“สาธุ โข สิปฺปกํ นาม อปิ ยาทิสกีทิสํ
ขึ้นชื่อว่าศิลปะ ไม่ว่าอย่างใดๆ ก็ยังประโยชน์ทั้งสิ้น”

หากใครสักคนพูดคำว่าศิลปะรัตนโกสินทร์ขึ้นมากลางวงหลายคนคงจะเบือนหน้าหนี เพราะอุโบสถวิหารหรือระบำรำฟ้อนมิได้อยู่ในปริมณฑลความสนใจของเขา แน่นอนว่านั่นมิใช่เป็นความผิดของเขาเลย ปัญหาอาจจะอยู่ที่คำว่าศิลปะโดยเฉพาะศิลปะแบบไทยๆ ที่ถูกเน้นย้ำซ้ำเติมด้วยข้อมูลชุดเดิมๆ ผ่านมุมมองแบบเดิมๆ หลายครั้งที่เราได้ดู ได้ฟัง และถูกทำให้ต้องรู้สึกว่าภาคภูมิใจ กี่ครั้งกันที่สิ่งเหล่านั้นประทับลงในไปใจเราจริงๆ

บทความนี้จึงอยากหยิบของเก่าๆ ขึ้นมาใคร่ครวญด้วยมุมมองที่แตกต่างบ้าง เมื่อไปเจอภาพเก่าภาพนี้เข้า ผู้ได้แรงบันดาลใจจากตาลปัตรศาสนวัตถุที่ดูไกลตัว นอกเหนือไปจากแง่มุมทางศาสนาแล้ว ตาลปัตรอาจจะน่าสนใจขึ้นมาบ้างเมื่อเราลองพินิจด้วยมุมของการออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการออกแบบกราฟิก

 พระธรรมดิลก (อิ่ม จนฺทสิริ) วัดราชบูรณะ

พระธรรมดิลก (อิ่น จนนสิริ) วัดราชบุรณะ กับตาลปัตรมากมายที่ได้รับพระราชทาน (ภาพนี้และภาพทั้งหมดในบทความนี้เป็นภาพจากหนังสือ ตาลปัตรพัดยศ ศิลปบนศาสนวัตุ
โดย ณัฏฐภัทร จันทวิช สำนักพิมพ์ริเวอร์บุ๊ค)

 

Paul Rand Graphic Designer ผู้ยิ่งใหญ่ให้นิยามของ Graphic Design ไว้ว่าเป็น ‘การดึงรูปแบบและเนื้อหาออกมารวมกันเราอาจอธิบายในความหมายกว้างๆ อย่างเป็นหลักการหน่อยๆ ได้ว่า Graphic Design คือกระบวนการแก้ปัญหาหรือออกแบบการสื่อสารด้วยภาพ (Visual Communication) โดยใช้การออกแบบจัดวางตัวอักษร (Typography) ภาพถ่าย ภาพประกอบ หรือองค์ประกอบสร้างสรรค์อื่นๆ เข้ามาประกอบ ผลผลิตของ Graphic Design คือภาพที่เป็นตัวแทนของความคิด สามารถส่งสารไปถึงผู้ชมได้

เมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์ศิลป์ในประเทศไทยเรามักนึกถึงจิตรกรรม ประติมากรรม หรือสถาปัตยกรรมงานด้านการออกแบบกราฟิก แม้ไม่ได้ถูกจัดเป็นหัวข้อใหญ่ แต่ก็กล่าวได้ว่าสอดแทรกอยู่ในแขนงศิลปกรรมต่างๆ การออกแบบกราฟิกอย่างการออกแบบลายบนตาลปัตรที่กล่าวถึงในบทความนี้ ต้องอาศัยทั้งความรอบรู้ทางศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมพิธี ความรู้เรื่องเทคนิคทางช่างฝีมือและต้องควบคุมการทำงานของช่างหลากแขนง อีกทั้งยังต้องมีจริตริเริ่มสร้างสรรค์ กล่าวคือต้องหาสมดุลของการสืบขนบเพื่อคงไว้ซึ่งประเพณีดั้งเดิม กับการหาญกล้าที่จะแหวกขนบเพื่อสร้างสิ่งใหม่ไปพร้อมกัน ก่อนจะกลับตาลปัตร เราควรทำความรู้จักกับวัตถุชิ้นนี้กันก่อนสักเล็กน้อย

จิตรกรรมฝาผนังวัดมหาสมณาราม

จิตรกรรมฝาผนังวัดมหาสมณาราม ฝีมือขรัวอินโข่ง แสดงภาพพระสงฆ์ถือตาลปัตร

 

ย้อนกลับไปสู่ยุคพุทธกาล ด้วยความที่เป็นเมืองร้อนสิ่งประดิษฐ์อย่างพัดจึงนับเป็นเครื่องใช้คู่กายอย่างหนึ่งของชาวชมพูทวีป เพราะสามารถใช้ทั้งพัดคลายร้อนและใช้บังแดดบังฝน ในสมัยนั้นพัดมักทำจากใบตาล คำว่า ‘ตาลปัตร’ จึงมีที่มาจากศัพท์บาลีว่า ‘ตาลปตฺต’ ที่แปลว่า ‘ใบตาล’ นั่นเอง เชื่อกันว่าพระสงฆ์ในสมัยนั้นก็มีพัดใบตาลไว้ใช้ด้วย ตาลปัตรจึงกลายเป็นของติดกายพระภิกษุ

เมื่อพุทธบัญญัติไม่อนุญาตให้พระรับผ้านุ่งห่มโดยตรงจากฆราวาส แต่ให้พระภิกษุแสวงหาผ้าที่ไม่มีผู้ใดปรารถนาแล้วมาใช้ด้วยเหตุนี้สงฆ์ทั้งหลายจึงต้องไปเก็บจากผ้ากองขยะหรือผ้าห่อศพจากป่าช้ามาทำความสะอาดแล้วเก็บไว้ใช้ (ผ้าเหล่านั้นส่วนใหญ่จะสกปรก จึงเป็นที่มาของคำว่า บังสุกุล ที่มาจากภาษาบาลี แปลว่า ผ้าเปื้อนฝุ่น) ในตอนที่ต้องไปเก็บผ้านี่เองที่พระสงฆ์จะนำพัดใบตาลมาบังจมูกเพื่อป้องกันกลิ่น กล่าวกันว่านี่เป็นต้นกำเนิดของประเพณีที่พระสงฆ์จะถือตาลปัตรไปในพิธีต่างๆ โดยเฉพาะพิธีปลงศพ

