ในวัย 26 ปี นทคิดว่าอายุความคิดของตัวเองคือเท่าไหร่?

“โห ไม่รู้เลย เท่าไหร่ดี”

ถ้ายังพอจำกันได้ เมื่อหลายปีก่อน นท พนายางกูร สลัดภาพเด็กสาวยิ้มสดใสเล่นอูคูเลเล่ที่เรารู้จักกันดีในชื่อ นท THE STAR เป็นสาวผมประบ่าสีฟ้าสุดชิคที่มีซินธิไซเซอร์อยู่ตรงหน้าในทุกคอนเสิร์ต

ภาพใหม่ของ นท พนายางกูร จากนักร้อง THE STAR สู่ศิลปินผู้กำลังจะมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2

เรื่องจริงคือ ก่อนหน้านี้เราเองไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับตัวนทนัก ติดตามผ่านสื่อและโซเชียลมีเดียของเธอบ้างเป็นครั้งคราว แต่ยังไม่เคยรู้จักความคิดของเธอสักที

เรานัดกับนทที่สตูดิโอแห่งหนึ่ง ที่ที่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเธอกำลังจะจัดแสดงผลงานชุด Energy Diary 02 นิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2 ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณ การหายใจ และการทำสมาธิ

ใช่ เธอคือหญิงสาวคนเดียวกันกับที่เคยทำผมสีฟ้านั่นแหละ

ขณะนั่งฟังเทปสัมภาษณ์ในวันนั้น เราได้ยินตัวเองและช่างภาพพูดซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ “นทดูเย็นและเข้าใจชีวิตมากๆ” เธอเป็นอย่างนั้นจริงๆ การแสดงออก น้ำเสียง และสายตา ของเธอ ตรงกันข้ามกับเสื้อยืดลายหยินหยางและกางเกงพลีตสีเหลืองสดที่ใส่มาอย่างสิ้นเชิง

นทในวันนี้เชื่อเรื่องจิตวิญญาณ การทำสมาธิ และพยายามไม่ยึดติดกับสิ่งภายนอก เธอยังคงตั้งใจทำงานเพลงและงานศิลปะที่จะสามารถเข้าถึงจิตใจคนอื่น เราคิดอยู่นานว่าจะเล่าเรื่องความคิดของนทออกมาในรูปแบบไหน ก่อนตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดผ่านสิ่งที่เธอได้รับจากการเติบโต ประสบการณ์ ผู้คน และความเชื่อ ออกมาเป็นข้อคิดชีวิต 5 ข้อหลังจากนี้

ภาพใหม่ของ นท พนายางกูร จากนักร้อง THE STAR สู่ศิลปินผู้กำลังจะมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2

01

ลองในสิ่งที่อยาก แล้วลุยให้ถึงที่สุด

นทเป็นเด็กเชียงใหม่ที่เรียนโรงเรียนนานาชาติมาตั้งแต่เด็ก สภาพแวดล้อม การศึกษา ครอบครัว และคนรอบๆ ตัว หล่อหลอมให้เธอโตมากับการลองทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกีฬา ดนตรี ศิลปะ และการดูทีวีหรือเล่นอินเทอร์เน็ตไม่ใช่หนึ่งในกิจวัตรประจำวันของเธอ แม่สนับสนุนให้นททำกิจกรรมทุกอย่าง ส่งเรียนดนตรีสารพัด ในขณะที่พ่อเลี้ยงนทเหมือนเป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ถึงขั้นที่ว่าแมลงและงูก็เคยจับมาแล้ว 

“เราเพี้ยนมาตั้งแต่เด็ก”

ภาพใหม่ของ นท พนายางกูร จากนักร้อง THE STAR สู่ศิลปินผู้กำลังจะมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2

การเติบโตมาแบบนั้นสอนให้นทลุยกับทุกสิ่ง และลองทำทุกอย่างที่อยากทำ จึงไม่แปลกที่ผู้หญิงคนนี้จะมีประสบการณ์ประกวดร้องเพลง ไปต่างประเทศคนเดียว ลองสัก ลองเจาะ ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20

“แต่ก่อนเราชอบตัดผมตัวเอง เพราะมองว่าเป็นการทดลองอย่างหนึ่ง เอากรรไกรมาตัดหน้าม้าให้เต่อๆ ทำเดรดล็อกเอง ชอบเจาะโน่นเจาะนี่ เคยเจาะเหงือกด้วยรู้ไหม ส่องกระจกเจาะเอง เอาต่างหูมาตัดปลาย ลนไฟ แล้วเจาะเข้าไปเลย เราเป็นคนที่มีความคิดอะไรแปลกๆ เยอะ พอมีก็ลงมือทำทันที ไม่ได้คิดว่าควรทำไม่ควรทำ แต่โชคดีที่ส่วนใหญ่จะเป็นความคิดที่ดี”

เราเองเพิ่งรู้ว่าก่อนประกวด THE STAR ค้นฟ้าคว้าดาว นทไม่เคยดูรายการมาก่อน

“ใช่ เพราะเราไม่ดูทีวี ไม่เล่นโซเชียล ค่อนข้างฮิปปี้เลยแหละ มารู้จัก THE STAR หลังไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่อิตาลีตอนอายุ 16 พอกลับมารู้สึกว่าเราเก่งแล้ว เราเที่ยวยุโรปคนเดียวมาแล้ว จะทำอะไรก็ได้แล้วในชีวิตนี้ ตอนนั้นเห็นป้ายโฆษณาประกวด THE STAR พอดี เลยบอกแม่ว่า ‘แม่ๆ นททำได้ เชื่อไหม’ ก็เลยลองไปประกวดเล่นๆ เพราะชอบดนตรี ชอบร้องเพลงมากๆ อยู่แล้ว อยากเป็นนักร้อง เป็นนักดนตรีมืออาชีพ เลยคิดว่าถ้าเราเข้าไปตรงนี้ก็น่าจะได้ทำอะไรแบบนั้น ตั้งแต่วันที่คิดจะไปเล่นๆ ก็มาถึงวันนี้”

