นนท์–ธนนท์ จำเริญ กำลังร้องเพลง PLAY กับวงดนตรีแบ็คอัพที่ทำงานด้วยกันมาตลอดในห้องซ้อม เสียงร้องและดนตรีแทบไม่ต่างจากเพลงที่ผ่านกระบวนการอัดอย่างพิถีพิถัน เว้นแต่ลีลาลูกเล่นของน้ำเสียงที่พลิ้วไหวไปตามอารมณ์ของศิลปินหนุ่มเท่านั้นที่บอกว่านี่คือการร้องและเล่นดนตรีแบบสด

ช่วงเวลา 7 ปีที่นนท์เข้ามาปรากฏตัวในเส้นทางสายดนตรี เขามีดีกรีเป็นแชมป์ของ 2 รายการชื่อดัง นั่นคือแชมป์คนแรกของ The Voice Thailand พ่วงด้วยแชมป์ The Mask Singer Season 4 และยังไม่รวมกับที่หลายเพลงของเขาขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตจัดอันดับเพลงต่างๆ ในประเทศไทย

แน่นอนว่า ความเป็นที่ 1 เหล่านี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

นนท์–ธนนท์ จำเริญ

อย่างที่รู้กันว่า นนท์คือเด็กหนุ่มที่เคยเป็นผู้พ่ายแพ้จนถึงกับชิน แต่ไม่เคยยินยอมให้ความท้อแท้มากีดขวางเส้นทางความฝัน ด้วยความรักจากครอบครัวหล่อเลี้ยงให้เขามุ่งมั่นและพยายาม จนสุดท้ายความพ่ายแพ้ยอมหลีกทางให้กับความสามารถอันโดดเด่นจนไม่มีใครปฏิเสธได้

นอกเหนือจากผลงานที่พิสูจน์ความสามารถ เขายังมีเสน่ห์ที่ความเป็นธรรมชาติ ที่กล้าทะลึ่ง ทะเล้น เป็นกันเอง มีมุกตลกหยิกแกมหยอก เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากแฟนคลับทุกเวที แล้วแบบนี้ใครล่ะจะทนไม่รักศิลปินหนุ่มคนนี้ได้

เมื่อนนท์ก้าวจากห้องซ้อมออกมาทักทาย เราสัมผัสได้ถึง ‘ความเป็นนนท์’ สมคำร่ำลือ ที่ไม่ว่าจะเป็นการยืนถือไมค์พูดคุยกับแฟนเพลงบนเวที ออกรายการทีวี หรือนั่งพูดคุยตรงหน้าเราในวันนี้ เขาคือ นนท์-ธนนท์ ตัวจริง เสียงจริง ที่ไม่เคยทิ้งเสน่ห์ของตัวตนดั้งเดิมของตัวเองเลย

กดไปเลยคำว่า Start ไม่ต้องรีต้องรอให้นาน

เส้นทางดนตรีของเด็กชายธนนท์สุดซนเริ่มต้นเมื่อ 4 ขวบ ณ หน้าตู้คาราโอเกะของร้านอาหารห้องแถว ในวัยที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก เด็กชายตัวน้อยจับไมค์ร้องเพลงอย่างไม่เคอะเขิน

“ผมเที่ยวคาราโอเกะเก่งมาก” นนท์เริ่มเล่าแบบเรียกเสียงฮา “เพื่อนผมเป็นลูกเจ้าของร้านอาหารห้องแถว มีตู้คาราโอเกะกลางร้าน มีหนังสือเพลงแจกตามโต๊ะ ตอนกลางวันก่อนออกไปเล่น แม่เพื่อนจะให้ไขตู้เอาเหรียญออกมา เครื่องมันจะเปิด เพื่อนก็จะยื่นไมค์ให้ผมลองร้อง ผมรู้สึกว่า เออ สนุกนะ ร้องเป็นเดือนๆ เลย ร้องแบบอ่านหนังสือไม่ออกด้วยนะ เพราะ 4 ขวบเอง แต่อาศัยจำเนื้อเพลง จะร้องชัดตรงคำท้ายประโยค แต่ทุกครั้งที่ร้องก็รู้สึกว่ามีความสุขจังเลย”

นอกจากเป็นห้วงเวลาแห่งความสุขแล้ว การร้องเพลงยังเป็นกิจกรรมเดียวที่เด็กชายทำได้โดยไม่มีใครเดือดร้อน

“ผมเป็นเด็กซนมาก ชอบเล่นจนตัวเลอะเทอะ หัวร้างข้างแตกตลอด จนคนอื่นต้องคอยมาช่วยเหลือ หัวแตก คางแตก แขนเดาะ พ่อแม่ต้องพาไปหาหมอ แต่ดนตรีเป็นสิ่งทำแล้วไม่มีใครต้องมารับผิดชอบเราต่อ เรารู้สึกว่าทำได้ดี โดยไม่เดือดร้อนตนอื่น แถมยังมีความสุขด้วย”

เปิดเรื่องว่ามีความสุขในการร้องเพลงขนาดนี้ เดาว่าเขาต้องมีความฝันเป็นนักร้องแน่ ๆ แต่นนท์ตอบทันควันว่า ไม่! “ผมไม่เคยคิดเป็นศิลปินนักร้องเลย เพราะหน้าจอตู้เพลงไม่มีภาพของคนอาชีพนี้ขึ้นมา มีแต่ตัวอักษรที่เป็นเนื้อเพลง กับผู้หญิงเดินริมน้ำ ใส่บิกินี ผมเลยไม่รู้ว่ามีอาชีพนี้อยู่ด้วย”

กระทั่งเมื่อเข้าวัยที่ได้ดูรายการเพลงและคอนเสิร์ตในโทรทัศน์ ภาพของวงโมเดิร์นด็อก วงพราว วงพอส ติดอยู่ในหัวไม่เคยจางหาย วงดนตรีเหล่านี้กลายเป็นไอดอล ที่ทำให้เขาฝันว่าสักวันจะได้สนุกกับการเล่นดนตรีบนเวทีเช่นนี้เหมือนกัน

“ผมรู้สึกอยากเป็นแบบพี่ๆ แต่ไม่ได้อยากเป็นศิลปินนะ แค่อยากเล่นดนตรี อยากสนุกบนเวที อย่างพี่ป๊อด แต่งตัวแปลกๆ ลงไปดิ้นแล้วหมุนตัวกับพื้น มันติดในหัวเรา และรู้สึกว่าถ้าเป็นแบบเขาเราจะทำอะไรแบบสุดโต่งได้ เริ่มคิดว่าทำยังไง ก็ไปถามพ่อ พ่อบอกว่า ต้องขึ้นเวทีนะลูก และตามต่างจังหวัดมีเพียงทางเลือกเดียวคือ เวทีลูกทุ่งเท่านั้น”

ในวันนั้น เด็กชายตัวสูงโย่ง ผิวดำแดดอย่างกับเด็กเอธิโอเปีย (เขาว่าอย่างนั้น) ที่มีตำแหน่งเป็นนักกีฬาวิ่งของโรงเรียนต้องหาทางเข้าวงดนตรีลูกทุ่งของโรงเรียนให้ได้ แม้ความเป็นจริงจะไม่เหมือนภาพวงสตริงในฝันก็ตาม

“ผมคิดตามหลักการของนักวิ่งว่า ถ้าจะไปให้ถึงแบบคนอื่นเขา เราต้องรีบทำ เพราะกว่าจะเก่ง ต้องใช้เวลา เหมือนการวิ่งที่ต้องฝึกทำเวลาทุกวันก่อนลงสนาม ไม่ใช่ถึงวันแล้ววิ่ง คุณอาจวิ่งได้ แต่ไม่ใช่คนที่ทำเวลาดีที่สุด เพราะฉะนั้นมีโอกาสแล้ว คว้าไว้ก่อน ขอให้ได้ขึ้นเวทีก่อน”

นนท์–ธนนท์ จำเริญ

หากเล่นแพ้ แพ้ก็ play เล่นใหม่

วงดนตรีลูกทุ่งของโรงเรียนมีนักร้องสาวสายประกวดอย่าง แก้ม–วิชญาณี ที่เป็นดาวเด่น ซึ่งเมื่อเทียบกับเด็กชายธนนท์ เขาเป็นเพียงนักร้องประจำวงที่เพิ่งร้องเพลงได้ ทุกๆ วันเขาทุ่มเทไปกับเรียนรู้เทคนิคการร้องเพลงด้วยตัวเองจากการฟังให้มาก เขาเช่าวิทยุมาฟังวันละ 20 บาท เก็บเงินซื้อเทปเพลงทีละ 2 ม้วน (เพราะเทปที่เปิดฟังบ่อยจะยานเร็ว) การฝึกฝนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง จวบจนได้โอกาสขึ้นเวทีประกวดร้องเพลงลูกทุ่งครั้งแรก

“วันนั้นผมไม่มั่นใจเลย ชุดที่ใส่ประกวดดันเป็นสีชมพูที่เราไม่ชอบอีก คิดดูว่าเด็กผู้ชายใส่สีชมพูและตัวดำมาก มันไม่ใช่จริงๆ แต่ประหลาดมากที่เวลาร้องเพลง มันเหมือนผมหายไปจากโลกที่อยู่สักพัก ผมจดจ่อและตั้งใจอยู่กับสิ่งที่ทำตรงหน้า เพราะการร้องเพลงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผม ซึ่งนับเป็นโชคดีที่ไม่เก่ง ถ้าผมเก่งผมอาจจะทำแบบผ่านๆ ไม่ใส่ใจรายละเอียดขนาดนี้ และเวทีแรกก็ชนะเลย ชนะด้วยชุดสีชมพู” นนท์เล่าขำๆ เมื่อทบทวนอดีต