ธรรมเนียมการถือพัดใบตาลเผยแพร่มายังกรุงสุโขทัยด้วย เมื่อเวลาผ่านไปพัดใบตาลก็กลายเป็นของบ้านๆ เพราะหาและทำได้ง่าย ดูไม่แพง ไม่คู่ควร กับนักบวชที่มีสถานะสูงส่ง พุทธศาสนิกชนจึงเสาะหาของสวยของงามอย่างผ้าหายาก ขนนก หรือเพชรพลอย มาประดิดประดอยเป็นพัดที่สวยงามแล้วนำไปถวายพระ โดยเฉพาะพระที่มีฐานานุศักดิ์สูงยิ่งต้องสรรค์สร้างให้วิจิตรพิสดารยิ่งขึ้น เกิดเป็นธรรมเนียมที่พระมหากษัตริย์จะพระราชทานพัดที่ประดิษฐ์ขึ้นเป็นพิเศษแด่พระสงฆ์ตามลำดับชั้นยศพัดนี้จึงกลายเป็นตาลปัตรอันเป็นทางการที่เรียกว่า พัดยศ

จิตรกรรมฝาผนังวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม

จิตรกรรมฝาผนังวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม แสดงภาพพระภิกษุถือพัดยศ

 

หม่อมเจ้าดวงจิตร จิตรพงศ์ บันทึกไว้ว่าหากพระสงฆ์ได้รับนิมนต์เข้าไปเทศถวายในการพระราชพิธี มีธรรมเนียมราชสำนักห้ามมิให้พระสงฆ์นำพัดยศขึ้นไปใช้บนธรรมมาสน์ เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเล่ากันว่าในสมัยโบราณหากพระคิดประทุษร้ายต่อองค์ประมุขก็อาจใช้พัดเป็นอาวุธได้ เพราะพัดยศนั้นเป็นของที่มีปลายแหลมและมีน้ำหนักมาก สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์อธิบายเรื่องนี้ว่าว่ากันว่ากลัวพระจะคิดกบฏ เข้าใจว่าที่จริงพัดแฉก (หมายถึงพัดยศ) หนักมาก ทั้งใหญ่ ยาว แหลม เกะกะ การขึ้นไปถวายเทศน์นั้นธรรมาสน์ก็สูง ต้องปีนป่ายลำบาก อาจจะเกิดอันตรายขึ้นได้

นอกเหนือไปจากจากพัดที่แสดงชั้นยศแล้ว ในสมัยรัชกาลที่ 4 ปรากฏหลักฐานว่าพระสงฆ์นิยมถือพัดงองุ้มด้ามยาวรูปร่างคล้ายจวักตักแกง ร้อนไปถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยไม่โปรดพัดรูปแบบนี้ ทรงออกประกาศแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันว่า “(พัดที่นิยมกัน) ดูรูปร่างเห็นบัดสี ใครคิดอ่านทำขึ้นเมื่อไรให้เปนรูปอย่างนี้ ผู้นั้นจะไม่ได้พิจารณาให้ลเอียดเลยใช้ไปไม่มีสตินึกได้บ้างเลยว่า รูปร่างไม่ดีไม่เปนมงคลเลย เอามาถือบังหน้าตาครอบหัวครอบหูอย่างไรมิรู้อยู่ น่ารำคาญใจจึงทรงกะเกณฑ์รูปแบบของพัดที่พระสงฆ์ถือให้กลับไปเป็นรูปทรงดั้งเดิมของพัดใบตาล คือทรงคล้ายวงรีหรือที่เรียกกันว่า หน้านาง (เพราะเป็นทรงคล้ายรูปหน้าคน) ทรงให้เรียกพัดนี้ว่า พัดรอง (คู่กับพัดยศที่เป็นพัดหลัก) และพัดหน้านางได้กลายเป็นรูปแบบมาตรฐานของตาลปัตรจนมาถึงปัจจุบัน

พัด

รูปทรงของพัดที่ในหลวงรัชกาลที่ 4 ไม่โปรด

 

ล่วงมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 งานพิธีต่างๆ ในราชสำนัก ทั้งงานมงคล อวมงคล นิยมถวายพัดรองแด่พระสงฆ์เพื่อเป็นที่ระลึกในวาระต่างๆ ภายในกรอบรูปทรงหน้านางจึงกลายเป็นพื้นที่เล่าเรื่องของวาระนั้นๆ Jaques Darrida นักปรัชญาคนสำคัญ ให้แนวคิดเกี่ยวกับกรอบรูปไ้ว้ว่ากรอบเป็นโครงสร้างที่อยู่ระหว่างการมีตัวตนและไม่มีตัวตน โดยกรอบจะส่งเสริมสิ่งที่อยู่ภายใน คล้ายกับว่าเป็นการกำหนดโฟกัสของผู้ชมที่มีต่อวัตถุนั้นๆ แนวคิดเรื่องกรอบสอดคล้องกับจุดประสงค์แต่เดิมอีกอย่างหนึ่งของตาลปัตร

คือเมื่อพระสงฆ์นำตาลปัตรขึ้นมาถือทำให้พระมองไม่เห็นฆราวาส และฆราวาสก็มองไม่เห็นพระ พระสงฆ์ก็สามารถโฟกัสไปที่ธรรมที่แสดงได้มากขึ้น ในขณะที่โฟกัสของฆราวาสก็ถูกดึงจากตัวพระมาอยู่ที่ตาลปัตรแทน เมื่อมีรูปมีลวดลายขึ้นมา จึงเกิดเป็นการสื่อสารด้วยภาพ (Visual Communication) ตาลปัตรจึงมีบทบาทในการเล่าเรื่องของเรื่องของเจ้าภาพในวาระนั้นๆ อย่างสั้นๆ (Short Narrative) เป็นการสื่อสารในลักษณะเดียวกันกับการที่เรามองเห็นโปสเตอร์แล้วได้รับข้อมูลต่างๆ ในยุคปัจจุบันนั่นเอง

ผู้เขียนเลือกตาลปัตรขึ้นมา 12 เล่ม เพื่อเล่าเรื่องพัฒนาการของการออกแบบตาลปัตรตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

พัดรองที่ระลึกงานเฉลิมพระสุพรรณบัฏ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ยุคลฑิฆัมพร1. ไม่ปรากฏนามผู้ออกแบบ
พัดรองที่ระลึกงานเฉลิมพระสุพรรณบัฏ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ยุคลฑิฆัมพร, 2435 (1892)
ผ้าแพร, ปักไหมและดิ้น, ด้ามไม้

 

