บนพื้นที่เล็กๆ ขนาดไม่กี่ตารางเมตรของร้านแห่งนี้ เหมือนเป็นเวทีบันทึกเรื่องราววงการเพลงไทย

ยุคหนึ่งศิลปินน้องใหม่ที่อยาก ‘แจ้งเกิด’ ต้องมาแนะนำตัวที่นี่ ใครมองหาบัตรคอนเสิร์ต บัตรละครเวที หรือใบสมัคร Hotwave Music Awards ก็ต้องแวะมา 

นอกจากเทป ซีดี แผ่นเสียงที่อัดแน่นบนชั้นวาง ที่นี่ยังเต็มไปด้วยกิจกรรมต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นมินิคอนเสิร์ต งานแจกลายเซ็น ที่จัดต่อเนื่องเป็นประจำแทบทุกสัปดาห์นับ 10 ปี

ใครอยากคุยเรื่องดนตรีก็มาแลกเปลี่ยนความเห็นกับเจ้าของร้านได้อย่างถึงรส 

“เราเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางดนตรี มากกว่าร้านขายเทปหรือแผ่นซีดี”

 พี่นก-อนุชา นาคน้อย

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา อยากชักชวนทุกคนมาพูดคุยกับ พี่นก-อนุชา นาคน้อย หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งร้าน ‘น้องท่าพระจันทร์’ ถึงเรื่องราวในวันวาน วันนี้ และวันข้างหน้า ในวันที่ร้านแห่งนี้กำลังจะมีอายุครบ 40 ขวบพอดี

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

1

นาคน้อย The Family

น้องท่าพระจันทร์เกิดจากความหลงใหลในเสียงเพลงของ พี่หน่อย กุลพงศ์, พี่น้อง อนงค์นาถ, พี่หนุ่ม ภาสกรณ์ และ พี่นก อนุชา สี่พี่น้องตระกูลนาคน้อย

 พี่นก-อนุชา นาคน้อย

“พวกเราเติบโตมาพร้อมเสียงเพลง เช้าๆ คุณพ่อจะเปิดวิทยุเพื่อปลุกลูกๆ เราจะได้ฟังเพลงอย่าง สยามมานุสสติ หรือสุนทราภรณ์ตลอด แล้วคุณพ่อยังสอนให้ใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียง พอกลับมาจากที่ทำงานก็จะให้เราเปิดเพลง หรือช่วงวันหยุดก็จะเอาเครื่องเล่นมาตั้งแล้วจัดปาร์ตี้ เราจะมานั่งฟังเพลงด้วยกัน” พี่นกเปิดฉากเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่มาจากครอบครัว 

ปี 2522 ความรักในเสียงเพลงก็เติบโตเป็นธุรกิจ หลังทั้งสี่พี่น้องแวะเวียนไปยังร้านขายเทปแถวบ้านเพื่อเลือกซื้ออัลบั้มเพลงเป็นของขวัญวันเกิดให้คุณพ่อ แต่อาจเพราะความเป็นเด็กบวกกับเลือกซื้อนานหน่อย คนดูแลร้านจึงไม่สนใจเท่าที่ควร

หลังเลือกซื้อเทปของ หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ เรียบร้อย พี่หน่อยกับพี่น้องจึงเกิดไอเดียว่าหากเปิดร้านเทปกันเองก็คงดี เพราะอยากฟังเพลงอะไรก็ได้ฟัง ไม่ต้องรอสถานีวิทยุเปิดหรือมาซื้อตามร้าน ที่สำคัญคือ การทำงานอยู่กับเสียงเพลงทั้งวันคงมีความสุข

แต่การจะเปิดร้านสักแห่ง สิ่งสำคัญคือทำเล หลังพยายามตามหาสถานที่อยู่พักใหญ่ ในที่สุดพี่หน่อยก็มาได้พื้นที่เล็กๆ ใกล้ท่าเรือข้ามฟากฝั่งท่าพระจันทร์ ไม่ไกลจากสนามหลวงที่สมัยนั้นเป็นศูนย์กลางการสัญจรและมีตลาดนัดขายสินค้านานาชนิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์

ตอนแรกพวกเขาต้องแบ่งพื้นที่เช่ากับร้านขายรองเท้า มีเงินทุนก้อนแรกมาจากพี่ชายคนโตที่เพิ่งเรียนจบ บวกกับเงินสะสมของคุณแม่ ขณะที่คุณพ่อเป็นที่ปรึกษา ช่วยเลือกชุดเครื่องเสียงเครื่องแรกให้ร้าน เป็นเครื่องเล่นเทปยี่ห้อ AKAI พร้อมให้แอมป์กับลำโพงมาใช้

“เราเปิดร้านวันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม 2522 จำได้ว่าเป็นวันที่วุ่นวายทีเดียว เนื่องจากสนามหลวงกำลังเตรียมจัดงานเฉลิมฯ วันที่ 5 ธันวาคม บรรยากาศย่านนั้นน่าตื่นตาตื่นใจมาก ตอนนั้นพวกเราแบกเทปลังหนึ่งมาขายประมาณร้อยม้วน ส่วนใหญ่เลือกจากเพลงที่เรารู้จักเป็นหลัก

