ช่างหล่อหนึ่งเดียว

สล่า ในภาษาคำเมืองเหนือแปลว่า ช่าง

อาชีพสล่ายังคงมีอยู่อย่างแพร่หลายในหลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งช่างงานฝีมือ ช่างทอผ้า ช่างแกะสลัก ช่างซอ (นักร้องเพลงพื้นบ้านชนิดหนึ่งของภาคเหนือ) ช่างรำ และอีกหลายช่าง รวมถึงช่างหล่อพระ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหัวใจสำคัญในสังคมล้านนานั่นคือ ศาสนา

ปัจจุบัน ในแวดวงธุรกิจหล่อพระพุทธรูปเพื่อให้เช่าบูชาของจังหวัดเชียงใหม่ มีกิจการโรงหล่อพระพุทธรูปเปิดบริการเป็นจำนวนมาก แต่หากพูดถึงช่างหล่อพระที่มีองค์ความรู้ครบถ้วน ดั้งเดิม และรักษากรรมวิธีกระบวนการที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ตอนนี้เหลือเพียงหลังคาเรือนเดียวในจังหวัดเชียงใหม่

สล่าอี๊ด ชัยรัตน์ แก้วดวงแสง, ช่างหล่อพระ

บ้านสองชั้นในซอยถนนช่างหล่อ ตำบลหายยา อำเภอเมือง เป็นที่ตั้งบ้านของ สล่าอี๊ด-ชัยรัตน์ แก้วดวงแสง ช่างหล่อพระแบบล้านนาแท้ๆ คนสุดท้ายของจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยวัย 63 ปี ทำให้สล่าอี๊ดกลายเป็นช่างหล่อพระเพียงไม่กี่คนที่ได้รับการยอมรับในด้านฝีมือที่มีคิวว่าจ้างหล่อและปั้นพระตลอดทั้งปี อีกทั้งองค์ความรู้ที่ครบถ้วนในศาสตร์เฉพาะตัวนี้ พระพุทธรูปฝีมือสล่าอี๊ดจึงมีประดิษฐสถานอยู่ในวัดสำคัญๆ หลายแห่งของเชียงใหม่ ทั้งวัดพระธาตุดอยสุเทพวรมหาวิหาร วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร วัดเชียงมั่น วัดล่ามช้าง วัดอุปคุต เป็นต้น

สล่าอี๊ด ชัยรัตน์ แก้วดวงแสง, ช่างหล่อพระ สล่าอี๊ด ชัยรัตน์ แก้วดวงแสง, ช่างหล่อพระ

ฉันปฏิเสธไม่ได้ว่าองค์ความรู้แบบล้านนาดั้งเดิมในหลายด้าน รวมถึงประติมากรรมแบบดั้งเดิมนี้หาเรียนรู้ยากลงไปทุกทีๆ โชคดีที่ลุงอี๊ดสละเวลาจากการสอนนักศึกษาที่ง่วนกับการขึ้นรูปปั้นพระพุทธรูปจากดินเหนียวมานั่งคุยกับฉันที่ชานหน้าบ้าน ซึ่งสองฝั่งแวดล้อมด้วยเบ้าหลอมเหล็ก เตาเผา ดินเหนียว และพิมพ์พระพุทธรูปที่รอนำไปเผาก่อนเทเหล็กหลอมในเวลาเช้า

ก่อนฉันจะได้เรียนรู้การหล่อพระพุทธรูปจากลุงอี๊ดที่แทบไม่มีตำราเล่มไหนสอน

พี่น้องทายาทสล่า

เด็กชายอี๊ดในวัยเด็กเติบโตในครอบครัวคนเมืองที่รับไม้ต่อกิจการหล่อพระมาแล้วกว่าร้อยปี

จากรุ่นสู่รุ่น ลุงอี๊ดคือทายาทรุ่นที่ 5 ของตระกูล

ถนนช่างหล่อที่ลุงอี๊ดอาศัยในปัจจุบัน ในอดีตคือส่วนหนึ่งของชุมชนสล่า หรือชุมชนช่างที่สามารถแตกแขนงสาขาได้เป็นชุมชนช่างหล่อที่ถนนช่างหล่อ ซึ่งทำเกี่ยวกับงานหล่อ ชุมชนช่างเขินที่วัดนันทาราม ชุมชนวัวลายที่ทำงานเครื่องเงินโดยเฉพาะ และชุมชนช่างแต้มที่ทำงานวาดเขียนเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ลุงอี๊ดจดจำได้ดีในวัยเด็กคือ การช่วยเหลืองานเล็กๆ น้อยๆ ร่วมกับครอบครัวที่หล่อพระเป็นกิจวัตรและอาชีพหลัก

สล่าอี๊ด ชัยรัตน์ แก้วดวงแสง, ช่างหล่อพระ

“ตอนนั้นความคิดลุงอี๊ดยังไม่ได้ประสีประสามากครับเพราะยังเด็ก ก็มีช่วยเขานิดๆ หน่อยๆ ได้ช่วยเป็นลูกมือในงานหล่อพระ ช่วยตักน้ำบ้าง ช่วยยกพระบ้าง แต่จะให้ขึ้นรูปหรือปั้นก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น เพราะงานหล่อเป็นงานที่หนักพอสมควร จนโตขึ้นมาอีกหน่อยเรายังช่วยได้ก็ช่วยเขา ช่วยกั๊นดินบ้าง ขึ้นรูป ขึ้นทรงพระบ้าง” ลุงอี๊ดเล่าถึงความทรงจำในการหล่อพระเมื่อวัยเด็ก

“สมัยนั้นวงการพระคึกคักมากครับ ลูกค้าของพ่อลุงอี๊ดเป็นกลุ่มเซียนพระกันทั้งนั้น ส่วนมากจะอยู่ตามต่างจังหวัด ทั้งกรุงเทพฯ ลพบุรี สุโขทัย พระนครศรีอยุธยา ตอนนั้นพระที่เราทำก็จะเป็นพระแบบโบราณ หมายถึง เราจะเน้นปั้นจากดินเหนียวที่ผสมกับแกลบเหลือง แกลบดำ เป็นดินเหนียวที่ผสมกัน เพราะย้อนกลับไปสมัยโบราณที่ปั้นพระกันมากว่า 200 ปี พระเราก็จะเป็นแกลบหมด แล้วพวกเซียนพระก็จะเล่นเป็นดินกัน เราเลยปั้นออกมาตามนั้นเลย แล้วเมื่อก่อนราคาก็ไม่แพงนะครับ พระพุทธรูปขนาด 9 นิ้วก็สักพันกว่าถึง 2,000 บาท หรือสูงสุดก็สัก 2,500 บาท เพราะว่ามันเป็นงานปั้นที่ทำด้วยมือเท่านั้น”

