โน้ตเพลงนับแสนแผ่นอัดแน่นบนชั้นสองของบ้านตัวโน้ต ย่านบางนา

เชื่อหรือไม่ ครั้งหนึ่งหน้าบ้านหลังนี้เคยเต็มไปด้วยมอเตอร์ไซค์นับสิบคันจอดรอ เพื่อนำโน้ตเพลงหลายร้อยแผ่นไปส่งตามไนต์คลับหรือห้องอาหารต่างๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร

นักร้องนักดนตรีดังๆ ระดับประเทศที่เติบโตมาจากการร้องเพลงและเล่นดนตรีกลางคืนต่างคุ้นเคยกับ ‘โน้ตกิ้ว’ เป็นอย่างดี เพราะเป็นเครื่องมือทำมาหากินที่จำเป็น หากไม่มีก็เล่นดนตรีไม่ได้ ดังคำบอกเล่าของ เจนนิเฟอร์ คิ้ม ดีวาสาวคนดัง บนเวทีคอนเสิร์ต JENNIFER KIM DIVA CHINATOWN เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

“สมัยก่อนเป็นนักร้องต้องถือโน้ตเดินเข้าร้าน แล้วนักร้องไม่ได้เขียนโน้ตเองหรือให้นักดนตรีเขียนนะ แต่เราใช้วิธีโทรสั่ง ‘โน้ตกิ้ว’ เป็นโน้ตแผ่นๆ ชุดหนึ่งมีสี่ชิ้น กีตาร์ เบส กลอง เปียโน เขาส่งทั่วประเทศเลย พอสั่งมาก็จะมีคนถือโน้ตมาให้ เพลงไทยสี่ชิ้น สามสิบบาท เพลงฝรั่งหนึ่งร้อยบาท เชื่อไหมสมัยนั้นพอเราเดินเข้าไป พนักงานถามเลยมาทำไม พอบอกมาร้องเพลง เขาก็พูดเลย นึกว่ามาส่งโน้ตกิ้ว”

โน้ตกิ้ว ตำนานนักแกะโน้ต ที่พึ่งพิงของนักร้องนักดนตรีกลางคืนมานานกว่า 40 ปี

แม้โด่งดังและมีอิทธิพลต่อวงการดนตรีกลางคืนเมื่อ 20 – 30 ปีก่อนเพียงใด กลับมีน้อยคนที่ทราบว่า ‘กิ้ว’ เป็นใคร มาจากไหน หรือหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะส่วนใหญ่ทุกคนจะรู้จักแต่คนส่งโน้ตของเขาเท่านั้น

เราเลยถือโอกาสนี้พาทุกคนมาบุกถึงห้องทำงานของ กิ้ว-ชาญ ชินนภาแสน พร้อมฟังเรื่องราวตลอด 79 ปีของชายผู้หยัดยืนกับการแกะโน้ตเพลงไม่เปลี่ยนแปลง แม้ในวันที่ความนิยมอาจเสื่อมคลายไปแล้วก็ตาม

01

คนคลั่งเพลง

กิ้วหลงรักเสียงเพลงมาตั้งแต่เด็ก เขาดูหนังเอลวิสไม่ต่ำกว่า 5 – 6 รอบ ฟังเพลง The Beatles, Bee Gees ไม่เคยเบื่อ จนจำขึ้นใจ ถึงขั้นไปหากีตาร์มาฝึกด้วยตัวเอง แม้จะแทบไม่มีความรู้เรื่องคอร์ดดนตรีเลยก็ตาม

“เมื่อก่อนบ้าเพลงมาก สิบกว่าขวบก็ฟังแล้ว ตอนนั้นมีวิทยุเครื่องเล็กๆ เครื่องหนึ่งก็เปิดตลอด เปิดเสียงดังมาก จนพ่อด่าทุกวัน บางทีเดินมาก็ปิดทิ้ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำให้เรารู้เรื่องเพลงเยอะมาก และอยากเล่นกีตาร์เป็น จึงนั่งหัดดีดกรุ๊งกริ๊งๆ อยู่บ้าน ไม่มีคนสอน เล่นได้พักหนึ่งก็รู้ว่าไม่เวิร์กแน่ เลยไปเรียนดนตรีที่สี่พระยา คนฟิลิปปินส์สอน เรียนอยู่สองสามเดือน พอรู้เรื่องก็เลิก ขี้เกียจไป แล้วกลับมากรุ๊งกริ๊งๆ อยู่ที่บ้านเหมือนเดิม”

โน้ตกิ้ว ตำนานนักแกะโน้ต ที่พึ่งพิงของนักร้องนักดนตรีกลางคืนมานานกว่า 40 ปี

วันหนึ่งชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไป เมื่อเพื่อนบ้านสัมผัสถึงความคลั่งไคล้ของเด็กหนุ่ม จึงชักชวนให้มาเล่นดนตรีในร้านซึ่งเขาเป็นเจ้าของ กิ้วเห็นโอกาสที่จะได้ฝึกตัวเองจึงตอบตกลง เขาเล่นอยู่ที่นี่อยู่พักใหญ่ กระทั่ง พ.ศ. 2509 จึงรวมตัวกับเพื่อน 3 – 4 คน ตั้งวงดนตรีเล็กๆ ของตัวเอง โดยเขารับหน้าที่มือเบส ควบตำแหน่งหัวหน้าวง

จังหวัดแรกที่กิ้วไปเยือนคืออุดรธานี ตรงกับยุคสงครามเวียดนามกำลังคุกรุ่น เวลานั้นทหารอเมริกันถูกส่งตัวเข้าไทยจำนวนมาก พอตกดึกไม่รู้ทำอะไรก็ไปนั่งตามผับบาร์ต่างๆ เสียแต่ว่า เวลานั้นฝีมือของกิ้วกับเพื่อนยังอ่อนหัด ดึงลูกค้าไว้ไม่ไหว ไม่นานนักผับก็เจ๊ง วงดนตรีจึงต้องแยกย้ายโดยปริยาย

กิ้วเห็นว่าอยู่อุดรธานีต่อไปก็ไร้อนาคต จึงจับรถไฟกลับกรุงเทพฯ ไปฝากตัวตามวงดนตรีต่างๆ กระทั่งจับพลัดจับผลูได้เดินสายไปทั่วประเทศกับ สมยศ ทัศนพันธ์ โดยกิ้วเล่นเบสให้วงชาโดว์ซึ่งแสดงคั่นวงลูกทุ่งช่วงพักครึ่ง เขาแสดงอยู่นานจนฝีมือดีขึ้น และกลับมาฟอร์มทีมออกรับงานตามผับต่างจังหวัดได้อีกครั้ง

แม้ภาคปฏิบัติจะได้คะแนนบวก หากแง่ทฤษฎีต้องถือว่ายังติดลบ เพราะกิ้วอ่านโน้ตแทบไม่เป็นเลย เวลาจะแกะเพลงแต่ละครั้งก็ต้องเปิดแผ่นเสียง อยากฟังท่อนไหนก็ยกเข็มขึ้นลง ทำซ้ำๆ จนแผ่นสีดำถลอกกลายเป็นสีขาว

ข้อดีคือเวลาเล่นออกมาแล้วคล้ายต้นฉบับมาก แต่ข้อเสียคือทุกคนต่างคนต่างแกะ ใครเล่นชิ้นไหนก็ไปแกะมา แต่อย่างว่า หูคนเราไม่เหมือนกัน เวลาแกะออกมาจึงไม่เคยตรงกัน แถมนักดนตรียุคนั้นมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่ค่อยมีใครยอมใคร ส่งผลให้วงแตกไปหลายวง

กิ้วมาเริ่มเรียนรู้เรื่องโน้ตครั้งแรกตอนอยู่กับ ครูนคร ถนอมทรัพย์ ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2554

ยุคนั้นครูนครเป็นศิลปินที่ดังมาก ใครๆ ต่างรู้จักในชื่อ กุง กาดิน ยิ่งเพลงแปลงนั้นโด่งดังมากเป็นพิเศษ แถมยังมีวงสตริงคอมโบเต็มวง ออกแสดงตามไนต์คลับต่างๆ ทั่วเมืองกรุง

พอดีครูเห็นว่า มือเบส มือกีตาร์ มือกลอง ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องโน้ตติดตัว จะบรรเลงเพลงอะไรก็อาศัยหูฟังแล้วก็เล่นตามไปเรื่อย ต่างจากพวกมือเป่าที่วางโน้ตแผ่นเดียวเล่นได้เลย จึงเมตตาสอนเรื่องโน้ตให้ ซึ่งกิ้วก็แค่ฟังไว้ ไม่ได้สนใจอะไรจริงจัง เพราะมองไม่เห็นความสำคัญใดๆ

