“ยังครับ (นิ่งคิด) ยัง”

นนกุล หรือ นน-ชานน สันตินธรกุล ตอบคำถามสุดท้ายเราแบบนั้น ขณะสนทนากันในร้านอาหารจีนแห่งหนึ่ง ท่าทางสบายและรอยยิ้มตาหยี ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมหลายคนรวมทั้งแฟนคลับจากแดนมังกรถึงตกหลุมรักเขา

ชายหนุ่มตรงหน้าเริ่มต้นบทบาทนักแสดงจากหนังสั้นเรื่อง Patcha is sexy และมีชื่อเสียงมากขึ้นจากบทบาท เน็ท ในซีรีส์ Hormones วัยว้าวุ่น ซีซั่น 3 จนกระทั่ง พ.ศ. 2560 ภาพยนตร์ฉลาดเกมส์โกง ประสบความสำเร็จด้านคำวิจารณ์และรายได้ในประเทศไทย อีกทั้งดังไกลถึงต่างประเทศ บทบาท แบงค์ ทำให้นนกุลกวาดรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมหลายเวที และเขามีโอกาสไปเล่นซีรีส์ที่ประเทศจีนถึง 2 เรื่องคือ Blowing in the wind และ Dive

ท่ามกลางความโด่งดัง เขากลับคิดว่าตนเองยังไม่พร้อมรับมือกับความสำเร็จ ขณะเดียวกันก็ตั้งใจจะกระโจนเข้าไปเมื่อมันมาถึง ท่ามกลางรางวัลและโอกาสที่ได้รับ นักแสดงหนุ่มยังท่องบท 400 รอบ และมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองในหลายด้าน เขากำลังรับบทบาทเป็นนักร้องและทำเพลงเองทุกกระบวนการ เพื่อพาตัวเองไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้

นนกุลจึงไม่ใช่นักแสดงเด็กที่ดังจากซีรีส์วัยรุ่นที่เราเคยรู้จัก แต่เป็นนักแสดงที่ตั้งเป้าหมายไปสู่จุดสูงสุดของอาชีพ ผู้มีความฝันอยากไปฮอลลีวูด ตั้งแต่ยังไม่เริ่มบทบาทนักแสดงอย่างจริงจังด้วยซ้ำ

ใช่ เขายังไม่คิดว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จเร็วๆ นี้

นนกุล ชานน สันตินธรกุล ชีวิตที่ยังไม่ประสบความสำเร็จของนักแสดงที่ท่องบท 400 รอบและฝันจะไปฮอลลีวูด
นนกุล ชานน สันตินธรกุล ชีวิตที่ยังไม่ประสบความสำเร็จของนักแสดงที่ท่องบท 400 รอบและฝันจะไปฮอลลีวูด

ตอนเด็ก คุณเป็นเด็กแบบไหน

เป็นเด็กค่อนข้างธรรมดา ซนๆ ทั่วไป ไม่ได้รู้สึกว่ามีความฝันอะไรเป็นพิเศษ เรียนก็ไม่ได้ประเสริฐศรีอะไร เล่นกีฬาก็เฉยๆ ผมเคยฝันว่าอยากเป็นนักวาดการ์ตูนด้วยซ้ำ เพราะเป็นอย่างเดียวที่ทำได้ดี เคยลองส่งไปสำนักพิมพ์ด้วย

ส่งไปสำนักพิมพ์เลยเหรอ

ตอนนั้นเด็กมาก (ลากเสียง) ส่งไปวิบูลย์กิจ เขาไม่ตอบ มองย้อนไปเราไม่ได้เขียนดีขนาดนั้น ไม่ได้มีฟีดแบ็กกลับมา เราเลยล้มเลิกความตั้งใจ หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีความฝันอะไรมากมาย ไม่เที่ยวเล่นด้วยนะ เรียนเสร็จก็เรียนพิเศษ กลับบ้าน มันธรรมดามาก

แล้วเด็กมัธยมธรรมดาคนหนึ่ง เริ่มคิดถึงอนาคตเมื่อไหร่

ยังไม่คิดถึงอนาคตครับ ช่วงมอสี่ผมไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกาหนึ่งปี มีโอกาสได้เล่นอเมริกันฟุตบอล เลยอยากเรียนต่อ อยากเป็นนักอเมริกันฟุตบอล ตอนนั้นคิดแต่เอาสนุก สุดท้ายทะเลาะกับที่บ้าน เพราะที่บ้านไม่เห็นด้วย เขาเห็นว่ามันเป็นกีฬาที่ค่อนข้างมีความเสี่ยง พ่อแม่ผมเป็นคนหาข้อมูลเยอะ ไปเจอว่าบางคนแก่ตัวไปจะเป็นพาร์กินสัน อ้วกแตก กินข้าวไม่ได้ เพราะสมองช้ำใน เขากลัวมาก สุดท้ายผมไม่ได้เรียนต่อ ก็กลับมาเหมือนเดิม

พอกลับมามีความฝันเล็กๆ แล้วมันไม่ได้ไปต่อ เลยไม่ได้คิดเรื่องความฝันสักที จนกระทั่งจับพลัดจับผลูมาแคสงาน แต่ก็ไม่เรียกว่าจับพลัดจับผลูเท่าไหร่ เพราะผมเห็นเพื่อนไปแคสงานแล้วเท่ดี ผมอยากมีโอกาสแบบนั้นบ้าง เลยพยายามหาทาง แต่สุดท้ายมันมาด้วยโชคนิดหนึ่ง ผมไปเดินสยามแล้วมีคนมาขอให้ไปถ่ายคอลัมน์นิตยสาร เกี่ยวกับสไตล์การแต่งตัวของวัยรุ่น ผมก็เริ่มมีงานแคสมากขึ้นเรื่อยๆ

คุณมีความคิดอยากเป็นนักแสดงมาก่อนไหม

ไม่เคยคิดเลย เมื่อก่อนเวลาไปเจอเพื่อนของแม่ผม พี่สาวน้องสาวก็จะไปด้วย เพื่อนแม่ผมจะพูดว่า ลูกสาวน่ารักจังเลย ไม่พูดถึงผมเลย (หัวเราะ) ผมเลยไม่มีความมั่นใจเรื่องหน้าตา บุคลิก การแสดงนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย ผมเคยเล่นละครเวทีตอนประถมที่โรงเรียน เป็นแค่ตัวประกอบ ผมรู้สึกว่าการพูดไดอะล็อก การเป็นตัวนำ ช่างห่างไกลเหลือเกิน มันยาก

นนกุล ชานน สันตินธรกุล ชีวิตที่ยังไม่ประสบความสำเร็จของนักแสดงที่ท่องบท 400 รอบและฝันจะไปฮอลลีวูด

คุณเข้าวงการด้วยความสงสัยในความสามารถของตัวเอง แล้วจุดไหนที่รู้สึกมั่นใจและอยากมุ่งไปทางนี้จริงๆ

ตอนแรกเป็นการลองครับ ถามว่าเกร็งไหม ก็เกร็ง แต่พอเป็นเด็ก แล้วผมมีโอกาสทำงานหาเงินได้ด้วยตนเอง เลยรู้สึกภูมิใจเป็นพิเศษ ผมบอกตัวเองว่า ไม่เป็นไร เรายังใหม่อยู่ ผู้ใหญ่เขาคงเข้าใจ ก็เลยลองทำมาเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ผมเห็นตัวเองกำลังพัฒนา ผมเคยไปถ่ายโฆษณาอยู่งานหนึ่ง แล้วพี่ผู้กำกับเขาชมว่า ‘พี่ชอบแอคติ้งเรานะ’ พอเริ่มมีคนชม ผมเลยรู้สึกว่ามันกำลังไปได้ดี แล้วถ้าเราอยากไปให้ไกลที่สุดมันคือที่ไหน คำตอบเลยเป็น ฮอลลีวูด

พอเริ่มตั้งเป้าหมายในใจ แล้วผมได้พูดออกไป มันเลยทำให้ความฝันนั้นแข็งแรงขึ้น จนเหมือนกับไม่ไปไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นจะผิดคำพูดตัวเอง จริงๆ อีกเหตุผล เป็นเพราะว่าความฝันมันช่วยพัฒนาชีวิตผมในหลายๆ ด้านด้วยครับ

พัฒนาด้านไหนบ้าง

หนึ่งเรื่องบุคลิกภาพ ความมั่นใจในตนเอง แล้วก็รายได้ อาชีพนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมได้คุยกับครอบครัวมากขึ้น เขาจะช่วยผมในเรื่องงานและให้คำแนะนำ ผมเชื่อว่าทุกคนจะรักในอาชีพของตัวเอง เมื่อเขาเห็นว่ามันพัฒนาหรือมันทำให้เขาเป็นเขาในเวอร์ชันที่ดีขึ้นได้ 

ความฝันของคุณคือการไปฮอลลีวูด คิดอยู่นานไหมกว่าจะตัดสินใจบอกคนอื่น

ครั้งแรกนานมากครับ เพราะมันกลัวไปหมด คนจะมองว่าเพ้อเจ้อหรือเปล่าวะ บ้าเปล่าวะ อยู่แค่นี้เอง เป็นใครมาจากไหน ผลงาน ชื่อเสียงก็ยังไม่มี แน่นอนว่าครั้งแรกที่พูดออกไปมันโคตร Defense ตัวเองไว้ประมาณหนึ่ง มันอาจจะเป็นความฝันที่ดูเพ้อเจ้อนะครับ (หัวเราะ) แต่ผมอยากไปให้ถึงฮอลลีวูด พอผมกล้าพูดครั้งแรก ครั้งที่สองก็กล้าขึ้นเรื่อยๆ

ผมรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวที่เรากำลังทำได้ดี ผมมองไม่เห็นตัวเองในมุมมองอื่น ณ ตอนนั้น เลยรู้สึกว่าลองดูกับมันสักตั้งดีกว่า ผมอยากจะไปให้ไกล อยากจะรู้ว่าระดับโลกเป็นยังไง

เหมือนเป็นแรงผลักดันให้ตัวเอง ในขณะเดียวกันก็กดดันตัวเองด้วย

ใช่ มันจะได้กระตุ้นตัวเอง เวลาที่ผมเผลอขี้เกียจไปบ้าง เป้าหมายที่ผมพูดไว้กับคนอื่นหรือพูดไว้กับตัวเองมันจะกลับมาจิกหัวผม แล้วเป็นอย่างนั้นจริงๆ ครับ เวลาผมท้อ ทำไม่ได้ สมมติเล่นบทดราม่าไม่ได้สักที เล่นไม่ได้จริงๆ แต่มันผ่านไปแล้วนะ ผมจะกลับมานอยด์ พอวันรุ่งขึ้นมันก็จะดีขึ้น เพราะเป้าหมายผมชัดเจน ช่างแม่ง ทำวันใหม่ให้ดี

นนกุล ชานน สันตินธรกุล ชีวิตที่ยังไม่ประสบความสำเร็จของนักแสดงที่ท่องบท 400 รอบและฝันจะไปฮอลลีวูด

ความสำเร็จของ ฉลาดเกมส์โกง ในตอนนั้น มันทำให้คุณเติบโตในฐานะคนคนหนึ่งหรือนักแสดงยังไง

ผมเติบโตเยอะมากๆ ครับ ไม่ว่าในแง่ชื่อเสียงหรือการปฏิบัติตัวในวงการ พอเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น มันไม่เหมือนตอนเราเริ่มต้นแล้วนะ เพราะคนเริ่มมองเรามากขึ้น วันที่ผมได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม มันยิ่งเป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่าผมเดินมาถูกทางแล้วนะ ผมกำลังไปได้ดีจริงๆ ในอาชีพนี้ เหมือนเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ย้ำเตือนผมเสมอว่า ทุกๆ งานต่อจากนี้เป็นต้นไป ผมจะไม่ให้มาตรฐานดรอปลงเป็นอันขาด ถ้าไม่พัฒนาขึ้น อย่างน้อยต้องอยู่ที่เดิม

แต่ชีวิตไม่ได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ มันค่อยๆ มากกว่า ดูจากอินสตาแกรม (หัวเราะ) มันค่อยๆ ขึ้น ไม่ได้พุ่งทีเดียวทะลุล้าน ผมรู้สึกว่ายังพอรับมือกับมันได้ 

มันพาโอกาสอะไรมาให้ชีวิตบ้าง

มีหนังและละครติดต่อเข้ามา มีซีรีส์ที่จีนติดต่อเข้ามา ซึ่งตอนที่ติดต่อมาก็ตกลงเลยครับ ไม่คิดเลย (หัวเราะ)  ภาษาไม่ได้ก็ช่างมันก่อน การที่เขาติดต่อมาเขาต้องรู้จักเราประมาณหนึ่ง แปลว่าเขาต้องเตรียมพร้อมอะไรบางอย่างไว้อยู่แล้วสำหรับคนที่พูดภาษาจีนไม่ได้ แต่ผมก็ทำการบ้านไปด้วยเหมือนกัน อย่างน้อยต้องไม่ให้เสียชื่อ เสียหน้า ผมอยากทำให้มันดี เพราะการที่ผมได้รับโอกาสนั้น มันยิ่งรู้สึกว่าเราค่อยๆ เป็นไปในทางที่ตั้งความฝันเอาไว้มากขึ้น

เขาไม่จำเป็นต้องเลือกคุณตั้งแต่แรก เพราะอุปสรรคเรื่องภาษา แล้วเขามีเหตุผลอะไรถึงเลือกคุณ

ถ้ายอมรับตรงๆ เพราะว่าการประสบความสำเร็จจากเรื่อง ฉลาดเกมส์โกง ครับ มันทำให้ผมมีชื่อเสียงในประเทศจีน เขาเลยเลือกผมไป พอผมได้ไปทำงานที่นู่น ผมได้ไปโชว์สกิลให้เขาเห็น ก็มีโอกาสเข้ามามากขึ้น งานต่องานไปได้เรื่อยๆ

แต้มต่อที่ทำให้คุณได้รับงานแสดงที่จีนหลังจากนั้นคืออะไร

วินัยครับ มันทำให้ผมรู้ว่าผมตัวเล็กแค่ไหน วงการบันเทิงบ้านเราถือว่าไม่ใหญ่มาก แต่ประเทศจีน ผมจำไม่ได้ว่าหลักแสนหรือล้าน นักแสดงเขาเยอะมาก จังหวัดหนึ่งก็แทบจะเท่ากับประเทศเราแล้ว เรียกว่าดังแค่จังหวัดเดียวก็เหมือนดังทั่วประเทศไทย มันทำให้ผมรู้สึกว่าแค่นี้ไม่พอจริงๆ แค่แสดงดีอย่างเดียวไม่พอ ทำไมเขาต้องมาเลือกผม ภาษาเขาก็ต้องดีกว่าอยู่แล้ว เขาเป็นคนจีน เพราะฉะนั้น ผมต้องมีอะไรอย่างอื่นอีกที่ทำให้ไปต่อได้เรื่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ

บรรยากาศการทำงานที่จีนเป็นยังไงบ้าง

ผมว่าคล้ายประเทศไทยนะ ตำแหน่งเหมือนกันหมดเลย ต่างกันแค่ระบบการทำงาน เขาถ่ายทำทุกวัน การถ่ายต่อวันก็ค่อนข้างเป็นระบบ สิบสองชั่วโมง ถ่ายกันสามสิบตอน ตลอดสามถึงสี่เดือน จบเป็นโปรเจกต์หนึ่ง ในฐานะนักแสดงผมว่ามันดีนะ เพราะเราได้โฟกัสกับตัวละครตัวเดียวไปเลย

ผมว่าการท่องบทภาษาจีนก็เป็นการเรียนรู้มากๆ มันทำให้ผมได้พูด ได้ฟังมากขึ้น พอไปอยู่ที่นู่น สามถึงสี่เดือน อยู่ด้วยกันทุกวัน ต่อให้ไม่อยากสนิทก็ต้องสนิท (หัวเราะ) ทุกคนน่ารัก

แต่ถ้าพูดถึงสิ่งที่ผมได้จากการไปแสดงที่จีน ผมเพิ่งรู้ว่าการท่องบท ไม่ว่าจะยาวสักแค่ไหน ถ้าท่องสี่ร้อยรอบ ยังไงก็จำได้ แบบไม่ต้องคิดนะครับ เข้าห้องน้ำก็ท่องได้ เล่นฟิตเนสอยู่ก็ท่องได้ นั่นเป็นจำนวนครั้งที่ผมทดลองดูแล้วรู้ ไม่ว่าจะภาษาอะไรก็พูดได้ แต่อาจจะผิวเผินนะครับ ต้องไปใส่ฟีลลิ่งอีกที เพราะผมไม่รู้ภาษาเขา การที่ทำแบบนั้นจะทำให้ไม่กังวลเวลาไปแสดง แอคชั่นปุ๊บ ไมค์จ่อ ผมจะโฟกัสแค่ Phasing ที่เหลือก็ใส่ฟีลลิ่ง แบ่งคำให้ถูก ให้ดูเป็นธรรมชาติ

การท่องบทสี่ร้อยรอบ ผมไม่ชอบนะ ใครจะไปชอบวะ อยู่กับตัวเองทั้งวัน แต่ถ้าไม่ทำ ผลลัพธ์มันจะออกมาไม่ดี

นนกุล ชานน สันตินธรกุล ชีวิตที่ยังไม่ประสบความสำเร็จของนักแสดงที่ท่องบท 400 รอบและฝันจะไปฮอลลีวูด

ความรู้สึกของการค่อยๆ ขยับเข้าใกล้การทำงานในฝันมากขึ้น เป็นยังไง

เป็นความรู้สึกที่ดีอยู่แล้วครับ ขณะเดียวกันผมต้องย้ำกับตัวเองเสมอ ตอนนี้ผมยังไม่มั่นใจว่ามันกำลังไปได้ดีจริงๆ หรือเปล่า เพราะสุดท้ายมันอาจเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น ทำให้ทำงานที่จีนไปต่อไม่ได้ คงต้องพักไปแป๊บหนึ่ง

ผมก็ไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าอะไรจะเกิด วันหนึ่งผมอาจไม่มีงานที่จีนแล้ว ก็เป็นไปได้เหมือนกัน สิ่งที่ผม Make Sure กับตัวเองได้ ที่ผมควบคุมได้ คือฝีมือของผมเท่านั้น สำหรับผมมันเป็นความดีใจที่เราก็กลัวอยู่ตลอดเวลา

แปลว่าคุณระมัดระวัง ไม่ได้ประมาท

ใช่ครับ ต่อให้ผมไม่ได้ไปจีน ต่อให้อยู่ผมที่ไทยอย่างเดียว มันก็ดร็อปได้เหมือนกัน ข้อแรก เราต้องทำตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ อยู่แล้ว ข้อสอง ถ้าสุดท้ายวันนั้นมาถึง ผมวางแผนว่าจะไปเรียนต่ออเมริกา ไปออดิชั่น ไปแคสงานที่นู่น

นักแสดงที่เก่งสำหรับคุณเป็นยังไง เมื่อไหร่ถึงจะพูดได้เต็มปากว่า ‘นนกุลเป็นนักแสดงที่เก่ง’