ภาพใหม่ของ นท พนายางกูร จากนักร้อง THE STAR สู่ศิลปินผู้กำลังจะมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2

02

ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง

เมื่อได้หนึ่ง ต้องตามมาด้วยสอง และการอยู่ในสปอตไลต์หมายถึงต้องยอมเป็นคนที่ไม่ใช่ตัวเอง หรือทำบางสิ่งที่ไม่อยากทำ จะว่าไปก็คล้ายๆ กับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ทำทุกอย่างตามใจไม่ได้อีกต่อไปแล้ว มันอาจจะเป็นเหตุผลให้หลายๆ คำตอบของนทฟังดูไม่เหมือนความคิดของคนวัย 26 และแม้จะเคยต่อต้านมากแค่ไหน มาถึงตอนนี้ มองย้อนกลับไปนทไม่เคยเสียใจเลยสักครั้งที่ได้ยืนอยู่จุดนั้น กลับรู้สึกขอบคุณสำหรับโอกาสและบทเรียนที่ได้กลับมา

“เราไม่เคยอยากเป็นคนของสังคม ไม่อยากเป็นดารา เซเลบ ไม่เคยคิดเลย เราแค่อยากจะผลิตผลงานออกมา อยากแสดงตัวตนออกมาเท่านั้น แต่สิ่งอื่นๆ ที่ตามออกมามันต่อเนื่องกันอยู่แล้ว ตอนแรกๆ ก็ไม่ชอบหรอก แอนตี้ แต่ต้องทำ เพราะเป็นความรับผิดชอบ ห้าปีตรงนั้นได้สอนอะไรหลายๆ อย่าง สอนว่าเราเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกอย่างไม่ได้ การทำงานร่วมกับคนอื่นต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา พยายามเข้าใจทุกคน มีความอดทน มีความรับผิดชอบ และพอถึงจุดหนึ่งที่ไม่ต้องทำแล้ว เราก็เลือกเดินออกมา”

ภาพใหม่ของ นท พนายางกูร จากนักร้อง THE STAR สู่ศิลปินผู้กำลังจะมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2

“แล้วตอนเดินออกมาไม่กลัวเหรอ” เราถาม

“ไม่เลย เราตัดสินใจพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำตัวเพี้ยนสุด ทำสีผมอะไรก็ไม่รู้ เราไปจนสุดขั้วเพราะอยากให้คนลืมภาพจำของเราที่มีมาตลอด พอออกมาปั๊บก็ทำวงดนตรีอิเล็กทรอนิกชื่อ X0809 กับเพื่อนอีกคนหนึ่ง

“งานและตัวตนของเราก็เปลี่ยนไปเลย จากแมสสุดเป็นเพี้ยนสุด ตอนนั้นก็รู้แหละว่ามีคนที่ชอบเราในแบบนท THE STAR อยู่ แต่ลึกๆ เชื่อว่าคนที่ติดตามเราจริงๆ มาตั้งแต่แรกจะรู้ว่าเราเป็นยังไง และเขาจะรักในตัวตนของเรา”

นททำทุกอย่างด้วยตัวเอง ทำเพลงเอง ไปเล่นงานคอนเสิร์ตเอง ขนของเอง เก็บของเอง จนวงประสบความสำเร็จ ได้ไปงานแสดงดนตรีต่างประเทศหลายครั้ง

แต่สิ่งที่นทภูมิใจมากกว่า คือคนลืมภาพเก่าของเธอ จำภาพใหม่ และยอมรับตัวตนของ นท พนายางกูร ในฐานะนักดนตรี ศิลปิน และคนคนหนึ่งที่อยากใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง

ภาพใหม่ของ นท พนายางกูร จากนักร้อง THE STAR สู่ศิลปินผู้กำลังจะมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2

03

เข้าใจตัวเอง เข้าใจคนอื่น เข้าใจโลก

สิ่งที่เราสัมผัสได้จากการคุยกับนทได้ครึ่งหนึ่ง คือการยอมรับและเห็นความสวยงามในความแตกต่างของคน นทในวันนี้จะเรียกว่าปล่อยวางได้บ้างแล้วก็คงไม่ผิดนัก ทั้งคำพูด กิริยา วิธีคิด และผลงานของเธอ แสดงให้เห็นถึงความไม่ยึดติดในแบบที่เห็นไม่บ่อยนักในคนวัยยี่สิบกลางๆ

“เราเดินทางเยอะ มันสอนให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น รู้จักคนอื่นมากขึ้น รู้จักโลกมากขึ้น ทำให้ได้แรงบันดาลใจทำอะไรใหม่ๆ เวลาเจออะไรก็อยากเอามาปรับกับตัวเอง การเดินทางทำให้ชอบคุยกับคนมากขึ้น เพราะเวลาคุยกับใคร เราจะได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก คนแต่ละคนมีแบ็กกราวนด์ไม่เหมือนกัน มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เวลาที่เจอปัญหาหรือมีปัญหากับใคร เราจะคิดตลอดว่าเขาอาจจะไม่ได้แย่หรอก แต่เขาโตมาแบบนี้ เลยมีความคิดแบบนี้ เราเลยเข้าใจโลกและคนมากขึ้นไปด้วย พอคิดแบบนี้ก็ไม่รู้สึกแย่ ไม่รู้สึกโกรธ แค้น หรือเกลียด พอเราเข้าใจ เราก็พร้อมที่จะปล่อยวางให้หายไปได้”