โน้ตกิ้ว ตำนานนักแกะโน้ต ที่พึ่งพิงของนักร้องนักดนตรีกลางคืนมานานกว่า 40 ปี

“พี่นครพยายามสอน แต่เราก็ไม่ชอบ เกลียดมาก เพราะแต่ก่อนเครื่องเป่าเล่นไม่เหมือนแผ่น เป่าปุดปาดๆ ตามโน้ตหมด สำเนียงไม่มี ฟังแล้วรำคาญ ขณะที่เราติดนิสัยว่าต้องเล่นเหมือนแผ่นถึงเก่ง เลยไม่เคยยอมรับเรื่องโน้ตเลย”

แต่ใครจะไปคิดว่า สุดท้ายแล้ว สิ่งที่กิ้วต่อต้านจะกลับกลายมาเป็นงานเลี้ยงชีพของเขามาถึง 4 ทศวรรษ

02

สถานการณ์สร้างนักแกะโน้ต

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กิ้วหันมาสนใจโน้ตเพลงอย่างจริงจัง มาจากแฟนสาวคนหนึ่งของเขา

ราวๆ พ.ศ. 2515 – 2516 กิ้วฟอร์มวงกลับไปเล่นที่อุดรธานีอีกครั้ง โดยมีแฟนสาวเป็นนักร้องนำ แต่เล่นได้ไม่นานก็วงแตก จึงย้อนกลับมาหางานทำที่กรุงเทพฯ โดยตัวเองก็ไปรับเล่นดนตรีตามร้านต่างๆ ส่วนแฟนสาวก็ไปร้องเพลงอยู่ที่ห้องอาหารเฮงหลง สี่แยกสะพานควาย

สมัยนั้น การเล่นดนตรีกลางคืนในกรุงเทพฯ นักร้องกับวงดนตรีไม่ได้อยู่วงเดียวกัน

ร้านหนึ่งอาจมีวงดนตรีเล่นประจำแค่วงเดียว แต่มีนักร้องหมุนเวียนกันหลายคน นักร้องคนหนึ่งก็อาจเดินสายร้องไปทั่ว เพราะฉะนั้น เวลาเล่นแต่ละครั้งจึงแทบไม่ได้ซ้อมกันเลย หากนักร้องอยากร้องเพลงอะไร ก็ต้องส่งโน้ตให้นักดนตรีก่อน ไม่เช่นนั้นนักดนตรีก็เล่นให้ไม่ได้

โน้ตกิ้ว ตำนานนักแกะโน้ต ที่พึ่งพิงของนักร้องนักดนตรีกลางคืนมานานกว่า 40 ปี

แต่ปัญหาคือนักร้องส่วนใหญ่เขียนโน้ตไม่เป็น ต้องไปจ้างนักดนตรีแกะเพลงให้ เพลงละ 150 บาท ซึ่งนับว่าแพงมาก เมื่อเทียบกับราคาข้าวแกงจานหนึ่งไม่ถึง 5 บาทด้วยซ้ำ

ยิ่งนานวัน กิ้วก็เห็นว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะนอกจากค่าแกะโน้ตแล้ว แฟนของเขายังต้องเสียค่าเดินทาง ค่าแต่งหน้า ค่าเสื้อผ้า เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้เหลือน้อยที่สุด กิ้วจึงทดลองแกะโน้ตด้วยตัวเอง

“พี่นครสอนมาระดับหนึ่ง เราก็จำไว้แล้วมาหัดทำ อย่างเบส กลอง กีตาร์ เราอยู่กับมันมาตลอดก็พอได้ แต่เครื่องเป่ายากหน่อย เพราะไม่ได้เรียนมา จำได้ว่าแรกๆ เราให้แซกโซโฟนเป็นพระเอก ส่วนทรัมเป็ตเป็นตัวประสาน ซึ่งความจริงต้องกลับกัน ทรัมเป็ตเป็นพระเอก เพราะเสียงดังกว่าแซกโซโฟน พอเราแกะไม่ถูก เสียงประสานจึงเพี้ยนหมด เป่าออกมาแล้วไม่ไพเราะ นักดนตรีก็ด่ามา แต่เราไม่ว่าอะไร แค่จำไว้แล้วนำมาปรับ”

หลังจากแกะเพลงไปได้สักระยะ ก็เกิดกระแสปากต่อปากในวงการนักร้องกลางคืน หลายคนติดต่อเข้ามาให้เขาช่วยแกะเพลง กิ้วเห็นเป็นโอกาสดีที่จะพัฒนาฝีมือ จึงรับทำโดยคิดราคาไม่แพง เพลงละ 60 – 80 บาท โดยเช้าตื่นขึ้นมานั่งแกะเพลงไปเรื่อยๆ พอตกดึกก็ออกจากบ้านไปเล่นดนตรีตามผับตามบาร์

โน้ตกิ้ว ตำนานนักแกะโน้ต ที่พึ่งพิงของนักร้องนักดนตรีกลางคืนมานานกว่า 40 ปี
โน้ตกิ้ว ตำนานนักแกะโน้ต ที่พึ่งพิงของนักร้องนักดนตรีกลางคืนมานานกว่า 40 ปี

ระหว่างนั้น กิ้วยังพยายามพัฒนาทักษะด้านดนตรีของตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องเครื่องเป่า ซึ่งได้เพื่อนนักดนตรีชื่อ ถาวร คำนวณ มาแบ่งปันความรู้และช่วยเป็นมือแกะโน้ตอีกแรง

“เราเล่นดนตรีอยู่ด้วยกัน เขาเป่าทรัมเป็ต ผมเล่นเบส ถาวรนี่โคตรเก่งเลย ผมอยู่ได้เพราะเขาเลย โดยช่วงนั้นเราเล่นกันภัตตาคารแม่น้ำ พอตีหนึ่งตีสองร้านเลิกมานั่งรถเมล์ขาวสาย 2 กลับบ้าน ระหว่างนั้นนั่งคุยเรื่องเพลงกัน ผมเองไม่มีความรู้เรื่องเครื่องเป่าเท่าไหร่ก็ถามเขา ส่วนถาวรก็ถามผมว่า ถ้าอยากแกะเพลงต้องทำยังไง เลยบอกให้แกะเบสก่อน เพื่อจะได้คอร์ด เราแลกเปลี่ยนความรู้กันเรื่อยมา จนตอนหลังถาวรไปเรียนที่สยามกลการ แล้วก็มาช่วยแกะโน้ตจริงจัง”

กิ้วแกะโน้ตอยู่นานหลายปีจนชื่อ โน้ตกิ้ว โด่งดังเป็นที่รู้จักของคนทั่ววงการ มีลูกค้าสั่งโน้ตไม่ขาดสาย และเริ่มกินเวลาเล่นดนตรีกลางคืนมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่ง พ.ศ. 2523 เขาจึงตัดสินใจหันมายึดอาชีพคนเบื้องหลังเต็มตัว

“ช่วงนั้นผมไปเล่นดนตรีอยู่พัทยา แต่ก็ยังรับงานจากกรุงเทพฯ มาทำ พอเช้าตื่นมาก็แกะเพลง ตกดึกก็ไปเล่นดนตรี พอเสาร์-อาทิตย์ ก็นั่งรถทัวร์มากรุงเทพฯ เอาโน้ตไปส่ง แต่สุดท้ายไม่ทันเพราะงานมันเยอะมาก จึงตัดสินใจเลิกเล่นดนตรี แกะโน้ตอย่างเดียวสบายกว่าเยอะ”

03

ที่พึงพิงของคนดนตรี

จุดเด่นของโน้ตกิ้ว คือราคาถูกและรวดเร็ว เพราะเขาใช้เวลาเพียง 2 – 3 วันก็เสร็จเรียบร้อย

แต่ที่สำคัญกว่าคือ เป็นเพียงไม่กี่เจ้าที่แกะโน้ตเพลงไทย แถมยังแกะแบบละเอียด เก็บทุกเม็ด เหมือนต้นฉบับ และรับแกะโน้ตเพลงทุกแนว ทั้งป๊อป ร็อก แรป เฮฟวี่ ทำได้หมด

“ตอนนั้นผมมานั่งคิดว่าเพลงสากลเขาแกะโน้ตทั้งนั้น ส่วนเพลงไทยเล่นกันตามใจ ก็เลยแกะโน้ตเพลงไทย ที่เราอยู่ได้เพราะเพลงไทยเลย โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่งนิยมมาก เพราะเราแกะเร็วมาก เนื่องจากเพลงลูกทุ่งมันง่าย ดนตรีไม่ซับซ้อน ไม่เหมือนเพลงสตริง มีทั้งไวโอลิน มีอะไรต่างๆ เครื่องดนตรีเยอะกว่า ฟังยากกว่า จึงต้องใช้เวลานานกว่า”