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี
น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

“เทปยุคแรกที่ขาย คละทั้งเพลงไทยและเทศ อย่างเพลงสากลหลักๆ ก็จะเป็นพวก Bee Gees, Boney M. หรือ Humoresque ส่วนใหญ่เป็นเทปแบบ Peacock และ 4 Track ที่ผลิตโดยคนไทย อัดเองขายเอง ราคาขายม้วนหนึ่งตกอยู่ที่สี่สิบถึงห้าสิบบาท 

“ส่วนเพลงไทยที่เด่นๆ ในยุคนั้นก็มีวงชาตรี อัลบั้ม รัก 10 เเบบ กับวงเเกรนด์เอ็กซ์ ชุดแรก ลูกทุ่งดิสโก้ และยังมีเพลงลูกกรุง สุนทราภรณ์ รวมถึงเพลงลูกทุ่งยอดนิยมด้วย”

ช่วงเปิดร้านแรกๆ พี่หน่อยตั้งชื่อร้านไว้ว่า ‘am sound’ แปลว่า เสียงเพลงอันเป็นที่รัก

แต่พอขายไปเรื่อยๆ ลูกค้าส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเด็กมหาวิทยาลัยหรือคนวัยทำงานมักเอ่ยกับคนขายว่า

 “น้อง พี่รับม้วนนั้น”

 “น้อง หยิบม้วนนั้นให้หน่อย”

“น้องครับ มีม้วนนั้นหรือเปล่า”

คุณแม่เห็นว่าคำว่า น้อง จำง่ายดี บวกกับคนที่เฝ้าร้านบ่อยสุดคือพี่น้อง ลูกสาวคนเดียวของบ้าน จึงนำคำนี้มาผสมกับสถานที่ตั้งกลายเป็น ร้านน้องท่าพระจันทร์

จุดเด่นสำคัญของร้านน้องฯ คือความร่วมไม้ร่วมมือของทุกคนในครอบครัว พี่หน่อยและพี่น้องรับหน้าที่ขับเคลื่อนร้าน เช็กสต๊อก สั่งสินค้า ขณะที่พี่หนุ่มรับหน้าที่ออกแบบและตกแต่งร้าน ส่วนพี่นกคอยเป็นผู้ช่วยของพี่ๆ ทำงานจิปาถะต่างๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

“ช่วงนั้นพี่น้องเพิ่งเข้าปีหนึ่งที่รามคำแหง พอเรียนเสร็จก็กลับมาเปิดร้าน ส่วนพี่หน่อยมาตอนเย็น เพราะทำงานประจำควบคู่ไปด้วย แล้วยังมีเพื่อนพี่หน่อยกับพนักงานเสริมอีกสองคน พูดง่ายๆ คือแผงเล็กนิดเดียว แต่ใช้บุคลากรเยอะมาก ส่วนพี่ตอนนั้นอายุสิบสี่ อยู่ มศ.2 ก็มาอยู่ที่นี่ทุกวันหลังเลิกเรียน ซึ่งสมัยก่อนกว่าจะเช็กยอดเสร็จ ท่าเรือก็ปิดแล้ว ถึงบ้านก็ดึกมาก สุดท้ายเลยไปหลับในห้องเรียน ถูกเชิญผู้ปกครอง ตอนหลังพี่หน่อยเลยให้กลับบ้านไปก่อน

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

“ถึงจะเหนื่อยแต่เราก็สนุกมาก เพราะได้เจอผู้คนที่โตกว่า โดยเฉพาะลูกค้าที่เป็นนักฟังเพลงตัวจริง เพลงหลายๆ แนวก็ได้คำแนะนำจากลูกค้า เราเองอาจจะถูกปลูกฝังมาด้วยสุนทราภรณ์บ้าง ลูกทุ่งบ้าง แล้วก็เพลงสากลจากคลื่นวิทยุ แต่พอได้เจอกลุ่มคนเหล่านี้ ทำให้เรามีโอกาสพัฒนาตัวเอง กลายเป็นคนที่พร้อมฟังเพลงที่หลากหลายมากขึ้น”

แม้เป็นธุรกิจเกิดใหม่ เพราะเมืองไทยเพิ่งผ่านยุคแผ่นเสียงได้ไม่นาน แต่เนื่องจากเครื่องเล่นเทปเป็นเหมือนอุปกรณ์สามัญประจำบ้าน บวกกับท่าพระจันทร์เองเป็นแหล่งรวมวัยรุ่น เพราะอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยถึง 3 แห่ง และยังเป็นจุดสัญจรเชื่อมฝั่งพระนครกับธนบุรี ส่งผลให้ความนิยมแผงเทปเล็กๆ แห่งนี้พุ่งสูงขึ้น แต่ละวันมีผู้คนนับร้อยแวะเวียนมาอุดหนุน

พวกเขาจึงพยายามเพิ่มพื้นที่ขาย ด้วยการออกแบบแผงให้ใส่เทปได้มากขึ้น จากเดิมที่บอร์ดหนึ่งใส่ได้เพียง 136 ตลับ คุณพ่อและพี่หนุ่มก็มาช่วยคิดค้นวิธีให้สามารถใส่เทปซ้อนกันได้ถึง 3 ม้วน