แต่ความเข้าใจโลกแบบนี้ไม่ได้มีมาตั้งแต่แรกหรอก นทเองเคยใช้ชีวิตแบบไม่สมดุลและหลงระเริงในบางสิ่งที่ไม่ใช่ความจริงมาก่อน นทเคยกังวลเรื่องยอดไลก์ เคยแคร์เวลามีคน Unfollow และเก็บเอาคอมเมนต์แย่ๆ มาคิดมากเหมือนเราทุกคนนี่แหละ

“เราเคยเห็นคนลงรูปโน้นรูปนี้ ก็อยากมีอย่างเขาบ้าง เคยหมกมุ่นกับโซเชียลมีเดียตลอดเวลา แทนที่ชีวิตเราจะเอาเวลาไปเจอครอบครัว เจอเพื่อน นั่งคุยกัน แต่เรากลับมาบ้านก็อยู่กับโทรศัพท์ เห้ย รูปนี้สีไม่ดีเลย ลบๆ ลงใหม่ๆ มันปลอม สุดท้ายเราทุกข์มากๆ ก็เลยมาดูดีๆ พบว่าจริงๆ แล้วมันคือสิ่งนี้ที่ทำให้เราทุกข์ ไม่อยากเป็นอย่างนั้นแล้ว เลยออกมาและพยายามหาบาลานซ์ให้ตัวเอง”

“เพราะอะไรที่มากไปไม่เคยส่งผลดีต่อเรา?”

“ถูก เราก็มีบางช่วงที่นอนเยอะเกินไป กินเยอะเกินไป แต่พอรู้ตัวก็ต้องดึงตัวเองกลับมาจุดตรงกลาง ให้เรามีสติ คอยเตือนตัวเอง ให้รู้ตัวเองตลอดว่าเรากำลังทำอะไรอยู่”

Energy Diary 02 โดย นท The Star

04

เมื่อมีทุกข์ก็ต้องหาวิธีสุข และส่งต่อให้คนอื่นๆ

เพราะก่อนหน้านี้เคยเครียดและมีอาการซึมเศร้า นทจึงเริ่มศึกษาเรื่องจิตวิญญาณจริงจัง โดยเริ่มจากการทำสมาธิ จนก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์ เธอเพิ่งไปเรียนเรื่อง Sound Healing หรือการรักษาด้วยเสียงที่ประเทศเนปาล ฟังผ่านๆ ดูงมงายเหมือนกันแหละ เธอพูดติดตลก แต่จริงๆ มันคือวิธีการใช้ชีวิตเพื่อหาความสงบ โดยมีหลักการบางอย่างอยู่เบื้องหลัง

“เสียงคือความถี่ มีแรงสั่นสะเทือน พอมีความสั่นสะเทือนส่งออกไป เราจะรู้สึกได้เลยเพราะสองในสามของร่างกายมนุษย์เป็นน้ำ ความเครียดต่างๆ ก็จะลดลง ดนตรีของเราก็เป็นการเยียวยามากขึ้น เราอยากให้คนฟังได้อะไรมากกว่านั้น เพราะเอนเตอร์เทนเมนต์มันเยอะมากแล้ว เราอยากให้คนมีความสุขแหละ แต่เราอยากลงลึกไปถึงจิตวิญญาณของเขามากกว่า

“ส่วนงานศิลปะ ถ้าเอาแค่เรื่องจิตวิญญาณที่ตัวเองเชื่อมาพูดอย่างเดียว คนอาจจะไม่เข้าใจ คิดว่างมงาย เราเลยอยากนำเสนอให้มีความจริงมากที่สุด โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำให้คนเห็นว่าสองโลกนี้บาลานซ์กันได้นะ สมมติว่าถ้าจิตวิญญาณอย่างเดียว ก็จะเหมือนอยู่กับโลกในฝัน เข้าถึงคนส่วนใหญ่ไม่ได้ หรือถ้าเทคโนโลยีเกินไป เราก็ไม่มีความสุข อยู่แต่ในโลกปลอมๆ พอบาลานซ์ได้ก็เข้าใจทั้งสองโลก”

ความสนใจนี้ส่งผลโดยตรงกับงานและตัวตนของนท ที่ไม่ได้สร้างมาเพื่อให้แรงบันดาลใจคนในเชิงทัศนศิลป์อย่างเดียว แต่เต็มไปด้วยคติสอนใจและแนวทางการใช้ชีวิตที่เติบโตไปพร้อมกับตัวศิลปิน

“งานของเราพูดถึงจิตวิญาณและความเข้าใจซะส่วนใหญ่ เหมือนเวลาเราดูภาพวาดบนกำแพงวัด ทุกอย่างจะมีเมสเสจอยู่ในนั้น ยกตัวอย่างงานชิ้นหนึ่งในนิทรรศการครั้งนี้ เราได้แรงบันดาลใจมาจาก Sand Mandala อาร์ตเวิร์กที่พระทิเบตค่อยๆ ทำโดยการเรียงทรายเป็นลายสีๆ พอเรียงเสร็จเขาจะนั่งสมาธิกัน ก่อนจะเอาแปรงปัดทรายที่ทำมาทั้งหมดออกไป แล้วค่อยเอาไปทิ้งลงแม่น้ำเพื่อขอบคุณธรรมชาติ เขาต้องการจะสื่อว่าชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีอะไรยั่งยืน เพราะฉะนั้นอย่ายึดติดกับอะไรทั้งนั้น จริงๆ มันก็เหมือนสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ที่เวลาเราไปยุ่งหรือแตะมากๆ ก็จะพัง”