โน้ตกิ้ว ตำนานนักแกะโน้ต ที่พึ่งพิงของนักร้องนักดนตรีกลางคืนมานานกว่า 40 ปี

โน้ตเพลงชุดหนึ่ง ประกอบด้วย 8 ชิ้น คือ กีตาร์ เบส กลอง เปียโน เทเนอร์แซกโซโฟน อัลโต้แซกโซโฟน ทรอมโบน และทรัมเป็ต แต่หลายครั้งนักร้องอาจจะสั่งแค่ กีตาร์ เบส กลอง และเปียโน ก็ได้ โดยทุกแผ่นจะมีโลโก้โน้ตกิ้วพร้อมเบอร์โทรศัพท์สำหรับติดต่อกลับ หากมีปัญหาใดๆ หรือต้องการสั่งโน้ตเพิ่มก็แจ้งมาได้เลย

สำหรับวิธีการแกะโน้ตนั้น เมื่อได้รับโจทย์มาเรียบร้อย สิ่งแรกที่ต้องทำคือหาเทป แผ่นเสียง หรือเทปรีล มานั่งฟังเพลงก่อนสักรอบว่าเป็นอย่างไร จากนั้นหยิบเครื่องดนตรีที่ตัวเองถนัดมาเทียบเสียงดูว่าเพลงนี้อยู่ในคีย์ไหน แล้วจึงค่อยถอดเสียงแต่ละท่อนออกมาเป็นตัวโน้ต บันทึกลงไปบนกระดาษโน้ต 5 เส้น พอเรียบร้อยแล้ว ก็ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งไม่ให้มีข้อผิดพลาด หรือต่อให้มีก็ต้องน้อยที่สุด

ช่วงแรกๆ กิ้วกับถาวรช่วยกันเขียนโน้ตเพลงเองทุกแผ่น แต่เมื่อลูกค้าสั่งเพลงซ้ำๆ กัน จึงจ้างเด็กช่างศิลป์ที่ลายมือสวยๆ มาช่วยลอกโน้ตเพลงละ 10 บาท ทำให้ทุกเย็นมีนักเรียนมารวมตัวกันที่บ้านเต็มไปหมด

“เราให้คัดลอกอย่างเดียว แค่นี้เขาดีใจแล้ว วันหนึ่งห้าเพลง ได้ห้าสิบบาท ยุคนั้นถือว่าเยอะมาก แต่มีปัญหาอยู่นิดตรงที่บางเพลงมันยาวมาก ห้าถึงหกแผ่น เลยให้ใช้วิธีจับสลาก คนไหนซวยก็ได้เพลงยาวไป แต่ตอนหลังพองานเยอะขึ้น เราก็คิดว่าให้เด็กมานั่งเขียนยิกๆ แบบนี้ตายแน่ เพราะเราต้องมาตรวจทุกแผ่น สมมติสั่งเพลง รักเอย มาสิบชุด เราก็ต้องตรวจสิบชุด ก็เลยซื้อเครื่องถ่ายเอกสารจบเลย แต่เด็กยังจ้างอยู่คนสองคนคน เฉพาะคนฝีมือดีๆ เท่านั้น”

โน้ตกิ้ว ตำนานนักแกะโน้ต ที่พึ่งพิงของนักร้องนักดนตรีกลางคืนมานานกว่า 40 ปี

ส่วนเพลงที่สั่งเข้ามาก็มีทั้งเพลงไทย เพลงจีน เพลงสากล ตามความถนัดของนักร้องแต่ละคน แต่มีหลายๆ ครั้งที่กิ้วอาศัยประสบการณ์จากการเป็นนักดนตรี แนะนำเพลงที่ฟังจากวิทยุให้กับนักร้อง เช่น จำกันบ่ได้ก๋า ของ นันทิดา แก้วบัวสาย หรือ ส่วนเกิน ของ ดาวใจ ไพจิตร ซึ่งต่อมาหลายเพลงก็ฮิตติดตลาด

นอกจากนี้ เขายังพยายามเอาใจลูกค้าด้วยการทำโน้ตให้เหมาะสมกับเสียงของนักร้องแต่ละคน เช่น หากเป็นนักร้องชายเป็นคีย์หนึ่ง และถ้าเป็นผู้หญิงก็จะเป็นอีกคีย์ แต่ถ้าแน่นอนสุด นักร้องต้องแจ้งมาเลยว่าตัวเองร้องคีย์อะไร กิ้วก็จะส่งโน้ตเพลงของคีย์นั้นไปให้ และหากส่งไปแล้วไม่ถูกต้อง เขาก็พร้อมทำให้ใหม่โดยไม่คิดค่าบริการเพิ่มเติม

แต่ที่โดดเด่นสุดคือ เขามีบริการส่งโน้ตเพลงถึงมือนักร้อง โดยเดิมทีเขาเป็นคนไปส่งเอง เผื่อนักร้องอยากได้เพลงอะไรก็สั่งเพิ่มเติมได้เลย ถือเป็นการหางานพร้อมกันไปในตัว แต่ทว่าการส่งแต่ละครั้งนั้นกินเวลานานมากจนทำงานไม่ทัน กิ้วเลยเปลี่ยนมาจ้างวินมอเตอร์ไซค์ให้ไปส่งโน้ตแทน รวมถึงจ้างนักแกะโน้ตมาเพิ่มอีกคน โดยที่ตัวเองขยับเป็นผู้ตรวจเช็กความถูกต้องอีกที

ว่ากันว่าช่วงรุ่งเรืองสุดขีดราว พ.ศ. 2525-2535 นักร้องกลางคืนกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ต่างสั่งโน้ตจากกิ้ว จนเขาต้องจ้างเด็กส่งโน้ตมากถึง 20 – 30 คน เพื่อไปส่งตามผับ บาร์ คาเฟ่ คอฟฟี่ช็อป คอกเทลเลานจ์ ห้องอาหารต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล แม้แต่นักร้องต่างจังหวัดก็ยังใช้บริการให้ส่งไปรษณีย์มาให้

โน้ตกิ้ว ตำนานนักแกะโน้ต ที่พึ่งพิงของนักร้องนักดนตรีกลางคืนมานานกว่า 40 ปี

“นักร้องทั่วประเทศรู้จักโน้ตกิ้วหมด แต่ไม่รู้จักผมหรอกนะ รู้จักแต่เด็กส่งโน้ต บางทีเด็กส่งโน้ตตายไปแล้ว ก็บอกไอ้กิ้วตายไปแล้ว อย่างนักร้องบางคนชอบให้เด็กไปส่งโน้ตที่โต๊ะแขก เพราะอยากให้แขกออกเงินให้ บางคนก็ติดเงินเรา พอเห็นผมแล้วเดินหนีเลย แต่เราก็ไม่ว่าอะไร ด้วยความใจดี นักร้องส่วนใหญ่เลยปกป้องผม ใครว่าเราไม่ดีไม่ได้ เขาเถียงให้หมด สมัยก่อนนักดนตรีเลยไม่ค่อยกล้าด่าผมหรอก เพราะถ้านักดนตรีทะเลาะกับนักร้อง นักดนตรีตกงาน” 

ถึงจะได้รับความนิยมอย่างสูงก็ใช่ว่าจะไม่มีอุปสรรคเลย เรื่องหนึ่งที่พบบ่อยคือ นักร้องบางคนก็ใช้วิธีตัวเองสั่งเพลง เพื่อนสั่งอีกเพลง แล้วมาถ่ายเอกสารแลกกัน ซึ่งกรณีแบบนี้ทำอะไรไม่ได้ ต้องปล่อยไป แต่ที่หนักหน่อยคือ พวกหัวใสที่เอาโน้ตของเขาไปขายต่อ โดยลบโลโก้เดิมออกแล้วตั้งชื่อใหม่และขายในราคาที่ถูกกว่า

กิ้วจำได้ว่าช่วงที่มีของปลอมระบาด เขาเครียดมาก เพราะรายได้หายไปพอสมควร แต่รายจ่าย ทั้งค่าจ้างคนแกะโน้ต ค่าจ้างเด็กส่ง ยังคงเท่าเดิม ทว่าสุดท้ายก็ผ่านไปได้ เนื่องจากสิ่งหนึ่งที่เขายึดไว้เสมอคือคุณภาพและความรวดเร็ว ต่างจากแบรนด์เลียนแบบที่ไม่ได้มีคุณสมบัติเหล่านี้ จึงค่อยๆ ล้มหายตายจากไปเอง

