22 มกราคม 2564
12 PAGES
5 K

เมื่อสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ โยชิโอกะ โนริฮิโกะ (Yoshioka Norihiko) ผู้อำนวยการบริหาร The Japan Foundation กรุงเทพฯ ในอินเทอร์เน็ต นี่คือข้อมูลแรกที่คุณจะเจอ

เขารับตำแหน่ง Assistant Director ของเจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ สถาบันที่ขับเคลื่อนโครงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศญี่ปุ่นและไทยตั้งแต่ ค.ศ.1999 – 2004 

ค.ศ. 2006 – 2007 เขาเรียนต่อปริญญาโทด้าน International Economics and Finance ในเมืองไทย และตั้งแต่ ค.ศ. 2016 เป็นต้นมา เขากลับมาเมืองไทยอีกครั้งในตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารเจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ

Norihiko Yoshioka ผอ.Japan Foundation

ถ้าสืบลึกๆ ต่อไปอีกสักหน่อย คุณจะรู้ว่าเขาเป็นต้นแบบพระเอกในบทภาพยนตร์ Last Life in the Universe ที่ปราบดา หยุ่น เขียนให้เป็นเอก รัตนเรือง เป็นคนแปลผลงานของปราบดาเป็นภาษาญี่ปุ่น

ถ้าคุณเป็นคอหนังญี่ปุ่นหรือศิลปะร่วมสมัยในเมืองไทย อาจเคยสวนกับเขาที่มาชมหนัง ละคร หรืองานศิลปะอยู่เนืองนิจ  

อารัมภบทมาพอสมควร บทสัมภาษณ์ที่อยู่ข้างล่างนี้จะพาไปรู้จักโยชิโอกะ โนริฮิโกะ ในฐานะคนรักวัฒนธรรมที่ชอบดูหนังของไทบ้าน คลับฟรายเดย์ และหนังของอภิชาติพงษ์ ผู้สนใจเศรษฐกิจที่วิเคราะห์มูลค่าของศิลปวัฒนธรรมในอุตสาหกรรม และคนที่เฝ้ารอดูการเติบโตของวัฒนธรรมญี่ปุ่นสไตล์ไทยอย่างเอาใจช่วย

01

What Money Can’t Buy

หนังสือเล่มล่าสุดที่คุณอ่านคือเรื่องอะไร

ปกติผมอ่านหนังสือใน Kindle แล้วก็อ่านหลายๆ เล่มไปพร้อมกัน กว่าจะจบเรื่องหนึ่งก็ยาก เรื่องล่าสุดที่เพิ่งอ่านจบคือหนังสือภาษาอังกฤษชื่อ What Money Can’t Buy: The Moral Limits of Markets โดยอาจารย์ไมเคิล แซนเดล (Michael Sandel) เขาเป็นอาจารย์ด้านปรัชญา สังคม และการเมือง ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หนังสือเล่มนี้เขียนใน ค.ศ. 2012 หลักการคือตั้งแต่ ค.ศ.2000 ขึ้นไป แนวคิดเศรษฐกิจแบบ Neo-Liberalism (เสรีนิยมใหม่) กระจายไปทั่วโลก รัฐบาลค่อยๆ ปล่อยให้ตลาดจัดการเอง ญี่ปุ่นก็ทำ อเมริกาก็ทำ ไทยก็น่าจะทำ Privatization (การแปรรูปองค์กรของรัฐ ให้ดำเนินการเองเยี่ยงเอกชน) ในยุคทักษิณ ชินวัตร

เขาเสนอแนวคิดว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ขายในตลาดไม่ได้ไหม อย่างร่างกายของเรา สมมติคนๆ หนึ่งขายหน้าผากให้บริษัทหนึ่งสักหน้าผาก ใช้เป็นพื้นที่โฆษณาให้เขาจนกว่าจะตาย เพื่อแลกกับค่าตอบแทนจำนวนมากได้ไหม ถ้าคนๆ นั้นจนมาก การขายหน้าผากเป็นพื้นที่โฆษณาทำให้เขามีรายได้ ได้โอกาสเรียนหนังสือ เข้ามหาวิทยาลัย แล้วทำให้ชีวิตเขามีความสุขขึ้น เรื่องแบบนี้ถูกต้องทางจริยธรรมไหม ถ้าไม่ถูก เป็นเพราะอะไร

มองไทยผ่านสายตา Norihiko Yoshioka ผอ.Japan Foundation ที่รู้จักเมืองไทยมา 20 ปี

ทำไมถึงอ่านเรื่องนี้ 

เพราะผมทำงานเกี่ยวกับวัฒนธรรม งบประมาณมาจากรัฐบาลญี่ปุ่น เราใช้เงินจากภาษีคนญี่ปุ่น ศิลปวัฒนธรรมจะพัฒนาได้ยากมากถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาล แต่มีคนเข้าใจเรื่องนี้น้อยมาก ส่วนมากเขาเข้าใจว่าศิลปวัฒนธรรมให้ตลาดทำดีกว่า เก่งกว่ารัฐบาลเยอะ ผมเข้าใจประสิทธิภาพและพลังของตลาดนะ แต่ผมก็อยู่ในฝั่งที่เชื่อว่าการที่รัฐสนับสนุนศิลปวัฒนธรรมเป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน

ในวงการศิลปะวัฒนธรรม หลายเรื่องเขาบอกว่าขายในตลาดได้ แต่ผมยังสงสัย เอ๊ะ วัฒนธรรมดั้งเดิมบางอย่างขายได้ไหม ผิดไหม ถ้าปล่อยให้กลไกตลาดเสรีทำงานอย่างเดียว จริยธรรมบางอย่างจะหายไป ผมสนใจประเด็นนี้จริงๆ เลยอ่านเล่มนี้ครั้งที่สองแล้วครับ 

รัฐบาลญี่ปุ่นทำอย่างไรให้คนญี่ปุ่นเข้าใจ ว่าการนำภาษีมาสนับสนุนศิลปวัฒนธรรมเป็นเรื่องจำเป็น