สล่าอี๊ด ชัยรัตน์ แก้วดวงแสง, ช่างหล่อพระ

หลายปีต่อมา ลุงอี๊ดสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานครอีกระยะหนึ่ง ในช่วงเวลาการตัดสินใจทำงานในมหานคร แต่กลับมีอะไรบางอย่างบอกให้ลุงอี๊ดกลับบ้าน

นั่นคืออาชีพการหล่อพระของครอบครัวตลอด 5 ชั่วอายุคนที่รอใครสักคนมาสานต่อ

“พ่อลุงอี๊ดให้ลุงอี๊ดซึมซับความรู้ไปทีละนิด ทีละหน่อย จากที่ลุงอี๊ดช่วยเขานะ เขาไม่ได้บังคับลุงอีี๊ดมากเท่าไหร่ ที่ลุงอี๊ดตัดสินใจกับน้องว่าจะทำต่อเพราะว่างานพระยังไปได้อยู่ งานพุทธศิลป์ของเรายังคงเอกลักษณ์ก็เลยทุ่มเทกันกับน้องตรงนี้เลย เราสองคนสืบสานงานของเราไปเรื่อยต่อจากพ่อของเรา”

สล่าอี๊ด ชัยรัตน์ แก้วดวงแสง, ช่างหล่อพระ

ดูแล้วจำ จำแล้วนำไปใช้

ลุงอี๊ดบอกฉันว่า การเรียนรู้งานหล่อพระไม่มีทางลัด เพราะองค์ความรู้ทั้งหมดที่ได้มาทั้งหมดล้วนมาจากการสังเกตร่วมกับการเก็บประสบการณ์จากที่บ้าน และเรียนรู้เพิ่มเติมจากแหล่งอื่นๆ ให้ได้มากที่สุด

“เราต้องเพิ่มเติมความรู้ นอกจากดูพ่อ ดูแม่ ลุงอี๊ดก็ไปดูคุณลุง คุณป้าที่บ้านเวลาเขาหล่อพระ ไปดูพระพุทธรูปตามวัดต่างๆ เช่นวัดพระสิงห์ฯ​ วัดล่ามช้าง วัดพระเจ้าเม็งราย หรือที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ (อำเภอเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่) มีดูจากหนังสือด้วย เพื่อดูลักษณะแต่ละปาง แต่ละศิลป์ว่ามีลักษณะอย่างไร

สล่าอี๊ด ชัยรัตน์ แก้วดวงแสง, ช่างหล่อพระ

“ที่จริงแล้วโครงสร้างของพระพุทธรูปทุกแหล่งจะไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่ลักษณะหรือทรงพระจะต่างกันมาก เช่นพูดถึงปางพระของอยุธยา สัดส่วนก็อาจจะไม่ได้สัดส่วน ปางพระสุโขทัยเขบ็ดหน้าจะสวย สัดส่วนที่เป๊ะเท่ากันทุกด้านก็อาจจะมาทางเชียงแสนบ้านเรา เพราะพระเชียงแสนของเราเป็นพระที่รูปร่างงดงาม ต้องมีลักษณะเฉพาะตัว แต่พอมายุคของลุงอี๊ด องค์ความรู้มันกว้างกว่าเดิม ลุงอี๊ดเลยต้องไปตามสถานที่ต่างๆ”

“แล้วกว่าลุงอี๊ดจะปั้นพระจนเป็นที่ยอมรับในหมู่ลูกค้าใช้เวลานานแค่ไหน” ฉันถาม

สล่าอี๊ด ชัยรัตน์ แก้วดวงแสง, ช่างหล่อพระ สล่าอี๊ด ชัยรัตน์ แก้วดวงแสง, ช่างหล่อพระ

“กว่าจะปั้นสำเร็จใช้เวลาเกือบเป็น 10 ปีได้ครับ กว่าเซียนพระที่เป็นลูกค้าจะให้การยอมรับ กว่าจะเชื่อใจในฝีมือของเราก็ใช้เวลาเหมือนกัน เพราะตอนที่พ่อลุงอี๊ดเริ่มปั้น เริ่มหล่อ ก็เป็นพระแบบพระสิงห์ ลุงอี๊ดก็ได้ทำตามมา อย่างตอนนั้นเซียนพระท่านหนึ่งแนะนำว่า สัดส่วนของพระสิงห์ต้องได้ 9 นิ้วทุกส่วน ทั้งหน้าตัก จุดวัดทแยง หน้าเข่า วัดจากหน้าตักขึ้นมาปลายจมูกต้องได้ 9 นิ้วทุกจุด อาจจะบวกลบได้นิดหน่อย อันนี้ก็เป็นความรู้อีกอย่างหนึ่งที่ลุงอี๊ดเรียนรู้” ลุงอี๊ดเล่า

หล่อหน้าเตา

กระบวนการหล่อพระของลุงอี๊ดจะเกิดขึ้นในช่วงกลางคืน เพราะควันทั้งหลายจากการอบ หล่อ และเผา ส่งผลให้เกิดควันจำนวนมากที่อาจก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ แต่วันนี้ลุงอี๊ดเปลี่ยนมาหล่อพระในช่วงเช้า เพราะเจ้าภาพผู้ว่าจ้างได้นิมนต์พระมาทำพิธีบวงสรวงพระพุทธรูประหว่างการหลอม

สล่าอี๊ด ชัยรัตน์ แก้วดวงแสง, ช่างหล่อพระ สล่าอี๊ด ชัยรัตน์ แก้วดวงแสง, ช่างหล่อพระ

หลังจากปั้นแบบพระพุทธรูปด้วยดินเหนียวจนเสร็จสิ้นและผ่านการสำรอกขี้ผึ้งออกจนหมด แล้วนำไปพักไว้จนแห้ง ลุงอี๊ดจึงนำพิมพ์พระพุทธรูปมาอบในเตาให้ได้อุณหภูมิที่พอเหมาะ อย่างเช้าวันนี้ลุงอี๊ดจะหล่อพระพุทธรูปปางสมาธิขนาด 20 นิ้วตามออเดอร์จากวัดแห่งหนึ่ง ลุงอี๊ดจึงแบ่งพิมพ์เป็นสองส่วนคือ ตัวพระพุทธรูป และตัวฐาน