ผมมองว่าการแสดงที่ดีขึ้นอยู่กับการทำการบ้านเพื่อบทบทนั้นมากกว่า เพราะไม่มีทางที่คุณจะได้บทเหมือนกันตลอด ต่อให้บทเข้ามือขนาดไหนก็ต้องทำการบ้านอยู่ดี วันนี้ผมทำการบ้านสำหรับบทนี้ได้ดี แต่ว่าวันหน้าบทต่อไปที่ผมได้รับ แล้วผมทำการบ้านไม่ดี ก็เรียกว่าการแสดงไม่ดี มันไม่ใช่เล่นบทหนึ่งแล้วได้รับรางวัล จะกลายเป็นนักแสดงที่ดีเสมอไป

จากคนคนหนึ่งต้องกลายไปเป็นอีกบทบาทหนึ่ง ต้องทำการบ้านหนักขนาดไหน

สุดท้ายแล้วการจะเป็นตัวละครหนึ่งตัวได้ต้องรู้รายละเอียดชีวิตของเขา ผมจะเขียน Background Story ของตัวละครนั้น แล้วใช้สรรพนาม ‘ผมชื่อ’ ถ้าตัวละครหยาบกร้านหน่อยก็ ‘กูชื่อ’ เช่น ผมชื่อบี เป็นลูกคนเดียว ครอบครัวจีน ตอนเด็กๆ พ่อเคยเอากระบวยตีหัว ก็เลยไม่ค่อยชอบพ่อ มันเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่พอสร้างเรื่องขึ้นมา ผมจะเริ่มเชื่อมัน

ผมชอบนะ เวลาเขียน Background Story พอสร้างมันขึ้นมาแล้วเอาไปเชื่อมกับเนื้อเรื่อง อ๋อ เพราะอย่างนี้เขาเลยไม่ชอบ เขาเลยเกลียดพ่อ พอมีภาพในหัว แล้วตัวเราเชื่อ การแสดงก็จะสตรอง ถ้าเราทำเป็นแสดงว่าไม่ชอบ เพราะว่าตัวละครไม่ชอบ ผมว่ามันไม่ใช่ คนเราเวลาไม่ชอบอะไร มันมีเหตุผลบางอย่างเสมอ

แต่ถ้าเป็นตัวละครที่ต้องใช้ Physical อย่างคนตาบอด ผมก็ต้องทำให้ Body ผม Comfort กับสิ่งสิ่งนั้น เช่น ไปซื้อไม้ของผู้พิการทางสายตาแล้วลองหลับตาเดินดูว่าเขารู้สึกยังไง เขากลัวแค่ไหน เพราะบทใน พรจากฟ้า ผมเล่นเป็นคนที่เพิ่งเริ่มตาบอด ต้องมีความกลัวอยู่ด้วย เขาไม่ได้ตาบอดตั้งแต่เกิด เพื่อที่จะสัมผัสความรู้สึกนั้นผมเลยต้องทำอย่างนั้นจริงๆ 

บทบาทไหนทำการบ้านหนักที่สุด

คงเป็น ฉลาดเกมส์โกง ครับ เพราะแบงค์เป็นคนที่เนิร์ดมากๆ ตอนนั้นผมไม่ได้นึกถึง Background Story แต่พอมองย้อนกลับไปมันตรงพอดีเลย คือการที่เราท่องบททุกบทในเรื่องประมาณสามสิบรอบต่อวัน จริงๆ มันไม่ใช่สิ่งที่ดีนะสำหรับตัวละครอื่น สมมติรับบทเป็นคนที่ชิลล์ๆ ก็ควรจะไหลๆ ไป ไม่ต้องไปฟิกซ์กับบทมาก แต่พอเป็นตัวละครที่ค่อนข้างแข็ง การที่ผมไปท่องแบบนั้นมันก็เลยช่วยให้จูนอินกับตัวละครง่ายขึ้นด้วย

ผมติดมาจากแบงค์เยอะเหมือนกัน ต้องขอบคุณที่แบงค์มันเป็นคนที่มีวินัยมาก มันช่วยบวกความมีวินัยของผมมากขึ้น

นนกุล ชีวิตที่ยังไม่ประสบความสำเร็จของนักแสดงที่ท่องบท 400 รอบและฝันจะไปฮอลลีวูด

บทบาทที่อยากเล่นต่อจากนี้

บทแอคชั่นครับ แอคชั่นที่ผมหมายถึงเป็นแบบซูเปอร์ฮีโร่ John Wick, ยิปมัน เพราะผมชอบดูหนังแอคชั่นอยู่แล้ว มันมีเสน่ห์มาก ยิ่ง ยิปมัน ผมว่าเขาอิมโพรไวซ์หน้างานได้ เขาระดับปรมาจารย์แล้ว (หัวเราะ)

อีกอย่างหนังแอคชั่นเหมือนกับตัวผม ผมเป็นคนชอบเตรียมการ ผมรู้ว่าการจะถ่ายแอคชั่นในแต่ละซีน ไม่ใช่แค่ไปหน้ากองแล้วถ่าย ต้องซ้อมหลายเดือนเพื่อมาถ่ายช็อตนั้น ต้องเตรียมการมาดีมากๆ John Wick เขาซ้อมกันหกเดือน มันเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกว่านี่คือ Craftsmanship ที่สวยงาม

แปลว่าคุณเป็นคนชอบการเตรียมตัว แล้วคุณเป็นคนขยันด้วยไหม

ขยันแค่กับสิ่งที่เราชอบ (หัวเราะ)

จากบทบาทนักแสดงเปลี่ยนมาเป็นคนทำเพลง เริ่มต้นยังไง

คิดมาสองปีแล้วครับ แต่ผมไม่ได้บอกใคร เพราะยังไม่เสร็จ ผมอยากเป็นคนมีความสามารถรอบด้าน แต่ผมมีความรู้เป็นศูนย์เกี่ยวกับเรื่องเพลง ก็เลยใช้เวลานานมากกว่าจะเสร็จ ส่วนเบื้องหลัง ผมอยากลองกำกับดู มันเป็นเพลงของผม แล้วผมก็รู้สึกว่าถ้าไม่ใช้โอกาสนี้ ก็ไม่มีโอกาสไหนแล้วที่จะได้ลองกำกับระดับสเกลมืออาชีพ

ผมอยากรู้ว่ามันจะเป็นยังไง เพราะผมเรียนภาพยนตร์มา อยากรู้ว่า Vision ในหัว พอมาทำงานระดับมืออาชีพจริงๆ เพื่อให้ Vision นั้นออกมาเป็นสิ่งที่จับต้องได้ มันต้องชัดเจนขนาดไหน ต้องประชุมงานกันแค่ไหน ต้องมีเรเฟอเรนซ์แค่ไหน กว่าจะเป็นสิ่งที่ผมอยากให้มันเป็น

เริ่มจากศูนย์แล้วมาทำเพลง ตลอดสองปีคุณเตรียมตัวยังไงบ้าง

หนึ่งปีกว่าๆ จะเป็นเรื่องเพลงมากกว่า การแต่งเพลง ถ้าเขาส่งเมโลดี้มา แล้วผมยังไม่ชอบ ก็ขอแก้ตรงนี้เพิ่มนะ ส่งกลับไปกลับมา แล้วการแต่งเนื้อเพลงจะใช้เวลาประมาณหนึ่ง เรื่องฝึกหัดร้องอีก กลายเป็นว่าผมใช้เวลากับมันนานมาก เพราะผมไม่ค่อยมั่นใจเรื่องร้องเพลงเท่าไหร่ แต่ผมเรียนเพิ่มเติมอยู่ตลอดครับ อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำเพลงออกมา เพราะก่อนหน้านี้ผมไปเรียนร้องเพลง มันไม่มีอะไรที่ผมจับต้องได้ เหมือนเรียนไปอย่างนั้น ผมไม่เห็น Improvement ที่ดี แต่การทำเพลง มันช่วยให้ผมมีวินัย ถ้าผมไปอัดเพลงแล้วทำไม่ได้ ก็จะเสียเวลาคนอื่น อย่างน้อยทำให้ได้มาตรฐานแล้วกัน

คุณต้องศึกษาการแต่งเพลงเพิ่มหรือเปล่า

เรื่องแต่งเนื้อเพลงผมไม่ได้ศึกษาเท่าไหร่ เผอิญเป็นคนชอบเขียนแคปชันอินสตาแกรมยาวๆ พอได้เมโลดี้มา ก็คิดง่ายๆ แบบคนมั่วๆ มันต้องมีคำเพื่อมาทับเมโลดี้ สมมติ ‘ลา ลา ลา ล้า’ ก็เป็น ‘ฉัน รัก คุณ นะ’ เพื่อให้มันตรงกับคอนเซปต์ ผมเขียนเป็นเป็นสิบดราฟต์เหมือนกันกว่าจะเสร็จ

การทำเพลงและการกำกับเบื้องหลัง แตกต่างกับงานแสดงของคุณที่ผ่านมายังไงบ้าง

ถ้าเทียบกันงานแสดงมันต่างมากอยู่แล้วครับ แต่เหมือนกันตรงทุกอย่างต้องฝึกซ้อม ต้องทำบ่อยจนชิน แล้วเราจะเริ่มคุ้นเคยกับมัน เรื่องงานแสดงผมแสดงมาหกถึงเจ็ดปี ผมรู้ขั้นตอนการเตรียมงานในฐานะนักแสดง เพื่อให้ผลงานออกมาตามที่ต้องการ แต่การร้องเพลงและการกำกับผมยังไม่เห็นตรงนั้น การร้องเพลงผมไม่รู้ว่าต้องทำยังไงเสียงถึงจะดี ผมรู้แค่ต้องวอร์มเสียง แต่ผมยังไม่ค้นพบหนทางที่รู้สึกว่า เนี่ยแหละ! มันจะทำให้ผมร้องเพลงเพราะจริงๆ 

