ในวัย 26 ปี นทคิดว่าอายุความคิดของตัวเองคือเท่าไหร่?

“โห ไม่รู้เลย เท่าไหร่ดี”

ถ้ายังพอจำกันได้ เมื่อหลายปีก่อน นท พนายางกูร สลัดภาพเด็กสาวยิ้มสดใสเล่นอูคูเลเล่ที่เรารู้จักกันดีในชื่อ นท THE STAR เป็นสาวผมประบ่าสีฟ้าสุดชิคที่มีซินธิไซเซอร์อยู่ตรงหน้าในทุกคอนเสิร์ต

ภาพใหม่ของ นท พนายางกูร จากนักร้อง THE STAR สู่ศิลปินผู้กำลังจะมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2

เรื่องจริงคือ ก่อนหน้านี้เราเองไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับตัวนทนัก ติดตามผ่านสื่อและโซเชียลมีเดียของเธอบ้างเป็นครั้งคราว แต่ยังไม่เคยรู้จักความคิดของเธอสักที

เรานัดกับนทที่สตูดิโอแห่งหนึ่ง ที่ที่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเธอกำลังจะจัดแสดงผลงานชุด Energy Diary 02 นิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2 ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณ การหายใจ และการทำสมาธิ

ใช่ เธอคือหญิงสาวคนเดียวกันกับที่เคยทำผมสีฟ้านั่นแหละ

ขณะนั่งฟังเทปสัมภาษณ์ในวันนั้น เราได้ยินตัวเองและช่างภาพพูดซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ “นทดูเย็นและเข้าใจชีวิตมากๆ” เธอเป็นอย่างนั้นจริงๆ การแสดงออก น้ำเสียง และสายตา ของเธอ ตรงกันข้ามกับเสื้อยืดลายหยินหยางและกางเกงพลีตสีเหลืองสดที่ใส่มาอย่างสิ้นเชิง

นทในวันนี้เชื่อเรื่องจิตวิญญาณ การทำสมาธิ และพยายามไม่ยึดติดกับสิ่งภายนอก เธอยังคงตั้งใจทำงานเพลงและงานศิลปะที่จะสามารถเข้าถึงจิตใจคนอื่น เราคิดอยู่นานว่าจะเล่าเรื่องความคิดของนทออกมาในรูปแบบไหน ก่อนตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดผ่านสิ่งที่เธอได้รับจากการเติบโต ประสบการณ์ ผู้คน และความเชื่อ ออกมาเป็นข้อคิดชีวิต 5 ข้อหลังจากนี้

ภาพใหม่ของ นท พนายางกูร จากนักร้อง THE STAR สู่ศิลปินผู้กำลังจะมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2

01

ลองในสิ่งที่อยาก แล้วลุยให้ถึงที่สุด

นทเป็นเด็กเชียงใหม่ที่เรียนโรงเรียนนานาชาติมาตั้งแต่เด็ก สภาพแวดล้อม การศึกษา ครอบครัว และคนรอบๆ ตัว หล่อหลอมให้เธอโตมากับการลองทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกีฬา ดนตรี ศิลปะ และการดูทีวีหรือเล่นอินเทอร์เน็ตไม่ใช่หนึ่งในกิจวัตรประจำวันของเธอ แม่สนับสนุนให้นททำกิจกรรมทุกอย่าง ส่งเรียนดนตรีสารพัด ในขณะที่พ่อเลี้ยงนทเหมือนเป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ถึงขั้นที่ว่าแมลงและงูก็เคยจับมาแล้ว 

“เราเพี้ยนมาตั้งแต่เด็ก”

ภาพใหม่ของ นท พนายางกูร จากนักร้อง THE STAR สู่ศิลปินผู้กำลังจะมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2

การเติบโตมาแบบนั้นสอนให้นทลุยกับทุกสิ่ง และลองทำทุกอย่างที่อยากทำ จึงไม่แปลกที่ผู้หญิงคนนี้จะมีประสบการณ์ประกวดร้องเพลง ไปต่างประเทศคนเดียว ลองสัก ลองเจาะ ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20

“แต่ก่อนเราชอบตัดผมตัวเอง เพราะมองว่าเป็นการทดลองอย่างหนึ่ง เอากรรไกรมาตัดหน้าม้าให้เต่อๆ ทำเดรดล็อกเอง ชอบเจาะโน่นเจาะนี่ เคยเจาะเหงือกด้วยรู้ไหม ส่องกระจกเจาะเอง เอาต่างหูมาตัดปลาย ลนไฟ แล้วเจาะเข้าไปเลย เราเป็นคนที่มีความคิดอะไรแปลกๆ เยอะ พอมีก็ลงมือทำทันที ไม่ได้คิดว่าควรทำไม่ควรทำ แต่โชคดีที่ส่วนใหญ่จะเป็นความคิดที่ดี”

เราเองเพิ่งรู้ว่าก่อนประกวด THE STAR ค้นฟ้าคว้าดาว นทไม่เคยดูรายการมาก่อน

“ใช่ เพราะเราไม่ดูทีวี ไม่เล่นโซเชียล ค่อนข้างฮิปปี้เลยแหละ มารู้จัก THE STAR หลังไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่อิตาลีตอนอายุ 16 พอกลับมารู้สึกว่าเราเก่งแล้ว เราเที่ยวยุโรปคนเดียวมาแล้ว จะทำอะไรก็ได้แล้วในชีวิตนี้ ตอนนั้นเห็นป้ายโฆษณาประกวด THE STAR พอดี เลยบอกแม่ว่า ‘แม่ๆ นททำได้ เชื่อไหม’ ก็เลยลองไปประกวดเล่นๆ เพราะชอบดนตรี ชอบร้องเพลงมากๆ อยู่แล้ว อยากเป็นนักร้อง เป็นนักดนตรีมืออาชีพ เลยคิดว่าถ้าเราเข้าไปตรงนี้ก็น่าจะได้ทำอะไรแบบนั้น ตั้งแต่วันที่คิดจะไปเล่นๆ ก็มาถึงวันนี้”

ภาพใหม่ของ นท พนายางกูร จากนักร้อง THE STAR สู่ศิลปินผู้กำลังจะมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2