“เราอยากให้พื้นที่โชว์เป็นพื้นที่สต๊อกด้วย สมมติเบอร์นี้ขายดีก็จะแหว่งไป ทำให้เราขายเร็วขึ้น และเช็กสต๊อกง่ายขึ้นด้วย นอกจากนี้ เรายังนำล็อกเกอร์เหล็กอีกสองตู้มาแยกสินค้า ตู้หนึ่งใส่เพลงสากล อีกตู้หนึ่งใส่เพลงไทย แต่ละชั้นใส่เทปได้ห้าสิบเจ็ดม้วน ส่วนวิธีจัดเรียง หากเป็นเพลงสากล เราก็ไล่ชื่อศิลปินตั้งแต่ A-Z ถ้าเบอร์ไหนขาดเราก็หยิบมาเติมแผงได้ทันที แต่ถ้าเป็นเพลงไทย เราใช้วิธีเรียงตามค่ายหมุนเวียนกันไป”

ความรุ่งเรืองของร้านน้องฯ ส่งผลให้เกิดร้านขายเทปหน้าใหม่ๆ อีกหลายร้านในละแวกใกล้เคียง และยังพาให้ธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับเสียงเพลงรุ่งเรืองไปด้วย อย่างครั้งหนึ่งพี่หนุ่มกับพี่นกไปรับโปสเตอร์ศิลปินดังๆ จาก I.S. Song Hits มาขายอยู่ข้างร้านเพื่อหารายได้ช่วงปิดเทอม ปรากฏว่ากำไรงามถึงขั้นซื้อกล้องถ่ายรูปตัวละเป็นหมื่นได้ทีเดียว

หากถามว่าปัจจัยอะไรที่ดึงดูดผู้คนที่ซื้อแล้วให้กลับมาที่นี่ไม่ขาดสาย หลักๆ คงมาจากความใส่ใจที่มีต่อลูกค้า ความเป็นกันเอง ไม่พยายามยัดเยียดขายของ แต่เลือกแนะนำสินค้าที่เหมาะกับรสนิยมของแต่ละคน เปิดให้ทดลองฟังก่อนซื้อ รวมทั้งยังมีระบบรับประกันกรณีสินค้าชำรุดหรือเสียหาย

“ทุกคนที่ซื้อของร้านเราจะต้องแกะพลาสติกออก แล้วประทับตราร้านน้องฯ สมัยก่อนเทป Peacock จะมีพื้นที่ขาวๆ อยู่ด้านใน เราก็ประทับตรงนั้น ถ้าซื้อแล้วมีปัญหาคุณจะได้ม้วนใหม่กลับไป เราปั๊มอยู่นานเป็นสิบปีเลย จนตอนหลังปกด้านในเริ่มพิมพ์สปอนเซอร์ มีดีไซน์มากขึ้น ลูกค้าบอกว่ารอยประทับทำให้ปกเลอะ เลยเลิกไป”

ต่อมาเมื่อร้านรองเท้าที่อยู่ติดกันตัดสินใจย้ายออก ทำให้พื้นที่ในร้านเหลือ พี่หน่อยจึงต่อยอดธุรกิจโดยนำสินค้ากิฟต์ช็อปและสินค้าจากต่างประเทศมาวางขาย ซึ่งได้รับความนิยมไม่แพ้เทปเพลงเลย

ขณะที่คุณแม่มีไอเดียอยากทำเสื้อผ้าของตัวเอง พี่หน่อยกับพี่หนุ่มจึงช่วยกันออกแบบ หาวัสดุต่างๆ จากนั้นก็ส่งไปให้ช่างเย็บตัดเป็นเสื้อสำเร็จรูป

“ตอนนั้นใช้ชื่อแบรนด์ว่า ‘น้อง’ เหมือนกัน สินค้าของเราอยากให้เป็นแนวค่อนข้างล้ำสมัย เราเคยทำกางเกงลูกฟูกที่เดินไปตรงไหนก็เห็นคนนิยมใส่ เคยลองนำผ้าแปลกๆ มาทำกางเกง ซึ่งฮิตมากในละแวกนี้ พวกนักศึกษา อาจารย์ ก็ใส่ จากนั้นก็ค่อยๆ ขยับไปทำเสื้อเชิ้ตที่ปักเล็กๆ ตรงขอบปก ขอบกระเป๋า ใช้ผ้าสวยๆ เป็นเหมือนแฟชั่นโฮมเมด มีที่เราที่เดียว เราขายดีมากถึงขั้นเปิดร้านที่จตุจักรได้สี่ล็อก”

เพราะฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าช่วง 15 ปีแรก ร้านน้องฯ มีบทบาทไม่ต่างจากผู้จุดกระแสวัฒนธรรม ทั้งดนตรีและแฟชั่น ให้เกิดขึ้นในย่านท่าพระจันทร์

2

ร้านเทปที่เป็นมากกว่าร้านเทป

หากร้านน้องฯ เป็นเพียงร้านขายเทปเพลงธรรมดาๆ ที่ขายสินค้าเหมือนที่อื่น ก็คงยากที่จะยืนหยัดมาจนถึงวันนี้

