ในวัย 26 ปี นทคิดว่าอายุความคิดของตัวเองคือเท่าไหร่?

“โห ไม่รู้เลย เท่าไหร่ดี”

ถ้ายังพอจำกันได้ เมื่อหลายปีก่อน นท พนายางกูร สลัดภาพเด็กสาวยิ้มสดใสเล่นอูคูเลเล่ที่เรารู้จักกันดีในชื่อ นท THE STAR เป็นสาวผมประบ่าสีฟ้าสุดชิคที่มีซินธิไซเซอร์อยู่ตรงหน้าในทุกคอนเสิร์ต

ภาพใหม่ของ นท พนายางกูร จากนักร้อง THE STAR สู่ศิลปินผู้กำลังจะมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2

เรื่องจริงคือ ก่อนหน้านี้เราเองไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับตัวนทนัก ติดตามผ่านสื่อและโซเชียลมีเดียของเธอบ้างเป็นครั้งคราว แต่ยังไม่เคยรู้จักความคิดของเธอสักที

เรานัดกับนทที่สตูดิโอแห่งหนึ่ง ที่ที่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเธอกำลังจะจัดแสดงผลงานชุด Energy Diary 02 นิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2 ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณ การหายใจ และการทำสมาธิ

ใช่ เธอคือหญิงสาวคนเดียวกันกับที่เคยทำผมสีฟ้านั่นแหละ

ขณะนั่งฟังเทปสัมภาษณ์ในวันนั้น เราได้ยินตัวเองและช่างภาพพูดซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ “นทดูเย็นและเข้าใจชีวิตมากๆ” เธอเป็นอย่างนั้นจริงๆ การแสดงออก น้ำเสียง และสายตา ของเธอ ตรงกันข้ามกับเสื้อยืดลายหยินหยางและกางเกงพลีตสีเหลืองสดที่ใส่มาอย่างสิ้นเชิง

นทในวันนี้เชื่อเรื่องจิตวิญญาณ การทำสมาธิ และพยายามไม่ยึดติดกับสิ่งภายนอก เธอยังคงตั้งใจทำงานเพลงและงานศิลปะที่จะสามารถเข้าถึงจิตใจคนอื่น เราคิดอยู่นานว่าจะเล่าเรื่องความคิดของนทออกมาในรูปแบบไหน ก่อนตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดผ่านสิ่งที่เธอได้รับจากการเติบโต ประสบการณ์ ผู้คน และความเชื่อ ออกมาเป็นข้อคิดชีวิต 5 ข้อหลังจากนี้

ภาพใหม่ของ นท พนายางกูร จากนักร้อง THE STAR สู่ศิลปินผู้กำลังจะมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2

01

ลองในสิ่งที่อยาก แล้วลุยให้ถึงที่สุด

นทเป็นเด็กเชียงใหม่ที่เรียนโรงเรียนนานาชาติมาตั้งแต่เด็ก สภาพแวดล้อม การศึกษา ครอบครัว และคนรอบๆ ตัว หล่อหลอมให้เธอโตมากับการลองทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกีฬา ดนตรี ศิลปะ และการดูทีวีหรือเล่นอินเทอร์เน็ตไม่ใช่หนึ่งในกิจวัตรประจำวันของเธอ แม่สนับสนุนให้นททำกิจกรรมทุกอย่าง ส่งเรียนดนตรีสารพัด ในขณะที่พ่อเลี้ยงนทเหมือนเป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ถึงขั้นที่ว่าแมลงและงูก็เคยจับมาแล้ว 

“เราเพี้ยนมาตั้งแต่เด็ก”

ภาพใหม่ของ นท พนายางกูร จากนักร้อง THE STAR สู่ศิลปินผู้กำลังจะมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2

การเติบโตมาแบบนั้นสอนให้นทลุยกับทุกสิ่ง และลองทำทุกอย่างที่อยากทำ จึงไม่แปลกที่ผู้หญิงคนนี้จะมีประสบการณ์ประกวดร้องเพลง ไปต่างประเทศคนเดียว ลองสัก ลองเจาะ ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20

“แต่ก่อนเราชอบตัดผมตัวเอง เพราะมองว่าเป็นการทดลองอย่างหนึ่ง เอากรรไกรมาตัดหน้าม้าให้เต่อๆ ทำเดรดล็อกเอง ชอบเจาะโน่นเจาะนี่ เคยเจาะเหงือกด้วยรู้ไหม ส่องกระจกเจาะเอง เอาต่างหูมาตัดปลาย ลนไฟ แล้วเจาะเข้าไปเลย เราเป็นคนที่มีความคิดอะไรแปลกๆ เยอะ พอมีก็ลงมือทำทันที ไม่ได้คิดว่าควรทำไม่ควรทำ แต่โชคดีที่ส่วนใหญ่จะเป็นความคิดที่ดี”

เราเองเพิ่งรู้ว่าก่อนประกวด THE STAR ค้นฟ้าคว้าดาว นทไม่เคยดูรายการมาก่อน

“ใช่ เพราะเราไม่ดูทีวี ไม่เล่นโซเชียล ค่อนข้างฮิปปี้เลยแหละ มารู้จัก THE STAR หลังไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่อิตาลีตอนอายุ 16 พอกลับมารู้สึกว่าเราเก่งแล้ว เราเที่ยวยุโรปคนเดียวมาแล้ว จะทำอะไรก็ได้แล้วในชีวิตนี้ ตอนนั้นเห็นป้ายโฆษณาประกวด THE STAR พอดี เลยบอกแม่ว่า ‘แม่ๆ นททำได้ เชื่อไหม’ ก็เลยลองไปประกวดเล่นๆ เพราะชอบดนตรี ชอบร้องเพลงมากๆ อยู่แล้ว อยากเป็นนักร้อง เป็นนักดนตรีมืออาชีพ เลยคิดว่าถ้าเราเข้าไปตรงนี้ก็น่าจะได้ทำอะไรแบบนั้น ตั้งแต่วันที่คิดจะไปเล่นๆ ก็มาถึงวันนี้”

ภาพใหม่ของ นท พนายางกูร จากนักร้อง THE STAR สู่ศิลปินผู้กำลังจะมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2