นทส่งต่อความเชื่อผ่านงานศิลปะที่คนเข้าถึงง่าย ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทำให้คนเชื่อมโยงกับมันได้มากขึ้น อีกหนึ่งงานที่ทำให้เราทึ่งในวิธีคิดของผู้หญิงคนนี้คือเครื่อง Breathing Machine ที่มีพู่กันติดอยู่ด้วย การทำงานของมันคือเมื่อเราหายใจเข้าไปในเครื่อง ลมหายใจจะไปทำให้เกิดกลไกที่สามารถขยับพู่กัน วาดออกมาเป็นชิ้นงานศิลปะ

“งานชิ้นนี้มาจากที่เราไปเรียนเรื่องการทำสมาธิ ซึ่งเกี่ยวกับลมหายใจโดยตรง เวลาหายใจลมหายใจจะเชื่อมกับคลื่นสมอง ถ้าหายใจถูกต้องสุขภาพทั้งกายและใจจะดีไปด้วย ทำให้เรารู้สึก High โดยไม่ต้องเสพอะไรเลย การหายใจเป็นอะไรที่เบสิกที่สุดแล้ว เพราะคนเราหายใจตลอด ถ้าเครียดแล้วก็หายเครียดได้ด้วยการหายใจอย่างถูกวิธี ไม่ต้องสูบบุหรี่ ไม่ต้องกินเหล้า ไม่ต้องกินกาแฟแล้ว เราเลยอยากสร้างเครื่องที่แสดงให้คนเห็นว่าลมหายใจมีพลังมากแค่ไหน”

Energy Diary 02
Energy Diary 02

05

อย่ายึดติด เพราะไม่มีอะไรยั่งยืน

“พอมาเรียนเรื่องนี้ทำให้เราไม่ยึดติด และไม่โดนโลกทำให้เราหลงไปกับสิ่งต่างๆ พอเรามีความสงบในตัวแล้ว ก็ไม่ต้องการให้อะไรมาเติมเต็ม พอใจกับสิ่งที่มี เราก็จะไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ไม่ไปเบียดเบียนโลก ไม่รู้สึกว่าอยากได้ของชิ้นนี้ ทำให้เราต้องไปซื้อมา ทำให้เขาต้องผลิต ทำให้ต้องไปเบียดเบียนทรัพยากรโลก ต่อกันไปอีก มันเป็นจุดเล็กๆ ที่ทำให้โลกไม่พังเร็ว เคยได้ยินเรื่องวัดเผาศพที่เนปาลไหมคะ”

เราส่ายหัว นทจึงเล่าต่อว่าตอนไปเนปาลมีโอกาสได้ไปวัดหนึ่ง วัดนี้มีแม่น้ำสายหลักของเนปาลไหลผ่านตรงกลาง คนเนปาลเชื่อว่าถ้าตายแล้ว ได้มาเผาศพที่นี่จะได้ขึ้นสวรรค์ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใครก็ตามจึงอยากมาเผาศพที่นี่

วัดนี้เปิดตลอด 24 ชั่วโมง วันนั้นที่นทไปที่นั่นแค่ 3 ชั่วโมงก็มี 5 ศพแล้ว เริ่มจากที่รถโรงพยาบาลเข้ามาจอด ขนศพลงจากรถ นำไปล้างหน้าล้างเท้าที่แม่น้ำ ก่อนจะโยนเสื้อผ้าของผู้ตายทิ้งลงไปด้วย จากนั้นนำไม้มาก่อ วางศพลงด้านบนแล้วจุดไฟเผา เมื่อเผาเสร็จก็ไม่มีการเก็บเถ้ากระดูกให้ญาติพี่น้องเหมือนพิธีกรรมทั่วไป เขาจะนำทุกสิ่งลงแม่น้ำทั้งหมดเลย

“ไม่มีการเก็บอะไรกลับมาให้ยึดติด และคนแถวนั้นมองความตายเป็นเรื่องปกติมาก ไม่มีใครตื่นเต้น ฝั่งนี้เผาศพ อีกฝั่งของแม่น้ำก็ทำพิธีบูชาวัดไป มันทำให้เราเข้าใจและปลงเลยนะว่าจริงๆ ชีวิตก็แค่นี้”

Energy Diary 02

“แปลว่าไม่กลัวตายเหรอ?” 

หญิงสาววัย 26 ปียิ้ม “ไม่กลัวค่ะ ไม่กลัวเลย เดี๋ยวเราก็ต้องตาย ชีวิตก็แค่นี้แหละ เราไม่คิดอะไรมาก ตอนนี้แค่อยากทำชีวิตให้มีประโยชน์ต่อคนอื่นและต่อโลกมากที่สุด ในแบบที่เราทำได้ ในแบบที่เรามีความสุข อย่างเรามีความสุขกับการทำงานศิลปะ ทำงานเพลง เราก็จะทำศิลปะและเพลงที่จะทำให้คนอื่นเข้าใจเรื่องนี้”

ในวัย 26 ปี นทคิดว่าอายุความคิดของตัวเองคือเท่าไหร่? เราถามอีกครั้ง

“ไม่รู้จริงๆ… แต่ไม่น่าใช่ 26 (หัวเราะ)”

Energy Diary 02

Energy Diary 02 คือการรวบรวมงานศิลปะบำบัดที่ถ่ายทอดพลังบริสุทธิ์ของ นท พนายางกูร เพื่อให้คนอื่นได้ค้นพบความสงบและความสมดุลในชีวิตผ่านการใช้เสียง การหายใจ และการทำสมาธิ นิทรรศการจะจัดขึ้นที่ Warehouse 30 ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม ถึงวันที่ 27 กันยายน 2562 เวลา 11.00 – 20.00 น.