“แต่ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากนั้น แพ้ตลอด แพ้เกือบ 4 – 5 ปีได้” เขารีบพูดขึ้น

“ผมไม่รู้เลยว่าทำไมถึงแพ้ และไม่สนด้วย ชนะครั้งแรกก็มีกิเลสนะว่าเวทีต่อไปก็ต้องชนะเหมือนกัน แต่ผลมันกลับไม่ใช่ แรกๆ ไม่เข้าใจเลยว่าแพ้คืออะไร เพราะในเรื่องวิ่งเราไม่เคยเป็นรองใคร ทุกอย่างเราจัดการได้ อยากได้เหรียญทองรายการไหนบอกมา ผมวิ่งทำลายสถิติได้ง่ายๆ เหมือนกับยูเซน โบลต์เลย

“แต่กับเรื่องร้องเพลง ที่เอาจริงๆ ผมหลงใหลกว่ากีฬาวิ่งอีกนะ แต่ทำไมเราทำได้ไม่ดีเท่า ทั้งที่เราอยากทำมันให้ดี ก็ทำไม่ได้ และทำไมต้องรักมันมากกว่าสิ่งที่ทำได้ดีอยู่แล้วด้วย ถ้าเราไม่รักมันก็คงไม่ทุกข์ขนาดนี้ ผมร้องไห้เลยนะ แต่ยังหน้าด้านไปประกวดเรื่อยๆ”

ความพ่ายแพ้ไม่จำเป็นต้องมากับความท้อแท้ เพราะภูมิคุ้มกันที่ครอบครัวมอบให้ช่างแข็งแกร่งเกินกว่าอุปสรรคใด

“แม่เป็นกระจกเงาให้ผมเสมอ ส่วนพ่อก็ไม่รู้คิดยังไงไปซื้อกล้องวิดีโอมา ถ่ายเก็บผลงานให้ผมทุกเวทีที่ขึ้น ถ้าดูเทียบกับเด็กคนอื่นคือผมร้องห่วยนั่นแหละ ผมคือที่โหล่ การชนะเวทีแรกอาจเป็นเพราะกรรมการเอ็นดูที่เราเด็กที่สุด ตัวเล็กที่สุด ตอนนั้นเขาชมว่าเนื้อเสียงดี แต่เทคนิคการร้องยังไม่มี

“ตลอดทางที่แพ้เรื่อยมานั้น ก็มีคำสอนและชุดความคิดที่ดีของทั้งพ่อแม่ ที่บ่มเพาะให้ผมรวมไปถึงพี่ชายมีภูมิคุ้มกันที่ดี ทำให้เราเข้มแข็งไม่ว่าจะเจอกับเรื่องอะไรก็ตาม”

นนท์–ธนนท์ จำเริญ

ใครจะมองยังไงไม่สน จะไม่ทนแอบรักต่อไป

แม้จะพ่ายแพ้ไม่เป็นท่ากับการประกวดร้องเพลง แต่นนท์ยังคงแน่วแน่ในเส้นทางดนตรี เขาผันตัวมาเล่นวงดนตรีสตริงกับเพื่อน เพื่อมุ่งสู่ฝันในการขึ้นไปสนุกสนานบนเวทีเหมือนกับวงดนตรีไอดอล

เมื่อได้ข่าวว่ามีรายการประกวดร้องเพลงเปิดรับในจังหวัดภูเก็ต วงของเขารวมตัวซ้อมกันเต็มที่ เพื่อเตรียมตัวไปแสดงฝีมือบนเวที พวกเขาพากันไปสมัครตั้งแต่เช้า แต่ปรากฏว่า “ผมพาชาวคณะไปกฐินคว่ำ” นนท์เล่าพลางส่ายหน้า

“พาเพื่อนไปแบบมั่นใจโดยไม่รู้ว่าเขาไม่มีประกวดประเภทวงดนตรี มีแต่ประกวดร้องเดี่ยวกับคู่เท่านั้น ตอนแรกผมจะกลับเลยด้วยซ้ำ แต่เพื่อนบอกว่าไหนๆ มาแล้ว ให้ผมลงประกวดจะได้ไม่เสียเที่ยว โดยร้องเพลง ฟ้า ของวง Tattoo Colour ที่ซ้อมกันมานั่นแหละ แล้วเพื่อนก็นั่งรอกลับพร้อมกัน ตอนนั้นผมคิดแค่ว่า ร้องให้ดี ไม่ให้เพื่อนที่ซ้อมกันมารู้สึกเฟลว่าเราร้องห่วย

“ผมไม่อยากให้คนเข้าใจว่าที่ไม่อยากประกวดเดี่ยวเพราะเราแพ้มาตลอด แต่รู้ว่าไม่เหมาะกับเรา ผมมีความสุขที่ร้องเพลงกับวง หันไปแล้วมีเพื่อนอยู่ด้วย เล่นผิดก็ผิดไปด้วยกัน เล่นถูกก็ดีใจไปด้วยกัน ผมชอบแบบนั้น และรักวงดนตรีของผมมาก”

สุดท้ายความสามารถและน้ำเสียงการร้องที่เป็นเอกลักษณ์ผลักดันให้เขาไปสู่เส้นทางที่หลีกหนีมาตลอด

“เหมือนสิ่งที่เราพยายามหนีมันตามเรามา มันกวักมือบอกเลยว่า เอ็งเข้ารอบนะ ตอนนั้นเครียดมาก ไม่อยากไป และไม่อยากทิ้งวงของเราไป แต่ห้วงหนึ่งก็คิดว่าเป็นโอกาสที่ดี เราเห็นภาพพ่อแม่มานั่งเชียร์ และถ้าผลออกมาดี เราก็ให้พ่อแม่ได้มากกว่านี้ ขณะเดียวกันถ้าเราไปแล้วสำเร็จ เราจะเอาเพื่อนกลับมาเล่นด้วย”

“แต่พอวันนี้ที่เราสำเร็จ เพื่อนก็แยกย้ายประสบความสำเร็จในทางของตัวเอง ไม่ได้เล่นดนตรีกันแล้ว ซึ่งถ้าผมไม่ได้มาเป็นศิลปิน คงประสบความสำเร็จน้อยที่สุดในวง ท้ายที่สุดก็คิดว่าตัวเองโชคดีนะ ที่เราตกปากรับคำมา โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปลายทางคืออะไร”

นับตั้งแต่โค้ชก้อง–สหรัถ กดปุ่มหันเก้าอี้สีแดงมาหน้าเวที ชีวิตของเด็กชายสาย (แพ้) ประกวดคนนี้ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขาพิสูจน์ตัวเองด้วยฝีมือและความตั้งใจจนผ่านการแข่งขันแต่ละรอบมาได้ และกลายเป็นผู้ชนะคนแรกของรายการ The Voice Thailand ด้วยเสียงโหวตจากผู้ชมทั้งประเทศ

เมื่อชื่อเสียงวิ่งเข้ามาอย่างกะทันหันทำเอาแชมป์มือใหม่วัย 16 ปีแทบรับมือไม่ทัน ดังที่หลายคนเคยเห็นภาพเก้อเขินของ ‘นนท์ เดอะวอยซ์’ เวลาสัมภาษณ์ตามสื่อต่างๆ

“ตอนนั้นผมไม่มีประสบการณ์เลย ไปเดินสายโปรโมตก็พูดไม่รู้เรื่อง พูดไม่ได้ พิธีกรเกริ่นมา 2 นาที ‘ไม่น่าเชื่อนะครับ เดอะวินเนอร์ของเราในวันนี้เริ่มจากการประกวดแพ้แล้วแพ้อีก จนมาถึงจุดนี้หลังจากฝ่าฟันอุปสรรคมามากมาย รู้สึกอย่างไรบ้างครับ’ ผมตอบทุกครั้งคือ ‘ดีครับ’ แล้วเขาจะถามอะไรต่อละ พิธีกรก็อึ้ง ผมก็รู้สึกผิดหวังกับคำตอบและรู้สึกผิดหวังกับตัวเอง พอกลับบ้านสัญญากับตัวเองเลยว่าจะฝึกพูด ไม่ให้คนที่ร่วมงานกับเราลำบาก”

ตอนนั้นรู้สึกกับวงการนี้อย่างไร เราอยากรู้ความในใจของเด็กหนุ่มใสซื่อในเวลานั้น

“เรารู้สึกว่าวงการนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน” เขาเน้นเสียง “เราอยากมีความสุขที่อยู่กับเพื่อน จึงกลับไปเรียนต่อที่ภูเก็ต 1 ปี แต่ระหว่างนั้นเราพยายามเรียนรู้ตลอดเวลา เปิดทีวีดูบ่อยขึ้น ดูว่าศิลปินเขาทำงานยังไง ดูแลตัวเองแบบไหน เพื่อพัฒนาตัวเองเสมอ ส่วนงานมีคนหยิบยื่นโอกาสมาให้เยอะมาก แต่เราไม่ได้ทำเต็มที่ เพราะต้องเรียนเต็มเวลาแบบเด็กมัธยมอยู่ จนเมื่อย้ายมาเรียนในกรุงเทพ และเริ่มจัดสรรเวลาเพื่อทำงานเพลงมากขึ้น”