02

ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง

เมื่อได้หนึ่ง ต้องตามมาด้วยสอง และการอยู่ในสปอตไลต์หมายถึงต้องยอมเป็นคนที่ไม่ใช่ตัวเอง หรือทำบางสิ่งที่ไม่อยากทำ จะว่าไปก็คล้ายๆ กับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ทำทุกอย่างตามใจไม่ได้อีกต่อไปแล้ว มันอาจจะเป็นเหตุผลให้หลายๆ คำตอบของนทฟังดูไม่เหมือนความคิดของคนวัย 26 และแม้จะเคยต่อต้านมากแค่ไหน มาถึงตอนนี้ มองย้อนกลับไปนทไม่เคยเสียใจเลยสักครั้งที่ได้ยืนอยู่จุดนั้น กลับรู้สึกขอบคุณสำหรับโอกาสและบทเรียนที่ได้กลับมา

“เราไม่เคยอยากเป็นคนของสังคม ไม่อยากเป็นดารา เซเลบ ไม่เคยคิดเลย เราแค่อยากจะผลิตผลงานออกมา อยากแสดงตัวตนออกมาเท่านั้น แต่สิ่งอื่นๆ ที่ตามออกมามันต่อเนื่องกันอยู่แล้ว ตอนแรกๆ ก็ไม่ชอบหรอก แอนตี้ แต่ต้องทำ เพราะเป็นความรับผิดชอบ ห้าปีตรงนั้นได้สอนอะไรหลายๆ อย่าง สอนว่าเราเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกอย่างไม่ได้ การทำงานร่วมกับคนอื่นต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา พยายามเข้าใจทุกคน มีความอดทน มีความรับผิดชอบ และพอถึงจุดหนึ่งที่ไม่ต้องทำแล้ว เราก็เลือกเดินออกมา”

ภาพใหม่ของ นท พนายางกูร จากนักร้อง THE STAR สู่ศิลปินผู้กำลังจะมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2

“แล้วตอนเดินออกมาไม่กลัวเหรอ” เราถาม

“ไม่เลย เราตัดสินใจพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำตัวเพี้ยนสุด ทำสีผมอะไรก็ไม่รู้ เราไปจนสุดขั้วเพราะอยากให้คนลืมภาพจำของเราที่มีมาตลอด พอออกมาปั๊บก็ทำวงดนตรีอิเล็กทรอนิกชื่อ X0809 กับเพื่อนอีกคนหนึ่ง

“งานและตัวตนของเราก็เปลี่ยนไปเลย จากแมสสุดเป็นเพี้ยนสุด ตอนนั้นก็รู้แหละว่ามีคนที่ชอบเราในแบบนท THE STAR อยู่ แต่ลึกๆ เชื่อว่าคนที่ติดตามเราจริงๆ มาตั้งแต่แรกจะรู้ว่าเราเป็นยังไง และเขาจะรักในตัวตนของเรา”

นททำทุกอย่างด้วยตัวเอง ทำเพลงเอง ไปเล่นงานคอนเสิร์ตเอง ขนของเอง เก็บของเอง จนวงประสบความสำเร็จ ได้ไปงานแสดงดนตรีต่างประเทศหลายครั้ง

แต่สิ่งที่นทภูมิใจมากกว่า คือคนลืมภาพเก่าของเธอ จำภาพใหม่ และยอมรับตัวตนของ นท พนายางกูร ในฐานะนักดนตรี ศิลปิน และคนคนหนึ่งที่อยากใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง

ภาพใหม่ของ นท พนายางกูร จากนักร้อง THE STAR สู่ศิลปินผู้กำลังจะมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2

03

เข้าใจตัวเอง เข้าใจคนอื่น เข้าใจโลก

สิ่งที่เราสัมผัสได้จากการคุยกับนทได้ครึ่งหนึ่ง คือการยอมรับและเห็นความสวยงามในความแตกต่างของคน นทในวันนี้จะเรียกว่าปล่อยวางได้บ้างแล้วก็คงไม่ผิดนัก ทั้งคำพูด กิริยา วิธีคิด และผลงานของเธอ แสดงให้เห็นถึงความไม่ยึดติดในแบบที่เห็นไม่บ่อยนักในคนวัยยี่สิบกลางๆ

“เราเดินทางเยอะ มันสอนให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น รู้จักคนอื่นมากขึ้น รู้จักโลกมากขึ้น ทำให้ได้แรงบันดาลใจทำอะไรใหม่ๆ เวลาเจออะไรก็อยากเอามาปรับกับตัวเอง การเดินทางทำให้ชอบคุยกับคนมากขึ้น เพราะเวลาคุยกับใคร เราจะได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก คนแต่ละคนมีแบ็กกราวนด์ไม่เหมือนกัน มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เวลาที่เจอปัญหาหรือมีปัญหากับใคร เราจะคิดตลอดว่าเขาอาจจะไม่ได้แย่หรอก แต่เขาโตมาแบบนี้ เลยมีความคิดแบบนี้ เราเลยเข้าใจโลกและคนมากขึ้นไปด้วย พอคิดแบบนี้ก็ไม่รู้สึกแย่ ไม่รู้สึกโกรธ แค้น หรือเกลียด พอเราเข้าใจ เราก็พร้อมที่จะปล่อยวางให้หายไปได้”

แต่ความเข้าใจโลกแบบนี้ไม่ได้มีมาตั้งแต่แรกหรอก นทเองเคยใช้ชีวิตแบบไม่สมดุลและหลงระเริงในบางสิ่งที่ไม่ใช่ความจริงมาก่อน นทเคยกังวลเรื่องยอดไลก์ เคยแคร์เวลามีคน Unfollow และเก็บเอาคอมเมนต์แย่ๆ มาคิดมากเหมือนเราทุกคนนี่แหละ

“เราเคยเห็นคนลงรูปโน้นรูปนี้ ก็อยากมีอย่างเขาบ้าง เคยหมกมุ่นกับโซเชียลมีเดียตลอดเวลา แทนที่ชีวิตเราจะเอาเวลาไปเจอครอบครัว เจอเพื่อน นั่งคุยกัน แต่เรากลับมาบ้านก็อยู่กับโทรศัพท์ เห้ย รูปนี้สีไม่ดีเลย ลบๆ ลงใหม่ๆ มันปลอม สุดท้ายเราทุกข์มากๆ ก็เลยมาดูดีๆ พบว่าจริงๆ แล้วมันคือสิ่งนี้ที่ทำให้เราทุกข์ ไม่อยากเป็นอย่างนั้นแล้ว เลยออกมาและพยายามหาบาลานซ์ให้ตัวเอง”

“เพราะอะไรที่มากไปไม่เคยส่งผลดีต่อเรา?”