กว่า 40 ปี ที่ที่นี่คือแหล่งรวมศิลปินทั้งในและนอกกระแส ศิลปินเพื่อชีวิตระดับตำนานหลายคน เช่น อารักษ์ อาภากาศ ศิลปินเดี่ยวมาลีฮวนน่า วงแมลงสาบ วงสิชล หรือวง Carry On ต่างเคยนำผลงานมาฝากให้พี่น้องตระกูลนาคน้อยเพื่อส่งต่อให้ผู้ฟังมาแล้วทั้งสิ้น

“อินดี้ยุคแรกๆ ส่วนใหญ่เป็นพวกเปิดหมวก เล่นที่สนามหลวงหรือลานท่าพระจันทร์ พอร้องแล้วก็อัดเทป นำผลงานมาวางขาย เพลงอาจไม่ได้หลากหลายแบบทุกวันนี้ เพราะสมัยก่อนคนที่ทำเป็นอินดี้ ก็คือเพื่อชีวิตจริงๆ เป็นแนวโฟล์กที่ฟังง่ายๆ เนื้อหาโดนใจคนฟัง”

บอย โกสิยพงษ์

เพราะพวกเขาเชื่อเรื่องโอกาส ศิลปินดีๆ หลายคนมีฝีมือ มีความสามารถ แต่ปราศจากพื้นที่เผยแผ่ผลงาน ร้านน้องฯ จึงอยากเป็นสื่อกลางสนับสนุนให้เขาเหล่านั้นได้ทำตามฝัน

ทุกวันนี้หลายคนก็ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง อย่าง Paradox ก็เคยนำผลงานใต้ดินมาฝากขาย เช่นเดียวกับ Moderndog ก็เคยส่งอัลบั้ม ก่อน 5 เวอร์ชั่น ให้ร้านน้องฯ ช่วยจำหน่าย หรือแม้แต่ DAJIM แร็ปเปอร์หนุ่มที่เคยโด่งดังจากเพลงเสียดสีสังคม ก็มีร้านน้องฯ เป็นหนึ่งในแหล่งกระจายสินค้า

ภายในร้านน้องฯ จึงอัดแน่นไปด้วยอัลบั้มเพลงไทยหลากหลายแนว ทั้งเพลงป๊อป เพลงไทยเดิม เพลงใต้ดิน เพลงอินดี้ รวมถึงอัลบั้มพิเศษที่มีเฉพาะที่นี่ อย่าง Top Selection โดย เทวี แย้มสรวล ดีเจชื่อดัง ซึ่งคัดเลือกเพลงบรรเลงดีๆ ระดับโลกมาทำเป็นอัลบั้มจำนวน 10 ชุด จำหน่ายม้วนละ 50 บาท

หรือช่วงที่กระแสอินดี้รุ่งเรือง เกิดผลงานแนว Bedroom Studio มากมาย ร้านน้องฯ ยังรับหน้าที่เป็นสื่อกลางนำเพลงต่างๆ ไปสู่ผู้ฟัง โดยพี่หน่อยเปิดแผนกขายส่ง กระจายผลงานเพลงหลายแนวไปสู่ร้านค้าต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เช่น B2S หรือ Tower Records ซึ่งเวลานั้นเพิ่งเปิดตลาดเทปและซีดี

Moderndog

“ศิลปินใหม่ๆ หลายคนเดินเข้ามาขอคำแนะนำเพื่อวางผลงาน เราก็ยินดีถ้าไม่ผิดกฎหมาย เนื้อหาไม่หยาบคายเกินไป มีหลายผลงานที่เรามองเห็นพัฒนาการของเขา อัลบั้มแรกเสียงร้องอาจจะไม่โดดเด่น แต่ภาคดนตรีเขาทำดีมาก ชุดแรกอาจจะไม่เปรี้ยงปร้าง ก็วางขายให้ แนะนำลูกค้าผู้ฟัง แต่ความชอบหรือไม่ชอบนั้น ท้ายสุดคนฟังเป็นคนตัดสิน

“อย่างทุกวันนี้ร้านน้องฯ ก็ขยายช่องทางไปสู่คนฟังเพลงมากขึ้น เราทำรายการ ‘คนทำเพลงพบคนฟังเพลง’ ในแชนแนล Nong Taprachan บนยูทูบ เพื่อเป็นช่องทางสำหรับคนทำเพลงและคนฟังเพลง สมมติคุณร้องเพลงแล้วอยากเจอคนฟัง เราก็จัดกิจกรรมเพิ่มให้ เวลานี้มีหลายวงที่พีกมาก เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งเคยมาเปิดอัลบั้มกับเราเป็นแห่งแรกๆ”

ความสัมพันธ์อันดีระหว่างร้านกับศิลปินเช่นนี้เองที่ต่อยอดให้ร้านน้องฯ มีโอกาสได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมต่างๆ มากมาย