นนท์–ธนนท์ จำเริญ

ก็อยากจะลอง ลอง play ตามหัวใจ

นนท์กลับมาปรากฏตัวในวงการอีกครั้งด้วยรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป การพูดจาสนทนาก็มีการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด แต่เส้นทางการเป็นศิลปินของนนท์ไม่เน้นการสร้างกระแสฮือฮา ภาพในวงการของเขาจึงไม่หวือหวา จนกระทั่ง ‘หน้ากากเป็ดน้อย’ เป็นแชมป์รายการ The Mask Singer Season 4 แสงสปอตไลต์ก็กลับมาโฟกัสที่เขาอีกครั้ง

“ผมไม่ได้มองว่าเป็นเวทีประกวด แต่มองว่าเป็นรายการที่ให้ไปร่วมสนุกกัน และถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ร้องเพลงร่วมเวทีกับศิลปิน ดารา ซูเปอร์สตาร์ ผมยังเด็กในวงการนี้ จึงอยากไปเรียนรู้การทำงาน และเรียนรู้โปรดักชั่นของรายการ เพราะผมชอบด้านนี้อยู่แล้ว”

“ตอนแข่งก็เตรียมไปแค่ 2 เพลง ไม่ได้คาดหวังอะไร พอผ่านรอบลึกเลยเริ่มไม่สนุกแล้ว ไม่รู้จะร้องเพลงอะไรต่อ ผมเลยเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นทำโชว์ดีๆ ดีกว่า ให้ตัวเองได้ดู เผื่อมีลูกจะได้เปิดอวดได้ แค่นั้นเลย เรามีโอกาสได้โคฟเวอร์เพลงศิลปินหลายท่าน นำเพลงที่เราชอบมาร้องมาออกแบบโชว์ พอสนุกก็ทำไปเรื่อยและออกมาอย่างที่ทุกคนเห็น ไม่ได้คิดทำมาเพื่อฟาดฟันกับคนอื่น แต่ตั้งใจในการร้องและทำมาก ซึ่งงานก็ให้คำตอบตามความตั้งใจของเรา”

การสวมหน้ากากเป็ดน้อยขึ้นเวทีนี้ เปิดโอกาสให้นนท์ได้เปิดเผยตัวตนให้คนรู้จักมากขึ้น นับเป็นการปิดหน้าตาและภาระหน้าที่ของการเป็นศิลปิน เพื่อเปิดตัวตนที่เป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง ดังที่เป็ดน้อยแสดงออกมาบนเวที

“หลายคนเข้าใจว่าผมเป็นคนนิ่งมาก อาจเพราะผมหายหน้าไปจากวงการนาน และคนส่วนใหญ่ไม่ได้ตามเราอย่างต่อเนื่อง ก็จะไม่รู้ว่าเป็นคนอารมณ์ขัน เติบโตจากบ้านที่สุขภาพจิตดี พอมาเจอตรงนี้ทุกคนรู้สึกว่า นนท์มีมุมนี้ด้วยเหรอ เป็นคนก๋ากั่นพอสมควรนะ เราก็ดีใจที่ได้บอกตัวตนของเรา เจ๋งที่สุดคือ คนกลับชอบเรามาก”

การเปิดตัวตนครั้งนี้นับเป็นการตอกย้ำความตั้งใจแรกเริ่มของเขาที่จะทำงานในวงการโดยไม่ฝืน ไม่ปรุงแต่งตัวเอง

“จริงๆ ผมทำงานอาชีพนี้โดยไม่คิดว่าตัวเองเป็นศิลปิน ผมเป็นคนธรรมดาที่มาทำงานในวงการบันเทิง และพยายามทำให้ดีที่สุด อาจไม่ใช่คนสมบูรณ์พร้อม และผมก็ไม่พยายามสร้างอะไรแบบนั้น แต่กลายเป็นว่าคนชอบในสิ่งที่เราเป็น เราตลกก็ตลกเลย ไม่ได้ Keep Look ตลอดเวลา ไม่ใช่คนที่ 5 4 3 2 เข้ารายการแล้วเปลี่ยนเสียงเป็นอีกคน ผมเป็นแบบนี้เลย เสียงนี้เลย ไม่มีเสียงสอง

“ตอนเป็นเป็ดน้อยก็ทะลึ่ง เราไม่ได้ปิด พอเป็นธรรมชาติ ต่อให้เป็นสิ่งไม่ดี แต่เป็นเรื่องจริง เราหลอกคนอื่นได้ แต่หลอกตัวเองไม่ได้ บ้านเราก็ไม่ได้สอนให้โกหก อย่างตอน The mask ผมโกหกว่าไม่ได้เป็นเป็ดน้อย ตาไม่ได้เลย ผมโกหกไม่เป็น”

ไม่น่าแปลกใจที่ความเป็นธรรมชาติไม่เหมือนใคร ยิ่งเพิ่มจำนวนแฟนคลับมากขึ้นทุกวัน และเชื่อว่าความเข้าอกเข้าใจจิตใจของแฟนๆ เป็นเสน่ห์สำคัญที่ทำให้ใครๆ ต่างรักเขามากมายขนาดนี้

“ผมยังย้ำจุดเดิมว่า แค่ไม่เกลียดผมก็พอ เพราะบางเรื่องผมยังเกลียดตัวเองเลย ที่ทำเรื่องพิเรนทร์หรือไม่เข้าท่า เอาจริงๆ คือผมเป็นคนบ้า วันหนึ่งอยากหยุดร้องเพลงสัก 2 ปี ผมหยุดเลยนะ แต่ทุกวันนี้ผมมีความสุขกับงาน กับแฟนคลับ ไม่ได้พูดเอาใจนะครับ ผมมีแฟนๆ ที่ดี และอยากทำเพื่อพวกเขาต่อไปเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่าการไปหาคนที่ต้องการเจอเราในช่วงเวลาที่เขาต้องการ ดีกว่าไปหาเขาในช่วงเวลาที่เขาไม่ต้องการเจอเราแล้ว”

การวางตัวเป็นคนธรรมดาอาจเป็นเหตุผลที่เราไม่ค่อยได้ยินเรื่องราวชีวิตส่วนตัว ความรัก รวมถึงข่าวดราม่าต่างๆ

“อยากมีข่าวกับสาวๆ จังเลย ยังไม่มีโอกาสเลยครับ” นนท์รีบตอบด้วยเสียงทะเล้น “อาจเพราะผมมีความสุขกับสิ่งที่ทำและทำเต็มที่ แต่วันหนึ่งก็ต้องมีข่าวไม่ดีอยู่แล้ว เราไม่มีทางทำร้อยอย่าง แล้วถูกใจทุกคนหมด เราโตในห้องเรียน เพื่อน 40 คนยังไม่รักเราทั้งหมดเลย แล้วเราทำงานที่คนเป็นล้านต้องเห็น มีต้องมีสักคนอย่างน้อยที่ไม่ชอบงานหรือตัวเรา วันหนึ่งต้องเจอดราม่า ต้องเจอข่าวไม่ดี ถ้าเป็นความจริงก็ต้องยอมรับ แล้วก็ปรับเปลี่ยนแก้ไข แต่ถ้ามันไม่จริง ท้ายที่สุดการกระทำของเราจะเป็นตัวบอกเองว่าไม่จริง”

“ผมเคยเสียใจจากข่าวที่ไม่ได้มาจากตัวเองเหมือนกันนะ เข้าใจว่าเขาขายข่าวได้ แต่ต้องทำลายคนอื่นเลยเหรอ ต้องทำลายหัวใจ ความรู้สึกของเราเลยเหรอ แต่เราก็บอกว่า ไม่เป็นไร แต่เราจะไม่ทำแบบนี้กับคนอื่น นี่คือสิ่งที่เราได้”

นนท์

เมื่อรักไปแล้ว มันก็เหมือนเกม ที่เล่นไปแล้ว หยุดเล่นไม่ได้

หลังได้แชมป์ The Voice นนท์ทำงานควบคู่กับการเรียนมาตั้งแต่มัธยมปลาย จนปัจจุบันเขาคือนักศึกษาปี 3 คณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ เชื่อไหมว่าเขาไม่เคยดร็อปเรียนเลยสักครั้ง

“ไม่รู้ว่าเป็นแบบอย่างได้ไหม แต่ผมไม่เคยดร็อปเรียนเลย หลายคนที่พอทำงานไม่ว่าจะเป็นนักร้อง สตรีมเมอร์ แคสต์เกม รู้สึกอย่างดร็อปเรียน ผมบอกอย่าหยุดเรียนเลย เพราะการเรียนเป็นเรื่องที่เราขี้เกียจกับมันได้ง่ายมาก ถ้าหยุดคือยาวเลยนะ มันน่ากลัว เหมือนหมึกปากกาที่แห้งไว วันหนึ่งเราเขียนว่า ขี้เกียจ หรือดร็อปเรียน ลงในกระดาษ เราต้องลบด้วยลิควิดเท่านั้น แล้วเผลอๆ ช่วงชีวิตของใครบางคนอาจไม่เจอลิควิดเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเรียนต่อไป