“ถูก เราก็มีบางช่วงที่นอนเยอะเกินไป กินเยอะเกินไป แต่พอรู้ตัวก็ต้องดึงตัวเองกลับมาจุดตรงกลาง ให้เรามีสติ คอยเตือนตัวเอง ให้รู้ตัวเองตลอดว่าเรากำลังทำอะไรอยู่”

Energy Diary 02 โดย นท The Star

04

เมื่อมีทุกข์ก็ต้องหาวิธีสุข และส่งต่อให้คนอื่นๆ

เพราะก่อนหน้านี้เคยเครียดและมีอาการซึมเศร้า นทจึงเริ่มศึกษาเรื่องจิตวิญญาณจริงจัง โดยเริ่มจากการทำสมาธิ จนก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์ เธอเพิ่งไปเรียนเรื่อง Sound Healing หรือการรักษาด้วยเสียงที่ประเทศเนปาล ฟังผ่านๆ ดูงมงายเหมือนกันแหละ เธอพูดติดตลก แต่จริงๆ มันคือวิธีการใช้ชีวิตเพื่อหาความสงบ โดยมีหลักการบางอย่างอยู่เบื้องหลัง

“เสียงคือความถี่ มีแรงสั่นสะเทือน พอมีความสั่นสะเทือนส่งออกไป เราจะรู้สึกได้เลยเพราะสองในสามของร่างกายมนุษย์เป็นน้ำ ความเครียดต่างๆ ก็จะลดลง ดนตรีของเราก็เป็นการเยียวยามากขึ้น เราอยากให้คนฟังได้อะไรมากกว่านั้น เพราะเอนเตอร์เทนเมนต์มันเยอะมากแล้ว เราอยากให้คนมีความสุขแหละ แต่เราอยากลงลึกไปถึงจิตวิญญาณของเขามากกว่า

“ส่วนงานศิลปะ ถ้าเอาแค่เรื่องจิตวิญญาณที่ตัวเองเชื่อมาพูดอย่างเดียว คนอาจจะไม่เข้าใจ คิดว่างมงาย เราเลยอยากนำเสนอให้มีความจริงมากที่สุด โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำให้คนเห็นว่าสองโลกนี้บาลานซ์กันได้นะ สมมติว่าถ้าจิตวิญญาณอย่างเดียว ก็จะเหมือนอยู่กับโลกในฝัน เข้าถึงคนส่วนใหญ่ไม่ได้ หรือถ้าเทคโนโลยีเกินไป เราก็ไม่มีความสุข อยู่แต่ในโลกปลอมๆ พอบาลานซ์ได้ก็เข้าใจทั้งสองโลก”

ความสนใจนี้ส่งผลโดยตรงกับงานและตัวตนของนท ที่ไม่ได้สร้างมาเพื่อให้แรงบันดาลใจคนในเชิงทัศนศิลป์อย่างเดียว แต่เต็มไปด้วยคติสอนใจและแนวทางการใช้ชีวิตที่เติบโตไปพร้อมกับตัวศิลปิน

“งานของเราพูดถึงจิตวิญาณและความเข้าใจซะส่วนใหญ่ เหมือนเวลาเราดูภาพวาดบนกำแพงวัด ทุกอย่างจะมีเมสเสจอยู่ในนั้น ยกตัวอย่างงานชิ้นหนึ่งในนิทรรศการครั้งนี้ เราได้แรงบันดาลใจมาจาก Sand Mandala อาร์ตเวิร์กที่พระทิเบตค่อยๆ ทำโดยการเรียงทรายเป็นลายสีๆ พอเรียงเสร็จเขาจะนั่งสมาธิกัน ก่อนจะเอาแปรงปัดทรายที่ทำมาทั้งหมดออกไป แล้วค่อยเอาไปทิ้งลงแม่น้ำเพื่อขอบคุณธรรมชาติ เขาต้องการจะสื่อว่าชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีอะไรยั่งยืน เพราะฉะนั้นอย่ายึดติดกับอะไรทั้งนั้น จริงๆ มันก็เหมือนสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ที่เวลาเราไปยุ่งหรือแตะมากๆ ก็จะพัง”

นทส่งต่อความเชื่อผ่านงานศิลปะที่คนเข้าถึงง่าย ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทำให้คนเชื่อมโยงกับมันได้มากขึ้น อีกหนึ่งงานที่ทำให้เราทึ่งในวิธีคิดของผู้หญิงคนนี้คือเครื่อง Breathing Machine ที่มีพู่กันติดอยู่ด้วย การทำงานของมันคือเมื่อเราหายใจเข้าไปในเครื่อง ลมหายใจจะไปทำให้เกิดกลไกที่สามารถขยับพู่กัน วาดออกมาเป็นชิ้นงานศิลปะ

“งานชิ้นนี้มาจากที่เราไปเรียนเรื่องการทำสมาธิ ซึ่งเกี่ยวกับลมหายใจโดยตรง เวลาหายใจลมหายใจจะเชื่อมกับคลื่นสมอง ถ้าหายใจถูกต้องสุขภาพทั้งกายและใจจะดีไปด้วย ทำให้เรารู้สึก High โดยไม่ต้องเสพอะไรเลย การหายใจเป็นอะไรที่เบสิกที่สุดแล้ว เพราะคนเราหายใจตลอด ถ้าเครียดแล้วก็หายเครียดได้ด้วยการหายใจอย่างถูกวิธี ไม่ต้องสูบบุหรี่ ไม่ต้องกินเหล้า ไม่ต้องกินกาแฟแล้ว เราเลยอยากสร้างเครื่องที่แสดงให้คนเห็นว่าลมหายใจมีพลังมากแค่ไหน”

