“สาธุ โข สิปฺปกํ นาม อปิ ยาทิสกีทิสํ
ขึ้นชื่อว่าศิลปะ ไม่ว่าอย่างใดๆ ก็ยังประโยชน์ทั้งสิ้น”

หากใครสักคนพูดคำว่าศิลปะรัตนโกสินทร์ขึ้นมากลางวงหลายคนคงจะเบือนหน้าหนี เพราะอุโบสถวิหารหรือระบำรำฟ้อนมิได้อยู่ในปริมณฑลความสนใจของเขา แน่นอนว่านั่นมิใช่เป็นความผิดของเขาเลย ปัญหาอาจจะอยู่ที่คำว่าศิลปะโดยเฉพาะศิลปะแบบไทยๆ ที่ถูกเน้นย้ำซ้ำเติมด้วยข้อมูลชุดเดิมๆ ผ่านมุมมองแบบเดิมๆ หลายครั้งที่เราได้ดู ได้ฟัง และถูกทำให้ต้องรู้สึกว่าภาคภูมิใจ กี่ครั้งกันที่สิ่งเหล่านั้นประทับลงในไปใจเราจริงๆ

บทความนี้จึงอยากหยิบของเก่าๆ ขึ้นมาใคร่ครวญด้วยมุมมองที่แตกต่างบ้าง เมื่อไปเจอภาพเก่าภาพนี้เข้า ผู้ได้แรงบันดาลใจจากตาลปัตรศาสนวัตถุที่ดูไกลตัว นอกเหนือไปจากแง่มุมทางศาสนาแล้ว ตาลปัตรอาจจะน่าสนใจขึ้นมาบ้างเมื่อเราลองพินิจด้วยมุมของการออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการออกแบบกราฟิก

 พระธรรมดิลก (อิ่ม จนฺทสิริ) วัดราชบูรณะ

พระธรรมดิลก (อิ่น จนนสิริ) วัดราชบุรณะ กับตาลปัตรมากมายที่ได้รับพระราชทาน (ภาพนี้และภาพทั้งหมดในบทความนี้เป็นภาพจากหนังสือ ตาลปัตรพัดยศ ศิลปบนศาสนวัตุ
โดย ณัฏฐภัทร จันทวิช สำนักพิมพ์ริเวอร์บุ๊ค)

 

Paul Rand Graphic Designer ผู้ยิ่งใหญ่ให้นิยามของ Graphic Design ไว้ว่าเป็น ‘การดึงรูปแบบและเนื้อหาออกมารวมกันเราอาจอธิบายในความหมายกว้างๆ อย่างเป็นหลักการหน่อยๆ ได้ว่า Graphic Design คือกระบวนการแก้ปัญหาหรือออกแบบการสื่อสารด้วยภาพ (Visual Communication) โดยใช้การออกแบบจัดวางตัวอักษร (Typography) ภาพถ่าย ภาพประกอบ หรือองค์ประกอบสร้างสรรค์อื่นๆ เข้ามาประกอบ ผลผลิตของ Graphic Design คือภาพที่เป็นตัวแทนของความคิด สามารถส่งสารไปถึงผู้ชมได้

เมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์ศิลป์ในประเทศไทยเรามักนึกถึงจิตรกรรม ประติมากรรม หรือสถาปัตยกรรมงานด้านการออกแบบกราฟิก แม้ไม่ได้ถูกจัดเป็นหัวข้อใหญ่ แต่ก็กล่าวได้ว่าสอดแทรกอยู่ในแขนงศิลปกรรมต่างๆ การออกแบบกราฟิกอย่างการออกแบบลายบนตาลปัตรที่กล่าวถึงในบทความนี้ ต้องอาศัยทั้งความรอบรู้ทางศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมพิธี ความรู้เรื่องเทคนิคทางช่างฝีมือและต้องควบคุมการทำงานของช่างหลากแขนง อีกทั้งยังต้องมีจริตริเริ่มสร้างสรรค์ กล่าวคือต้องหาสมดุลของการสืบขนบเพื่อคงไว้ซึ่งประเพณีดั้งเดิม กับการหาญกล้าที่จะแหวกขนบเพื่อสร้างสิ่งใหม่ไปพร้อมกัน ก่อนจะกลับตาลปัตร เราควรทำความรู้จักกับวัตถุชิ้นนี้กันก่อนสักเล็กน้อย

จิตรกรรมฝาผนังวัดมหาสมณาราม

จิตรกรรมฝาผนังวัดมหาสมณาราม ฝีมือขรัวอินโข่ง แสดงภาพพระสงฆ์ถือตาลปัตร

 

ย้อนกลับไปสู่ยุคพุทธกาล ด้วยความที่เป็นเมืองร้อนสิ่งประดิษฐ์อย่างพัดจึงนับเป็นเครื่องใช้คู่กายอย่างหนึ่งของชาวชมพูทวีป เพราะสามารถใช้ทั้งพัดคลายร้อนและใช้บังแดดบังฝน ในสมัยนั้นพัดมักทำจากใบตาล คำว่า ‘ตาลปัตร’ จึงมีที่มาจากศัพท์บาลีว่า ‘ตาลปตฺต’ ที่แปลว่า ‘ใบตาล’ นั่นเอง เชื่อกันว่าพระสงฆ์ในสมัยนั้นก็มีพัดใบตาลไว้ใช้ด้วย ตาลปัตรจึงกลายเป็นของติดกายพระภิกษุ

เมื่อพุทธบัญญัติไม่อนุญาตให้พระรับผ้านุ่งห่มโดยตรงจากฆราวาส แต่ให้พระภิกษุแสวงหาผ้าที่ไม่มีผู้ใดปรารถนาแล้วมาใช้ด้วยเหตุนี้สงฆ์ทั้งหลายจึงต้องไปเก็บจากผ้ากองขยะหรือผ้าห่อศพจากป่าช้ามาทำความสะอาดแล้วเก็บไว้ใช้ (ผ้าเหล่านั้นส่วนใหญ่จะสกปรก จึงเป็นที่มาของคำว่า บังสุกุล ที่มาจากภาษาบาลี แปลว่า ผ้าเปื้อนฝุ่น) ในตอนที่ต้องไปเก็บผ้านี่เองที่พระสงฆ์จะนำพัดใบตาลมาบังจมูกเพื่อป้องกันกลิ่น กล่าวกันว่านี่เป็นต้นกำเนิดของประเพณีที่พระสงฆ์จะถือตาลปัตรไปในพิธีต่างๆ โดยเฉพาะพิธีปลงศพ

ธรรมเนียมการถือพัดใบตาลเผยแพร่มายังกรุงสุโขทัยด้วย เมื่อเวลาผ่านไปพัดใบตาลก็กลายเป็นของบ้านๆ เพราะหาและทำได้ง่าย ดูไม่แพง ไม่คู่ควร กับนักบวชที่มีสถานะสูงส่ง พุทธศาสนิกชนจึงเสาะหาของสวยของงามอย่างผ้าหายาก ขนนก หรือเพชรพลอย มาประดิดประดอยเป็นพัดที่สวยงามแล้วนำไปถวายพระ โดยเฉพาะพระที่มีฐานานุศักดิ์สูงยิ่งต้องสรรค์สร้างให้วิจิตรพิสดารยิ่งขึ้น เกิดเป็นธรรมเนียมที่พระมหากษัตริย์จะพระราชทานพัดที่ประดิษฐ์ขึ้นเป็นพิเศษแด่พระสงฆ์ตามลำดับชั้นยศพัดนี้จึงกลายเป็นตาลปัตรอันเป็นทางการที่เรียกว่า พัดยศ

จิตรกรรมฝาผนังวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม

จิตรกรรมฝาผนังวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม แสดงภาพพระภิกษุถือพัดยศ

 