นนกุล ชีวิตที่ยังไม่ประสบความสำเร็จของนักแสดงที่ท่องบท 400 รอบและฝันจะไปฮอลลีวูด
นนกุล ชีวิตที่ยังไม่ประสบความสำเร็จของนักแสดงที่ท่องบท 400 รอบและฝันจะไปฮอลลีวูด

คุณพยายามพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เป็นเพราะคุณไม่คิดว่าตัวเองจะได้มาอยู่ตรงนี้หรือเปล่า

ใช่ครับ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมเซ็ตความฝันไว้ใหญ่ ผมไม่อยากผิดคำพูดตัวเอง ถ้ามันไม่มีสงครามปะทุขึ้นมา ผมก็อยากจะไปให้ถึงตรงนั้น

คุณเป็นมาหลายบทบาท มองเห็นตัวเองในบทบาทไหนมากที่สุด

ถ้า ณ ตอนนี้ก็นักแสดงครับ แต่อนาคตก็อยากจะทำได้ทุกอย่างจริงๆ จะแสดงก็แสดงได้ สมมติมีงานร้องเพลงก็ร้องเพลงได้ ไม่ต้องฝึกซ้อมนานเป็นเดือน ถ้ากำกับก็อยากพูดด้วยความมั่นใจว่าผมต้องการแบบนี้ ต้องการแบบนั้น

มักมีคำพูดที่ว่า ‘ถ้าเป็นอะไร ก็เป็นสิ่งนั้นให้ดีที่สุดไปเลย’ ทำไมคุณถึงอยากเป็น ‘นนกุลที่เก่งรอบด้าน’

ผมอยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ทุกวันนี้แค่การแสดงอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีอย่างอื่นด้วย แล้วอย่างอื่นนั้นก็ต้องดีพอๆ กับการแสดง ผมไม่ใช่นักแสดงจากอเมริกา ไม่ใช่นักแสดงจากประเทศจีน ผมเป็นคนจากประเทศอื่น การที่ผมจะไปให้ถึงระดับท็อปของโลก มันต้องมีอะไรมากกว่าการแสดงและภาษา เพราะนักแสดงฮอลลีวูด นักแสดงจีนเขาไม่ได้เป็นแค่นักแสดงอย่างเดียว เขาเป็นทั้ง Actor, Producer, Screenwriter, Singer, Director ผมเลยต้องเป็นมากกว่าสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ 

คุณพร้อมจะเป็น ‘นนกุลที่เก่งรอบด้าน’ แล้วหรือยัง

ผมเลยต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ ผมมองว่ามันต้องใช้เวลากว่าทุกอย่างจะแข็งแรง ถ้าตอนนี้การแสดงผมแข็งแรงที่สุด ผมต้องขยับให้ทุกอย่างมันค่อยๆ แข็งแรงขึ้นเหมือนกัน ขณะเดียวกันผมก็ต้องประคองการแสดงไว้ด้วย

คำถามคือเมื่อวันหนึ่งโอกาสที่จะทำให้ผมไปถึงจุดนั้นมาแล้ว ผมมีคุณสมบัติพร้อมจะรับและรักษามันไว้ได้หรือเปล่า พูดตามตรงวันที่ ฉลาดเกมส์โกง ประสบความสำเร็จ ผมยังไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะแบกรับและรักษามันไว้ได้ ถ้าผมมีคุณสมบัติที่แข็งแรงกว่านี้ เช่นภาษาจีนผมแข็งแรง วันนี้ผมอาจจะมีงานจีนมากกว่านี้ ไปไกลกว่านี้แล้วก็ได้ แต่ถ้ามันมาถึงเร็ว ผมก็ไม่พร้อมอยู่ดีนะ (หัวเราะ)

คุณตั้งเป้าหมายไว้ไกลมาก เคยมีคนสบประมาท พูดบั่นทอนกำลังใจ คุณบ้างหรือเปล่า

เป็นคำที่ไม่ได้รุนแรงมากนะ ประมาณว่า ‘โอ้ย ทำไมต้องฝันไกลขนาดนั้น เอาประเทศไทยให้รอดก่อนมั้ย’

มันก็ไม่ได้รุนแรงอะไรมาก เป็นแค่ความคิดต่าง ผมโชคดีที่กิดในยุคศิวิไลซ์ คนไม่ค่อยสบประมาทใครแล้ว แต่ความศิวิไลซ์ก็เป็นข้อเสียอีกอย่างหนึ่ง สิ่งเดียวที่จะหยุดผมได้คือความขี้เกียจของตัวเอง เพราะว่าโลกที่ศิวิไลซ์ มากๆ แปลว่าอย่างอื่นก็พัฒนาด้วย ทุกวันนี้คนเรามีความสุขง่ายมาก เปิดมือถือคลิกเดียวก็มีความสุขแล้ว โดพามีนหลั่งแล้ว

แต่สมัยก่อนไม่ใช่ อาจไม่ได้เจริญเท่านี้ คนไม่ได้มีความสุขง่ายเท่าเรา เขาต้องพยายามหนักมากกว่าจะมีความสุขได้ เขาเลยถูกสอนให้พยายามก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ แต่กับคนสมัยนี้ทำแบบนั้นยาก เพราะไม่มีสถานการณ์มากดดัน แค่ดูมือถือ กินมาม่า ก็มีความสุขแล้ว สิ่งนั้นแหละจะหยุดการพัฒนาของเรา

มันมีบางวันที่ผมขี้เกียจไปเลยนะครับ ไม่ทำอะไรเลย นอนดูแต่ยูทูบ พอวันรุ่งขึ้นก็จะด่าตัวเอง ‘เมื่อวานทำอะไรวะ ทำไมใช้เวลาแบบนั้น’ ผมว่าสุดท้ายมันก็ต้องมีเวลาให้ตัวเองพักบ้าง แต่ก็ต้องไม่ลืมเป้าหมายด้วยเหมือนกัน

นนกุล ชีวิตที่ยังไม่ประสบความสำเร็จของนักแสดงที่ท่องบท 400 รอบและฝันจะไปฮอลลีวูด

ถ้าเป้าหมายที่ตั้งไว้อยู่ระดับ 100 ตอนนี้คุณอยู่ระดับไหน

สิบ ยี่สิบ ครับ เพราะตอนนี้ผมอยู่ในจุดที่ผมรู้สึกว่ามันถอยกลับมาได้ง่ายมาก

ถ้าถอยก็เป็น 0

มันยังไม่แน่นอน สิ่งไหนที่ผมยังควบคุมไม่ได้ ผมจะไม่กล้าพูดว่าผมทำสำเร็จแล้ว ทุกวันนี้ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมันอาจจะกลับมาตรงสิบหรือห้าเลยก็ได้ บางทีโชคก็ช่วยให้ผมได้งาน แต่คุณสมบัติของผม ณ ตอนนี้ยังต้องประคองไว้ ยังเรียกว่าประสบสำเร็จไม่ได้

ถ้าความสำเร็จมาตอนนี้ คุณอาจจะรับมือกับมันได้ไม่ดีด้วยซ้ำ

ผมจะกระโจนเข้าไปนะ แต่ผมอาจจะรับมือได้ไม่ดีหรอก (ยิ้ม)

คุณเรียนรู้อะไรบ้างจากการเป็นนนกุลตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เรียนรู้ว่าคนเราจะประสบความสำเร็จได้ ความพยายามอย่างเดียวไม่พอจริงๆ ต้องมีโชคด้วย เราต้องพร้อมที่จะทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ผมรู้ว่าผมต้องการอะไร แต่ผมจะทำสิ่งที่ผมชอบหรือต้องการอย่างเดียวไม่ได้ บางทีผมก็ต้องทำสิ่งที่ไม่ชอบด้วย เพื่อให้ไปถึงตรงนั้นได้

วันที่ไปนั่งกินข้าวกับเพื่อนของคุณแม่ จากที่เคยชมว่าลูกสาวสวยมาก วันนี้เขาชมลูกชายหรือยัง

มีชมแล้ว (ยิ้ม)

คุณมองว่าชีวิตตัวเองในตอนนี้ประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง

ยังครับ (นิ่งคิด) ยัง

นนกุล ชีวิตที่ยังไม่ประสบความสำเร็จของนักแสดงที่ท่องบท 400 รอบและฝันจะไปฮอลลีวูด

ขอบคุณสถานที่ร้าน CHU Chinese Bangkok (สุขุมวิท 49)

Writers

อาทิตยา จันทร์เศรษฐี

นัก(หัด)เขียนและนัก(หัด)วาด สะสมสติ๊กเกอร์และโปสการ์ด ตกหลุมรักท้องฟ้าซ้ำไปซ้ำมา และสัญญากับตัวเองว่าจะอ่านหนังสือเดือนละเล่ม

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

คุณเคยรู้สึกว่าศิลปินบางคนมีความสามารถ และควรจะได้รับความสนใจมากกว่าที่เป็นอยู่ไหม?