พัดรองที่ประดิษฐ์ในสมัยรัชกาลที่ 5 มักใช้ผ้าแพรที่มีสีหรือลวดลายสวยงามป็นพื้นหลัง สร้างเส้นสายและรูปทรงด้วยการปักกันละเอียดยิบด้ามต่อด้าม พัดรองล็อตแรกๆ ในรัชกาลสั่งปักไหมจากจีน ส่วนการปักดิ้นปักเลื่อมนั้นเป็นหน้าที่ของช่างคราฟต์ชาวไทย ซึ่งอวดฝีมือกันสุดฤทธิ์ในการปักให้นูนขึ้นมาเป็นมิติ ช่างปักมักทะเลาะกับช่างเขียนเสมอ เพราะช่างเขียนไม่ชอบให้ปักนูนขึ้นมามากเกินไป เพราะคิดว่าจะทำให้รูปทรงสัดส่วนผิดเพี้ยนไปจากแบบวาดซึ่งเป็นสองมิติ แต่ถ้าว่ากันในทางการออกแบบแล้ว การปักนูนออกจะทำให้เกิดมิติที่น่าสนใจให้กับพื้นผิวผ้าแพรที่ค่อนข้างเรียบ

การจัดองค์ประกอบของพัดด้านบนใช้ความสมมาตรเป็นที่ตั้ง ตำแหน่งตราประจำพระองค์ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ผู้เป็นเจ้าของงานอยู่กึ่งกลางพัด เหมือนกับการวางโลโก้ไว้ตรงกลางแล้วเน้นย้ำความสำคัญด้วยการล้อมกรอบถึง 3 ชั้น ล้อมรอบด้วยสายสร้อยเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นชั้นแรก เถาพรรณพฤกษาเป็นกรอบที่สอง และกรอบสุดท้ายก็คือกรอบของตัวพัด

ด้านหลังของพัดเลือกใช้สีคู่ตรงข้ามกับด้านหน้า จัดวางอักษรกึ่งกลางโดยบรรทัดบนสุดวางล้อไปตามขอบโค้งของพัด ส่วนบรรทัดที่เหลือวางตัวอักษรตามแนวปกติ จุดที่น่าสนใจคือการตวัดเส้นสายที่อ่อนช้อยตกแต่งไปทั่วพัดตามเทรนด์การออกแบบตัวอัักษรในยุคนั้น เรามักเห็นสิ่งพิมพ์ยุควิกตอเรียประกอบตัวอักษรที่รอบล้อมไปด้วยเส้นสายยั้วเยี้ย หรือทางฝั่งอเมริกาก็นิยมการเขียนแบบ Spencerian Script ที่หางของตัวอักษรตวัดฉวัดเฉวียนไปมาออกลีลาเต็มที่

ตัวอักษร

การออกแบบตัวอักษรทางฝั่งยุโรปราวทศวรรษ 1880

 

นอกจากตัวอักษรไทยแล้วองค์ประกอบอื่นๆ ของพัดรองเล่มนี้ล้วนเป็นสไตล์ตะวันตกทั้งหมด เมื่อจัดวางลงบนกรอบของพุทธศาสนวัตถุจึงเกิดเป็นความแตกต่างที่แปลกใหม่บ่งบองคอนเซปต์ของความศิวิไลซ์ในแบบสยาม อันเป็นนโยบายสำคัญด้านศิลปวัฒนธรรมตามแนวพระราชดำริรัชกาลที่ 5

พัดรองที่ระลึกงานพระราชกุศล

2. ไม่ปรากฏนามผู้ออกแบบ
พัดรองที่ระลึกงานพระราชกุศลทรงพระราชทานอุทิศถวายฉลองพระเดชพระคุณในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปิตุลาธิราชและสมเด็จพระไปยิกาธิราช, 2443 (1900)
ผ้าแพร, ภาพถ่าย, ด้ามไม้

มิใช่เพียงการปักเท่านั้นที่ใช้เพื่อสร้างลวดลาย ผู้ออกแบบในสมัยนั้นพยายามนำเทคนิคสร้างสรรค์ต่างๆ อย่างการใช้ภาพถ่ายนำมาติดลงบนพัดรองเพื่อสร้างความแปลกใหม่ ทั้งยังใช้ระบบกริดในการออกแบบที่แตกต่าง วางองค์ประกอบแบบไม่สมมาตรออกมาบ้างเป็นการสร้างผลงานที่สดใหม่

 

พัดรองที่ระลึกในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

3. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
พัดรองที่ระลึกในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, 2453 (1910)
ผ้าแพร, ปักดิ้น

ตลอดรัชสมัยอันยาวนานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์หนึ่งถวายงานด้านงานออกแบบเป็นที่ถูกพระทัยยิ่ง จนในหลวงรัชกาลที่ 5 สรรเสริญไว้ในพระราชหัตถเลขาว่า “ฉันไม่ได้นึกจะยอเลย แต่อดไม่ได้ว่าเธอเป็นผู้นั่งอยู่ในหัวใจฉันเสียแล้วในเรื่องทำดีไซน์เช่นนี้” พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์นั้นคือสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์์ (ผลงานสำคัญของพระองค์ที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดคือพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร นอกจากจะทรงเป็นสถาปนิกแล้วพระองค์ยังทรงเป็นนักออกแบบคนสำคัญด้วย)

เมื่อถึงคราวงานพระบรมศพของในหลวงรัชกาลที่ 5 สมเด็จฯ กรมพระยาฯ สนองพระเดชพระคุณเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการออกแบบพัดรองที่ทั้งทรงพลังทางการสื่อสาร อีกทั้งยังงามลุ่มลึกทั้งทางกราฟิกและทางความหมาย โดยทรงนำอักษรพระปรมาภิไธย จปร. (จุฬาลงกรณ์ปรมราชาธิราช) มาขดกันเป็นให้เป็นรูปพระบรมโกศ ภายใต้พระเกี้ยว ตราประจำพระองค์ที่กลายมาเป็นฝาพระบรมโกศอย่างพอดิบพอดี ชวนให้รำลึกถึงคำว่า ‘พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ’ ที่แสนสะเทือนใจ พื้นหลังใช้ผ้าแพรสีดำเพื่อแสดงความไว้อาลัย คาถาอักษรขอมรายล้อมขอบของพัด บนหน้าพัดใช้เพียงสีทองและสีดำ เป็นการออกแบบที่น้อยแต่มากโดยแท้จริง

พัดพระมหาวชิราวุธ


3. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
พัดพระมหาวชิราวุธ, 2468 (1925)
ผ้าแพร ปักดิ้น โลหะกะไหล่เงิน ด้ามไม้

 