สล่าอี๊ด ชัยรัตน์ แก้วดวงแสง, ช่างหล่อพระ สล่าอี๊ด ชัยรัตน์ แก้วดวงแสง, ช่างหล่อพระ

ในระหว่างอบพิมพ์ดินเหนียวลุงอี๊ดจะหลอมเหล็กให้ละลายเพื่อเตรียมหยอดใส่พิมพ์ที่แข็งตัว วันนี้ลุงอี๊ดใช้เศษหม้อน้ำรถยนต์เก่าซึ่งเป็นทองเหลืองมาหลอมรวมกัน ระหว่างการหลอม เตาหลอมจะต้องร้อนตลอดเวลาจึงต้องใส่ถ่านอยู่เป็นระยะๆ เพื่อให้อุณหภูมิร้อนจัดอยู่เสมอจนเปลวไฟกลายเป็นสีเขียวแกมน้ำเงิน

สล่าอี๊ด ชัยรัตน์ แก้วดวงแสง, ช่างหล่อพระ

ขั้นตอนทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง หรือจนได้น้ำทองเหลืองในปริมาณที่พอเหมาะ ก่อนจะนำหม้อน้ำทองเหลืองร้อนๆ หยอดใส่พิมพ์ดินเหนียวที่ถูกกลับหัวปักลงดินและขี้เถ้า ขั้นตอนนี้อันตรายและต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก

เมื่อหยอดน้ำทองเหลืองได้ในปริมาณที่พอดีก็อุดดินเหนียวในช่องว่างที่เจาะไว้ทั้งหมด และทิ้งไว้ราวๆ 1 – 2 วัน จึงนำขึ้นมาทุบเอาพิมพ์ดินออกแล้วนำไปขัดเงาต่อ ซึ่งใช้เวลาอีกกว่าสัปดาห์จึงเป็นอันเสร็จพิธี

สล่าอี๊ด ชัยรัตน์ แก้วดวงแสง, ช่างหล่อพระ สล่าอี๊ด ชัยรัตน์ แก้วดวงแสง, ช่างหล่อพระ

ขั้นตอนการหล่อพระทั้งหมดที่ฉันเล่านี้ลุงอี๊ดไม่ได้ทำคนเดียว เพราะมีทั้งทีมงานและครอบครัวของลุงอี๊ดที่ช่วยเหลือในหลายส่วน ให้การหล่อพระแต่ละครั้งผ่านพ้นไปด้วยดี ซึ่งฉันเรียกกระบวนการทั้งหมดนี้ว่าการ “เล่นกับไฟ” เพราะตลอดกระบวนการ ลุงอี๊ดและทีมงานต้องอยู่หน้าเตาหลอมที่อุณหภูมิสูงมาก ทุกคนจึงต้องป้องกันตัวเองด้วยถุงมือกันความร้อน หน้ากากอนามัย N95 หรือแบบผ้าหนาพิเศษ รวมถึงการใส่เสื้อแขนยาวและหมวกเพื่อป้องกันความร้อน

สล่าอี๊ด ชัยรัตน์ แก้วดวงแสง, ช่างหล่อพระ สล่าอี๊ด ชัยรัตน์ แก้วดวงแสง, ช่างหล่อพระ

ฉันถามลุงอี๊ดอยู่หลายครั้งว่า เคล็ดลับในการหล่อพระให้สวยงามคืออะไร

ลุงอี๊ดตอบฉันว่า ไม่มี

เพราะการหล่อพระในทุกขั้นตอนต้องใช้ประสบการณ์และการสังเกต ซึ่งลุงอี๊ดไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้

ฉันเชื่อแล้วว่าผลงานสักชิ้นที่ออกมาดูได้ ผู้มีประสบการณ์มองเพียงปราดเดียวจะรู้ได้ทันที ว่าต้องแก้ไขจุดใดจึงจะสมบูรณ์

อนาคตของวงการหล่อพระล้านนา

คิวว่าจ้างหล่อพระของลุงอี๊ดยาวไปจนถึงสิ้นปี แต่ลุงอี๊ดจะหยุดรับงานหล่อพระเพียง 2 เดือน คือช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ให้สอดรับกับนโยบายงดเผาในที่โล่งแจ้งเพื่อลดการเกิดหมอกควันและฝุ่นพิษ PM 2.5 ของเทศบาลนครเชียงใหม่ ในช่วงเวลานี้ ลุงอี๊ดจึงเตรียมพิมพ์ดินเหนียวไปพร้อมๆ กับการเปิดบ้านต้อนรับนักเรียน นักศึกษาจากโรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับศาสตร์การหล่อพระ รวมถึงความรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนาแบบล้านนา

“ลุงอี๊ดก็สอนการปั้นพระง่ายๆ ครับว่าเรามีวัตถุดิบอะไรบ้าง ก็ลองให้เด็กๆ กั๊นดิน (บีบน้ำออกจากดินเหนียวให้แห้ง) ขึ้นทรงเป็นรูปร่างง่ายๆ ส่วนน้องๆ จากมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนอาชีวะก็จะสอนลึกขึ้น อย่างวันนี้ก็ให้น้องเขาลองปั้น ลองขึ้นรูปจากตัวอย่างพระพุทธรุป” ลุงอี๊ดเล่าถึงการสอนศาสตร์ปั้นและหล่อพระพุทธรูปให้คนรุ่นใหม่

ฉันแอบคุยกับน้องนักศึกษาจากคณะศิลปศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เขาเล่าให้ฉันฟังว่าเขาตัดสินใจมาเรียนที่บ้านลุงอี๊ดได้ 1 ปีพอดี สิ่งที่เขาได้รับจากลุงอี๊ดไม่ใช่เพียงแต่ความรู้เพียงผิวเผินเท่านั้น แต่ลุงอี๊ดสอนให้รู้ลึก รู้จริง เกี่ยวกับศาสตร์ในการปั้นและหล่อพระทุกอย่างในระดับที่สอนหมดเปลือก ไม่มีการกั๊กความรู้ใดๆ แม้กระทั่งเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ เช่น เทคนิคพิเศษการปั้น การหล่อ การขัดเงา เป็นต้น

สล่าอี๊ด ชัยรัตน์ แก้วดวงแสง, ช่างหล่อพระ สล่าอี๊ด ชัยรัตน์ แก้วดวงแสง, ช่างหล่อพระ