หม่อมเจ้าดวงจิตร จิตรพงศ์ บันทึกไว้ว่าหากพระสงฆ์ได้รับนิมนต์เข้าไปเทศถวายในการพระราชพิธี มีธรรมเนียมราชสำนักห้ามมิให้พระสงฆ์นำพัดยศขึ้นไปใช้บนธรรมมาสน์ เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเล่ากันว่าในสมัยโบราณหากพระคิดประทุษร้ายต่อองค์ประมุขก็อาจใช้พัดเป็นอาวุธได้ เพราะพัดยศนั้นเป็นของที่มีปลายแหลมและมีน้ำหนักมาก สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์อธิบายเรื่องนี้ว่าว่ากันว่ากลัวพระจะคิดกบฏ เข้าใจว่าที่จริงพัดแฉก (หมายถึงพัดยศ) หนักมาก ทั้งใหญ่ ยาว แหลม เกะกะ การขึ้นไปถวายเทศน์นั้นธรรมาสน์ก็สูง ต้องปีนป่ายลำบาก อาจจะเกิดอันตรายขึ้นได้

นอกเหนือไปจากจากพัดที่แสดงชั้นยศแล้ว ในสมัยรัชกาลที่ 4 ปรากฏหลักฐานว่าพระสงฆ์นิยมถือพัดงองุ้มด้ามยาวรูปร่างคล้ายจวักตักแกง ร้อนไปถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยไม่โปรดพัดรูปแบบนี้ ทรงออกประกาศแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันว่า “(พัดที่นิยมกัน) ดูรูปร่างเห็นบัดสี ใครคิดอ่านทำขึ้นเมื่อไรให้เปนรูปอย่างนี้ ผู้นั้นจะไม่ได้พิจารณาให้ลเอียดเลยใช้ไปไม่มีสตินึกได้บ้างเลยว่า รูปร่างไม่ดีไม่เปนมงคลเลย เอามาถือบังหน้าตาครอบหัวครอบหูอย่างไรมิรู้อยู่ น่ารำคาญใจจึงทรงกะเกณฑ์รูปแบบของพัดที่พระสงฆ์ถือให้กลับไปเป็นรูปทรงดั้งเดิมของพัดใบตาล คือทรงคล้ายวงรีหรือที่เรียกกันว่า หน้านาง (เพราะเป็นทรงคล้ายรูปหน้าคน) ทรงให้เรียกพัดนี้ว่า พัดรอง (คู่กับพัดยศที่เป็นพัดหลัก) และพัดหน้านางได้กลายเป็นรูปแบบมาตรฐานของตาลปัตรจนมาถึงปัจจุบัน

พัด

รูปทรงของพัดที่ในหลวงรัชกาลที่ 4 ไม่โปรด

 

ล่วงมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 งานพิธีต่างๆ ในราชสำนัก ทั้งงานมงคล อวมงคล นิยมถวายพัดรองแด่พระสงฆ์เพื่อเป็นที่ระลึกในวาระต่างๆ ภายในกรอบรูปทรงหน้านางจึงกลายเป็นพื้นที่เล่าเรื่องของวาระนั้นๆ Jaques Darrida นักปรัชญาคนสำคัญ ให้แนวคิดเกี่ยวกับกรอบรูปไ้ว้ว่ากรอบเป็นโครงสร้างที่อยู่ระหว่างการมีตัวตนและไม่มีตัวตน โดยกรอบจะส่งเสริมสิ่งที่อยู่ภายใน คล้ายกับว่าเป็นการกำหนดโฟกัสของผู้ชมที่มีต่อวัตถุนั้นๆ แนวคิดเรื่องกรอบสอดคล้องกับจุดประสงค์แต่เดิมอีกอย่างหนึ่งของตาลปัตร

คือเมื่อพระสงฆ์นำตาลปัตรขึ้นมาถือทำให้พระมองไม่เห็นฆราวาส และฆราวาสก็มองไม่เห็นพระ พระสงฆ์ก็สามารถโฟกัสไปที่ธรรมที่แสดงได้มากขึ้น ในขณะที่โฟกัสของฆราวาสก็ถูกดึงจากตัวพระมาอยู่ที่ตาลปัตรแทน เมื่อมีรูปมีลวดลายขึ้นมา จึงเกิดเป็นการสื่อสารด้วยภาพ (Visual Communication) ตาลปัตรจึงมีบทบาทในการเล่าเรื่องของเรื่องของเจ้าภาพในวาระนั้นๆ อย่างสั้นๆ (Short Narrative) เป็นการสื่อสารในลักษณะเดียวกันกับการที่เรามองเห็นโปสเตอร์แล้วได้รับข้อมูลต่างๆ ในยุคปัจจุบันนั่นเอง

ผู้เขียนเลือกตาลปัตรขึ้นมา 12 เล่ม เพื่อเล่าเรื่องพัฒนาการของการออกแบบตาลปัตรตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

พัดรองที่ระลึกงานเฉลิมพระสุพรรณบัฏ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ยุคลฑิฆัมพร1. ไม่ปรากฏนามผู้ออกแบบ
พัดรองที่ระลึกงานเฉลิมพระสุพรรณบัฏ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ยุคลฑิฆัมพร, 2435 (1892)
ผ้าแพร, ปักไหมและดิ้น, ด้ามไม้

 

พัดรองที่ประดิษฐ์ในสมัยรัชกาลที่ 5 มักใช้ผ้าแพรที่มีสีหรือลวดลายสวยงามป็นพื้นหลัง สร้างเส้นสายและรูปทรงด้วยการปักกันละเอียดยิบด้ามต่อด้าม พัดรองล็อตแรกๆ ในรัชกาลสั่งปักไหมจากจีน ส่วนการปักดิ้นปักเลื่อมนั้นเป็นหน้าที่ของช่างคราฟต์ชาวไทย ซึ่งอวดฝีมือกันสุดฤทธิ์ในการปักให้นูนขึ้นมาเป็นมิติ ช่างปักมักทะเลาะกับช่างเขียนเสมอ เพราะช่างเขียนไม่ชอบให้ปักนูนขึ้นมามากเกินไป เพราะคิดว่าจะทำให้รูปทรงสัดส่วนผิดเพี้ยนไปจากแบบวาดซึ่งเป็นสองมิติ แต่ถ้าว่ากันในทางการออกแบบแล้ว การปักนูนออกจะทำให้เกิดมิติที่น่าสนใจให้กับพื้นผิวผ้าแพรที่ค่อนข้างเรียบ

การจัดองค์ประกอบของพัดด้านบนใช้ความสมมาตรเป็นที่ตั้ง ตำแหน่งตราประจำพระองค์ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ผู้เป็นเจ้าของงานอยู่กึ่งกลางพัด เหมือนกับการวางโลโก้ไว้ตรงกลางแล้วเน้นย้ำความสำคัญด้วยการล้อมกรอบถึง 3 ชั้น ล้อมรอบด้วยสายสร้อยเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นชั้นแรก เถาพรรณพฤกษาเป็นกรอบที่สอง และกรอบสุดท้ายก็คือกรอบของตัวพัด

ด้านหลังของพัดเลือกใช้สีคู่ตรงข้ามกับด้านหน้า จัดวางอักษรกึ่งกลางโดยบรรทัดบนสุดวางล้อไปตามขอบโค้งของพัด ส่วนบรรทัดที่เหลือวางตัวอักษรตามแนวปกติ จุดที่น่าสนใจคือการตวัดเส้นสายที่อ่อนช้อยตกแต่งไปทั่วพัดตามเทรนด์การออกแบบตัวอัักษรในยุคนั้น เรามักเห็นสิ่งพิมพ์ยุควิกตอเรียประกอบตัวอักษรที่รอบล้อมไปด้วยเส้นสายยั้วเยี้ย หรือทางฝั่งอเมริกาก็นิยมการเขียนแบบ Spencerian Script ที่หางของตัวอักษรตวัดฉวัดเฉวียนไปมาออกลีลาเต็มที่

ตัวอักษร

การออกแบบตัวอักษรทางฝั่งยุโรปราวทศวรรษ 1880

 

นอกจากตัวอักษรไทยแล้วองค์ประกอบอื่นๆ ของพัดรองเล่มนี้ล้วนเป็นสไตล์ตะวันตกทั้งหมด เมื่อจัดวางลงบนกรอบของพุทธศาสนวัตถุจึงเกิดเป็นความแตกต่างที่แปลกใหม่บ่งบองคอนเซปต์ของความศิวิไลซ์ในแบบสยาม อันเป็นนโยบายสำคัญด้านศิลปวัฒนธรรมตามแนวพระราชดำริรัชกาลที่ 5