“พยายามทำหน้าที่แรกที่ได้รับ เรียงลำดับมันให้ดี ไม่ไช่ได้สองแล้วลืมหนึ่ง ได้สามแล้วลืมสอง ได้สองมาก็ทำหนึ่งให้เสร็จก่อนแล้วไปทำสอง หรือทำสองกับหนึ่งก็ได้ อย่าไปเชื่อว่าจับปลาสองมือแล้วพลาด คุณเชื่อเรื่องนั้นได้กับเฉพาะผู้หญิงครับ แต่เรื่องงานถ้าคุณจริงจัง คุณทำได้ แต่ขอให้รักมันจริงๆ ถ้าคุณรัก คุณจะขยันกับมันมาก ต่อให้ทำพร้อมกันสองอย่างแล้วเหนื่อย แต่ถ้ารัก เหนื่อยก็ทำ”

ถึงตรงนี้ เราชักสนใจวิธีการบาลานซ์ชีวิตในฐานะศิลปินที่ทั้งทำงาน เรียน และใช่ชีวิตส่วนตัวได้ดีขนาดนี้ นนท์ขยับตัว ตั้งหลักพูดเกริ่นมาเสียยาว ก่อนสรุปที่แบบเรียกเสียงฮาว่า “คุณต้องมีผู้จัดการครับ”

“คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำสามสี่อย่างในเวลาเดียวกัน แต่ผมไม่มีตัวเลือก ผมต้องเรียนด้วย และทำงานในเวลาเดียวกัน แล้วยังมีชีวิตส่วนตัวที่ต้องเติมเต็มอีก ต้องเล่นเกมอีก ต้องมีเวลานอนอีก ผมโชคดีที่มีพี่ๆ ดูแลเราดี มีครอบครัวคอยสนับสนุน เรื่องเรียนก็โชคดีที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพเข้าใจ ช่วยเรื่องเวลาเรียน แต่เขาไม่ช่วยเรื่องเกรดนะครับ คุณต้องทำโปรเจกต์ คุยกับอาจารย์ มีหลักฐานการทำงานจริงจัง ซึ่งงานของเราเช็กง่ายมาก เข้าโซเชียลก็เห็นแล้ว”

“แต่สุดท้าย ผมรู้สึกว่าคนที่โชคดีที่สุดคือ คนที่ได้โตตามวัยของตัวเอง เพราะผมไม่ได้เป็นแบบนั้น  7 ขวบต้องทำงานหาค่าขนม ร้องเพลงตามงาน ทุกเทศกาลต้องมีนักร้อง แต่คุณรู้ไหมว่าบางทีนักร้องเขาไม่ได้อยากยืนร้องเพลงนะ เขาอาจจะอยากไปปาลูกโป่งข้างล่าง แต่เขาไม่มีทางเลือก ผมอยู่จุดนั้นมาก่อน แล้วอิจฉาเพื่อนและเด็กที่ได้โตตามวัยเสมอ”

นนท์

เมื่อรักเธอแล้ว จะให้ถอนตัวอย่างไร

นนท์พูดเสมอว่า การทำงานในอุดมคติของเขาคือการได้สร้างผลงานดีๆ ไว้ให้กับวงการ เพื่อเป็นมาตรฐานให้คนรุ่นหลังได้สร้างงานที่มีคุณภาพดีขึ้นอีกต่อไป เหมือนกับครั้งหนึ่งที่มีรุ่นพี่ในวงการเป็นแรงบันดาลใจให้เขาสร้างสรรค์งานดีๆ

ดังนั้นเขาจึงให้คุณค่ากับทำงานเพลงคุณภาพ เพื่อส่งมอบผลงานที่ดีที่สุด และทุกบทเพลงของเขาได้มอบรางวัลให้แก่ความตั้งใจ เพราะไม่ว่าจะปล่อยเพลงไหนออกมาก็ดังติดหู เพลงติดชาร์ต ยอดชมมิวสิกวิดีโอทะลุหลักล้าน กลายเป็นเพลงยอดนิยมชนิดข้ามปี

“เราไม่โกงเขา เราซื่อสัตย์ต่อคนดูคนฟัง เราไม่หลอกเขา ไม่ทำงานแบบผ่านๆ ใครก็ตามแต่ที่เขาอาจบังเอิญเปิดวิทยุมาแล้วได้ฟัง อาจจะรู้สึกว่าเพลงนี้ยากจัง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพลงดี เพลงผมเล่นยากมาก ตัวผมเองก็เล่นแบบนี้ไม่ได้ เราอยากให้คนฟังรู้สึกว่านี่คือของดีมีคุณภาพ ต่อให้ไม่ใช่ของที่คนกินเยอะที่สุด ไม่ใช่แบรนด์ดัง แต่อร่อยจริง ดีจริง เมื่อคนฟังรู้ว่าดี เขาจะบอกกันว่าว่าฟังเพลงนี้สิ ร้องละเอียดมาก มือกีต้าร์เล่นดีมาก เขาจะบอกต่อกันเอง”

หลังจากฝากน้ำเสียงในการร้องเพลงสากล Stand Up for Love บนเวที The Mask Singer และอีกหลายบทเพลงที่ได้มีโอกาสร้องในโอกาสต่างๆ เขาเริ่มติดใจขนาดที่วางแผนทำเพลงสากลแบบเวิลด์ไวด์ในอนาคต

“ตั้งแต่ที่ร้องในรายการ The Mask Singer ผมรู้ว่าทุกคนฟังเสียงร้องสากลของเราได้ ล่าสุดผมจึงลองไลฟ์ถามแฟนๆ ดูว่า ถ้าผมอยากทำเพลงสากล แต่ขายในไทยคงไม่ได้ และไม่อยากพาทีมงานมาเหนื่อยกับงานที่ไม่รู้ว่าเป็นยังไง ขอเก็บเงินคุณได้ไหม ผมขอตรงๆ พูดเล่นแต่คิดจริง ปรากฏว่าเขาเอาด้วย จะทำเมื่อไหร่ให้บอกมา”

“ส่วนตัวผมเองอยากทำอยู่แล้ว เพราะอาร์แอนด์บีในไทยไปไม่สุด ด้วยวรรณยุกต์ของภาษาบ้านเราล็อคไว้ ถ้าเป็นเพลงสากล จะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ แต่ก็ยากในฝั่งเนื้อร้องที่ต้องหาคนเขียนเก่งๆ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหน่อย แต่มีแพลนไว้แล้ว”

นอกเหนือจากการร้องเพลงแล้ว นนท์ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการแสดงทั้งภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ และก้าวกระโดดไปถึงละครเวทีที่ต้องใช้ทักษะและความสามารถรอบด้าน

“ผมไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ ไม่กล้าสนใจการแสดงเลย เพราะไม่คิดว่าจะมีสิทธิ์สนใจ เรื่องภาพลักษณ์หน้าตาอย่าใช้คำว่าดูดีขึ้น ใช้คำว่าทุเรศน้อยลงกว่าเมื่อก่อนดีกว่า แต่ที่ได้ไปเล่นละครเวทีเพราะการชักชวนครับ ต้องขอบคุณทางพี่บอย–ถกลเกียรติ และทางรัชดาลัยเธียร์เตอร์ที่นึกถึงผม ให้ผมเข้าไปออดิชันเป็นตาอ๊อด ตอนรีเสตจ สี่แผ่นดิน รอบที่ 4”

“เมื่อได้ไปเล่น ผมปวดหัวชนิดไมเกรนขึ้นเลย เครียดมาก แต่พยายาม ตั้งใจ จริงจัง เพราะการเล่นละครเวทีเป็นอีกศาสตร์ที่คุณต้องทำ 4 อย่างในเวลาเดียวกันคือ แสดง เต้น ร้อง พูด และทั้ง 4 อย่างนี้จะทำได้โดยที่ไม่รู้สึกว่าต้องทำก็ต่อเมื่อเชื่อในคาแรกเตอร์ เชื่อมโยงกับบท เข้าใจตัวละครจริงๆ และจำได้ทั้งเรื่อง ไม่มีเทค ไม่มีคัท

“ผมทำทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าดีหรือไม่ พยายามถามพี่ๆ ถามครู ถามหลายท่าน เขาก็บอกว่าดีแล้ว ชอบแล้ว ซึ่งเราอยากได้คำแนะนำ ไม่ได้อยากได้กำลังใจ เราอยากแก้ให้ดีขึ้น เพราะต้องเล่นกับพี่นก–สินจัย นักแสดงที่ได้รับรางวัลการแสดง และแม่เราชอบมาก กับเราที่ไม่มีรางวัลอะไรการันตีเลย แต่สุดท้ายความตั้งใจ การเตรียมตัว การหมั่นเพียรในการซ้อมแล้วซ้อมอีก ทำให้เรารู้ผลลัพธ์ของงานตอนที่มีการเพิ่มรอบ จาก 30 รอบ เพิ่มเป็น 50 รอบ และจบที่ 80 รอบ”

ที่ผ่านมามีงานการแสดงติดต่อเข้าไม่ขาดสาย แต่เขาขอเลือกที่จะปฏิเสธโอกาสดีๆ เหล่านั้นไป เพราะรู้ข้อจำกัดของตัวเอง และไม่ตัดโอกาสของคนอื่น