มีคนบอกว่าศิลปวัฒนธรรมมีคุณค่าสามประการ แต่ว่าผมสนใจสองประการครับ 

ประการที่หนึ่งคือ ศิลปวัฒนธรรมมี Intrinsic Value (มูลค่าที่แท้จริง) คือมีคุณค่าอยู่ในตัวเอง ไม่ใช่มีคุณค่าเพื่อเรื่องอื่น สมมติคุณแม่เป็นคนสำคัญสำหรับคุณ ก็ไม่ใช่ว่าเพราะเขาใจดี เพราะเขามีงานทำ หรือวัดพระแก้วก็มีคุณค่าอยู่ในตัว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าศิลปะแบบนั้นมีค่ามาก ดีอยู่แล้วโดยไม่ต้องบอกว่าดีต่ออะไร ประการที่สองคือ มี Instrumental Value คือมีฟังก์ชันบางอย่างต่อสิ่งอื่น เหมือนยานี้มีคุณค่าเพราะแก้โรคชนิดหนึ่งได้ 

มองไทยผ่านสายตา Norihiko Yoshioka ผอ.Japan Foundation ที่รู้จักเมืองไทยมา 20 ปี

คุณค่าแบบแรกอธิบายยาก หลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใช้งบประมาณของรัฐบาล เข้าใจว่าให้ตลาดทำไปสิ แล้วศิลปินหลายคนก็ไม่ได้สร้างศิลปะเพื่อให้ขายได้ แต่ตัวเขาเองอยากสร้างบางอย่าง มีอะไรในใจแล้วอยากบอกผ่านดนตรีหรือภาพยนตร์ ซึ่งของแบบนี้ดูเหมือนว่าเป็นความต้องการส่วนบุคคล คนจะรู้สึกว่า เอ๊ะ ทำไมต้องช่วยเขาด้วย อยากทำก็ทำเองสิ แต่จริงๆ ถ้าเขาทำสำเร็จก็จะเป็นศิลปะที่มีคุณค่าในสังคมนี้ 

เนื่องจากความคิดแบบนี้มีคนเห็นด้วยน้อย งบประมาณของประเทศก็น้อยลง เพราะประชากรน้อยลง ภาษีก็น้อยลง เราก็เลยต้องผลักดัน Instrumental Value ว่าศิลปวัฒนธรรมก็มีประโยชน์ต่อสังคม ต่อเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง บางครั้งก็บอกว่าศิลปวัฒนธรรมดีต่ออุตสาหกรรม ดูอย่างในเกาหลีก็ได้ ศิลปวัฒนธรรมสร้างกำไรเข้ามาในประเทศ และมีอิทธิพลต่อสินค้าอื่น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องสำอาง ถ้าเราสนับสนุนศิลปวัฒนธรรม ก็จะดีต่อเศรษฐกิจของเรา อีกประเด็นหนึ่งคือศิลปะก็แก้หลายปัญหา หรือทำให้ทุกคนคิดเรื่องปัญหาสังคม บางศิลปิน บางศิลปะสะกิดใจเราให้คิดเรื่องสิ่งแวดล้อมบ้าง ปัญหาความยากจนบ้าง หรือเชื่อมคอมมูนิตี้ได้บ้าง 

เราก็พยายามอธิบายแบบนี้ แล้วก็ทำงานกับศิลปินและโปรดิวเซอร์ที่เห็นด้วยว่า ใช่ เราต้องสนับสนุนศิลปวัฒนธรรมเพื่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น หรือเพื่อสิ่งแวดล้อม เรื่องแบบนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าศิลปะมีประโยชน์นะ แต่ก็อันตรายด้วยครับ เพราะว่าถ้าทุกคนเห็นด้วยเรื่องนี้ ในอนาคตเราต้องคุณค่าแบบนี้เท่านั้น ทั้งที่สิ่งสำคัญที่สุดคือศิลปะที่มี Intrinsic Value ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจะทำยังไงให้ทุกคนเข้าใจมากขึ้น อันนี้ยากที่สุด 

เรื่องนี้ก็เข้าใจยากในสังคมไทยเหมือนกัน

ที่ญี่ปุ่นก็ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจนะครับ แต่ว่าคนที่ทำงานในรัฐบาลเข้าใจประเด็นเรื่องเศรษฐกิจมากขึ้น หลายประเทศก็เคยลองดูแล้ว อังกฤษก็เคยทำ แล้วก็เกาหลีก็ทำตั้งแต่ ค.ศ. 2000 ขึ้นไป รัฐบาลช่วยสนับสนุน Creative Industry และ Content Industry คนที่ทำงานด้านวัฒนธรรมก็ประชุมเสนอความเห็นด้านเศรษฐกิจกับหลายองค์กรด้วย กลับไปประเด็นที่หนังสือ What Money Can’t Buy อะไรนั่น คือจริงๆ ศิลปวัฒนธรรมก็ใช่ว่าจะขายได้หมด 

มองไทยผ่านสายตา Norihiko Yoshioka ผอ.Japan Foundation ที่รู้จักเมืองไทยมา 20 ปี

หมายถึงศิลปวัฒนธรรมมีคุณค่า แต่ขายไม่ได้ 

บางครั้งถ้าให้ตลาดตัดสินใจ ศิลปวัฒนธรรมบางอย่างก็ไม่รู้ว่ามีคุณค่าจริงไหม อย่างแวน โก๊ะ (Van Gogh) ตอนที่เขายังมีชีวิตก็ขายงานไม่ได้ใช่ไหม ถ้าแค่ให้ตลาดตัดสินใจก็คงต้องทิ้งหมด โชคดีที่เขายังเก็บไว้อยู่ เรื่องแบบนี้น่าจะมีอยู่เยอะ บางคนอาจผลิตงานที่ดีแล้วแต่ขายไม่ได้ 

ศิลปวัฒนธรรมหลายแขนงขายยากอยู่แล้ว อย่างการแสดงสดที่ต้องลงทุนเยอะ หรือการแสดงเกี่ยวกับวัฒนธรรมโบราณ ศิลปะแบบนี้ขาดทุนตลอดเวลา สถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่ให้ตลาดตัดสินใจถาวรได้

เศรษฐกิจแย่ทั่วโลก หนำซ้ำยังมีโรคระบาด ศิลปวัฒธรรมมีบทบาทช่วยเหลือผู้คนอย่างไรในสถานการณ์แบบนี้ 

