ของการรักษาดังกล่าวพาเราย้อนกลับไปยังกำเนิดของโรงพยาบาลจิตเวชในโลกตะวันตก ที่มีวิวัฒนาการมาจากอาศรมวิกลจริต (Lunatic Asylum) ราวคริสต์ศตวรรษที่ 15 โรงพยาบาลนักบุญแมรีเบธเลเฮม (St Mary Bethlehem Hospital – ปัจจุบันใช้ชื่อว่า Bethlem Royal Hospital) ในมหานครลอนดอน ซึ่งแต่เดิมเป็นสถาพยาบาลและที่พำนักของผู้ยากไร้ได้กลายเป็นที่พำนักกักกันของผู้คนที่สังคมมองว่าบ้า ชื่อเล่นของโรงพยาบาลอย่าง Bedlam กลายเป็นชื่อเรียก ‘โรงพยาบาลบ้า’ โดยทั่วไป และยังกลายเป็นศัพท์ที่แปลว่าภาพอันโกลาหลอลหม่าน 

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
โรงพยาบาล St Mary Bethlehem
ภาพ : en.wikipedia.org

สถานพำนักกึ่งกักกันรูปแบบนี้เกิดขึ้นตามเมืองใหญ่ทั่วยุโรป มีลักษณะคล้ายกันคือกระเดียดไปทางคุกมากกว่าสถานพยาบาล มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) ปราชญ์ชาวฝรั่งเศสคนสำคัญ วิเคราะห์ศึกษาความบ้าในแง่ปรากฏการณ์ทางสังคม ฟูโกต์อธิบายว่า เมื่อยุโรปเข้าสู่ยุคเรืองปัญญา (Age of Enlightenment) ราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 สังคมเชื่อมั่นและให้ความสำคัญยิ่งในเหตุผลและความสามารถของมนุษย์ ที่จะบรรลุสัจธรรมอันสูงสุดเพื่อนำโลกเข้าสู่ยุคสมัยใหม่

ความวิกลจริตที่เคยเชื่อมโยงกับเรื่องเชิงจิตวิญญาณถูกมองอย่างวิทยาศาสตร์ ให้กลายเป็นโรคทางการแพทย์อย่างสิ้นเชิง จิตเวชศาสตร์ (Psychiatry) จึงกำเนิดขึ้นในยุคนี้ คนบ้าซึ่งอยู่ด้านตรงข้ามกับคนมีเหตุผลจึงสมควรถูกแยกออกไปจากสังคม ไม่ให้มาขัดขวางการดำเนินไปของยุคแห่งเหตุผล มิใช่เพียงผู้มีอาการทางประสาทอย่างเดียวเท่านั้นที่ถูกกักขัง ผู้ประพฤติผิดจารีตศีลธรรม คนไร้บ้าน คนเกียจคร้านไร้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และอาชญากรถูกจองจำไร้อิสระ

ภาพในอาคารทึบทึมแยกส่วนออกไปจากสังคมของผู้เจริญ ที่ Bedlam คนไข้อาการรุนแรงจะถูกขังไว้ในห้องมืดๆ เช่นในกรณีของผู้ป่วยชายนาม วิลเลียม นอร์ริส (William Norris) ที่ถูกแยกขังเดี่ยวและพันธนาการไว้ด้วยเครื่องกักขังเหล็กเป็นเวลากว่า 10 ปี ส่วนคนไข้ที่มีอาการสงบจะถูกบังคับให้ออกไปรับบริจาคตามท้องถนน

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
วิลเลียม นอร์ริส ผู้ถูกกักขังที่ Bedlam กว่า 10 ปี
ภาพ : Wellcome Collection

เมื่อความกระหายใคร่รู้ใน Bedlam เพิ่มมากขึ้น ทางโรงพยาบาลจึงสนองความต้องการของชาวลอนดอนโดยการเปิดให้บุคคลภายนอกได้เข้ามาชมคนไข้ ไม่ต่างอะไรกับการไปชมสวนสัตว์ โดยเก็บค่าเข้าชม 1 เพนนี 