พัดรองที่ระลึกงานพระราชกุศล

2. ไม่ปรากฏนามผู้ออกแบบ
พัดรองที่ระลึกงานพระราชกุศลทรงพระราชทานอุทิศถวายฉลองพระเดชพระคุณในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปิตุลาธิราชและสมเด็จพระไปยิกาธิราช, 2443 (1900)
ผ้าแพร, ภาพถ่าย, ด้ามไม้

มิใช่เพียงการปักเท่านั้นที่ใช้เพื่อสร้างลวดลาย ผู้ออกแบบในสมัยนั้นพยายามนำเทคนิคสร้างสรรค์ต่างๆ อย่างการใช้ภาพถ่ายนำมาติดลงบนพัดรองเพื่อสร้างความแปลกใหม่ ทั้งยังใช้ระบบกริดในการออกแบบที่แตกต่าง วางองค์ประกอบแบบไม่สมมาตรออกมาบ้างเป็นการสร้างผลงานที่สดใหม่

 

พัดรองที่ระลึกในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

3. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
พัดรองที่ระลึกในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, 2453 (1910)
ผ้าแพร, ปักดิ้น

ตลอดรัชสมัยอันยาวนานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์หนึ่งถวายงานด้านงานออกแบบเป็นที่ถูกพระทัยยิ่ง จนในหลวงรัชกาลที่ 5 สรรเสริญไว้ในพระราชหัตถเลขาว่า “ฉันไม่ได้นึกจะยอเลย แต่อดไม่ได้ว่าเธอเป็นผู้นั่งอยู่ในหัวใจฉันเสียแล้วในเรื่องทำดีไซน์เช่นนี้” พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์นั้นคือสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์์ (ผลงานสำคัญของพระองค์ที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดคือพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร นอกจากจะทรงเป็นสถาปนิกแล้วพระองค์ยังทรงเป็นนักออกแบบคนสำคัญด้วย)

เมื่อถึงคราวงานพระบรมศพของในหลวงรัชกาลที่ 5 สมเด็จฯ กรมพระยาฯ สนองพระเดชพระคุณเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการออกแบบพัดรองที่ทั้งทรงพลังทางการสื่อสาร อีกทั้งยังงามลุ่มลึกทั้งทางกราฟิกและทางความหมาย โดยทรงนำอักษรพระปรมาภิไธย จปร. (จุฬาลงกรณ์ปรมราชาธิราช) มาขดกันเป็นให้เป็นรูปพระบรมโกศ ภายใต้พระเกี้ยว ตราประจำพระองค์ที่กลายมาเป็นฝาพระบรมโกศอย่างพอดิบพอดี ชวนให้รำลึกถึงคำว่า ‘พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ’ ที่แสนสะเทือนใจ พื้นหลังใช้ผ้าแพรสีดำเพื่อแสดงความไว้อาลัย คาถาอักษรขอมรายล้อมขอบของพัด บนหน้าพัดใช้เพียงสีทองและสีดำ เป็นการออกแบบที่น้อยแต่มากโดยแท้จริง

พัดพระมหาวชิราวุธ


3. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
พัดพระมหาวชิราวุธ, 2468 (1925)
ผ้าแพร ปักดิ้น โลหะกะไหล่เงิน ด้ามไม้

 

15 ปีถัดมา ในงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 สมเด็จฯ กรมพระยาฯ ทรงเป็นผู้ออกแบบพระเมรุมาศและพัดรองที่ระลึกในงานนี้ โดยทำนมพัด (คำเรียกบริเวณข้อต่อระว่างตัวพัดและด้ามพัด) ด้วยโลหะนูนออกมาเป็นรูปวชิราวุธขนาดใหญ่ ตามพระนามเดิมของในหลวงรัชกาล 6 ที่หมายถึงอาวุธสามง่ามของพระอินทร์ สายฟ้าที่เปล่งออกมาเป็นแทนความหมายของคำว่า วชิระ ที่นอกจากจะแปลว่าเพชรแล้ว ยังแปลว่าสายฟ้าด้วย ลองจิตนาการถึงพระสงฆ์เมื่อถือพัดเล่มนี้ก็จะกลายเป็นเทพเจ้าที่มาร่วมชุมนุมในพิธี น่าจะเป็นภาพที่น่าตื่นตาอยู่ไม่น้อย 

พัดรองที่ระลึกงานศพเจ้าจอมมารดาเที่ยง

4. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
พัดรองที่ระลึกงานศพเจ้าจอมมารดาเที่ยง, 2456 (1913)
ผ้ากำมะหยี่ งานโลหะ ด้ามไม้

 

เมื่อเจ้าของงานมีนามว่าเที่ยงสมเด็จฯ กรมพระยาฯ ทรงถอดออกมาภาพโดยใช้นาฬิกาที่มือเข็มทั้งสองชี้บอกเวลาเที่ยงแถมยังไม่ได้จัดองค์ประกอบไว้ตรงกลาง แต่ลดตำแหน่งลงมาทำให้องค์ประกอบแปลกตามาขึ้น ไม่รู้จะพูดยังไงดี เพราะผลลัพธ์ที่ออกมานั้นทั้งมีลูกเล่น ทั้งสวย ทั้งแปลก และลงตัวเป็นที่สุด

พัดนภาพรประภา

 

5. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
พัดนภาพรประภา, 2467 (1924)
ผ้าแพร พิมพ์ลาย

  อีกหนึ่งตัวอย่างของการถ่ายทอดคำออกมาเป็นภาพและการแก้ไขปัญหาในการออกแบบ พัดเล่มนี้จัดทำขึ้นงานในฉลอง 60 ชันษาของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี องค์เจ้าของงานมีพระประสงค์จะให้มีรูปหนูอยู่บนพัดด้วย แต่องค์ผู้ออกแบบเห็นว่าหนูเป็นสัตว์ที่สกปรกอาจไม่น่าดูเมื่อมาอยู่บนตาลปัตร จึงทรงแก้ปัญหาโดยการออกแบบเป็นรูปกรอบหน้าต่างที่มองออกไปเห็นท้องฟ้าสว่าง ตรงกับความหมายของพระนามนภาพรประภา

ด้วยความสว่างของฟ้าด้านนอก ช่วยลดความทอนทำให้เห็นเพียง Silhouette ของหนู 5 ตัว แทนพระชันษา 5 รอบ ทั้งยังทรงแทรกความหมายไว้เพิ่มเติมโดยใส่รูปต้นฝ้ายอยู่นอกหน้าต่าง สื่อความถึงเจ้าจอมมารดาสำลี ผู้เป็นมารดาของพระองค์เจ้านภาพรประภา สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงบันทึกไว้เพิ่มเติมหลังจากที่พัดเสร็จสมบูรณ์ว่าเสียดายที่ทรงคิดช้าไป ทรงอยากเปลี่ยนต้นฝ้ายด้านหนึ่งให้เป็นต้นบุนนาค ด้วยองค์เจ้าของงานสืบเชื้อสายมาจากสกุลบุนนาค

พัดรองที่ระลึกงานพระศพหม่อมเจ้าปลื้มจิตร จิตรพงศ์

6. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
พัดรองที่ระลึกงานพระศพหม่อมเจ้าปลื้มจิตร จิตรพงศ์, 2463 (1920)
ภาพเขียนบนผืนผ้า

ในงานพระศพของพระธิดาของพระองค์ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงออกแบบให้ตาลปัตรกลายเป็นผืนแคนวาส และให้มิสเตอร์คาร์โล ริโกลี ศิลปินชาวอิตาเลียนวาดภาพลงบนพัด เป็นภาพที่แตกต่างในแต่ละเล่ม ภาพวัดเบญจมบพิตรบนตาลปัตรด้านบนเป็นมุมมองที่แปลกตา ฝีแปรงของภาพชวนให้นึกถึงงานจิตรกรรมรูปแบบ Impressionism