02

ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง

เมื่อได้หนึ่ง ต้องตามมาด้วยสอง และการอยู่ในสปอตไลต์หมายถึงต้องยอมเป็นคนที่ไม่ใช่ตัวเอง หรือทำบางสิ่งที่ไม่อยากทำ จะว่าไปก็คล้ายๆ กับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ทำทุกอย่างตามใจไม่ได้อีกต่อไปแล้ว มันอาจจะเป็นเหตุผลให้หลายๆ คำตอบของนทฟังดูไม่เหมือนความคิดของคนวัย 26 และแม้จะเคยต่อต้านมากแค่ไหน มาถึงตอนนี้ มองย้อนกลับไปนทไม่เคยเสียใจเลยสักครั้งที่ได้ยืนอยู่จุดนั้น กลับรู้สึกขอบคุณสำหรับโอกาสและบทเรียนที่ได้กลับมา

“เราไม่เคยอยากเป็นคนของสังคม ไม่อยากเป็นดารา เซเลบ ไม่เคยคิดเลย เราแค่อยากจะผลิตผลงานออกมา อยากแสดงตัวตนออกมาเท่านั้น แต่สิ่งอื่นๆ ที่ตามออกมามันต่อเนื่องกันอยู่แล้ว ตอนแรกๆ ก็ไม่ชอบหรอก แอนตี้ แต่ต้องทำ เพราะเป็นความรับผิดชอบ ห้าปีตรงนั้นได้สอนอะไรหลายๆ อย่าง สอนว่าเราเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกอย่างไม่ได้ การทำงานร่วมกับคนอื่นต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา พยายามเข้าใจทุกคน มีความอดทน มีความรับผิดชอบ และพอถึงจุดหนึ่งที่ไม่ต้องทำแล้ว เราก็เลือกเดินออกมา”

ภาพใหม่ของ นท พนายางกูร จากนักร้อง THE STAR สู่ศิลปินผู้กำลังจะมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2

“แล้วตอนเดินออกมาไม่กลัวเหรอ” เราถาม

“ไม่เลย เราตัดสินใจพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำตัวเพี้ยนสุด ทำสีผมอะไรก็ไม่รู้ เราไปจนสุดขั้วเพราะอยากให้คนลืมภาพจำของเราที่มีมาตลอด พอออกมาปั๊บก็ทำวงดนตรีอิเล็กทรอนิกชื่อ X0809 กับเพื่อนอีกคนหนึ่ง

“งานและตัวตนของเราก็เปลี่ยนไปเลย จากแมสสุดเป็นเพี้ยนสุด ตอนนั้นก็รู้แหละว่ามีคนที่ชอบเราในแบบนท THE STAR อยู่ แต่ลึกๆ เชื่อว่าคนที่ติดตามเราจริงๆ มาตั้งแต่แรกจะรู้ว่าเราเป็นยังไง และเขาจะรักในตัวตนของเรา”

นททำทุกอย่างด้วยตัวเอง ทำเพลงเอง ไปเล่นงานคอนเสิร์ตเอง ขนของเอง เก็บของเอง จนวงประสบความสำเร็จ ได้ไปงานแสดงดนตรีต่างประเทศหลายครั้ง

แต่สิ่งที่นทภูมิใจมากกว่า คือคนลืมภาพเก่าของเธอ จำภาพใหม่ และยอมรับตัวตนของ นท พนายางกูร ในฐานะนักดนตรี ศิลปิน และคนคนหนึ่งที่อยากใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง

ภาพใหม่ของ นท พนายางกูร จากนักร้อง THE STAR สู่ศิลปินผู้กำลังจะมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2

03

เข้าใจตัวเอง เข้าใจคนอื่น เข้าใจโลก

สิ่งที่เราสัมผัสได้จากการคุยกับนทได้ครึ่งหนึ่ง คือการยอมรับและเห็นความสวยงามในความแตกต่างของคน นทในวันนี้จะเรียกว่าปล่อยวางได้บ้างแล้วก็คงไม่ผิดนัก ทั้งคำพูด กิริยา วิธีคิด และผลงานของเธอ แสดงให้เห็นถึงความไม่ยึดติดในแบบที่เห็นไม่บ่อยนักในคนวัยยี่สิบกลางๆ

“เราเดินทางเยอะ มันสอนให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น รู้จักคนอื่นมากขึ้น รู้จักโลกมากขึ้น ทำให้ได้แรงบันดาลใจทำอะไรใหม่ๆ เวลาเจออะไรก็อยากเอามาปรับกับตัวเอง การเดินทางทำให้ชอบคุยกับคนมากขึ้น เพราะเวลาคุยกับใคร เราจะได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก คนแต่ละคนมีแบ็กกราวนด์ไม่เหมือนกัน มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เวลาที่เจอปัญหาหรือมีปัญหากับใคร เราจะคิดตลอดว่าเขาอาจจะไม่ได้แย่หรอก แต่เขาโตมาแบบนี้ เลยมีความคิดแบบนี้ เราเลยเข้าใจโลกและคนมากขึ้นไปด้วย พอคิดแบบนี้ก็ไม่รู้สึกแย่ ไม่รู้สึกโกรธ แค้น หรือเกลียด พอเราเข้าใจ เราก็พร้อมที่จะปล่อยวางให้หายไปได้”

แต่ความเข้าใจโลกแบบนี้ไม่ได้มีมาตั้งแต่แรกหรอก นทเองเคยใช้ชีวิตแบบไม่สมดุลและหลงระเริงในบางสิ่งที่ไม่ใช่ความจริงมาก่อน นทเคยกังวลเรื่องยอดไลก์ เคยแคร์เวลามีคน Unfollow และเก็บเอาคอมเมนต์แย่ๆ มาคิดมากเหมือนเราทุกคนนี่แหละ

“เราเคยเห็นคนลงรูปโน้นรูปนี้ ก็อยากมีอย่างเขาบ้าง เคยหมกมุ่นกับโซเชียลมีเดียตลอดเวลา แทนที่ชีวิตเราจะเอาเวลาไปเจอครอบครัว เจอเพื่อน นั่งคุยกัน แต่เรากลับมาบ้านก็อยู่กับโทรศัพท์ เห้ย รูปนี้สีไม่ดีเลย ลบๆ ลงใหม่ๆ มันปลอม สุดท้ายเราทุกข์มากๆ ก็เลยมาดูดีๆ พบว่าจริงๆ แล้วมันคือสิ่งนี้ที่ทำให้เราทุกข์ ไม่อยากเป็นอย่างนั้นแล้ว เลยออกมาและพยายามหาบาลานซ์ให้ตัวเอง”

“เพราะอะไรที่มากไปไม่เคยส่งผลดีต่อเรา?”