Energy Diary 02
Energy Diary 02

05

อย่ายึดติด เพราะไม่มีอะไรยั่งยืน

“พอมาเรียนเรื่องนี้ทำให้เราไม่ยึดติด และไม่โดนโลกทำให้เราหลงไปกับสิ่งต่างๆ พอเรามีความสงบในตัวแล้ว ก็ไม่ต้องการให้อะไรมาเติมเต็ม พอใจกับสิ่งที่มี เราก็จะไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ไม่ไปเบียดเบียนโลก ไม่รู้สึกว่าอยากได้ของชิ้นนี้ ทำให้เราต้องไปซื้อมา ทำให้เขาต้องผลิต ทำให้ต้องไปเบียดเบียนทรัพยากรโลก ต่อกันไปอีก มันเป็นจุดเล็กๆ ที่ทำให้โลกไม่พังเร็ว เคยได้ยินเรื่องวัดเผาศพที่เนปาลไหมคะ”

เราส่ายหัว นทจึงเล่าต่อว่าตอนไปเนปาลมีโอกาสได้ไปวัดหนึ่ง วัดนี้มีแม่น้ำสายหลักของเนปาลไหลผ่านตรงกลาง คนเนปาลเชื่อว่าถ้าตายแล้ว ได้มาเผาศพที่นี่จะได้ขึ้นสวรรค์ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใครก็ตามจึงอยากมาเผาศพที่นี่

วัดนี้เปิดตลอด 24 ชั่วโมง วันนั้นที่นทไปที่นั่นแค่ 3 ชั่วโมงก็มี 5 ศพแล้ว เริ่มจากที่รถโรงพยาบาลเข้ามาจอด ขนศพลงจากรถ นำไปล้างหน้าล้างเท้าที่แม่น้ำ ก่อนจะโยนเสื้อผ้าของผู้ตายทิ้งลงไปด้วย จากนั้นนำไม้มาก่อ วางศพลงด้านบนแล้วจุดไฟเผา เมื่อเผาเสร็จก็ไม่มีการเก็บเถ้ากระดูกให้ญาติพี่น้องเหมือนพิธีกรรมทั่วไป เขาจะนำทุกสิ่งลงแม่น้ำทั้งหมดเลย

“ไม่มีการเก็บอะไรกลับมาให้ยึดติด และคนแถวนั้นมองความตายเป็นเรื่องปกติมาก ไม่มีใครตื่นเต้น ฝั่งนี้เผาศพ อีกฝั่งของแม่น้ำก็ทำพิธีบูชาวัดไป มันทำให้เราเข้าใจและปลงเลยนะว่าจริงๆ ชีวิตก็แค่นี้”

Energy Diary 02

“แปลว่าไม่กลัวตายเหรอ?” 

หญิงสาววัย 26 ปียิ้ม “ไม่กลัวค่ะ ไม่กลัวเลย เดี๋ยวเราก็ต้องตาย ชีวิตก็แค่นี้แหละ เราไม่คิดอะไรมาก ตอนนี้แค่อยากทำชีวิตให้มีประโยชน์ต่อคนอื่นและต่อโลกมากที่สุด ในแบบที่เราทำได้ ในแบบที่เรามีความสุข อย่างเรามีความสุขกับการทำงานศิลปะ ทำงานเพลง เราก็จะทำศิลปะและเพลงที่จะทำให้คนอื่นเข้าใจเรื่องนี้”

ในวัย 26 ปี นทคิดว่าอายุความคิดของตัวเองคือเท่าไหร่? เราถามอีกครั้ง

“ไม่รู้จริงๆ… แต่ไม่น่าใช่ 26 (หัวเราะ)”

Energy Diary 02

Energy Diary 02 คือการรวบรวมงานศิลปะบำบัดที่ถ่ายทอดพลังบริสุทธิ์ของ นท พนายางกูร เพื่อให้คนอื่นได้ค้นพบความสงบและความสมดุลในชีวิตผ่านการใช้เสียง การหายใจ และการทำสมาธิ นิทรรศการจะจัดขึ้นที่ Warehouse 30 ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม ถึงวันที่ 27 กันยายน 2562 เวลา 11.00 – 20.00 น.

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีวงประสานเสียงหญิงล้วน คว้าเหรียญทองจากเวที 4th World Virtual Choir Festival 2021 ได้สำเร็จ ที่น่าปรบมือชื่นชมคือ วงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม (Siam Ruby Women’s Choir) เป็นวงประสานเสียงผู้สูงอายุวัย 50 – 70 ปี ซึ่งรูปแบบการแข่งขันในครั้งนี้เป็นแบบ Virtual ประจวบกับสถานการณ์โควิด-19 ทำให้นักร้องประสานเสียงทั้ง 16 คน ต้องฝึกซ้อมออนไลน์และอัดคลิปส่งประกวดทางแอปพลิเคชันไลน์ โดยเบื้องหลังความตั้งใจมีแรงผลักดันจากคนรุ่นหลานอย่าง อาจารย์ธนาวุฒิ ศรีวัฒนะ ผู้ก่อตั้ง ผู้ฝึกสอน และวาทยกร วงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ตลอดจนเป็นเจ้าของบริษัท เอนาวา จำกัด สตูดิโอที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยให้ยืนยาว สุขภาพจิตแจ่มใส สุขภาพกายแข็งแรง ด้วยกิจกรรมเสียงเพลง ทั้งคลาสเรียนร้องคาราโอเกะ วงประสานเสียง ฯลฯ 

ความพอดีกันของความสุขและความไพเราะ คือท่าไม้ตายที่ทำให้พวกเขาชนะใจกรรมการ ก่อนจะทำความรู้จักเรื่องราวเบื้องหลังของผู้สูงอายุกับเสียงเพลงและคนเจนวายกับเบบี้บูมเมอร์ ชวนฟังเพลง ‘อสงไขย’ จากพี่วัยเก๋าทั้ง 16 คน พร้อมกัน รับรองว่าขนจะลุกเกรียวด้วยความทึ่งในศักยภาพ ความไพเราะและความสุขที่ผู้ขับร้องมอบให้ผู้ฟัง