ในทศวรรษ 1750 โรงพยาบาล Bedlam มีผู้เข้าชมมากกว่าหมื่นคนต่อปี กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ 2 ของชาวลอนดอน เป็นรองแค่เพียงมหาวิหารนักบุญพอล (St Paul’s Cathedral) เท่านั้น 

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพพิมพ์โดย William Hogarth แสดงบรรยากาศความโกลาหลในโรงพยาบาล Bedlam 
ภาพ : en.wikipedia.org

กระทั่งปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ผู้คนเริ่มตั้งคำถามถึงวิธีการปฏิบัติต่อคนเหล่านี้ โดยทางฝั่งฝรั่งเศส นายแพทย์ฟิลิป พิเนล (Philippe Pinel) เป็นหัวหอกในการปฏิวัติครั้งนี้ เขามองกว่ากักขังทารุณคนไข้และปฏิบัติกับคนเหล่านั้นเยี่ยงสัตว์เป็นวิธีการที่แสนจะไร้มนุษยธรรม ฟิเนลสั่งปลดโซ่ตรวนในสถานกักกันท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คนในสังคม ฟิเนลพิสูจน์ให้เห็นว่าอิสรภาพ แสงสว่าง และความเมตตา ทำให้ผู้ป่วยจิตเวชมีอาการดีขึ้นได้

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า

ประจวบกับฝั่งอังกฤษ มีกษัตริย์นามว่าพระเจ้าจอร์จที่ 3 (George III) ทรงประสบภาวะสติวิปลาสในปั้นปลายพระชนม์ชีพ เมื่อพระชนมพรรษา 50 ทรงสูญเสียความเข้าใจในเหตุผล พระเนตรมืดบอดลง และเริ่มสูญเสียความทรงจำ พระองค์ทรงได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับคนป่วยทั่วไปในสมัยนั้น คือถูกล่ามไว้ในที่กักขังในปราสาทวินด์เซอร์ 

มีบันทึกว่าในวันคริสตมาส ค.ศ. 1819 พระองค์ตรัสไม่เป็นภาษานานติดต่อกันถึง 58 ชั่วโมง หลังจากทุกข์ทรมานจากความวิกลจริตถึง 10 ปี ก็สวรรคต สภาวะที่น่าสมเพชเวทนาของกษัตริย์ทำให้ผู้แวดล้อมพระองค์ตลอดจนประชาชนทั่วไปมองเห็นความโหดร้าย และเริ่มปรับปรุงการดูแลแบบการกักกันให้กลายเป็นการรักษาที่มีมนุษยธรรมในที่สุด

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
พระเจ้าจอร์จที่ 3 เมื่อแรกขึ้นครองราชย์ ภาพเขียนโดย Allan Ramsay ค.ศ. 1762
ภาพ : en.wikipedia.org
ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
พระเจ้าจอร์จที่ 3 ในบั้นปลายพระชนมชีพ ภาพพิมพ์โดย Henry Meyer
ภาพ : en.wikipedia.org

 อ้อมโลกกันมานาน ถึงเวลากลับมาสำรวจความวิกลจริตในสยามประเทศกันบ้าง ในพงศาวดารสยามมีการกล่าวถึงเจ้านายหลายพระองค์ที่มีพระอาการสติวิปลาส เช่นในกรณีระดับตำนานอย่างสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จารึกตำรายาที่วัดราชโอรสารามในรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ก็กล่าวถึงอาการป่วยอย่างหนึ่งที่แพทย์แผนปัจจุบันอาจมองว่าเป็นอาการทางจิตเวชไว้ว่า 

“อันว่าลมหทัยวาตกำเริบนั้น คือพัดดวงหทัยให้ระส่ำรสาย คลุ้มดีคลุ้มร้าย แลมักขึ้นโกรธให้หิวโหยหาแรงมิได้”

