บนพื้นที่เล็กๆ ขนาดไม่กี่ตารางเมตรของร้านแห่งนี้ เหมือนเป็นเวทีบันทึกเรื่องราววงการเพลงไทย

ยุคหนึ่งศิลปินน้องใหม่ที่อยาก ‘แจ้งเกิด’ ต้องมาแนะนำตัวที่นี่ ใครมองหาบัตรคอนเสิร์ต บัตรละครเวที หรือใบสมัคร Hotwave Music Awards ก็ต้องแวะมา 

นอกจากเทป ซีดี แผ่นเสียงที่อัดแน่นบนชั้นวาง ที่นี่ยังเต็มไปด้วยกิจกรรมต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นมินิคอนเสิร์ต งานแจกลายเซ็น ที่จัดต่อเนื่องเป็นประจำแทบทุกสัปดาห์นับ 10 ปี

ใครอยากคุยเรื่องดนตรีก็มาแลกเปลี่ยนความเห็นกับเจ้าของร้านได้อย่างถึงรส 

“เราเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางดนตรี มากกว่าร้านขายเทปหรือแผ่นซีดี”

 พี่นก-อนุชา นาคน้อย

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา อยากชักชวนทุกคนมาพูดคุยกับ พี่นก-อนุชา นาคน้อย หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งร้าน ‘น้องท่าพระจันทร์’ ถึงเรื่องราวในวันวาน วันนี้ และวันข้างหน้า ในวันที่ร้านแห่งนี้กำลังจะมีอายุครบ 40 ขวบพอดี

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

1

นาคน้อย The Family

น้องท่าพระจันทร์เกิดจากความหลงใหลในเสียงเพลงของ พี่หน่อย กุลพงศ์, พี่น้อง อนงค์นาถ, พี่หนุ่ม ภาสกรณ์ และ พี่นก อนุชา สี่พี่น้องตระกูลนาคน้อย

 พี่นก-อนุชา นาคน้อย

“พวกเราเติบโตมาพร้อมเสียงเพลง เช้าๆ คุณพ่อจะเปิดวิทยุเพื่อปลุกลูกๆ เราจะได้ฟังเพลงอย่าง สยามมานุสสติ หรือสุนทราภรณ์ตลอด แล้วคุณพ่อยังสอนให้ใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียง พอกลับมาจากที่ทำงานก็จะให้เราเปิดเพลง หรือช่วงวันหยุดก็จะเอาเครื่องเล่นมาตั้งแล้วจัดปาร์ตี้ เราจะมานั่งฟังเพลงด้วยกัน” พี่นกเปิดฉากเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่มาจากครอบครัว 

ปี 2522 ความรักในเสียงเพลงก็เติบโตเป็นธุรกิจ หลังทั้งสี่พี่น้องแวะเวียนไปยังร้านขายเทปแถวบ้านเพื่อเลือกซื้ออัลบั้มเพลงเป็นของขวัญวันเกิดให้คุณพ่อ แต่อาจเพราะความเป็นเด็กบวกกับเลือกซื้อนานหน่อย คนดูแลร้านจึงไม่สนใจเท่าที่ควร

หลังเลือกซื้อเทปของ หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ เรียบร้อย พี่หน่อยกับพี่น้องจึงเกิดไอเดียว่าหากเปิดร้านเทปกันเองก็คงดี เพราะอยากฟังเพลงอะไรก็ได้ฟัง ไม่ต้องรอสถานีวิทยุเปิดหรือมาซื้อตามร้าน ที่สำคัญคือ การทำงานอยู่กับเสียงเพลงทั้งวันคงมีความสุข

แต่การจะเปิดร้านสักแห่ง สิ่งสำคัญคือทำเล หลังพยายามตามหาสถานที่อยู่พักใหญ่ ในที่สุดพี่หน่อยก็มาได้พื้นที่เล็กๆ ใกล้ท่าเรือข้ามฟากฝั่งท่าพระจันทร์ ไม่ไกลจากสนามหลวงที่สมัยนั้นเป็นศูนย์กลางการสัญจรและมีตลาดนัดขายสินค้านานาชนิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์

ตอนแรกพวกเขาต้องแบ่งพื้นที่เช่ากับร้านขายรองเท้า มีเงินทุนก้อนแรกมาจากพี่ชายคนโตที่เพิ่งเรียนจบ บวกกับเงินสะสมของคุณแม่ ขณะที่คุณพ่อเป็นที่ปรึกษา ช่วยเลือกชุดเครื่องเสียงเครื่องแรกให้ร้าน เป็นเครื่องเล่นเทปยี่ห้อ AKAI พร้อมให้แอมป์กับลำโพงมาใช้

“เราเปิดร้านวันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม 2522 จำได้ว่าเป็นวันที่วุ่นวายทีเดียว เนื่องจากสนามหลวงกำลังเตรียมจัดงานเฉลิมฯ วันที่ 5 ธันวาคม บรรยากาศย่านนั้นน่าตื่นตาตื่นใจมาก ตอนนั้นพวกเราแบกเทปลังหนึ่งมาขายประมาณร้อยม้วน ส่วนใหญ่เลือกจากเพลงที่เรารู้จักเป็นหลัก

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี
น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

“เทปยุคแรกที่ขาย คละทั้งเพลงไทยและเทศ อย่างเพลงสากลหลักๆ ก็จะเป็นพวก Bee Gees, Boney M. หรือ Humoresque ส่วนใหญ่เป็นเทปแบบ Peacock และ 4 Track ที่ผลิตโดยคนไทย อัดเองขายเอง ราคาขายม้วนหนึ่งตกอยู่ที่สี่สิบถึงห้าสิบบาท 

“ส่วนเพลงไทยที่เด่นๆ ในยุคนั้นก็มีวงชาตรี อัลบั้ม รัก 10 เเบบ กับวงเเกรนด์เอ็กซ์ ชุดแรก ลูกทุ่งดิสโก้ และยังมีเพลงลูกกรุง สุนทราภรณ์ รวมถึงเพลงลูกทุ่งยอดนิยมด้วย”

ช่วงเปิดร้านแรกๆ พี่หน่อยตั้งชื่อร้านไว้ว่า ‘am sound’ แปลว่า เสียงเพลงอันเป็นที่รัก

แต่พอขายไปเรื่อยๆ ลูกค้าส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเด็กมหาวิทยาลัยหรือคนวัยทำงานมักเอ่ยกับคนขายว่า

 “น้อง พี่รับม้วนนั้น”

 “น้อง หยิบม้วนนั้นให้หน่อย”

“น้องครับ มีม้วนนั้นหรือเปล่า”

คุณแม่เห็นว่าคำว่า น้อง จำง่ายดี บวกกับคนที่เฝ้าร้านบ่อยสุดคือพี่น้อง ลูกสาวคนเดียวของบ้าน จึงนำคำนี้มาผสมกับสถานที่ตั้งกลายเป็น ร้านน้องท่าพระจันทร์

จุดเด่นสำคัญของร้านน้องฯ คือความร่วมไม้ร่วมมือของทุกคนในครอบครัว พี่หน่อยและพี่น้องรับหน้าที่ขับเคลื่อนร้าน เช็กสต๊อก สั่งสินค้า ขณะที่พี่หนุ่มรับหน้าที่ออกแบบและตกแต่งร้าน ส่วนพี่นกคอยเป็นผู้ช่วยของพี่ๆ ทำงานจิปาถะต่างๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

“ช่วงนั้นพี่น้องเพิ่งเข้าปีหนึ่งที่รามคำแหง พอเรียนเสร็จก็กลับมาเปิดร้าน ส่วนพี่หน่อยมาตอนเย็น เพราะทำงานประจำควบคู่ไปด้วย แล้วยังมีเพื่อนพี่หน่อยกับพนักงานเสริมอีกสองคน พูดง่ายๆ คือแผงเล็กนิดเดียว แต่ใช้บุคลากรเยอะมาก ส่วนพี่ตอนนั้นอายุสิบสี่ อยู่ มศ.2 ก็มาอยู่ที่นี่ทุกวันหลังเลิกเรียน ซึ่งสมัยก่อนกว่าจะเช็กยอดเสร็จ ท่าเรือก็ปิดแล้ว ถึงบ้านก็ดึกมาก สุดท้ายเลยไปหลับในห้องเรียน ถูกเชิญผู้ปกครอง ตอนหลังพี่หน่อยเลยให้กลับบ้านไปก่อน

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

“ถึงจะเหนื่อยแต่เราก็สนุกมาก เพราะได้เจอผู้คนที่โตกว่า โดยเฉพาะลูกค้าที่เป็นนักฟังเพลงตัวจริง เพลงหลายๆ แนวก็ได้คำแนะนำจากลูกค้า เราเองอาจจะถูกปลูกฝังมาด้วยสุนทราภรณ์บ้าง ลูกทุ่งบ้าง แล้วก็เพลงสากลจากคลื่นวิทยุ แต่พอได้เจอกลุ่มคนเหล่านี้ ทำให้เรามีโอกาสพัฒนาตัวเอง กลายเป็นคนที่พร้อมฟังเพลงที่หลากหลายมากขึ้น”

แม้เป็นธุรกิจเกิดใหม่ เพราะเมืองไทยเพิ่งผ่านยุคแผ่นเสียงได้ไม่นาน แต่เนื่องจากเครื่องเล่นเทปเป็นเหมือนอุปกรณ์สามัญประจำบ้าน บวกกับท่าพระจันทร์เองเป็นแหล่งรวมวัยรุ่น เพราะอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยถึง 3 แห่ง และยังเป็นจุดสัญจรเชื่อมฝั่งพระนครกับธนบุรี ส่งผลให้ความนิยมแผงเทปเล็กๆ แห่งนี้พุ่งสูงขึ้น แต่ละวันมีผู้คนนับร้อยแวะเวียนมาอุดหนุน

พวกเขาจึงพยายามเพิ่มพื้นที่ขาย ด้วยการออกแบบแผงให้ใส่เทปได้มากขึ้น จากเดิมที่บอร์ดหนึ่งใส่ได้เพียง 136 ตลับ คุณพ่อและพี่หนุ่มก็มาช่วยคิดค้นวิธีให้สามารถใส่เทปซ้อนกันได้ถึง 3 ม้วน

“เราอยากให้พื้นที่โชว์เป็นพื้นที่สต๊อกด้วย สมมติเบอร์นี้ขายดีก็จะแหว่งไป ทำให้เราขายเร็วขึ้น และเช็กสต๊อกง่ายขึ้นด้วย นอกจากนี้ เรายังนำล็อกเกอร์เหล็กอีกสองตู้มาแยกสินค้า ตู้หนึ่งใส่เพลงสากล อีกตู้หนึ่งใส่เพลงไทย แต่ละชั้นใส่เทปได้ห้าสิบเจ็ดม้วน ส่วนวิธีจัดเรียง หากเป็นเพลงสากล เราก็ไล่ชื่อศิลปินตั้งแต่ A-Z ถ้าเบอร์ไหนขาดเราก็หยิบมาเติมแผงได้ทันที แต่ถ้าเป็นเพลงไทย เราใช้วิธีเรียงตามค่ายหมุนเวียนกันไป”

ความรุ่งเรืองของร้านน้องฯ ส่งผลให้เกิดร้านขายเทปหน้าใหม่ๆ อีกหลายร้านในละแวกใกล้เคียง และยังพาให้ธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับเสียงเพลงรุ่งเรืองไปด้วย อย่างครั้งหนึ่งพี่หนุ่มกับพี่นกไปรับโปสเตอร์ศิลปินดังๆ จาก I.S. Song Hits มาขายอยู่ข้างร้านเพื่อหารายได้ช่วงปิดเทอม ปรากฏว่ากำไรงามถึงขั้นซื้อกล้องถ่ายรูปตัวละเป็นหมื่นได้ทีเดียว