“ถูก เราก็มีบางช่วงที่นอนเยอะเกินไป กินเยอะเกินไป แต่พอรู้ตัวก็ต้องดึงตัวเองกลับมาจุดตรงกลาง ให้เรามีสติ คอยเตือนตัวเอง ให้รู้ตัวเองตลอดว่าเรากำลังทำอะไรอยู่”

Energy Diary 02 โดย นท The Star

04

เมื่อมีทุกข์ก็ต้องหาวิธีสุข และส่งต่อให้คนอื่นๆ

เพราะก่อนหน้านี้เคยเครียดและมีอาการซึมเศร้า นทจึงเริ่มศึกษาเรื่องจิตวิญญาณจริงจัง โดยเริ่มจากการทำสมาธิ จนก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์ เธอเพิ่งไปเรียนเรื่อง Sound Healing หรือการรักษาด้วยเสียงที่ประเทศเนปาล ฟังผ่านๆ ดูงมงายเหมือนกันแหละ เธอพูดติดตลก แต่จริงๆ มันคือวิธีการใช้ชีวิตเพื่อหาความสงบ โดยมีหลักการบางอย่างอยู่เบื้องหลัง

“เสียงคือความถี่ มีแรงสั่นสะเทือน พอมีความสั่นสะเทือนส่งออกไป เราจะรู้สึกได้เลยเพราะสองในสามของร่างกายมนุษย์เป็นน้ำ ความเครียดต่างๆ ก็จะลดลง ดนตรีของเราก็เป็นการเยียวยามากขึ้น เราอยากให้คนฟังได้อะไรมากกว่านั้น เพราะเอนเตอร์เทนเมนต์มันเยอะมากแล้ว เราอยากให้คนมีความสุขแหละ แต่เราอยากลงลึกไปถึงจิตวิญญาณของเขามากกว่า

“ส่วนงานศิลปะ ถ้าเอาแค่เรื่องจิตวิญญาณที่ตัวเองเชื่อมาพูดอย่างเดียว คนอาจจะไม่เข้าใจ คิดว่างมงาย เราเลยอยากนำเสนอให้มีความจริงมากที่สุด โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำให้คนเห็นว่าสองโลกนี้บาลานซ์กันได้นะ สมมติว่าถ้าจิตวิญญาณอย่างเดียว ก็จะเหมือนอยู่กับโลกในฝัน เข้าถึงคนส่วนใหญ่ไม่ได้ หรือถ้าเทคโนโลยีเกินไป เราก็ไม่มีความสุข อยู่แต่ในโลกปลอมๆ พอบาลานซ์ได้ก็เข้าใจทั้งสองโลก”

ความสนใจนี้ส่งผลโดยตรงกับงานและตัวตนของนท ที่ไม่ได้สร้างมาเพื่อให้แรงบันดาลใจคนในเชิงทัศนศิลป์อย่างเดียว แต่เต็มไปด้วยคติสอนใจและแนวทางการใช้ชีวิตที่เติบโตไปพร้อมกับตัวศิลปิน

“งานของเราพูดถึงจิตวิญาณและความเข้าใจซะส่วนใหญ่ เหมือนเวลาเราดูภาพวาดบนกำแพงวัด ทุกอย่างจะมีเมสเสจอยู่ในนั้น ยกตัวอย่างงานชิ้นหนึ่งในนิทรรศการครั้งนี้ เราได้แรงบันดาลใจมาจาก Sand Mandala อาร์ตเวิร์กที่พระทิเบตค่อยๆ ทำโดยการเรียงทรายเป็นลายสีๆ พอเรียงเสร็จเขาจะนั่งสมาธิกัน ก่อนจะเอาแปรงปัดทรายที่ทำมาทั้งหมดออกไป แล้วค่อยเอาไปทิ้งลงแม่น้ำเพื่อขอบคุณธรรมชาติ เขาต้องการจะสื่อว่าชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีอะไรยั่งยืน เพราะฉะนั้นอย่ายึดติดกับอะไรทั้งนั้น จริงๆ มันก็เหมือนสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ที่เวลาเราไปยุ่งหรือแตะมากๆ ก็จะพัง”

นทส่งต่อความเชื่อผ่านงานศิลปะที่คนเข้าถึงง่าย ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทำให้คนเชื่อมโยงกับมันได้มากขึ้น อีกหนึ่งงานที่ทำให้เราทึ่งในวิธีคิดของผู้หญิงคนนี้คือเครื่อง Breathing Machine ที่มีพู่กันติดอยู่ด้วย การทำงานของมันคือเมื่อเราหายใจเข้าไปในเครื่อง ลมหายใจจะไปทำให้เกิดกลไกที่สามารถขยับพู่กัน วาดออกมาเป็นชิ้นงานศิลปะ

“งานชิ้นนี้มาจากที่เราไปเรียนเรื่องการทำสมาธิ ซึ่งเกี่ยวกับลมหายใจโดยตรง เวลาหายใจลมหายใจจะเชื่อมกับคลื่นสมอง ถ้าหายใจถูกต้องสุขภาพทั้งกายและใจจะดีไปด้วย ทำให้เรารู้สึก High โดยไม่ต้องเสพอะไรเลย การหายใจเป็นอะไรที่เบสิกที่สุดแล้ว เพราะคนเราหายใจตลอด ถ้าเครียดแล้วก็หายเครียดได้ด้วยการหายใจอย่างถูกวิธี ไม่ต้องสูบบุหรี่ ไม่ต้องกินเหล้า ไม่ต้องกินกาแฟแล้ว เราเลยอยากสร้างเครื่องที่แสดงให้คนเห็นว่าลมหายใจมีพลังมากแค่ไหน”

Energy Diary 02
Energy Diary 02

05

อย่ายึดติด เพราะไม่มีอะไรยั่งยืน

“พอมาเรียนเรื่องนี้ทำให้เราไม่ยึดติด และไม่โดนโลกทำให้เราหลงไปกับสิ่งต่างๆ พอเรามีความสงบในตัวแล้ว ก็ไม่ต้องการให้อะไรมาเติมเต็ม พอใจกับสิ่งที่มี เราก็จะไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ไม่ไปเบียดเบียนโลก ไม่รู้สึกว่าอยากได้ของชิ้นนี้ ทำให้เราต้องไปซื้อมา ทำให้เขาต้องผลิต ทำให้ต้องไปเบียดเบียนทรัพยากรโลก ต่อกันไปอีก มันเป็นจุดเล็กๆ ที่ทำให้โลกไม่พังเร็ว เคยได้ยินเรื่องวัดเผาศพที่เนปาลไหมคะ”

เราส่ายหัว นทจึงเล่าต่อว่าตอนไปเนปาลมีโอกาสได้ไปวัดหนึ่ง วัดนี้มีแม่น้ำสายหลักของเนปาลไหลผ่านตรงกลาง คนเนปาลเชื่อว่าถ้าตายแล้ว ได้มาเผาศพที่นี่จะได้ขึ้นสวรรค์ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใครก็ตามจึงอยากมาเผาศพที่นี่