ต่อมาในสมัยต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงออกประกาศเรื่องมิให้ละทิ้งคนเสียจริต (คำว่า ‘จริต’ นอกจากจะมีความหมายว่ากิริยาอาการ ยังมีความหมายว่าความประพฤติปกติ ‘เสียจริต’ จึงอาจหมายถึงภาวะที่คนเราเสียความเป็นปกติไป) 

ประกาศฉบับนี้มีเนื้อความส่วนหนึ่งว่า 

“ถ้าญาติพี่น้องบุตรหลานบ่าวทาสของผู้ใด แลลูกวัดคฤหัสถ์สามเณรศิษย์ของพระองค์ไร เสียจริตเปนบ้าคลุ้มคลั่งฤๅคลุ้มดีคลุ้มร้ายเปนคราวๆ มีอยู่ ก็ให้ผู้นั้นเอาใจใส่รักษาพยาบาลกักขังระวังให้แน่นหนามั่นคง อย่าปล่อยให้เที่ยวไปมาตามลำพังได้” 

นี่ก็คล้ายกับแนวคิดเรื่องการกักขังคนวิกลจริตไว้ไม่ให้ออกมาปะปนในสังคมของผู้เจริญ อย่างที่ชาวตะวันตกเชื่อกันมาแต่ก่อน

 ความรู้เรื่องโรงพยาบาลจิตเวชเผยแพร่สู่สาธารณชนสยามครั้งแรกโดยมิชชันนารีคนสำคัญอย่างหมอบรัดเลย์ในหนังสือพิมพ์ บางกอกรีคอร์เดอร์ เมื่อ พ.ศ. 2409 ในเนื้อหาที่ว่า 

“ในประเทศยุโรปนั้น ถ้าเป็นบ้าแล้วจะมีธรรมเนียมให้กักขังรักษาไว้แต่โดยดี แลให้บำรุงใจคอสบายชื่นมื่นอย่าให้คนบ้าลำบาก คนบ้าก็กลับหายจากบ้าโดยมาก อันจะปล่อยคนบ้าไว้แต่ลำพังนั้น ก็มังจะเกิดความวุ่นๆ วายๆ บางทีคนบ้าไปเที่ยวทิ่มแทงฆ่าฟันคน ทิ้งไฟเผาเย่าเรือน กระทำให้บ้านเมืองเปนอันตรายต่างๆ จะไว้ใจคนบ้านั้นมิได้ จึ่งมีธรรมเนียมในประเทศยุโรปแลอเมริกา เมื่อเหนผู้ใดเปนบ้าแน่แล้ว ก็เอาตัวไปไว้ที่หัศปิตัล แปลเปนไทยว่าที่รักษาโรคต่างๆ” 

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : หนังสือ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา 5 แผ่นดิน

คำทับศัพท์ที่สะกดอย่างหรูว่า ‘หัศปิตัล’ ทำให้เห็นว่าคำว่า ‘โรงพยาบาล’ ยังไม่เป็นที่รู้จักในสมัยนั้น

ต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ยุวกษัตริย์พระชนมพรรษา 17 พรรษาเสด็จฯ ประพาสสิงคโปร์และหัวเมืองมลายู เป็นการเสด็จฯ ต่างประเทศครั้งแรก ได้ทรงเยือนสถานที่น่าสนใจอย่างมิวเซียม โรงกลั่นน้ำโซดา โรงโอเปรา สวนพฤกษศาสตร์ คุกขังนักโทษ รวมไปถึงโรงพยาบาลคนเสียจริตด้วย 

หลักจากนั้นเกือบ 20 ปี โรงพยาบาลคนเสียจริตแห่งแรกของไทยก็ตั้งขึ้นที่คลองสาน เมื่อ พ.ศ. 2432 ที่ตั้งแรกสุดอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยดัดแปลงบ้านเก๋งจีนของ พระยาภักดีภัทรากร (เกงซัว ภัทรนาวิก) ให้กลายเป็นโรงพยาบาล