บทเพลงที่คว้าเหรียญทองจากเวที 4th World Virtual Choir Festival 2021

Spark Joy

อาจารย์ธนาวุฒิ ศรีวัฒนะ หรือ เดว์ เริ่มเรียนดนตรีตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ทั้งชีวิตเขามอบหัวใจให้ดนตรี ระหว่างทางเขาเก็บเกี่ยวประสบการณ์หลากหลาย ทั้งเข้าร่วมการแข่งขันดนตรี ร่วมประกวดดัชชี่บอยแอนด์เกิล และจับงานแสดงร่วมกับช่อง Thai PBS เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ รับบทเป็น นาคา, โหมโรง รับบทเป็น ศร จวบจนระดับอุดมศึกษา เขาเลือกเรียนสาขาประพันธ์เพลงคลาสสิก วิทยาลัยดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ และจบปริญญาโทด้านการอำนวยเพลง วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล หลังจบการศึกษาเขาก็เป็นอาจารย์พิเศษ เป็นวาทยกรวงประสานเสียงศาลายาหนุ่มสาวน่อยน้อย ซึ่งเป็นวงประสานเสียงผู้สูงอายุที่คว้า 4 เหรียญเงิน จากการแข่งขัน 3 ประเทศ

“ผมได้ร่วมโปรเจกต์พิเศษกับ รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เขาอยากทำโปรเจกต์ช่วยเหลือสังคมด้วยการให้ผู้สูงอายุเข้าถึงดนตรีได้ง่ายขึ้น นั่นก็คือ การร้องเพลง และผมเป็นลูกศิษย์ อาจารย์ฤทธิ์ ทรัพย์สมบูรณ์ ซึ่งเป็นประธานโครงการ เขาชวนผมไปทำด้วยกัน พอทำแล้วผมรู้สึก Spark Joy กับผู้สูงอายุ

“ผมมองเห็นศักยภาพของพวกเขา และผมเป็นคนที่ทำอะไรจะต้องทำให้สุด ต้องดึงศักยภาพของคนสูงวัยออกมาให้เต็มที่ หลังจากนั้นผมเขียนเพลงขึ้นมาหนึ่งเพลง เอาเพลง ผู้ใหญ่ลี ไปทำเป็นร็อกแอนด์โรลว์ ไปแข่งที่ประเทศมาเลเซีย จนได้เหรียญเงินกลับมา เราแข่งมาแล้วสามประเทศ ได้สี่เหรียญเงิน ไม่เคยได้เหรียญทองเลย ในสายตาผม เหรียญทองเป็นเรื่องที่ยากมาก ยากที่จะเห็นว่าความสามารถระดับเหรียญทองมันต้องประมาณไหน 

“ผมสู้แล้วก็คิด แสดงและฝึกฝนพวกเขาต่อไป” อาจารย์ธนาวุฒิเล่าตั้งใจ

ธนาวุฒิ ศรีวัฒนะ ผู้พาวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยามชนะเหรียญทองครั้งแรกของไทย

วงประสานเสียงศาลายาหนุ่มสาวน่อยน้อยมีเหรียญเงินติดตัว แต่อาจารย์ธนาวุฒิก็ยังมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพของวัยอิสระอย่างไม่หยุดยั้ง เขาเสนอละครเวที ในความทรงจำ เดอะมิวสิคัล ให้นักศึกษาสาขาธุรกิจดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ธนาวุฒิเสนอว่า เขาอยากทำละครเวทีที่มีผู้สูงอายุมากที่สุดบนเวที โดยเขารับหน้าที่ประพันธ์เพลง แถมได้ คุณสุชาติ ชวางกูร รับบทพระเอก และ คุณนนทิยา จิวบางป่า รับบทนางเอก ซึ่งการแสดงประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องสงสัย และเขายังเป็นผู้ประพันธ์และเรียบเรียงละครเวที เทพธิดาบาร์ 21 ด้วย 

หลังจากเป็นอาจารย์พิเศษสอนนักศึกษาสักพัก เขาก็ตัดสินใจลาออก

“ผมมีคติอยู่ว่า อะไรที่ไม่ใช่ความสุขผมไม่ทำ ผมมีความสุขกับการสอนผู้สูงอายุ ก็เลยตัดสินใจลาออก ลาออกจากวงประสานเสียงศาลายาหนุ่มสาวน่อยน้อยด้วย แล้วก็ชวนลูกศิษย์เก่ามาตั้งวงประสานเสียงด้วยกัน

“ลูกศิษย์ของผมค่าเฉลี่ยอยู่ที่หกสิบปี ส่วนผมอายุสามสิบปี ข้ามเจนกันเลย เจนวายกับเบบี้บูมเมอร์”

เราเชื่อแล้วว่าอาจารย์ธนาวุฒิสปาร์กจอยกับผู้สูงอายุจริงๆ 

Siam Ruby Women’s Choir

อาจารย์ธนาวุฒิตั้งบริษัท เอนาวา จำกัด ขึ้นมา เพื่อเชื่อมดนตรีกับผู้สูงอายุ ให้มีอายุยืนยาว สุขภาพกายและสุขภาพจิตสดใสแข็งแรง และยังก่อตั้งวงประสานเสียงขึ้นอีก 6 วง ได้แก่ วงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม วงประสานเสียงพลังสุขสูงวัย (ชมรมผู้สูงอายุโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย) วงประสานเสียงเพื่อนโดม วงประสานเสียงเพลินเพลงคอรัส (การรวมตัวกันของผู้ปกครองโรงเรียนเพลินพัฒนา) วงประสานเสียงเยาวชนเทศบาลนครยะลา และ The Emerald Singers (วงขับร้องประสานเสียงที่มีช่วงวัยต่างกันและมีความหลากหลายของเพลงที่ขับร้อง)

ซึ่งวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม เป็นการรวมตัวกันของหญิงวัยอิสระที่มีใจรักเสียงเพลงและต่อยอดเป็นกิจกรรมร้องเพลง มีสมาชิก 16 คน น้องน้อยอายุ 52 ปี และพี่โตอายุ 72 ปี แต่อายุไม่อาจจำกัดความสามารถ

พวกเธอเริ่มออกแข่งขันขับร้องประสานเสียงระดับนานาชาติครั้งแรก ค.ศ. 2019 คว้าเหรียญเงินจากรายการ Senior Choir และรางวัลเหรียญทองแดงจากงาน Singapore International Choral Festival 2019 ประเทศสิงคโปร์