หากถามว่าปัจจัยอะไรที่ดึงดูดผู้คนที่ซื้อแล้วให้กลับมาที่นี่ไม่ขาดสาย หลักๆ คงมาจากความใส่ใจที่มีต่อลูกค้า ความเป็นกันเอง ไม่พยายามยัดเยียดขายของ แต่เลือกแนะนำสินค้าที่เหมาะกับรสนิยมของแต่ละคน เปิดให้ทดลองฟังก่อนซื้อ รวมทั้งยังมีระบบรับประกันกรณีสินค้าชำรุดหรือเสียหาย

“ทุกคนที่ซื้อของร้านเราจะต้องแกะพลาสติกออก แล้วประทับตราร้านน้องฯ สมัยก่อนเทป Peacock จะมีพื้นที่ขาวๆ อยู่ด้านใน เราก็ประทับตรงนั้น ถ้าซื้อแล้วมีปัญหาคุณจะได้ม้วนใหม่กลับไป เราปั๊มอยู่นานเป็นสิบปีเลย จนตอนหลังปกด้านในเริ่มพิมพ์สปอนเซอร์ มีดีไซน์มากขึ้น ลูกค้าบอกว่ารอยประทับทำให้ปกเลอะ เลยเลิกไป”

ต่อมาเมื่อร้านรองเท้าที่อยู่ติดกันตัดสินใจย้ายออก ทำให้พื้นที่ในร้านเหลือ พี่หน่อยจึงต่อยอดธุรกิจโดยนำสินค้ากิฟต์ช็อปและสินค้าจากต่างประเทศมาวางขาย ซึ่งได้รับความนิยมไม่แพ้เทปเพลงเลย

ขณะที่คุณแม่มีไอเดียอยากทำเสื้อผ้าของตัวเอง พี่หน่อยกับพี่หนุ่มจึงช่วยกันออกแบบ หาวัสดุต่างๆ จากนั้นก็ส่งไปให้ช่างเย็บตัดเป็นเสื้อสำเร็จรูป

“ตอนนั้นใช้ชื่อแบรนด์ว่า ‘น้อง’ เหมือนกัน สินค้าของเราอยากให้เป็นแนวค่อนข้างล้ำสมัย เราเคยทำกางเกงลูกฟูกที่เดินไปตรงไหนก็เห็นคนนิยมใส่ เคยลองนำผ้าแปลกๆ มาทำกางเกง ซึ่งฮิตมากในละแวกนี้ พวกนักศึกษา อาจารย์ ก็ใส่ จากนั้นก็ค่อยๆ ขยับไปทำเสื้อเชิ้ตที่ปักเล็กๆ ตรงขอบปก ขอบกระเป๋า ใช้ผ้าสวยๆ เป็นเหมือนแฟชั่นโฮมเมด มีที่เราที่เดียว เราขายดีมากถึงขั้นเปิดร้านที่จตุจักรได้สี่ล็อก”

เพราะฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าช่วง 15 ปีแรก ร้านน้องฯ มีบทบาทไม่ต่างจากผู้จุดกระแสวัฒนธรรม ทั้งดนตรีและแฟชั่น ให้เกิดขึ้นในย่านท่าพระจันทร์

2

ร้านเทปที่เป็นมากกว่าร้านเทป

หากร้านน้องฯ เป็นเพียงร้านขายเทปเพลงธรรมดาๆ ที่ขายสินค้าเหมือนที่อื่น ก็คงยากที่จะยืนหยัดมาจนถึงวันนี้

กว่า 40 ปี ที่ที่นี่คือแหล่งรวมศิลปินทั้งในและนอกกระแส ศิลปินเพื่อชีวิตระดับตำนานหลายคน เช่น อารักษ์ อาภากาศ ศิลปินเดี่ยวมาลีฮวนน่า วงแมลงสาบ วงสิชล หรือวง Carry On ต่างเคยนำผลงานมาฝากให้พี่น้องตระกูลนาคน้อยเพื่อส่งต่อให้ผู้ฟังมาแล้วทั้งสิ้น

“อินดี้ยุคแรกๆ ส่วนใหญ่เป็นพวกเปิดหมวก เล่นที่สนามหลวงหรือลานท่าพระจันทร์ พอร้องแล้วก็อัดเทป นำผลงานมาวางขาย เพลงอาจไม่ได้หลากหลายแบบทุกวันนี้ เพราะสมัยก่อนคนที่ทำเป็นอินดี้ ก็คือเพื่อชีวิตจริงๆ เป็นแนวโฟล์กที่ฟังง่ายๆ เนื้อหาโดนใจคนฟัง”

บอย โกสิยพงษ์

เพราะพวกเขาเชื่อเรื่องโอกาส ศิลปินดีๆ หลายคนมีฝีมือ มีความสามารถ แต่ปราศจากพื้นที่เผยแผ่ผลงาน ร้านน้องฯ จึงอยากเป็นสื่อกลางสนับสนุนให้เขาเหล่านั้นได้ทำตามฝัน

ทุกวันนี้หลายคนก็ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง อย่าง Paradox ก็เคยนำผลงานใต้ดินมาฝากขาย เช่นเดียวกับ Moderndog ก็เคยส่งอัลบั้ม ก่อน 5 เวอร์ชั่น ให้ร้านน้องฯ ช่วยจำหน่าย หรือแม้แต่ DAJIM แร็ปเปอร์หนุ่มที่เคยโด่งดังจากเพลงเสียดสีสังคม ก็มีร้านน้องฯ เป็นหนึ่งในแหล่งกระจายสินค้า

ภายในร้านน้องฯ จึงอัดแน่นไปด้วยอัลบั้มเพลงไทยหลากหลายแนว ทั้งเพลงป๊อป เพลงไทยเดิม เพลงใต้ดิน เพลงอินดี้ รวมถึงอัลบั้มพิเศษที่มีเฉพาะที่นี่ อย่าง Top Selection โดย เทวี แย้มสรวล ดีเจชื่อดัง ซึ่งคัดเลือกเพลงบรรเลงดีๆ ระดับโลกมาทำเป็นอัลบั้มจำนวน 10 ชุด จำหน่ายม้วนละ 50 บาท

หรือช่วงที่กระแสอินดี้รุ่งเรือง เกิดผลงานแนว Bedroom Studio มากมาย ร้านน้องฯ ยังรับหน้าที่เป็นสื่อกลางนำเพลงต่างๆ ไปสู่ผู้ฟัง โดยพี่หน่อยเปิดแผนกขายส่ง กระจายผลงานเพลงหลายแนวไปสู่ร้านค้าต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เช่น B2S หรือ Tower Records ซึ่งเวลานั้นเพิ่งเปิดตลาดเทปและซีดี

Moderndog

“ศิลปินใหม่ๆ หลายคนเดินเข้ามาขอคำแนะนำเพื่อวางผลงาน เราก็ยินดีถ้าไม่ผิดกฎหมาย เนื้อหาไม่หยาบคายเกินไป มีหลายผลงานที่เรามองเห็นพัฒนาการของเขา อัลบั้มแรกเสียงร้องอาจจะไม่โดดเด่น แต่ภาคดนตรีเขาทำดีมาก ชุดแรกอาจจะไม่เปรี้ยงปร้าง ก็วางขายให้ แนะนำลูกค้าผู้ฟัง แต่ความชอบหรือไม่ชอบนั้น ท้ายสุดคนฟังเป็นคนตัดสิน

“อย่างทุกวันนี้ร้านน้องฯ ก็ขยายช่องทางไปสู่คนฟังเพลงมากขึ้น เราทำรายการ ‘คนทำเพลงพบคนฟังเพลง’ ในแชนแนล Nong Taprachan บนยูทูบ เพื่อเป็นช่องทางสำหรับคนทำเพลงและคนฟังเพลง สมมติคุณร้องเพลงแล้วอยากเจอคนฟัง เราก็จัดกิจกรรมเพิ่มให้ เวลานี้มีหลายวงที่พีกมาก เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งเคยมาเปิดอัลบั้มกับเราเป็นแห่งแรกๆ”

ความสัมพันธ์อันดีระหว่างร้านกับศิลปินเช่นนี้เองที่ต่อยอดให้ร้านน้องฯ มีโอกาสได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมต่างๆ มากมาย

อย่างเมื่อปี 2529 จรัล มโนเพ็ชร เคยทำเทปชุดพิเศษ จากเสียงซึงสู่พิณเปี๊ยะ มาฝากขาย เพื่อหารายได้ช่วยเหลือลุงคำแปง ศิลปินพื้นบ้านอาวุโส ซึ่งครั้งนั้นจรัลมานั่งเล่นซึงเปิดหมวกที่ทางเดินหน้าร้านด้วย

มานิด อัชวงศ์ ผู้จัดการส่วนตัวของศิลปินดังเคยบันทึกเรื่องราวผ่านหนังสือ ซึงสุดท้าย ว่า 

“ผู้คนแตกตื่นมารุมล้อมชมการแสดง… จรัล มโนเพ็ชร ไม่พูดสักคำ เล่นเพลงต่อเพลงนานนับชั่วโมง เทปยังไม่ขายสักม้วน เนื่องจากไม่รู้วัตถุประสงค์ ผมต้องแก้สถานการณ์ด้วยการประกาศเจตนารมณ์ของการทำงานชิ้นนี้ ผู้คนละทิ้งจรัล มโนเพ็ชร หันหลังไปซื้อเทปจากเสียงซึงสู่พิณเปี๊ยะ นักข่าวมาถ่ายรูปมากมาย กล้องทีวีมาบันทึกภาพ ตกเย็นในช่วงข่าวภาคค่ำของช่อง 9 อ.สมเกียรติ อ่อนวิมล นั่งอมยิ้มประกาศนำเข้าข่าวพิเศษ จรัล มโนเพ็ชร เป็นวณิพก เล่นดนตรีช่วยพิณเปี๊ยะที่ท่าพระจันทร์… นี่คือต้นแบบของข่าวศิลปวัฒนธรรม เป็นส่วนหนึ่งของรายการโทรทัศน์” 

CLASH

นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นร้านแรกๆ ที่รับขายบัตรคอนเสิร์ต สมัยนั้นมีร้านที่รับฝากบัตรหลักๆ 3 ร้าน คือร้านหนังสือดวงกมล สยามสแควร์ ร้านหนังสือดอกหญ้า สาขาท่าพระจันทร์ และร้านน้องท่าพระจันทร์

คอนเสิร์ตที่มาฝากขายมีตั้งแต่ศิลปินต่างประเทศที่ Nite Spot Production นำเข้ามา จนถึงศิลปินไทยที่โด่งดังอย่างเฉลียง อัสนี – วสันต์ และหลายคอนเสิร์ตที่มีผู้ชมมาเฝ้ารอซื้อบัตรกันคึกคักมากมาย เช่นคอนเสิร์ตของ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มีคนเข้าคิวรอกันนานมากตั้งแต่ก่อนร้านเปิด หรือ น้าหมู-พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ที่แฟนเพลงต่อคิวยาวจากหน้าร้านจนถึงหน้าประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กระทั่งบัตร 2,500 ใบ หมดเกลี้ยงภายใน 1 ชั่วโมง

ไม่เพียงแค่นั้น ร้านน้องฯ ยังมีโอกาสทำงานร่วมกับคลื่นวิทยุต่างๆ เช่นคลื่น Hot Wave รายงานอัลบั้มขายดีประจำสัปดาห์ ทุกวันพฤหัสบดี เวลาบ่าย 2 โมง พี่นกจะต้องเตรียมสายโทรศัพท์ให้ว่างสำหรับเข้ารายการสด พูดคุยกับ 2 ดีเจ คือ โจ้-อัครพล ธนะวิทวิลาศ และ จุ๋ม-นพพร อุดมศักดิ์ และเมื่อ Hot Wave จัดกิจกรรมอย่าง Hotwave Music Awards ร้านน้องฯ ก็ยังเป็นสถานที่แรกๆ ที่วงนักเรียนมารับใบสมัครเป็นประจำทุกปี