พัดรองที่ระลึกในงานพระเมรุสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

7. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
พัดรองที่ระลึกในงานพระเมรุสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมมาลมารศรี พระอัครราชเทวี, 2471 (1928)
พลาสติกชนิดพิเศษ ด้ามไม้ 

 

  แม้จะออกแบบพัดรองเล่มนี้เมื่อพระชนมายุ 65 ปีแล้ว สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ก็ยังมิทรงหยุดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ พัดเล่มนี้ทรงเลือกใช้วัสดุที่แปลกใหม่อย่างพลาสติกพิเศษสีทองที่แลดู Futuristic เอามากๆ ด้วยพื้นผิวและคุณสมบัติการสะท้อนแสงที่น่าสนใจจึงไม่ต้องทำให้เกิดลวดลายใดๆ เพิ่มเติมอีกแล้ว

พัดรอง

8. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
พัดรองมะโรงนักษัตร, 2459 (1916)
ผ้าแพร ปักไหม ด้ามไม้
9. ไม่ปรากฏนามผู้ออกแบบ
พัดรอง ที่ระลึกวัดเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7, 2472 (1929)
ผ้าพิมพ์ลาย ด้ามไม้

 

พัดทั้งสองเล่มจัดทำขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในวาระเฉลิมพระชนมพรรษา 36 พรรษาของพระมหากษัตริย์ 2 รัชกาล พัดลายมังกรถือวชิราวุธเป็นของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องด้วยเสด็จพระราชสมภพในปีมะโรง ส่วนพัดรูปงูเขียวหางไหม้เป็นของของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยทรงเสด็จพระราชสมภพในปีมะเส็ง พัดทั้งสองเล่มสร้างห่างกัน 13 ปี เมื่อนำมาเทียบกันจะเห็นความเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงเทคนิคจากการปักไหมเปลี่ยนมาใช้ผ้าพิมพ์ลาย รูปแบบศิลปะจากความเป็นเทพนิยายมาสู่ความ Realistic จากความขึงขังอลังการมาสู่ความเรียบง่าย ความเปลี่ยนทั้งหมดทั้งมวลเป็นผลมาจากรูปแบบความนิยมทางศิลปะที่แปรเปลี่ยนไป พระราชนิยมที่แตกต่างกันของพระมหากษัตริย์ทั้งสองรัชกาล การเกิดการผลิตในรูปแบบใหม่ การที่ช่างฝีมือหาได้ยากขึ้น ค่านิยมที่เปลี่ยนไป รวมไปถึงสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำ

ในกาลนั้นสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพมีลายพระหัตถ์ถึงสมเด็จฯ กรมพระยานริศฯ ว่าถ้าว่าตามความเห็นของหม่อมฉัน เห็นว่าถึงเวลาน่าจะเลิกทำพัดรองอย่างแต่ก่อนแล้ว ด้วยการพิธีรีตองและการศพการเมรุก็เปลี่ยนรูปไปหมดแล้ว พระได้ไปไม่มีที่ใช้สักกี่หน การลงทุนทำพัดรองอย่างวิจิตรดูดังภาษิตว่าตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ สมเด็จฯ กรมพระยานริศฯ ในฐานะเป็นผู้ออกแบบพัดรองจำนวนมากก็ทรงเห็นด้วย พร้อมทั้งทรงปรารภว่ายุคไหนทำอย่างไรก็วิ่งตามกันฮือๆ ไปเป็นแฟแช่นอย่างเสื้อผ้าผู้หญิง การทำพัดรองนั้นชอบกล ถ้าผิดท่าไปพระท่านไม่ใช้ ได้เห็นครั้งเดียวแล้วไม่ได้เห็นอีกเป็นครั้งที่สองลายในพัดก็เป็นเช่นเดียวกัน ทำเป็นรูปคน พระท่านไม่ใช้ กระเดียดไปทางข้างเป็นทางพระท่านจึงใช้ฉะนั้น จึงเป็นที่เสียดายเหลือเกินว่างานออกแบบชั้นครูที่เราเห็นว่าแสนจะ Cool นั้น ผู้ใช้งานจริงบางท่านอาจจะไม่ได้เห็นด้วย หรือวัตถุประสงค์ที่จะทำให้ของใ้ช้จริงได้อาจจะไม่ประสบผลเสมอไป

พัดรองที่ระลึกงานพระเมรุสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

10. คณะศิษยานุศิษย์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
พัดรองที่ระลึกงานพระเมรุสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, 2493 (1950)
สีน้ำมันบนผืนผ้า ด้ามไม้

 

เมื่อถึงคราวที่สมเด็จครูจากไปคณะศิษยานุศิษย์ในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์จึงร่วมกันสร้างพัดรองถวายในงานพระเมรุเป็นตาลปัตรที่วาดสีน้ำมันเป็น Abstract Art แสดงความเจนจัดด้านความสร้างสรรค์ นับเป็นการบูชาครูที่สมพระเกียรติเป็นที่สุด และเป็นเจริญรอยตามนักออกแบบผู้ยิ่งใหญ่อย่างน่าสรรเสริญ

วัฒนธรรมการทำพัดรองเป็นที่ระลึกในงานพิธีเผยแผ่ออกไปสู่สามัญชน เกิดเป็นตาลปัตรหลากหลายที่ค่อยๆ ลดทอนความซับซ้อนทางศิลปะลง อย่างตาลปัตรภาพพระพุทธเจ้าแบบที่เราเห็นชินตา หรือตาลปัตรไปไม่กลับหลับไม่ตื่นฟื้นไม่มีหนีไม่พ้น ในงานศพ

พัดรองที่ระลึกเฉลิมพระชนมายุ 60 พรรษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา

11. จักรพันธุ์ โปษยกฤต และ วัลลภิศร์ สดประเสริฐ
พัดรองที่ระลึกเฉลิมพระชนมายุ 60 พรรษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, 2526 (1983)
ผ้ากำมะหยี่ ปักดิ้น

  ในสมัยรัชกาลที่ 9 ธรรมเนียมการสร้างพัดรองที่ระลึกในพระราชพิธียัังคงอยู่เรื่อยมา ศิลปินแห่งชาติอย่างอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เคยเป็นผู้ออกแบบและจัดสร้างพัดรองถวายสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในปี 2526

พัดรองที่ระลึก งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9
12. สถาบันสิริกิติ์
พัดรองที่ระลึก งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9, 2555 (2012)
ผ้ากำมะหยี่ ปักดิ้น ปักเลื่อม แกะสลักไม้ ประดับปีกแมลงทับ

ในโอกาสที่พระสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา สถาบันสิริกิติ์ (ยกฐานะจากโรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา) ประดิษฐ์พัดรองด้วยเทคนิคโบราณอันหลากหลาย จนกลายมาพัดรองที่สวยงามทรงคุณค่าทั้งในด้านการสืบสานและสร้างสรรค์

 

Graphic Design สไตล์รัตนโกสินทร์ที่แหวกขนบเพื่อสร้างสิ่งใหม่บนหน้าตาลปัตรพระ Graphic Design สไตล์รัตนโกสินทร์ที่แหวกขนบเพื่อสร้างสิ่งใหม่บนหน้าตาลปัตรพระ

การออกแบบตาลปัตรไม่ได้เป็นเรื่องของวัดของวังเท่านั้นเมื่อ Slowmotion Design Studio ระดับตำนานของไทยออกแบบตาลปัตรเพื่อใช้ในงานแต่งงานและงานบวช ด้วยดีไซน์ที่ร่วมสมัย

ในงานศพของ MAMAFAKA ตั้ม-พฤษ์พล มุกดาสนิท Slowmotion ได้ออกแบบตาลปัตรโดยนำ Mr. Hell Yeah! ผลงานอันเป็นจดจำของเขามาไว้บนตาลปัตร หลวงพ่อผู้แสดงพระธรรมเทศนาในงานครั้งนั้นได้กล่าวว่าสาธุ โข สิปฺปกํ นาม อปิ ยาทิสกีทิสํ ขึ้นชื่อว่าศิลปะ ไม่ว่าอย่างใดๆ ก็ยังประโยชน์ได้ทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่นตาลปัตรนี่ เมื่อนำศิลปะมาใช้ ก็ทำให้เกิดเป็นศิลปะ ดูสวยงาม ไม่เคยเห็นที่ไหนมาเลย” 

เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้

 

อ้างอิง

ณัฎฐภัทร จันทวิช, ตาลปัตรพัดยศ ศิลปบนศาสนวัตถุ. กรุงเทพฯ : ริเวอร์บุ๊คส์, 2538.
ดวงจิตร จิตรพงศ์. ตาลปัตร. พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2502.
สุรศักดิ์ เจริญวงศ์, สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สมเด็จครู นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม. กรุงเทพฯ :
      มติชน, 2549.