วัดนี้เปิดตลอด 24 ชั่วโมง วันนั้นที่นทไปที่นั่นแค่ 3 ชั่วโมงก็มี 5 ศพแล้ว เริ่มจากที่รถโรงพยาบาลเข้ามาจอด ขนศพลงจากรถ นำไปล้างหน้าล้างเท้าที่แม่น้ำ ก่อนจะโยนเสื้อผ้าของผู้ตายทิ้งลงไปด้วย จากนั้นนำไม้มาก่อ วางศพลงด้านบนแล้วจุดไฟเผา เมื่อเผาเสร็จก็ไม่มีการเก็บเถ้ากระดูกให้ญาติพี่น้องเหมือนพิธีกรรมทั่วไป เขาจะนำทุกสิ่งลงแม่น้ำทั้งหมดเลย

“ไม่มีการเก็บอะไรกลับมาให้ยึดติด และคนแถวนั้นมองความตายเป็นเรื่องปกติมาก ไม่มีใครตื่นเต้น ฝั่งนี้เผาศพ อีกฝั่งของแม่น้ำก็ทำพิธีบูชาวัดไป มันทำให้เราเข้าใจและปลงเลยนะว่าจริงๆ ชีวิตก็แค่นี้”

Energy Diary 02

“แปลว่าไม่กลัวตายเหรอ?” 

หญิงสาววัย 26 ปียิ้ม “ไม่กลัวค่ะ ไม่กลัวเลย เดี๋ยวเราก็ต้องตาย ชีวิตก็แค่นี้แหละ เราไม่คิดอะไรมาก ตอนนี้แค่อยากทำชีวิตให้มีประโยชน์ต่อคนอื่นและต่อโลกมากที่สุด ในแบบที่เราทำได้ ในแบบที่เรามีความสุข อย่างเรามีความสุขกับการทำงานศิลปะ ทำงานเพลง เราก็จะทำศิลปะและเพลงที่จะทำให้คนอื่นเข้าใจเรื่องนี้”

ในวัย 26 ปี นทคิดว่าอายุความคิดของตัวเองคือเท่าไหร่? เราถามอีกครั้ง

“ไม่รู้จริงๆ… แต่ไม่น่าใช่ 26 (หัวเราะ)”

Energy Diary 02

Energy Diary 02 คือการรวบรวมงานศิลปะบำบัดที่ถ่ายทอดพลังบริสุทธิ์ของ นท พนายางกูร เพื่อให้คนอื่นได้ค้นพบความสงบและความสมดุลในชีวิตผ่านการใช้เสียง การหายใจ และการทำสมาธิ นิทรรศการจะจัดขึ้นที่ Warehouse 30 ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม ถึงวันที่ 27 กันยายน 2562 เวลา 11.00 – 20.00 น.

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เธอที่ปลายสายเป็นทั้งนางแบบ นักร้อง และนักแสดง ที่มีผลงานมากมายนับตั้งแต่ พ.ศ.​2556

ภายใต้สถานการณ์ล็อกดาวน์ The Cloud โทรหา คารีสา สปริงเก็ตต์ เพื่อทำการสัมภาษณ์

ศิลปินแห่งวงการแฟชั่นคนนี้เริ่มเป็นที่รู้จักในวัยเพียง 15 จากละครเรื่อง ตะวันบ้านทุ่ง และ หลวงตามหาชน ที่ออกอากาศทางช่อง 3 HD 

เปิดตู้เสื้อผ้า คารีสา สปริงเก็ตต์ สาวผู้รักผ้าไทยและบอกทุกคนว่าจงแต่งตัวอย่างมั่นใจ

ก่อนที่เธอจะแจ้งเกิดเต็มตัวจากการประกวด The Face Thailand Season 1 ในฐานะลูกทีมคนสำคัญของ พลอย-เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ พร้อมฝากวลีเด็ดไว้ในรายการที่หลายคนยังจำได้จนวันนี้

คารีสาผ่านประสบการณ์มากมายตลอด 8 ปี มีละครฮิตหลายเรื่อง อาทิ Gossip Girl Thailand, นางอาย, ทายาทอสูร และ เมียหลวง

เธอเป็นไอคอนด้านการแต่งตัวของใครหลายคน จนมีแบรนด์เสื้อผ้าอย่าง Kidwell เป็นของตัวเอง 

ปลายปีที่แล้ว คารีสากลายเป็นศิลปินคนแรกแห่งค่าย Khotkool Music ของ โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน และได้ปล่อยซิงเกิลแรกในชื่อเดียวกับวลีเด็ดของเธออย่าง ขอบคุณนะคะ (ที่กล้าสอนหนู)

อย่างไรก็ดี มุมหนึ่งที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับสาวลูกครึ่งไทย-อังกฤษ คนนี้ คือความหลงใหลที่เธอมีให้กับผ้าไทย สิ่งที่เธอไม่เพียงสะสม แต่ยังสั่งตัดเพื่อสวมใส่ในโอกาสต่างๆ

ล่าสุด คารีสาเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ Upcycle Rising ที่เธอและแบรนด์ LaLaLove ร่วมกันนำผ้าเก่ามาตัดเป็นชุดใหม่ในคอนเซปต์แฟชั่นรักษ์โลก

คำพูดที่เต็มไปด้วยแพสชันพรั่งพรู เชื้อเชิญให้ทุกคนเปิดดูตู้เสื้อผ้าที่บอกเล่าตัวตน วัฒนธรรม การเดินทาง และเรื่องราวผ้าไทยของหญิงสาวผู้มาพร้อมความมั่นใจคนนี้

เปิดตู้เสื้อผ้า คารีสา สปริงเก็ตต์ สาวผู้รักผ้าไทยและบอกทุกคนว่าจงแต่งตัวอย่างมั่นใจ

ไม่รู้เชยไหม แต่ผ้าไทยคือความสุข

ทำไมคนรุ่นใหม่อย่างคุณจึงสนใจผ้าไทย

เป็นสิ่งที่ส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่นแน่เลย แม่กับยายชอบซื้อผ้าไทย ก็เลยซึมซับมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เด็ก เขาให้เราเรียนรำไทยด้วย มันคงทำให้เราอินประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสี่ภาคตั้งแต่ตอนนั้น แต่สิ่งที่ทำให้สนใจผ้าไทยมากที่สุด น่าจะเพราะที่บ้านไปต่างจังหวัดกันบ่อย แต่ละครั้งที่ไปก็ได้เห็นผ้าไทยมากขึ้น ได้รู้ว่าผ้าไทยแต่ละภาคมีลายและฉลุแตกต่างกัน เราชอบของภาคเหนือเป็นพิเศษ