เช่นเดียวกับ Fat Radio ที่ร้านน้องฯ เคยช่วยเป็นช่องทางแจกบัตรงาน Fat Festival อยู่หลายหน พี่นกจำได้ดีว่าสมัยนั้นคนหนึ่งรับบัตรได้แค่ 4 ใบ แต่มีบางคนอยากได้มากกว่านั้น เลยโดนน้องๆ ในร้านแกล้งให้ผู้มารับบัตรเกินต้องร้องเพลงของศิลปินที่อยากไปชมคอนเสิร์ต ไม่อย่างนั้นไม่ให้บัตร

ทว่าสิ่งที่เหล่าพี่น้องนาคน้อยภูมิใจสุด คือการที่ร้านน้องฯ มีส่วนได้สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของนักศึกษา เช่นละครเวที ทั้งช่วยประชาสัมพันธ์ เปิดพื้นที่จำหน่ายบัตร เทปหรือซีดีเพลงประกอบ รวมถึงของที่ระลึก หลายๆ ครั้งโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

“เราไม่ได้มองว่าสิ่งที่ทำเป็นธุรกิจ แต่มองว่าเป็นการเจอคนที่ชอบเหมือนเรามากกว่า เวลาเจอกันก็เหมือนรุ่นพี่รุ่นน้องคุยกัน ปรึกษาอะไรได้ เราแลกเปลี่ยนกัน บางครั้งไม่จำเป็นต้องได้เงินกลับมา เราช่วยเขา เขาก็ช่วยเรา”

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมที่ถือเป็นหัวใจของร้านเรื่อยมาถึงปัจจุบัน คงหนีไม่พ้นการแจกลายเซ็น ถ่ายรูป มอบโปสเตอร์ และเปิดมินิคอนเสิร์ต

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นช่วงที่ร้านน้องฯ ต้องย้ายข้ามฟากไปอยู่วังหลัง เนื่องจากกรมเจ้าท่าประกาศปิดท่าเรือเพื่อปรับปรุง หลังเกิดโศกนาฏกรรมโป๊ะล่มที่ท่าน้ำพรานนก เมื่อเดือนมิถุนายน 2538

การย้ายร้านครั้งนั้นส่งผลให้คนฟังเพลงกับร้านน้องฯ มีระยะห่างกันไปพอสมควร โดยเฉพาะนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ข้ามฝั่งตามมาด้วยไม่ได้ พวกเขาจึงคิดว่าควรจัดกิจกรรมอะไรสักอย่างเพื่อดึงดูดความสนใจของคนฟังเพลง รวมทั้งเป็นช่องทางโปรโมตศิลปินอีกทาง

วงแรกๆ ที่มาร่วมคือ Nose Candy ศิลปินอินดี้สังกัดรถไฟดนตรี ซึ่งมี ไก่-ธนาวัฒน์ ส่งวัฒนา ผู้ก่อตั้งวง 2 Days Ago Kids เป็นแกนหลัก จากนั้นก็มี ROSEMARIE เจ้าของเพลงฮิต ให้ฉันทำอย่างไร และ ป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์ รวมถึงศิลปินจากค่ายกระแสรองยุคนั้น

“ตอนนั้น Sony Music ให้พี่ป้างมาแจกลายเซ็นที่ร้าน จำได้ว่าวันนั้นรถติดมาก ด้วยความเป็นคนรับผิดชอบเรื่องเวลามาก พี่ป้างเลยนั่งมอเตอร์ไซค์มาเเล้วข้ามเรือ ให้ทันเวลาสี่โมงเย็นที่นัดกันไว้ สุดยอดมาก เราก็เลยรู้สึกว่าควรจัดกิจกรรมแบบนี้บ่อยๆ ขณะเดียวกัน หลาย ๆ ค่ายก็มองเห็นตรงนี้เหมือนกับเรา

“อย่าง Bakery Music ก็เริ่มสนใจทำเหมือนกัน เขาได้ใกล้ชิดคนฟังเพลงด้วย ก็เลยไปต่อได้เรื่อยๆ ส่วนใหญ่ศิลปินที่ทำกิจกรรมแบบนี้เป็นวงอินดี้ เริ่มต้นจากเล็กๆ กันก่อน”

กิจกรรมนี้ยังจัดต่อเนื่องมาถึงยุคที่ร้านน้องฯ ย้ายร้านกลับมาอยู่ฝั่งพระนคร โดยพี่หน่อยได้พื้นที่ตึกแถวริมถนนฝั่งท่ามหาราช ตรงข้ามวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร และเมื่อท่าเรือถูกซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อย พวกเขาก็กลับมาเปิดร้านที่เดิมอีกครั้ง จึงเท่ากับว่าร้านน้องฯ มี 2 สาขา คือสาขาท่ามหาราชและสาขาท่าพระจันทร์

“ตอนที่ขยายเป็นสองร้าน เราตัดสินใจเลิกทำเสื้อผ้า เพราะอยากให้คุณแม่ได้พักผ่อน เนื่องจากตอนนั้นเราไปเปิดร้านขายส่งที่ใบหยกแล้วเหนื่อยมาก พี่เองก็ต้องวิ่งไปมาระหว่างร้านเทปกับร้านเสื้อผ้า ส่วนพี่สาวก็เริ่มมีครอบครัว ต้องมีเวลาพักผ่อนบ้าง ที่สำคัญคือ พอปรับปรุงร้านเสร็จ พื้นที่ไม่พอ เพราะเริ่มเป็นยุคของแผ่นซีดีแล้ว ต้องใช้พื้นที่โชว์มากกว่า แล้วตอนนั้นธุรกิจก็บูมมาก คนหันมาฟังเพลงกันเยอะ ศิลปินก็ผลิตผลงานมากขึ้น ใครทำเพลงอะไรออกมา เราก็ช่วยขาย

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

“จำได้ว่าช่วงที่เรากลับมาเปิดร้านฝั่งนี้ใหม่ๆ มีศิลปินมาแสดงความยินดี มาอวยพรเยอะมาก อย่างวง Soul After Six มาทั้งวง ตอนนั้นเขาอาจคิดว่าเราเปิดร้านใหม่คงมีพื้นที่เยอะ เลยใส่ชุดหล่อมา แต่เราก็ยังเป็นร้านเล็กๆ อยู่แบบอบอุ่น แล้วก็มี Audy ที่คนมาเยอะมาก ถึงขั้นเดินเข้าร้านตัวเองไม่ได้ มาตอนหลังจึงเริ่มมีศิลปิน Grammy เข้ามาบ้าง เช่น สุเมธแอนด์เดอะปั๋ง Bodyslam หรือ CLASH”

แต่เหตุการณ์ที่ถือเป็นปรากฏการณ์คือ ตอนที่วง H ออกอัลบั้ม Project H ทีมงานนำรถตู้มา แล้วใช้พื้นที่ลานด้านหน้าธรรมศาสตร์เป็นลานคนดู โดยสามสาวร้องเพลงอยู่บนหลังคารถ การแสดงครั้งนั้นกลายเป็นกระแสโด่งดังไปทั่ว หรือตอนที่ Buddha Bless มาเล่นเปิดอัลบั้ม ก็ร้องและเต้นจัดเต็มจนได้แฟนเพลงใหม่ๆ ไปเพียบ 

หากแต่การใช้พื้นที่ลานด้านหน้าไม่สะดวกนัก เพราะต้องประสานงานหลายฝ่ายเพื่อขอใช้เสียง บางครั้งก็มีผู้ชมจำนวนมากจนส่งผลกระทบกับพ่อค้าแม่ค้าบริเวณนั้น ภายหลังทางร้านตัดสินใจจัดกิจกรรมในร้านแทน ส่วนใหญ่จะไปจัดที่สาขาท่ามหาราช แล้วแวะมาแจกลายเซ็นที่สาขาท่าพระจันทร์ เพื่อให้ลูกค้ารู้ว่า 2 สาขาอยู่ใกล้กัน

แม้ทุกวันนี้สาขาท่ามหาราชจะไม่มีแล้ว แต่กิจกรรมต่างๆ ไม่เคยหายไปไหน พี่นกบอกว่า ถ้ามีโอกาสก็อยากจัดงานให้ถี่ขึ้น เพราะทุกวันนี้มีเด็กรุ่นใหม่ฝีมือทำเพลงดีๆ เกิดขึ้นเต็มไปหมด และทุกคนก็คงอยากเผยแพร่ผลงานไปสู่วงกว้าง ซึ่งร้านน้องฯ ยินดีเป็นสะพานให้ แต่มีข้อแม้อย่างเดียวคือ ต้องผลิตผลงานเป็นเทป แผ่นซีดี หรือแผ่นเสียง ออกมา

“เราคิดว่าคนที่มาชมควรได้ของที่ระลึกกลับไป คิดเล่นๆ เขาทำเพลงใส่ทัมไดรฟ์หรือลงยูทูบอย่างเดียว พอมาเจอหน้ากันจะให้เซ็นชื่อในยูทูบเหรอ มันควรเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เพราะคุณมาดูเขาแล้ว ได้ชื่นชมเขาแล้ว ควรได้อะไรกลับไปด้วย คุณต้องกล้าพอที่จะผลิตผลงานให้คนฟังเขาเสพได้” พี่นกย้ำความเชื่อของตัวเอง

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี
น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

3

40 ปีที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ช่วงสิบปีกว่ามานี้ต้องยอมรับว่าวงการเพลงบ้านเราเปลี่ยนไปพอสมควร ทั้งอุตสาหกรรมการผลิต รูปแบบการฟังเพลง หรือแม้แต่จำนวนร้านขายซีดี แผ่นเสียง ที่นับวันจะยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ แม้แต่ร้านน้องฯ เองยังต้องเผชิญปัญหาไม่แพ้กัน แต่พวกเขาก็ยังหยัดยืน และรับมือกับอุปสรรคที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง 

พี่นกมองว่าเหตุผลหนึ่งคงมาจากฐานความคิดตั้งแต่เปิดร้าน เพราะสินค้าที่สั่งเข้ามา ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เขาชอบ ฉะนั้น ต่อให้ไม่มีคนซื้อก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยๆ เก็บไว้ฟังเองก็ได้

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี
น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

แต่มีบางครั้งที่ต้องกลับมาถามตัวเองว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นทำไปเพื่ออะไร เช่นเมื่อปี 2551 พี่นกเปิดสาขาใหม่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ตามคำชักชวนของรุ่นน้องที่สนิทกัน เวลานั้นเขาตั้งใจให้ที่นี่เป็นร้านต้นแบบเพื่อขยายแฟรนไชส์ จึงทุ่มเทพลัง ทั้งการวางระบบ การออกแบบร้าน รวมทั้งตามพี่ๆ ให้มาช่วยดูแลร้านด้วย

แต่ร้านนี้อยู่ได้ไม่นานนัก หลังเกิดเหตุวุ่นวายทางการเมืองห้างต้องปิดให้บริการ พี่นกจึงกลับมาตกผลึกว่าบางทีการขยายร้านมากๆ อาจไม่ใช่อนาคตที่อยากเห็น เมื่อเทียบกับการรักษามาตรฐานของร้าน

“เราคิดแบบโง่ๆ ว่าถ้ามีหลายๆ ร้าน ก็น่าจะได้กำไรเยอะขึ้น แต่ลืมคิดว่าพอมีหลายๆ ร้านก็ต้องมีสินค้ามากขึ้นเหมือนกัน แล้วจริงๆ เราเองก็ไม่ใช่คนกินเยอะ แถมช่วงนั้นต้องบอกเลยว่าเหนื่อยมาก ทั้งหาสินค้าเข้าร้าน หรือตามดูทีมงานที่ส่งเข้าไปช่วยพี่หน่อยหรือพี่น้องว่าคุณภาพเหมือนที่ท่าพระจันทร์หรือเปล่า เพราะพี่สองคนใจดี อาจไม่ดุแบบเรา พอห้างกลับมาเปิดเราก็เลยมาคิดว่าไม่เห็นจำเป็นต้องมีหลายสาขาเลย ทำแค่นี้ให้ดีที่สุดก็พอแล้ว”

อีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อร้านประสบภัยน้ำท่วม จนนำไปสู่การประกาศปิดท่าเรือเพื่อปรับปรุง พี่นกเล่าว่า ถึงจะได้หยุดพักเต็มที่ แต่กลับไม่มีความสุขเลย เพราะรู้สึกไม่ต่างจากคนที่ใกล้หมดสภาพ วันๆ ไม่ทำอะไร กระทั่งคุณแม่ต้องบอกให้กลับไปทำงาน เขาจึงลองหาสถานที่ตั้งร้านชั่วคราวจนได้เจอกับ The Crystal Park ห้างเปิดใหม่ที่อยู่ใกล้บ้าน แล้วเป็นห้างแรกๆ ที่นำสุนัขมาเดินเล่นได้ด้วย

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

แม้ยอดขายที่ร้านใหม่จะดีไม่แพ้ร้านเก่า แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปคือ ชีวิตชีวา เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่และคนในหมู่บ้านที่มีกำลังซื้อมาก ไม่ใช่เด็กวัยรุ่นหรือนักศึกษา ทำให้ไม่มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องเพลงสักเท่าใด ระหว่างนั้นพี่นกก็มาได้พื้นที่ตรงตลาดนัดรถไฟ จตุจักร เพิ่มเติม เปิดทุกวันศุกร์-อาทิตย์ จึงกลับมาจัดกิจกรรมสนุกๆ อย่างมินิคอนเสิร์ตอีกครั้ง

หลังเปิดร้านได้ 2 ปีกว่า ทางท่าเรือท่าพระจันทร์แจ้งกลับว่า พื้นที่พร้อมใช้งานแล้ว เป็นจังหวะเดียวกับที่สัญญาของ The Crystal Park ใกล้หมด และตลาดนัดมีเรื่องให้ต้องหยุดขายทั้งตลาด เขาเลยโยกย้ายทีมงานกลับมาที่เดิม

หากแต่ไม่มีโจทย์ไหนที่ท้าทายเท่ากับอุตสาหกรรมการผลิตเพลงไทยที่เปลี่ยนไป จากที่เคยมีสินค้าใหม่เข้าร้านทุกวันอังคารและพฤหัสบดี กลับเหลือเพียง 1 – 2 เดือนต่อชุด

แต่พี่นกไม่เคยท้อ ด้วยเชื่อว่าลูกค้าตัวจริงที่เสพงานจากสื่อที่จับต้องได้ยังมีอยู่ ขณะเดียวกันก็ปรับเปลี่ยนธุรกิจให้สอดคล้องกับตลาดมากขึ้น ทั้งการเปิดตลาดแผ่นเสียงและนำเครื่องเล่นแผ่นเสียงเข้ามาจำหน่ายในร้าน รวมถึงนำเข้าผลงานดีๆ จากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นความโชคดี เพราะหลังจากพี่น้องตัดสินใจวางมือไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน พี่นกก็ได้เพื่อนสนิทอย่าง พี่ก้อย-ณัฏฐ์ชัญญา บวรพิบูลชัย ซึ่งชำนาญเรื่องภาษามาช่วยดูแลงาน ตลอดจนคอยประสานและเลือกสินค้าจากต่างประเทศเข้าร้าน

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

“ทุกวันนี้เราต้องทำการบ้านเยอะขึ้น เพราะเราอาศัยเพลงไทยจากค่ายหลักๆ ไม่ได้แล้ว จึงต้องสั่งแผ่นอิมพอร์ตเข้ามามากขึ้น มีทั้งแผ่นจากยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ขึ้นอยู่กับลูกค้าว่าอยากได้แบบไหน แต่เราก็พยายามสั่งสินค้าที่ลูกค้าเราจับต้องได้ง่ายขึ้น เช่นแผ่นจากอเมริกาอาจมีให้เลือกเยอะกว่า เราก็เลือกแผ่นอเมริกา หรือในญี่ปุ่นมีวงที่ในอเมริกาไม่มี”

แต่ถึงจะมีสินค้าจากต่างประเทศมากขึ้น ร้านน้องฯ ก็ไม่เคยทิ้งวงการเพลงไทย ยืนยันได้จากการเปิดสาขาที่ช่างชุ่ย เพราะหวังให้เด็กรุ่นใหม่มีพื้นที่แสดงทักษะทางดนตรีเพิ่มขึ้น

“เรายังรู้สึกสนุก สนุกที่ได้เจอเด็กใหม่ๆ ที่เก่งมากๆ ส่วนตัวเชื่อว่าวงการนี้ยังไปต่อได้ แต่สิ่งสำคัญคือวิธีคิด เพราะสมัยก่อนมีนายทุนผลิตแผ่นขึ้นมาขาย แต่ทุกวันนี้เด็กๆ ทำแผ่นเองได้ มันยังมีช่องทางที่เขาจะสานฝันของตัวเองได้อยู่ หากเขาทุ่มเทและตั้งใจจริง”

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

4

“…จนกว่าจะหมดแรง”

“เราคงทำต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะขับรถไม่ไหว หรือทุกคนเรียกปู่นก เพราะต้องยอมรับว่าเพลงเป็นแฟชั่น บางทีเราอาจอัพเดตไม่ทัน แล้วลูกค้าที่เป็นวัยรุ่นจะยังเชื่อรสนิยมในการฟังเพลงของเราอยู่หรือเปล่า” พี่นกกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ เมื่อถามถึงก้าวต่อไปของเขากับร้านน้องฯ

แต่อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่มีใครหยั่งรู้ได้ สำหรับชายผู้นี้แล้ว การทำทุกวันให้มีความสุขจึงสำคัญกว่า 

ปัจจุบัน พี่นกยังเดินทางออกจากบ้านเพื่อมาอยู่ที่ร้านตั้งแต่เปิดจนปิด โดยไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่ายหรือเหน็ดเหนื่อยเลย 

“ลูกค้าหลายคนติดเรา เรามีลูกค้าหลายคนมาตั้งแต่สมัยเรียน จนทำงานแล้วก็ยังแวะเวียนมาหา บางคนมาหาทุกอาทิตย์ บางทีอาจไม่ซื้ออะไรกลับไปเลย แค่คุยกัน ดูหนังฟังเพลง คุยเรื่องสัพเพเหระ การมาอยู่ตรงนี้ก็เหมือนเรามีเพื่อน มีคนพูดคุยด้วย ยิ่งตอนนี้เรามีเฟซบุ๊ก ก็อัพเดตความเคลื่อนไหวของเพื่อนพี่น้องหลายๆ คน อย่างบางคนอาจหายไปนาน แต่เขาก็ยังฟังเพลงอยู่ เราก็มีโอกาสแลกเปลี่ยนทัศนคติการฟังกันได้”

หากแต่สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ การส่งต่อโลกของดนตรีที่หลากหลายสู่คนรุ่นถัดไป

ทุกวันนี้ร้านน้องฯ มีเด็กวัยรุ่นสับเปลี่ยนเข้ามาเป็นพนักงาน แม้แต่ละคนจะมีพื้นฐานต่างกัน บางคนเป็นนักศึกษาวิศวะ บางคนเรียนเอกภาษา และอีกไม่น้อยที่จบสายดนตรีมาโดยตรง แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขามีร่วมกันคือ ความรักในเสียงเพลง และอยากส่งต่อสิ่งดีๆ ไปสู่กลุ่มผู้ฟังอีกมากมาย

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

“เวลารับพนักงาน เรามีการทดสอบก่อน เพื่อเช็กว่าเขารู้เรื่องเพลงมากน้อยแค่ไหน จากนั้นก็ให้ทดลองงาน 3 – 5 วัน เพื่อดูหน่วยก้าน ซึ่งคนเก่งมากๆ อาจขายของไม่ได้เลย เราก็ไม่เอา เราต้องการคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี และใจเปิดกว้างรับสิ่งใหม่ๆ ถ้าฟังแต่เดธเมทัล แต่ไม่ฟังป๊อปเลย ก็ไม่ใช่ ทุกคนต้องฟังได้ทุกอย่าง ส่วนจะชอบมากชอบน้อยอีกเรื่องหนึ่ง

“ที่ผ่านมา น้องๆ เหล่านี้ช่วยเราได้มาก อย่างล่าสุดก็มีน้องคนหนึ่งมาบอกว่า เขาดูหนังเรื่องหนึ่งมา มีศิลปินเกาหลีที่ร้องเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งดีมากเลย เราควรหาอัลบั้มนี้มาขาย ซึ่งเรื่องแบบนี้แหละที่จะช่วยให้เรายังอยู่ได้ต่อไป”

และทั้งหมดนี้คือตำนานบทเล็กๆ ของร้านเพลงแห่งท่าพระจันทร์ หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่อยู่คู่กระแสวัยรุ่นและวัฒนธรรมดนตรีไทยมานาน 40 ปี

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

ข้อมูลประกอบการเขียน

  • สัมภาษณ์คุณอนุชา นาคน้อย วันที่ 19 กันยายน 2562
  • Facebook : Nong Taprachan
  • รายการคนค้นแมว Cat Radio วันที่ 23 กรกฎาคม 2557
  • นิตยสาร Make Money ปีที่ 6 ฉบับที่ 64 เดือนมกราคม 2548
  • หนังสือ ซึงสุดท้าย โดย จรัล มโนเพ็ชร

Writer & Photographer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 หลายคนอาจเคยสะดุดตากับความน่ารักและความสดใสของเด็กสาวคนหนึ่งในชุดซานตาคลอส บนหน้าปกนิตยสาร Katch ฉบับที่ 2

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

ในเล่มให้ข้อมูลสั้น ๆ ว่าเธอคือ นาเดีย-ฤทัย สุทธิกุลพานิช อายุ 18 ปี เป็นน้องใหม่ของคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงนี้กำลังวุ่นอยู่กับการฝึกซ้อมเป็นเชียร์ลีดเดอร์ ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ และมีโครงการจะร้องเพลงในอีกไม่นานนี้..