ในระยะสั้น พูดตรงๆ ว่าอาจช่วยอะไรไม่ได้ ความต้องการด้านสาธารณสุขและการแพทย์ต้องมาก่อน เข้าใจว่าเราต้องทุ่มเททรัพยากรบุคคลและงบประมาณกับเรื่องนี้ คำถามคืออย่างนั้นไม่ต้องสนับสนุนศิลปะเลยไหม ผมเข้าใจว่าต้องสนับสนุน เพราะว่าศิลปวัฒนธรรมก็สร้างคน และมอบพลังให้คนที่ต้องการกำลังใจในเวลาลำบากด้วย 

ยังไงระยะกลางๆ กับระยะยาว คนที่มีวิสัยทัศน์น่าจะสร้างสื่อเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ หลายเรื่องผลิตแค่ให้คนบริโภคแล้วก็ลืมไป แต่ว่าหลายเรื่องอาจจะทำให้ทุกคนประทับใจมากและจดจำ ศิลปะแบบนั้นเป็นเหมือนมรดกของมนุษย์นะครับ ว่าเราต้องการส่งประสบการณ์แบบนี้กับความทรงจำแบบนี้ให้รุ่นต่อไป วิธีการถ่ายทอดนั้นคือศิลปะภาพยนตร์ ละคร วรรณกรรม ภาพวาด หรือดนตรี ซึ่งควรมีหลากหลายให้เราได้สัมผัส ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสัมผัสศิลปะแขนงแบบไหน

สังคมต้องการศิลปะ เหมือนที่จำเป็นต้องมีแพทย์ ทหาร ตำรวจ โดยทั่วไปเขาไม่ได้มาช่วยเหลือเราทุกวัน แต่ว่าสังคมก็เห็นด้วยว่าต้องมีพวกเขา บางคนที่คิดว่าศิลปะไม่จำเป็น ไม่ควรใช้ความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสินแทนสังคม เพราะบางคนก็ต้องการศิลปะจริงๆ นะ

มองไทยผ่านสายตา Norihiko Yoshioka ผอ.Japan Foundation ที่รู้จักเมืองไทยมา 20 ปี

02

ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าโลกจะหมุนมาทางนี้

เกาหลีส่งออกวัฒนธรรมสู่ตลาดโลกตั้งแต่ ค.ศ. 2000 เรื่องนี้ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องปรับตัวอย่างไร

ศิลปวัฒนธรรมมีหลายมิติ สิ่งที่เกาหลีทำสำเร็จคือ Pop Culture ซึ่งสอดคล้องกับกลไกตลาด ถ้าพูดถึงงานของเจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ เราทำงานกับศิลปะการแสดงสด การเต้น หรือศิลปะสมัยใหม่ ก็ไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่ แต่ในสิบปีที่ผ่านมา บางครั้งรู้สึกว่าเมื่อก่อนหาคนสนใจหาศิลปวัฒนธรรมได้มากกว่า เนื่องจาก K-POP มาแรงมาก แล้วมือถือก็ทำให้สัมผัสกับวัฒนธรรมได้ง่ายขึ้น ดู Netflix ฟังดนตรีได้เรื่อยๆ อาจทำให้คนขี้เกียจออกไปสัมผัสวัฒนธรรมที่ยังไม่รู้ 

แต่ถ้าพูดถึงอุตสาหกรรมวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดยเฉพาะด้านดนตรีกับละครทีวี ถูกบีบให้เปลี่ยนไปเยอะ ก่อน K-POP จะมา ผมคิดว่าญี่ปุ่นอาจไม่รู้ตัวว่าเราขายดีขนาดนั้น ตลาดดนตรีที่ญี่ปุ่นใหญ่เป็นที่สองในโลกรองจากอเมริกา J-POP สร้างเพื่อคนในประเทศ ขายดีมาก แค่ขายในประเทศก็ได้กำไรอยู่แล้ว ต่างประเทศเหมือนเป็น extra ครับ ถ้ามีก็ดี ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร ขณะที่ตลาดเกาหลีเล็กกว่ามาก เกาหลีก็ต้องพยายามขายที่ต่างประเทศตั้งแต่แรกๆ อยู่แล้ว เขาลงทุกอย่างใน YouTube ตั้งแต่ ค.ศ. 2005 กระจายให้คนรู้จักมากที่สุด ขณะที่ญี่ปุ่นป้องกันลิขสิทธิ์เต็มที่ ความคิดตอนนั้นอาจไม่ผิด เพราะตอนนั้นเราไม่รู้ว่าโลกจะหมุนมาทางนี้ และทุกคนจะมีสมาร์ทโฟนแบบนี้ 

ผมอายมากที่ตอนนี้ Johnny’s เพิ่งอนุญาตให้ศิลปินกับดาราเล่นโซเชียลมีเดียได้ ช้ามาก ช่วงแรกๆ K-POP ดูเหมือนจะเลียนแบบ J-POP เราก็รู้สึกเหมือนเป็นพี่ใหญ่ แต่หลังๆ ผมเห็นหลายวงในญี่ปุ่นที่พยายามทำตัวเหมือน K-POP เลย 

วงการทีวีก็เหมือนกัน หนักกว่าดนตรีอีก เพราะว่าสถานีหลักในประเทศลงทุนสร้างระบบที่แข็งแรง และได้กำไรดีมาตลอด แค่ขายช่วงเวลาให้คนซื้อ รายการไหนคนดูน้อยก็ตัดทิ้ง แต่ตอนนี้วัยรุ่นแทบไม่สนใจ เขาก็ต้องหาทางปรับตัวเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ปรับได้ง่ายๆ ทันที

มองไทยผ่านสายตา Norihiko Yoshioka ผอ.Japan Foundation ที่รู้จักเมืองไทยมา 20 ปี

ต้นเหตุที่ทำให้ญี่ปุ่นปรับตัวช้าคืออะไร

มองในระยะยาว การวิ่งมาก่อน แล้วถูกแซงทีหลังเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนขนาดใหญ่ ญี่ปุ่นปรับตัวก้าวกระโดดแบบสามสิบสี่สิบปีก่อนไม่ได้อยู่แล้ว ตั้งแต่ยุค 1995 ขึ้นไป เราเปลี่ยนระบบช้ามาก เพราะโครงสร้างระบบแบบเก่าลงทุนไปมากและปรับปรุงยาก