แต่เหตุการณ์ที่เรียกว่ากระทบหนักจนทำให้เขาเกือบเลิกทำ คือช่วงที่กระแสเปิดเพลงจากคอมพิวเตอร์มาแรง เพราะหลายๆ ร้านเลิกจ้างนักดนตรี หรืออย่างมากก็จ้างแค่มือคีย์บอร์ดหรือมือกีตาร์คนเดียว ส่งผลให้ยอดขายของโน้ตกิ้วตกลงไปกว่าครึ่ง แต่ท่ามกลางโชคร้ายก็ยังมีโชคดี เพราะอย่างน้อยก็ทำให้ทุกคนทราบว่า โน้ตกิ้วมีคุณภาพเพียงใด

“สมัยก่อนเราโดนด่าเยอะ หาว่าแกะไม่ดี คือนักดนตรีบางคนอ่านโน้ตถูกๆ ผิดๆ ก็บอกของเราไม่ดีไว้ก่อน แต่พอคอมพิวเตอร์เข้ามา หลายร้านหันมาใช้เครื่องเปิดแทน ซึ่งกว่าจะเปิดได้มันต้องป้อนโน้ตลงไปในเครื่องก่อน เขาก็ใช้โน้ตเรานี่แหละ เชื่อไหม พอเปิดออกมาไม่เพี้ยนเลย เหมือนต้นฉบับมาก ทุกคนเลยยอมรับหมดเลยทั่วประเทศ” 

04

เป็นยิ่งกว่าเสียงเพลง

กิ้วในวัย 79 ปียังคงใช้เวลาเกือบทั้งวันอยู่ในออฟฟิศส่วนตัวบนชั้น 2 ของบ้านตัวโน้ต

หากใครแวะเวียนเข้ามา เชื่อว่าคงต้องตะลึงกับภาพที่เห็น ทั้งโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยกระดาษบรรทัด 5 เส้นกองเรียงราย และห้องขนาด 2 คูหาที่อัดแน่นไปด้วยโน้ตเพลงนับแสนแผ่นถูกเก็บบนชั้นจนเต็ม โดยกิ้วจัดหมวดหมู่เรียงตามตัวอักษร ก-ฮ และ A-Z พร้อมมีรหัสกำกับไว้ในแต่ละเพลง เช่น ระแวงรัก รหัส ร 703 โดยโน้ตเพลงหนึ่งอาจมีหลายเวอร์ชัน ตามเสียงคีย์ที่ต่างกันไป

โน้ตกิ้ว ตำนานนักแกะโน้ต ที่พึ่งพิงของนักร้องนักดนตรีกลางคืนมานานกว่า 40 ปี
โน้ตกิ้ว ตำนานนักแกะโน้ต ที่พึ่งพิงของนักร้องนักดนตรีกลางคืนมานานกว่า 40 ปี

เพราะฉะนั้น คงไม่ผิดหากจะเรียกว่าที่แห่งนี้คือคลังโน้ตเพลงที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ตลอดจนช่วยยืนยันถึงผลงานยิ่งใหญ่ของนักแกะโน้ตผู้นี้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ความนิยมเรื่องโน้ตเพลงนั้นเสื่อมไปมาก ส่วนหนึ่งมาจากรูปแบบของวงดนตรีกลางคืนที่เปลี่ยนไป จากมีแต่นักดนตรีอย่างเดียว ก็เริ่มมีนักร้องเป็นสมาชิกด้วย แถมเวลาจะเล่นเพลงอะไรก็มีการฝึกซ้อมมาแล้ว โน้ตก็ช่วยกันแกะเอง ไม่ได้มาเล่นแบบด้นสดเหมือนสมัยก่อน

แต่ถึงอย่างนั้น กิ้วก็ยังคงเลือกทำงานสายนี้เหมือนเดิม เพราะสำหรับเขาการทำโน้ตเพลงไม่ได้เป็นแค่อาชีพ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่ทำแล้วมีความสุข สามารถอยู่ได้เป็นวันๆ โดยไม่ต้องทำอย่างอื่นเลย 

เหตุการณ์ที่ยืนยันเรื่องนี้ดีที่สุดเกิดขึ้นเมื่อ 6 – 7 ปีก่อน หลังกิ้วป่วยเป็นโรคเส้นเลือดสมองตีบจนทำงานไม่ได้ ส่งผลให้ชื่อเสียงโน้ตกิ้วที่สร้างมาซวนเซไปพักหนึ่ง เนื่องจากไม่มีคนตรวจสอบความถูกต้องของโน้ตก่อนส่งลูกค้า

แต่กิ้วไม่เคยถอดใจ เมื่ออาการดีขึ้น จึงรีบย้อนกลับมาดูแลการผลิตโน้ตเพลงทันที โดยทุกเช้าเขาจะมาประจำอยู่ที่โซฟาตัวเก่งพร้อมกีตาร์คู่ใจ คอยตรวจเช็กของโน้ตที่ลูกทีมส่งมาให้ ตลอดจนเขียนไลน์เครื่องเป่าเพิ่มเติม กระทั่งแฟนดั้งเดิมที่เคยหายไปหันกลับมาใช้บริการอีกครั้ง

โน้ตกิ้ว ตำนานนักแกะโน้ต ที่พึ่งพิงของนักร้องนักดนตรีกลางคืนมานานกว่า 40 ปี

โดยกลุ่มลูกค้าหลักที่ใช้บริการโน้ตกิ้วคือ วงโยธาวาทิตของโรงเรียน วงดนตรีประกวดต่างๆ รวมถึงบรรดานักร้องรุ่นเก๋าๆ หลายคนที่ยังคงวางใจในผลงานของแบรนด์ดั้งเดิมนี้

ส่วนรูปแบบการส่งโน้ตก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย สมัยนี้เขารับ-ส่งงาน ผ่าน LINE บางทีลูกค้าก็แนบเพลงจาก YouTube มาให้ฟังด้วย ขณะเดียวกันเองเขาก็พยายามจัดระเบียบโน้ตให้ง่ายขึ้น ด้วยการนำรหัสทั้งหมดกว่า 30,000 – 40,000 เพลงมาบันทึกลงในคอมพิวเตอร์ หากลูกค้าสั่งเข้ามา ก็แค่กดค้นหาว่าเพลงนี้อยู่รหัสอะไร แล้วค่อยเดินไปหยิบมาสแกนส่งให้ลูกค้า

แต่ถ้าเพลงไหนไม่มีโน้ตก็ต้องแกะใหม่ ซึ่งราคานั้นขึ้นอยู่กับความยากง่ายของแต่ละเพลง ที่ผ่านมามีคนมาจ้างให้เขาแกะเพลงยุคใหม่อยู่เสมอ เช่น โดดดิด่ง ของ BNK48 หรือเพลง ถุงยาง ของ L.กฮ. 

โน้ตกิ้ว ตำนานนักแกะโน้ต ที่พึ่งพิงของนักร้องนักดนตรีกลางคืนมานานกว่า 40 ปี

“ถ้าถามว่าเพลงใหม่สุดที่แกะคืออะไร ผมตอบไม่ได้หรอก เพราะอยากให้แกะเพลงอะไร เราก็แกะได้หมด แต่ที่สำคัญสุดที่ทำให้เราอยู่ได้คือ ถูกและเร็ว สั่งอะไรมีหมด มีเป็นหมื่นๆ เพลง ขณะเดียวกันเราก็พยายามปรับปรุงโน้ตให้ถูกต้องตลอดเวลา อย่างบางเพลงแกะเคยไว้เมื่อสามสิบสี่สิบปีก่อน หากมีคนมาสั่งใหม่ เราไม่กล้าส่งให้นะ ต้องมาตรวจเช็กใหม่ เพื่อให้ลูกค้าได้ของดีที่สุดกลับไป”

ด้วยคุณภาพและบริการอันโดดเด่นที่ไม่เคยจางหายไปไหนนี่เอง ทำให้ชื่อของโน้ตกิ้วยังคงถูกพูดถึงและแนะนำต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นตำนานยืนหนึ่งของวงการโน้ตเพลงจนถึงวันนี้

Writers

สุทธิโชค จรรยาอังกูร

นักค้นคว้า ผู้มีบ้านหลังที่สองอยู่ในห้องสมุด เจ้าของเพจยอดมนุษย์..คนธรรมดา

ปณัสย์ พุ่มริ้ว

นักสำรวจซอกซอย ย่านเก่า ป่าเขา และห้องสมุด เจ้าของเพจ ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

17 มิถุนายน 2565
3.44 K

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ตอนที่เราดูหนังแล้วรู้สึกว่า นักแสดงในเรื่องมีความน่าเชื่อถือทั้งบุคลิก หน้าตา และการแสดงในบทบาทต่าง ๆ หรือแม้แต่บางคนเห็นเพียงไม่กี่วินาที แต่กลับรู้สึกว่าเขาเป็นคนคนนั้นได้อย่างสมจริง นั่นคืองานของ Casting Director ที่ทำการคัดเลือก ทดสอบ ผ่านขั้นตอนตามระบบกองถ่าย จนเข้าสู่การแสดงในภาพยนตร์