“ทุกการแข่งขันที่ผ่านมาเราไม่เคยได้เหรียญทอง มันเครียดนะ ทุกๆ ครั้งที่แข่ง ผมพยายามปรับตัวตลอด บางทีความผิดมันเกิดจากผมนะ ถ้าผมรู้มาตรฐานของเหรียญทองว่าเป็นประมาณไหนก็คงจะดี แต่นี่ผมมืดแปดด้าน เลยข้อคำแนะนำจากกรรมการทุกครั้ง เขาพูดเหมือนกันว่า ทุกการร้องเพลงต้องมีความสุขและความไพเราะ

“ผู้สูงอายุต้องร้องเพลงอย่างมีความสุข แล้วก็ไพเราะด้วย คำสองคำนี้ มันยากที่จะอธิบายว่าความสุขแบบไหนที่แสดงออกมาแล้วลงตัว กรรมการเคยบอกกับผมว่า เขาไม่ต้องการเพลงที่ยาก ไม่ต้องการให้ร้องหลายเสียง แล้วก็ไม่ต้องการเพลงระดับสูงจนนักร้องร้องแล้วรู้สึกทรมาน แต่เขาต้องการเพลงที่มัน Touch the heart อย่างเดียวก็พอ 

“ผมเอาเรื่องนี้กลับไปคิดจนเจอโควิด-19 ทำให้พวกเราไม่ได้ไปแข่งใน ค.ศ. 2020 ส่วน ค.ศ. 2021 มีการชักชวนจากเจ้าของงานประเทศอินโดนีเซีย ผมก็สนใจเข้าร่วม เพราะเขาเปิดรับซีเนียร์ด้วย ผมลองดูอีกสักตั้ง มานั่งตกผลึกว่าความสุขกับความไพเราะจะออกมาได้ยังไง ในการแข่งขันผมเลือกเพลง อสงไขย
เพลงไทยร้องง่ายๆ จังหวะง่ายๆ และเป็นเพลงที่พวกเขาร้องแล้วเพราะที่สุด ทั้งสิบหกคนก็ชอบ เวลาออกคอนเสิร์ต เขาร้องเพลงนี้แล้วสีหน้าเต็มไปด้วยความสุข ผู้ฟังฟังแล้วรู้สึกไพเราะ มีความพอดีของเสียง จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นเหรียญทองเหรียญแรกในหลายปีที่ผ่านมา”

ไม้ตายที่ทำให้พิชิตเหรียญทอง คือความพอดีของความสุขและความไพเราะ-เราย้ำ

ธนาวุฒิ ศรีวัฒนะ ผู้พาวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยามชนะเหรียญทองครั้งแรกของไทย

“ความพอดีต้องคำนึงเป็นอันดับแรก ผมรู้อยู่แล้วว่านักร้องของผมทำได้เท่านี้คือสุดยอด อย่าทำไปมากกว่านั้น เพราะวันนั้นพวกเราอยู่ในจุดที่ต้องแสดงความเจ๋งที่สุดออกมา นั่นคือความพอดีที่สุด ไม่ใช่ความยากที่สุด”

เหรียญทองจาก 4th World Virtual Choir Festival 2021 นับเป็นความสุขที่มอบให้กับคนไทยทุกคน

“นักเรียนบางคนอยู่กับผมมาตั้งแต่ต้นเขาก็ดีใจมาก บางคนเพิ่งมาปีเดียวก็ดีใจ งานนี้ไม่มีใครไม่ดีใจเพราะมันเกินความคาดหมาย อย่างที่ผมบอก ผมเป็นคนที่ทำอะไรจะต้องทำให้สุดจนกว่าจะไปถึงเป้าหมาย สมมติปีที่ห้ายังไม่ได้เหรียญทอง ผมก็จะทำต่อไป บังเอิญว่ามันได้เร็วไปหน่อย ซึ่งผมมองไว้ห้าปี สิบปี ถึงจะได้เหรียญทอง

“วันนั้นผมรู้สึกประสบความสำเร็จมาก ดีใจมาก ฉันทำได้ เพราะผมไม่เคยยอมแพ้กับอะไรเลย งานประกวดผมก็ส่งประกวดตลอดเลยนะ แต่ผมไม่เคยได้ขึ้นเวที ผมก็ไม่หยุดส่ง ส่งคลิปทุกปี เขาไม่เลือก ผมก็ไม่เป็นไร ผมไม่เคยท้อ พูดง่ายๆ ว่าทำไมต้องท้อ เหตุผลของการท้อแท้คืออะไร นั่นยิ่งทำให้ผมกลับมาปรับปรุงและพัฒนาตัวเอง

“พอนักเรียนเห็นว่าผมหรือครูผู้สอนของเขาเป็นนักสู้ ตัวผู้เรียนก็สู้ ไม่มีใครยอมแพ้เลย” 

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

Social Distancing

“เราซ้อมกันผ่านไลน์กลุ่มครับ” หัวเรือเฉลยเบื้องหลังความสำเร็จ ทำเอาเราต้องร้องว้าว (ในใจ)

ลูกหลานต่างรู้กันดีว่าแอปพลิเคชันไลน์กับผู้สูงอายุเป็นของคู่กัน ภาพสวัสดีวันจันทร์ก็เช่นกัน 

อาจารย์ธนาวุฒิเลือกใช้แอปพลิเคชันสื่อสารยอดนิยมมาเชื่อมวัยอิสระ ในวันที่โรคภัยบอกให้เราต้อง Social Distancing พูดไปจะหาว่าอวย เพราะคุณพี่ สว. (สูงวัย) ติดใจการเรียนการสอนออนไลน์กันยกใหญ่ ส่วนการซ้อมก็อาศัยการวิดีโอคอลพร้อมกัน แล้วตรวจเช็กการร้องแยกอีกเป็นรายบุคคล ซึ่ง 16 คน ไม่ได้เท่ากับ 16 ครั้ง คุณพี่บางท่านต้องตรวจการบ้านถึง 3 รอบ และมากสุดคือ 10 รอบขึ้นไป เพื่อให้ได้รอบที่ดีที่สุดของทุกคน ผู้สอนว่านี่คือโจทย์หิน

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

“รูปแบบการส่งประกวดคือการอัดคลิปของแต่ละคนแล้วเอามาต่อกัน โดยผมเล่นไลน์เปียโนแจกทุกคน แล้วให้เขาใส่หูฟังฟังเสียงเปียโนแล้วร้องออกมาปากเปล่า หลังจากนั้นผมให้ซาวนด์เอ็นจิเนียช่วยซ้อนเสียงทั้งหมดให้