แสดงว่าถ้าเดินทางไปที่ไหนก็จะซื้อของจากที่นั่น

ใช่ อย่างตอนไปภาคเหนือ เจอชนเผ่าอาข่ากับอีก้อ พวกเขาทำเครื่องประดับ เครื่องแต่งกายเอง เราก็อยากซื้อเก็บไว้ เอาจริงๆ ของไทยๆ โดยเฉพาะผ้าไทยสวยและมีเอกลักษณ์มากนะ ผ้าม่อฮ่อม ผ้าขาวม้า ผ้าบาติก เป็นงานอาร์ตที่สวมใส่ก็ได้ ใส่กรอบก็สวย แบรนด์อย่าง Off-White หรือ AMBUSH ยังเอาไปทำ เหมือนผ้าไทยต้องกลายเป็นดีไซน์ใหม่ก่อนคนถึงจะคิดว่าสวย ทั้งที่จริงๆ มันอยู่ใกล้ตัวเรามาตั้งนานแล้ว

เกณฑ์ในการสะสมของคุณคืออะไร ดูยังไงว่าชิ้นไหนสวย 

พูดลำบาก เมื่อไหร่ที่เดินผ่านแล้วใจเต้น เมื่อนั้นแสดงว่าของหรือผ้าชิ้นนั้นกำลังเรียกชื่อเราอยู่ ถ้าเต้นแรงแปลว่าเขากำลังเรียกเราอย่างรุนแรงเลย (หัวเราะ)

จากการสะสม เปลี่ยนมาเป็นใส่ชุดผ้าไทยได้ยังไง

เรากลัวผ้าที่ซื้อมาจะเก่าก็เลยเอามาตัด อยากเป็นวัยรุ่นที่เข้าวัด แต่ยังสนุกกับการแต่งตัวไปพร้อมกันได้ นึกภาพเวลาพวกผู้ใหญ่ คุณป้า คุณยาย ใส่ชุดไทยเต็มยศ เขาก็อยากให้ลูกหลานใส่แบบนั้นเหมือนกัน แต่ลูกหลานคงไม่ชอบเสื้อผ้าพวกนั้น เราเลยหาว่าตรงกลางคืออะไร 

เรามีโอกาสเอาผ้าไทยที่มีไปให้ พี่ลินดา (ลินดา เจริญลาภ) แบรนด์ LaLaLove ช่วยออกแบบและตัดให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น แต่ก็ยังเป็นผ้าแบบที่ผู้ใหญ่ต้องการอยู่ เราว่านี่คือตรงกลางที่เราตามหา

การคลุกคลีกับผ้าให้อะไรกับคุณบ้าง

อย่างที่บอกว่าไปไหนเราก็มักจะซื้อผ้ากลับมา ตอนไปพม่าเราซื้อผ้าลุนตยา เป็นของขึ้นชื่อของที่นั่น ไม่รู้ว่าเกี่ยวหรือเปล่า แต่ตอนนี้เราได้เล่นละครเรื่อง เล่ห์ลุนตยา ซึ่งก็มีความเกี่ยวข้องกับผ้าไทย รู้สึกเหมือนเป็นพรหมลิขิต เพราะจริงๆ คนอื่นก็ไม่รู้ว่าเราชอบผ้าไทยขนาดนั้น คงมีอะไรบางอย่างที่ทำให้สุดท้ายเป็นเราที่ได้เล่น ได้ทำงานนี้ ได้เรียนรู้การปักลุนตยา (ยิ้ม)

สำหรับคุณ เหตุผลที่หลายคนไม่นิยมผ้าไทยคืออะไร

เราว่ามันมีกรอบบางอย่าง เช่น เขาอาจจะมองว่าผ้าไทยเชยหรือโบราณ คือถ้าคนพูดอะไรมาอย่างหนึ่ง แล้วทุกคนเดินตามทางนั้น สักพักเราก็จะรู้สึกและคิดแบบนั้นไปด้วย พอได้ยินว่าผ้าไทยเชยบ่อยๆ เข้า ก็คงคิดไปแล้วว่ามันเชย แต่ถ้าเราเจอคำว่าเชย แล้วมานั่งเขียนบนกระดานตัวใหญ่ๆ ตั้งคำถามว่าคำนี้คืออะไรกันแน่ ผ้าไทยเชยเพราะอะไร จริงๆ แล้วผ้าไทยมีประวัติอะไรบ้าง หนึ่งผืนใช้เวลาทอกี่วัน มีมูลค่าเท่าไหร่ หรือเพราะอะไรชาวต่างชาติจึงชอบผ้าไทยขนาดนั้น

ถ้าเราเป็นเด็กขี้สงสัยหรือตั้งคำถามมากพอ คำว่าเชยอาจจะเล็กลงก็ได้ เราคงเป็นเด็กที่มีความเป็นตัวของตัวเองและมีความขบถอยู่ลึกๆ ล่ะมั้ง พอมีคนบอกว่าผ้าไทยเชย ความขบถในใจเราเลยฟุ้งออกมา อ๋อเหรอ เชยใช่มั้ย ได้ งั้นเราจะทำ เราเป็นเด็กดื้อที่เวลาใครพูดอะไรก็จะทำในสิ่งตรงข้าม

อะไรคือเกณฑ์บอกว่าสิ่งไหนเชยหรือไม่เชย

พอโตขึ้น เรามองว่าความเชยคือรสนิยมแบบหนึ่ง คนที่เชยคือคนที่ไม่กล้าตั้งคำถามต่างหาก รสนิยมมันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ส่วนตัวว่าเรามองสิ่งตรงหน้ายังไง คารีสามีประสบการณ์ร่วมกับผ้าไทยเยอะ แม่และยายผูกพันกับสิ่งนี้ ไม่รู้เชยมั้ย รู้แต่ว่าผ้าไทยคือความสุข มันทำให้ใจเราฟู แต่ถ้าใครมีประสบการณ์ไม่ดีร่วมกับผ้าไทยก็อาจมองว่ามันเชยได้ ไม่แปลก การพิสูจน์สิ่งนี้ต้องใช้วิธีแทรกซึมอย่างเป็นธรรมชาติ 