อย่างเมื่อปี 2529 จรัล มโนเพ็ชร เคยทำเทปชุดพิเศษ จากเสียงซึงสู่พิณเปี๊ยะ มาฝากขาย เพื่อหารายได้ช่วยเหลือลุงคำแปง ศิลปินพื้นบ้านอาวุโส ซึ่งครั้งนั้นจรัลมานั่งเล่นซึงเปิดหมวกที่ทางเดินหน้าร้านด้วย

มานิด อัชวงศ์ ผู้จัดการส่วนตัวของศิลปินดังเคยบันทึกเรื่องราวผ่านหนังสือ ซึงสุดท้าย ว่า 

“ผู้คนแตกตื่นมารุมล้อมชมการแสดง… จรัล มโนเพ็ชร ไม่พูดสักคำ เล่นเพลงต่อเพลงนานนับชั่วโมง เทปยังไม่ขายสักม้วน เนื่องจากไม่รู้วัตถุประสงค์ ผมต้องแก้สถานการณ์ด้วยการประกาศเจตนารมณ์ของการทำงานชิ้นนี้ ผู้คนละทิ้งจรัล มโนเพ็ชร หันหลังไปซื้อเทปจากเสียงซึงสู่พิณเปี๊ยะ นักข่าวมาถ่ายรูปมากมาย กล้องทีวีมาบันทึกภาพ ตกเย็นในช่วงข่าวภาคค่ำของช่อง 9 อ.สมเกียรติ อ่อนวิมล นั่งอมยิ้มประกาศนำเข้าข่าวพิเศษ จรัล มโนเพ็ชร เป็นวณิพก เล่นดนตรีช่วยพิณเปี๊ยะที่ท่าพระจันทร์… นี่คือต้นแบบของข่าวศิลปวัฒนธรรม เป็นส่วนหนึ่งของรายการโทรทัศน์” 

CLASH

นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นร้านแรกๆ ที่รับขายบัตรคอนเสิร์ต สมัยนั้นมีร้านที่รับฝากบัตรหลักๆ 3 ร้าน คือร้านหนังสือดวงกมล สยามสแควร์ ร้านหนังสือดอกหญ้า สาขาท่าพระจันทร์ และร้านน้องท่าพระจันทร์

คอนเสิร์ตที่มาฝากขายมีตั้งแต่ศิลปินต่างประเทศที่ Nite Spot Production นำเข้ามา จนถึงศิลปินไทยที่โด่งดังอย่างเฉลียง อัสนี – วสันต์ และหลายคอนเสิร์ตที่มีผู้ชมมาเฝ้ารอซื้อบัตรกันคึกคักมากมาย เช่นคอนเสิร์ตของ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มีคนเข้าคิวรอกันนานมากตั้งแต่ก่อนร้านเปิด หรือ น้าหมู-พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ที่แฟนเพลงต่อคิวยาวจากหน้าร้านจนถึงหน้าประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กระทั่งบัตร 2,500 ใบ หมดเกลี้ยงภายใน 1 ชั่วโมง

ไม่เพียงแค่นั้น ร้านน้องฯ ยังมีโอกาสทำงานร่วมกับคลื่นวิทยุต่างๆ เช่นคลื่น Hot Wave รายงานอัลบั้มขายดีประจำสัปดาห์ ทุกวันพฤหัสบดี เวลาบ่าย 2 โมง พี่นกจะต้องเตรียมสายโทรศัพท์ให้ว่างสำหรับเข้ารายการสด พูดคุยกับ 2 ดีเจ คือ โจ้-อัครพล ธนะวิทวิลาศ และ จุ๋ม-นพพร อุดมศักดิ์ และเมื่อ Hot Wave จัดกิจกรรมอย่าง Hotwave Music Awards ร้านน้องฯ ก็ยังเป็นสถานที่แรกๆ ที่วงนักเรียนมารับใบสมัครเป็นประจำทุกปี

เช่นเดียวกับ Fat Radio ที่ร้านน้องฯ เคยช่วยเป็นช่องทางแจกบัตรงาน Fat Festival อยู่หลายหน พี่นกจำได้ดีว่าสมัยนั้นคนหนึ่งรับบัตรได้แค่ 4 ใบ แต่มีบางคนอยากได้มากกว่านั้น เลยโดนน้องๆ ในร้านแกล้งให้ผู้มารับบัตรเกินต้องร้องเพลงของศิลปินที่อยากไปชมคอนเสิร์ต ไม่อย่างนั้นไม่ให้บัตร

ทว่าสิ่งที่เหล่าพี่น้องนาคน้อยภูมิใจสุด คือการที่ร้านน้องฯ มีส่วนได้สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของนักศึกษา เช่นละครเวที ทั้งช่วยประชาสัมพันธ์ เปิดพื้นที่จำหน่ายบัตร เทปหรือซีดีเพลงประกอบ รวมถึงของที่ระลึก หลายๆ ครั้งโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

“เราไม่ได้มองว่าสิ่งที่ทำเป็นธุรกิจ แต่มองว่าเป็นการเจอคนที่ชอบเหมือนเรามากกว่า เวลาเจอกันก็เหมือนรุ่นพี่รุ่นน้องคุยกัน ปรึกษาอะไรได้ เราแลกเปลี่ยนกัน บางครั้งไม่จำเป็นต้องได้เงินกลับมา เราช่วยเขา เขาก็ช่วยเรา”