 

ภาพ: slowmotion

ในเดือนพฤษภาคม 2561 นี้ ศิลปินรุ่นใหม่กว่าสิบชีวิต จะมาร่วมสร้างสรรค์ตาลปัตรในนิทรรศการกลับตาลปัตร – Flip The Fan Art Exhibition’ ภายใต้แนวคิด ‘การออกแบบตาลปัตรร่วมสมัย เพื่อสะท้อนแนวความคิดการเตือนสติตนเองและผู้อื่น’

จัดแสดง YELO House วันที่ 4 – 27 พฤษภาคม 2561 (ปิดทุกวันอังคาร) ภัณฑารักษ์: ฮ่องเต้กนต์ธร เตโชฬาร

โดยศิลปิน ธนชัย อุชชิน (ป๊อด Moderndog), PUCK (ไตรภัค สุภวัฒนา), ชม ชุมเกษียร, Dogkillmen (ชานนท์ ยอดหงษ์), เดอะดวง (วีระชัย ดวงพลา), Sahred Toy (ต๊อด-อารักษ์ อ่อนวิลัย), นักรบ มูลมานัส, Primiita (ศุภศรา หงศ์ลดารมภ์) Mamablues (ฟ้าวลัย ศิริสมพล), Slverwater (ธนกร ศิริรักษ์), ฮ่องเต้ (กนต์ธร เตโชฬาร), บาส บดินทร์, บริษัท Another Day Another Render จำกัด และ กลุ่มทำ มา หา กิน

Writer

Avatar

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

จด *หมายเหตุ

จด *หมายเหตุ ให้กับรูปเก่าๆ ที่เราพบที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ใน ค.ศ. 2017 Samsung เผยสถิติที่น่าสนใจว่า ในช่วงชีวิตหนึ่ง มนุษย์คนหนึ่งจะถ่ายภาพตนเองโดยเฉลี่ยเป็นจำนวนถึง 25,000 ภาพ และใน ค.ศ. 2014 Google Statistics เสนอว่าในปีนั้นมีภาพเซลฟี่เกิดขึ้นทั่วโลกประมาณวันละ 93 ล้านภาพ ถ้าหากเรายังใช้กล้องฟิล์มกันอยู่ล่ะก็ จะต้องใช้ฟิล์มถึง 2,583,333 ม้วนต่อวันเลยทีเดียว

ทุกวันนี้เมื่อเลื่อนปราดผ่านฟีดในสื่อโซเชียลทั้งหลาย เราเห็นภาพถ่ายบุคคลทั้งเซลฟี่บ้าง ไม่เซลฟี่บ้าง จำนวนนับไม่ถ้วน รูปเหล่านั้นล้วนเต็มไปด้วยการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ราวกับเป็นแบบปฏิบัติไปแล้วว่า เมื่อมีใครสักคนยกกล้องถ่ายรูปหรือโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพร้อมถ่ายภาพ ผู้ถูกถ่ายก็จะแย้มยิ้มขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าเขาหรือเธอจะอยู่ในสภาวะอารมณ์แบบไหนก็ตาม

ก่อนค่านิยม Say Chesse จะมาถึง เมื่อกลับไปสำรวจภาพถ่ายโบราณทั้งของไทยและเทศ เรากลับไม่ค่อยพบรอยยิ้มพิมพ์ใจเหล่านั้น บรรพบุรุษของเราในภาพขาวดำมักแสดงสีหน้าเรียบเฉย ใช่ว่าท่านเหล่านั้นจะไร้สุขทุกข์ตรมกว่าพวกเราเสียเมื่อไร ภายใต้ภาวะไร้รอยยิ้มและการค่อยๆ ปรากฏขึ้นของรอยยิ้มในภาพถ่ายจะพาเราไปสำรวจค่านิยมทางวัฒนธรรมที่กำกับการแสดงออกของสีหน้าท่าทางยามถ่ายรูป ตั้งแต่ยุคกำเนิดกล้องถ่ายภาพ จนกระทั่งยุคสมัยที่เราทั้งผลิตและเสพภาพเซลฟี่จำนวนมหาศาลในทุกวันนี้

กล้องถ่ายภาพที่ทำสำเนาสิ่งที่สายตามนุษย์แลเห็นออกมาเป็นภาพบนระนาบสองมิติได้เกิดขึ้นราว ค.ศ. 1820 (เทียบเป็น พ.ศ. คือราว พ.ศ. 2360) ในทศวรรษเดียวกันนั้นเองนวัตกรรมนี้ก็เข้ามายังสยาม ในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยบาทหลวงชาวฝรั่งเศส

ในเบื้องแรกการถ่ายรูปไม่เป็นที่นิยมชมชอบในหมู่ชาวไทย ด้วยความเชื่อเชิงมนตราอาถรรพ์ว่า การจำลองภาพของตนเองออกมาอาจเป็นการแยกวิญญาณออกมาจากร่าง (อาจจะคล้ายๆ กับการสร้าง Horcrux ของ Lord Voldemort ในวรรณกรรม Harry Potter) ทำให้อายุสั้นลง หรือรูปดังกล่าวจะเป็นสื่อแทนตนให้ผู้อื่นนำไปทำคุณไสยได้ 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสว่า เมื่อการถ่ายรูปเริ่มเข้ามาในสยามนั้น “คนแก่ๆ ก็ยังมีความรังเกียจกันมาก” (จากพระราชนิพนธ์ พระราชพิธี 12 เดือน) เช่นเดียวกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวไว้ในพระหัตถเลขา (สาส์นสมเด็จ) “เมื่อแรกมีช่างถ่ายรูปฉายาลักษณ์เข้ามา มิใคร่มีใครยอมให้ถ่าย ด้วยเกรงว่าจะเอารูปไปใช้ทำร้ายด้วยกฤตยาคม… มีใครอีกคนหนึ่ง หม่อมฉันลืมชื่อไปเสียแล้ว ไปถ่ายรูปที่ร้านนายจิตร นายจิตรถ่ายเป็นรูปครึ่งตัว เจ้าของเห็นเข้าก็ตกใจตีโพยตีพายว่าจะตัดตัวให้เป็นอันตราย ทูลหม่อมไม่ทรงถือ ทั้งถ่ายรูปและปั้นรูปก่อนคนอื่น”

‘ทูลหม่อม’ ในพระหัตถเลขาหมายถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ผู้มีพระราชดำริก้าวหน้า พระองค์ทรงสนใจนวัตกรรมจากตะวันตกรวมไปถึงการถ่ายภาพ ในรัชกาลของพระองค์ได้โปรดให้ช่างภาพชาวตะวันตกเข้ามาฉายพระรูปหลายครั้ง 

และพระองค์ยังทรงใช้ภาพถ่ายในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของพระองค์เอง โดยส่งภาพถ่ายในระบบดาแกร์โรไทป์ (Daguerreotype-เทคนิคการถ่ายภาพในสมัยแรกเริ่ม เป็นการฉายภาพลงบนแผ่นโลหะ ไม่สามารถทำสำเนาอีก)  ไปมอบให้ผู้นำประเทศมหาอำนาจในยุคนั้น อย่างสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียแห่งอังกฤษ และประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียร์ซ (Franklin Pierce) แห่งสหรัฐอเมริกา เป็นการเผยโฉมหน้าที่แท้เที่ยงของผู้นำสยามเป็นครั้งแรก ซึ่งในยุคนั้นเปรียบได้กับโฉมหน้าของรัฐ การส่งภาพถ่ายไปเป็นของขวัญแสดงถึงความภาคภูมิในอารยธรรมของและอัตลักษณ์ตนเอง ในขณะเดียวกันก็แสดงถึงความสามารถในการเปิดรับและสรรหาประดิษฐกรรมใหม่เข้ามาใช้ในการนิยามความก้าวหน้าของประเทศอีกทางหนึ่ง