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

เวลาผ่านไป 1 ปีเต็ม โครงการดังกล่าวก็กลายเป็นจริง เมื่อเสียงของนาเดียมาปรากฏในเพลง สงสัย ผลงานเปิดตัวของ mr.z RETURN to RETRO อัลบั้มชุดที่ 5 ของ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ 

จากนั้นอีก 11 เดือนถัดมา เธอก็กลายเป็นศิลปินเดี่ยวของ Bakery Music ที่มีเพลงฮิตโดนใจอย่าง คนไม่พิเศษ,  Happy Anniversary, โลกใบใหญ่, รัก…ฉันรักเธอ, หวานฉ่ำ, โล่งอก, บีบ, Galaxy Of Love ฯลฯ

แม้ไม่ได้มีผลงานมากนัก เมื่อเทียบกับสมาชิกอื่นในค่ายขนมปังดนตรี แต่ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ฟังแล้วรู้สึกเหมือนโลกสดใส ก็ทำให้ใครหลายคนหลงใหลและจดจำเพลงของเธอได้ ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานสักเพียงใดก็ตาม

ในวันที่นาเดียหวนกลับมาร้องเพลงอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบภาพยนตร์ ‘FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ’ ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงถือโอกาสดีชักชวนเธอมาร่วมย้อนความทรงจำอันงดงาม ตลอดจนความสุขในชีวิตหลังวางไมค์ไปกว่า 15 ปี

01
สงสัย

ก้าวแรกบนถนนสายดนตรีของนาเดียจะเรียกว่า ความบังเอิญก็คงไม่ผิด เพราะเธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ตัวเองร้องเพลงได้หรือเปล่า รู้แต่เพียงว่าเป็นคนรักเสียงเพลงมาตลอดก็เท่านั้น

สมัยเด็ก ๆ นาเดียชอบฟังเพลงดิสนีย์มาก ส่วนคุณพ่อคุณแม่ชอบฟังเพลงเก่ายุค 50 – 60 โดยเฉพาะ Elvis Presley หรือ The Carpenters พอขึ้นรถเมื่อไหร่ก็ต้องเปิดฟังอยู่เสมอ ดนตรีจึงค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปในจิตใจโดยไม่รู้ตัว

“ฟังมาแล้วทุกฟอร์แมตเลย เทป แผ่นเสียง มินิดิสก์ ซีดี เอ็มพีทรี แล้วเวลาให้ของขวัญกัน ตามสไตล์ ทุกคนก็จะอัดเพลงให้กัน เพราะรู้สึกว่ามีคุณค่ามากกว่าให้ของเป็นชิ้น ๆ เวลาเรากลับมาฟัง ทำให้นึกภาพช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ก็คล้าย ๆ กับกลิ่นที่ทำให้เราจดจำโมเมนต์บางอย่างได้ ก็เลยรู้สึกชอบ และอยู่กับมันนานแล้ว”

ต่อมาเมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลาย เธอก็ได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา 1 ปี และตั้งใจจะเรียนต่อที่นั่นเลย แต่โดนคุณแม่เบรกไว้และให้กลับมาเมืองไทย เพราะไม่อยากให้ลูกสาวอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง หากจะไปเรียนเมืองนอกอนุญาตให้ไปเฉพาะอังกฤษ เนื่องจากพี่ชายเรียนอยู่ที่นั่น

แต่ถึงอย่างนั้น ชีวิตที่แดนมะกันก็เปิดโลกการฟังให้เธอไม่น้อยเลย โดยเฉพาะบรรดาเพลงแนว Lounge Music ซึ่งยุคนั้นโดดเด่นหลายเพลง อย่างเพลงหนึ่งที่โดนใจมากเป็นพิเศษ คือ Zoot Suit Riot ของ Cherry Poppin’ Daddies

“หากเราไปตามคนพวกนี้ เขาอาจไม่ได้ทำเยอะ จะเรียกว่า One-hit wonder ก็ได้มั้ง แต่ว่าเพลงที่ออกมาในตอนนั้นมันมีเอกลักษณ์ เพราะสมัยนั้นเพลงที่นิยมจะเป็นอีกแนวหนึ่งหมด ส่วนเพลงพวกนี้จะย้อนอดีตหน่อย ซึ่งพอเขามาทำออกในช่วงที่ยุคของมัน ก็เลยโดดเด่นขึ้นมาในความรู้สึกของเรา”

เมื่อกลับมาอยู่ที่เมืองไทย นาเดียก็มีโอกาสได้รู้จักกับ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ หนึ่งในผู้บริหารของ Bakery Music ผ่านการแนะนำของญาติผู้พี่อีกที ซึ่งพอสมเกียรติทราบว่า เธอเพิ่งเดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา จึงชวนคุยถึงเรื่องราวต่าง ๆ กระทั่งรู้ว่า สาวน้อยคนนี้ก็สนใจดนตรีไม่แพ้กัน

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“พี่สาลี่ (สมเกียรติ) ถามว่า ตอนนี้อเมริกาเขาฟังเพลงอะไรกันบ้าง ซึ่งคิดว่าเขาน่าจะถามแบบนี้กับหลายคนมาก ตอนนี้ฟังอะไรกันบ้าง ชอบเพลงแบบไหน เพราะเขาเป็นคนที่เก็บรายละเอียดเก่งมาก แล้วหาแรงบันดาลใจอยู่ตลอด ซึ่งเราชอบมาก เพราะเวลาคุยกับเขา จะได้ความรู้เพิ่มขึ้นด้วย แล้วจริง ๆ เขาเป็นเจ้าพ่อเพลง แต่มาถามเรา ก็เลยยิ่งรู้สึกประทับใจว่า คนคนนี้เปิดกว้างมากเลย รู้สึกภูมิใจนิดหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็มีการแชร์เพลงกันเรื่อยมา”

หากแต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ สมเกียรติกำลังมีแผนจะทำอัลบั้มใหม่ หนึ่งในนั้นคือการจับมือกับวง Pizzicato Five จากญี่ปุ่น เปลี่ยนเพลง Sweet Soul Revue ให้เป็นภาษาไทย เขาเลยนึกถึงนาเดียขึ้นมา เพราะอยากได้คนที่สนใจเพลงแบบเดียวกันมาร่วมงานด้วย

แม้ไม่เคยทำงานสายนี้มาก่อน แต่นาเดียก็ดีใจที่ผู้ใหญ่ให้โอกาส จึงตอบตกลงทันที

แต่ด้วยความที่ไม่มีทักษะการร้องเพลงใด ๆ เลย สมเกียรติกับ บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์ ผู้บริหารอีกคนของค่ายจึงส่งนาเดียไปเรียนกับ โจ้-อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ นักร้องนำของวง Pause ซึ่งเวลานั้นเป็นเทรนเนอร์ให้ศิลปินรุ่นใหม่ ๆ ของค่ายที่เตรียมจะมีผลงานในอนาคต

“วิธีสอนของพี่โจ้จะสบาย ๆ เขาจะไม่สอนว่า ต้องออกเสียงอย่างนี้ ต้องร้องแบบนั้นนะ แต่จะสอนให้เราหายใจ สอนว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ทำลายกล่องเสียงตัวเอง เป็นเทคนิคของการรักษาเสียงมากกว่าให้ฝึกร้องมาก ๆ เพื่อเวลาร้องเพลงในห้องอัด ลมหายใจจะได้ไม่ขาดช่วง ซึ่งนี่เป็นบทเรียนที่จำมาถึงทุกวันนี้ แล้วก็ดีใจมากที่มีโอกาสได้เรียนกับพี่โจ้”

เวลาผ่านไปนานหลายเดือน ในที่สุดนาเดียก็พร้อมแล้วกับผลงานเพลงแรกในชีวิต

‘สงสัย’ เริ่มต้นบันทึกเสียงในช่วง พ.ศ. 2542 เธอยังจำได้ดีว่า เพลงนี้ไปอัดเสียงกันที่บ้านของบอยในซอยทองหล่อ ซึ่งพอไปถึงบอยก็บอกว่า “พี่ยังเขียนไม่เสร็จนะ แต่อัดไปก่อน แล้วพอร้องเสร็จแล้ว เดี๋ยวพี่มาเขียนต่อให้”

ตอนนั้นนาเดียอดประหลาดใจไม่ได้ว่า แล้วแบบนี้เนื้อเพลงจะเสร็จทันเหรอ แต่ปรากฏว่า เธอประเมินนักแต่งเพลงมืออาชีพอย่างบอยต่ำเกินไป เช่นเดียวกับประเมินฝีมือนักร้องมือใหม่อย่างตัวเองสูงเกินไป

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“แม้เขาจะบอกว่าให้ร้องสไตล์ตัวเองเลยนะ แต่สงสัยถือเป็นเพลงที่ยากสุดเท่าที่จำได้ แล้วก็อัดนานมาก อัดประมาณ 3 – 4 ทุ่ม แล้วประมาณตี 1 ถึงเสร็จเท่าที่มีแล้ว จากนั้นเขาก็ไปปลุกพี่บอยขึ้นมาเขียนต่อ คือเพลงนี้มันค่อนข้างยาว พี่บอยก็มาเขียน Verse 2 ‘Vinyl ดี Cotton ดี สีที่สวยกับฉันเป็นแบบไหน’ 

“จำได้ว่า ตอนแรกคุณพ่อไปนั่งรอด้วย สักพักก็บอกว่า ‘ปะป๊ากลับก่อนแล้วกันนะ แล้วเดี๋ยวมารับ’ เพราะบ้านอยู่ใกล้กัน ซึ่งตอนที่ปะป๊ามารับ เกือบตี 5 แล้วมั้ง เปิดบ้านพี่บอยออกมา เห็นพระเดินบิณฑบาตแล้ว”

เพลง สงสัย เผยแพร่สู่สาธารณะในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม พ.ศ. 2543 เปิดตัวอัลบั้ม mr.z RETURN to RETRO ผลงานรับสหัสวรรษใหม่ของค่าย Bakery Music

แม้ไม่ได้มาร่วมเปิดตัวอัลบั้มด้วยกัน เนื่องจากเวลานั้นเธอไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้ว แต่เพลงสงสัยก็ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม โดยก่อนจะวางแผนอัลบั้มเต็มราวหนึ่งสัปดาห์ สมเกียรติได้ตัดเพลง ‘สงสัย’ ออกมาเป็นซีดีแผ่นพิเศษ จำหน่าย 500 แผ่น ปรากฏว่า เพียงสัปดาห์เดียวก็ขายหมดเกลี้ยง และนั่นเองที่ทำให้สาวน้อยนามว่า นาเดีย กลายเป็นที่รู้จักในฐานะสมาชิกคนใหม่ของค่ายขนมปังดนตรี

02
โลกใบใหญ่

หลังการบันทึกเสียงเพลงสงสัยผ่านพ้นไป บอยกับสมเกียรติพอใจกับผลงานที่ออกมามาก จึงทาบทามลีดธรรมศาสตร์คนนี้ให้มาทำงานเพลงเต็มตัว

นาเดียยอมรับตามตรงว่า ไม่ทราบเลยว่า พวกพี่ ๆ คิดอะไรกันอยู่ แต่เมื่อมีโอกาสเข้ามาก็ไม่ลังเลที่จะตอบรับ

“อาจเป็นเพราะตอนนั้น Bakery มีนักร้องผู้หญิงน้อยด้วยมั้ง จำได้ว่าเข้าหลัง พี่โหน่ง พิมพ์ลักษณ์ แป๊บหนึ่ง เข้าใจว่า ตอนนั้นเขาคงอยากลองค้นหาสไตล์นักร้องใหม่ด้วย คือพี่สาลี่ก็ไม่เคยพูดตรง ๆ นะ เขาเคยพูดแค่ว่าเสียงเราค่อนข้างยูนีก ไม่เหมือนใคร ดูเหมือนไม่เคยฝึกมาก่อน ซึ่งก็ไม่เคยฝึกจริง ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเขามั่นใจในตัวเรา แล้วทำไมเราถึงจะไม่ลองให้โอกาสตัวเองดูบ้าง

“แล้วเหมือนว่าช่วงนั้นเขาก็เริ่มทำ DOJO CITY กันแล้ว เป็นช่วงเชื่อมต่อกันพอดี เราก็เลยได้ไปถ่ายแบบให้ Katch ด้วย หลายคนก็เลยคิดว่าเราอยู่ DOJO แต่เข้าใจว่า Image กับ Position ของเราอาจจะไม่ลงตัวกับ DOJO แบบเป๊ะ ๆ เราอาจจะ Funky ไม่พอ ก็เลยได้มาอยู่กับ Bakery Music”

เพื่อเสริมทักษะการร้องเพลงให้แน่นขึ้น บอยจึงส่งนาเดียไปเรียนร้องเพลงเพิ่มเติมกับ ครูโรจน์-รุ่งโรจน์ ดุลลาพันธ์ ครูสอนร้องเพลงแถวหน้าของเมืองไทย ซึ่งสิ่งที่ครูโรจน์สอนก็เป็นเสมือนการต่อยอดกับสิ่งที่โจ้เคยแนะนำ โดยเฉพาะเทคนิคการร้องสดอย่างไรให้มีพลัง

“สิ่งหนึ่งที่ครูโรจน์บอกคือ ทั้งหมดมันขึ้นกับการฝึกฝน Practice makes perfect ต้องฝึกร้องบ่อย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไม พี่ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) ถึงฝึกโยคะ ทำไมถึงออกกำลังกาย เพราะมันเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพราะการฝึกวิธีหายใจขั้นเทพ ทำให้เขารันโชว์ได้นานหลายชั่วโมง”