“การแสดงไม่ใช่งานหลักของเรา และผมก็ยังอินกับงานเพลงมากกว่า ถ้าเป็นการแสดงอยากทำงานเบื้องหลัง งานเขียนบท ส่วนการแสดงต้องดูว่าบทเหมาะกับเราไหม ไม่ใช่เราไปแล้วเป็นภาระเขา เราไปต้องทำให้ได้ เราไม่เก่งก็ต้องบอกเลยว่า งานนี้เราทำไม่ได้ ในมุมคนดูก็คงอยากเห็นนักแสดงที่เหมาะสมกับบทบาทนั้น เราเลยจะไม่เข้าข้างตัวเอง อวยตัวเอง และไม่ตัดโอกาสคนอื่นที่เหมาะสมกว่าเรา”

นนท์

เมื่อรักเธอแล้ว จะรักจนกว่าเธอจะแพ้หัวใจ

คุยถึงตรงนี้เราอยากรู้ว่า หลังจากที่นนท์ได้ทำงานในวงการมาถึง 7 ปี เขามีความรู้สึกอย่างไร ชอบมากขึ้นกว่าเดิมไหม หรือว่าน้อยลง

“ผมเพิ่งชอบการเป็นศิลปินตอนที่ได้เป็นศิลปินนี่แหละ ตอนแรกยังไม่ชอบเพราะไม่รู้ว่าดีขนาดนี้ ไม่รู้ว่าเป็นอาชีพที่ทำให้เรากลายเป็นความสุขของคนมากมาย เราเป็นความสุขให้คนที่เราไม่รู้จักเขาด้วยซ้ำ บางทีเราได้รับรางวัลเขาร้องไห้ดีใจ ทั้งที่ผมรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ร้องขนาดนั้นเลย นั่นเพราะเราเป็นความสุขของเขา

“ผมรู้เลยว่าการเป็นศิลปิน เป็นคนทำงานในวงการนี้ มันเจ๋งจังเลย ไม่รู้ว่าอาชีพอื่นจะมีอย่างนี้ไหม วันนี้เราได้ทำงานตรงนี้แล้ว ก็ทำให้ดีที่สุด เพื่อตอบแทน ขอบคุณสิ่งที่ทุกคนให้มา”

แม้ได้ประกอบอาชีพในฝันของคนนับล้านแต่ศิลปินหนุ่มคนนี้กลับมองหาลู่ทางกลับไปใช้ชีวิตแบบที่เคยมีมาอีกครั้ง

“ถึงวันหนึ่งผมคงมีครอบครัวแบบคนธรรมดาทั่วไป ผมจะไม่ดึงตัวเองให้โสด เพื่อให้ตัวเองฮอต การที่เราร้องเพลงรักโดยที่มีความรักไม่ได้ มันเป็นตลกร้ายนะ ผมอยากใช้ชีวิตแบบคนปกติ ถ้ามีงานตรงไหนในวงการที่ทำอยู่ได้ก็ทำ ซึ่งน่าจะเป็นงานเบื้องหลังมากกว่า

“ตอนนี้ผมซื้อบ้านที่ภูเก็ตไว้แล้ว อาจจะเปิดสตูดิโอจิ๋วๆ ไว้รับอัดเพลง เปิดห้องซ้อม ให้เด็กไม่ค่อยมีตังค์มาซ้อมเหมือนผมสมัยก่อน มาซ้อมได้แต่ฝากถนอมของหน่อยนะ เราเคยได้รับมาเยอะ ก็อยากให้บ้าง แต่ก็ไม่ได้จำกัดนะว่าจะอยู่ที่ไหน เผลอๆ อาจไปทำงานอื่นเลยก็ได้”

หากเปรียบชีวิตเป็นเกมที่คลั่งไคล้ คิดว่าตอนนี้เล่นอยู่ในด่านไหน เราถามคำถามสุดท้ายเมื่อเห็นว่าสมควรแก่เวลาที่ต้องยุติการสนทนาเพื่อให้เขาได้พักก่อนรีบไปทำงานในตารางที่แน่นเอี๊ยดทั้งวัน

“ผม win แล้วนะ ผมกำลังเล่นด่านเอ็กซ์ตร้า เป็นด่านเสริมแบบ DLC เพราะผมถือว่าตัวเองสำเร็จตั้งแต่วันแรกที่ผมเล่นดนตรีกับเพื่อนแล้วมีความสุข ทั้งที่วันนั้นยอมรับว่าเล่นห่วยมาก จนห้องข้างๆ เปิดประตูมาด่า แต่นั่นคือภาพที่ผมตั้งไว้ แล้วทำมันได้ และมีความสุขด้วย“การที่เราทำอะไรแล้วมีความสุขก็เพียงพอแล้วไหม ไม่ใช่ว่าตอบเอาหล่อนะ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ”

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“ก่อนหน้านี้ถ่ายละครเจ็ดวัน”

ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ เล่าให้เราฟังผ่านหน้าจอแล็บท็อปที่กลายมาเป็นบรรยากาศปกติใหม่ของงานสัมภาษณ์ในช่วงนี้เสียแล้ว ไม่ใช่แค่เราแต่เขาเองก็เช่นกัน หากสถานการณ์หลัง COVID-19 ไม่เปลี่ยนไปขนาดนี้ คิวงานของภณอาจยังแน่นขนัด ถึงขั้นต้องถ่ายละครติดกัน 7 วัน

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

หากลองเสิร์ชชื่อของภณในอินเทอร์เน็ต เราจะพบ 2 คีย์เวิร์ดที่โชว์หราอยู่แทบทุกพาดหัวข่าวคือ

หนึ่ง ลูกชายนางเอก และ สอง พระเอกใหม่

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้สปอตไลต์ส่องลงมาที่ภณ คือเขาเป็นลูกชายคนเล็กของ ชณุตพร วิศิษฏโสภณ นางเอกภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนแพง (2526) และร่วมแสดงในเรื่อง พลอยทะเล (2530) นั่นทำให้เขาได้รับความสนใจตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มแสดงละคร

 พอเขาเริ่มเป็นที่รู้จักจากละครดราม่าเรื่อง ตราบาปสีชมพู และละครโรแมนติกคอเมดี้เรื่องล่าสุดอย่าง พราวมุก คำว่า ‘พระเอกใหม่’ ก็ถูกพ่วงอยู่ท้ายชื่อของเขามาสักพักไปโดยปริยาย

เบื้องหลังของพระเอกใหม่และลูกชายดารา คือความจริงว่าแม่ไม่เคยมีอิทธิพลในการเป็นนักแสดงของเขาเลย ภณมีวัยเด็กที่เรียบง่าย และไม่เคยฝันอยากเข้าวงการ ตอนนี้เขาเป็นพระเอกใหม่ก็จริง แต่กลับเป็นนักแสดงที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย และภณในวัย 25 ปี ก็ทำความรู้จักกับการเป็นนักแสดงมากพอที่จะเล่าให้เราฟังอย่างออกรสออกชาติในบทสัมภาษณ์ของวันนี้ 

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

จับพลัดจับผลูมาเป็นนักแสดงได้อย่างไร

ตอนประมาณมอห้า พี่หน่องที่เป็นผู้จัดการของผมในตอนนี้ บังเอิญเจอผมในเฟซบุ๊ก แล้วเขาก็ทักมาว่าสนใจจะทำงานในวงการไหม ผมเป็นเด็กธรรมดาที่กำลังเรียนหนังสือ ใช้ชีวิตทั่วๆ ไป ไม่ได้อยากเข้าวงการเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าวงการมันเป็นอย่างไรด้วยซ้ำ พอพี่หน่องมาชวน ก็ยังงงๆ ว่าเขาคือใคร เลยไปบอกพ่อแม่ ผมเลยให้เขาคุยกับพ่อแม่แทน เขาคงนัดแนะกันให้เราไปแคสต์ เราก็ไปตามเวลานัด แต่งตัวปกติเพื่อไปถ่ายรูป 

ตอนนั้นยังทำอะไรไม่ได้มาก เพราะเรายังใส่เหล็กดัดฟันอยู่ ก็รอเวลาไปเรื่อยๆ จนประมาณปีสอง เอาเหล็กดัดฟันออก เขาก็เรียกไปดูตัวแล้วพาไปที่ช่อง 3

ทำอะไรอยู่ระหว่างรอจะได้แสดง

ไปประกวดหาประสบการณ์ตามเวทีต่างๆ บ้าง เวทีแรกผมได้รางวัลชมเชยมา เลยรู้สึกว่าเราก็มาทางนี้ได้ งงตัวเองเหมือนกัน แต่ก็ประกวดเรื่อยๆ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จนมาถึงเวทีสุดท้าย ช่วงนั้นผมอยากหารายได้ช่วยแม่จ่ายค่าเทอม บวกกับกรรมการตัดสินเป็นผู้จัดช่อง 3 ด้วย รู้สึกว่าเวทีนี้ตอบโจทย์ เลยลองไปประกวดดู พอได้ที่หนึ่ง ผมเลยตัดสินใจให้ที่นี่เป็นเวทีสุดท้าย หลังจากนั้นเราก็ได้เข้าช่อง 3 และแสดงละคร

แปลว่าเข้าวงการตั้งแต่ยังเรียนอยู่

ตอนนั้นเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย การแสดงเป็นอะไรที่ยังไม่เคยทำ เราไม่ได้คิดว่าเราจะไปทำงาน มันเหมือนเรียนเสร็จแล้วก็ไปทำอะไรที่แปลกใหม่ คล้ายๆ เวลาที่เราไปเล่นกีฬามากกกว่า มันเป็นสิ่งใหม่ที่พอได้ลองทำแล้วสนุกดี 