ต้น-ธนษิต จตุรภุช คือคนนั้นสำหรับเรา

ต้นเข้าวงการมาด้วย Academy Fantasia (AF) ซีซันที่ 8 รายการประกวดร้องเพลงเรียลลิตี้โชว์ที่บูมมากในยุคนั้น และออกจากบ้านมาพร้อมกับถ้วยรางวัลชนะเลิศติดไม้ติดมือ

แต่รางวัลก็ไม่ได้การันตีทุกอย่าง ไม่ได้การันตีว่าศิลปินคนนั้นจะดังเปรี้ยงปร้างหรืออยู่ค้างฟ้าไปตลอด จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 11 ปีผ่านไป เขาล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายรอบ เพราะนี่คือวงการบันเทิง วงการแห่งความไม่แน่นอน

“สวัสดีคร้าบ” เสียงทักทายสดใสดังขึ้นมาจากด้านหลัง แล้วเจ้าของเสียงนั้นก็เดินมานั่งลงข้าง ๆ เรา บนโซฟาในห้องซ้อมค่ายเพลง LOVEiS เห็นหน้าในทีวีมาตั้งนาน อยู่ดี ๆ มาอยู่ตรงหน้านี่ก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกันนะ!

วันนี้เรามาพูดคุยกับแชมป์คนนี้ด้วยวาระที่เขาย้ายมาบ้านหลังใหม่ และออกเพลงใหม่แสนเปรี้ยวซ่า ในแนวเพลงที่เขาเรียกว่า Queer Pop ฉายภาพความหลากหลายทางเพศของ LGBTQIA+

เขาผ่านอะไรมาบ้าง แล้วทำไมเพิ่งมาเปลี่ยนลุคเอาป่านนี้ เราไปฟัง ต้น ธนษิต เปิดใจกันที่ Talk of The Cloud

ดวง / โอกาส / ไทม์มิ่ง
3 เสาหลักของนักร้อง

สวัสดีค่ะ!

สวัสดีครับ! ต้น ธนษิต ครับ (เสียงกระตือรือร้น) ตอนนี้เพิ่งย้ายมาอยู่ที่ LOVEiS ครับ เพิ่งปล่อยเพลงไป ถือว่าเป็น Debut Single ภายใต้บ้านหลังใหม่

AF8 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของคุณเลยใช่ไหม

ใช่ครับ 11 ปีแล้ว 

เร็วมากเลย! ทางนี้ก็ได้ดูเหมือนกัน

จริงเหรอ พี่ยังรู้สึกเลยว่า เฮ้ย! 11 ปีแล้วหรอวะ รู้สึกเหมือนกันว่ามันเร็วจัง 

คุณมีความฝันคืออยากเป็นนักร้องตั้งแต่แรกเลยรึเปล่า

ใช่ครับ อยากเป็นนักร้อง จริง ๆ ตอนแรกไม่ได้เป็นเด็กเดินสายประกวดนะ เราก็แค่ชอบร้องเพลงแล้วก็มีไปเรียนบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ว่าตอนไปเรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกา มันมีวิชาให้เลือกเรียนเยอะแยะ เรารู้สึกว่าเรียนวิชาการไปเยอะแล้ว ก็เลยเลือกเรียนอาร์ต เรียนปั้นหม้อ เรียนเซรามิก และเรียน Choir (ร้องประสานเสียง) ด้วย พอทำแล้วก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราชอบร้องเพลงว่ะ เราทำได้ดี แล้วก็มีคนชมว่า ยูร้องเพลงดีนะ พอกลับมาเมืองไทยแล้วมันเป็นช่วงที่รายการ AF6 มาพอดี เราก็เลยตัดสินใจไปประกวด

ไปมาตั้งแต่ AF6 เลยเหรอ

ใช่ ไปหลายรอบด้วยนะ การออดิชันเริ่มที่ต่างจังหวัดก่อน เราก็ไปต่างจังหวัดก่อน แล้วค่อยมาที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้อะไรเลย ร้องไปแป๊บเดียวกรรมการก็พูด ขอบคุณค่ะ เชิญค่ะ (กลั้วหัวเราะ) เศร้ามาก ขอบคุณค่ะ เชิญค่ะตลอด จนกระทั่งมาได้ตอนซีซันที่ 8 ตอนนั้นพี่เพิ่งขึ้นปี 3 วารสาร อินเตอร์ ธรรมศาสตร์

ทำไมถึงเรียนวารสาร ไม่คิดจะเรียนสายดนตรีเลยเหรอ

เคยคิดเหมือนกันว่าจะเรียนดนตรีไปเลย เรียน Voice ไปเลย แต่ด้วยความที่พี่เล่นดนตรีไม่เป็น แล้วเราก็ไปสืบทราบมาว่าการสอนไม่ได้มีแค่ร้องอย่างเดียวนะ ต้องรู้ทฤษฎีดนตรี ต้องอ่านโน้ตได้ ต้อง Sight Singing ได้ เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย ไม่ถนัดว่ะ เราไม่มีเวลาเตรียมพร้อมขนาดนั้น

แล้วก็มีคนเตือนเราว่า ถ้าชอบอย่าไปเรียนเลย เขาบอกว่าคนที่ไปเรียน Voice คือเหมือนคนที่ต้องการเป็น Professor แต่อย่างเราร้องเพื่อความบันเทิง พอไปเรียนตรงนั้นจะกลายเป็นวิเคราะห์ทุกอย่างทุกเม็ด ทำให้ความเพลิดเพลินในการฟังเพลงลดน้อยลงไป เราก็เลยรู้สึกว่าอยากเก็บการร้องเพลงเอาไว้ให้เป็นกิจกรรมสนุก ๆ ดีกว่า ไม่อยากไปซีเรียสกับมัน และตัดสินใจเรียนอย่างอื่น

แต่อาชีพในฝันก็คือนักร้องนะ

(นิ่งคิด) จริง ๆ ตอนแรกพี่ไม่ได้มีอาชีพในฝันว่าจะเป็นนักร้อง แต่ก่อนก็คิดถึงอาชีพอื่น ๆ เป็นหมอ เป็นสจ๊วต เพราะเราชอบเที่ยว ชอบเดินทาง จนกระทั่งกลับมาจากอเมริกาตอน ม.6 ถึงอยากเป็นนักร้อง

ตอนได้แชมป์ AF รู้สึกยังไงบ้าง

ตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นคาแรกเตอร์ที่คนชอบ คนจะชอบคนหน้าลุคขาว ตี๋ เกาหลี เราก็ไม่รู้ว่าคนเขาโหวตกันยังไง เท่าที่ดูมารายการก็ไม่ได้ดูแค่เฉพาะเสียงร้อง มันต้องดูอย่างอื่นด้วย ดูหน้าตา ดูบุคลิกอะไรหลาย ๆ อย่าง แล้วเราก็หน้าไทย ๆ เรามีดีอย่างเดียวคือเสียงร้องเรา อันนี้ไม่ได้นางเอกนะ แต่ไม่ได้คิดเลยว่าตัวเองจะเป็นแชมป์ ตอนแข่งหวังแค่ได้เป็นตัวจริง ได้เซ็นสัญญา แต่พออยู่ไปเรื่อย ๆ ก็มีวูบหนึ่งเหมือนกันที่คิดว่า เฮ้ย หรือว่าจะเป็นเราวะ

แล้วเส้นทางการทำงานหลังจากได้แชมป์เป็นอย่างที่หวังไว้ไหม

มันก็ไม่ได้ 100% ขนาดนั้น คือมันก็ได้ทำงานเหมือนที่เราเคยดูในทีวี แล้วเราเห็นนักร้องเขาอัดเสียง ถ่าย MV ไปออกคอนเสิร์ตนู่นนี่นั่น มันก็ได้ทำตรงนั้น เหมือนที่เราใฝ่ฝัน ดู MTV ดู ChannelV มาตอนเด็ก ๆ แต่ถามว่ามันดังแบบเปรี้ยงเป็นซูเปอร์สตาร์อะไรแบบนั้นเลยไหม มันก็ไม่

สำหรับพี่นะ รายการจบก็คือจบ คือเริ่มต้นกันใหม่หมด ไม่มีอะไรการันตีว่าเราเป็นแชมป์แล้วจะต้องดัง

ความโหดของการอยู่ในวงการนี้คืออะไร

ความโหดของวงการนี้คือมันเป็นเรื่องของดวง โอกาส แล้วก็ไทม์มิ่งที่เหมาะสม เก่งไม่เก่งมันก็ไม่ได้มีส่วนวัดความสำเร็จ เก่งให้ตาย ถ้าดวงไม่ดีมันก็ไม่เวิร์ก เก่งประมาณหนึ่ง แต่ดวงดี โอกาสได้ มันก็มา 

วงการบันเทิงมันไม่มีสูตรตายตัว ไม่เหมือนวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ที่มีสูตรตายตัวว่าเอาอันนี้บวกอันนี้ได้อันนี้ ไม่มีใครรู้เลยว่าทำอะไรแล้วจะประสบความสำเร็จ อยู่ดี ๆ อันนี้จะมาก็มา

แล้วดวงของนักร้องชื่อ ต้น ธนษิต เป็นยังไงบ้าง

ดวงพี่เหรอ (นิ่งคิด) พี่ว่ามันได้ไปเยอะแล้วตอนที่เป็นแชมป์ พี่รู้สึกว่ามันหมดลงแล้ว (ยิ้ม) ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก จริง ๆ ก็โอเค ได้ทำเพลง เพลงก็มีฮิตบ้าง และมี ‘รู้ยัง’ ที่ฮิตมาก ๆ แต่ว่าก่อนหน้านั้นเราก็ออกเพลงมา 7 – 8 เพลงเลยนะ แต่ก็ต้องเป็นคนที่เป็นแฟนคลับจริง ๆ ถึงจะได้ฟัง