ในแง่ของการดำเนินธุรกิจลุงอี๊ดยังมีตลาดลูกค้ารองรับอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่ใช่แต่เซียนพระ วัดวาอารามต่างๆ หรือประชาชนทั่วไปก็สนใจจ้างลุงอี๊ดหล่อพระพุทธรูปเพื่อนำไปเช่าบูชาในบ้าน หรือนำไปถวายวัดเพื่อความเป็นสิริมงคล

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงเหมือนกับศาสตร์วัฒนธรรมและความรู้อื่นๆ ในจังหวัดเชียงใหม่คือ ไม่มีคนรุ่นใหม่ที่สนใจอยากรับไม้ต่อเพื่อเรียนรู้อย่างจริงจังจนสร้างอาชีพได้

“การหล่อพระมันเป็นงานเกี่ยวกับงานอนุรักษ์ เช่นพระเชียงแสนของเชียงใหม่ เป็นพระที่มีความนิยมมากในทั่วทุกที่ ลุงอี๊ดก็อยากอนุรักษ์ไว้ อีกใจหนึ่งก็อยากสืบทอดเอาไว้ให้คนที่อยากมาเรียน มาซึมซับ มารู้จัก เรายังถือว่างานชิ้นของเราเป็นมรดกอยู่ เพราะก็ทำกันมากว่า 700 ปีเท่าอายุเมืองเชียงใหม่ ที่สร้างพระขึ้นมา ลุงอี๊ดก็พยายามจะอนุรักษ์ตรงนี้ไว้อยู่ เพราะลุงอี๊ดก็ถือว่าเป็นรุ่นสุดท้ายแล้ว แต่ก็มีเด็กๆ ที่เขามาร่ำเรียนให้ เราปั้นให้เขาทำได้ แต่คงต้องใช้เวลาซึมซับ ค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องการปั้นพระอีกเยอะอยู่ โชคดีที่ครอบครัวลุงอี๊ดยังช่วยกัน ยังมีลูกหลานช่วยสืบสานอยู่ แต่ถ้ามันไปในระดับคนทั่วไปได้ก็จะดี” ลุงอี๊ดกล่าว

สล่าอี๊ด ชัยรัตน์ แก้วดวงแสง, ช่างหล่อพระ

Writer

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographer

บีซัน ตัน

ช่างภาพหุ่นหมี อารมณ์ดี มุกแป้ก เพิ่งจบใหม่จากรั้ววิจิตรศิลป์ มช. ปัจจุบันเป็นวิดีโอครีเอเตอร์อิสระอยู่ที่เชียงใหม่

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

คอการ์ตูนพากย์ไทย คงเคยได้ยินชื่อ พี่จูน-อิทธิพล มามีเกตุ ผ่านหู

ส่วนชื่อที่ไม่ผ่านแค่เพียงหู แต่อยู่ในความทรงจำของใครหลายคน คือ มังกี้ ดี ลูฟี่ จาก One Piece การ์ตูนที่อยู่คู่กับคนอายุหลัก 2 มาตั้งแต่ยังจำความไม่ได้

พี่จูนเริ่มพากย์เสียงเป็นลูฟี่ตอนที่ 51

ปัจจุบัน One Piece เดินทางมาถึงตอนที่ 1,035 เข้าไปแล้ว

ด้วยความยาวระดับมหากาพย์ อาจทำให้หลงลืมบางช่วงบางตอนไปบ้าง แต่สิ่งที่ไม่มีทางลืมลง คือเสียงที่พูดว่า “ฉันต้องเป็นราชาโจรสลัดให้ได้เล้ยยย!!”

แม้จะนึกหน้าตาของพี่จูนไม่ออก เรารับรองว่าทุกคนนึกเสียงเขาออกแน่ นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงอีกหลายตัวละครที่ถ้าบอกใครว่า เขานี่แหละเป็นคนพากย์ ก็คงร้องเฮ้ยกันหมด

เฮ้ยแรก อัสรัน จาก Gundam Seed

เฮ้ยสอง ลูลูซ จาก Code Geass

เฮ้ยสาม ดีโอ บรันโด จากโจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ หรือปิ๊งป่อง จากภาพยนตร์แอนิเมชัน Inside Out ก็ฟังแล้วยัง เฮ้ย! 

ส่วน โหด มัน ฮา ไม่ใช่ชื่อผลงานที่เขาพากย์แต่อย่างใด แต่เป็นชีวิตของเขาที่เราสัมผัสได้ในการพูดคุยกันวันนี้ เพียงก้าวแรกที่พี่จูนปรากฏตัวให้เห็นพร้อมกับเสื้อชุ่มเหงื่อ เพราะพี่แกเล่นเดินมาที่ออฟฟิศ The Cloud แทนการนั่งรถ ความมุทะลุแบบหนุ่มหมวกฟาง และน้ำเสียงดุดันในคำตอบประหนึ่งนั่งคุยกับเสาหลักวายุผู้เกรี้ยวกราดจาก ดาบพิฆาตอสูร

นี่คือเรื่องราวการผจญภัยในเส้นทางนักพากย์ ที่มีไว้สำหรับผู้แน่จริงเท่านั้น

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ชินจังจอมแก่น

“พี่ทำตามสบายได้เลยใช่ไหม” พี่จูนว่าอย่างนั้น เมื่อเราขอให้เขาเล่าเรื่องตัวเองลงคอลัมน์ The Master ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการพากย์เสียงหลายสิบปี เป็นจุดเริ่มต้นของคำตอบสุดมันสไตล์รุ่นใหญ่สุดโหด

มีเกร็ดมากมายสำหรับนักพากย์รุ่นใหม่อยู่ข้างล่างนี้แน่ แต่ก่อนจะเลื่อนลงไป เราอยากให้คุณรู้จักอาจารย์ของคุณเสียก่อน 

เริ่มจากข้อหนึ่ง ชีวิตวัยเด็กของพี่จูนเกี่ยวข้องกับการ์ตูนน้อยมาก

เขาก็เหมือนเด็กทั่วไปคือตื่นเช้าเสาร์อาทิตย์ มานั่งหน้าจอทีวีตั้งแต่ 8 โมงเช้ายัน 11 โมง เพื่อดูการ์ตูนอย่าง โดราเอมอน ด็อกเตอร์สลัมป์ หน้ากากเสือ ช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ ก็ได้เวลาของ อภินิหารหุ่นยนต์สามพลัง อภินิหารหุ่นแซด หรือ เกรทมาชินก้า