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
พระบรมฉายาลักษณ์ที่ส่งไปถึงสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย
ภาพ : Royal Collection Trust
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
พระบรมฉายาลักษณ์ที่ส่งไปถึงประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียร์ซ
Collection ของ National Museum of American History
ภาพ : สถาบัน Smithsonian

เอนก นาวิกมูล ให้ข้อมูลเรื่องการถ่ายรูประบบดาแกร์โรไทป์ไว้ในหนังสือ ประวัติการถ่ายรูปยุคแรกของไทย ไว้ว่า “ความไวแสงยังด้อย เวลาจะถ่าย ต้องให้คนนิ่งๆ ทีละครึ่งชั่วโมง ในต่างประเทศมีแกนเหล็กให้พิงคอเอาไว้แก้เมื่อยและกันไม่ให้เคลื่อนไหว” หลายปีก่อนสำนักพิมพ์ River Books จัดนิทรรศการ “สยามผ่านมุมกล้องจอห์น ทอมสัน (John Thomson)” ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ ในครั้งนั้นได้ขยายภาพจากฟิล์มกระจกต้นฉบับที่เก็บไว้ ณ Wellcome Collection ประเทศอังกฤษ ออกมาเป็นภาพขนาดใหญ่ เป็นที่น่าสังเกตว่าในภาพถ่ายบุคคลหลายๆ รูปจะเห็นแกนเหล็กสำหรับพิงคอตั้งอยู่ด้านหลังผู้เป็นแบบด้วย ทำให้เรารู้ว่าสิ่งประดิษฐ์นี้ได้นำเข้ามาใช้ในสยามเช่นกัน แม้ว่าจอห์น ทอมสัน จะไม่ได้ถ่ายภาพด้วยระบบดาแกร์โรไทป์แล้ว วิธีการถ่ายภาพฟิล์มกระจก ด้วยเทคนิค Wet Collodion Process On Glass ก็ยังต้องให้ผู้เป็นแบบนิ่งไว้เป็นเวลาหลายนาที เมื่อต้องค้างอากัปกริยาไว้ในท่าทางหนึ่งเป็นเวลานาน นี่เองอาจเป็นเหตุผลแรกที่ไม่เอื้อให้เกิดรอยยิ้มในภาพถ่ายยุคแรก

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
United States Library of Congress แสดงภาพช่างภาพกำลังถ่ายภาพตนเอง ในรูปนี้นอกจากเราจะเห็นอารมณ์ขันและเทคนิคการตกแต่งภาพยุคแรกแล้ว ยังแลเห็นแกนเหล็กสำหรับพิงคอที่ใช้เป็นอุปกรณ์ประกอบในการถ่ายภาพยุคแรกอีกด้วย
ภาพ : loc.gov
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉายโดยจอห์น ทอมสัน ในภาพจะเห็นฐานของแกนเหล็กสำหรับพิงพระศออยู่ด้านหลังพระเก้าอี้
ภาพ :  Wellcome Collection
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงพระเยาว์ ฉายโดยจอห์น ทอมสัน ในภาพจะเห็นฐานของแกนเหล็กสำหรับพิงพระศออยู่ด้านหลังพระบาท
ภาพ : Wellcome Collection

อีกหนึ่งเหตุผลที่มักจะหยิบยกมาพูดกันคือเรื่องสุขภาวะทันตกรรมที่ยังล้าหลัง ในสมัยนั้นผู้คนทุกชนชั้นมีปัญหาเรื่องฟัน จึงมีผู้สันนิษฐานว่าเมื่อต้องถ่ายภาพก็ไม่อยากจะแย้มยิ้มเผยให้เห็นฟันที่ขี้ริ้วขี้เหร่ (หรือความจริงที่ว่าไม่มีฟันหลงเหลืออยู่เลย) แต่นักประวัติศาสตร์จำนวนมากไม่เห็นด้วยกับเหตุผลข้อนี้ 

จริงอยู่ว่าเทคโนโลยีทันตกรรมที่พัฒนาขึ้นทำให้เกิดรอยยิ้มมากขึ้นทั้งในภาพถ่ายและในชีวิตประจำวัน แต่สุขภาวะทันตกรรมที่ไม่ก้าวหน้าก็มิได้เป็นเหตุผลสำคัญที่จะทำรอยยิ้มในภาพถ่ายไม่เกิดขึ้น สิ่งประประดิษฐ์ที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างฟันปลอมก็มีใช้มาอย่างยาวนาน 

ชาวอีทรัสกัน (Etruscans) ประดิษฐ์ฟันปลอมขึ้นตั้งแต่ 2,700 ปีที่แล้ว บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อเมริกาอย่างประธานธิบดีจอร์จ วอชิงตัน (George Washington) มีฟันปลอมอย่างน้อย 4 ชุด เขาเริ่มใช้ฟันปลอมตั้งแต่ ค.ศ. 1781 (เทียบได้กับ พ.ศ. 2324 ก่อนกำเนิดกรุงรัตนโกสินทร์ 1 ปี) โดยฟันปลอมเหล่านั้นทำมาจากเขี้ยวฮิปโป งาช้าง หรือแม้กระทั่งฟันจริงๆ ของทาส

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ฟันปลอมของประธานธิบดีจอร์จ วอชิงตัน
ภาพ : Library of Congress

ข้ามมาที่ฝั่งไทย แหม่มแอนนา (Anna Leonowens) ผู้โด่งดังเขียนถึงความลับประการหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้ว่า “พระองค์สูญพระทนต์ทั้งปากตั้งแต่เด็ก และสวมใส่พระทนต์ปลอมทำจากไม้ฝาง อันเป็นความลับที่พระองค์เก็บไว้อย่างหวงแหนที่สุดตราบจนวันสวรรคต” (จากหนังสือ English governess at the Siamese court)  เอนก นาวิกมูล ยังกล่าวในหนังสือ เรื่องประหลาดเมืองไทย ว่ารัชกาลที่ 4 ทรงมีพระทนต์ปลอมไม่ต่ำกว่า 3 ชุด

ก่อนจะมีรูปถ่าย มนุษย์พยายามถ่ายทอดภาพลักษณ์ของตัวเองออกมาด้วยการวาดภาพมานับร้อยนับพันปี เมื่อการถ่ายภาพมาถึง แบบแผนธรรมเนียมของการวาดภาพเหมือนก็ถูกนำมาใช้กับการถ่ายภาพด้วย และนี่เองคือคำอธิบายที่มีน้ำหนักที่สุดของคำถามที่ว่า ทำไมเราจึงไม่เห็นรอยยิ้มในภาพถ่ายยุคแรก

ในอดีตผู้มีอำนาจ (และมีทรัพย์) ว่าจ้างจิตรกรฝีมือดีมาวาดภาพเหมือนเพื่อประกาศอำนาจทางเศรษกิจ (งานศิลปะเป็นของฟุ่มเฟือยมีราคาค่างวดมาก ยิ่งถ้าได้ศิลปินดังค่าตัวสู่งลิ่วมาวาดให้ยิ่งการันตีอำนาจด้านนี้) วัฒนธรรม (ความรุ่มรวย มีอารยะ มีรสนิยม มีหน้ามีตา) และการเมือง (ภาพเหมือนสามารถตั้งไว้หรือส่งไปที่ต่างๆ เพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อคุณสมบัติอันพึงประสงค์ของผู้เป็นแบบ)

Portrait หรือภาพเหมือนจึงต้องส่งเสริมภาพลักษณ์ที่เป็นทางการของผู้ว่าจ้าง การวาดภาพเหมือนจึงเหมือนกับการบันทึกชีวิตทั้งชีวิตและเกียรติประวัติทั้งหมดทั้งมวลของผู้เป็นแบบให้อยู่ในภาพเดียว และภาพนั้นจะเป็นภาพแทนที่ผู้คนจะจดจำตลอดไป ผู้เป็นแบบจึงต้องอยู่ในท่าทางที่เป็นทางการที่สุด ผ่านการคิดและจัดแต่งอย่างพิถีพิถัน จิตรกรพร้อมปรับปรุงตกแต่งองค์ประกอบที่บกพร่องด้วยฝีแปรง ไม่ต่างอะไรกับการรีทัชใน Photoshop ในทุกวันนี้ 