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมที่ถือเป็นหัวใจของร้านเรื่อยมาถึงปัจจุบัน คงหนีไม่พ้นการแจกลายเซ็น ถ่ายรูป มอบโปสเตอร์ และเปิดมินิคอนเสิร์ต

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นช่วงที่ร้านน้องฯ ต้องย้ายข้ามฟากไปอยู่วังหลัง เนื่องจากกรมเจ้าท่าประกาศปิดท่าเรือเพื่อปรับปรุง หลังเกิดโศกนาฏกรรมโป๊ะล่มที่ท่าน้ำพรานนก เมื่อเดือนมิถุนายน 2538

การย้ายร้านครั้งนั้นส่งผลให้คนฟังเพลงกับร้านน้องฯ มีระยะห่างกันไปพอสมควร โดยเฉพาะนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ข้ามฝั่งตามมาด้วยไม่ได้ พวกเขาจึงคิดว่าควรจัดกิจกรรมอะไรสักอย่างเพื่อดึงดูดความสนใจของคนฟังเพลง รวมทั้งเป็นช่องทางโปรโมตศิลปินอีกทาง

วงแรกๆ ที่มาร่วมคือ Nose Candy ศิลปินอินดี้สังกัดรถไฟดนตรี ซึ่งมี ไก่-ธนาวัฒน์ ส่งวัฒนา ผู้ก่อตั้งวง 2 Days Ago Kids เป็นแกนหลัก จากนั้นก็มี ROSEMARIE เจ้าของเพลงฮิต ให้ฉันทำอย่างไร และ ป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์ รวมถึงศิลปินจากค่ายกระแสรองยุคนั้น

“ตอนนั้น Sony Music ให้พี่ป้างมาแจกลายเซ็นที่ร้าน จำได้ว่าวันนั้นรถติดมาก ด้วยความเป็นคนรับผิดชอบเรื่องเวลามาก พี่ป้างเลยนั่งมอเตอร์ไซค์มาเเล้วข้ามเรือ ให้ทันเวลาสี่โมงเย็นที่นัดกันไว้ สุดยอดมาก เราก็เลยรู้สึกว่าควรจัดกิจกรรมแบบนี้บ่อยๆ ขณะเดียวกัน หลาย ๆ ค่ายก็มองเห็นตรงนี้เหมือนกับเรา

“อย่าง Bakery Music ก็เริ่มสนใจทำเหมือนกัน เขาได้ใกล้ชิดคนฟังเพลงด้วย ก็เลยไปต่อได้เรื่อยๆ ส่วนใหญ่ศิลปินที่ทำกิจกรรมแบบนี้เป็นวงอินดี้ เริ่มต้นจากเล็กๆ กันก่อน”

กิจกรรมนี้ยังจัดต่อเนื่องมาถึงยุคที่ร้านน้องฯ ย้ายร้านกลับมาอยู่ฝั่งพระนคร โดยพี่หน่อยได้พื้นที่ตึกแถวริมถนนฝั่งท่ามหาราช ตรงข้ามวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร และเมื่อท่าเรือถูกซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อย พวกเขาก็กลับมาเปิดร้านที่เดิมอีกครั้ง จึงเท่ากับว่าร้านน้องฯ มี 2 สาขา คือสาขาท่ามหาราชและสาขาท่าพระจันทร์

“ตอนที่ขยายเป็นสองร้าน เราตัดสินใจเลิกทำเสื้อผ้า เพราะอยากให้คุณแม่ได้พักผ่อน เนื่องจากตอนนั้นเราไปเปิดร้านขายส่งที่ใบหยกแล้วเหนื่อยมาก พี่เองก็ต้องวิ่งไปมาระหว่างร้านเทปกับร้านเสื้อผ้า ส่วนพี่สาวก็เริ่มมีครอบครัว ต้องมีเวลาพักผ่อนบ้าง ที่สำคัญคือ พอปรับปรุงร้านเสร็จ พื้นที่ไม่พอ เพราะเริ่มเป็นยุคของแผ่นซีดีแล้ว ต้องใช้พื้นที่โชว์มากกว่า แล้วตอนนั้นธุรกิจก็บูมมาก คนหันมาฟังเพลงกันเยอะ ศิลปินก็ผลิตผลงานมากขึ้น ใครทำเพลงอะไรออกมา เราก็ช่วยขาย

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

“จำได้ว่าช่วงที่เรากลับมาเปิดร้านฝั่งนี้ใหม่ๆ มีศิลปินมาแสดงความยินดี มาอวยพรเยอะมาก อย่างวง Soul After Six มาทั้งวง ตอนนั้นเขาอาจคิดว่าเราเปิดร้านใหม่คงมีพื้นที่เยอะ เลยใส่ชุดหล่อมา แต่เราก็ยังเป็นร้านเล็กๆ อยู่แบบอบอุ่น แล้วก็มี Audy ที่คนมาเยอะมาก ถึงขั้นเดินเข้าร้านตัวเองไม่ได้ มาตอนหลังจึงเริ่มมีศิลปิน Grammy เข้ามาบ้าง เช่น สุเมธแอนด์เดอะปั๋ง Bodyslam หรือ CLASH”