แต่ขณะที่ทุกอย่างกำลังเดินหน้า ก็เกิดจุดพลิกสำคัญ เพราะก่อนหน้านั้น นาเดียตั้งใจอยากจะไปเรียนต่อเมืองนอก จึงไปสมัครเรียนด้าน Marketing and Advertising ที่ London College of Arts ประเทศอังกฤษ ซึ่งหลังจากเซ็นสัญญาได้ไม่กี่สัปดาห์ ทางสถาบันก็แจ้งข่าวกลับมาว่า ตอบรับใบสมัครแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำอัลบั้มโดยตรง

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นเกรงใจมากเลย แต่ก็เข้าไปบอกตรง ๆ ว่า พี่คะ ได้โรงเรียนที่อังกฤษแล้ว ถ้าจะไม่ทำงานต่อก็เข้าใจนะ แต่ปรากฏว่าพี่ ๆ เขาดีมากเลย เขาบอกว่าไม่เป็นไร ไปเรียนได้เลย โดยเฉพาะพี่สาลี่บอกว่า อังกฤษนี่ดีมาก ไปแล้วก็เก็บพวก Trend พวก Culture ต่างๆ กลับมาเยอะ ๆ ด้วย มันช่วยเราทำเพลงต่อได้นะ ซึ่งตรงนี้ประทับใจมาก ตอนนั้นก็เลยได้ไปเรียนหนังสือ แล้วก็ยังได้ออกอัลบั้มด้วย”

ด้วยเหตุนี้ การทำอัลบั้มทั้งสองชุดของนาเดีย คือ Welcome – Sweet Morning และ Resources To Keep My Life Vital จึงมีกรอบระยะเวลาการทำงานที่ชัดเจน คือช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน นาเดียจะกลับมาบันทึกเสียง และช่วงปลายปี เธอจะกลับมาโปรโมต ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ เล่นคอนเสิร์ต เดินสายเยี่ยมแผงเทป รวมถึงให้สัมภาษณ์กับสื่อต่าง ๆ

แม้จะเป็นการทำอัลบั้มแบบทางไกล แต่สำหรับนาเดียแล้ว นี่ไม่ใช่อุปสรรคเลย

“ถ้าพูดตามตรง ความยากน่าจะอยู่ที่ทีมงานมากกว่า เพราะเรากลับมาเพื่ออัดเสียงจริง ๆ โดยเพลงส่วนใหญ่จะได้ไม่เกินอาทิตย์หนึ่ง คือถ้าได้เกิน 5 วันนี่ถือว่ามากแล้ว แล้วก่อนกลับก็จะมีการนั่งประชุมกัน แจกงาน เพลงนี้ให้ พี่บอยตรัย (ตรัย ภูมิรัตน) เขียนนะ เดี๋ยวเพลงนี้พี่บอยเขียนให้เอง”

แต่ถึงอย่างนั้น ก่อนเดินทาง บอยกับสมเกียรติก็มอบหมายการบ้านชิ้นหนึ่งให้นาเดียทำระหว่างอยู่ที่อังกฤษ คือเขียนไดอารี่บันทึกเรื่องราว ประสบการณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ในชีวิตถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นเรื่องความรักเท่านั้น แล้วพอกลับมาเมืองไทยอีกทีก็ค่อยมาคัดเลือกส่งให้พี่ ๆ อ่าน เพื่อเป็นวัตถุดิบในการเขียนเพลง จึงอาจจะกล่าวได้ว่า บทเพลงทั้ง 14 เพลงจาก 2 อัลบั้ม ล้วนสะท้อนตัวตนของเธออย่างชัดเจน

อย่างในชุดแรกนั้น เพลง โลกใบใหญ่ เพลงเปิดตัวของนาเดีย บอยตรัยเคยให้สัมภาษณ์ว่า บอยได้วางโจทย์ง่าย  ๆ ว่า นาเดียเป็นเด็กผู้หญิงที่กำลังเรียนรู้ชีวิต กำลังเปิดประตูบานใหม่ไปสู่โลกใบใหญ่ เขาเลยเขียนเพลงนี้ออกมา

เช่นเดียวกับ Happy Anniversary บอยได้ถามนาเดียว่า รู้จักคนที่พูดภาษาฝรั่งเศสบ้างไหม เพราะเขาอยากจะเขียนเพลงที่มีภาษาฝรั่งเศสสักเพลง เนื่องจากเห็นเธอสนใจเพลงแนว French Lounge มากเป็นพิเศษ

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นก็ถามพี่บอยว่า French Lounge ต้องร้องฝรั่งเศสด้วยเหรอ แกก็บอกว่า พี่ว่ามันต้องมีสักเพลง เราก็เลยบอกโอเคค่ะ เผอิญมีพี่สาวเป็นญาติกันชื่อพี่เอ๋ เพิ่งกลับมาจากเบลเยียมพอดี พูดฝรั่งเศสได้ ก็เลยชวนมา ซึ่งโจทย์ที่พี่บอยให้คือ เขียนคำมาให้เยอะ ๆ เลย เกี่ยวกับอาหาร เสื้อผ้า หรืออะไรก็ได้ แต่ไม่ต้องเรียงมาเป็นประโยค เดียกับพี่เอ๋ก็ไปเลย นึกอะไรออกก็เขียน แล้วเอาไปให้พี่บอย ซึ่งมันมหัศจรรย์มากเพราะพี่บอยร้อยออกมาเป็นเพลงเลย”

ส่วนชุดที่ 2 นั้นเพลงก็จะโตขึ้นไปตามวัย เนื่องจากเป็นช่วงชีวิตที่ต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น คิดเองตัดสินใจเอง ไม่ได้มีผู้ใหญ่มาคอยแนะนำตลอดเวลา ทำให้เพลงช่วงนี้อาจจะมีความหม่น และค่อนข้างจริงจังมากกว่าชุดแรก

อย่างเพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? เพลงแรกของอัลบั้ม นาเดียเคยให้สัมภาษณ์ช่วงที่วางแผงใหม่ ๆ ว่า ประทับใจเวลาเห็นพ่อแม่ที่สามารถประคับประคองชีวิตได้เรื่อยมา  แม้จะมีขลุกขลักบ้าง แต่ก็สู้มาด้วยกันแล้วรอมชอม มีความสุขด้วยกัน และต่อให้มีความทุกข์ก็ยังอยู่ด้วยกัน

หากแต่เพลงที่ประทับใจมาถึงทุกวันนี้คงต้องยกให้ Don’t Blame It On Chocolate ซึ่งหากถอดความเป็นภาษาไทยก็หมายถึง อย่าโทษว่าเป็นความผิดของช็อกโกแลต เนื่องจากช่วงนั้นเวลากลับมาเมืองไทย หลายคนก็มักทักทายตลอดว่า อ้วนขึ้นหรือเปล่านะ

“เกลียดมากเลย จนตอนหลังต้องชิงบอกว่า อ้าว อ้วนขึ้นเหมือนกันเลย ไม่งั้นฉันจะเป็นฝ่ายรับฝ่ายเดียว แล้วก็เขียนเล่าให้พี่บอยอ่านว่า ช่วงแรกเราก็พยายามไปพูดนู่นพูดนี่เหมือนแบบ Blame It On Chocolate เพราะกินไอติม กินช็อกโกแลต แต่ความจริงทำไมเราต้องโยนความผิดให้นั่นนี่ด้วย มันเกิดจากตัวเองนั่นแหละที่คอนโทรลไม่ได้ ยูรับความจริงไม่ได้ ก็ไปหาที่พึ่งทางใจอย่างอื่น จากนั้นพี่บอยก็เอาเรื่องนี้ไปต่อยอด”

นอกจากเพลงที่บอกเล่าความเป็นนาเดียแล้ว สไตล์การร้องก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นาเดียโดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ จนแฟนเพลงหลายคนรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์ที่อยากจะเลียนแบบ โดยเฉพาะการใช้เสียงลม ๆ ซึ่งเธอค้นเจอระหว่างบันทึกเสียง

“ปกติแล้วที่ Bakery จะมีเนื้อมาให้ แล้วคนที่ร้องไกด์ส่วนใหญ่คือ พี่บอย ซึ่งเป็นเสียงผู้ชาย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหาสไตล์ของตัวเอง ซึ่งพออัลบั้มแรกออกไป ทุกคนจะบอกว่า เรามีเสียงลม มีเสียงหลบ เนื่องจากเวลาเข้าห้องอัด เราจะหาสิ่งที่สบายที่สุด เป็นเสียงของเราจริง ๆ ที่ไม่ต้องไปดัดแปลง ซึ่งการร้องแบบนี้ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นคนแรงน้อยด้วย แต่พอร้องไปร้องมา การใช้เสียงลมนี่เหนื่อยมากเลย เพราะต้องเอาออกจากพุงเยอะเหมือนกัน”

หากสิ่งที่กวนใจนาเดียมากที่สุดคือ การพูดไม่ชัด เพราะสมัยก่อนเวลานักร้องร้องเพลงไม่ชัดเจนก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่บุคคลที่ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย และสนุกกับการทำงานในห้องอัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน คืออดีตนักร้องนำวงแกรนด์เอ็กซ์ ไก่-สุธี แสงเสรีชน Voice Producer คู่ใจนั่นเอง

“พี่ไก่ใจดี ใจเย็นสุด ๆ เพราะพอเห็นคนชอบพูดว่า ทำไมคนนี้ร้องไม่ชัดแล้วรู้สึกกลัว เลยอยากทำให้มั่นใจว่าร้องชัดเจน ซึ่งพี่ไก่ก็ช่วยแนะนำให้ แต่จะมีบางคำที่พี่ไก่บอกว่าไม่เป็นไร พี่ว่าเพราะแล้ว ซึ่งมันช่วยสร้างความมั่นใจให้เราได้ว่า ไม่จำเป็นต้องเป๊ะทุกอย่าง อย่างเพลง รัก…ฉันรักเธอ เป็นเพลงที่เสียงสูงมาก จำได้ว่าพูดคำว่า ‘รัก’ ไป 40 – 50 รอบ แล้วมีคำหนึ่งคือ ‘แอบ’ นั้นร้องลม พี่ไก่บอกว่า ‘เฮ้ย…พี่ชอบ เหมาะกับคำนี้มาก’ เราก็เอาจุดนี้ไปประยุกต์ใช้กับเพลงอื่นได้ คือเราต้องคิดถึงอารมณ์ คิดถึงความหมายด้วยเวลาเปล่งเสียงออกมาด้วย

“มีอยู่เพลงหนึ่งตลกมากคือ Happy Anniversary อัดเร็วมาก 2 ชั่วโมงเสร็จ เพราะต้องรีบไปขึ้นเครื่อง แล้วพี่ไก่ซึ่งปกติจะเป็นคนที่ระวังกับการออกเสียงมาก แต่ด้วยความที่ครึ่งหนึ่งเป็นฝรั่งเศสไปแล้ว เลยไม่มีใครรู้ว่าชัดหรือเปล่า กระทั่งตอนหลังไปให้เพื่อนคนเบลเยียมฟัง เขาก็บอก What’s this ฉันฟังเธอไม่รู้เรื่องเลย” นาเดียเล่าอย่างอารมณ์ดี

หลังกระบวนการบันทึกเสียงเสร็จเรียบร้อย ก็มาถึงอีกโจทย์ที่ยากไม่แพ้กัน นั่นคือการโปรโมต ครั้งนั้นนาเดียต้องฝึกเต้น ต้องถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ และเตรียมตัวแสดงสด