“ความยากคือทุกคนต้องร้องให้เป๊ะก่อน หายใจพร้อมกัน ปิดคำ เปิดคำพร้อมกัน ซึ่งพวกเขาต้องอัดมาจากที่บ้าน บางคนยังพักผ่อนอยู่ที่หัวหินอยู่เลย บางคนก็อยู่บ้านหลาน บ้านญาติ อุปกรณ์ก็ของญาติบ้าง หลานบ้าง”

เราแอบหยอกผู้สอนไปว่ากว่าจะถึงเส้นชัยก็อุปสรรคไม่น้อย วัยอิสระไม่โอดโอยกันบ้างหรือ

“ตอนหลังก็มาสารภาพว่าท้อ” อาจารย์ธนาวุฒิเว้นจังหวะก่อนจะอธิบาย

“ผมบอกเขาว่า คุณฟังเสียงตัวเองคนเดียวอย่าท้อเลย คนฟังสิบหกเสียงยังไม่ท้อเลย” ผู้สอนหัวเราะ

การปรับตัวไม่เพียงเฉพาะการฝึกซ้อมของวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม แต่คลาสร้องเพลงคาราโอเกะของเอนาวา สตูดิโอ ก็ถูกปรับมาเรียนออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ด้วยเหมือนกัน มีสอนมากถึง 13 คลาสต่อสัปดาห์

การสอนร้องคาราโอเกะของที่นี่ จะสอนร้องอย่างปลอดภัย เข้าใจตัวเองและเข้าใจข้อจำกัด

“ผมทำธุรกิจเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ต้องปรับตัวกันหนักมาก ก่อนหน้าก็หลงทาง แต่ผมว่าข้อดีของคนที่มาเรียนกับผมคือ หัวใจเขาไม่แก่ ถ้าหัวใจแก่ไม่มาเรียนร้องเพลงหรอก อะไรที่เขาปรับได้ เขาจะปรับเร็วเลย กลายเป็นว่าติดใจ

“ผมเปิดสอนร้องเพลงออนไลน์สัปดาห์ละหนึ่งเพลง ตอนนี้ผมเปิดสิบสามห้องต่อสัปดาห์ มีคนสนใจเยอะมาก ห้องหนึ่งผมสอนสิบห้าคน สิบห้าคูณสิบสามคือจำนวนนักเรียนทั้งหมดที่เรียนออนไลน์ บางคนเข้าห้องน้ำก็เดินร้องเพลงไปด้วย แล้วก็มีการบอกต่อด้วยนะ ตัวลูกอายุหกสิบกว่าแล้ว ก็ชวนคุณแม่อายุเก้าสิบมาเรียนด้วยกัน”

สนทนากันสักพัก ต่อมสงสัยทำงาน การสอนสูงวัยร้องเพลงยากกว่าคนทั่วไปหรือเปล่า-เราถาม

“เขาประสบการณ์เยอะ บางทีเม็มฯ เต็ม อาจจะเข้าใจช้ากว่าคนทั่วไป ผมต้องใจเย็น ค่อยเป็นค่อยไปก็จะเข้าใจเขา สิ่งที่ผมชอบคือวัฒนธรรมเก่าๆ ที่เขาให้ความเคารพคุณครู แม้ผมจะเป็นรุ่นหลานของเขา แต่บางคนไม่ได้มองว่าผมเป็นเด็ก เขามองว่าผมเป็นอาจารย์ ถ้าพวกเขามองข้ามอายุ ทุกอย่างก็ไม่ใช่ปัญหา คุณค่าความเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้อยู่ที่อายุ มันอยู่ที่ภาวะความเป็นผู้นำ และอีกฝ่ายต้องยอมรับในสิ่งที่ผมเป็น ส่วนผมก็ต้องแอคทีฟและพัฒนาอยู่เสมอ”

เพียงเข้าใจและยอมรับก็พิชิตระยะห่างระหว่างวัยได้ นี่สิ ความหมายของวลี อายุเป็นเพียงตัวเลข!

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

Live and Learn

การทำงานกับผู้สูงอายุมาหลายขวบปี ทำให้อาจารย์ธนาวุฒิมีไกด์บุ๊กในการดำเนินชีวิต เป็นตำราและบทเรียนชีวิตนับสิบ นับร้อย ของเหล่าพี่ๆ วัยอิสระ เขาเรียกมันว่า ‘สูตรสำเร็จ’ ที่ทำให้เขาเติบโตขึ้นพร้อมกับภาวะผู้นำ

“ต้องค่อยๆ เรียนรู้ผู้สูงอายุ หลายคนมีความสามารถหลากหลาย และหลายคนทำให้ผมมีความสามารถมากขึ้นด้วยซ้ำ เขาผ่านอะไรมาเยอะ ผมเอาตรงนั้นมาประยุกต์ใช้กับตัวเอง ซึ่งสิ่งที่ผมเรียนรู้จากนักเรียนมีสามสเต็ป

“หนึ่ง ผมเรียนรู้ที่จะเป็นหรือไม่เป็นเหมือนกับเขา สอง ผมเรียนรู้วิธีการจะใช้ความสุขเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอด สาม การต่อสู้กับความแก่ ซึ่งผมพยายามศึกษาทุกเรื่องใหม่หมดทุกครั้ง เพราะการเรียนรู้จะทำให้คุณเติบโต แล้วคุณก็ต้องกลับไปเรียนรู้อะไรบางอย่างเพื่อที่จะเป็นเด็ก แล้วเติบโต ถ้าคุณเรียนรู้ทุกๆ ปี คุณก็จะไม่มีความแก่

“ผมใช้วิธีนี้กับตัวเองเสมอ หนึ่งปีต้องมีหนึ่งเรื่องเล่า ปีก่อนผมสนใจเรื่องแฟชั่น กีฬา เครื่องดื่ม การลงทุน ส่วนปีนี้ผมกำลังศึกษาเรื่องไวน์และพันธุ์องุ่น พอสนใจแล้วผมเอาจริง อย่างตอนสนใจเรื่องอาหาร ผมไปเรียน ไปลองขาย เพื่อให้อยู่ในจุดที่ผมเข้าใจมันจริงๆ แม้กระทั่งปีที่สนใจเรื่องการลงทุน เล่นหุ้น ก็กลายเป็นนิสัยติดตัวผม ทำให้ผมใช้เงินเป็น ที่สำคัญ ต้องดูด้วยว่าเราได้อะไรจากความรู้นั้น และมันทำให้เราอยู่รอดได้ยังไง ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งดี” 