ผมอยากชวนทำความรู้จักกับคนทำงานตำแหน่งนี้ ซึ่งผ่านการทำงานยาวนานเกือบ 40 ปี กับกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศที่มาถ่ายทำในประเทศไทยและย่านอาเซียน เขาคือ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เคยร่วมงานกับผู้กำกับต่างประเทศ อย่าง Danny Boyle, Luc Besson, Oliver Stone และในภาพยนตร์-ซีรีส์สารพัดเรื่อง อาทิ Only God Forgives, Heaven & Earth, The Beach, The Lady, Buoyancy, The Rocket, Bangkok Breaking ฯลฯ และเธอก็รวมกลุ่มกับเพื่อนพี่น้องคนทำงานสร้างสรรค์ จัดตั้ง กลุ่ม CUT สหภาพแรงงานสร้างสรรค์ ขึ้นมาด้วย

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ถ่ายบนเรือที่เขมร ตอนถ่ายทำภาพยนตร์ Buoyancy

“สวัสดีครับ ผม โป๋ย ศักดิ์ชาย ทำงานเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ เป็นหนังไทยแบบอินดี้หน่อยนะครับ ไม่ค่อยมีตำแหน่งCasting Directorแบบชัดเจนมาก พอดีทางเว็บเขาชวนมาทำสัมภาษณ์ ตอนนี้ผมเป็นผู้กำกับว่างงาน เลี้ยงวัวอยู่แถวบ้าน (สุรินทร์) เลยมาทำดูครับ เคยทำสัมภาษณ์ลงหนังสือเมื่อนานมาแล้ว เลยได้กลับมาลองดูอีกที”

ผมแนะนำตัวกับคุณหนอน ก่อนถามเธอต่อว่า “คุณหนอนอายุเท่าไหร่ครับ”

“58 เกือบจะ 59 แล้วค่ะ” เธอตอบ “ผม 52 แต่คุณดูเด็กกว่าผมอีกครับ” ผมตอบ

ระบบการทำงานของ Casting Director ในกองถ่ายภาพยนตร์ฝรั่งเป็นยังไงบ้างครับ

ในกองถ่ายทำหนังฝรั่ง ทางแคสติ้งจะปล่อยให้แผนกแคสติ้งทำ แบ่งเป็น Casting Director กับ Extra Casting ซึ่งคนทำCasting Directorต้องเก่งการจัดการ ต้องออดิชันเลือกคนที่เล่นเป็น ครีเอทีฟในการกระจายบท ตีความบท เลือกสคริปต์ เลือกว่าจะเอาซีนไหนให้เขาเล่น ส่วนแพลนการทำงานก็ชัดเจน เป็นระบบ

อาชีพนี้ เรามีหน้าที่หาความเป็นไปได้ของนักแสดงในแต่ละบทมาให้มากที่สุด โดยฟังจากความต้องการของผู้กำกับเป็นหลัก อาจแอบใส่สิ่งที่ตัวเองชอบหรือความคิดของตัวเองไปบ้างก็ได้ แต่อย่าให้เขาจับได้ (หัวเราะ) การมี Casting Director ช่วยให้ผู้กำกับทำงานสร้างสรรค์และต่อยอดไปได้อีก โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยหานักแสดงเอง

(คุณหนอนถามกลับ) ใน ‘หนังไทย’ ผู้กำกับจะใช้ผู้ช่วยผู้กำกับเป็นแคสติ้งใช่ไหมคะพี่โป๋ย

บางบริษัทหรือหนังทุนเยอะ ๆ ก็อาจจะมีครับ แต่ในงบแบบที่ผมทำ นักแสดงหลัก ถ้าเป็นดาราก็ไม่ต้องมีแคสต์ แต่นักแสดงประกอบ พูด 2 – 3 ประโยค ก็อาจใช้ผู้ช่วยผู้กำกับทำหน้าที่แคสติ้ง บางทีเนื้อเรื่องหรือสถานที่ก็มีส่วนเหมือนกัน ถ้ากองถ่ายในกรุงเทพฯ ก็เอาคนมาได้เยอะ ถ้ากองถ่ายต่างจังหวัด มีทั้งค่าเดินทาง ค่าอื่น ๆ เลยต้องแคสต์คนท้องถิ่นมาเล่นทั้งหมด ผมเป็นบ่อยมาก ทุนไม่สูง ก็เอาทีมงานหรือทีมไฟมาเล่น เอาความใกล้เคียงกับคาแรกเตอร์ ซึ่งมันจะไม่เป็นระบบเหมือนหนังฝรั่งที่กองใหญ่ ๆ หรือทุนเยอะกว่า

Casting Director เป็นสายงานที่ผมไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ ก็เลยอยากรู้ว่าหนังฝรั่ง เขาแคสต์บทเยอะขนาดไหน บทที่มีแค่ 2 – 3 ไดอะล็อกก็แคสต์ด้วยใช่ไหมครับ

ใช่ค่ะ ถ้าหนังฝรั่งมาถ่ายเมืองไทย เมื่อสมัยก่อนเขาเอาทีมงานฝรั่งมาเป็น Casting Director และมีผู้ช่วยเป็นคนไทย ส่วนใหญ่บทพูดเยอะ ๆ เขาหานักแสดงมาหมดแล้ว เหลือบทพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ พวก Featured Extras จะหาที่เมืองไทย

Casting Assistant ที่เป็นคนไทยก็ไปหาตัวเลือกมาให้เพื่อมาออดิชัน พอหลัง ๆ เขาเห็นว่าเมืองไทยเริ่มมีนักแสดงพูดภาษาอังกฤษได้ พอจะเล่นบทพูดได้บ้าง ก็หาได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็เริ่มจ้างเราเป็น Casting Director โดยไม่ต้องจ้างทีมงานฝรั่งมาเป็นเจ้านาย แล้วเราก็หาบทที่ใหญ่ขึ้นได้ด้วย

จริง ๆ ตัวเราก็ค่อนข้างอยากนำเสนอด้วยค่ะ (หัวเราะ) เวลามีบทมา สมมติเขาให้หานักแสดงเบอร์ 21, 22, 23, 26, 27 เราก็อาจจะสรรหาเบอร์ 14 มานำเสนอ เห้ย! ประเทศเราก็มี ไม่ต้องเอานักแสดงมาก็ได้ ลองดูประเทศเราไหม เราเริ่มจากตรงนั้น ค่อย ๆ เป็น Casting Director โดยที่เขาไม่ต้องส่งฝรั่งมา ประหยัดเงินเขา จ้างคนไทยแทน

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ถ่ายตอนทำหนังเรื่อง The Beach หาตัวประกอบเป็นแบ็กแพกเกอร์จริง ๆ ที่ภูเก็ต กระบี่ เกาะพะงัน

การทำงาน Casting Director หมายถึง จัดบทมาแคสต์พระเอก นางเอก ตัวรอง ผู้ร้าย แล้วตำแหน่งนี้มีสิทธิ์ตีความบทขนาดไหน หรือผู้กำกับกำหนดมากน้อยแค่ไหนในกระบวนการทำงาน

แล้วแต่ผู้กำกับค่ะ  ผู้กำกับบางคนไม่กำหนดเลย บางคนอ่านบทแล้วให้เราหามาเลย หรือผู้กำกับบางคนก็บอกความต้องการมาเลย อายุเท่านี้ถึงเท่านี้ เป็นคนเชื้อชาตินี้ ต้องถูกต้องตามที่ผู้กำกับต้องการ

อาจจะเป็นความเข้าใจผิดของผมก็ได้ สมมติว่า หนังเตรียมงานเดือนกุมภาพันธ์ ถ่ายทำเดือนมีนาคม งานแคสติ้งไม่ได้จบตั้งแต่ตอนเตรียมงาน ตอนถ่ายก็ยังต้องไปทำงานอยู่ใช่ไหมครับ

สมมติถ่ายทำเดือนมีนาคม เราจะถูกจ้างตั้งแต่เดือนธันวาคมหรือเดือนมกราคม เพื่อให้ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องเลือกนักแสดง เช่น โปรดิวเซอร์ ไดเรกเตอร์ และทำสัญญากับนักแสดงที่มีบทเยอะ ๆ เพราะบางครั้งต้องซ้อม ต้องฝึกความสามารถบางอย่าง เช่น ขี่ม้า พูดภาษาต่างประเทศ ฯลฯ หลังจากนั้น Extra Casting จะหาตัวประกอบทั้งหมดที่ไม่มีบทพูด ส่วน AD (Assistant Director หรือผู้ช่วยผู้กำกับ) ก็จะมี Breakdown มาให้วางแผนว่าจะไปจังหวัดนั้นในวันนี้ เพื่อหาตัวประกอบเตรียมไว้ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แผนก ตามความถูกต้องจริง ๆ ของระบบหนังนะคะ ในตอนแรกที่เราทำให้หนังฝรั่ง เราทำเองหมดเลย ตั้งแต่ Casting Director จนถึง Extra Casting