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

สำหรับการฝึกเต้นนั้นได้ คริส หอวัง มาช่วยออกแบบท่าทางให้ สำหรับใช้เต้นในมิวสิกวิดีโอเพลง โลกใบใหญ่ ซึ่งถ่ายทำกันที่บ้าน Blue Elephant ตรงสาทร โดยสไตล์การเต้นก็จะเป็นกึ่ง ๆ ละครบรอดเวย์นิด ๆ ซึ่งนาเดียยอมรับว่า ไม่ง่ายเลย แต่โชคดีที่ตอนเด็ก ๆ เคยเรียนเต้นมาบ้าง พอถ่ายจริงก็เลยไม่ได้กังวลมาก

ส่วนผู้กำกับก็เป็น คณิณญาน จันทรสมา ผู้กำกับโฆษณามือดีแห่งฟีโนมีนา และมือกลองวง Pru โดยตอนนั้นเขารับหน้าที่ดูแลการผลิต ทั้งเพลง โลกใบใหญ่ และ Happy Anniversary

“จำได้ว่าตอนแรกที่รู้ว่า พี่คณิณมาถ่ายให้ดีใจมาก คือไม่ทราบเลยว่าเขาทำอะไร จนตอนหลังเขาก็มาบอกว่า โลกใบใหญ่ คือ มิวสิกวิดีโอแรกที่เขากำกับก็เลยยิ่งประทับใจมาก พอมาถึง Happy Anniversary แกก็ขึ้นเครื่องตามมาเลย ไปคนเดียว พร้อมกับกล้องอีกหนึ่งตัว แล้วก็มีเพื่อน ๆ รุ่นพี่จากอังกฤษมาช่วย ทำสไตลิสต์ แต่งหน้า ทำผม แล้วก็มีพี่อีกคนมาช่วยขับรถพาไปตามที่ต่าง ๆ

“ตอนที่ถ่ายก็เขินมาก เราไปเดินที่ Portobello Road Market แล้วก็ร้องเพลงไปมา นึกภาพว่าต้องร้องให้ซิงก์ตามเพลง แล้วเขาต้องมาตัดแล้วเอาเพลงใส่ให้ปากเราตรงอีกที เพราะฉะนั้นก็ต้องมีคนถือวิทยุ ใส่ซีดีแล้วเดินตาม เพื่อให้เราร้องถูกว่า ถึงตรงนี้แล้ว ส่วนเราก็ต้องดึ๊งดึ่งดึงไป ขณะที่พี่คณิณก็ถ่ายไป 

“สิ่งที่ประทับใจมากคือ เราได้เข้าไปในโรงหนังอันหนึ่งซึ่งเก่ามาก แล้วภาพที่ออกมานั้นสวยมาก ถ้าไปดูในมิวสิกวิดีโอจะเป็นภาพแดง ๆ ไม่รู้ตอนนี้ยังอยู่ไหม แล้วพอเดินไปอีกก็จะเจอฝรั่งคนหนึ่งดูซิกซ์ตี้หน่อย คนที่เราไปเต้นอยู่กับเขา เขาเป็นคนขายของมือสอง คุยกันไปคุยกันมา เขาก็บอกว่ายูมาบ้านไอ บ้านไอซิกซ์ตี้ทั้งแฟลตเลย แล้วตอนเย็นเราก็ไปบ้านเขา จำได้ว่าเป็นการถ่ายทำที่สนุกมาก”

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีเรื่องไหนสร้างความหนักใจให้นาเดียเท่ากับการที่เธอต้องออกไปแสดงหน้าผู้ชมอีกแล้ว อย่างครั้งแรก ตอนเปิดอัลบั้มที่ ดิ เอ็มโพเรียม เธอตื่นเต้นถึงขั้นปวดท้องเลย เพราะไม่คิดว่าจะมีผู้ชมมารอมากขนาดนี้ จนสมเกียรติต้องบอกให้ใจเย็น ไม่ต้องกลัว 

“ปกติเป็นคนจำเนื้อไม่ค่อยได้ พี่สาลี่ก็เลยบอกว่า เดียไม่ต้องห่วง เอาเนื้อขึ้นไปเลยก็ได้ เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แกก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก เอาขึ้นไปอ่านเลย เราก็เลยบอกว่า ‘บ้าเหรอ ไม่ได้หรอก มันน่าเกลียด’ แล้วมีอยู่งานหนึ่ง จำได้เลยว่าร้อง คนไม่พิเศษ แล้วส่วนตัวเป็นคนชอบมองคนดู ต้องโฟกัสไปที่คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง จะได้ตื่นเต้นน้อยลง แล้วน้องคนหนึ่งน่ารักมาก ร้องเพลงได้ แล้วปรากฏว่าเขาร้องผิด ซึ่งเราก็ร้องตามเขา ก็ผิดด้วย เราก็ตายแล้ว ทำยังไง แล้วเหมือนเขารู้ตัว ก็หัวเราะกันใหญ่ ตลกดี เราก็เลยเลิกมองเขาไปเลย เดี๋ยวไปไกลกว่าเดิม”

แม้อัลบั้มของนาเดียอาจจะไม่ได้โด่งดังแบบถล่มทลาย แต่แฟนเพลงต่างก็ยังจดจำเสียงร้องใส ๆ ของเธอได้ไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับหลายบทเพลง ทั้ง สงสัย, คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary, Galaxy Of Love, โล่งอก หรือ โลกใบใหญ่ ก็ข้ามเวลาถูกร้องถูกเล่นมาต่อเนื่องกว่า 20 ปี 

“อาจเป็นเพราะสไตล์เพลงด้วยที่ค่อนข้างยูนีก จะว่า Pop มันก็ไม่ Pop จะ Logue ซะทีเดียวก็ไม่เชิง มันเป็นเหมือนการผสมของหลาย ๆ แนวเพลงอยู่ในนั้น อาจจะเสียดายนิดหนึ่งคือ อัลบั้มที่สองน่าจะไปไกลกว่านี้ หากมีเวลาโปรโมตมากขึ้นสักหน่อย เพราะส่วนตัวคิดว่าเพลงค่อนข้างดี มาฟังตอนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเก่า เนื้อร้องทำนองก็ค่อนข้างโมเดิร์น แต่อันนี้ก็ต้องถามคนฟังนะว่าคิดว่าอย่างไรบ้าง” นาเดียกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ระยะเวลาเพียง 2 ปีเศษในฐานะศิลปิน ได้ส่งผลให้เด็กสาวคนหนึ่งเติบโตขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก ทั้งความรับผิดชอบและการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต

“การร้องเพลงถือเป็นงานแรกจริง ๆ จำได้ว่าตอนทำโปรโมต เราก็ต้องไปออกสื่อ ไปพบคนนั้นคนนี้ ช่วงแรก ๆ ก็ไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมต้องไปด้วย จนทำไปสักพักถึงเข้าใจว่า ต้องทำนะ อย่างสมัยก่อนจะไปเยี่ยมแผงเทป เช่น ร้านน้องท่าพระจันทร์ หรือดีเจสยาม ซึ่งทุกคนต้อนรับดีมาก แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเราต้องไปร้านของคุณป้าคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็ถามว่ามาทำไม จะทำอะไรก็รีบทำ ตอนนั้นก็ช็อก คืออะไร เขาไม่อยากให้เรามาเหรอ กระทั่งตอนหลังย้อนกลับไปถึงคิดได้ว่า ทุกคนก็มีงานของเขา เราก็ต้องมองว่าเขาคือลูกค้าของเรา คือคนที่ต้องไปสวัสดี ไปขอบคุณเหมือนกัน 

“อีกเรื่องคือความตรงต่อเวลา ซึ่งมันสำคัญมากในงานแบบนี้ พูดตามตรงตั้งแต่ทำงานจนเลิกร้องเพลง จนมาทำงานบริษัทต่าง ๆ การตรงต่อเวลาเป็นสิ่งที่คนพึงจะต้องมี เพราะการที่เราจัดการตัวเองได้ ก็ทำให้คนอื่น ส่วนอื่น มันไปต่อได้เช่นกัน เพราะเราเคยเห็นว่าตอนที่ร้องเพลง หากเราช้าหรือใครช้า มันก็ต้องรอกันทั้งกอง งานก็เคลื่อนไปไม่ได้ เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด และนี่คือบทเรียนของเราที่ยังสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

03
Galaxy Of Love

หลังจากอัลบั้มชุดที่ 2 วางแผงไปได้ปีเศษ ๆ นาเดียซึ่งเรียนจบปริญญาโท ด้าน Development Economics จาก University College London เช่นกัน และเริ่มหางานประจำทำ จนมาได้ที่ Sasin Management Consulting จึงค่อย ๆ ปล่อยมือจากงานเพลง เหลือแต่เพียงแค่ร่วมแจมในอัลบั้มของคนอื่น เช่น เพลง พอ ในอัลบั้ม Million Ways to Love Part 1 ของ บอย โกสิยพงษ์ เมื่อ พ.ศ. 2546 และเพลง Honeymoon ของ Flure เมื่อ พ.ศ. 2548

“เหมือนช่วงชีวิตของเรากับ Bakery มันตรงกัน พอเรียนจบปุ๊บ เขาก็มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพอดี แล้วอีกอย่างคือเราไม่ได้ถูกเทรนมาให้เป็นนักร้องอาชีพขนาดนั้น พูดตรง ๆ เราไม่ได้เก่ง แต่เราได้โอกาส ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่พิเศษจริง ๆ แล้วเราก็มีความสนใจมุมอื่นด้วย พอจบออกมาก็อยากลองทำงาน ซึ่งตอนนั้นลูกค้าคือ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปทำเรื่องนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายเรามาก”

จากนั้นเธอก็โยกย้ายหน้าที่การงานมาตามลำดับ เปลี่ยนรูปแบบจากงานที่ปรึกษามาเป็นฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ของ Lowe Asia-Pacific มาทำเรื่องพัฒนาแบรนด์ที่ Unilever Thailand แล้วก็ย้ายไปทำงานที่สิงคโปร์ ก่อนที่จะมาทำงานเรื่องนวัตกรรมเต็มตัวที่ Fuchsia Innovation Center ของเมืองไทยประกันชีวิต ตั้งแต่ พ.ศ. 2559

“ช่วงที่อยู่ Unilever นอกจากการทำ Finance Business Plan แล้ว เรายังต้องคิดค้นนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ ให้เป็นชิ้นงานที่จับต้องได้ด้วย ถ้าเป็นสมัยนี้เขาเรียกว่า Design Thinking เราทำแบบนี้แทบทุกวันอยู่ 7 ปี แล้วพอมีโอกาสได้ข้ามมาอยู่ในอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง ก็เลยรู้สึกว่าท้าทายมาก เพราะต้องนำกระบวนการกับระเบียบวิธีการวิจัยต่าง ๆ มาปรับใช้ เพื่อหาสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการให้เจอ เช่น ต้องทำอย่างไรถึงจะออกผลิตภัณฑ์ได้เร็วมากขึ้น หรือถูกขึ้นโดยที่ไม่ลดคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แล้วกระบวนการตรงนี้ยังนำปรับใช้กับทุกอย่าง ตั้งแต่ประกันจนถึงน้ำยาซักผ้า

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

“ยิ่งตอนหลังที่ได้มาทำงานเรื่องการลงทุนกับสตาร์ทอัพหลาย ๆ เจ้า ก็ยิ่งเห็นเลยว่า คนที่มีทรัพยากรจำกัด มีเงินจำกัด มีคนจำกัด มีเวลาจำกัด มีทุกอย่างจำกัด มันต้องใช้ความสร้างสรรค์ของมนุษย์ เพื่อจะหาทางออก เป็นซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม หรือไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ เพราะนี่เป็นทรัพยากรที่มีไม่จำกัด”

ทว่าท่ามกลางชีวิตที่เพลิดเพลินกับการทำงาน อีกกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องมานับสิบปีแล้วก็คือ การปั้นเซรามิก

สำหรับเธอแล้ว หากเพลงสอนเรื่องระเบียบวินัยและการเคารพผู้อื่น การปั้นเซรามิกก็สอนให้รู้จักการปล่อยวาง