อย่างเรื่องโทรศัพท์ ญี่ปุ่นติดตั้งสายโทรศัพท์หมดทั่วประเทศตั้งแต่ยุค 60 – 70 อยู่หมู่บ้านเล็กๆ ต่างจังหวัดก็โทรไปคุยกับเพื่อนในโตเกียวได้สบาย ตอนนั้นคนไทยอาจรู้สึกว่าญี่ปุ่นพัฒนามาก เท่าที่ผมจำได้ ตอนที่เมืองไทยนิยมมือถือ Nokia และอะไรต่างๆ ต่างจังหวัดไทยยังไม่มีโทรศัพท์บ้าน และหลังจากนั้นก็ตัดเข้ายุคมือถือเลย มีอาชีพคนตั้งโต๊ะเล็กๆ ให้ยืมมือถือ แล้วก็ข้ามระบบไป 4G, 5G ใครๆ ก็มีสมาร์ทโฟน โดยไม่ต้องติดตั้งสายโทรศัพท์แบบเก่าอีกต่อไป

ญี่ปุ่นเคยสร้างระบบในประเทศเองเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับวงการวัฒนธรรม แล้วก็อยู่เองได้ แต่พอเศรษฐกิจเล็กลง จำนวนของประชากรญี่ปุ่นน้อยลง สังคมเข้าสู่ยุค Super Aging Society ยิ่งกว่าเมืองไทย ก็มีความรู้สึกว่าทำยังไงดี เราต้องมองตลาดโลกด้วยนะ

มองไทยผ่านสายตา Norihiko Yoshioka ผอ.Japan Foundation ที่รู้จักเมืองไทยมา 20 ปี

คิดว่านโยบายไหนของ Cool Japan ที่ประสบความสำเร็จในเมืองไทยจนถึงทุกวันนี้

Cool Japan อยู่ในการดูแลของกระทรวงเศรษฐกิจ ก่อนจะมี Cool Japan ช่วงยุค 90 ไม่มีใครเชื่อว่าวัฒนธรรมญี่ปุ่นขายได้ เราคิดว่าคนต่างชาติไม่เข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นเพราะยากเกินไป จึงต้องเผยแพร่ให้ทุกคนรู้ว่าวัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นแบบไหน จนถึงยุค 2000 ต้นๆ วัฒนธรรมญี่ปุ่นป๊อปและเป็นที่ชื่นชอบในต่างแดน รัฐบาลเลยตระหนักถึงศักยภาพของศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่น และเริ่มโครงการ Cool Japan ในปี 2008 ช่วงนั้นเศรษฐกิจก็แย่ลง รัฐบาลยิ่งมองในระยะยาวว่าการส่งออกศิลปวัฒนธรรมไปขายข้างนอกเป็นเรื่องจำเป็น

โดยรวมแล้วผมไม่แน่ใจว่าโครงการไหนสำเร็จที่สุด แต่คิดว่าเราควรสนับสนุน Promoter ต่างชาติมากกว่าบริษัทในประเทศ เพราะเขารู้จักตลาด รู้ดีกว่าเราว่าอะไรขายได้ มากกว่าเราเลือกเอง

อิทธิพลจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นต่อคนไทยน่าจะเป็นโครงการระยะยาว กระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่นให้ทุนนักเรียนนักศึกษาไทยไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น ปีละสามสิบถึงห้าสิบคน ทำมาห้าสิบปีก็ถึงสองพันคน แล้วก็มีหลายองค์กรที่ร่วมมือกัน ตั้งแต่ยุค 60 บริษัทญี่ปุ่นเข้ามาทำงานในไทยมาก แล้วคนไทยที่ชอบญี่ปุ่นก็โปรโมตวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้ดีมากๆ 

03

รสนิยมที่เปลี่ยนไป

พอเศรษฐกิจหดตัว คนแก่เยอะขึ้น เด็กเกิดน้อยลง ส่งผลให้รสนิยมการเสพศิลปวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นเปลี่ยนไปไหม

คนญี่ปุ่นยุคใหม่นึกไม่ออกว่าเศรษฐกิจเติบโตเป็นยังไง รุ่นพ่อรุ่นแม่ของผมเริ่มจากยากจน แล้วก็ซื้อทีวีได้ ซื้อตู้เย็นได้ ซื้อรถได้แล้ว รู้สึกว่าพัฒนาเรื่อยๆ แต่เด็กปัจจุบันตั้งแต่เกิดมีอินเทอร์เน็ตฟรีใช้ รถไฟฟ้าก็มีอยู่แล้ว เพราะเศรษฐกิจไม่ได้เติบโตไปไหน เขาไม่เข้าใจความคิดคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่ต้องพยายามทำงานเก็บเงิน ซื้อบ้านดีๆ ซื้อรถดีๆ แพงๆ ความคิดเรื่องความหรูหราก็เปลี่ยนไป เขาคิดว่าเราจะทำยังไงให้ชีวิตสนุกและดีที่สุด ไม่คิดซื้อของเก็บของ 

รถก็ไม่ต้องซื้อ เดี๋ยวนี้บริการแชร์รถ คันหนึ่งซื้อด้วยกันห้าถึงหกคนกับคนไม่รู้จัก เหมือนเป็น Uber แต่ไม่มีคนขับรถ แบ่งตารางใช้งานกัน จักรยานหรือห้องพักก็แชร์กัน เสื้อผ้าแบรนด์เนมก็แชร์กันในแอปฯ หาคนที่ไซส์เท่ากัน ประหยัดกว่าซื้อเอง มีแบบใหม่ๆ ให้เลือกแล้วก็ไม่ต้องทิ้ง เขารู้สึกว่าดีต่อสิ่งแวดล้อม 

ตอนนี้ทุกคนสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม แล้วก็เรื่องสุขภาพ คนญี่ปุ่นอายุยืนที่สุดในโลก ทุกคนเข้าใจว่าตัวเองอยู่ในสังคมสูงอายุอีกนาน เขาก็ต้องคิดว่าจะวางแผนแบบไหน อย่างผมก็ไม่ได้คิดว่าอาจจะตายตอนเจ็ดสิบ ต้องเผื่อไปถึง เก้าสิบปี ดังนั้นกลยุทธ์ชีวิตที่ดีที่สุด ประหยัดเงินที่สุดคือสุขภาพดี วัยรุ่นญี่ปุ่นคิดแบบระมัดระวังมาก ไม่กินอาหารที่เก็บได้นาน เพราะรู้สึกว่าอันตราย ไม่สนใจราคา เขาสนใจเรื่องดีต่อสุขภาพไหม ถ้าดีต่อสุขภาพก็ยอมจ่าย 