เมื่อแรกตั้งโรงพยาบาลมีผู้ป่วยเพียง 30 คนเท่านั้น แต่เพียงในปีแรกของการทำการก็มีคนไข้มารักษาถึง 820 คน จากบันทึกของโรงพยาบาลจนถึง พ.ศ. 2447 พบว่าเพียง 17 ปีแรกของการก่อตั้ง มีคนเสียจริตเข้ามารักษาเป็นจำนวนถึง 19,576 ราย ประกอบไปด้วยคนทุกชนชั้น ตั้งแต่ราษฎรไปจนถึงเจ้านาย ด้วยมีรายชื่อคนไข้คือ หม่อมเจ้าสุวรรณ ใน กรมหมื่นพิศาลบวรศักดิ์ เข้ามารักษาในโรงพยาบาลคนเสียจริตเป็นเวลาหลายเดือนด้วย

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพจำลองบ้านพระยาภักดีภัทรกร (เจ้าสัวเกงซัว) ที่ใช้เป็นโรงพยาบาลคนเสียจริตแห่งแรก จินตนาการขึ้นจากแผนผังและข้มูลวิจัย 
ภาพ : หนังสือ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา 5 แผ่นดิน

หลวงวิเชียรแพทยาคม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนเสียจริต เล่าถึงบรรยากาศในโรงพยาบาลเมื่อท่านยังเด็กไว้ว่า 

“ขอสารภาพว่าไปรู้จักด้วยความซน คือไปขึ้นต้นหว้าหลังโรงพยาบาลดูคนไข้แก้ผ้าเปลือยกายนอนตากแดด ดูเขามัดล่ามโซ่ติดกับเสา ติดกับลูกกรงเหล็ก ไปฟังคนไข้ด่า ร้องเพลงหยาบๆ คายๆ ซึ่งสนุกไปตามภาษาเด็ก” 

ทำให้เราพอจะเห็นความเป็นไปของสถานที่แห่งนี้ ใน พ.ศ. 2453 นายแพทย์ไฮเอ็ต (Dr.H Campbell Highet) เจ้ากรมสุขาภิบาล เขียนรายงานการตรวจโรงพยาบาลคนเสียจริตความว่า 

“ในจำนวนคนไข้ทั้งหมดเปนชาย 264 หญิง 32 มีอาการคลั่งร้ายแรงอาจทำอันตรายได้ถึง 54 คน ต้องแยกขังไว้ต่างหาก แต่ห้องแยกมีน้อย จึงต้องขังรวมคนอื่นซึ่งยัดเยียดทำร้ายกันเสมอ มีหลายคนนำมาล่ามโซ่ไว้กับพื้นกระดานเช่นเดียวกับสัตว์ที่ดุร้าย ห้องหลายห้องชำรุดและรักษาความสะอาดไม่ได้จนมีผู้ป่วยเป็นโรคลำไส้มาก โรงพยาบาลนี้ชำรุดน่าอับอายอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าเองไม่สามารถสรรหาคำพูดที่แรงพอเพื่อแสดงว่าอับอายและขยะแขยงเพียงใด”

ด้วยความแออัดและความชำรุดทรุดโทรมที่ไม่อาจฟื้นฟูขึ้นได้ โรงพยาบาลคนเสียจริตได้ย้ายขยับขยายมาตั้งยังสถานที่ที่เป็นโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาในปัจจุบันเมื่อต้นรัชสมัยรัชกาลที่ 6 และสถานที่นี่เองที่ปรากฏในฟิล์มกระจกหลายภาพ ตำนานหลังคาแดงเกิดขึ้นในยุคนี้ดังที่หลวงวิเชียรแพทยาคมอธิบายว่าเป็รความคิดของ นายแพทย์คาธิวส์ (Dr.M Cathews) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนเสียจริตคนแรก 