‘รู้ยัง’ แมสตอนปล่อยเพลง หรือว่าตอนเข้ารายการ The Mask Singer

พี่ว่าแมสเพราะเข้ารายการ The Mask Singer ด้วย ไม่ได้แมสตอนแรกที่ออกมา แต่มันทำงานของมันมาเรื่อย ๆ ก็ดวงดีด้วยแหละเพลงนี้ วงการนี้มันคือดวงนะน้อง มันคือจังหวะ มันคือเวลาที่เหมาะสม 

ทุกวันนี้มันกลายเป็นเพลงซิกเนเจอร์ของเรา ไปที่ไหนก็มีแต่คนนึกถึงเพลงนี้ ซึ่งเราดีใจนะ แต่ก็จะรู้สึกว่า เฮ้ย กูก็มีหลายเพลงเนาะ ลองไปฟังเพลงอื่นดูบ้าง (หัวเราะ) ตอนนี้มีอยู่เพลงเดียวที่คนจำได้ แต่พี่อยากมีมากกว่านั้นไง

การที่ดังอยู่เพลงเดียวทำให้ท้อบ้างไหม

ท้อ! มัน Up and Down, Up and Down, Up and Down ตลอดเวลา เดี๋ยวก็คิดว่าหรือจะไปทำอย่างอื่นดีวะ เพลงไม่มาเลยอะ กลับไปกลับมา เหมือนเป็นคนบ้า บ้าแล้วก็หายด้วยตัวเอง เฮ้ย ก็ต้องอดทนไปก่อนดิ คือมันจะมีอะไรอย่างนี้ในหัวตลอดเวลาครับ

แต่ถึงเวลา มันก็จะมาฮึบด้วยคำว่า ไม่ทำอันนี้แล้วจะทำอะไร หล่อนร้องเพลงมาตลอด ตั้งแต่ปี 3 ไม่เคยไปทำงานอะไรอย่างอื่น ละครก็ไม่เคยเล่น พิธีกรก็ไม่ได้ทำ อาหารก็ทำไม่เป็น จะไปขายอาหารเหรอ ในที่สุดก็ต้องกลับมาร้องเพลง ต้องกัดฟันสู้กันต่อไป ซึ่งถ้าเกิดวันหนึ่งร้องเพลงไม่ปัง ก็อาจจะทำอย่างอื่นครับ ก็มีคิดไว้เหมือนกันแหละ เพราะอายุเราก็ไม่ใช่น้อยแล้ว

เวลาจิตตกทีนึงเราก็คุยกับแฟน เขาเป็นคนให้คำปรึกษาที่ดี เป็นผู้ใหญ่ไง โตกว่าเรา เขาก็จะคอยให้กำลังใจ

หลังจากเพลงฮิต 1 เพลง คุณก็เป็นที่พูดถึงอีกครั้งตอนเปิดตัวแฟน

ใช่

เห็นบอกว่าตอนเปิดตัวแฟน คนพูดถึงเยอะกว่าตอนออกอัลบั้ม 10 ปีรวมกัน

ใช่! พี่ไม่เคยมีนักข่าวมาสัมภาษณ์เรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเองเยอะขนาดวันนั้นเลย ตอนเราออกเพลงคนก็สนใจประมาณหนึ่ง ก็ไปตามคลื่นวิทยุบ้าง แต่ไม่มีใครเคยมานั่งถามว่า เฮ้ย เพลงใหม่เป็นยังไงบ้าง พอมีข่าวเปิดตัวกับแฟนออกไป นักข่าวมากันเยอะมาก ตกใจเลย เฮ้ย! อะไรวะเนี่ย งงเหมือนกันนะครับ

คิดยังไงที่คนเขาสนใจเรื่องแบบนั้นมากกว่าเพลงที่เราตั้งใจร้อง

เอาจริง ๆ ไม่ได้ชอบนะ อยากให้เขาสนใจเพลงเรามากกว่า ไม่ได้อยากเป็นคนที่มีชื่อเสียงว่าเป็นเกย์แล้วเปิดตัวแฟน อยากมีชื่อเสียงว่า เพลงเขาดีว่ะ เพลงเขาฮิตหลายเพลงเลย เขามีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเองแล้ว อยากให้คนสนใจในเรื่องแบบนั้นมากกว่า

เราก็เข้าใจแหละ มันเป็นธรรมชาติของวงการ แต่ด้วยความที่เราไม่ได้ถือว่าตัวเองเป็นดารา เรามองว่าเราเป็นนักร้อง เพราะฉะนั้นก็เลยงงว่าทำไมมาสนใจเรื่องส่วนตัวเราขนาดนี้วะ (หัวเราะ)

จริง ๆ แต่ก่อนเปิดตัวไหมว่าเป็นเกย์

ไม่ได้เปิดกับสื่อ แต่ว่ากับเพื่อนหรือชีวิตปกติทั่วไปเราก็ไปเที่ยวบาร์เกย์นะ แค่ไม่ได้บอกใคร เพราะพี่รู้สึกว่า หนึ่งคือคนที่ติดตามอะรู้อยู่แล้ว คนที่ดู AF ดูเรามา 3 เดือน ถ้าเราแอ๊บได้เนียนขนาดนั้น ฉันก็จะได้รางวัลออสการ์แล้ว สองคือเรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นดาราดัง เราไม่ได้อยู่ใน Position ที่จะลุกขึ้นมาแถลงว่า เฮ้ย ผมเป็นเกย์ครับ เราก็จะรู้สึกตลกกับตัวเองนิดหนึ่งถ้าทำแบบนั้น แล้วก็คงจะตลกกับคนที่รู้อยู่แล้วด้วย เขาก็คงแบบ พูดทำไมอะ รู้อยู่แล้ว

ก็เปรี้ยวซ่าอยู่พอตัว

เป็นไงมาไงถึงย้ายมา LOVEiS ได้

จริง ๆ แล้วเพื่อนพี่อยู่ที่นี่เยอะ วง MEAN ทั้งวงเป็นเพื่อนเราตั้งแต่สมัยมหาลัย ทีมงานก็เป็นน้องสมัยมหาลัย พี่มีคนรู้จักอยู่ในนี้เยอะ แล้ววง MEAN นั่นแหละเป็นคนชวนมา เพราะว่าเห็นเราหมดสัญญาแล้ว

ที่นี่ก็แฮปปี้ครับ มันเป็นบรรยากาศค่ายเพลงจริง ๆ มีห้องซ้อม ทุกคนแอคทีฟมากๆ แล้วก็ให้อิสระเราเยอะมากเลย จะทำเพลงอะไรใด ๆ อยากได้ซาวนด์แบบไหน Reference เป็นยังไง ทุกคนให้เกียรติเรามาก ๆ แม้กระทั่งเลือกฟอนต์ เลือกรูป ทุกขั้นตอนผ่านเราหมด แฮปปี้มาก

คุยกับทางค่ายว่าอยากทำเพลงแบบไหน

อืม คือจริง ๆ เพลงแรกที่ออกไปอะครับ อยากให้มันเป็นเหมือน ต้น ธนษิต New Era อยากให้คนเห็นมุมใหม่ ๆ ของเราบ้าง ที่ผ่านมาคนก็จะเห็นมุมคูล ๆ นิ่ง ๆ แต่จริง ๆ แล้วตัวเองเป็นคนสนุกมาก ไม่ได้คูล ไม่ได้นิ่งเลย (เน้นเสียง) แต่ว่าด้วยตัวเพลงมันเป็นแบบนั้น ก็เลยทำเป็น Sound Electronic เปรี้ยว ๆ การแต่งตัวก็เป็นภาพลักษณ์ใหม่ เปรี้ยวขึ้น

เป็นคนเปรี้ยว ๆ เหรอ

ก็เปรี้ยวอยู่นะ เออ ก็เปรี้ยวซ่าอยู่พอตัว (ยิ้มกว้าง)

ที่บอกว่าเป็นแนว Queer Pop นั่นเป็นแนวเพลงไหม หรือว่าเป็นคอนเซ็ปต์ที่คิดขึ้นมา

คือพี่อะ เคยไปเห็นคำนี้ตามบทความในเว็บไซต์เพลงฝรั่ง แล้วเราก็รู้สึกว่า เออชอบจังเลย มันยังไม่ค่อยมีในเมืองไทย เก๋ดี ก็เลยเลือกมาเป็นกิมมิกของเรา Queer มันก็แทนความหลากหลายอะเนอะ 

อยากให้ Queer Pop เป็นหนึ่งในสับเซตของ T-POP พื้นที่ที่ให้นักร้อง LGBTQIA+ ในเมืองไทยยังน้อย ควรมีที่ยืนให้พวกเราบ้าง เราอยากออกมาประกาศว่า มีพวกเราอยู่ในอุตสาหกรรมนี้นะ และบอกพวกเรากันเองว่า ฉันอยู่ในกลุ่มพวกเธอนะ เราเป็น Ally กัน

สำหรับคุณ ความเป็น Queer คืออะไร

สำหรับพี่ความเป็น Queer คือการที่ไม่ต้องอยู่ในกรอบกำหนดในเรื่องเพศ ทั้งเรื่องอัตลักษณ์หรือเรื่องรสนิยม ซึ่งจริง ๆ เรื่องนี้ค่อนข้างลึก เราก็ยอมรับว่าไม่ได้รู้มากขนาดนั้น แต่อาศัยที่อ่านมาคร่าว ๆ Queer คือความที่เราไม่ได้ต้องยึดติดกับสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ทางเพศ อย่างเช่นผู้หญิงต้องใส่กระโปรงเท่านั้น ผู้ชายต้องใส่กางเกง หรือว่าฉันชอบเธอเพราะว่าฉันชอบเธอ ไม่ใช่ชอบเธอเพราะเธอเป็นผู้หญิงหรือเพราะเธอเป็นผู้ชาย เราก็เลยรู้สึกว่ามันเก๋ดี มันทลายทุกขอบออกไป อยากทำอะไรก็ทำ