นาเดียอยากเรียนปั้นมานานแล้ว แต่ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหนดี กระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2550 ระหว่างขับรถผ่าน The Racquet Club ซอยสุขุมวิท 49 ก็เหลือบไปเห็นป้ายเล็ก ๆ ยื่นออกมาจากห้องแถวด้านหน้าเขียนว่า บัทม์ เซรามิก สตูดิโอ แล้วมีรูปถ้วยวางอยู่ด้วย นาเดียจึงเลี้ยวรถเข้าไปในอาคารทันที พร้อมกับตรงไปยังสตูดิโอแห่งนั้น แล้วก็ได้พบกับ บัทม์ แก้วงอก ศิลปินปั้นเซรามิกเบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทย ก็เลยตัดสินใจสมัครเรียนทันที

“อาจารย์บัทม์เรียนจบจากญี่ปุ่นแล้วก็เพิ่งกลับมาสอน ก็เลยเป็นเหมือนลูกศิษย์รุ่นแรกของแก ข้อดีของการเรียนปั้นเซรามิก ทำให้เรานิ่งขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น เพราะงานเซรามิกทุกอย่างอยู่ที่มือเราคนเดียว คุณสร้างมันขึ้นมา ถ้าจะพังทลายก็อยู่ที่ตัวคุณ แล้วส่วนตัวเป็นคนนั่งสมาธิไม่เป็น ทุกคนจะชวนไปปฏิบัติธรรม แต่เราทำไม่ได้ การทำเซรามิกก็เป็นเหมือนการทำสมาธิ เพราะต้องมีอะไรอยู่กับมือตลอดเวลา เราชอบความรู้สึกชั่วขณะนั้น แล้วสมมติตอนปั้นมีคนเรียกแล้วหันไปคุยนิดเดียว มันสามารถพังมาทั้งอันได้เลย”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE
ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

นอกจากสมาธิและความอดทน อีกสิ่งที่นาเดียได้เรียนรู้จากงานเซรามิก คือความเข้าใจชีวิต เพราะงานเซรามิกนั้นเชื่อมโยงกับปรัชญาของญี่ปุ่นที่เรียกว่า Wabi Sabi คือความสวยงามที่แท้จริงนั้นมาจากความไม่สมบูรณ์แบบ ผลงานแต่ละชิ้นที่ออกมานั้นไม่เหมือนกันเลย บางชิ้นใหญ่ บางชิ้นเล็ก หากแต่เบื้องหลังต้องเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ ความพิถีพิถัน และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ส่วนผสม อุณหภูมิการเผา จนถึงการลงน้ำหนักมือ การปรับรูปร่างให้ได้ขนาดหรือเป็นเอกลักษณ์

“ทุกคนมักจะพูดว่า เซรามิกเป็นเรื่องศิลปะ แต่อาจารย์บัทม์บอกว่า มันเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะศิลปะนั้นออกมาจากมือเรา ผสมดินยังไง ใช้ความร้อนแค่ไหน ถ้าเผาไฟต่ำก็จะออกมาแบบหนึ่ง ถ้าเผาไฟสูงก็ออกมาอีกแบบ หรือถ้าคุณเอาดินไฟสูงมาเผาต่ำมันก็จะระเบิด ถ้าเอาดินไฟต่ำมาเผาไฟสูงก็ระเบิดเหมือนกัน แล้วหลายคนมักถามว่า ทำไมงานปั้นถูกต้องออกมาบูดเบี้ยว แต่ความจริงภายใต้ความบูดเบี้ยวนั้นมีความสมดุลอยู่ เพราะเราจะไม่สามารถทำให้บูดเบี้ยวได้เลย ถ้าฐานรากไม่สมดุล ถ้าสมดุลแล้ว เราจะไปผลักหรือบีบตอนหลัง เพื่อให้เกิดความเป็น Wabi Sabi”

หลังจากร่ำเรียนมานานถึง 15 ปี ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่อาจารย์อนุญาตให้นาเดียทำผลงานขาย ที่ผ่านมามีเพื่อนที่คุ้นเคยกันสั่งซื้อเข้ามาอยู่เสมอ บางคนถึงขั้นโทรศัพท์มาถามว่า ช่วยสอนลูกปั้นหน่อย ซึ่งหากมีโอกาสเธอก็อยากสอนเช่นกัน เพราะสำหรับนาเดียแล้ว คุณค่าที่ได้รับจากการปั้นเซรามิกยิ่งกว่าอื่นใด คือ โอกาสในการสำรวจจิตใจและอารมณ์ของตัวเอง ซึ่งจะนำมาสู่ความสุขที่ยั่งยืนต่อไป

ย้อนเส้นทางของ นาเดีย สุทธิกุลพานิช และการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

04
บ้านของหัวใจ

หากนับเวลาที่นาเดียบันทึกเสียงเพลงล่าสุดของตัวเอง ก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2550 เมื่อเธอไปช่วยรุ่นพี่คนหนึ่งร้องเพลง ของฝากจากทะเล ซึ่งเป็นผลงานเก่าของ ศุ บุญเลี้ยง ลงในอัลบั้มที่ชื่อว่า อาบแดด แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีเพลงใหม่อีกเลย ส่วนใหญ่เท่าที่มีก็แค่ไปร่วมแสดงคอนเสิร์ตบ้างประปราย

นาเดียไม่เคยคิดเลยว่า จะมีโอกาสได้กลับมาร้องเพลงอีกครั้ง กระทั่งวันหนึ่งก็มีสายโทรศัพท์จาก อ้อย-นภัทร ปรีชากรกิตติ อดีตพนักงานของ Bakery Music ติดต่อเข้ามา

“ตอนนั้นนั่ง Work from Home อยู่บ้าน แล้วพี่อ้อยซึ่งเป็นพีอาร์ของ Bakery ตั้งแต่ยุคแรก ๆ โทรเข้ามาแล้วถามว่า นาเดียยังร้องเพลงอยู่ไหม เราก็ถามว่า ทำไมเหรอพี่ พี่อ้อยก็ตอบว่า พอดีมีค่ายหนังอยากให้นาเดียไปร้องเพลงซาวนด์แทร็กหนัง เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แล้วเราก็ถามต่อว่าค่ายอะไร พี่อ้อยก็บอกว่า GDH ค่ายวัยรุ่น เราก็อะไรนะไปประมาณ 3 รอบ แล้วเขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะส่งรายละเอียดมาให้ ตอนแรกก็คิดว่า เขาคงถามเราเล่น ๆ ไม่ได้จริงจัง พอสักพักเขาก็ส่งเทรลเลอร์หนังมา ก็เลยโทรกลับไปถามพี่อ้อยว่า เขาซีเรียสจริง ๆ เหรอ พี่อ้อยก็บอกว่า ซีเรียส ผู้กำกับชอบ”

ความจริงแล้ว เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ เป็นแฟนเพลงของนาเดียมายาวนาน แล้วก็ตั้งใจอยากจะพาเสียงของเธอกลับมาพบกับน้อง ๆ รุ่นใหม่ แต่พอไปวางเพลงประกอบหนังแล้วไม่ค่อยลงตัว ได้เพียงแค่ใช้เพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? วางเป็นแบ็กกราวนด์เบา ๆ เท่านั้น  กระทั่งฝ่ายโปรโมตบอกว่าอยากให้ทำเพลง ‘Feel ความรัก’ สักเพลงเพื่อใช้โปรโมต เต๋อจึงนึกถึงนาเดียขึ้นมาทันที

หลังทราบความตั้งใจของผู้กำกับภาพยนตร์ นาเดียรู้สึกขอบคุณบวกกับความเชื่อที่ว่า หากมีคนเชื่อมั่นในตัวเรา ก็ไม่ควรปฏิเสธโอกาสนั้น จึงตอบตกลงรับข้อเสนอร้องเพลง บ้านของหัวใจ ซึ่งเป็นเพลงเก่าของวง Superbaker

แต่แน่นอนการกลับมาครั้งนี้ บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนาเดียร้างราวงการมานานแล้ว แต่เธอก็พยายามเต็มที่ และก็นับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง เนื่องจากโปรดิวเซอร์ที่มาช่วยดูแลการผลิตคือ แทน-ธารณ ลิปตพัลลภ จากวง Lipta ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของน้องชายนั่นเอง

“พอรู้ว่าเป็นแทนก็ดีใจมาก โล่งไป 36 ตลบ เพราะอย่างน้อยเราก็อาจจะ Voice Concerns ได้เยอะขึ้น เช่น ขอลองคีย์นั้นคีย์นี้นะ ซึ่งแทนก็จะบอกว่าคีย์นี้ดีกว่านะ หรือเดี๋ยวเราลอง 2 เวอร์ชันเลย เผื่อพี่จะได้รู้ว่า ตรงไหนสบายใจกว่า ซึ่งความจริงแล้วกระบวนการนี้ก็คงต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ที่รู้จักหรือเปล่า แต่ตอนนั้นระยะเวลามันกระชั้นมาก พอเป็นแทนเราก็ไม่ต้องเคอะเขิน พูดได้เต็มที่”

ครั้งนั้นนาเดียต้องกลับไปฝึกเรียนร้องเพลงอีกครั้งกับ ครูแนน-สาธิดา พรหมพิริยะ รื้อฟื้นเทคนิคการหายใจ เปิดเสียง ซึ่งช่วยได้เยอะมาก แถมครูแนนยังแนะนำเทคนิคการช่วยร้อง อย่างเช่น ต้องหาที่ที่สบาย เวลาร้องจะได้รู้สึกสบายใจมากขึ้น ไม่ต้องเค้นอะไรมาก จากนั้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการห้องอัด ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยมี ตุ๊กตา-จมาพร แสงทอง มาช่วยทำหน้าที่ควบคุมการร้อง 

“เป็นการทำงานที่สนุกมาก เพราะเราชอบกระบวนการห้องอัดอยู่แล้ว มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก คือเราได้เห็นกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่มีแค่ดนตรีจนเสร็จสมบูรณ์ ยิ่งครั้งนี้มีแทนอยู่ด้วย แล้วก็ได้เจอตุ๊กเป็นครั้งแรก ตุ๊กก็ช่วยเต็มที่ ตรงนี้พี่ร้องเร็วไปนะ เข้าเร็วไปนิด ช้าลงอีกนิดหนึ่ง คล้าย ๆ การทำงานกับพี่ไก่ สุธี ซึ่งทุกคนน่ารักมาก”

สำหรับนาเดียแล้ว เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินเลย แค่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ได้รู้ว่ายังมีคนคิดถึงอยู่ก็ดีใจมากแล้ว เหมือนทุกครั้งที่ได้ยินว่า เพลงของเธอได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของใครหลายคน เช่น บางคนเปิดเพลงคลอระหว่างการเดินทาง หรือใช้เพลงอย่าง คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary หรือ Honeymoon ในงานแต่งงานของตัวเอง 

“เราอาจจะไม่มีโอกาสทำบ่อย ๆ แต่เรามีความสุขที่ได้ทำ มันเหมือนเราได้กลับมาติดต่อกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่เรารู้จักชื่นชอบ แต่อาจจะไม่ได้ใกล้ชิดกันบ่อย ๆ เนื่องจากสายงานหรือกิจกรรมที่ทำไม่ตรงกัน แต่พอได้มาร้องเพลง บ้านของหัวใจ ก็ได้เจอคนกลุ่มนี้อีกครั้ง ก็เหมือนเราได้ดึงเอาความรู้สึกบางอย่างกลับคืนมา เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว”

และทั้งหมดนี้คือชีวิตและเรื่องราวของนาเดีย หญิงสาวผู้สร้างรอยยิ้มและความสุขด้วยเสียงเพลงและแรงบันดาลใจมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี

ขอบคุณภาพประกอบจากคุณนาเดีย สุทธิกุลพานิช และนิตยสาร Katch

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load