พอปิดเทอม เด็กประถมจากรั้วสาธิตจุฬาฯ ก็ถูกส่งไปอยู่กับป้าที่จันทบุรี วนเวียนอยู่กับการเล่นสนุก จิ๊กของร้านชำหน้าปากซอยบ้างตามประสาเด็กซน เคยถึงขนาดเปลี่ยนต้นมะม่วงให้ออกลูกเป็นรองเท้า เพราะจะลักเอามะม่วงคนข้างบ้านมากิน

ข้อที่สอง ป้าของพี่จูนสนิทกับโรงฉายหนังจันทบุรี และเป็นเจ้าของจอหนังกลางแปลงด้วย

เขาไปวิ่งเล่นอยู่ที่นั่นทุกวันที่ป้าไม่ว่าง เริ่มขยับจากนั่งหน้าจอ ขึ้นไปนั่งบนห้องพากย์สด ฟังบรรดาลุง ๆ ป้า ๆ รุ่นใหญ่พากย์พร้อมหนังอย่างออกรสออกชาติ แต่คำที่เขาได้ยินเป็นประจำคือเสียงเตือนว่า “จูน อย่าหัวเราะ” 

เข้าใจได้ เพราะเราเองยังตื่นตาตื่นใจที่ได้ฟังเสียงเขาพากย์ลูฟี่ต่อหน้า

ข้อที่สาม ป้าของพี่จูนเป็นนักจัดรายการวิทยุ 

อาจจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่เขาก็ซึมซับการใช้เสียงมาจากป้านับแต่นั้น 

“ป้าพี่ไม่เคยดัดเสียง เพียงแต่ใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลน่าฟัง มันคือพื้นฐานเบื้องต้นของการใช้เสียงตัวเองให้เป็น

“ถ้าไม่รู้ว่าเสียงตัวเองควรจะใช้แบบไหน คุณจะหลงทางอยู่ในวังวนเสียงหล่อ เสียงสวย ไม่มีทางเป็นนักพากย์ที่ดีได้”

นอกจากเลียบ ๆ เคียง ๆ อยากลองใช้เสียงบ้าง หน้าที่อีกอย่างของพี่จูนคือการลอกแสตมป์ออกจากจดหมายมิตรเพลงที่ส่งมาถึงป้าอย่างล้นหลาม 

แต่ป้าจะรู้ไหม ว่าหลานป้าเองก็ส่งจดหมายหาไอดอลของเขาเช่นกัน 

เขาจ่าหน้าซองถึง น้าต๋อย เซมเบ้

ด็อกเตอร์สลัมป์กับหนูน้อยอาราเล่

เราถามเขาว่าเขียนอะไรใส่จดหมาย

“พี่วาดรูปให้น้าต๋อย” ผิดคาดไปนิด แต่เรื่องราวน่ารักขึ้นกว่าเดิมเป็นกอง แถมยังติดตลก

“ท้ายรายการ ช่อง 9 การ์ตูน น้าต๋อยจะอ่านจดหมาย เราก็นั่งรอหน้าจอไปสิ แต่ไม่มีของกูเลย จนได้ทำงานกับน้าต๋อย ถึงไปทวงแกว่า น้าต๋อย ผมเขียนจดหมายมาหาด้วยนะ เขาก็เอ้า จูน เขียนมาตอนไหนวะ (หัวเราะ)” 

แต่ก่อน ด็อกเตอร์สลัมป์กับหนูน้อยอาราเล่ จะออกฉาย ทุกคนเรียกน้าต๋อยด้วยชื่อจริง 

ย้อนกลับไปสมัยชั้น ป.5 

พี่จูนจำได้แม้กระทั่งว่าเป็นวันคุ้มครองผู้บริโภค ที่เด็กชายอิทธิพลเป็นตัวแทนของเพื่อน ๆ เดินดิ่งเข้าไปหา รปภ. ของช่อง 9 อย่างใสซื่อ เพื่อบอกว่า “พี่ครับ ๆ ผมขอเข้าพบผู้พากย์ คามุย ยอดนินจา หน่อยได้ไหมครับ” แม้จะไม่รู้จักชื่อคนพากย์ก็ตามที

ยังดีที่พี่ยามเฉลยให้ “รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวพี่นิรันดร์ลงมา” 

ไม่นาน ไอดอลของเขาก็ปรากฏตัวให้เห็นพร้อมเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ แจกลายเซ็นว่า นิรันดร์ ให้เด็ก ๆ ทุกคนที่วิ่งล้อมหน้าหลัง เป็นกระดาษใบเล็ก ๆ ที่พี่จูนเก็บใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ตลอด จนคำนำหน้าจากเด็กชายเป็นนายอิทธิพล เว้นเสียแต่ว่า

“มันดันหายไปตอนขโมยขึ้นบ้าน โคตรเสียใจเลย กระเป๋าไม่เสียดาย กูเสียดายลายเซ็นน้าต๋อย”

ส่วนเหตุผลว่าทำไมพี่จูนถึงยังมีน้าต๋อยเป็นต้นแบบจนถึงทุกวันนี้ เขาตอบไว้อย่างดี

“น้าต๋อยไม่ใช่แค่ครูในทางการทำงานเท่านั้น เขาแนะนำคติพจน์ ทัศนคติหลาย ๆ อย่างให้เราเดินอย่างถูกต้อง มีความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อเด็ก มีจรรยาบรรณ และไม่ทรยศต่อวิชาชีพ เขาคือคนที่ให้ทั้งหมดกับพี่ 

“มีบางคนพูดว่าหมดจากน้าต๋อยก็ต้องพี่แล้ว เรานี่โกรธมาก ถ้าใครคิดอยู่ให้ลบออกจากสมอง เขาคือผู้ใหญ่ที่พี่เคารพนับถือ เป็นปรมาจารย์ เป็นครูบาอาจารย์กู เดี๋ยวกูตบปากแหก” 

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

คุณครูจอมเวทย์ เนกิมะ

ด้วยความสามารถด้านกีฬา ทำให้เขาได้รับทุนเข้าศึกษาต่อในคณะครุศาสตร์ สาขาพลศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในยุคสมัยที่กีฬาฮอกกี้ยังไม่ได้รับความนิยม พี่จูนถือเป็นนักกีฬาฮอกกี้ระดับประเทศก็ว่าได้ เขาเองบอกว่าไม่ชอบชีวิตช่วงนี้เท่าไร เพราะคิดว่าตัวเองจับพลัดจับผลูมาเป็นนักกีฬา ขอให้ข้ามช่วงนี้ไปเสีย 