มองไทยผ่านสายตา Norihiko Yoshioka ผอ.Japan Foundation ที่รู้จักเมืองไทยมา 20 ปี

แล้วคิดว่ารสนิยมหรือทัศนคติคนไทย เปลี่ยนไปบ้างไหม

เรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเหมือนกัน ส่วนเรื่องการเมืองเหนือความคาดหมาย ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองนะ ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่อาจตั้งคำถามกับ Intrinsic Value ของประเพณีในอดีตมากขึ้น ไม่ค่อยเชื่อง่ายๆ เพราะเขาบอกต่อกันมา ซึ่งก็มีข้อดี เพราะบางประเพณีรัฐบาลก็สร้างเอง เหมือนตอนที่บังคับให้คนไทยใส่หมวก ญี่ปุ่นก็ทำหลายอย่าง ตอนพยายามสร้างความเป็นชาติสมัยสงครามโลก คนสมัยก่อนเลยมีความชาตินิยม 

ตอนนี้ดูเหมือนว่าเราต้องมีมิตรภาพกับต่างประเทศมากขึ้น คนรุ่นใหม่ไม่มีประสบการณ์แบบเก่า เขาก็เลยตั้งคำถาม ซึ่งถ้าเขาตัดสินใจเลือกเชื่อประเพณีเก่าอีกครั้งด้วยตัวเองจริงๆ ประเพณีก็จะแข็งแรงขึ้น

ในแง่ศิลปวัฒนธรรมล่ะ คุณคิดว่าสื่อบันเทิงเมืองไทยเปลี่ยนไปบ้างไหม

ละครทีวีช่องหลักเหมือนเดิมเลย เป็นข้อสังเกตที่น่าตกใจว่าในยุคที่หลากหลายขึ้น คนน่าจะดู Netflix มาก มีซีรีส์ที่พูดประเด็นสังคมกับวัยรุ่นอย่าง ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น แต่ก็ยังมีละครแบบเดิมอยู่ ผมก็เลย เอ๊ะ เท่าที่จำได้ ยี่สิบปีก่อน วัยรุ่นไทยตอนนั้นเขาบอกว่าเบื่อละครน้ำเน่ามาก แล้วตอนนี้เขาน่าจะสี่สิบห้าสิบแล้ว แต่ละครแบบเดิมยังมีอยู่ แสดงว่าต้องมีคนดู ผมว่าละครไทยเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยนะครับ ควรจะเก็บไว้ พูดจริงๆ นะ อย่าง Club Friday นี่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษใน Netflix ด้วย คนต่างชาติที่ดูคงเป็นส่วนน้อย แต่ผมชอบดู 

มองไทยผ่านสายตา Norihiko Yoshioka ผอ.Japan Foundation ที่รู้จักเมืองไทยมา 20 ปี

ทำไมชอบดู Club Friday

น่าศึกษามากนะ เพราะเป็นวัฒนธรรมที่เข้าใจยาก มีละครเรื่องหนึ่งที่เข้าใจยากที่สุดคือสามีมีภรรยาน้อย แล้วพอภรรยาหลวงตัดสินใจคุยว่าขอให้เลิก ผู้ชายก็โมโห บอกว่าอย่ายุ่งกับชีวิตของพี่! โมโหเสียอารมณ์แล้วเดินออกไป 

อีกฉากที่ไม่เข้าใจคือพอสามีกับภรรยาไปกินข้าวกับพ่อแม่สามีกันสี่คน แล้วภรรยาน้อยจงใจเข้ามาป่วน ผู้ชายก็อารมณ์เสียแล้วออกไปอีกแล้ว เหลือแต่พ่อแม่กับภรรยาหลวง ในความคิดคนญี่ปุ่น ฉากนั้นผมเดาว่าพ่อแม่ต้องขอโทษแทนลูกชาย แล้วขอให้อดทนกับลูกชายของเขาแน่ๆ แต่กลายเป็นว่าพ่อแม่ด่าลูกสะใภ้ ลูกสะใภ้ก็ร้องไห้แล้วขอโทษใหญ่เลย คุณเข้าใจไหม 

ไม่เข้าใจเหมือนกัน

สนุกมากนะ เรื่องแบบนี้มีเอกลักษณ์จริงๆ นักเขียนบทฮอลลีวูดก็ทำไม่ได้ ผมชอบความหลากหลายทางวัฒนธรรม ละครแบบนี้ไม่เหมือนภาพยนตร์ไทยในโรงหนังที่ส่วนมากเข้าใจง่าย ที่ญี่ปุ่นเราแนะนำภาพยนตร์ไทยผ่าน Tokyo International Fim Festival (TIFF) อย่าง ฉลาดเกมส์โกง น้อง.พี่.ที่รัก ของญาญ่ากับซันนี่ 

โดยเฉพาะ คิดถึงวิทยา คนญี่ปุ่นชอบมาก มีคนดูคนหนึ่งเป็นนักธุรกิจทั่วไป เขาประทับใจหนังมากจนตัดสินใจว่าอยากแนะนำคิดถึงวิทยาให้ตลาดญี่ปุ่น เขาลาออกจากบริษัทมาเป็นฟรีแลนซ์โปรดิวเซอร์สำหรับคิดถึงวิทยา เขาเดินสายไปโรงหนังทุกจังหวัดเพื่อแนะนำว่าเรื่องนี้สนุกนะ เอามาฉายเถอะ ผมไม่แน่ใจว่าหลังจากนั้นเขาทำงานอะไรต่อ แต่เรื่องนี้ทำให้ผมประทับใจมาก

มองไทยผ่านสายตา Norihiko Yoshioka ผอ.Japan Foundation ที่รู้จักเมืองไทยมา 20 ปี

ใครคือนักคิด นักเขียน ศิลปินไทย คนโปรดของคุณ 

นักคิดไม่ค่อยรู้จักครับ แต่ผมชอบ คุณวิศุทธิ์ พรนิมิตร เขาวาดรูปและเขียนข้อความเหมือนบทกวี บางครั้งความหมายลึกมาก ดูง่าย อ่านง่าย แต่ว่าบางครั้งอยู่ในหัวหลายวัน เขาสะกิดใจให้ผมได้คิดหลายเรื่อง ทั้งปรัชญาและชีวิตทั่วไป 