15 ปีถัดมา ในงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 สมเด็จฯ กรมพระยาฯ ทรงเป็นผู้ออกแบบพระเมรุมาศและพัดรองที่ระลึกในงานนี้ โดยทำนมพัด (คำเรียกบริเวณข้อต่อระว่างตัวพัดและด้ามพัด) ด้วยโลหะนูนออกมาเป็นรูปวชิราวุธขนาดใหญ่ ตามพระนามเดิมของในหลวงรัชกาล 6 ที่หมายถึงอาวุธสามง่ามของพระอินทร์ สายฟ้าที่เปล่งออกมาเป็นแทนความหมายของคำว่า วชิระ ที่นอกจากจะแปลว่าเพชรแล้ว ยังแปลว่าสายฟ้าด้วย ลองจิตนาการถึงพระสงฆ์เมื่อถือพัดเล่มนี้ก็จะกลายเป็นเทพเจ้าที่มาร่วมชุมนุมในพิธี น่าจะเป็นภาพที่น่าตื่นตาอยู่ไม่น้อย 

พัดรองที่ระลึกงานศพเจ้าจอมมารดาเที่ยง

4. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
พัดรองที่ระลึกงานศพเจ้าจอมมารดาเที่ยง, 2456 (1913)
ผ้ากำมะหยี่ งานโลหะ ด้ามไม้

 

เมื่อเจ้าของงานมีนามว่าเที่ยงสมเด็จฯ กรมพระยาฯ ทรงถอดออกมาภาพโดยใช้นาฬิกาที่มือเข็มทั้งสองชี้บอกเวลาเที่ยงแถมยังไม่ได้จัดองค์ประกอบไว้ตรงกลาง แต่ลดตำแหน่งลงมาทำให้องค์ประกอบแปลกตามาขึ้น ไม่รู้จะพูดยังไงดี เพราะผลลัพธ์ที่ออกมานั้นทั้งมีลูกเล่น ทั้งสวย ทั้งแปลก และลงตัวเป็นที่สุด

พัดนภาพรประภา

 

5. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
พัดนภาพรประภา, 2467 (1924)
ผ้าแพร พิมพ์ลาย

  อีกหนึ่งตัวอย่างของการถ่ายทอดคำออกมาเป็นภาพและการแก้ไขปัญหาในการออกแบบ พัดเล่มนี้จัดทำขึ้นงานในฉลอง 60 ชันษาของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี องค์เจ้าของงานมีพระประสงค์จะให้มีรูปหนูอยู่บนพัดด้วย แต่องค์ผู้ออกแบบเห็นว่าหนูเป็นสัตว์ที่สกปรกอาจไม่น่าดูเมื่อมาอยู่บนตาลปัตร จึงทรงแก้ปัญหาโดยการออกแบบเป็นรูปกรอบหน้าต่างที่มองออกไปเห็นท้องฟ้าสว่าง ตรงกับความหมายของพระนามนภาพรประภา

ด้วยความสว่างของฟ้าด้านนอก ช่วยลดความทอนทำให้เห็นเพียง Silhouette ของหนู 5 ตัว แทนพระชันษา 5 รอบ ทั้งยังทรงแทรกความหมายไว้เพิ่มเติมโดยใส่รูปต้นฝ้ายอยู่นอกหน้าต่าง สื่อความถึงเจ้าจอมมารดาสำลี ผู้เป็นมารดาของพระองค์เจ้านภาพรประภา สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงบันทึกไว้เพิ่มเติมหลังจากที่พัดเสร็จสมบูรณ์ว่าเสียดายที่ทรงคิดช้าไป ทรงอยากเปลี่ยนต้นฝ้ายด้านหนึ่งให้เป็นต้นบุนนาค ด้วยองค์เจ้าของงานสืบเชื้อสายมาจากสกุลบุนนาค

พัดรองที่ระลึกงานพระศพหม่อมเจ้าปลื้มจิตร จิตรพงศ์

6. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
พัดรองที่ระลึกงานพระศพหม่อมเจ้าปลื้มจิตร จิตรพงศ์, 2463 (1920)
ภาพเขียนบนผืนผ้า

ในงานพระศพของพระธิดาของพระองค์ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงออกแบบให้ตาลปัตรกลายเป็นผืนแคนวาส และให้มิสเตอร์คาร์โล ริโกลี ศิลปินชาวอิตาเลียนวาดภาพลงบนพัด เป็นภาพที่แตกต่างในแต่ละเล่ม ภาพวัดเบญจมบพิตรบนตาลปัตรด้านบนเป็นมุมมองที่แปลกตา ฝีแปรงของภาพชวนให้นึกถึงงานจิตรกรรมรูปแบบ Impressionism

พัดรองที่ระลึกในงานพระเมรุสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

7. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
พัดรองที่ระลึกในงานพระเมรุสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมมาลมารศรี พระอัครราชเทวี, 2471 (1928)
พลาสติกชนิดพิเศษ ด้ามไม้ 

 

  แม้จะออกแบบพัดรองเล่มนี้เมื่อพระชนมายุ 65 ปีแล้ว สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ก็ยังมิทรงหยุดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ พัดเล่มนี้ทรงเลือกใช้วัสดุที่แปลกใหม่อย่างพลาสติกพิเศษสีทองที่แลดู Futuristic เอามากๆ ด้วยพื้นผิวและคุณสมบัติการสะท้อนแสงที่น่าสนใจจึงไม่ต้องทำให้เกิดลวดลายใดๆ เพิ่มเติมอีกแล้ว

พัดรอง

8. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
พัดรองมะโรงนักษัตร, 2459 (1916)
ผ้าแพร ปักไหม ด้ามไม้
9. ไม่ปรากฏนามผู้ออกแบบ
พัดรอง ที่ระลึกวัดเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7, 2472 (1929)
ผ้าพิมพ์ลาย ด้ามไม้

 

พัดทั้งสองเล่มจัดทำขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในวาระเฉลิมพระชนมพรรษา 36 พรรษาของพระมหากษัตริย์ 2 รัชกาล พัดลายมังกรถือวชิราวุธเป็นของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องด้วยเสด็จพระราชสมภพในปีมะโรง ส่วนพัดรูปงูเขียวหางไหม้เป็นของของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยทรงเสด็จพระราชสมภพในปีมะเส็ง พัดทั้งสองเล่มสร้างห่างกัน 13 ปี เมื่อนำมาเทียบกันจะเห็นความเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงเทคนิคจากการปักไหมเปลี่ยนมาใช้ผ้าพิมพ์ลาย รูปแบบศิลปะจากความเป็นเทพนิยายมาสู่ความ Realistic จากความขึงขังอลังการมาสู่ความเรียบง่าย ความเปลี่ยนทั้งหมดทั้งมวลเป็นผลมาจากรูปแบบความนิยมทางศิลปะที่แปรเปลี่ยนไป พระราชนิยมที่แตกต่างกันของพระมหากษัตริย์ทั้งสองรัชกาล การเกิดการผลิตในรูปแบบใหม่ การที่ช่างฝีมือหาได้ยากขึ้น ค่านิยมที่เปลี่ยนไป รวมไปถึงสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำ

ในกาลนั้นสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพมีลายพระหัตถ์ถึงสมเด็จฯ กรมพระยานริศฯ ว่าถ้าว่าตามความเห็นของหม่อมฉัน เห็นว่าถึงเวลาน่าจะเลิกทำพัดรองอย่างแต่ก่อนแล้ว ด้วยการพิธีรีตองและการศพการเมรุก็เปลี่ยนรูปไปหมดแล้ว พระได้ไปไม่มีที่ใช้สักกี่หน การลงทุนทำพัดรองอย่างวิจิตรดูดังภาษิตว่าตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ สมเด็จฯ กรมพระยานริศฯ ในฐานะเป็นผู้ออกแบบพัดรองจำนวนมากก็ทรงเห็นด้วย พร้อมทั้งทรงปรารภว่ายุคไหนทำอย่างไรก็วิ่งตามกันฮือๆ ไปเป็นแฟแช่นอย่างเสื้อผ้าผู้หญิง การทำพัดรองนั้นชอบกล ถ้าผิดท่าไปพระท่านไม่ใช้ ได้เห็นครั้งเดียวแล้วไม่ได้เห็นอีกเป็นครั้งที่สองลายในพัดก็เป็นเช่นเดียวกัน ทำเป็นรูปคน พระท่านไม่ใช้ กระเดียดไปทางข้างเป็นทางพระท่านจึงใช้ฉะนั้น จึงเป็นที่เสียดายเหลือเกินว่างานออกแบบชั้นครูที่เราเห็นว่าแสนจะ Cool นั้น ผู้ใช้งานจริงบางท่านอาจจะไม่ได้เห็นด้วย หรือวัตถุประสงค์ที่จะทำให้ของใ้ช้จริงได้อาจจะไม่ประสบผลเสมอไป

พัดรองที่ระลึกงานพระเมรุสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

10. คณะศิษยานุศิษย์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
พัดรองที่ระลึกงานพระเมรุสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, 2493 (1950)
สีน้ำมันบนผืนผ้า ด้ามไม้

 

เมื่อถึงคราวที่สมเด็จครูจากไปคณะศิษยานุศิษย์ในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์จึงร่วมกันสร้างพัดรองถวายในงานพระเมรุเป็นตาลปัตรที่วาดสีน้ำมันเป็น Abstract Art แสดงความเจนจัดด้านความสร้างสรรค์ นับเป็นการบูชาครูที่สมพระเกียรติเป็นที่สุด และเป็นเจริญรอยตามนักออกแบบผู้ยิ่งใหญ่อย่างน่าสรรเสริญ

วัฒนธรรมการทำพัดรองเป็นที่ระลึกในงานพิธีเผยแผ่ออกไปสู่สามัญชน เกิดเป็นตาลปัตรหลากหลายที่ค่อยๆ ลดทอนความซับซ้อนทางศิลปะลง อย่างตาลปัตรภาพพระพุทธเจ้าแบบที่เราเห็นชินตา หรือตาลปัตรไปไม่กลับหลับไม่ตื่นฟื้นไม่มีหนีไม่พ้น ในงานศพ

พัดรองที่ระลึกเฉลิมพระชนมายุ 60 พรรษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา

11. จักรพันธุ์ โปษยกฤต และ วัลลภิศร์ สดประเสริฐ
พัดรองที่ระลึกเฉลิมพระชนมายุ 60 พรรษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, 2526 (1983)
ผ้ากำมะหยี่ ปักดิ้น

  ในสมัยรัชกาลที่ 9 ธรรมเนียมการสร้างพัดรองที่ระลึกในพระราชพิธียัังคงอยู่เรื่อยมา ศิลปินแห่งชาติอย่างอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เคยเป็นผู้ออกแบบและจัดสร้างพัดรองถวายสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในปี 2526

พัดรองที่ระลึก งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9
12. สถาบันสิริกิติ์
พัดรองที่ระลึก งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9, 2555 (2012)
ผ้ากำมะหยี่ ปักดิ้น ปักเลื่อม แกะสลักไม้ ประดับปีกแมลงทับ

ในโอกาสที่พระสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา สถาบันสิริกิติ์ (ยกฐานะจากโรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา) ประดิษฐ์พัดรองด้วยเทคนิคโบราณอันหลากหลาย จนกลายมาพัดรองที่สวยงามทรงคุณค่าทั้งในด้านการสืบสานและสร้างสรรค์

 

Graphic Design สไตล์รัตนโกสินทร์ที่แหวกขนบเพื่อสร้างสิ่งใหม่บนหน้าตาลปัตรพระ Graphic Design สไตล์รัตนโกสินทร์ที่แหวกขนบเพื่อสร้างสิ่งใหม่บนหน้าตาลปัตรพระ

การออกแบบตาลปัตรไม่ได้เป็นเรื่องของวัดของวังเท่านั้นเมื่อ Slowmotion Design Studio ระดับตำนานของไทยออกแบบตาลปัตรเพื่อใช้ในงานแต่งงานและงานบวช ด้วยดีไซน์ที่ร่วมสมัย

ในงานศพของ MAMAFAKA ตั้ม-พฤษ์พล มุกดาสนิท Slowmotion ได้ออกแบบตาลปัตรโดยนำ Mr. Hell Yeah! ผลงานอันเป็นจดจำของเขามาไว้บนตาลปัตร หลวงพ่อผู้แสดงพระธรรมเทศนาในงานครั้งนั้นได้กล่าวว่าสาธุ โข สิปฺปกํ นาม อปิ ยาทิสกีทิสํ ขึ้นชื่อว่าศิลปะ ไม่ว่าอย่างใดๆ ก็ยังประโยชน์ได้ทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่นตาลปัตรนี่ เมื่อนำศิลปะมาใช้ ก็ทำให้เกิดเป็นศิลปะ ดูสวยงาม ไม่เคยเห็นที่ไหนมาเลย” 

เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้

 

อ้างอิง

ณัฎฐภัทร จันทวิช, ตาลปัตรพัดยศ ศิลปบนศาสนวัตถุ. กรุงเทพฯ : ริเวอร์บุ๊คส์, 2538.
ดวงจิตร จิตรพงศ์. ตาลปัตร. พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2502.
สุรศักดิ์ เจริญวงศ์, สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สมเด็จครู นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม. กรุงเทพฯ :
      มติชน, 2549.