ตอนเด็กเราไม่ได้อยากเล่นละครเลย แต่พอมาประกวดมันเป็นภาคบังคับ อย่างบนเวทีเขาให้ผมแสดงเป็นคาแรกเตอร์นั้น คาแรกเตอร์นี้ พอเราทำได้ ก็เลยมาลองทำดู พอทำไปแล้วคนเขาบอกว่าเล่นดี เรายังนึกเลยว่าจริงเหรอ เราเล่นดีจริงๆ หรอ ผมมองตัวเองว่าเฉยๆ นะ แต่คนอื่นเขาบอกว่าเล่นดี ก็ยังรู้สึกสับสนตัวเองว่าเราทำได้จริงๆ หรอ เราก็เอาคำว่าดีของเขามาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองพัฒนา มันท้าทายเราไปเรื่อยๆ 

ไม่เคยอยากเป็นนักแสดง แล้วตอนเด็กๆ อยากเป็นอะไร

อยากเป็นหลายอย่างมากเลย คุณพ่อเป็นตำรวจ ผมก็อยากเป็นตำรวจบ้าง ไปๆ มาๆ พ่อบอกว่าไม่ต้องเป็นหรอก เพราะเป็นแล้วมันเหนื่อย ตอนนั้นผมรู้สึกว่าทุกอาชีพก็เหนื่อยเหมือนกันหมดนั่นแหละ แต่โอเค ไม่เป็นก็ได้

พอช่วงมอต้น อยากเป็นสัตวแพทย์ เพราะเราเลี้ยงสุนัข คิดว่าต้องเข้าสายวิทย์ให้ได้ พอเข้าได้ปุ๊บ ไปเรียนจริงๆ รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางของผม (หัวเราะ) เราแค่รักสัตว์เฉยๆ แต่พอมาเรียนจริงๆ แล้ว วิชาเคมีทำไม่ค่อยได้ ผมชอบเรียนวิชาฟิสิกส์มากกว่า ก็เลยไม่เป็นแล้ว เพราะมันคงไม่ใช่ทาง

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

สอบเข้าวิศวะฯ เพราะชอบฟิสิกส์ด้วยหรือเปล่า

ตอนนั้นเราเล่นดนตรีอยู่ แล้วมหาวิทยาลัยมีสาขาใหม่เปิดขึ้นมา ชื่อว่าวิศวกรรมดนตรีและสื่อประสม ซึ่งมันคือวิศวกรรมบวกกับดนตรี เป็นทางที่เราชอบพอดี เลยรู้สึกว่าต้องจัดแล้วแหละ (หัวเราะ)

ช่วงแรกๆ ต้องเรียนเกี่ยวกับทฤษฎีดนตรีให้เข้าใจก่อน หลังจากนั้นต้องเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ สนุกดี เพราะเป็นความชอบสองอย่างมาอยู่ในที่เดียวกัน เราอยากทำงานทั้งด้านดนตรีและเบื้องหลังที่เกี่ยวกับเรื่องเสียง 

นั่นเป็นสิ่งที่คิดตอนปีสองก่อนจะได้มาเล่นละคร

ชีวิตที่ต้องเล่นละครไปพร้อมๆ กับเป็นนักศึกษาวิศวะฯ เป็นอย่างไรบ้าง

ถ้าเทียบกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ชีวิตวัยรุ่นของผมหายไปเลยนะ ตั้งแต่ช่วงปีสองผมก็เริ่มแสดงละครแล้ว ต้องรับผิดชอบมากขึ้นในระดับหนึ่ง ส่วนเพื่อนคือชิลล์กันมาก แต่เราทำไม่ได้เพราะเรียนเสร็จก็ต้องอ่านบท เหมือนได้โตก่อนวัย ถ้าถามว่าเสียดายไหมก็เสียดาย แต่มองว่าตรงนี้มันคือโอกาสที่น้อยคนจะได้มาทำ เป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของผมนะ ถึงแม้เราจะเสียบางอย่างไป แต่เราก็ได้บางอย่างที่ยิ่งใหญ่มา ผมมองว่ามันดีกับเรา เลยรับโอกาสนี้ไว้แล้วไม่อยากปล่อยให้มันหลุดมือ 

ตัดสินใจเป็นนักแสดงเพราะคุณแม่ด้วยไหม

คุณแม่ไม่ได้มีอิทธิพลเลยครับ ตอนเด็กๆ ผมเห็นโปสเตอร์หนังเรื่อง เพื่อนแพง เรื่อง พลอยทะเล ของคุณแม่ใส่กรอบติดอยู่บนผนังบ้าน ก็เห็นว่าแม่เล่น ไม่ได้อยากจะเป็นแบบแม่ ผมติดละครทีวีทั่วๆ ไป รู้สึกว่าเขาเท่ดี แต่ไม่ได้อยากมาเป็นเอง 

แม่เคยเล่าเรื่องในวงการให้ฟังไหม

แทบไม่ได้เล่าอะไรเลย เรื่องในวงการ มีแค่ตอนไปเที่ยว แม่บอกว่าที่นี่เคยเป็นโลเคชันถ่ายหนังของแม่นะ แค่นี้แหละ ไม่ได้เล่าว่าทำงานเป็นอย่างไร 

ทุกเรื่องในวงการทุกวันนี้ ผมเรียนรู้ระหว่างทางด้วยตัวเองหมดเลย เคยเรียนการแสดงมาแล้วประมาณหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็เรียนหน้าเซ็ตตลอด เรียนกับผู้กำกับที่เราถ่ายทำด้วยบ้าง เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์มาเรื่อยๆ

สิ่งแรกๆ ที่ภณได้เรียนรู้จากอาชีพนักแสดงคืออะไร

เรื่องการทำงาน ก่อนเข้ามาในวงการละคร ผมมองว่าอาชีพนี้สบายแน่ๆ ทำแป๊บเดียวก็ได้เงิน แต่พอเข้ามาจริงๆ แล้ว การทำงานแต่ละขั้นตอนมันยากมาก เริ่มตั้งแต่ต้องตื่นเช้า บางซีนออกมาให้เราเห็นแค่ไม่กี่นาที แต่ต้องถ่ายทำเป็นวันก็มี ผมว่ามันยากและมีหลายขั้นตอน คนเยอะ ความรับผิดชอบก็เยอะตามไปด้วย แต่เราก็ต้องรวมเป็นทีมเดียวกัน เพื่อให้ละครเรื่องหนึ่งออกมาได้ ทำให้มุมมองของผมที่มีต่ออาชีพนักแสดงเปลี่ยนไปด้วย 

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด
ภณ ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

จริงอยู่ที่ว่ายาก แล้วอะไรอยากให้ทำต่อ

ช่วงแรกที่เล่นละคร เราก็เล่นไปตามบท แต่พอเรียนจบแล้วทำงานเจ็ดวัน เหมือนเราได้อยู่กับตัวละครนั้นจริงๆ ผมว่าความสนุกของการเป็นนักแสดงคือได้ทำอะไรใหม่ๆ ได้ทำสิ่งที่ชีวิตประจำวันไม่เคยได้ทำ เช่น ขี่มอเตอร์ไซค์ ชีวิตจริงพ่อไม่ให้ขับแน่ๆ แต่ในละครเราเล่นเป็นคนที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ เราก็ต้องทำให้ได้ หรือว่าการบู๊ ผมไม่ใช่คนชอบเตะต่อย แต่เราต้องกลายเป็นคนใหม่ ได้เรียนรู้คนใหม่ๆ ได้เรียนรู้ความคิดของอีกคน ผมมองว่านี่เป็นความสนุกของการแสดง

บทไหนที่อยากลองเล่นมากที่สุด

อยากเล่นบทฝาแฝด มันทำความเข้าใจยากนะ เพราะแต่ละคนมีความคิดต่างกัน เหมือนมีอะไรคล้ายกัน แต่จริงๆ แล้วก็มีอะไรที่ต่างกัน มันยากที่จะทำให้คนดูเชื่อจริงๆ ว่ามีตัวเรามีสองคน สองคาแรกเตอร์ ถึงแม้หน้าตาจะเหมือนกัน แต่การขยับท่าทางมันก็ต่างกันแล้ว เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน เรื่องการเลี้ยงดูก็อาจจะต่างกันแล้ว 

ผมว่าการแสดงมันเดินทางไปได้เรื่อยๆ แบบไม่มีที่สิ้นสุด เพราะบทบาทมันแปลกใหม่ตลอด ไม่มีทางที่เราจะได้แสดงครบทุกบทบาท เพราะแต่ละคนในโลกนี้ไม่มีใครซ้ำกันเลย

บทไหนที่เคยเล่นแล้วชอบ

เป็นบทบาทที่ค่อนข้างไกลตัว มีความเป็นภณ ณวัสน์ น้อยหน่อย เพราะเหมือนเราได้แสดงละครจริงๆ ไม่ได้เล่นเป็นตัวเอง เราต้องทำความเข้าใจและทำการบ้านเยอะ

ตอนนี้กำลังถ่ายทำเรื่อง คู่เวร อยู่ เราเล่นเป็นตัวละครที่แปลก มันไม่เหมือนภณเลย อ่านบทแล้ว โห นี่มันตรงข้ามกับเราเลย คือจะคิดตรงข้ามกับภณทุกอย่าง เป็นคนตรงๆ พูดตรงๆ ส่วนผมเป็นคนที่คิดก่อนแล้วค่อยพูด แต่คนนี้คิดอะไรก็พูดออกมา ไม่สนใจความรู้สึกคนอื่นเลย เล่นเรื่องนี้แล้วสนุกนะ เราต้องไปถามผู้กำกับว่ามันมีคนแบบนี้จริงเหรอ 