มองไทยผ่านสายตา Norihiko Yoshioka ผอ.Japan Foundation ที่รู้จักเมืองไทยมา 20 ปี

ส่วนนักเขียน ผมรู้จัก คุณปราบดา หยุ่น ตั้งแต่ยี่สิบปีก่อน อ่านผลงานเก่าๆ ของเขาตลอด ไม่นานมานี้เขาเขียนหนังสือเกี่ยวกับความคิดของเขาต่อนักปรัชญาตะวันตก บารุค สปิโนซา (Baruch Spinoza) และการท่องเที่ยว ผมคิดว่าเขากำลังพัฒนาความคิดด้านนี้อยู่ การตามความคิดเขาเป็นเรื่องน่าสนใจ

ศิลปินที่ผมชอบมีสองแนว ถ้าเป็นศิลปะสมัยใหม่ ชอบคนที่พัฒนาเรื่อยๆ พยายามออกจากกรอบเรื่องเดิม น่าสนุก ผมชอบ คุณอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และ คุณพิเชษฐ กลั่นชื่น เพราะเขาจริงใจในการพัฒนาผลงานทุกครั้ง ถ้าได้ข่าวว่าผลิตงานใหม่ ก็อยากรู้ว่าเป็นแบบไหน 

แต่ถ้าพูดถึงวัฒนธรรมทั่วไป ผมชอบวงดนตรี Yellow Fang สไตล์นี้ผมชอบอยู่แล้วเลยฟังได้เรื่อยๆ เขาไม่ต้องพัฒนาก็ได้ (หัวเราะ) ชอบ คุณซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ชอบการแสดงสีหน้าของเขามาก โมโห ร้องไห้ แบบไหนก็รู้สึกว่า โห เก่ง รู้สึกชอบ ดูเขาซ้ำๆ ได้ แล้วก็ชอบหนังของ ไทบ้าน เป็นคอเมดี้สไตล์หนึ่งที่มีความสามารถ หนังไทยเรื่องล่าสุดที่ผมดูคือ รักหนูมั้ย สนุกมากเลยครับ หัวเราะตลอดทั้งเรื่อง ได้ดูรึยังครับ

มองไทยผ่านสายตา Norihiko Yoshioka ผอ.Japan Foundation ที่รู้จักเมืองไทยมา 20 ปี

ยังค่ะ จริงๆ หนังเรื่องนี้คนไทยน่าจะได้ดูน้อย 

อ้าว เหรอครับ ผมชอบนะ ชอบหนังไทยมาก เป็นหนังอีสาน ด้วยคนอีสาน เพื่อคนอีสานใช่ไหมครับ หนังตลกไทยส่วนมากทำเพื่อคนในประเทศโดยเฉพาะ ไม่ขายที่ต่างประเทศเพราะว่าไม่เข้าใจมุก แต่ว่าผมก็อยู่ที่นี่สิบกว่าปีแล้ว เข้าใจจังหวะแล้วก็มุกมากขึ้น สมัยก่อนไม่เข้าใจเลย รู้สึกโชคดี คนต่างชาติน้อยคนที่สนุกสนานกับเรื่องแบบนี้ ผมดูหนังตลกญี่ปุ่นแล้วขำเพราะเป็นคนญี่ปุ่น แต่ตอนนี้ดูหนังตลกไทยก็ขำด้วย ชีวิตมีตัวเลือกให้สนุกสนานมากขึ้นกว่าคนอื่น มีความสุขดีมาก อยากใช้สิทธินี้เท่าที่อยู่ที่นี่ครับ 

คนญี่ปุ่นที่ไม่ได้คุ้นเคยกับวัฒนธรรมไทย จะมีวันเข้าใจมุกหนังตลกไทบ้านแบบนี้ไหม

อาจจะไม่ หลายมุกมาจากวัฒนธรรมประเพณีที่ต่างกัน เท่าที่ผมสังเกตนะครับ มีมุกตลกตีหัวเวลาคุยอะไรไม่เหมาะสม แบบนั้นที่ญี่ปุ่นก็มี แต่ว่าการแสดงสีหน้ากับจังหวะไม่เหมือนกัน รู้สึกว่าคนไทยตีแรงกว่าคนญี่ปุ่น แล้วก็ร้องเฮ้ย! เวลาตีแบบนี้ (ทำท่าตีประกอบการอธิบาย) คนญี่ปุ่นไม่พูดแบบนี้ คำที่ออกมาจากปากก็ไม่เข้าใจ ถ้าเห็นคงคิดว่าตีแรง ไม่โกรธกันเหรอ (หัวเราะ) 

04

ญี่ปุ่นในไทย

คิดว่าความสัมพันธ์ด้านศิลปวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น จะพัฒนาไปต่อแบบไหนได้อีก 

เมื่อเทียบกับจำนวนคนไทยที่สนใจญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นที่สนใจเมืองไทยยังมีน้อยมาก พูดตรงๆ คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จักเมืองไทยเท่าไหร่ครับ ถึงแม้อาหารไทยขายดีที่ญี่ปุ่น และคนญี่ปุ่นมาเที่ยวประเทศไทยหนึ่งล้านกว่าคนทุกปี เป็นอันดับหนึ่งในเอเชียใต้เลย แต่วัฒนธรรมยังไม่ค่อยได้สัมผัส โอกาสเรียนภาษาไทยก็มีน้อย มหาวิทยาลัยญี่ปุ่นที่สอนภาษาไทยก็มีแค่สองสามแห่ง ทั้งๆ ที่ Fashion Designer, Graphic Designer หรือสถาปนิกเก่งๆ ก็มีหลายกลุ่ม ถ้ารัฐบาลไทยลงทุน น่าจะได้รายได้กว่านี้เยอะ น่าเสียดายครับ ศักยภาพเยอะ เราสนับสนุนให้คนญี่ปุ่นสัมผัสกับวัฒนธรรมไทยมากขึ้นนะ