ถ้าเราเดินไปบอกวัยรุ่นยุคนี้ว่าต้องใส่ผ้าไทยนะ นี่คือการยัดเยียดความคิด เหมือนเป็นการรุกล้ำสิทธิเสรีภาพของเขา ถ้าเราอยากเปลี่ยนความคิดคน เราต้องแทรกซึม ห้ามสั่ง ห้ามตีกรอบ แต่ต้องสร้างตัวเองให้น่าเชื่อถือจนเป็นแรงบันดาลใจให้กับเขา วันหนึ่งเขาอาจเชื่อก็ได้

แสดงว่าผ้าไทยกับแฟชั่นปัจจุบันก็อยู่ด้วยกันได้

ใช่ คนอาจมองว่าแฟชั่นเป็นเรื่องเร็วๆ ผ้าไทยดูเคลื่อนไหวช้า แต่จริงๆ แล้ว แฟชั่นไม่มีช้าหรือเร็ว ผ้าไทยมีอยู่ในคอลเลกชันได้ อยู่ที่ว่าเราจะตัดหรือบอกเล่าเรื่องราวของมันในฤดูนั้นยังไง เหมือนกับ CHANEL ที่สุดท้ายก็ต้องย้อนกลับไปใช้ผ้ารุ่นดั้งเดิม มีความวินเทจ แต่เปลี่ยนลักษณะบางอย่าง สุดท้ายความวินเทจคือของแพง เป็นของที่เอากลับมาขายเมื่อไหร่ ถึงจะมีตำหนิก็ยังมีมูลค่า และถ้าของมีมูลค่า ยังไงนักสะสมก็อยากได้อยู่ดี ผ้าไทยก็เหมือนกัน 

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านการเดินทาง

ดูคุณรักวัฒนธรรมไทยมากเลยนะ

เอาจริงๆ ไม่กล้าพูดนะว่าตัวเองไทยแค่ไหน เพราะเราก็ไม่ได้นำเสนอความเป็นไทยได้ดีขนาดนั้น เราแค่ชอบคำว่าวัฒนธรรม ไม่อยากให้สิ่งนี้หายไป เวลาเดินทางไปไหน เราอยากทำความรู้จักวัฒนธรรมของที่นั่นให้ลึกซึ้ง อยากสะสมความทรงจำของที่นั่นไว้ รู้สึกว่าถ้าได้ใช้ชีวิตอย่างประณีตและใส่ใจรายละเอียด วันหนึ่งที่กลับมาเล่าคงจะน่ารักดี แถมเป็นการช่วยให้วัฒนธรรมไม่หายไปด้วย

ประทับใจที่ไหนบ้าง

เราชอบไปงานประเพณีต่างๆ ไปดูผีตาโขนที่จังหวัดเลยก็ชอบ งานทอดกฐินก็ประทับใจ ตอนนั้นไปวัดที่ดอยแม่สลอง มีคนจากหลากหลายวัฒนธรรมมาร่วมงาน อาหารก็ไม่เหมือนกัน คนจากระยองมีหมูชะมวง คนจากชนเผ่าอาข่ามีถั่วเน่า อร่อยมาก เหมือนได้เจอญาติที่ไม่ใช่ญาติ แถมอากาศก็ดีด้วย เอาจริงๆ เมื่อก่อนเดินทางทุกอาทิตย์เลย กรุงเทพเหมือนเป็นแค่ที่ทำงาน พอมีเวลาว่างก็กลัวหมดเวลา เลยหากิจกรรมให้ตัวเองตลอด 

การเดินทางเหล่านั้นสอนอะไร

เราได้เรียนรู้คุณค่าของวัฒนธรรม เวลาเดินทาง เราจะถามตัวเองตลอดว่า เราชอบประเทศนี้เพราะอะไร สิ่งที่เรามักจะบอกต่อคืออาหารกับสถานที่ ของพวกนี้เป็นสิ่งจับต้องได้ แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่เราหลงรักในอาหารหรือสถานที่ คือวัฒนธรรมที่เราหาไม่ได้จากที่อื่น 

ถ้ามองประเทศไทย คนต่างชาตินึกถึงผัดกะเพราหรือต้มยำกุ้ง วัฒนธรรมในอาหารเหล่านี้ดูยังไงก็ไม่น่าหายไป แต่มันอาจจะหายไปโดยที่เราคาดไม่ถึงก็ได้ ตอนนี้มีฝรั่งทำอาหารไทยได้อร่อยเทียบเท่าคนไทยแล้ว วันหนึ่งมันอาจจะไม่ใช่ของเราแล้วก็ได้ งั้นทำไมเราจึงไม่ได้เป็นคนบอกเล่าหรือรักษาในสิ่งที่ประเทศเราริเริ่ม 

ทุกวันนี้ฝรั่งอินผ้าไทย ซึ่งเป็นทรัพยากรที่อยู่คู่ประเทศเราเสมอมา สิ่งที่เปลี่ยนอาจเป็นเรื่องแฟชั่น การจัดวางว่าผ้านี้ควรอยู่ตรงไหน ในงานอาร์ต บนโซฟา หรือบนตัวเรา แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังผ้าแต่ละผืนคือเรื่องราวที่สะท้อนยุคสมัย ค่านิยม และความชอบ เป็นงานศิลปะที่มีค่าจนเราไม่อยากให้หายไป หรือกลายเป็นของคนอื่น

5 ชุดโปรดของคารีสา

ช่วงนี้คุณชอบใส่เสื้อผ้าแนวไหน

เอาจริงๆ ช่วงนี้แปดสิบเปอร์เซ็นต์ที่อยู่บ้านก็ใส่ชุดนอน ตอนนี้ที่คุยกันยังใส่ชุดนอนอยู่เลย (หัวเราะ) การต้องอยู่บ้านทำให้เราเอาของหลายอย่างมาทิ้ง ค้นพบว่าหลายสิ่งที่ซื้อมาไม่ใช่สิ่งจำเป็น เรามองเสื้อผ้าเป็นของนอกกายมากขึ้น กลายเป็นว่าตู้เสื้อผ้าโล่งมาก เราใส่แต่ชุดเดิมๆ ที่คล่องตัว ใส่สบาย ใส่นอน และออกไปข้างนอกได้โดยไม่น่าเกลียด 

5 ชุดที่บอกเล่าตัวตนของคุณที่สุด มีชุดไหนบ้าง

โห ยากจัง ถ้าเอาที่คิดออกเลยก็ชุดมัดย้อม เราใส่บ่อยจนคนเรียกว่า ‘ฝรั่งข้าวสารโร้ด’ เป็นลุคหัวฟูๆ ไม่หวีผมแล้วก็ใส่ชุดมัดย้อม ดูสกปรกแต่สะอาด (หัวเราะ)