ช่วงนี้มีเรื่อง พราวมุก กำลังออนแอร์อยู่ เป็นละครโรแมนติกคอเมดี้เกี่ยวกับชลันธรและพราวมุกที่ถูกจับให้แต่งงานกัน แล้วเกิดความวุ่นวาย ความสนุกสนานขึ้น เราก็ต้องเล่นให้คนดูเชื่อว่าเราเป็นคนมั่นหน้าจริงๆ (หัวเราะ) 

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

‘ชลันธร’ เขาไม่เหมือนเราที่ตรงไหน

เขาเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองสูงมาก มั่นใจเกินไป มั่นใจจนมั่นหน้า ชอบคิดเองเออเอง เชื่อว่านางเอกเข้ามาในชีวิตเพราะชอบเขา เราต้องเล่นให้คุณดูหมั่นไส้ บางทีเขาใช้คำพูดแรง เราก็ต้องไปคุยกับผู้กำกับ ต้องหาเหตุผลว่าทำไมตัวละครถึงพูดแรงขนาดนี้

มีวิธีทำความรู้จักตัวละครอย่างไรบ้าง

อย่างแรกเราต้องอ่านบทก่อน แล้วก็ดูว่าซีนนี้ความต้องการของตัวละครคืออะไร จากนั้นก็ไปดูรูปลักษณ์ภายนอก หาดีเทล หาเรเฟอเรนซ์ เช่น ถ้าต้องเล่นเป็นเพลย์บอย ก็ต้องไปหาว่าเพลย์บอยมันเป็นอย่างไร แล้วเราจะดีไซน์เพลย์บอยออกมาในรูปแบบของเราได้อย่างไร ส่วนเรื่องความรู้สึกของตัวละคร ก็ต้องไปดูเบื้องหลังชีวิตของเขาด้วย

เราใช้ชีวิตมายี่สิบห้าปี ก่อนหน้านี้เราเจออะไรมาบ้าง ก็ต้องเรียบเรียงเหตุการณ์ให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะส่งผลให้กลายเป็นตัวละครตัวนั้นได้ เราต้องหาให้เยอะเพื่อเอามาเป็นเหตุผลรองรับการกระทำของตัวละครด้วย 

อายุยี่สิบห้าปีก็ถือว่ายังน้อยอยู่นะ ถ้าเราต้องเล่นเป็นตัวละครที่โตกว่า แต่โชคดีด้วยเพราะที่ผ่านมาได้รับบทเป็นคนอายุยี่สิบห้าถึงยี่สิบแปดหมดเลย ถ้าได้รับบทที่โตกว่านี้ คงต้องไปหาคนมีประสบการณ์มาให้คำแนะนำ ต้องไปคุยกับผู้กำกับ ต้องทำการบ้านเพิ่มด้วย 

ตัวเองในวัย 25 ปีเป็นเหมือนที่เคยคิดไว้ไหม

เด็กๆ ผมมองว่าวัยยี่สิบห้าคือคนที่โตมากแน่ๆ แต่พอเราอายุยี่สิบห้าจริง เฮ้ย นี่มันยี่สิบห้าแล้วหรอวะ คนนอกมองอาจคิดว่าเราโต แต่ในความรู้สึกของเรา เรายังเป็นเด็กอยู่เลย มันค่อนข้างต่างจากที่คิดไว้ เราก็ทำงานปกติ รับผิดชอบทั่วๆ ไป แต่เวลาอยู่บ้าน เรายังเป็นเด็กที่อ้อนแม่อยู่เลย

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

ภณในวัย 25 ปี มีอะไรในอาชีพนักแสดงที่ยังทำไม่ได้บ้าง

คิดว่าตัวเองมีประสบการณ์มาประมาณหนึ่ง ได้เรียนรู้บางเรื่อง แต่บางเรื่องก็ยังไม่รู้ ผมคิดว่าวันนี้เราต้องรู้มากกว่าเมื่อวาน มันจะทำให้เราพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ

ตอนนี้อยากพัฒนาเรื่องสมาธิ เพราะถ้าไม่มีสมาธิมันค่อนข้างเล่นยาก อยากให้ตัวเองมีสมาธิกับบทต่างๆ พอนับ 5 4 3 2 เราต้องสวิตช์ไปเป็นตัวละครให้เร็ว การที่เรามีสมาธิเร็ว ทำให้เราเข้าถึงบทบาทได้เร็ว พอเราอินก็จะทำให้การแสดงนั้นออกมาดีด้วย

ตอนนี้ถ้าร้อยเปอร์เซ็นต์ก็อาจจะทำได้สักแปดสิบ อาจมีบางจุดที่เราหลุดบ้าง ถึงบอกว่าอยากพัฒนาไปเรื่อยๆ อยากมีสมาธิเข้าถึงตรงนั้นได้เร็ว บางทีทั้งซีนเราจะเข้าถึงอยูแค่แปดสิบ ซึ่งถ้าเรามาดูละครที่ตัวเองเล่น เราจะสังเกตเห็นอีกส่วนยี่สิบที่เราเหลือไว้

การแสดงที่ดีคืออะไร

สำหรับผมการแสดงที่ดีคือการแสดงที่ไม่ใช่การแสดง คือการเป็นตัวละครตัวนั้นไปเลย สุดยอดของการแสดงคือการไม่แสดง ทำให้คนดูเชื่อว่าเราเป็นตัวละครตัวนี้จริงๆ

เหตุการณ์ไหนที่ทำให้รู้ว่าสมาธิจำเป็นกับการแสดงที่ดี

มีซีนหนึ่งที่สำคัญมาก ผมมาร์กไว้ตั้งแต่ตอนอ่านบท เลยกดดันตัวเองว่าต้องทำออกมาให้ดี แต่พอไปถึงตรงนั้นจริงๆ อากาศไม่อำนวย ร้อน แล้วสมาธิก็ไม่ได้ดีเพราะนอนน้อย ทำให้ซีนนั้นผมยังเล่นไม่ถึง ผู้กำกับบอกว่ายังไม่ได้ ก็เริ่มกดดันตัวเองแล้วว่ามันไม่ได้ พอกดดันก็ทำอารมณ์ออกมาได้ไม่ดี ผมเครียดเลย พอถ่ายเสร็จแล้วผู้กำกับบอกว่าได้ ผมคิดในใจว่าได้จริงเหรอ อารมณ์มันเพิ่งจะมา พอทำไม่ได้แล้วมันก็น้อยใจตัวเอง เครียดเหมือนกันช่วงนั้น

หรือว่าคุณเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์

ผมเป็นคนตั้งใจ มันคือการกดดันตัวเอง เพราะอยากทำออกมาให้ดี ก็เพอร์เฟกชันนิสต์นิดหน่อย เป็นแบบนี้กับทุกเรื่องในชีวิต เช่น การเก็บของ ผมเป็นคนเก็บของเป็นที่ ถ้ามีใครมาย้ายหรือไปอยู่ตำแหน่งไม่ถูกที่ก็จะเริ่มหงุดหงิดแล้วว่าใครเอาไปไหน (หัวเราะ) ไม่ชอบหาของเลย หาได้ไม่เกินสองสามนาที 

แล้วอีกอย่างผมเป็นคนที่คิดไปข้างหน้าตลอด ว่าเราวางแผนไว้แล้ว 1 2 3 4 5 ถ้ามันไม่ใช่ 1 2 3 4 5 ก็จะเริ่มร้อนๆ ที่หัวแล้ว (หัวเราะ)

กับชีวิตเราวางแผนแบบนั้นด้วยไหม

อาจจะวางไว้แค่ 1 – 2 เป็นระยะสั้นๆ ยังไม่ได้มองว่าต้องวางให้ยาว แค่แสดงละครให้ดีก่อน บทบาทที่ได้รับมันก็มีแปลกไปเรื่อยๆ ยังท้าทายอยู่จนถึงทุกวันนี้ เวลาได้รับบทมา ผมก็ต้องเอามาวางแผนเรียงเป็น 1 2 3 4 5 อยู่ดี

ส่วนระยะยาว อยากแสดงละครให้ดี ทำให้คนดูเชื่อและชอบตัวละครของเราให้ได้ ส่วนระยะยาวขึ้นไปอีก มองว่าอยากจะใช้ชีวิตสบายๆ จริงๆ เป็นคนชิลล์ๆ อยู่แล้ว ถ้ามีเงินประมาณหนึ่งและมีเวลาให้ครอบครัว ได้ไปเที่ยว ผ่อนคลาย เท่านี้ก็มีความสุขแล้ว อยากให้ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา สุขภาพร่างกายแข็งแรง

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

ถ้าแผนไม่เป็นอย่างที่วางไว้ล่ะ

ความรู้สึกแรกคือแอบผิดหวังที่มันไม่เป็นอย่างที่เราหวังไว้ แต่อีกมุมหนึ่งก็จะคิดว่าช่วงเวลานี้อาจยังไม่เหมาะสมที่จะทำ หรือยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ใช่ก็ได้ เลื่อนออกไปอีกมันอาจจะดีกว่าก็ได้ ผมเคยเจอเหตุการณ์ที่เลื่อนไปก่อนแล้วมันดีกว่า ก็เลยเอาเหตุการณ์ตรงนั้นมาเป็นแนวคิดให้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้