ส่วนเรื่องวัฒนธรรมญี่ปุ่นในไทย ผมคิดว่ามันพัฒนาเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นสไตล์ไทย ผมเคยไปงานในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เขาเอาตุ๊กตาเทศกาลเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงมารวมกัน ทั้งที่จริงๆ จัดคนละเดือน หลายครั้งก็เจอซูชิหน้าแปลกๆ ชาบูที่เป็นไทยออริจินัล ญี่ปุ่นไม่มีแบบนี้แน่นอน (หัวเราะ) แรกๆ ในใจก็คิดว่าอันนี้ไม่ใช่นะ อยากแนะนำของแท้ แต่คิดๆ ดูแล้วผมไม่เกี่ยว วัฒนธรรมผสมผสานก็สนุกดี เหมือนราเมน ใครๆ ก็คิดว่ามาจากญี่ปุ่น แต่จริงๆ ออริจินัลมาจากเมืองจีนนะครับ คนญี่ปุ่นก็ภูมิใจว่าปรับปรุงแล้วอร่อย ขายได้ ดังนั้นในอนาคตวัฒนธรรมญี่ปุ่นสไตล์ไทยอาจจะดังไปต่างประเทศ หรือเป็นที่นิยมมากกว่าวัฒนธรรมญี่ปุ่นเดิมก็ได้

มองไทยผ่านสายตา Norihiko Yoshioka ผอ.Japan Foundation ที่รู้จักเมืองไทยมา 20 ปี

รู้สึกยังไงกับร่างทรงโดราเอมอน จิตกรรมฝาผนังวัดที่มีโดราเอมอน หรือประติมากรรมปิกาจูในวัดไทย

ขอพูดเรื่องจริงจังก่อน การ์ตูนพวกนี้มีลิขสิทธิ์ อยากรู้ว่าวัดขอลิขสิทธิ์จากญี่ปุ่นหรือว่าคนที่ดูแลลิขสิทธิ์ในไทยหรือเปล่า ถ้ายังไม่ได้ขอ แนะนำว่าต้องขอนะ เข้าใจว่าทางวัดหวังจะดึงดูดเด็กๆ คนรุ่นใหม่ให้สนใจเข้าวัด เขาเชื่อใน Instrumental Value ของโดราเอมอน โปเกมอน วิธีที่ดีที่สุดคือคุยกับเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งอาจเข้าใจและให้ลิขสิทธิ์ทางการมาใช้มากกว่านี้เลยก็ได้ ส่วนในฐานะคนญี่ปุ่น ผมยินดีอยู่แล้ว ดีใจและภูมิใจด้วยที่เขาวาดโดราเอมอน ไม่ใช่มิกกี้เมาส์หรือการ์ตูนตัวอื่น 

เรื่องนี้ฟังแล้วสนุก แต่ประเด็นถัดมาคือถ้าทุกวัดมีปัญหาเรื่องปัจจุบันวัยรุ่นไม่ค่อยมาวัด ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ในทุกวัดนะครับ ควรคุยกันว่าจะแก้ปัญหายังไง มากกว่าแค่ใส่โดราเอมอนมาเฉยๆ ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่น โดราเอมอนจะมาแล้วเล่าเรื่องด้วย เช่น ให้โดราเอมอนเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือเล่าเรื่องที่อยากให้เด็กรู้ 

มองไทยผ่านสายตา Norihiko Yoshioka ผอ.Japan Foundation ที่รู้จักเมืองไทยมา 20 ปี

นับตั้งแต่มาเมืองไทยครั้งแรก คิดว่างานของคุณออกดอกออกผลมากแค่ไหน แล้วงานไหนที่รู้สึกว่าภูมิใจมากที่สุด 

ภูมิใจว่าเราทำหลากหลายมาก ไม่ใช่กิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง บางครั้งเราทำงานกับศิลปินสมัยใหม่ กลุ่มคนเข้าใจน้อยมาก บางครั้งก็ร่วมมือ Pop Culture ค.ศ. 2003 ผมเคยร่วมงานกับแกรมมี่ จัดคอนเสิร์ตของ Johnny’s ทักกี้มาแสดงร่วมกับศิลปินไทยอย่างคุณปาล์มมี่ คุณไบรโอนี่ แล้วก็มีหลายวงที่ร่วมมือกัน จัดที่อิมแพ็คอารีน่า มีคนดูหกพันคน แต่ความทรงจำที่ดีไม่ใช่อยู่แค่สเกลใหญ่ๆ งานเล็กๆ มีคนดูสิบคนก็ชอบ ถ้าคนดูหกคนในนั้นบอกว่าประทับใจมาก ไม่คิดว่าจะชอบมากขนาดนี้ ผมก็ดีใจแล้ว

ผมอยู่ที่เมืองไทยตอน ค.ศ. 1999 – 2004 แล้วกลับมาอีกที ค.ศ. 2016 เจอคนที่ไม่ได้เจอมาสิบกว่าปี บางคนบอกว่าตอนนี้เป็นโปรดิวเซอร์ละคร หรือว่าตอนนี้ทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยด้านศิลปะต่างๆ ส่วนหนึ่งเพราะสมัยเป็นนิสิตนักศึกษาเคยร่วมกิจกรรมของเจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ แล้วหลังจากนั้นก็ตัดสินใจว่าจะอยู่ในวงการนี้ เวลามีคนเล่าเรื่องแบบนี้จะภูมิใจและดีใจว่ากิจกรรมของเรามีอิทธิพลต่อชีวิตเขาในแง่ดี

มองไทยผ่านสายตา Norihiko Yoshioka ผอ.Japan Foundation ที่รู้จักเมืองไทยมา 20 ปี

พอมี COVID-19 ตั้งแต่ปีที่แล้ว งานส่วนไหนของเจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ ที่ยังเติบโต ปรับตัวอยู่รอดได้ 

เราต้องปรับตัวเป็นออนไลน์เหมือนบริษัทอื่น ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เราเพิ่งจัดเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่นทุกครั้งจัดที่กรุงเทพ เชียงใหม่ ขอนแก่น ซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมที่ประสบความสำเร็จอย่างหนึ่งในองค์กร แต่ปีนี้เนื่องจาก COVID-19 เราต้องจัดสเกลเล็กลง และจัดที่กรุงเทพฯ เท่านั้น แต่เราจัดเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่นเล็กๆ ออนไลน์ควบคู่ไปด้วย มีคนดูจากที่อื่นๆ อย่างหาดใหญ่หรือต่างประเทศบ้าง ถึงไม่มากแต่ก็หลากหลายขึ้น วิทยากรก็เสวนาทางออนไลน์ได้ 