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในวันที่อะไร ๆ ก็ดูไม่เป็นใจเราเท่าไหร่ ต้องเผชิญหน้ากับรถที่ติดบรม ฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้า สติสตังพลันหล่นหาย ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยความสะดวกนัก

เรื่องดี ๆ ไม่กี่อย่างในวันนี้คือ เรานัดพบกับศิลปินคนหนึ่งในยามบ่าย

บทสนทนาที่ยาวนานร่วมชั่วโมง ทำให้เราเข้าใจว่ามันก็เป็นเพียงวันแย่ ๆ หนึ่งวันในชีวิต เป็นรสชาติขื่นขมที่ต้องฝืนกลืนลงไปบ้าง และเช้าวันใหม่จะงดงามอีกครั้งเสมอ

เราคุยกับเขาในนาม จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี คนละคนกับ จ๋าย ไททศมิตร ที่เขาเองบอกว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกันได้ เว้นแต่มีเนื้อในและความเชื่อเดียวกันเท่านั้น

ใครหลายคนมักพูดกันว่า ชีวิตก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่ยากจะรู้ตอนจบของมัน และตัดสินกันแค่ฉากเดียวไม่ได้ เราโยนคำถามง่าย ๆ ต่อให้จ๋าย หลังเขากลับมาสานต่อความฝันอยากเป็นผู้กำกับในวัยเยาว์ ด้วยการกำกับ MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ศิลปินรุ่นน้องในค่ายของเขาเอง

เราถามจ๋ายว่าถ้าชีวิตเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งจริง ในสายตาผู้กำกับหน้าใหม่ หนังของเขาจะเป็นอย่างไร

จ๋ายหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 1 คุณยายผมดีที่สุดในโลก

“หนังของผมมันเหมือนรถไฟเหาะ ยาวมาก ผมว่ามันจะเป็นหนัง 4 ภาค

“ภาคแรกเป็นหนังแนวญี่ปุ่น คุณยายผมดีที่สุดในโลก อวล ๆ อบอุ่น ร้องไห้น้ำตาไหล”

แน่นอนไม่ต้องบอก จ๋ายเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของยาย พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ เราเกือบไม่มีศิลปินที่ชื่อจ๋ายอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะใครต่างก็บอกว่าหากเด็กคนนี้ลืมตาดูโลกขึ้นมาจะมีร่างกายไม่สมประกอบ แม้กระทั่งถูกบอกว่าถ้าเกิดเป็นผู้หญิงจะไม่มีใครเลี้ยงดู

จ๋ายเล่าเองก็ยังเขิน ที่ชีวิตจริงของเขาน่าสงสารเกินกว่าจะเชื่อลง แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าดีหรือเลว ยายก็ยังเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไร จ๋ายจึงเป็นเด็กที่เติบโตมาโดยปราศจากความฝัน มีเพียงอิสระทางความคิด

คอหนังญี่ปุ่นจะทราบดี ว่าโทนหนังสีอบอุ่นในบรรยากาศนุ่มนวลแบบนี้ มักลงเอยด้วยคราบน้ำตาเต็มสองแก้ม เพราะละอองแห่งความสุขของเด็กน้อยจบลงด้วยการที่ยายจากไปไม่มีวันกลับ ขณะที่เขาเป็นเพียงเด็กประถม

น่าสนใจว่าปัจจุบัน ทั้งบทบาทการเป็นนักแสดง นักร้อง รวมถึงรอยสักมากมายที่ทั้งปรากฏและไม่ปรากฏให้เห็น ล้วนเป็นการแสดงออกถึงตัวตนอย่างหนึ่งของเขาหรือไม่

จ๋ายตอบว่าลึก ๆ แล้ว เขาชอบให้คนมาสนใจตั้งแต่เด็ก พยายามหาความรักจากที่อื่นมาทดแทนความอบอุ่นของพ่อแม่ที่ขาดหายไป แม้ในบางช่วงชีวิต ความกล้าแสดงออกของเขาจะหนักไปทางเรื่องไม่ดีก็ตาม

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 2 เรียกเขาว่าอีกา

“ภาค 2 เป็นอีกาเลย เป็นเรื่องตอนที่เราย้ายไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี เราเริ่มสู้คน มีเรื่องชกต่อย โดนกระทืบ คนล้อเราไอ้ลาว สารพัด”

หลายคนรู้จักจ๋ายจากการเป็นนักร้องนำวงไททศมิตร เพลง แดงกับเขียว หรือภาพลักษณ์ไว้หนวดเครายาว ยากจะมีใครเหมือน แต่จ๋ายบอกกับเราว่า เพราะการรับบทเป็น ‘บิลลี่ อินทร’ จากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings ทำให้คนแห่แหนรู้จักไททศมิตรมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่เคยมีโต๊ะว่างเวลาเล่นคอนเสิร์ต ก็ไม่มีภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว

แม้บทบาทการเป็นบิลลี่ จะทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอบครอง มีเครื่องการันตีความสามารถ ได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงในสายตาใครหลายคน จ๋ายกลับบอกว่า นั่นยังไม่ถึงมาตรฐานที่เขาเคยทำได้