แต่จุดเปลี่ยนของชีวิตเขาก็เกิดขึ้นในช่วงวัยนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อมือของ น้าติง-สุวัฒน์ กลิ่นเกษร เจ้าของเสียงพากย์มวยปล้ำในตำนาน ที่สมัยนั้นเป็นครูประจำโรงเรียนวางลงบนบ่า แล้วออกปากชวนเขาไปบรรยายกีฬาเป็นครั้งแรก 

“จริง ๆ เขาไม่รู้ด้วยว่าเป็นพี่ พี่ก็อยู่สนามจุ๊บ บรรยายบอลคณะไปเรื่อย แกมาจับไหล่บอกว่า เฮ้ย อิทธิพล พากย์งี้ไม่ได้ตังค์หรอก มาพากย์กับครูดีกว่าได้ตังค์ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปหาครูที่เทเลคอมทาวเวอร์ เอาเทปกีฬาไปลองเทสต์ดูนะ”

หัวใจพองโต คือความรู้สึกของวินาทีนั้น ตามมาด้วยความกดดันอย่างรุนแรง เพราะต้องทำยังไงก็ได้ให้รอดตาย

พี่จูนรับเอาม้วนเทปกลับมาทำการบ้าน เขาจำได้ดีว่าเป็นการแข่งขันจักรยานรอบนิวยอร์ก ระยะเวลาครึ่งชั่วโมง สารภาพตามตรงว่าขอให้พ่อช่วยแปลอังกฤษให้ เพราะมีแต่ศัพท์ยาก ๆ ทั้งยังเต็มไปด้วยกฎกติกากีฬามากมาย 

ผลของการดั้นด้นฝึกแล้วฝึกเล่า เขาก็ผ่านด่านน้าติงได้ในเทปม้วนเดียว และเริ่มงานทันทีในสัปดาห์ต่อไป

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพี่จูนถึงพูดว่า “เหมือนชีวิตพี่แม่งถูกขีดเอาไว้ มึงอยากพากย์หนังใช่ไหม งั้นมึงต้องไปฝึกจากกีฬา มันถูกกำหนดไว้หมดแล้ว”

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ก้าวแรกสู่สังเวียน

ค้นหาเสียงตัวเองกับการบรรยายกีฬาได้ปีกว่า ๆ ตลอดเวลาเขามักจะเงี่ยหูฟังห้องติดกันอย่างตั้งใจ พี่จูนใช้คำว่า เข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟัน เพราะห้องนั้นใช้สำหรับพากย์หนัง ซึ่งเป็นความฝันที่ซ่อนอยู่ในใจมาตั้งแต่เด็ก

การที่ใครสักคนจะก้าวขึ้นมาเป็นนักพากย์ เมื่อ 30 ปีก่อน ถือว่ายากมาก เพราะต้องถูกช้อนจากคนในวงการแบบปากต่อปากเท่านั้น สมัครเข้าไปเองไม่ได้ 

ถือเป็นความโชคดีอีกครั้งที่ช่วงปลายบนถนนกีฬา มีพี่ในวงการเห็นแววรุ่ง เชื้อเชิญให้เขาไปลองฝึกพากย์หนัง แม้การบรรยายกีฬาจะได้รับค่าตอบแทนสูงกว่า เขาก็ตัดสินใจเดินตามสิ่งที่เคยใฝ่ฝัน

“ตัวแรกเป็นตัวประกอบ ไม่มีใครให้พากย์ตัวเอกหรอก มีแต่คนบ้าที่ดันทุรังให้เด็กไปพากย์เป็นตัวเอก

“ผู้ใหญ่เท่านั้นที่จะเห็นว่าเราพร้อมเมื่อไร เราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่ากูจะพากย์ตัวนี้ ไม่มีสิทธิ์ชี้ซ้ายชี้ขวาชี้หน้าหลังได้เลย แต่ไม่ว่าจะเกลียดเด็กคนนี้ขนาดไหน เขาก็มองอย่างไม่มีอคติ เขารู้ว่ามันทำได้ ต้องให้มันทำ เพราะมันทำได้ดีที่สุดในทุกคนที่เรามีอยู่”

ทุกวันนี้พี่จูนก็ยังคงพากย์ตัวประกอบอยู่เรื่อย ๆ เขามองว่าการพากย์คืองานศิลปะบนผืนผ้าใบ ต้องช่วยกันแต่งเติมสี วางองค์ประกอบให้ชัดเจน สมดุลกัน เพื่อให้ภาพออกมาสวยงาม

สำเนียงแต่ละภาษามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือพากย์ไทยอย่างไรให้มันเป็นอาหารไทยที่ดีที่สุด เหมาะสมกับคนกิน ปรับเปลี่ยนให้คนไทยรู้สึกว่าตัวละครนี้มันพูดแบบนี้จริง ๆ 

“ต้องรู้ถึงขนาดว่าไอ้คนนี้มันเป็นคนยังไง นักเขียนเขาวางมันไว้แบบไหน ไม่ใช่ว่าตัวนี้หน้าตาหล่อดีก็พากย์ให้มันหล่อ ๆ ไอ้ตัวนี้หน้าตาอัปลักษณ์ ก็พากย์แม่งแบบอัปลักษณ์ ๆ ไป ไม่ได้เด็ดขาด

“พี่ตีความจากภาพที่เห็นเป็นอย่างแรก ตัวละครญี่ปุ่นสื่อสารกับเราไม่มาก ใช้แค่คิ้ว ตา ปาก รูปหน้า ก็บอกได้ประมาณหนึ่งแล้วว่า เป็นตัวดีหรือเลว มุทะลุดุดันหรือว่านิ่มนวล

“ผมก็มีบางที อย่างโกคูเนี่ย มึงจะวาดอะไรนักหนา ทุกวันนี้ยังไม่เคยเห็นใครทำทรงผมแบบนั้นในชีวิตจริง” 

ชักอยากรู้แล้วสิว่า วันแรกที่กองกระดาษหนาปึกวางลงตรงหน้า พร้อมระบุให้เขาพากย์เป็นลูฟี่ พี่จูนตีความไอ้เด็กหมวกฟางนี้ว่ายังไง และ One Piece คืออะไรสำหรับเขา