แต่พวกการแสดงเต้น ดนตรี หรือละครเวที ที่เน้นการเสพโดยตรงนี่เป็นปัญหา หลายการสื่อสารของเราไม่ใช่แค่ภาษาพูดกับภาษากาย ยังมีการรับกลิ่น การสัมผัส และอะไรต่างๆ ที่ออนไลน์ยังแทนที่ไม่ได้ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมให้คนไปมาหาสู่กันก็ยังทำไม่ได้ด้วย ถ้าจะให้ออนไลน์มาแทนที่ทั้งหมด ผมว่าเราต้องปรับตัวกันอีกนาน รุ่นผมยังทำไม่ได้ แต่เด็กที่เกิดใหม่พร้อมอินเทอร์เน็ตเลยอาจจะฉลาดกว่า แล้วเอาชนะก็ได้นะ 

ศิลปินแบบไหนที่เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ อยากสนับสนุนและร่วมงานด้วย

โดยส่วนตัว ผมชอบคนที่อยากแสดงออกความคิดอย่างแรงกล้า ดวงตามีแพสชันจนดูเหมือนว่าถ้าไม่ได้ทำจะทนไม่ไหว และจะใช้เวลามากที่สุดที่มีเพื่อค้นหาข้อมูล หรือพัฒนาความคิดของเขา แล้วก็ชอบคนที่เสนอไอเดียแล้วเราเข้าใจแค่หกสิบถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าเข้าใจหมดแสดงว่าไม่สนุกแล้ว ศิลปินใหม่ๆ เจอกันวันแรกมักไม่เข้าใจ อย่างคุณอภิชาติพงษ์ เมื่อยี่สิบปีก่อน เขาพยายามแนะนำว่าภาพยนตร์ของเขาเป็นยังไง โห เข้าใจยาก แต่ตอนนี้สไตล์ของเขาก็เป็นที่ยอมรับแล้ว

จากประสบการณ์ของคุณ ศิลปินเหล่านี้ต้องการความช่วยเหลือด้านไหนมากที่สุด 

ถ้าพูดถึงการพัฒนาวงการ ผมเข้าใจว่าต้องให้โอกาสระยะยาวเพื่อพัฒนาไปได้หลายๆ ครั้ง เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของกรุงเทพฯ ที่มีประชากรแปดถึงเก้าล้านคน หนึ่งควรมีสถานที่จัดนิทรรศการหรือจัดการแสดงมากกว่านี้ โดยเฉพาะโรงละครมีน้อยมาก สองศิลปินก็ควรมีเพื่อนและนักวิจารณ์ดีๆ ที่วิจารณ์ให้อย่างจริงจัง ไม่ใช่ว่าทุกครั้งดีมาก สามคือมืออาชีพที่มีประสบการณ์ก็น่าจะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มาทำงานด้วย อาจจะมีระบบ Intern ถ้าผสมสามเรื่องนี้ได้วงการน่าจะแข็งแรงขึ้น

มองไทยผ่านสายตา Norihiko Yoshioka ผอ.Japan Foundation ที่รู้จักเมืองไทยมา 20 ปี

ในฐานะคนญี่ปุ่นที่ใช้ชีวิตและทำงานในเมืองไทยมานาน เสน่ห์ของกรุงเทพฯ และเมืองไทยคืออะไร 

อาจจะฟังดูคลิเช่นะครับ ตอนผมมาเมืองไทยแรกๆ สังคมคนต่างชาติพูดกันว่าคนไทยและระบบในประเทศไทยต้องมี 3S คือสะดวก สบาย สนุก 

ดูเหมือนว่ากรุงเทพฯ พัฒนาด้วยระบบตลาดเสรีอย่างมาก ถ้ามีเงินพอสมควร เป็นผู้ใหญ่ แล้วก็สุขภาพแข็งแรงดี จะรู้สึกว่ากรุงเทพฯ น่าอยู่มาก ไปไหนก็สะดวก รถไฟฟ้าติดกับห้างสรรพสินค้า ห้างสรรพสินค้าก็ใหญ่มาก เสาร์อาทิตย์ก็ไปธนาคารได้  ATM ก็เอาเงินได้ทันที ร้านกาแฟก็เยอะมาก มีหลากหลายมากขึ้น ทุกร้านมีคอนเซปต์สบาย มีลมพัดบ้าง เหมือนอยู่ในป่าบ้าง ทำให้ดวงตาสนุกด้วย นี่คือเสน่ห์ของกรุงเทพฯ แต่ก็เป็น 3S สำหรับคนชนชั้นกลางโดยเฉพาะ

ผมไม่แน่ใจว่าคนชรา คนที่มองไม่เห็น คนที่ใช้รถเข็น คนท้อง หรือเด็กสองสามขวบจะรู้สึกสะดวก สบาย สนุก เหมือนกันไหม เพราะว่าสามเรื่องนี้เกี่ยวพันกับระบบตลาดเสรี และตลาดเสรีส่วนมากทำตามความต้องการของกลุ่มใหญ่ ผมเองก็น่าจะอยู่ในกลุ่มใหญ่เลยได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ 

คุณอยากเห็นเมืองนี้พัฒนาต่อไปด้านไหน

ตลาดเสรีจะเติบโตอีกแน่นอน แต่ก็น่าจะคิดถึงสังคมโดยรวม ทำให้คนส่วนน้อยสะดวกสบายมากขึ้น และทำให้เรื่องสนุกมีความหลากหลายมากขึ้น คาเฟ่มีหลากหลาย อาหารและสินค้าบริโภคก็มีให้เลือก แต่กิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะวัฒนธรรมมีน้อย เท่าที่ผมเข้าใจ ห้างร้านต่างๆ บางที่เริ่มสร้างมิวเซียม แกลเลอรี หรือพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรม ดังนั้นแนวโน้มก็น่าจะดีขึ้น แล้วก็หวังว่ากรุงเทพฯ จะเป็นแบบนั้นมากขึ้น

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