“ผมว่าผมแสดงได้ดีกว่านี้ถ้าได้เล่นหลังเรียนจบใหม่ ๆ ผมเป็นจ๋ายไททศมิตรมานานแล้ว ผมทิ้งการแสดงไป เพราะผมยอมรับในอุตสาหกรรมหนังบ้านเราว่าไม่มีที่ให้กับคนอย่างผม เราไว้หนวด ไว้เครา สักทั้งตัว ผมคงไม่มีทางโด่งดังเหมือนพระเอกละคร”

เราพยายามเทียบให้เห็นภาพตัวเขาในภาค 2 นี้ง่าย ๆ เพราะจ๋ายเองก็ผ่านการตอบคำถามเรื่องชีวิตมามากมาย และเรื่องราวของเขามันเยอะสิ่งจนไม่สามารถสาธยายให้ฟังได้ทั้งหมด

คิดว่าตัวคุณกับ บิลลี่ อินทร เหมือนหรือต่างกันยังไง เราถาม

“เหมือนกันเลยครับ” เขาตอบทันที “บิลลี่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของจ๋าย แต่ทั้งหมดของบิลลี่ในหนังเป็นจ๋ายแน่ ๆ เราเป็นคนมีอะไรแล้วไม่ค่อยพูดเหมือนกัน ครอบครัวแตกแยก เคยเข้าสถานพินิจ พื้นเพคล้ายกันมาก”

ส่วน เรียกเขาว่าอีกา เชื่อว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังวัยรุ่นชกต่อยในตำนานแห่งโรงเรียนมัธยมปลายซูซูรัน ที่ต้องต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่และอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมโรงเรียน จนกระทั่ง ‘เก็นจิ’ นักเรียนชายปริศนาย้ายเข้ามาที่นี่ เช่นเดียวกับเด็กอีสานที่ต้องกลายไปเป็นคนแปลกหน้า แปลกถิ่น ในแผ่นดินด้ามขวานอย่างเขา

ถ้าจ๋ายว่าช่วงชีวิตหนึ่งของเขาเป็นเหมือนหนังเรื่องนี้ ลองคิดกันเล่น ๆ ว่าแก๊ง 4 Kings เป็นอีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลในซูซูรัน เข้าไปมีเรื่องกับเก็นจิ ต่อยตีกับกองกำลังเซริซาวะ ด้วยทักษะการต่อสู้แบบแดงกับเขียว จินตนาการเอาแล้วกันว่าจะเลือดตกยางออกขนาดไหน

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 3 สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ

“ภาค 3 ก็เป็นเรื่องในมหาลัย สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ ถึงเวลาที่ต้องตั้งใจเรียนแล้ว ผมเป็นเด็กเนิร์ดมาก อยากเก่งกว่าเพื่อน อยากเก่งกว่ารุ่นพี่ อยากเก่งกว่าอาจารย์ แสดงละครทุกเรื่อง หอบผ้าหอบผ่อนมากินนอนที่มหาลัย”

หลังยายจากไปและผ่านการตะลุมบอนแบบซูซูรันมาอย่างโชกโชน จ๋ายเริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้กำกับก็ตอนมัธยมปลาย จากการถูกครูชักชวนให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีหลายครั้ง พอได้ลองเป็นผู้ควบคุม ได้คิด ได้วางแผน เขาก็ชอบจนอยากเรียนต่อด้านนี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้เป็นคอหนังตัวยง ไม่มีภาพยนตร์เรื่องโปรด ไม่มีผู้กำกับหนังในดวงใจ จ๋ายใกล้ชิดกับโลกดารามากที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่ถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วเขาตอบว่า ‘ตี๋ใหญ่’ นั่นแหละ

จากเด็กที่อยู่โดยปราศจากความฝัน กลายเป็นเด็กที่ทะเยอทะยานอยากเก่งกว่าใคร ในยุคที่ละครเวทีของ บอย ถกลเกียรติ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จ๋ายคิดว่าการเป็นผู้กำกับละครเวทีจะต้องยากและท้าทายมากกว่าแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า

“จุดเปลี่ยนของเรา คือ อาจารย์จับเราไปเล่นเรื่อง คำพิพากษา เป็นละครเวทีเรื่องแรก ด้วยลุคที่เราไว้หนวดมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็ได้รับบทเป็นสัปเหร่อ มันมีบทพูดว่า “โลกยังหมุนวนต่อไป ไม่มีเอ็ง ไม่มีข้า ก็ไม่มีใครใส่ใจ เพลงชาติก็ยังขึ้น จบก็สวดมนต์ แล้วครูใหญ่ก็ให้โอวาทเหมือนทุกวัน”

“เราพูดเสร็จแล้วน้ำตาไหลทำไมไม่รู้ แล้วเราก็แบลงก์เลย ลืมบท เล่นเสร็จเราลงมาถามอาจารย์ว่าเมื่อกี้มันคืออะไร เหมือนไม่ใช่ตัวเรา เขาบอกว่านี่แหละ คือการแสดง

“ผมสักคำว่า ‘ศีล’ กับ ‘สติ’ หลายคนถามว่ามาจากศาสนาเหรอ เปล่าเลย มาจากการเล่นละคร เพราะการแสดงมีอคติไม่ได้ ต้องถือศีล ไม่มีใครทำถูกใจใครทั้งหมด เสี้ยวหนึ่งของเขาอาจจะติดใจเราบ้าง แต่เราก็ต้องเล่น”