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

วันพีซ

จำวันที่เจอลูฟี่ครั้งแรกได้ไหม

จำได้

คุณตีความตัวละครนี้ยังไง

เราตีความจากลักษณะ เพราะเรามาทำตอนที่ 51 ผ่านไปแล้วภาคหนึ่ง เด็กคนนี้มันกำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น เขาอยากจะเป็นราชาโจรสลัดอะไรของเขากับพรรคพวก การผจญภัยก็เริ่มแต่นั้นเป็นต้นมา

แล้วจะบอกให้ว่า พรรคพวกที่อยู่ในเรือเขาก็เป็นเด็กมีปัญหาทุกคน บางคนเป็นเด็กกำพร้า แม้กระทั่งเอสกับซาโบ้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่แท้ ๆ คือใคร หรือแชงคส์ก็ยังไม่รู้ว่าพ่อแม่ของตัวเองคือใคร ดูสิ

เพราะฉะนั้น เด็กที่มีความคิดแบบนี้ เจอกับปัญหาแบบนี้ เติบโตมาในที่มีกรอบแบบนั้น ไม่มีพ่อแม่ก็จริง แต่นับถือคนนั้นคนนี้เป็นต้นแบบ ตอนเด็ก ๆ ที่ยังไม่เหิมเกริม ลูฟี่ก็อยากเป็นเหมือนแชงคส์ ไอ้ผลโกมุโกมุก็เพิ่งกินเข้าไป ถึงได้รู้ว่าตัวเองว่ายน้ำไม่ได้ แชงคส์ไปช่วยเอาไว้จนแขนด้วน 

พี่ตีความเด็กคนนี้ไปเรื่อย ๆ เขาจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนลูฟี่ทุกวันนี้เข้มแข็งแล้ว คุมจนทุกคนบนเรือไม่กล้าหือ คนเดียวที่กำราบเขาได้คือแชงคส์ แต่คู่นี้ก็ยังไม่เจอกันอยู่ดี

มีไหมที่พากย์ ๆ ไปแล้วคิดว่าทำไมลูฟี่ตัดสินใจแบบนี้

คุณมีความคิดแบบนี้ในสมองไม่ได้ คุณต้องเชื่อ ห้ามคิด ถ้าคิดจะสะดุดทันที เพราะเราจะสงสัย พากย์ไปตามเขาก่อน แล้วค่อยมาดูว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้

ทุกวันนี้พี่ยังทำการบ้านนะ ยังย้อนไปดูหนังเก่า ๆ อยู่เลยเพื่อดูว่าเขาพากย์ยังไงกันบ้าง เวลาเราดูเรื่องเดิม ๆ เราจะเห็นอะไรใหม่ ๆ เสมอ รุ่นใหญ่ ๆ เขาสอนเอาไว้ แค่เราหยิบมาใช้ เก็บเกี่ยว แล้วปรับให้มันเป็นของเราเท่านั้นเอง นี่เป็นการบ้านที่พี่ต้องทำทุกวัน

รู้ไหมว่าทุกคนอยากให้คุณพากย์เสียงลูฟี่จนกว่า One Piece จะจบ

ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็จะพากย์จนจบไปเลย แต่อาจารย์โอดะบอกว่าจะจบแล้วไม่ใช่เหรอ อีก 3 ปีใช่ไหมนะ

มองกลับกัน รู้สึกยังไงเวลามีคนบอกว่าถ้าไม่ใช่พี่จูนพากย์ลูฟี่ ก็จะไม่ดูอีก

จริง ๆ ก็เรื่องของมึง

งั้นอยากบอกอะไรพวกเขา

มึงมาขนาดนี้ อีกนิดเดียวก็จะถึงปลายทางถึงเส้นชัยอยู่แล้ว ทน ๆ ดูไปแม่งจนจบไปเถอะ 

แต่ไม่นานมานี้ก็มีดราม่าการเปลี่ยนเสียงพากย์ โซโล 

พี่เป็นคนบอกให้ไอ้คิมตั้งเสียงแบบนั้นเอง เพราะพี่ต้องการจะลบภาพป๋าไกร-ไกวัล วัฒนไกร ออกไปก่อน ถ้าภาพป๋ายังอยู่ ไอ้คิมไม่มีทางเดินต่อได้แน่ ตอนนี้คนเริ่มให้กำลังใจมันแล้ว เริ่มมองเห็นว่ามันควรจะเป็นแบบไหน 

ตั้งแต่เริ่มต้น เสียงโซโลไม่ใช่แบบป๋า ถ้าลองมาฟังซาวนด์จริง ๆ อาจจะมีส่วนคล้ายอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ป๋าพากย์หลอกจนคนเชื่อว่าเป็นแบบนั้น นี่แหละคือศิลปะของนักพากย์ 

แล้วตัวคุณเองเคยโดนดราม่าบ้างไหม

โดน แต่เราไม่สนใจ เพราะเรามั่นคงกับแนวทางที่น้าต๋อยให้มาแล้ว 

น้าต๋อยสอนอะไรคุณบ้าง

พี่เคยถามว่า “น้าต๋อยครับ ทำไมสัตว์ประหลาดใน อุลตร้าแมน มันต้องร้องด้วย มันจะดูตลกไหม”

น้าต๋อยบอกว่า “จูน ดูหนังมันรุนแรงขนาดไหน ดูไอ้อุลตร้าแมนมันทำกับสัตว์ประหลาด ทั้งถีบ เตะ ต่อย ยิงแสง มันก็ไม่เคยสู้ได้สักครั้ง”

เขาเลยทำให้มันดูเป็นการแสดง ลดความรุนแรงของภาพยนตร์ลง ยอมโดนคนด่า อย่างน้อยเด็ก ๆ ก็ได้ประโยชน์ ไม่ใช่ดูเสร็จแล้วออกไปทุบเพื่อน

จากเด็กที่เคยมีน้าต๋อยเป็นไอดอล ตอนนี้คุณกลายเป็นน้าต๋อยของเด็ก ๆ รู้สึกยังไง

เป็นอะไรอื่นไปไม่ได้นอกจากความภาคภูมิใจ แล้วก็ส่งต่อความภาคภูมิใจนี้ไปยกไว้ที่น้าต๋อยเลย 

พี่ไม่ได้เป็นอย่างนี้ด้วยตัวเอง แต่น้าต๋อยเป็นแบบนี้ด้วยตัวของท่านเอง พี่เลียนแบบท่านมา เพราะท่านบอกให้พี่ทำ 