สำหรับเรา การออดิชันสำคัญมาก การตัดต่อ การเลือกเทก บางครั้งตอนเราถ่าย เราบอกคนตัดต่อว่า เราชอบเทก 2 พอมานั่งดูจริง ๆ มาตัดต่อจริง ๆ เราจะพบอะไรบางอย่างที่รู้สึกว่า ขอนำเสนอเทก 3 ดีกว่า เลยเป็นเหตุผลที่เมื่อก่อนเราทำเองทุกอย่าง เราชอบตัดเอง เราทำงานหนัก เรายอมอดนอน เราไม่กลัว (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้แก่แล้ว ก็มีผู้ช่วยที่รู้ใจช่วยตัดต่อให้บ้างในบางงานค่ะ

ยุคแรกของการทำงานได้รับค่าตอบแทนเท่าไหร่ครับ

ตอนนั้นได้ค่าตอบแทนเป็นสัปดาห์ค่ะ เพียงแต่ค่าตัวเราอาจจะถูกกว่าเขาหน่อย (หัวเราะ) 25,000 ต่อสัปดาห์นะ ไม่ใช่ต่อเดือน เป็นค่าตัวสมัยก่อน เขาจ้างเราทั้งเรื่องเลย สำหรับฝรั่ง ค่าตัวคนทำงานในเมืองไทยถูกมากนะ ซึ่งคนฝรั่งที่ทำอาชีพแคสติ้ง ค่าตัวต่อสัปดาห์แพงมาก 5,000 เหรียญฯ ได้ ขอลองคูณ 30 นะ 150,000 บาท

หน้าที่เราทำตั้งแต่หานักแสดงมีบทพูด จนถึงหาเอ็กซ์ตร้า ซึ่งการหาเอ็กซ์ตร้าเป็นงานที่เราชอบมาก ไปภูเก็ต พังงา ถือกล้อง 1 ตัว แล้วก็ไปเดินหาเอ็กซ์ตร้า บางทีหาบทพูดเล็ก ๆ ในท้องถิ่นหรือในโลเคชัน ซึ่งงานแบบนี้เขาเรียกว่า Street Casting ทำงานมาจนถึงตอนนี้ก็ได้ค่าตัวเพิ่มขึ้นตามเครดิตและประสบการณ์ค่ะ

ก่อนเริ่มต้นทำงาน Casting Director คุณหนอนค่อย ๆ สะสมประสบการณ์จากงานอื่นมาก่อน

เราเรียนสาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เรียนเกี่ยวกับ Visual Communication พอจบออกมาก็ทำงานเอเจนซี ตำแหน่งครีเอทีฟ จนเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ พอมีโอกาสออกกองหนังโฆษณาในฐานะครีเอทีฟในตอนนั้น ก็รู้สึกว่าชอบทำงานโปรดักชันมากกว่า เลยลาออกจากเอเจนซีไปสมัครงานโปรดักชันที่สยามสตูดิโอ

เริ่มทำตั้งแต่แผนกอาร์ตจนได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ได้เป็นเป็นผู้ช่วยผู้กำกับโฆษณาที่นี่อยู่ 3 ปี พอดีช่วงนั้นมีหนังฝรั่งเข้ามาถ่ายเมืองไทยเยอะ ที่โปรดักชันเฮาส์เขาก็ส่งพวกแผนกกล้อง แผนกไฟไปออกกองหนังฝรั่ง ให้เช่าเครื่องมือเล็ก ๆ น้อย ๆ เราก็อยากไปดูว่ากองฝรั่งเขาทำงานกันยังไง ก็ไปขอเจ้านาย เจ้านายไม่ให้ไป ก็เลยลาออก มาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับฟรีแลนซ์ แล้วไปสมัครงานกองหนังฝรั่ง

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ภาพตอนหาตัวประกอบที่พังงา ตอนนั้นทำหนังฝรั่งเรื่องแรก ชื่อ Heaven & Earth ของ Oliver Stone

ในงานแต่ละงาน คุณมีสังกัดที่รู้จักแล้วชวนกันต่อ หรือว่าชื่อของคุณถูกรีเควสต์ครับ

ระบบโปรดักชันจากเมืองนอก เวลายกกองมาประเทศไทย มี 2 แบบ เรียกว่า Service Company เช่น Living Film, Indochina, Santa International กรณีนี้เขาจะมีคนที่ใช้งานกันประจำอยู่แล้ว แต่ถ้ากองถ่ายมาแบบอินดี้ ไม่รู้จักใคร ไม่มีตังค์ หรือไม่ใช่บริษัทใหญ่ ๆ จะมีสิ่งที่เรียกว่า Internet Movie Database (IMDb) เป็นแหล่งข้อมูลของคนทำหนังจากทั่วโลก เขาจะรู้เลยว่าประเทศไทยมีใครเคยทำตำแหน่งอะไรบ้าง เขาก็อาจจะติดต่อหาเราโดยตรง ซึ่งคนที่ทำงานกับหนังฝรั่งในเมืองไทย ส่วนใหญ่เป็นฟรีแลนซ์กันหมดค่ะ

มีกองถ่ายหนังเรื่องไหนที่ทำงานด้วยแล้วประทับใจไหมครับ

เรื่อง Only God Forgives ค่ะ เป็นหนังอินดี้นิด ๆ ผู้กำกับไม่ใช่ผู้กำกับฮอลลีวูด แต่พอดีเขาได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเรื่อง Drive จากคานส์ แล้วค่อยมาทำ Only God Forgives เราประทับใจตรงที่ผู้กำกับค่อนข้างเป็นอาร์ติสต์ เขาบอกเราว่าไม่ต้องไปทำเทสต์เยอะแยะ เลือกคนมาสัมภาษณ์ก่อน ถ้าไอชอบชีวิตเขา ไอจะเลือก ช่วยไปหาคนจริง ๆ นะ อย่างตำรวจเนี่ย ก็ไปหาตำรวจจริง ๆ ถ้าเป็นมือปืน หนอนไปหาคนเป็นมือปืนมาเลย ไออยากรู้ว่ามันมีท่าทียังไง

เรารู้สึกว่ามันเป็นงานแคสติ้งที่ได้โจทย์เหมือนเขาเอาเงินมาให้เราเล่น ได้เงิน ได้ทำงาน แล้วก็ได้หาคนประหลาด ๆ มาด้วย ซึ่งฝรั่งที่เล่นเป็นตัวประกอบที่โดนทรมานในหนัง ดังไปเลยนะ หลังจากนั้นมีงานที่อังกฤษเพียบเลย

แล้วอย่างหนังเรื่อง The Lady ล่ะครับ

เรื่องนี้เป็นของผู้กำกับ Luc Besson เขาเป็นผู้กำกับเบอร์หนึ่งของฝรั่งเศสค่ะ ซึ่งเราเป็นแฟนเขาจากเรื่อง Nikita, Léon, The Fifth Element ซึ่งหนังเรื่อง The Lady เราแคสต์นักแสดงทุกคนที่ไม่ใช่ Michelle Yeoh แฟน Michelle Yeoh และครอบครัวในเรื่อง นั่นเขาแคสต์มาจากฝรั่งเศสกับอังกฤษแล้ว ที่เหลือแคสต์ในเมืองไทยค่ะ

ด้วยความที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังเกี่ยวกับพม่า เราก็อยากหาคนที่พูดภาษาพม่าได้จริง ๆ ในประเทศไทย เพราะยกกองไปถ่ายที่พม่าไม่ได้ ก็พยายามเจาะทุกทาง เจาะเข้าไปหาคนในชุมชนพม่า แต่เขาไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ เราใช้เวลาอยู่นานมาก จากคนไม่รู้จักกลายเป็นคนรู้จัก เราใช้เวลาประมาณ 4 – 5 สัปดาห์ กว่าจะเจาะได้ 1 คน พอเจาะได้ 1 คน เขาไว้ใจเราแล้ว เขาก็จะบอกต่อ สนุกมาก แล้วคนพม่าเป็น Non-actor ที่เล่นหนังเก่งทุกคน ให้ร้องไห้ก็ร้อง

มีหนึ่งฉากที่น่าสนใจ คือตอนที่ Michelle Yeoh เล่นเป็น อองซานซูจี แล้วขึ้นไปกล่าวปราศรัย ตอนนั้นเธอไม่มีเวลาพอที่จะฝึกภาษาพม่าจริง ๆ แต่ฝึกพูดจากการศึกษาเทปของอองซานซูจีตอนกล่าวปราศรัย เธอฝึกพูดจนเหมือนมาก พอต้องเข้าฉากขึ้นปราศรัย นักแสดงตัวประกอบพม่าร้องไห้เลย โอ้ ประทับใจมาก เก่งมาก