เพราะชีวิตประจำวันในบางครั้งเหนื่อยยากเหลือเกิน จ๋ายจึงชอบเวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น เราถามเขาต่อว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนกัน ระหว่างเป็นจ๋ายที่ร้องเพลงเพราะ หรือต้องฝึกร้องเพลงให้เพราะเพื่อเล่นละครเวที แปลกที่เขาไม่เลือกสักอย่าง แต่จ๋ายตอบว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าเพราะ ผมจะประหม่ามากเวลาร้องกับนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น ลูกหว้า พิจิกา, พี่พี สะเดิด ถ้าต้องใส่สูท ยืนหน้าเวที ร้องเพลงจริงจัง แต่ผมไม่มีปัญหากับการแสดงสดไททศมิตร”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ภาค 4 ไททศมิตร

หยิ่งทะนงองอาจในวิถี แบกศักดิ์ศรีค้ำคอเดินสุดสาย ไม่ยอมงอ อ่อนข้อ โถ ไอ้ควาย เมื่อความตายมาเยือนเพื่อนไม่มี

หยิ่งผยองลำพองว่าตนเก่ง ว่าตนเจ๋งว่าตนสุด ไอ้ฉิบหาย เมื่อถึงฆาตถึงคราวชีพมลาย ผลสุดท้ายกลัวตายเป็นแม่งทุกคน

บทเปิดทรงพลังจากเพลงดัง แดงกับเขียว เราพบว่ามันคล้ายคลึงกับละครเวทีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถามว่าจ๋ายดีไซน์หรือนำเทคนิคจากละครเวทีมาใช้ในการแสดงสดด้วยหรือไม่ เขาตอบว่าไททศมิตรเล่นสดด้วยสัญชาตญาณ

หากใครไม่เคยดูการแสดงสดของพวกเขา เราขอท้าให้คุณไปดูว่ามันดุเดือดขนาดไหน และคำตอบของคำถามว่า ‘ทำไมจ๋ายไททศมิตรกับจ๋ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราถึงเป็นคนละคนกัน’ ก็เป็นเพราะไม่มีใครแสดงความ Aggressive ได้ตลอดเวลา (จ๋ายย้ำว่าฝากบอกทุกคนด้วย ว่าการเล่นสดแต่ละครั้งกินพลังมากเหลือเกิน)

เขาเชื่อว่าศิลปะทุกแขนง ทั้งงานศิลป์ ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ มีแก่นเดียวกัน คือการทำให้ผู้รับสารรู้สึกได้ เพียงแต่วิธีการแสดงออกแตกต่างกันเท่านั้น การเล่นสดของพวกเขาจึงไม่ใช่การจัดวาง ไม่มีดีไซน์ ไม่กำหนดว่าใครรับบทเป็นใคร หากเล่นไปตามความรู้สึกอย่างเต็มที่ คนดูย่อมรู้สึกไปกับมัน

หลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางดนตรีมาพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้หวนกลับไปทำตามฝัน และใช้ทักษะจากการเรียนละครเวทีเป็นข้อได้เปรียบ เรากำลังพูดถึง MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ที่เขาลงมือเขียนบทและกำกับด้วยตัวเองเป็นชิ้นแรก

จ๋ายเล่าว่า เขาเริ่มจากการตีความหมายของชื่อเพลง มองเห็นว่ามนุษย์เราจับความรู้สึกกันได้เก่งมาก บางทีเพื่อนทะเลาะกัน เดินเข้ามาในห้อง เพื่อนอีกคนก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่ปกติ เช่นเดียวกับตัวเอก 3 คนที่มีความรักให้กันเป็นวงกลมอยู่ดี ๆ พอมีสถานะมาครอบไว้ก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นมา ส่วนเรื่องโรคเอดส์ จ๋ายอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับชาว LGBTQIA+ ที่ในยุคหนึ่งก็เคยออกมาต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราอดถามไม่ได้ว่าคนที่มีประสบการณ์การกำกับน้อยมากอย่างเขา มีวิธีการทำงานอย่างไร

“ผมเป็นผู้กำกับที่ปล่อยให้คนเก่งทำงาน และไม่ทำในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างเรื่องภาพ เราก็จะให้คนที่เขาเชี่ยวชาญทำ เราเอาเวลามาเวิร์กกับบท ที่มาที่ไปของตัวละคร เป็นแอคติ้งโค้ชบ้าง เพราะเราถนัดเรื่องนี้”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู
คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

เมื่อพระเอกผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก (อาจถึงขั้นเข็ดหลาบ) ถึงจุดหนึ่งก็ต้องถึงคราวอวสาน เราถามจ๋ายว่าเขาออกแบบตอนจบของหนังความยาว 4 ภาคนี้ว่าอย่างไร จ๋ายตอบทันควันว่า “ตายครับ”

เป็นอย่างที่จ๋ายเคยพูดไว้ในการสัมภาษณ์รายการหนึ่ง ว่าเขาอยากนอนอยู่บนเตียง ตายไปโดยที่ยังหัวเราะได้อย่างสุดเสียง เพราะเขาสะใจที่ได้ใช้ชีวิต

เพียงแต่มีเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ตรงเมื่อถึงแดนสนธยา ยายที่จ๋ายรักที่สุดในโลกจะยืนรอเขาอยู่ตรงนั้น ทักทายเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่จ๋ายอาจลืมไปแล้วว่า “เป็นไง เหนื่อยไหม” กับชีวิตเหนื่อยยากมานานที่ได้จบลงเสียที

“ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครยายให้คนดูผูกพันได้ตั้งแต่ภาคแรก แล้วปิดจบด้วยยายนะ โอโห ผมว่าน้ำตาท่วมโรง

“ผมจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า ‘จ๋าย’ ไม่มีต่อท้าย ไม่มีอะไร คำโปรยก็ง่าย ๆ ว่าชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครนี่แหละ”

เขียนบทและกำกับโดยจ๋าย

“อะไรที่เป็นของจริงมักจะดี อะไรที่ดีมักจะจำเป็น และอะไรที่จำเป็นมักจะได้รับการรักษา” คือคำพูดที่ โอม Cocktail มอบให้กับเขา

ผู้ชายที่สวมเสื้อลายเสือใหญ่ ซ่อนแววตาไว้ใต้เงาของหมวกถักคู่ใจ แต่ความคิดส่งตรงมายังปากได้อย่างฉาดฉาน ไม่มีลังเล จ๋ายบอกกับเราว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือการที่เขาสนทนาได้กับทุกคน ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาคุยได้ทั้งซ้ายและขวา

อย่างน้อยที่สุด จ๋ายอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม และถ้ามีโอกาส เขาก็อยากทำหนังที่ส่งมอบความหวังให้กับประเทศนี้

“จริง ๆ เราอยากเล่าหลายเรื่องมาก เรื่องเล็ก ๆ ไม่ต้องเป็นเรื่องตัวเองก็ได้ แต่อยากเล่าให้คนดูรู้สึกไปกับมัน เราว่านี่คือความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ทั้งภาพ แสง สี เสียง มันทำให้เรามีอารมณ์ร่วม

“เราอยากทำหนังที่เล่าเรื่องความหวัง เพราะเราว่าปัจจุบันที่คนเราทะเลาะกัน ด่ากัน ความโกรธมันเกิดจากความสิ้นหวัง เราอยากบอกว่ามันยังมีความหวังอยู่ ขอแค่รอเวลา ต่อให้ปัจจุบันดำมืดแค่ไหน มันจะยังมีแสงสว่างรออยู่ ขอแค่รออย่างมีหวัง สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าศาสนาอีกนะ”

ตลอดการพูดคุย จะเห็นว่าจ๋ายพูดเรื่องแสงสว่างในชีวิตบ่อยมาก เราถามเขาด้วยความสงสัยว่านั่นเป็นคติพจน์ประจำใจของเขาหรือเปล่า

“ไม่เชิงคติพจน์ มันเป็นความเชื่อของผมมากกว่า เราโตมากับยุคที่เพลงพูดถึงความเชื่อและความฝัน แต่เดี๋ยวนี้ไปสอนเด็กเรื่องความเชื่อมันด่าเราหมดแล้ว ข้าวยังไม่มีจะกินเลยจะให้เชื่ออะไร

“เราอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก ถ้าเรารักพ่อ สักวันหนึ่งพ่อจะต้องตาย แต่ถ้าเรารักความรู้สึกที่พ่อมีให้เรา พ่อจะไม่มีวันตาย”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ย้อนกลับไปที่หนัง 4 ภาคของตัวเขาเอง ไม่รู้จ๋ายมองว่าแต่ละภาคใช้เวลานานแค่ไหน แต่หากต้องเล่าถึงอัตชีวประวัติตลอด 30 กว่าปีของเขาให้จบ เราอยากรู้ว่าจ๋ายจะให้ใครเล่นเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้

“หายากมาก” เขาตอบ “มันต้องเหนื่อยมากนะ เล่นหนัง 4 ภาค ผมว่ามันต้องเป็นคนละคนกันเล่น เพราะเพื่อนที่อีสานก็จะงงว่าผมที่ร้องเพลงเป็นใคร เพื่อนที่เคยตีกันก็งงว่าผมที่ตั้งใจเรียนละครเวทีเป็นใคร เพื่อนทุกคนจะงงว่าทำไมจ๋ายมาเล่นหนัง มันเหมือนเป็นคนละคน”

แล้วคุณชอบภาคไหนของ ‘จ๋าย’ ที่สุด เราถาม

“ตอบไม่ได้ เมื่อก่อนอาจจะตอบได้ว่าเราไม่ชอบภาคนี้ของชีวิตเลย อยากตัดออกไป แต่ตอนนี้เรายอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้แล้ว เราพูดทุกวันเกิดเลยว่า เราขอบคุณทุกคนในชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ทิ้งเราไปและที่กลับมาในวันนี้ ขอบคุณยาย ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณสังคมแย่ ๆ ขอบคุณคนที่เคยกระทืบเรา มีเรื่องกับเรา”

ถ้านั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ เอนด์เครดิตก็คงกำลังเลื่อนผ่านไปพร้อมกับเพลงประกอบหนังสักเพลง มีรายชื่อคนที่เขารักและเคยบาดหมางในอดีตเป็นผู้ร่วมสร้าง มีความหวัง มีการจากลา ผ่านการเดินทางราวกับรถไฟเหาะที่เกินจะคาดเดา แม้บางทีเรื่องราวล้มลุกคลุกคลานจะเล่าไปแล้วอายเพื่อน แต่จ๋ายยังคงยืนยันว่าอยากให้ทุกคนได้ดูหนังชีวิตของเขา

“ถ้าคนชื่อจ๋ายดังมีชื่อเสียง หนังมันก็คงจะทำเงิน แต่ผมไม่รู้สึกว่าผมดัง ความดังคืออะไร มันวัดกันเป็นเดซิเบลไม่ได้ ถ้าผมยังเดินห้างได้อยู่ก็โอเค อาจจะยังไม่ดังมาก” ผู้กำกับหนังหัวเราะ

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load