แต่เหตุการณ์ที่ถือเป็นปรากฏการณ์คือ ตอนที่วง H ออกอัลบั้ม Project H ทีมงานนำรถตู้มา แล้วใช้พื้นที่ลานด้านหน้าธรรมศาสตร์เป็นลานคนดู โดยสามสาวร้องเพลงอยู่บนหลังคารถ การแสดงครั้งนั้นกลายเป็นกระแสโด่งดังไปทั่ว หรือตอนที่ Buddha Bless มาเล่นเปิดอัลบั้ม ก็ร้องและเต้นจัดเต็มจนได้แฟนเพลงใหม่ๆ ไปเพียบ 

หากแต่การใช้พื้นที่ลานด้านหน้าไม่สะดวกนัก เพราะต้องประสานงานหลายฝ่ายเพื่อขอใช้เสียง บางครั้งก็มีผู้ชมจำนวนมากจนส่งผลกระทบกับพ่อค้าแม่ค้าบริเวณนั้น ภายหลังทางร้านตัดสินใจจัดกิจกรรมในร้านแทน ส่วนใหญ่จะไปจัดที่สาขาท่ามหาราช แล้วแวะมาแจกลายเซ็นที่สาขาท่าพระจันทร์ เพื่อให้ลูกค้ารู้ว่า 2 สาขาอยู่ใกล้กัน

แม้ทุกวันนี้สาขาท่ามหาราชจะไม่มีแล้ว แต่กิจกรรมต่างๆ ไม่เคยหายไปไหน พี่นกบอกว่า ถ้ามีโอกาสก็อยากจัดงานให้ถี่ขึ้น เพราะทุกวันนี้มีเด็กรุ่นใหม่ฝีมือทำเพลงดีๆ เกิดขึ้นเต็มไปหมด และทุกคนก็คงอยากเผยแพร่ผลงานไปสู่วงกว้าง ซึ่งร้านน้องฯ ยินดีเป็นสะพานให้ แต่มีข้อแม้อย่างเดียวคือ ต้องผลิตผลงานเป็นเทป แผ่นซีดี หรือแผ่นเสียง ออกมา

“เราคิดว่าคนที่มาชมควรได้ของที่ระลึกกลับไป คิดเล่นๆ เขาทำเพลงใส่ทัมไดรฟ์หรือลงยูทูบอย่างเดียว พอมาเจอหน้ากันจะให้เซ็นชื่อในยูทูบเหรอ มันควรเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เพราะคุณมาดูเขาแล้ว ได้ชื่นชมเขาแล้ว ควรได้อะไรกลับไปด้วย คุณต้องกล้าพอที่จะผลิตผลงานให้คนฟังเขาเสพได้” พี่นกย้ำความเชื่อของตัวเอง

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี
น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

3

40 ปีที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ช่วงสิบปีกว่ามานี้ต้องยอมรับว่าวงการเพลงบ้านเราเปลี่ยนไปพอสมควร ทั้งอุตสาหกรรมการผลิต รูปแบบการฟังเพลง หรือแม้แต่จำนวนร้านขายซีดี แผ่นเสียง ที่นับวันจะยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ แม้แต่ร้านน้องฯ เองยังต้องเผชิญปัญหาไม่แพ้กัน แต่พวกเขาก็ยังหยัดยืน และรับมือกับอุปสรรคที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง 

พี่นกมองว่าเหตุผลหนึ่งคงมาจากฐานความคิดตั้งแต่เปิดร้าน เพราะสินค้าที่สั่งเข้ามา ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เขาชอบ ฉะนั้น ต่อให้ไม่มีคนซื้อก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยๆ เก็บไว้ฟังเองก็ได้

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี
น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

แต่มีบางครั้งที่ต้องกลับมาถามตัวเองว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นทำไปเพื่ออะไร เช่นเมื่อปี 2551 พี่นกเปิดสาขาใหม่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ตามคำชักชวนของรุ่นน้องที่สนิทกัน เวลานั้นเขาตั้งใจให้ที่นี่เป็นร้านต้นแบบเพื่อขยายแฟรนไชส์ จึงทุ่มเทพลัง ทั้งการวางระบบ การออกแบบร้าน รวมทั้งตามพี่ๆ ให้มาช่วยดูแลร้านด้วย

แต่ร้านนี้อยู่ได้ไม่นานนัก หลังเกิดเหตุวุ่นวายทางการเมืองห้างต้องปิดให้บริการ พี่นกจึงกลับมาตกผลึกว่าบางทีการขยายร้านมากๆ อาจไม่ใช่อนาคตที่อยากเห็น เมื่อเทียบกับการรักษามาตรฐานของร้าน