ซึ่งแนวเพลง Queer Pop ก็เป็นการทำลายกรอบแบบนั้นด้วยไหม

จริง ๆ ตัวเพลงไม่ได้ต่างกันมากครับ เพลงมันก็คือเพลงป๊อปนี่แหละ ดนตรีมันก็อาจจะเป็นซาวนด์ยังไงก็ได้ และทุกคนก็ฟังได้ คนเป็น Straight ก็ฟังได้ เพียงแค่วิธีพรีเซนต์ภาพออกไป เราอยากให้ภาพมันออกมาเป็น Queer เน้นความหลากหลาย เป็นจุดยืนของเราอย่างหนึ่งว่าฉันจะแต่งตัวแบบนี้ 

พี่ว่ามันสำคัญที่ตัวคนพรีเซนต์น่ะว่าอยากพรีเซนต์อะไร As a Gay Artist เรารู้สึกว่าอยากพรีเซนต์ภาพตรงนี้ออกไป

รู้สึกว่าได้เป็นตัวเองมากกว่าเดิมไหม

ก็เป็นตัวเองครับ อย่างเช่นการแต่งตัวก็เปรี้ยวขึ้น แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้แต่งตัวเปรี้ยวแบบนั้นทุกวันหรอกนะ แต่มันก็เป็นภาพลักษณ์ใหม่ ๆ ที่ให้คนได้เห็นว่า จริง ๆ เราก็มีด้านนี้เหมือนกัน

จริง ๆ แล้วอยากทำอย่างนี้มานานแล้วหรือเปล่า 10 กว่าปีที่ผ่านมา

(นิ่งไป) เออ ก็จริงนะ อยากทำมานานแล้วแหละ แต่ว่ามันไม่กล้าทำน่ะ

ทำไมถึงไม่กล้าทำล่ะ

ตอนนั้นเรายังกลัวที่จะเป็นตัวเอง เพราะรู้สึกว่าสังคมยังไม่ได้ยอมรับความแตกต่างหลากหลายเท่าไหร่ เรื่อง LGBTQIA+ เพิ่งเริ่มได้รับการยอมรับเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง

ตอนนี้ก็คิดว่ามันถึงเวลาแล้ว ที่เราจะได้พรีเซนต์ตัวเองในแง่ที่เป็นตัวเราจริง ๆ ถ้าไม่ทำตอนนี้จะทำตอนไหน อีกนิดเดียวก็แก่แล้ว (หัวเราะเบาๆ)

‘ขอบคุณที่เคยใจร้ายกับฉัน’ เพลงแรกที่ปล่อยออกมาในฐานะ ต้น ธนษิต เวอร์ชันเปรี้ยวซ่า มีแรงบันดาลใจในการทำเพลงยังไงบ้าง

ข้าว Fellow Fellow เป็นคนแต่ง แรงบันดาลใจมันคือเรื่องราวของเราเลย คือปัจจุบันนี้พี่มีแฟนคบกันมา 4 ปี แล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นความรักที่ดี เราอยากทำเพลงอวยแฟนนั่นแหละ แต่ว่าอวยอย่างเดียวก็ไม่เก๋ไง เราเลยมีกิมมิกเป็นการขอบคุณคนที่เคยเทเรา เลยทำให้เรามาเจอคนนี้ ก็เป็น 2 in 1 ไปเลย

คุณบรีฟ ข้าว Fellow Fellow ไปยังไงบ้าง

พี่เขียนเป็น Essay เลย ยาวมาก เล่าให้ฟังเลยว่าเคยเจออะไรบ้าง เหตุการณ์มันเป็นยังไงบ้าง คนอ่านยังบอกเลยว่าสนุกมาก (หัวเราะ) เราว่าถ้าบอกเป็นข้อ ๆ มันก็ได้ประมาณหนึ่ง ก็เลยเขียนไปให้เขาเลยดีกว่า เผื่อเขาจะได้เอาคำอะไรที่มาจากสตอรี่ของเราไปใช้งานได้

ไอเดียแรกเลยคืออยากออกเพลง Positive มีบรรยากาศสนุกสนาน เปิดแบบ Gay Pride หรือ Pride Parade ได้ ดนตรีให้มันเปรี้ยว ๆ หน่อย ให้มันจอย ๆ โยกได้ ฟังแล้ว Feel Good ก็เลยเขียนเป็นเพลงรักแบบนี้ออกมา

เมจเสจของเพลงนี้คืออะไร

เมสเสจคือการขอบคุณสิ่งร้าย ๆ ที่เคยเกิดขึ้น ถ้าฉันไม่เคยเสียใจ ถ้าฉันไม่เคยโดนทำร้าย ฉันก็อาจจะไม่รู้ว่าการที่มีคนดี ๆ เข้ามาในชีวิตมันดีขนาดไหน เราจะ Appreciate เขาขนาดไหน 

ถ้าเรามองว่า เฮ้ย ทำไมต้องเข้ามาใจร้ายกับฉัน ฉันทรมานเหลือเกิน เธอใจร้ายกับฉันจังเลย มันก็เป็นแง่ที่ห่อเหี่ยว เราเลยรู้สึกว่าอยากให้มามองมุมนี้ดีกว่า อยากให้คนที่เคยเจออะไรแบบนี้หันมารักตัวเองให้มาก ๆ

ทำไมดู MV แล้ว บางทีก็เหมือนไม่ได้พูดเรื่องความรัก แต่พูดเรื่องคนในสังคม ตั้งใจให้ตีความ 2 แบบรึเปล่า

ใช่ มีทั้งเรื่องความสัมพันธ์ เราใช้ผู้กำกับใน MV แทนคนที่เป็นแฟนเก่าเรา ที่เขาเคยตีกรอบเรา จนตอนสุดท้ายพี่นั่งเก้าอี้ผู้กำกับเอง หยิบโทรโข่งขึ้นมาสั่งคัต อันนั้นก็เป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าตอนนี้ฉันเป็นผู้กำกับของตัวเองแล้ว

แล้วเราก็อยากพูดเรื่อง LGBTQIA+ ว่ามันมีหลายคาแรกเตอร์ มีเลสเบี้ยน มีเกย์ อยากจะส่งเมสเสจว่าเราอยู่ในกลุ่มพวกคุณนะ เรารับรู้การมีอยู่ของทุกคน เรื่องสมรสเท่าเทียมเราก็พยายามจะใส่เข้าไป อยากให้ทุกคนรู้สึกเชื่อมโยงได้

เรียนผู้อ่านที่เคารพ
ความสาวไม่ใช่เรื่องบาปกรรม

คิดยังไงกับการเป็น LGBTQIA+ ในวงการบันเทิงบ้าง

…ยาก ถ้าไม่ได้เกิดจากซีรีส์วายนะ โคตรยากเลย

ตอนนี้ซีรีส์วายกำลังมา มีเด็ก ๆ น้อง ๆ นักแสดงรุ่นใหม่ที่มาจากซีรีส์วาย โอ้โห แฟนคลับล้นหลามทั่วประเทศ มันเป็นจังหวะที่ดีด้วยแหละ แต่อย่างที่พี่บอกลำพังตัวคนที่เป็น LGBTQIA+ อย่างเดียว ถ้าเข้ามาในวงการนี้โดยที่ไม่ได้มีแบกกราวนด์มาจากซีรีส์วาย ยากมากเลยนะ 

แล้วในวงการก็มีเรื่องสเตอริโอไทป์อะไรต่าง ๆ อีกเยอะมาก เราไม่เคยเล่นละครนะ นี่เป็นความเห็นล้วน ๆ เราสงสัยว่าทำไมบทเกย์ เกย์ไม่ค่อยได้เล่น ส่วนใหญ่ผู้ชายแท้เล่น หรือถ้าเป็นบทเกย์ก็จะเป็นบทตลก เป็นเพื่อนนางเอกตลก ๆ ต้องจีบปากจีบคอ จัดจ้าน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วเกย์มีหลากหลายมาก (เน้นคำ) เกย์เรียบร้อยก็มี เกย์เนิร์ดก็มี เกย์เล่นกีฬาก็มี พระเจ้าช่วย! เกย์เล่นบอลก็มี เกย์เป็นทนายก็มี! 