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ทีมแคสติ้งไทยถ่ายภาพกับ Luc Besson เป็นที่ระลึกในวันถ่ายวันสุดท้ายของภาพยนตร์ The Lady

นอกจากงานในประเทศ คุณยังขยายการทำงานของอาชีพ Casting Director ในอาเซียนด้วย

มีไปประเทศกัมพูชา ลาว แต่เรื่องที่กัมพูชา เขาขอถ่ายเมืองไทยไม่ได้ เลยต้องไปที่นู่น (กัมพูชา) เป็นเรื่องเกี่ยวกับแรงงานประมง สมัยหนึ่งที่ The Guardian ออกข่าวว่า ประเทศไทยใช้แรงงานทาสในเรือประมง คนที่มาคุยกับเราเป็นคนออสเตรเลีย แล้วเราต้องไปหาตัวเอกเป็นเด็กเขมรที่ถูกหลอกมาขายเป็นทาสบนเรือ มีไต้ก๋งเป็นคนไทย

เราไปหานักแสดงเด็กตัวเอกในพนมเปญ ไปหาในวิทยาลัยการแสดงก็ได้ตัวเลือกมาส่วนหนึ่ง แล้วเราก็ไปเสียมเรียบไปถึงก็ไปเจอ NGO Organization ที่ดูแลรับเลี้ยงเด็กข้างถนนที่เสียมเรียบ มีเด็กคนหนึ่งน่ารักมากเลย อายุ 15 เราเทสต์เด็กในนั้นทุกคน แล้วคนนี้โดดเด่นมากที่สุด เลยได้เป็นพระเอกในหนังเรื่อง Buoyancy แล้วก็มีไปถ่ายในประเทศพม่าบ้าง เป็นพวกหนังโฆษณาค่ะ

คุณหนอนมีวิธีหาคนมาแคสต์จากไหนบ้างครับ

เราทำอาชีพนี้ สะสมคนไว้เยอะค่ะ เวลาไปเจอใคร เพื่อน เพื่อนของเพื่อน เพื่อนของพี่ เพื่อนของพี่คนนั้นคนนี้ เขารู้ว่าเราเป็นแคสติ้งก็จะแนะนำมาอยู่แล้ว จากนั้นเราก็จะเก็บไว้ใน Database พอมีเฟซบุ๊กเราก็ไปติดตามเขา แล้วก็ติดตามเพื่อนของเขา (ในเฟซบุ๊ก) เพราะเพื่อนกันจะมีไทป์หรือความสนใจที่คล้ายกัน จนเรารู้สึกว่า Mark Zuckerberg แม่งต้องมีญาติทำแคสติ้ง เพราะว่าตั้งแต่มีเฟซบุ๊ก ชีวิตแผนกแคสติ้งก็ดีขึ้นนะคะ

เมื่อก่อนกว่าคุณจะหาเบอร์นักแสดงสักคน หาไม่ได้หรอก คุณต้องค่อย ๆ หา ค่อย ๆ ถามคนนู้นคนนี้ ต่อไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้เปิดอินสตาแกรมทีเดียว คุณได้เบอร์ทุกคนเลย จบ สมมติอยากเช็กว่าเขาเป็นแบบไหน เคยทำอะไรมาบ้าง ก็เช็กได้จากยูทูบ กูเกิล เหมือนกัน เราก็ไปเช็กมาว่าพี่โป๋ยทำหนังอะไรมาบ้าง (หัวเราะ)

นอกจาก Casting Director เคยเปลี่ยนไปทำตำแหน่งอื่นไหมครับ

จากที่ทำมาหลายเรื่อง มีช่วงหนึ่งที่หนังฝรั่งเข้ามา แต่ไม่มีบทที่น่าสนใจเลย เป็นหนังบู๊เสียส่วนใหญ่ เขาก็จะให้เราหาตัวประกอบ หาคนกล้ามใหญ่ ๆ เราว่ามันน่าเบื่อ พอดีมีหนัง Rambo 4 เข้ามา เราเลยบอกโปรดิวเซอร์ว่า ไม่อยากทำแล้วนะ เบื่อ ไม่อยากคุยกับฝรั่งกล้ามใหญ่ ให้ทำผู้ช่วยผู้กำกับได้ไหม

เขาบอกว่าไม่มีตำแหน่งว่าง มาเป็น UPM (Unit Production Manager) ของกอง 2 ให้ได้ไหม ซึ่ง UPM คือผู้จัดการกองถ่าย ถ้าเทียบกับหนังไทย คือ ธุรกิจการจัดการในกองถ่าย เราก็ถามกลับว่า “หนอนจะทำได้เหรอ ไม่เคยทำ” เขาบอกว่า “กองเล็กนิดเดียว เธอเคยเป็น AD มาแล้ว ทำได้อยู่แล้ว ถ่ายแค่ 2 สัปดาห์เอง” เราก็เลยรับทำ

สนทนากับ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เฟ้นหานักแสดงทั่วราชอาณาจักร ถึงเส้นทางเกือบ 40 ปีของอาชีพ Casting Director
ถ่ายกับนักแสดงอังกฤษที่แคสต์มาเล่นภาพยนตร์เรื่อง Mechanic: Resurrection

พอตกลงทำ UPM แล้วเป็นยังไงบ้างครับ

พอทำไปทำมา กอง 1 ดันขี้เกียจ ซึ่งกอง 1 ผู้กำกับคือ Sylvester Stallone เขากำกับเอง เล่นเอง ถ่ายตัวเอง แสดงไปนิดเดียวแล้วก็เลิก ที่เหลือทิ้งให้กอง 2 มันเป็นแบบนี้ทุกวัน กอง 2 ก็เลยยาวและใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จาก 2 สัปดาห์ ก็เป็น 3 สัปดาห์ 4 สัปดาห์ 5 สัปดาห์ 6 สัปดาห์ กลายเป็นถ่ายอยู่ 2 – 3 เดือน (หัวเราะ)

ด้วยทุนสร้างที่เยอะ กองถ่ายหนังฝรั่งเลยมีความพร้อมในการทำงานมากกว่า

กอง Rambo 4 ส่วนที่สำคัญที่สุด คือสตั๊นท์ สตั๊นท์ในหนังฝรั่งเป็นเรื่องทางเทคนิคมาก มันมีสิ่งที่เรียกว่า Stunt Adjustment บางครั้งบางฉากที่เสี่ยงอันตรายมาก ๆ เขาจะคิดราคาเป็นเทก พอคิดเป็นเทก ก็จะต้องผ่านการอนุมัติจากคนหลายคน ดังนั้น การที่เราจะจ่ายเงินคนคนนี้เท่าไหร่ เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่มากในกองใหญ่

กองถ่ายหนังที่มีทุน มีเงินเยอะ เขาจ้างคนเยอะ กองก็ใหญ่ กลายเป็นอุปสรรคตรงกันข้ามกับหนังที่มีเงินน้อย คนมีเงินน้อยก็จะกองเล็ก ๆ เคลื่อนย้ายง่าย ไม่ต้องผ่านขั้นตอนเยอะ ไม่ต้องรอคำตอบนาน พอกองใหญ่ เจ้านายเยอะ กว่าจะอนุมัติต้องผ่านหลายขั้นตอน เคลื่อนย้ายไปไหนก็เป็นเรื่องใหญ่ เช่น เดินทาง ขนคน เตรียมพื้นที่ จัดที่ให้นั่งพัก ฯลฯ นี่เป็นเรื่องใหญ่มากในกองใหญ่ หนอนชอบทำกองเล็ก ๆ มากกว่า ชีวิตมีความสุข มีเจ้านายคนเดียว

ถ้าอยากทำอาชีพ Casting Director ต้องเริ่มต้นจากอะไรครับ

เริ่มได้หลายทาง อย่างตัวเราเริ่มจากเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ซึ่งปัจจุบันทุกคนเรียนได้เท่ากันจากอินเทอร์เน็ต ดังนั้น มาเป็นผู้ช่วยแคสติ้งสักเรื่องหนึ่งก็พอแล้ว ถ้าชอบจริง ๆ ทำได้จริง ๆ เป็น Casting Director เลยก็ได้ เพียงแต่งานนี้ไม่ได้ประกอบไปด้วยงานครีเอทีฟอย่างเดียว ต้องรู้จักการจัดการ เข้าใจเทคนิคการตัดต่อ การอัปโหลด ดาวน์โหลด ซึ่งประกอบด้วย 2 อย่าง ทั้งทางครีเอทีฟ ทั้งทางบริหารเงิน บริหารเวลา บริหารการนำเสนอ เสร็จแล้วก็มาบริหารการทำสัญญา เพราะมีสัญญาแบบต่าง ๆ จากสตูดิโอ เราก็ต้องเป็นหูเป็นตาให้นักแสดง ในฐานะที่นักแสดงเราอาจไม่เก่งภาษา เราเองก็ไม่มีประสบการณ์เรื่องการทำสัญญาอะไรสักเท่าไหร่หรอก แต่ก็มาช่วยเขาดูว่ามันยุติธรรมไหม ก็คือต้องทำหน้าที่เป็น Lawyer นิด ๆ ด้วย