รอยยิ้มไม่ปรากฏอยู่ในภาพเหมือน เพราะนอกจากถูกตีความว่าเป็นการแสดงออกที่ไม่เป็นทางการแล้ว
ค่านิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในยุโรปยังเห็นว่าการยิ้ม โดยเฉพาะยิ้มกว้างหรือยิ้มที่เผยให้เห็นฟันเป็นอากัปกริยาที่ต่ำช้า ยิ้มกว้างแสดงถึงความยากจน ความลามก ความยั่วยวน ความบ้า ความเมามาย ความไร้เดียงสา และความตลกไร้สาระ 

Jean-Baptiste de La Salle นักบุญชาวฝรั่งเศสเขียนหนังสือทำนอง ‘สมบัติผู้ดี’ (The rules of christian decorum and civility) ตีพิมพ์เมื่องต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 มีเนื้อความตอนหนึ่งว่า “บางบุคคลนั้นเผยริมฝีปากบนขึ้นสูง… จนเกือบจะทำให้มองเห็นฟันได้ทั้งหมด นี่ช่างตรงข้ามกับสมบัติผู้ดีที่ไม่อนุญาตให้เราเผยฟันของเราออกมา ก็ด้วยเพราะธรรมชาตินั้นประทานริมฝีปากมาให้เราสำหรับปกปิดฟันเหล่านั้นอยู่แล้ว”

ด้วยค่านิยมนี้ ภาพวาดชื่อ Amor Vincit Omnia “Love Conquers All” ของ คาราวัจโจ (Caravaggio) จึงขึ้นชื่อว่าอื้อฉาวเพราะแหวกทั้งขนบการวาดภาพและขนบจริยธรรมอันดีงาม คิวปิดหนุ่มน้อยเปล่าเปลือยล่อนจ้อนกำลังส่งยิ้มจนเห็นฟัน 

ศิลปินจงใจเล่นกับเส้นแบ่งของความไร้เดียงสาและการยั่วยวน นักประวัติศาสตร์ศิลปะตีความว่าภาพนี้เป็นการเฉลิมฉลองให้กับความรัก โดยเฉพาะกับความรักของเพศเดียวกันที่เป็นเรื่องผิดจารีตในสมัยนั้น อีกหนึ่งรอยยิ้มในภาพวาดที่แม้จะมิได้ยิ้มกว้างจนเห็นฟัน แต่ยิ้มกระหยิ่มน้อยๆ ของ Monalisa ก็สร้างความฉงนฉงายให้ผู้คนตีความกันไปต่างๆ นานามิรู้จบ อาจเป็นเพราะยิ้มน้อยๆ (ที่แหวกขนบ) ของเธอหรือไ่ม่ ที่ทำให้ภาพนี้แตกต่างและเป็นที่จดจำที่สุดในโลกศิลปะ

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
“Amor Vincit Omnia” Michelangelo Merisi da Caravaggio
ภาพ : www.arteworld.it
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
Mona Lisa โดย Leonardo da Vinci สีในภาพนี้ถูกปรับแต่งตามข้อมูลจากนักประวัติศาสตร์ศิลปะให้คล้ายคลึงกับสีของภาพวาดเมื่อแรกวาด
ภาพ : commons.wikimedia.org

เมื่อการถ่ายภาพเข้ามารับช่วงต่อจากการวาดภาพเหมือน แบบแผนความเป็นทางการและความเป็นพิธีการรวมถึงสุนทรียศาสตร์ของการวาดภาพเหมือนก็ถูกนำมาใช้กับการถ่ายภาพด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจัดองค์ประกอบ ท่าโพส และแน่นอนที่สุด การแสดงออกถึงความรู้สึกทางสีหน้าท่าทาง ด้วยเหตุนี้รอยยิ้มจึงไม่ปรากฏในภาพถ่ายยุคแรก

ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยและความเป็นทางการในท่าทาง ในแง่นี้ภาพถ่ายยุคแรก (หรือแม้กระทั่งภาพถ่ายในปัจจุบัน) จึงอาจจะไม่ได้แสดงตัวตนที่แท้จริงของผู้ถูกถ่าย เพราะมีขนบหรือค่านิยมมากกมายเข้ามากำกับเราไว้ (แม้กระทั่งค่านิยมการยิ้มเมื่อถูกถ่ายรูปในปัจจุบันด้วยใช่หรือไม่) 

ดังที่โรล็องด์ บาร์ตส์ (Roland Barthes) นักทฤษฎีวรรณคดีและนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเล่าถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในประสบการณ์การถ่ายรูปไว้ว่า เมื่อถูกเฝ้ามองโดนเลนส์ (Observed by the lens) เขาก็ได้สถาปนาตัวตนในกระบวนการของ ‘การโพส’ (Constitute myself in the process of ‘posing’) ซึ่งเป็นการสร้างอีกหนึ่งร่างขึ้นมาใหม่ (Make another body for myself) ในภาวะนั้นเขาได้เปลี่ยนแปลงตนเองให้กลายเป็นภาพโดยล่วงหน้าไปแล้ว (I transform myself in advance into an image ข้อเขียนจาก Camera lucida : Reflections on Photography)

เมื่อกลับมาพิจารณาภาพเก่าๆ ในประวัติศาสตร์ไทย จะเห็นว่าภาพถ่ายบุคคลที่ปรากฏในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 ล้วนดำเนินไปตามขนบค่านิยมแบบตะวันตก ผู้คนในภาพถ่ายล้วนมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอาการแย้มยิ้ม แต่ก็มีภาพถ่ายบุคคลจำนวนหนึ่งที่เราจะเห็นรอยยิ้มอยู่ในนั้น เช่นภาพของคนัง เงาะป่าที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวชุบเลี้ยงไว้ในวัง 

รอยยิ้มในภาพถ่ายของคะนังอาจบอกได้ว่าเขาถูกมองอย่างไรในสายตาของราชสำนัก ข้อแรกคือแตกต่างจากไปจากภาพถ่ายเจ้านายทั้งหลายที่อยู่ในอิริยาบถงดงาม พระพักตร์เรียบเฉย อันเป็นแบบแผนปฏิบัติของผู้ดี ในรูปถ่ายของคนังเราจะเห็นว่ามีทั้งยิ้มน้อยๆ จนไปถึงยิ้มกว้างจนเห็นฟัน คนังอาจละเมิดแบบแผนในการถ่ายภาพได้ เพราะเขาไม่ได้ถูกนับรวมอยู่ในความเป็นผู้ดีนั้น อีกข้อหนึ่งคือการรับรู้เรื่องเงาะป่าในราชสำนักสยามผูกติดมากับภาพจำของ ‘เงาะป่าบ้าใบ้’ ในวรรณคดีเรื่อง สังข์ทอง ซึ่งเงาะป่าในเรื่องถูกมองว่ามีรูปลักษณ์ประหลาดมีกิริยาน่าขัน คนังจึงอาจถูกคาดหวังให้ยิ้มออกมาทั้งในภาพถ่ายและในชีวิตจริง มากกว่าที่จะทำสีหน้าเรียบเฉยด้วยซ้ำ

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพ : หนังสือบทละครเรื่องเงาะป่า จุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัย
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพ : www.thaiglassnegative.com

ภาพถ่ายพร้อมรอยยิ้มของคนังเป็นที่ชื่นชอบในราชสำนักและเป็นที่ชื่นชอบของคนังเองด้วย ในปลาย พ.ศ. 2448 รัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้ถ่ายรูปคนังพิมพ์ขายที่ร้านถ่ายรูปหลวงในงานวัดเบญจมบพิตร โดยขายแผ่นละ 3 บาท ซึ่งเป็นราคาที่แพงมากในสมัยนั้น แต่ก็ปรากฏว่าขายดิบขายดี ผู้คนอยากได้กันมาก กระทั่งจบงานรูปคนังขายได้เกือบ 400 รูป รัชกาลที่ 5 ทรงแบ่งรายได้ออกเป็น 3 ส่วน ส่วนหนึ่งถวายวัด ส่วนหนึ่งเป็นค่ากระดาษน้ำยาพิมพ์รูป และคนังได้รับค่าตัวเกือบ 400 บาทในการเป็นนายแบบในงานนี้