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

ถัดมาน่าจะเป็นชุดว่ายน้ำที่น้องมอแกนวาด จำได้เลยว่าคนวาดชื่อน้องคางคก เขาอายุแค่ห้าหกขวบ ไม่เคยเรียนหนังสือ แต่วาดภาพปะการังสวยมากๆ เราได้เรียนรู้ว่า มีแต่ประสบการณ์ชีวิตและการได้ออกไปเห็นโลกเท่านั้นแหละ ที่ทำให้น้องสร้างสรรค์งานพวกนี้ออกมาได้

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค
แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

อันที่สามขอเป็นเครื่องประดับแล้วกัน เราประทับใจสร้อยลูกปัดของน้องๆ โรงเรียนพนาสวรรค์ ช่วงนั้นเราไปอยู่บนดอย ได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่นั่น ได้คลุกคลีทำความรู้จักกัน คารีสาเป็นญาติกับคนง่ายเพราะชอบคุยกับคนแปลกหน้าอยู่แล้ว

เราเห็นสร้อยลูกปัดพวกนี้บนชุดชนเผ่า น่ารักมาก เลยถามน้องๆ ว่าสร้อยนี้ซื้อจากไหนเหรอ น้องๆ ตอบว่าทำกันเอง เป็นชุดประจำชุมชน เราถามต่อว่าถ้าอยากเป็นเพื่อนกับน้องๆ ด้วย ทำให้เราได้ไหม เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ทำเสร็จแล้วส่งมาให้เราหน่อย 

เราให้เงินเขาไปเล็กๆ น้อยๆ โดยมีอาจารย์ที่โรงเรียนเป็นคนกลางช่วยส่งพัสดุมาให้ สร้อยลูกปัดพวกนี้เป็นงานร้อยมือฝีมือเด็กๆ น่ารักมาก เราชอบมาก

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค
แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

สี่คือชุดที่ทำกับพี่ลินดา จริงๆ ตัดไว้นานแล้ว ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรเลย แค่รู้สึกว่าถ้าต้องไปฉลองงานวัดกับแม่และยาย เข้าพรรษา ทอดกฐิน ปีใหม่ สงกรานต์ ก็อยากมีชุดไว้ใส่ จนได้มาทำโปรเจกต์ถ่ายแบบกับพี่เขา ทำกันง่ายๆ ถ่ายข้างล่างออฟฟิศ Lalalove แต่งหน้าทำผมกันเอง ถ่ายเสร็จเรากับพี่ลินดาเซอร์ไพรส์มากที่มีคนพูดถึงเยอะขนาดนี้ Vogue ถึงกับเอาไปลง เสียงตอบรับดีเราก็ดีใจ อยากทำอีก อยากทำให้ดีกว่านี้ 

และชุดสุดท้ายยกให้เดรสสีรุ้งของ Kidwell 

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

Kidwell แบรนด์เสื้อผ้าที่อยากให้ลูกค้าชอบตัวเอง

รู้มาว่าที่มาของเดรสไหมพรมนี้น่าประทับใจมาก เล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ย

ตอนนั้นไปอยู่เชียงรายประมาณสองอาทิตย์ ได้เจอกับชุมชนหนึ่งที่รุ่นพี่เคยไปทำแบรนด์ที่นั่น เป็นแบรนด์ที่อยากให้คุณป้าและคุณยายในชุมชนทำสิ่งที่ตัวเองชอบและถนัดเป็นอาชีพได้ ซึ่งสิ่งนั้นคือการถักไหมพรม

พอได้เห็นคอลเลกชันเดรสไหมพรมสีรุ้งก็ชอบมาก อยากใส่ เอ๊ะ ถ้าเราอยากใส่ก็น่าจะมีคนอื่นชอบเหมือนเราอีก เลยลองเปิดให้พรีออเดอร์ กลายเป็นขายดีจนน่าตกใจ

เราอาจจะได้กำไรไม่มากจากคอลเลกชันนี้ แต่ก็ดีใจมากจริงๆ เพราะมันทำให้คนที่นั่นมีอาชีพ ชุมชนกับคนเมืองได้เชื่อมต่อกัน ดาราและคนทั่วไปซื้อไปใส่ พอคนที่นั่นได้เห็นรูป ได้ฟังฟีดแบ็กก็ดีใจกันมาก งานของเขาแพร่หลายมากขึ้น 

เอาจริงๆ เรื่องราวในการทำชุดพวกนี้สนุกกว่าการได้ใส่อีก ถ้าดูเผินๆ อาจจะเห็นว่าเป็นแค่ชุดไหมพรมธรรมดา แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป มันคือชุดแฮนด์เมดที่คนคนหนึ่งใช้เวลาทำสองอาทิตย์ ต้องใช้ทักษะและความตั้งใจเยอะมาก เพื่อจะถักให้ไหมพรมธรรมดากลายเป็นโครเชต์ได้ขนาดนี้

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

คอนเซปต์ของแบรนด์ Kidwell คืออะไร 

จริงๆ เราทำตามความสะใจเลยนะ ทำเสื้อผ้าที่เราอยากใส่ ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะขายดีมั้ย เราแค่ชอบสีสันสดใส ชอบความสนุกของการเอาผ้ามาแมตช์กัน คอนเซปต์ของเราคืออยากให้คนใส่แล้วรู้สึกดี สนุก และชอบตัวเอง

คอลเลกชันใหม่ของ Kidwell จะเป็นแนวไหน

จริงๆ เรามีโปรเจกต์ที่ทำไว้แล้ว เป็นชุดออกกำลังกายที่ใส่เป็นชุดว่ายน้ำได้ด้วย แต่ยังไม่ขายเพราะถ้าขายก็จะรู้สึกผิด เรารู้สึกไม่ดีที่จะได้กำไรในช่วงที่คนกำลังเดือดร้อน คือยังเปิดขายปกตินะ แต่ไม่อยากโปรโมตอะไรเยอะ เสื้อผ้าไม่ใช่สิ่งเร่งด่วนในท้องตลาด ตอนนี้คนกำลังให้ความสำคัญกับสุขภาพและการอยู่รอด เราก็อยากช่วยโพสต์เนื้อหาที่สร้างรอยยิ้มให้กับคนมากกว่าการขายของ