 

ภาพ: slowmotion

ในเดือนพฤษภาคม 2561 นี้ ศิลปินรุ่นใหม่กว่าสิบชีวิต จะมาร่วมสร้างสรรค์ตาลปัตรในนิทรรศการกลับตาลปัตร – Flip The Fan Art Exhibition’ ภายใต้แนวคิด ‘การออกแบบตาลปัตรร่วมสมัย เพื่อสะท้อนแนวความคิดการเตือนสติตนเองและผู้อื่น’

จัดแสดง YELO House วันที่ 4 – 27 พฤษภาคม 2561 (ปิดทุกวันอังคาร) ภัณฑารักษ์: ฮ่องเต้กนต์ธร เตโชฬาร

โดยศิลปิน ธนชัย อุชชิน (ป๊อด Moderndog), PUCK (ไตรภัค สุภวัฒนา), ชม ชุมเกษียร, Dogkillmen (ชานนท์ ยอดหงษ์), เดอะดวง (วีระชัย ดวงพลา), Sahred Toy (ต๊อด-อารักษ์ อ่อนวิลัย), นักรบ มูลมานัส, Primiita (ศุภศรา หงศ์ลดารมภ์) Mamablues (ฟ้าวลัย ศิริสมพล), Slverwater (ธนกร ศิริรักษ์), ฮ่องเต้ (กนต์ธร เตโชฬาร), บาส บดินทร์, บริษัท Another Day Another Render จำกัด และ กลุ่มทำ มา หา กิน

Writer

Avatar

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

จด *หมายเหตุ

จด *หมายเหตุ ให้กับรูปเก่าๆ ที่เราพบที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

เมื่อปลายปีที่แล้ว นิทรรศการหนึ่งที่หอศิลป์กรุงเทพฯ (BACC) ทำให้เรา (และผู้พิสมัยในเรื่องเก่าๆ) ใจเต้นแรง นิทรรศการดังกล่าวจัดแสดงภาพถ่ายโบราณอายุร้อยปีบวกบวกกว่าร้อยภาพที่คุณ Joachim K Bautze (โจคิม เค บ้าวท์ซ) นักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวเยอรมันใช้เวลาครึ่งค่อนชีวิตเพียรพยายามเสาะแสวงรวบรวมมาจากที่ต่างๆ รอบโลก ด้วยเหตุที่ภาพหลายภาพไม่เคยเผยแพร่ที่ใดมาก่อน นิทรรศการนี้จึงมีชื่อว่า Unseen Siam

ทว่าภาพทั้งหลายเหล่านั้นมิได้แขวนไว้อย่างแห้งแล้งชวนให้ผู้ชมจมจ่อมลงสู่อดีตอย่างเดียวเท่านั้น แต่พื้นที่ข้างๆ ของภาพฉายจากอดีตเหล่านั้นจัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยไว้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นผลงานภาพถ่าย ภาพวาด ภาพพิมพ์ หรือ วิดีโออาร์ต ชิ้นงานเหล่านั้นต่างได้รับแรงบันดาลใจจากภาพถ่ายเก่าชุด Unseen Siam

การจัดแสดงครั้งนั้นช่างน่าสนใจ เราตั้งข้อสังเกตว่า โดยปกติแล้วแนวทางการนำเสนออะไรแบบไทยๆ มักจะมีอาณาเขตบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าของเก่าคือของเก่า ของใหม่คือของใหม่ สองสิ่งนี้ไม่ค่อยจะได้มาปะปนบนพื้นที่เดียวกันนัก เราว่าอดีตก็เรื่องนึง ปัจจุบันก็เรื่องนึง อนาคตยิ่งแล้วใหญ่ มันเป็นคนละเรื่องกัน ทำให้เรามักมองไม่ค่อยเห็น (หรือไม่ค่อยสนใจ) สายสัมพันธ์ของอดีตที่ลิงก์มายังปัจจุบัน (และอาจจะทอดยาวไปถึงอนาคต) ด้วยวิธีคิดแบบนี้รึเปล่าก็ไม่รู้ทำให้เราไม่ค่อยมีการแชร์พื้นที่กันระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ ในประเทศไทย โบราณสถานถือเป็นโบราณสถาน แสนจะแปลกพิกลถ้าจะมีอะไรร่วมสมัยล้ำๆ มาร่วมแจมด้วยในพื้นที่เดียวกัน

แนวคิดของการจัดแสดงภาพถ่ายชุด Unseen Siam กลับต่างออกไป เพราะนี่คือภาพของ “ทวิภพ” เป็นการสะท้อนกลับไปกลับมาไม่รู้จบสิ้นของอดีตและปัจจุบัน วันคืนที่ล่วงไปแล้วส่องฉายและเป็นแรงบันดาลใจให้วันนี้ เป็นสายใยที่ไม่ร่วงโรยแยกขาดออกจากกัน สมกับแนวคิดของนิทรรศการนี้ที่ว่า “ระลึกอดีต มองปัจจุบัน”

และเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ เราได้ไปใช้บริการหอจดหมายเหตุแห่งชาติเป็นครั้งแรก หน่วยงานนี้ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี ที่นี่เป็นคลัง (Archives) เก็บรวบรวมเอกสารสำคัญในช่วงเวลาต่างๆ ที่จะช่วยปะติดปะต่อเรื่องราวในอดีตจนถึงปัจจุบันให้เป็นภาพที่สมบูรณ์ สิ่งที่เก็บรวบรวมอยู่ที่นี่มีทั้งเอกสารลายลักษณ์อักษร (บันทึก จดหมาย หนังสือพิมพ์ ฯลฯ) ภาพถ่าย แผนที่ และภาพเคลื่อนไหว เอกสารบางส่วนตกทอดมาจากหอหลวงในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาหนังสือสำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณ

ด้วยความเป็นสถานที่ราชการจึงมีขั้นตอนเล็กน้อยในการเข้าขอใช้บริการ เมื่อผ่านขั้นตอนการลงทะเบียนผู้ค้นคว้าแล้ว เราจึงสามารถเข้าถึงเอกสารต่างๆ ได้ เอกสารที่เราสนใจใคร่รู้ใคร่ดูมากที่สุดก็คือภาพถ่ายต่างๆ ที่เก็บรวบรวมไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งมีให้บริการในห้องภาพ