คิดว่าจะพากย์ไปถึงเมื่อไร

อีกไม่นานก็น่าจะเฟดตัวเองลงแล้ว เพราะอายุเราเยอะแล้ว ไม่อยากจะตายห่าคาไมค์จริง ๆ อยากจะใช้ชีวิตสบาย ๆ บ้าง 

ถ้าคุณมีคำว่า ต้อง ในชีวิตแม่งจะไม่มีความสุขเลย แต่จงมีคำว่า เดี๋ยว ทำต่อไปเว้ยเดี๋ยวก็ได้ เดี๋ยวแม่งก็ดีเอง มันจะดูเหมือนไม่ไกล 

ถ้าลูฟี่อยากเป็นราชาแห่งโจรสลัด คุณอยากเป็นราชาแห่งอะไร

ไม่อยาก อยากเป็นคนธรรมดาที่ตื่นเช้าขึ้นมาไม่มีอะไรผิดปกติ ดูแลลูกเมีย มีความสุขตามอัตภาพ แบบวัดก็เข้า เหล้าก็แดก 

คุณมี One Piece ที่กำลังตามหาอยู่ไหม

พี่มีแล้ว ลูกเมียเนี่ยแหละคือ One Piece ของพี่ แค่รักษาไว้ให้ดีก็พอ

ลูฟี่มีสโลแกนว่า ฉันมีชื่อว่ามังกี้ ดี ลูฟี่ คือชายที่จะก้าวข้ามพวกแกและขึ้นเป็นราชาโจรสลัด อะไรคือสโลแกนของจูน อิทธิพล

สโลแกนของพี่เหรอ ไปให้สุดแล้วหยุดที่ครอบครัว มันอยู่ในเฟซบุ๊กของกูเอง (หัวเราะ)

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ชมรมรัก คลับมหาสนุก

“พี่ถามจริง ๆ เอาแบบเปิดใจคุยกัน เด็ก ๆ สมัยนี้ทำไมถึงอยากเป็นนักพากย์” เขาถามกลับในตอนที่เราทุกคนผลัดกันโยนคำถามจนหมดมุก

“ผมไม่ได้อยากเป็น” 

“มึงเลี่ยงคำตอบ” แล้วทั้งห้องก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ จนทีมงานยอมตอบว่าอยากเป็นเพราะเท่ บวกกับมีเพื่อนยุว่าเสียงใช้ได้

“เพื่อนมึงหยอดยาพิษซะแล้ว”

หากใครยังคิดว่าอาชีพนักพากย์เป็นกันได้ง่าย ๆ คำแนะนำ (ที่ดูจะเป็นคำเตือน) ต่อไปนี้จากอาจารย์ของคุณ อาจทำให้หลายคนร้อน ๆ หนาว ๆ

“มึงจะต้องเจอกับคำติฉินนินทา การทิ่มแทงกันจากข้างหลัง การเลื่อยขาเก้าอี้ การทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้มึงก้าวผ่านเขาไปได้ มึงต้องแน่จริงและมั่นคงพอ ต้องไม่ยุ่งกับมัน ไม่สนใจมัน มุมานะ แล้วมานั่งดูตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเราผิดอย่างที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไหม มันจะช่วยทำให้มึงถีบไอ้พวกเวรนั่นลงมาเอง

“ทำตัวเองให้ดีเท่านั้นพอ ทำงานทุกวันให้แม่งเหมือนเป็นงานสุดท้าย เพราะพรุ่งนี้มันจะดีกว่าเดิม ไม่ว่างานเล็กหรือใหญ่

“ลองคิดดู หนังหรือละคร มันมีเยอะจริง แต่นายจ้างที่ไม่มีคุณภาพทางด้านความคิด เขาก็จะไม่ใช้ของที่มันมีคุณภาพ เขาจะโยนงานพวกนี้ให้กับเด็ก ๆ ซึ่งกำลังเติบโตมา กลายเป็นการตัดราคากันเอง ทำงานมา 20 ปี เงินเดือนไม่ขึ้นเลยมันเป็นไปได้ไหม 

“ขอมีศักดิ์และสิทธิ์ในปริญญาที่กูได้ร่ำเรียนมาซะบ้างเถอะว่ะ อย่าทำให้ครูบาอาจารย์ของกูต้องมานั่ง โอโห จูนมึงแม่งไม่ได้เรื่องเลย กูอายนะ”

ทัศนคติที่นักพากย์ทุกคนต้องมี คือต้องรู้ก่อนว่าคุณทำงานอะไร ทำให้ใครดู คุณจะดูเองหรือให้ผู้ชม ต้องยอมรับคำติเตียนและแก้ไขให้ได้ คนส่วนใหญ่จะรับตรงนี้ไม่ค่อยได้และตายไปเพราะบ่วงความคิดของตัวเอง พี่จูนเน้นย้ำว่า คุณต้องเป็นน้ำไม่เต็มแก้วเสมอ 

“การพากย์มันเป็นเรื่องครูพักลักจำจริง แต่ต้องใช้เสียงตัวเองเป็นหลัก ไม่งั้นเขาไม่จำคุณหรอก คุณจะละลายหายไปกับสายลม เพราะคุณเสียงเหมือนคนอื่น เขาไปจำคนต้นแบบนู่น 

“การมีเสียงเหมือนกันถือเป็นกรรม ธรรมดาจะแสตนด์เอาต์ในวงการก็ยากพออยู่แล้ว นี่มึงต้องปีนสองชั้นเพื่อให้ข้ามผ่านเสียงตัวเองขึ้นไปอีก พี่บอกเลย วิบากกรรมชัด ๆ

“ถ้าคำสัมภาษณ์พี่มันจะมีประโยชน์บ้าง จงเอาไปใช้เถอะ ไม่ต้องสนใจว่า ฉันต้องพากย์นางเอก พระเอก มีตัวละครตั้งเยอะแยะ ถ้ามึงอยากเป็นนักพากย์จริง นั่นมึงอยากเป็นพระเอกน่ะสิ 

“อยากเป็นนักพากย์ก็ต้องพากย์ได้ทุกอย่าง ทุกตัว เผลอ ๆ ต้องทุกประเภทของการใช้เสียงด้วยซ้ำไป

“ยกเว้นไว้อัน การร้องเพลง กูยอมจริง ๆ ไม่ไหวว่ะ”

เคยร้องแล้วเหรอ

“โอ๊ย เพื่อนบอกมึงอย่าร้องดีกว่า” 

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load