เราแค่รู้สึกว่า ทำไมวะ ทำไมในซีรีย์หรือในละครไทยไม่มีการนำเสนออะไรพวกนี้เลย จะมีแต่พวกบทผู้จัดการดารา บทช่างแต่งหน้า บทตลก เวลาเราดูเราก็ค่อนข้างมีปัญหาตรงนี้นิดหนึ่ง 

แล้วก็อย่างที่บอกครับ บทเกย์ก็ใช้ผู้ชายสเตรทเล่น นักแสดงเกย์อย่างเราไม่ได้เล่นหรอก เขาก็จะมองว่าสาวไป อย่างพี่ก็เคยโดนคนพูดว่า พูดไดอะล็อกยาว ๆ ไม่ได้หรอก เดี๋ยวออกสาว ติดสาว เราก็จะมองไปอีกทางว่า เขายังไม่ทันให้เราได้ลองเลย เขามองจากคาแรกเตอร์แล้วเขาก็ตัดสินเราไปแล้ว เราอาจจะทำได้ก็ได้ หรือถ้าเราทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราก็อาจจะทำได้สักวันหนึ่งก็ได้

ที่พูดถึงคือบทชายแท้เหรอ

พี่ไม่รู้ว่าบทที่เขาจะให้เล่นคือบทอะไร ยังไม่ทันได้พูดถึงบทกันเลยน้องเอ๋ย แค่เราเมนชันขึ้นมาว่า เฮ้ย อยากลองเล่นซีรีส์ เล่นละครดูบ้าง เราก็จะโดนบล็อกทันที โอ๊ย! เล่นไม่ได้หรอก เธอพูดไดอะล็อกแล้วออกสาว

เขาพูดจริง ๆ หรือเขาพูดขำ ๆ

เขาพูดจริง! ไม่ได้พูดขำ ๆ เพราะฉะนั้นพี่ก็ไม่เคยได้ไปออดิชันละครหรือซีรีส์อะไรทั้งสิ้น ละครเวทียังมีอยู่บ้าง เพราะว่า เออ เดชะบุญยังร้องเพลงได้อยู่

แล้วเขามีปัญหาอะไรกับความสาวเนี่ย

ไม่รู้สิ เราก็งงเหมือนกันว่าทำไมต้องทำให้ความสาวมันดูเป็นเรื่องบาปกรรมวะ ทุกวันนี้พอมีใครสาวทุกคนก็ยอมรับนะ ถือว่าเป็นตัวของตัวเอง แต่ตอนที่เราเข้าวงการมาใหม่ ๆ มันไม่ใช่แบบนั้นไง

คิดว่าอนาคตควรจะมีที่ทางให้คนที่เป็น LGBTQIA+ ในวงการบันเทิงยังไงบ้าง

พี่คิดว่าทุกคนก็ควรเป็นตัวเองนี่แหละ ทำสิ่งที่อยากทำ ใครเป็นนักร้องก็ร้องเพลงไป ร้องให้ดีที่สุด ใครเป็นนักแสดงก็ตั้งใจทำไป

เร็ว ๆ นี้เราได้ไปฟังสัมภาษณ์ของคนคนนึงมา เขาชื่อ Billy Eichner เขาทำหนังรอมคอมชื่อ Bros ที่ตัวเอกเป็นเกย์ 2 คน ฟังเขาพูดก็รู้สึกว่ามันก็คล้าย ๆ บ้านเราเหมือนกันนะ เขาบอกว่าวงการฮอลลีวูด คนที่ได้รับบทเกย์ส่วนใหญ่ก็จะเป็น Straight Guy ซึ่งเขาก็บอกว่าจริง ๆ แล้วก็อยากให้โอกาสนี้กับเกย์บ้าง แล้วนักแสดงที่เป็นเกย์ ก็ไม่จำเป็นต้องเล่นแต่บทเกย์ ก็ไปเล่นบท Straight ด้วยก็ได้ ไม่ควรแบ่งแยกว่าคนนี้เป็นเกย์ เล่นได้แต่เกย์

เราก็ทำไปเต็มที่ แล้วเราก็รู้สึกว่ามันได้รับการยอมรับมากขึ้น หวังว่ามันจะดีขึ้นเรื่อย ๆ

ในแง่ของบท พี่ก็ว่ามันดีขึ้นนะ สังเกตว่าในทุกซีรีส์ของฝรั่ง มันก็จะมีคนที่เป็น LGBTQIA+ อยู่เยอะ ทำให้คนรู้สึกว่าทุก ๆ สังคมมีคนเหล่านี้อยู่ เราก็อยากให้ซีรีส์หรือละครในไทยสร้างคาแรกเตอร์ใหม่ ๆ ให้กลุ่มเกย์บ้าง ตอนนี้พี่ก็เริ่มเห็นนะ ประเทศไทยก็มีซีรีส์วายที่เล่าถึงวงการแพทย์ ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี

จริง ๆ แล้วในต่างประเทศก็มีคนวิจารณ์นะ ว่าหนังหรือซีรีส์ตอนนี้ยัดเยียดบทเกย์เกินไป

ก็นานาจิตตัง แต่เราว่าไม่หรอก คนจะมองว่ายัดเยียดก็มองได้ แต่คนที่ไม่ได้รับการ Represent มากพอ เขาก็จะมองว่านี่เป็นโอกาสที่ดีครับ ก็แล้วแต่คนมอง

พูดถึงวงการบันเทิงไทย ตอนนี้ก็มี พีพี กฤษณ์ มี 4MIX ที่กำลังดังอยู่ รู้จักไหม

รู้จัก! 4MIX ก็รู้จัก! ไอเลิฟน้องนินจา ชอบมาก

คิดยังไงที่อยู่ดี ๆ คนก็ชอบเกย์ออกสาว

รู้สึกดี อย่างที่เราพูดไป สมัยก่อนความสาวมันเป็นตราบาป เราก็คิดว่า อะ ก็กูสาว แล้วทำไมล่ะ ก็เลยรู้สึกดีที่คนชอบน้องเขา เราก็ชอบมาก ยัง DM ไปหาอยู่เลยว่าเยี่ยวมาก เริ่ดมาก ดีใจที่น้องเขามีแฟนคลับยิ่งใหญ่ที่เม็กซิโก

ถ้าเกิดช้ากว่านี้สัก 10 ปี คิดว่าตัวเองจะดวงดีกว่านี้ไหม

ดีกว่านี้แน่นอน! เออ เราเกิดเร็วไปหน่อย (หัวเราะ)

ฮึบ!

แล้วตอนนี้จะทำยังไงกับชีวิตต่อไป

(หัวเราะดัง) เป็นคำถามที่ดีมาก

ก็ยังคงร้องเพลงต่อไปเรื่อย ๆ ครับ เป้าหมายเราคืออยากมีเพลงฮิตหลายเพลง ตอนนี้มันมีแค่ ‘รู้ยัง’ เพลงเดียวที่คนรู้จัก ไม่อยากเป็นนักร้องที่ตกอยู่ในหมวด One-hit Wonder เกลียดคำนี้มาก เพราะฉะนั้นก็ยังคงก้าวเดินทางต่อไป หวังว่าสักวันหนึ่งจะมีเพลงที่เปรี้ยงเท่า รู้ยัง หรือมากกว่า

อยากประสบความสำเร็จมากพอที่จะมีคอนเสิร์ตเดี๋ยวของตัวเองได้ เป็นความฝันมาก ๆ เลย ตอนนี้ทำก็ไม่มีใครดูหรอก (หัวเราะ) นั่นแหละ ต้องมีเพลงฮิตเยอะ ๆ มีคนดูมาเยอะๆ

พอใจกับเพลงแรกที่ออกมาไหม

พอใจนะ แต่ยอดวิวก็ไม่ได้ขึ้นเร็วอย่างที่เราหวังไว้ (หัวเราะ) เราเป็นคนใจร้อนอะ เพื่อนก็บอกว่า มึงใจเย็น ๆ ดิวะ เพิ่งออกมา

จะมีโอกาสได้เห็นคุณเล่นละครรึเปล่า

ถ้าเขาติดต่อมาก็อยากเล่นนะครับ เพราะเป็นอะไรที่ไม่เคยเล่นมาก่อนเลย เล่นแต่ละครเวที ส่วนใหญ่งานเราจะเกี่ยวข้องกับการร้องเพลง 100% คนก็จะบอกว่า เธอดูเป็นนักร้องมากรึเปล่า เขาก็เลยไม่เรียกไปเล่น เราก็ไม่รู้ จริง ๆ เราก็อยากลองหลาย ๆ งานนะ ไม่ได้จำกัดตัวเองว่าจะต้องร้องเพลงอย่างเดียว

ในที่สุดยุคใหม่ของ ต้น ธนษิต ก็มาถึง คุณอยากจะบอกทุกคนว่าคุณเป็นใครกันนะ

อยากบอกทุกคนว่า ตอนนี้ฉันเป็นคนที่มีความสุขกับตัวเองแล้ว แต่ก่อนฉันอาจจะเคยกลัวที่จะเป็นตัวเอง แต่ว่าตอนนี้ฉันไม่กลัวแล้ว ฉันมีความสุขกับชีวิตดี นี่เป็นสิ่งที่รู้สึกจริงๆ I’m a happy gay man. ที่ยังทำตามความฝันอยู่ เพลงมันคือเป้าหมายอันดับ 1 ของเราอยู่แล้ว มันคือแพสชันที่รุนแรงที่สุด

ฝากไปฟังเพลงกันเยอะ ๆ ช่วยแชร์กันเยอะ ๆ นะครับ ‘ขอบคุณที่เคยใจร้ายกับฉัน’ ตั้งใจทำมาก ๆ (ยิ้ม)

บทสนทนากว่า 1 ชั่วโมงของเราจบลงด้วยความราบรื่น

เราเป็นมือใหม่ในวงการนักเขียนและนักสัมภาษณ์ สารภาพตรง ๆ ว่าทุกครั้งที่กำลังจะเจอคนใหม่ ๆ จะต้องแอบหวั่นในใจเล็ก ๆ เสมอ

เขาจะดีไหม จะให้ความร่วมมือดีรึเปล่า

แต่การที่ได้มาเจอ ‘พี่ต้น’ ผู้เฟรนด์ลี่ในวันนี้ ในฐานะคนทำงาน เรากลับอิ่มเอมใจ คลายความกังวลที่มีไปได้ทั้งหมด และมากไปกว่านั้น ในฐานะที่เราเป็นคนในชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ เรารู้สึกราวกับความหวังที่จะได้อยู่ในสังคมที่เป็นมิตรต่อพวกเราได้ถูกจุดขึ้นมาอีกนิด จากทัศนคติของผู้ถ่ายทอดเสียงเพลงคนหนี่งในวงการ

ขอให้ Queer Pop ที่เขาตั้งใจร้อง ส่งผลดีต่อคนอื่น ๆ ที่ได้รับชมรับฟังเช่นกัน

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load