รูปภาพในห้องภาพของหอจดหมายเหตุแห่งชาติมีให้บริการในหลายรูปแบบ ภาพถ่ายจำนวนกว่า 20,000 ภาพได้รับการสแกนลงฐานข้อมูลดิจิทัลเรียบร้อยแล้ว พี่เจ้าหน้าที่กระซิบมาว่ายังมีภาพถ่ายอีกเยอะมากๆ ที่รอการค้นคว้าและสแกนลงฐานข้อมูล รูปถ่ายอีกจำนวนหนึ่งอัดสำเนาเป็นแผ่นผนึกบนแผ่นกระดาษ แล้วจัดเก็บไว้ในชั้นเหล็กแบ่งตามหัวข้อให้เราได้หยิบเลือกดูได้อย่างสะดวก

ในชั้นเหล็กเหล่านั้น เราพบเห็นภาพจากอดีตที่มีเรื่องราวแจ่มชัดอยู่ในนั้นแม้เวลาผ่านไปเนิ่นนาน บางภาพแสนจะ unseen ยิ่งกว่าภาพในนิทรรศการ Unseen Siam ซะอีก น่าเสียดายถ้ารูปเหล่านั้นจะนอนรอซังกะตายในลิ้นชักเหล็กเพียงเพื่อให้ใครสักคนสองคนผ่านมาพบเห็นเท่านั้น จะดีกว่าไหมถ้าเราจะแง้มภาพเหล่านั้นออกมาจากกรุและแบ่งปันร่วมกันชื่นชมทั้งความงามทั้งเรื่องราวที่อยู่ทั้งภายในและซุกซ่อนอยู่ข้างหลังภาพ

คอลัมม์นี้จึงมีชื่อว่า จดหมายเหตุ เสมือนเป็นการหยิบภาพภาพหนึ่งขึ้นมาพินิจ แล้วจดคำบรรยาย พร้อม “หมายเหตุ” เป็นข้อๆ ไว้หลังภาพนั้น ซึ่งหมายเหตุแต่ละข้ออาจจะเป็นเกร็ดที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจ หรือเป็นสิ่งละอันพันละน้อยที่อาจจะดูไม่เป็นแก่นสารอะไรแต่สร้างความแปลกใจหรือความประทับใจให้กับเราได้

ด้วยความที่ผู้เขียนมิได้เป็นนักประวัติศาสตร์หรือนักวิชาการ ข้อเขียนของเราจึงไม่ได้เน้นการเล่าประวัติศาสตร์ผ่านภาพ แต่เป็นการชวนพินิจภาพเก่าเคล้าคลอเรื่องสัพเพเหระ ที่คาบเกี่ยวกับแง่งามของภาพและเรื่องราวในภาพนั้นๆ จะยินดียิ่งหากมีผู้รู้หรือผู้สนใจมาร่วมแชร์เรื่องราวหรือแง่คิดในมิติต่างๆ เพื่อปะติดปะต่อเหล่าภาพนั้นให้งดงามแจ่มชัดยิ่งขึ้น  

ภาพแรกที่หยิบมานำเสนอเตะตาเรา เพราะแตกต่างไปจากภาพพอร์เทรตอื่นๆ ในคลังที่มักจะเป็นภาพ “เบื้องหน้า” ที่ให้เราเห็นบุคคลในภาพอย่างชัดเจน แต่ภาพนี้เป็น “ภาพเบื้องหลัง” เพราะบุคคลในภาพหันหลังให้กล้อง

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ

ในแวบแรกเรานึกไปถึงประเพณีการถ่ายภาพตามวิถีฮิปสเตอร์ ที่ผู้เป็นแบบจะโพสท่าแบบตั้งใจเพื่อปกปิดอัตลักษณ์บางส่วนของตน เช่น การหันหลังบ้าง เอานู่นนี่มาปิดหน้าบ้าง หรือโผล่มาในรูปแค่เสี้ยวเดียวบ้าง ทำให้ได้ภาพที่มีเสน่ห์แปลกตาออกไปจากภาพถ่ายบุคคลกระแสหลัก (เช่นการเซลฟี) ที่จะเน้นการเปิดเผยอัตลักษณ์ของคนที่เป็นแบบอย่างตรงไปตรงมา (ถ้าไม่ใช้แอพ)

แวบที่สอง เรานึกถึงภาพเขียนแนวเซอร์เรียลิสม์ของศิลปินชื่อดังอย่าง René Magritte (เรเน่ มากริตต์) หลายรูปดังของเขาเป็นรูปบุคคลหันหลังนิ่งๆ (สันนิษฐานว่าถ้าหันหน้ามา แบบต้องทำหน้าเดธอยู่แน่ๆ) สร้างความฉงนฉงายให้กับคนดู ชวนตั้งคำถามเรื่องที่เกี่ยวกับอัตลักษณ์ของบุคคล เส้นแบ่งระหว่างโลกจริงกับโลกแห่งจินตนาการ หรือความสลับซับซ้อนของกระบวนการสัมผัสรับรู้ของคนเรา ฯลฯ และในแวบที่สาม เราสงสัยและพยายามนึกหาคำตอบว่าทำไมบุคคลในภาพถึงโพสท่าเช่นนี้

คำบรรยายหลังภาพบอกไว้ว่า ภาพดังกล่าวคือพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระองค์ทรงเป็นสตรีแถวหน้าโดยแท้จริง ด้วยทรงเป็นลูกของพระมหากษัตริย์ (รัชกาลที่ 4) เมียของพระมหากษัตริย์ (รัชกาลที่ 5) และแม่ของพระมหากษัตริย์ (รัชกาล 6 และรัชกาลที่ 7) ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปเมื่อ พ.ศ. 2440 เป็นเวลานานถึง 9 เดือน ทรงสถาปนาพระมเหสีให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มีอำนาจเบ็ดเสร็จเท่าองค์พระมหาษัตริย์ พระองค์จึงได้รับตำแหน่ง สมเด็จพระบรมราชินี “นาถ” อันหมายถึงพระราชินี “ผู้เป็นที่พึ่ง” เป็นครั้งแรก

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช บรรยายถึงเหตุการณ์นั้นผ่านความรู้สึกของแม่พลอย นางเอกวรรณกรรมอมตะเรื่อง สี่แผ่นดิน ว่าการสถาปนาครั้งนั้น “เป็นการกระเทือนความรู้สึกในสิทธิของเพศตนที่สงบนิ่งอยู่ในตัวผู้หญิงมาหลายศตวรรษได้กลับฟื้นคืนชีพ เพราะได้ปรากฏแน่ชัดแล้วว่าขณะที่พระเจ้าอยู่หัวเสด็จไม่อยู่นี้ ผู้หญิงครองแผ่นดิน” ชาววังในสมัยนั้นเรียกพระองค์ว่า “สมเด็จรีเยนต์” มาจากคำว่า “regency” อันหมายถึงผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน

René Magritte

ทุกครั้งเมื่อมองภาพพอร์เทรตของพระราชินีพระองค์นี้ เรามักรู้สึกถึงความเป็นผู้หญิงผู้ทรงพลังอำนาจ แม้แต่ในภาพเบื้องหลังนี้ พลังของพระองค์ก็ยังปรากฏให้เห็นผ่านความสง่างามของเสื้อผ้าอาภรณ์ ฉลองพระองค์ (เสื้อ) ตัดเย็บด้วยผ้าโบราณตามแบบแผนเรื่องทรงของเจ้านายไทยชั้นสูง แต่แขนของฉลองพระองค์กลับพองเป็นทรง Leg O’Mutton ซึ่งแปลตามศัพท์แล้วหมายถึงขาแกะ แต่ในไทยนิยมเรียกว่าขาหมูแฮม หรือแขน (เสื้อแบบ) หมูแฮม อย่างฝรั่ง ในช่วงทศวรรษ 1890 เสื้อที่มีแขนทรงนี้ ถือเป็น must-have item ของเชื้อพระวงศ์และสาวสังคมแถวหน้าของยุโรป และ trend ดังกล่าวก็เข้ามาถึงกรุงสยาม โดยพระราชินีของเรา mix and match เสื้อทรงนี้เข้ากับผ้าทรงสะพัก (ผ้าสไบทองปักดิ้นทองห่มทับกับเสื้อ เป็นเครื่องยศอย่างหนึ่ง) จนออกมาเป็น look ลูกครึ่งที่แสนสวยเก๋ทันสมัย ขณะเดียวกันก็ถูกต้องตามแบบโบราณราชประเพณี

  เมื่อค้นหาที่มาของการถ่ายภาพเบื้องหลังดังกล่าว พบข้อมูลว่าเมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสกรุงโรมเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2440 พระองค์เสด็จฯ ไปยังสตูดิโอของประติมากรชื่อ Charles F. Summers (ชาร์ลส เอฟ. ซัมเมอร์ส) เพื่อทอดพระเนตรการปั้นพระรูปปั้นครึ่งองค์ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และพระองค์ได้ประทับเป็นแบบให้ประติมากรปั้นพระบรมรูปปั้นของพระองค์เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับการแกะสลักรูปหินอ่อน เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วรูปสลักหินอ่อนทั้งสองได้ส่งมายังพระนครและตั้งอยู่ในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทจวบจนปัจจุบัน ด้วยรูปแบบฉลองพระองค์และการประดับเครื่องประดับที่เป็นชุดเดียวกันเป๊ะ จึงสันนิษฐานได้ว่าพระฉายาลักษณ์เบื้องหลังนี้มิได้ฉายขึ้นด้วยความโก้เก๋ประการใดแต่เป็นการถ่ายเพื่อส่งไปให้ช่างปั้นรูปทำตามแบบต่างหาก

René Magritte

หลายคนคงพอเคยได้ยินได้อ่านเรื่องราวของสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียแห่งอังกฤษ เมื่อเจ้าชายอัลเบิร์ต พระสวามีสิ้นพระชนม์ ควีนทรงโศกเศร้าไม่เสด็จออกว่าราชการและเก็บพระองค์ ไม่ปรากฏพระองค์ในที่สาธารณะนานหลายปี นักวิชาการรุ่นหลังอธิบายว่า นอกจากความโศกาดูรที่ทรงขาดทั้งที่รักและที่พึ่งอย่างเจ้าชายอัลเบิร์ตแล้ว พระองค์ยังทรงประสบกับภาวะซึมเศร้าทั้งก่อนคลอดและหลังคลอด (Prenatal and Postnatal Depression) ที่สะสมเรื้อรังมาเนิ่นนานจากการมีประสูติกาลพระราชโอรสธิดารวม 9 พระองค์ (ส่วนสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถมีพระราชโอรสธิดารวมถึง 14 พระองค์ ในจำนวนนี้รวมถึงพระราชบุตรที่ตกเสียก่อน-หมายถึงแท้งนั่นเอง-ที่จะมีพระประสูติกาลถึง 5 พระองค์) ควีนทรงฉลองพระองค์สีดำไว้ทุกข์ตลอดพระชนม์ชีพที่เหลือ เช่นเดียวกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เมื่อสมเด็จพระราชสวามีเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2453 พระองค์ทรงมีพระชนมายุ 46 พรรษา (ใกล้เคียงกับควีนวิกตอเรียที่สูญเสียพระสวามีเมื่อพระชนมายุ 42 พรรษา) ทรงทุกข์ระทมและงดการประกอบพระราชกรณียกิจ และทรงย้ายไปประทับอย่างโดดเดี่ยวที่พระราชวังพญาไท

หมอสมิธ (คนละคนกับหมอโอ๊ค สมิทธิ์) แพทย์ประจำพระองค์ชาวอังกฤษ บันทึกไว้ในหนังสือ A Physician at the Court of Siam ไว้ว่า ในบั้นปลายของพระชนม์ชีพพระองค์ประทับอยู่แต่บนพระแท่นบรรทมตลอดทั้งวัน บรรทมในเวลากลางวัน ตื่นพระบรรทมราวหกโมงเย็นถึงสองทุ่ม และจะบรรทมอีกครั้งในเวลาราวรุ่งสาง ทำให้ในเวลากลางวัน “บรรยากาศภายในราชสำนักดูเงียบสงบวังเวง ราวกับพระราชวังของเจ้าหญิงนิทราในนิทาน”

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ

ภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

บรรณานุกรม

ดวงใจ. เบื้องหน้าเบื้องหลังบัลลังก์อังกฤษ. กรุงเทพฯ : เพื่อนดี, 2550.
ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. สี่แผ่นดิน กับเรื่องจริงในราชสำนักสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน, 2551.
ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. หอมติดกระดาน. กรุงเทพฯ : มติชน, 2549.
ศุกลรัตน์  ธาราศักดิ์. สมเด็จฯ พระพันปีหลวง ในทรรศนะของหมอสมิธ : เรื่องเล่าของชาวต่างชาติ. เข้าถึงได้
      จาก http://www.sookjai.com/index.php?topic=85167.0;wap2
อภินันท์ โปษยานนท์, จิตรกรรม และประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง,
      2537.
David Millward. (2012, December 15). Queen Victoria was a domestic tyrant of a mother who  
      hated her nine children, a BBC documentary claims. Retrieved from
      http://www.telegraph.co.uk/news/9748492/Queen-Victoria-hated-her-children-say-
      academics.html
Julia Baird. (2010, January 13). Baird: Victoria, Queen and angry working mother. Retrieved from
      http://www.newsweek.com/baird-victoria-queen-and-angry-working-mother-71181

Writer

Avatar

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load