คนังยังนึกถึงถิ่นที่จากมาและประสงค์จะส่งภาพถ่ายตนเองไปให้ญาติพี่น้อง รัชกาลที่ 5 ทรงรับเป็นธุระให้โดยมีพระราชหัตถเลขาไปถึงพระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) ว่า “ด้วยอ้ายคนังฝากรูปไปให้พี่น้อง ได้ส่งออกมาด้วยแล้ว ถ้ามีช่องทางที่ใครไปตรวจราชการที่นั้น ขอให้นำส่งให้มันด้วย”

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพ : หนังสือบทละครเรื่อง เงาะป่า จุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัย

ท่ามกลางบรรดาภาพถ่ายเจ้านายในสมัยรัชกาลที่4 ถึงรัชกาลที่ 5 ที่แทบจะไม่ปรากฏรอยยิ้มโดยเฉพาะยิ้มกว้างจนเห็นฟันเลย หนึ่งรอยยิ้มที่ปรากฏคือรอยแย้มพระสรวลของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 ซึ่งปรากฏทั้งภาพแย้มพระสรวลและภาพแลบพระชิวหา ซึ่งอาจจะบอกเล่าบุคลิกอัธยาศัยของพระองค์ได้ 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบันทึกถึงเจ้านายพระองค์นี้ไว้ว่า “นิสัยกรมหลวงประจักษ์เปนคนชอบล้อคนอื่น และทำให้เขาถูกเยาะได้เปนพอใจ, ชอบแกล้งคนโดยวิธีต่างๆ อยู่เสมอๆ” ในพระราชนิพนธ์ ไกลบ้าน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็บันทึกไว้ว่า “กรมประจักษ์คลั่งล้อคนเรื่องเมียๆ” 

เหตุการณ์ล้อเล่นที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นที่รัชกาล 6 บันทึกไว้ว่า “ในระหว่างเวลาไปยุโรปได้ไปทำสกะปรกต่างๆ มาก, และที่จัญไรที่สุดคือได้ไถ่ปัสสาวะลงในแก้วน้ำเสวย” ทั้งรอยยิ้มในภาพถ่ายและการกระทำของเจ้านายพระองค์ละเมิดแบบแผนความเป็นเจ้านายในสมัยนั้น (รัชกาลที่ 6 ทรงมองว่าสิ่งเหล่านี้คือความชั่ว ถึงกับบันทึกเป็นหัวข้อชื่อ “ความชั่วต่างๆ ของกรมหลวงประจักษ์” ในพระราชนิพนธ์ ประวัติต้นรัชกาลที่ 6) ทำให้กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมทรงถูกลงโทษมิให้เข้าเฝ้าฯ รัชกาลที่ 5 เป็นการส่วนพระองค์อีก 

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพ : หนังสือประวัติการถ่ายรูปยุคแรกของไทย

ในโลกตะวันตก รอยยิ้มเริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้นในภาพถ่ายตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1920 หลังจากที่กล้องถ่ายภาพถือกำเนิดขึ้นมา 1 ศตวรรษ เมื่อการถ่ายภาพเริ่มแพร่หลายขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงและถ่ายได้ในทุกสถานการณ์ ความเป็นทางการและบรรยากาศขึงขังของการถ่ายภาพในสตูดิโอเริ่มเสื่อมถอยลง ผู้คนเริ่มรู้สึกผ่อนคลายกับการถ่ายถาพมากขึ้น สังคมสยามก็เช่นเดียวกัน ในภาพถ่ายตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา เราจะเห็นรอยยิ้มมากขึ้นในภาพถ่าย

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ 6 จากนิทรรศการฉัฐรัช : พัสตราภรณ์ – ย้อนมองอาภรณ์สตรีสยาม แลตามแฟชั่นโลก
โดยกรมศิลปากร มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และมูลนิธิเพชรรัตน์-สุวัทนา
ภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพเจ้าพระยารามราฆพ ถ่ายในสมัยรัชกาลที่ 6
ภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ


อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้รอยยิ้มแพร่หลายในภาพถ่ายมากขึ้นที่เราอาจคาดไม่ถึงคือการทำการตลาด ใน ค.ศ. 1920 เช่นกันที่บรรดาผลิตภัณฑ์ห้างร้านตีพิมพ์โฆษณาภาพนางแบบนายแบบยิ้มกว้างกับผลิตภัณฑ์เพื่อสื่อถึงความพึงพอใจในสินค้า ผู้คนจึงเห็นแต่ภาพคนยิ้มในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ประกอบกับการทำการตลาดอย่างหนักหน่วงของบริษัทกล้องถ่ายรูปและฟิล์มยักษ์ใหญ่อย่าง Kodak ที่พยายามเชื่อมโยงการถ่ายภาพกับความสุขและรอยยิ้ม เห็นได้จากภาพโฆษณามากมายที่ทำให้ผู้คนรับรู้ถึงการถ่ายภาพในฐานะกิจกรรมแสนสุข กิจกรรมที่ทำผู้คนได้ร่วมกันเก็บความสุขความทรงจำอันมีค่าไว้ร่วมกัน

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
โฆษณา Kodak ในยุคต่างๆ

ทุกวันนี้ภาพถ่ายส่วนหนึ่งกลายเป็นหลักฐานของการเข้าสังคม ในโซเชียลเน็ตเวิร์กเต็มไปด้วยภาพรอยยิ้ม ที่ทุกคนพยายามจะบอกตัวเองและผู้อื่นให้รู้ว่าฉันมีความสุข เราทั้งมองเห็นและมองไม่เห็นว่าใต้รอยยิ้มเหล่านั้นซ่อนอะไรอยู่ เช่นเดียวกับที่เราทั้งเห็นและไม่เห็นเหมือนกันว่าใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยในภาพถ่ายโบราณนั้นมีอะไรซ่อนไว้ ภาพถ่ายถ่ายทอดความเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหนกัน?


ข้อมูลอ้างอิง

  • จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ไกลบ้าน. นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2561.
  • จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระราชพิธีสิบสองเดือน. กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2556.
  • ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์. สยาม ผ่านมุมกล้องจอห์น ทอมสัน 2408-9. กรุงเทพฯ : ริเวอร์บุ๊คส์. 2558
    ราม วชิราวุธ (นามแผง). ประวัติต้นรัชกาลที่ 6. กรุงเทพฯ : มติชน. 2555
  • ลีโอโนเวนส์, แอนนา แฮร์เรียต. อ่านสยามตามแอนนา : การบ้านและการเมืองในราชสำนักคิงมงกุฎ. สุ. 
  • ภัตรา ภูมิประภาส และ สุภิดา แก้วสุขสมบัติ แปล. กรุงเทพฯ : มติชน, 2562.
    สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, เฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก. กรุงเทพฯ : ไซเบอร์พริ้นท์กรุ๊ป, 2561.
    สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2559.ศักดา ศิริพันธุ์. กษัตริย์กับกล้อง วิวัฒนาการภาพถ่ายในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : ด่านสุทธาการพิมพ์. 2535.
    เอนก นาวิกมูล. ประวัติการถ่ายรูปยุคแรกของไทย. กรุงเทพฯ : สารคดี, 2548.
    เอนก นาวิกมูล. เรื่องประหลาดเมืองไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : แสงแดด, 2538.
    Bautze, Joachim K.. “Unseen Siam: Early Photography 1860-1910”.Bangkok:River Books.2016.
    Barthes, Roland. Camera Lucida: Reflections on Photography. Trans. Richard Howard. London: Vintage Classics. 2006.
    publicdomainreview.org/
    sites.uni.edu/fabos/seminar/readings/cheese.pdf
    www.theguardian.com
    time.com/

Writer

Avatar

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load