คุณพี่วัยอิสระและอาจารย์ธนาวุฒิพิสูจน์ให้เห็นแจ้งแล้วว่า อายุไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

ใช่-ไม่มีใครแก่เกินเรียน

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

Passion & Impact

ชายผู้มอบชีวิตให้กับดนตรีตั้งเป้าหมายใหญ่ที่จะพาวงประสานเสียงผู้สูงอายุไปถึงคือการโลดแล่นทั่วโลก และเป็นที่พูดถึงในนาม ‘วงประสานเสียงผู้สูงอายุ’ ไม่ใช่เพียงแค่วงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม แต่หมายรวมถึงวงประสานเสียงผู้สูงอายุทั่วประเทศไทย ต้องได้รับการยอมรับจากสากลว่ามีความสามารถ ถ้าพูดถึงเมื่อไหร่ต้องที่ไทยเท่านั้น

“สิ่งหนึ่งที่ผมทำสำเร็จแล้วคือ ความสุขที่มากพอจนผู้เห็น ผู้ฟังต้องยิ้มตาม ผมไม่ต้องการให้คนฟังฟังแล้วรู้สึกว่าเจ๋ง เก่งที่สุด หรือเทียบกับใคร แต่ขอเป็นความสุขที่ไม่มีใครเทียบดีกว่า และทับทิมสยามก็เป็นตัวแทนประเทศไทย ไม่น้อยหน้าไปกว่าการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกหรือพาราลิมปิก เพราะเราคือผู้สูงอายุไทยที่สร้างชื่อเสียงให้ก้องโลก”

และนับเป็นการคว้าเหรียญทองครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทยสำหรับวงประสานเสียงผู้สูงอายุด้วย

“นี่คือยาที่ดีที่สุด” วาทยกรพูดถึงการเกิดขึ้นของวงประสานเสียงผู้สูงอายุ

“เพราะการร้องเพลงช่วยพัฒนาสมองซีกขวา ส่วนการร้องประสานเสียงช่วยพัฒนาสมองซีกซ้าย สมองทั้งสองซีกจะไม่ฝ่อ และการยืนร้องเพลง ร่างกาย สรีระสง่างดงามมากขึ้น อีกเรื่องคือการฝึกหายใจ ยิ่งเก็บออกซิเจนได้เยอะ การเผาผลาญยิ่งดี และที่สำคัญได้สังคม มิตรภาพ เพื่อนๆ ให้การยอมรับ ทำให้คนสูงวัยรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าต่อสังคม ช่วยสร้างความรับผิดชอบ เพราะมีส่งการบ้าน ต้องฝึกซ้อม และข้อสุดท้ายทำให้สูงวัยเป็นนักพิชิตเป้าหมาย เป้าหมายคือมีคอนเสิร์ตหนึ่งครั้งทำให้ประทับใจที่สุด นี่คือการทำให้ฮอร์โมนความสุขและความสำเร็จพลุ่งพล่าน”

ผู้คลุกคลีกับบรรดาวัยอิสระบอกว่าการตั้งเป้าหมายนั่นสำคัญ ยิ่งพิชิตได้ยิ่งเพิ่มพลังใจ

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

“อาจจะเป็นการร้องเพลงจบหนึ่งเพลง การร้องเพลงไม่ให้เพี้ยน การร้องเพลงให้ตรงจังหวะ มันเป็นการชนะใจตัวเองทั้งนั้น ลูกหลานต้องพยายามถามสูงวัยว่าความสุขของเขาคืออะไร ให้มุ่งเน้นไปทางนั้น เพราะกิจกรรมทำให้คุณภาพของคนสูงวัยดีขึ้น และต้องไม่ลืมหาเป้าหมายระยะสั้นให้ได้ เพื่อให้เขากระโจนสู้เป้าหมายนั้นอย่างภาคภูมิใจ”

สิ่งที่ทำให้เด็กชายที่ผูกพันกับดนตรีตั้งแต่ 4 ขวบ จวบจน อายุ 30 ปี คือ ‘แพสชันและอิมแพค’

“แพสชันคือสิ่งแรกที่คุณต้องมี ต้องมีความอยาก ความรัก ความคลั่งไคล้ ส่วนอิมแพค มันต้องมีประโยชน์หรือเข้ากับสถานปัจจุบัน ตัวผมก็ไม่ได้ทำธุรกิจสำเร็จในปีแรกหรือสองปีแรก แต่สิ่งที่ทำให้ผมมีความอดทนอยู่ได้คือ ‘แพสชัน’ จงเชื่อในแพสชันของคุณ แล้วจงคิดอย่างถี่ถ้วนว่ามันอิมแพคต่อคนทั้งประเทศหรือคนทั้งโลกยังไงบ้าง

“บั้นปลายผมวางแผนกับภรรยาว่าจะเก็บเงินแล้วทำเพื่อสังคม ไปตระเวนแนะนำชาวบ้านเรื่องการเก็บเงิน ส่วนตัวผมจะทำให้ชุมชนมีศักยภาพ มีทักษะ มีความรู้มากขึ้น ผ่านดนตรีและการร้องประสานเสียง 

“ทุกวันนี้ดนตรีให้ทุกอย่างกับผม ผมคงจะอยู่กับดนตรีต่อไป พัฒนาวงการดนตรี ไม่ว่าจะเป็นการประสานเสียง ส่งเสริมดนตรีไทย ส่งเสริมคุณภาพผู้สูงวัยกับดนตรี เพราะผมอยากทำให้ตัวเองมีประโยชน์ต่อสังคม”

เราเชื่อว่าแพสชันที่มีต่อเสียงเพลงและผู้สูงอายุของชายคนนี้กำลังสร้างอิมแพคในใจพวกคุณ

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

ภาพ : วงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม Siam Ruby Women’s Choir

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load