หรือมีอย่างอื่นที่อยากทำนอกแผนอีกไหม

ตอนนี้การแสดงถือเป็นสิ่งที่รักที่สุดที่อยากจะทำ ส่วนอนาคตยังมองไม่ออกนะว่าตัวเองจะชอบอะไร ตอนนี้ผมรักการแสดงที่สุด ควบคู่กับการที่มีงานอดิเรกที่ชอบเล่นคือกีฬาเอ็กซ์ตรีม ไม่รู้ว่าจะทำเป็นอาชีพได้หรือเปล่า หรือพอทำเป็นอาชีพจริงๆ แล้วเราอาจไม่ชอบก็ได้ อาจเอาไว้เป็นแค่งานอดิเรกก็พอ ตอนนี้ถือว่าโชคดีนะที่เราค้นพบการแสดงแล้วทำเป็นอาชีพได้ด้วย

ตอนเด็กๆ ไม่ฉายแววนักแสดงเลย ตอนนั้นคิดว่าพรสวรรค์ของเราคืออะไร

ตอนเด็กๆ ชีวิตมีแค่เรียนกับเล่น เคยคิดว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นนักกีฬาหรืออะไรที่ต้องใช้แรงเยอะๆ ผมเคยเป็นนักฟุตบอล เคยเป็นนักว่ายน้ำ ผมเล่นกีฬาทุกชนิดเลย เก่งไม่เก่งค่อยว่ากันอีกที ผมรู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์ทางด้านกีฬามาก อย่างในวิชาพละ ผมไปก่อนเพื่อนเลยเพราะอยากเรียน เขาให้เล่นอะไรผมก็เล่นได้ ความสุขของผมอย่างหนึ่งคือการได้อยู่กับกีฬา ชอบความแปลกใหม่ ท้าทายแบบที่ไม่ต้องอยู่กับที่

แล้วตอนนี้เล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมอะไรบ้าง

เริ่มจากเวกบอร์ด เซิร์ฟบอร์ด จากนั้นก็มาเล่นเซิร์ฟสเก็ต ผมเคยเห็นรูปหรือวิดีโอในอินเทอร์เน็ตแล้วมันน่าลอง เลยชวนเพื่อนไปเล่นกัน วันแรกเล่นไม่ได้ เล่นแล้วก็ตกน้ำ ผมเป็นคนอยากเอาชนะ มันต้องทำให้ได้ คนอื่นทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้เพราะมันดูไม่ยาก ไปครั้งแรกล้มตลอด ครั้งที่สองก็ไปล้มอีก ครั้งที่สามเริ่มจับทางได้ พอสนุกเราก็เล่นมาเรื่อยๆ 

เป็นคนตั้งใจอย่างที่เคยบอกไว้จริงๆ

ใช่ครับ ผมเป็นคนสุดเหมือนกัน ถ้าทำไม่ได้ ก็อยากจะทำให้ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่เป็นหลายๆ เรื่องในชีวิตผมด้วย เรื่องการแสดง บางทีเราทำไม่ได้ แต่คิดว่ามันต้องทำได้สิ มันติดตรงไหน เราก็ไปหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อให้เราทำให้ได้

คิดว่าอะไรทำให้ภณตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุด 

ตอนปีหนึ่งผมเสียคุณตาไป ผมเลยมองว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน คุณตาเข้าโรงพยาบาลไม่กี่วันท่านก็เสีย ผมเลยมองว่าชีวิตคนเรามันเร็วมากๆ ทุกวันนี้มันไม่มีความแน่นอนในชีวิตเลย ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ ผมเลยใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท 

พอจบเคสคุณตาก็มี COVID-19 ที่เข้ามาแบบงงๆ แต่มันก็เกิดขึ้นได้ อยากทำอะไรก็ทำให้เต็มที่เลย อย่าไปรอ ทุกวันนี้ไม่อยากรอให้ถึงพรุ่งนี้ อยากทำวันนี้ให้ดี แล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุดด้วย 

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

พอตั้งใจมากๆ แล้ว มีครั้งไหนไหมที่ทำไม่สุดแล้วรู้สึกเสียใจ

ก็มีนะ อย่างตอนเล่นละครก็เคย บางทีนอนพักผ่อนไม่เพียงพอแล้วออกไปเล่น เราก็ใส่ได้ไม่ถึง ได้แค่แปดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ผู้กำกับบอกว่าผ่านแล้ว พอมาดูผลงานของตัวเองย้อนหลัง เรามองว่าเราน่าจะทำได้ เราน่าจะใส่สุดมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นคงได้เห็นตัวเองในมุมที่เต็มร้อย ไม่ใช่มุมแปดสิบห้า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะทำให้ดีกว่านี้ ผมเลยมองจุดนี้ เป็นบทเรียนในเรื่องต่อๆ ไป ว่าทีหลังทำอะไรเราใส่เต็มร้อยไปเลยทุกเรื่อง เพื่อไม่ให้รู้สึกเสียดายทีหลัง

ในวัยนี้มีอะไรที่เคยคาดหวัง แล้วทำได้แล้วไหม

ให้รางวัลตัวเอง เราเคยตั้งเป้าหมายว่าอยากมีรถของตัวเองสักคันหนึ่ง แล้วผมก็ได้รถยนต์มาตั้งแต่อายุยี่สิบเอ็ด จริงๆ คุณพ่อเป็นคนซื้อให้ก่อน ช่วงนั้นเราทำงานเก็บเงินไปแล้วก็มาคืนคุณพ่อทีหลัง ซึ่งถือว่าเราซื้อรถให้ตัวเองได้ก่อนอายุยี่สิบห้าปี ก็เป็นความภูมิใจอย่างหนึ่ง 

แล้วเรื่องการแสดงล่ะ

ได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วซีนดราม่าไม่ได้มีอะไรมาก แค่เราเข้าใจและมีสมาธิกับมันเท่านั้นเอง ก่อนเล่นละคร ผมมองว่าซีนดราม่าเป็นเรื่องยาก เราจะเล่นอย่างไร เราจะคิดถึงเรื่องอะไร เราจะทำอารมณ์อย่างไร แต่พอได้เล่นจริงแล้วมันจับทางได้ มันคือการที่เราอินไปกับเรื่องนั้น ร้องไห้หรือไม่ร้องไห้ก็เป็นปฏิกิริยาของร่างกาย อย่าไปสนใจ แค่โฟกัสให้ถูกจุดว่าตอนนี้ตัวละครต้องการอะไรและกำลังรู้สึกอะไร อารมณ์มันจะออกมาเอง

สิ่งที่คาดหวังแต่ยังทำไม่ได้มีบ้างไหม

เรื่องพาที่บ้านไปเที่ยว ตอนนี้รู้สึกว่ายังทำไม่ได้และ COVID-19 มาอีกมันยิ่งยากเลย เราเคยวางแผนว่า ถ้ามีเงินก้อนหนึ่ง อยากจะพาที่บ้านไปเที่ยวต่างประเทศ ถ้าไม่มี COVID-19 ก็อาจจะได้พาไปแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่มีโอกาสตรงนั้น 

ครอบครัวอยู่ในทุกแผนของคุณเสมอเลย

ใช่ ผมมองว่าครอบครัวคือที่สุดแล้ว เขาเป็นคนแรกๆ ที่อยู่กับเราด้วย ทุกวันนี้ผมยังอยู่กับที่บ้าน ไม่ได้ไปอยู่คอนโดฯ ที่ห่างจากครอบครัว เลยสนิทกับครอบครัวอยู่ประมาณหนึ่ง เวลาทำอะไร ทุกๆ คนที่บ้าน ทั้งพี่สาว พี่ชาย ก็จะนึกถึงครอบครัวก่อนเสมอ 

เขาสนับสนุนทุกเรื่องของเรามาตั้งแต่เด็ก ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต การเลี้ยงดู มีผลกับเราทั้งหมด พ่อเป็นคนมีวินัย เขาเป็นคนที่คอยสอนเรื่องความมีวินัย ส่วนแม่เป็นคนตรงๆ ทำอะไรตรงๆ เรื่องการอ่อนน้อมถ่อมตนเราก็เอามาใช้ ครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ 

นอกจากครอบครัวแล้ว อะไรอีกที่ทำให้ภณเป็นภณอย่างทุกวันนี้

ความอดทนแล้วก็เอาชนะใจตัวเอง มันทำให้ภณเป็นภณได้อย่างในทุกวันนี้ การทำงานทุกอย่างมันเหนื่อยอยู่แล้ว เราต้องอดทน แล้วก็ชนะใจตัวเองให้ได้ อย่างการทำงานตรงนี้ ผมจะต้องคุมอาหาร ออกกำลังกายเพื่อรักษาหุ่น คือการเล่นฟิตเนสมันเหนื่อยมาก ไม่ได้สบายเลย มันถึงจุดที่เรียกว่าทรมานแล้วนะ แต่ก็ต้องฝึกต่อเพื่อให้ผ่านมันไปให้ได้

อีกอย่างคือความไม่แน่นอนในชีวิต จากเหตุการณ์หลายๆ อย่างตั้งแต่เด็กจนมาถึงปัจจุบัน ผมว่าความไม่แน่นอนในชีวิตมีผลให้ภณเป็นภณมากที่สุดแล้ว ตั้งแต่เสียคุณตาไป ตั้งแต่ COVID-19 เข้ามา มันเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load