“สังกะสีที่มุงหลังคา หมอได้สั่งสีแดงจากห้างๆ หนึ่งเป็นสีค้างสตอกคงหลายปีมาแล้วจนสีนั้นแห้งแต่คุณภาพยังดี แต่ซื้อได้อย่างราคาถูกมาก แล้วก็ซื้อน้ำมันผสมสีมาผสมใช้ทาหลังคาเพื่อกันสังกะสีจะเกิดสนิมเท่านั้น แต่ได้บอกไว้แล้วว่าโรงเรือนในโรงพยาบาลนี้มีมากหลัง เมื่อลงสีแดงทั่วหมดเมื่อใครผ่านหรือเข้าไปในโรงพยาบาลก็จะเห็นเป็นสีแดงไปหมดทั้งโรงพยาบาล เพราะโรงเรือนเหล่านี้เป็นอาคารเตี้ยๆ ก็มองเห็นใกล้ตาคนพบเห็นได้ถนัน แต่เรื่องนี้ชาวต่างประเทศมาพบเห็นกลับชมว่าสวยดี เพราะโรงพยาบาลเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียว เมื่อตัดกับหลังคาสีแดงจะเห็นเด่นงามดี” 

หมอคาธิวส์ยังเป็นผู้ดำริให้ปลูกต้นไม้ใหญ่หลากชนิดให้รื่นครึ้มทั่วบริเวณโรงพยาบาล ด้วยความคิดที่ว่าธรรมชาติจะช่วยบำบัดผู้ป่วยด้วยอีกทาง ต้นไม้พันธุ์แปลกหลายชนิดปลูกอยู่ที่นี่เป็นที่แรก จนเจ้านายและคหบดีผู้เป็นนักเลงต้นไม้สมัยนั้นต้องมาดูต้นไม้ใหญ่ที่สวยและแปลกที่โรงพยาบาลแห่งนี้

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : หนังสือ ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ เล่ม 2

จากภาพฟิล์มกระจก เราจะเห็นคลองเล็กที่เป็นเส้นทางสัญจรมายังโรงพยาบาลในสมัยนั้น แลเห็นสิงโตจีนที่นอกจากจะใช้เป็นหลักผูกเรือแล้ว ยังมีเรื่องเล่าว่าญาติและผู้ป่วยมักจะกราบไหว้สิงโตและบนบานให้หายโรค ในภาพอื่นเราจะเห็นผู้ป่วยชายหญิงในชุดเครื่องแบบ ที่ตรงกับบันทึกของโรงพยาบาลสมัยนั้นที่ว่า ผู้ป่วยหญิงจะสวมเสื้อคอกลมสีขาว นุ่งโจงกระเบนสีน้ำเงินหรือผ้าถุงสีกรมท่า ส่วนผู้ป่วยชายแต่งชุดกากี หรือเสื้อขาวกับกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน ถ้าสติดีจะนุ่งกางเกงจีนขายาวสีดำ 

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : หนังสือ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา 5 แผ่นดิน

การรักษาดูแลผู้ป่วยของโรงพยาบาลคนเสียจริตเจริญก้าวหน้าไปพร้อมกับมุมมองและเทคโนโลยีทางการจิตเวชศาสตร์สากล ใน พ.ศ. 2475 โรคพยาบาลคนเสียจริตเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลโรคจิตต์ ธนบุรี เพื่อลดการตีตราของสังคม และเมื่อผู้คนตีตราให้กับคำว่า ‘โรคจิต’ อีก สถานที่นี่จึงเปลี่ยนชื่ออีกครั้ง เป็นโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาตามชื่อของถนนที่ตั้ง ปัจจุบันมีชื่ออย่างเป็นทางการว่าสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ตั้งอยู่ ณ สถานที่เดิมที่ผู้คนเคยแลเห็นหลังคาสีแดงและเลื่องลือกันไปต่างๆ นานามิรู้จบ

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : หนังสือ ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ เล่ม 2

Writer

Avatar

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load