อาจเป็นของนอกกาย แต่ก็สำคัญ

มองย้อนกลับไป รู้สึกว่ามีช่วงไหนที่แต่งตัวพลาดมั้ย

อืม (คิดสักพัก) น่าจะตอน ม.1 ม.2 มั้ง เป็นช่วงที่อยากเป็นผู้ใหญ่ อยากใส่ชุดเปรี้ยวซ่า อยากโตแล้ว แต่พอนึกย้อนกลับไปก็ไม่ได้เกลียดหรือไม่ชอบตัวเองนะ แค่รู้สึกว่า เออ จริงๆ เราไม่ต้องรีบสวย ไม่ต้องรีบโตก็ได้ เสื้อผ้าวัยนั้นแค่ใส่คลุมร่างกายก็พอ การแต่งตัวแต่ละวัยก็มีเสน่ห์ของมัน

การแต่งตัวสไตล์คารีสาเป็นแบบไหนกันแน่

ไม่รู้เลยแฮะ เราอาจจะไม่ใช่คนที่ชัดเจนขนาดนั้น อยู่ที่ว่าอารมณ์ช่วงนั้นเป็นแบบไหน ไปสถานที่ไหน ทำอะไรอยู่ เราไม่ได้แต่งตัวแบบใดแบบหนึ่งเป็นพิเศษ ไม่ได้เท่ตลอด น่ารักตลอด ก็ผสมๆ ไปเรื่อยๆ 

แนะนำเทคนิคการแต่งตัวหน่อย

จริงๆ ต้องมาจากตัวเองก่อน การแต่งตัวควรเริ่มจากการรู้จักตัวเอง แล้วใส่สิ่งที่เป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด ใส่อะไรก็ได้ที่ทำให้เรามีความมั่นใจ ไม่เกี่ยวว่าแพงแค่ไหน ไม่จำเป็นต้องสะสม เสื้อผ้าอาจเป็นของนอกกาย แต่ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของความน่าเชื่อถือหรือความไว้ใจที่คนอื่นมีต่อเรา สุดท้ายคนก็อาจจะตัดสินกันที่ภาพลักษณ์ภายนอกก่อน

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

ปกติคุณหาซื้อเสื้อผ้าจากไหน

ทั่วไปเลย เจอที่ไหนก็ซื้อที่นั่น แต่ช่วงนี้ไปไหนไม่ได้ก็เลยไม่ค่อยได้ซื้อ เราซื้อของออนไลน์ไม่เก่ง อินเนอร์คารีสาอาจจะดูโมเดิร์น แต่จริงๆ เราไม่ใช่คนยุคใหม่ ใช้คอมฯ ไม่เก่งเลย ถ้าให้เอฟของออนไลน์นี่ไม่ทันชัวร์ (หัวเราะ)

 สเต็ปชีวิตเราไม่เหมือนคนอื่น อายุสิบสี่ก็ต้องทำงานแล้ว ความเป็นเด็ก ความเป็นผู้ใหญ่ และวัยต่างๆ ของเราเลยเดินหน้าถอยหลังสลับกันตลอด เราไม่ค่อยมีเวลาเรียนรู้เทคโนโลยีเท่าไหร่

แสดงว่าถ้าจะซื้อเสื้อผ้าต้องไปซื้อที่ร้านเท่านั้น

ใช่ เราชอบจับผ้า ถ้าได้จับและดูคัทติ้งก่อนซื้อก็จะดี แต่ลองเสื้อผ้านี่ไม่ค่อยนะ ขี้เกียจ เรามั่นใจว่าหุ่นตัวเองมาตรฐาน (หัวเราะ)

เราเรียกคารีสาว่าแฟชั่นนิสต้าได้ไหม

เราไม่คิดว่าตัวเองเป็นแฟชั่นนิสต้าเลยนะ ถ้าต้องเล่าเรื่องแฟชั่นคือกดดันมาก

ทั้งที่เป็นคนแต่งตัว

ก็ใช่ แต่เราไม่ใช่คนตามเทรนด์ แฟชั่นนิสต้าน่าจะเป็นคนที่คอยอัปเดตเทรนด์การแต่งตัวต่างๆ คิดว่าตัวเองยังไม่ใช่คนนั้นที่จะอัปเดตทุกอย่างได้ดี เราแค่เป็นคนชอบแต่งตัวคนหนึ่งที่มั่นใจ และเชื่อว่าถ้ามั่นใจเมื่อไหร่ จะแต่งชุดอะไรก็ดูดี (ยิ้ม)

คุณพัฒนาความมั่นใจของตัวเองยังไง

เราเคยเป็นคนแคร์ความคิดของคนอื่นมาก่อน ตอนนั้นเป็นคนเข้าเมืองตาหลิ่วแล้วหลิ่วตาตาม แต่พอได้เห็นรูปพวกนั้นก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นทุกคนบนโลก ไม่ชอบแบบนั้นเลย วันหนึ่งเลยก้าวข้ามความแคร์คนอื่นได้ ตอนนี้เราเป็นตัวเองสุดๆ ไปสนามบินก็แต่งตัวเหมือนไปจ่ายตลาดได้ เราแค่รู้สึกมั่นใจกับชุดนี้ 

พอมาอยู่ในวงการ เราเข้าใจสิ่งนี้ชัดขึ้น ดาราคนนี้มีข่าวแนวนี้ นักแสดงคนนี้น่ารัก อีกคนเรียบร้อย คนนั้นบุคลิกมั่นใจ สิ่งพวกนี้คือการปรุงที่อร่อยที่สุดซึ่งเกิดจากความแตกต่างของแต่ละคน อาหารจานหนึ่งต้องมีทุกรส เพราะงั้นคนเราก็ไม่ควรเหมือนกัน โลกนี้จึงจะกลมกล่อม ทุกคนจึงจะพึ่งพาอาศัยกันได้ 

คำถามสุดท้าย อยากให้คนรู้จักตัวตนแบบไหนของคารีสา

จำเราที่ผลงาน วงการนี้คนจำนักแสดงบางคนได้จากการเล่นหนัง บางคนจากข่าวรักกุ๊กกิ๊ก แต่สำหรับเรา ไม่ว่าจะมีความรักกี่รอบ ก็จะให้สัมภาษณ์เรื่องความรักเท่าที่จำเป็น ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนปิดหรือเปิด เราก็มีชีวิตทั่วๆ ไปนั่นแหละ 

แต่ถ้ามีคนถามว่าคารีสาไหน เราไม่อยากให้เขาตอบว่า อ๋อ คารีสาที่เป็นแฟนของคนนี้ แต่อยากให้เขาตอบว่า อ๋อ คารีสาที่ทำงานนี้ เราอยากให้คนจำได้จากงาน ยิ่งถ้าเป็นงานที่ตั้งใจก็จะรู้สึกดีมากๆ เลยแหละ

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

ภาพ : คารีสา สปริงเก็ตต์

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load