สนทนากับ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เฟ้นหานักแสดงทั่วราชอาณาจักร ถึงเส้นทางเกือบ 40 ปีของอาชีพ Casting Director
ถ่ายกับสตั๊นท์ไทยที่เล่นเป็นทหารพม่าในเรื่อง The Lady รอยสักบนหน้าคือของปลอม ช่างแต่งหน้าวาดให้

ต้องมีคุณสมบัติอื่นอีกไหมครับ

ต้องชอบหนัง อย่างเราชอบดูหนังมาก ๆ ชอบอ่านหนังสือ เพราะคนที่อ่านหนังสือไม่เก่ง จะอ่านบทไม่เข้าใจ บางทีเข้าใจแค่ผิวเผินก็ไม่ได้ เพราะคนเขียนบทเก่ง ๆ จะซ่อนอะไรบางอย่างไว้ เขาไม่บอกตรง ๆ แต่จะมี Between the Lines เช่น ซีนที่ 16 มีบทพูดแบบนี้ แต่เขาไม่ได้พูดขึ้นมาเฉย ๆ นะ เขาพูดเพราะมีที่มา ถ้ามีทักษะเรื่องการอ่านก็ช่วยได้เยอะ ที่สำคัญต้องขยัน

ถ้าเราทำงานในแบบที่เราชอบ เราจะขยันโดยอัตโนมัติ เพราะมันสนุก พอสนุก เราจะไม่รู้สึกว่ากำลังทำงาน เราจะรู้สึกว่าเรากำลังเล่น มันสนุกดี I Love My Job! (พูดทันที)

ทำไมคุณหนอนถึงกล้าพูดเสียงดังเลยว่า I Love My Job!

สำหรับเรา มันเป็นอาชีพที่ชอบ ได้ทำหนังดี ๆ กับผู้กำกับดี ๆ หรือเวลาได้โจทย์ที่ท้าทาย เรารู้สึกว่ามันคุ้มค่าเวลาชีวิตที่จะทุ่มเทและขยันทำงาน ซึ่งการทำ Casting Director ก็เหมือนผู้กำกับในกองเล็ก ๆ ของเราเอง โดยเรามีอำนาจทุกอย่าง ไม่มีใครเป็นเจ้านายเรานอกจากผู้กำกับ เราได้เจอผู้กำกับในดวงใจหลายคน เจอ Danny Boyle ใน The Beach เจอ Luc Besson ใน The Lady เจอ Oliver Stone ใน Heaven & Earth ผู้กำกับแต่ละคน ใครบ้างจะไม่อยากเจอตัวจริง เราก็อยากเจอตัวจริง (หัวเราะ) และอาชีพนี้มันเป็นส่วนประกอบของทุกอย่างในตัวเรา เราได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออดิชัน การหาคน แล้วก็ใช้ความเป็นนักอ่าน ได้อ่านบท ได้อ่านสคริปต์แปลก ๆ

อีกอย่างเราเป็นคนแรกที่เปลี่ยนบทในกระดาษแผ่นนั้นให้ออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหว

เกือบ 40 ปีของการทำงาน คุณหนอนเรียนรู้อะไรบ้างในตำแหน่ง Casting Director

เราเรียนรู้สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ มนุษย์ไม่ได้รู้จักตัวเองมากเหมือนกับที่คิด เมื่อคนอื่นมองเรา เขาจะเข้าใจตัวเรามากกว่าที่เราเข้าใจตัวเอง เราสังเกตจากการทำงาน บางทีผู้กำกับบอกว่าเขาเป็นคนแบบนี้ แต่จริง ๆ เขาไม่ได้เป็น การทำแคสติ้งทำให้เราเจอคนเยอะ ทำให้เราได้ออกค้นหามนุษย์ตั้งแต่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร ลงมาถึงล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร จนถึงคนที่แม่งไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่อาหารเลย แต่นั่นแหละ มันทำให้งานเราสนุกมาก

ยิ่งเป็นคนที่สนใจในเรื่องมนุษย์ด้วยนะ รับรองถูกใจ

สนทนากับ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เฟ้นหานักแสดงทั่วราชอาณาจักร ถึงเส้นทางเกือบ 40 ปีของอาชีพ Casting Director
ถ่ายกับ Gaffer ไทยที่ไปถ่ายโฆษณาด้วยกันที่พม่า

คุณค่าของงานที่ทำมามากกว่าค่อนชีวิตสำหรับคุณหนอนคืออะไร

Casting Director พาเราไปสู่ข้อสรุปที่ว่า การพูดความจริงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แม้ว่าจะก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือ การตบตีกันก็ตาม แต่การพูดความจริงต่อกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์กระทำต่อกันได้

คุณหนอน ยุงไมเยอร์ มองอนาคตในอีก 5 ปี 10 ปี ไว้แบบไหนครับ

ไม่ได้มองไกลขนาดนั้น เพราะแก่แล้วค่ะ (หัวเราะ)

เรามองปีหน้า ปีมะรืน ถ้ายังสนุกอยู่ ถ้ายังมีงานให้ทำอยู่ ก็จะหางานทำไปเรื่อย ๆ ถ้าเรารู้สึกเหนื่อย ก็จะหยุด เราไม่คิดว่าตัวเลขมีผลกับเรา แต่เราจะดูเอเนอจี้ตัวเองเป็นหลัก ตอนนี้ก็อยู่ที่แม่ฮ่องสอนเป็นหลัก ที่นี่เป็นเมืองเล็ก ๆ พอหน้าร้อนก็ร้อนมาก แต่ไม่เป็นไร เพราะหน้าหนาวมันคุ้มมาก ในวันที่ไม่ต้องทำงาน เราก็ขี่จักรยาน ดูหนัง เดินขึ้นเขา ทำสวน เล่นกับหมาคนอื่น เพราะเราไม่เลี้ยงหมา ไปทำหนังทีหลายเดือน เดี๋ยวหมาตาย จะเลี้ยงของตัวเองไม่ได้จนกว่าเราจะเกษียณ ก็เลยไปเล่นกับหมาข้างบ้านแทน แต่หมาข้างบ้านมันทำตัวเหมือนเป็นหมาเราเลยนะ (หัวเราะ)

ทุกวันนี้นอกจากทำแคสติ้งเป็น Casting Director ก็ขยับตัวเองไปเป็นครีเอเตอร์ของ Original Content และสิ่งที่อยากทำตอนนี้ คือ Thai Original Content บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่มาเปิดในเมืองไทย ตอนนี้เขาเริ่มจ้างคนไทยเป็น Creative Head ทำให้เรามีความหวังว่า สตรีมมิ่งเซอร์วิสที่มาลงทุนจะช่วยให้วงการหนังไทยพัฒนา เราเชื่อแบบนั้นนะ

และท้ายนี้ เราอยากใช้โอกาสนี้ขอบคุณทุกผู้กำกับที่สอนงานและให้งานเรามาทั้ง คุณคธา พี่ไมค์ พี่พล พี่ตุ้ม ฯลฯ และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีงานไหนเลยที่ทำได้คนเดียว ผู้ช่วยของเราเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้งานมันสำเร็จลงได้ ตั้งแต่โบว์ใหญ่ จมปู้ ปุ้มปุ้ม โบเล็ก ร่มไทร พี่กรองทอง พี่แมวป่า น้องเอ๋ปาป้า พี่อ้วนที่ตอนนี้ไม่อ้วนแล้ว พี่แดง นังปีเตอร์ แซมแซมที่เขมร น้องมิ้นท์ น้องอาร์ นุ๊กกี้ จนมาถึงผู้ช่วยคนสุดท้องตอนนี้ คือน้องโบโบ้ Couldn’t have done it without YOU!

ภาพ : ระวีพร ยุงไมเยอร์ 

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

ศักดิ์ชาย ดีนาน

นักเขียนบท ผู้กำกับภาพยนตร์ ซึ่งค้นพบว่ามาเลี้ยงวัวที่สุรินทร์ (บ้านเกิด) ก็ทำหนังได้ แถมมีเวลาดื่มมากกว่าอยู่กรุงเทพฯ อีก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load