“เราคิดแบบโง่ๆ ว่าถ้ามีหลายๆ ร้าน ก็น่าจะได้กำไรเยอะขึ้น แต่ลืมคิดว่าพอมีหลายๆ ร้านก็ต้องมีสินค้ามากขึ้นเหมือนกัน แล้วจริงๆ เราเองก็ไม่ใช่คนกินเยอะ แถมช่วงนั้นต้องบอกเลยว่าเหนื่อยมาก ทั้งหาสินค้าเข้าร้าน หรือตามดูทีมงานที่ส่งเข้าไปช่วยพี่หน่อยหรือพี่น้องว่าคุณภาพเหมือนที่ท่าพระจันทร์หรือเปล่า เพราะพี่สองคนใจดี อาจไม่ดุแบบเรา พอห้างกลับมาเปิดเราก็เลยมาคิดว่าไม่เห็นจำเป็นต้องมีหลายสาขาเลย ทำแค่นี้ให้ดีที่สุดก็พอแล้ว”

อีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อร้านประสบภัยน้ำท่วม จนนำไปสู่การประกาศปิดท่าเรือเพื่อปรับปรุง พี่นกเล่าว่า ถึงจะได้หยุดพักเต็มที่ แต่กลับไม่มีความสุขเลย เพราะรู้สึกไม่ต่างจากคนที่ใกล้หมดสภาพ วันๆ ไม่ทำอะไร กระทั่งคุณแม่ต้องบอกให้กลับไปทำงาน เขาจึงลองหาสถานที่ตั้งร้านชั่วคราวจนได้เจอกับ The Crystal Park ห้างเปิดใหม่ที่อยู่ใกล้บ้าน แล้วเป็นห้างแรกๆ ที่นำสุนัขมาเดินเล่นได้ด้วย

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

แม้ยอดขายที่ร้านใหม่จะดีไม่แพ้ร้านเก่า แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปคือ ชีวิตชีวา เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่และคนในหมู่บ้านที่มีกำลังซื้อมาก ไม่ใช่เด็กวัยรุ่นหรือนักศึกษา ทำให้ไม่มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องเพลงสักเท่าใด ระหว่างนั้นพี่นกก็มาได้พื้นที่ตรงตลาดนัดรถไฟ จตุจักร เพิ่มเติม เปิดทุกวันศุกร์-อาทิตย์ จึงกลับมาจัดกิจกรรมสนุกๆ อย่างมินิคอนเสิร์ตอีกครั้ง

หลังเปิดร้านได้ 2 ปีกว่า ทางท่าเรือท่าพระจันทร์แจ้งกลับว่า พื้นที่พร้อมใช้งานแล้ว เป็นจังหวะเดียวกับที่สัญญาของ The Crystal Park ใกล้หมด และตลาดนัดมีเรื่องให้ต้องหยุดขายทั้งตลาด เขาเลยโยกย้ายทีมงานกลับมาที่เดิม

หากแต่ไม่มีโจทย์ไหนที่ท้าทายเท่ากับอุตสาหกรรมการผลิตเพลงไทยที่เปลี่ยนไป จากที่เคยมีสินค้าใหม่เข้าร้านทุกวันอังคารและพฤหัสบดี กลับเหลือเพียง 1 – 2 เดือนต่อชุด

แต่พี่นกไม่เคยท้อ ด้วยเชื่อว่าลูกค้าตัวจริงที่เสพงานจากสื่อที่จับต้องได้ยังมีอยู่ ขณะเดียวกันก็ปรับเปลี่ยนธุรกิจให้สอดคล้องกับตลาดมากขึ้น ทั้งการเปิดตลาดแผ่นเสียงและนำเครื่องเล่นแผ่นเสียงเข้ามาจำหน่ายในร้าน รวมถึงนำเข้าผลงานดีๆ จากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นความโชคดี เพราะหลังจากพี่น้องตัดสินใจวางมือไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน พี่นกก็ได้เพื่อนสนิทอย่าง พี่ก้อย-ณัฏฐ์ชัญญา บวรพิบูลชัย ซึ่งชำนาญเรื่องภาษามาช่วยดูแลงาน ตลอดจนคอยประสานและเลือกสินค้าจากต่างประเทศเข้าร้าน

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

“ทุกวันนี้เราต้องทำการบ้านเยอะขึ้น เพราะเราอาศัยเพลงไทยจากค่ายหลักๆ ไม่ได้แล้ว จึงต้องสั่งแผ่นอิมพอร์ตเข้ามามากขึ้น มีทั้งแผ่นจากยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ขึ้นอยู่กับลูกค้าว่าอยากได้แบบไหน แต่เราก็พยายามสั่งสินค้าที่ลูกค้าเราจับต้องได้ง่ายขึ้น เช่นแผ่นจากอเมริกาอาจมีให้เลือกเยอะกว่า เราก็เลือกแผ่นอเมริกา หรือในญี่ปุ่นมีวงที่ในอเมริกาไม่มี”

แต่ถึงจะมีสินค้าจากต่างประเทศมากขึ้น ร้านน้องฯ ก็ไม่เคยทิ้งวงการเพลงไทย ยืนยันได้จากการเปิดสาขาที่ช่างชุ่ย เพราะหวังให้เด็กรุ่นใหม่มีพื้นที่แสดงทักษะทางดนตรีเพิ่มขึ้น

“เรายังรู้สึกสนุก สนุกที่ได้เจอเด็กใหม่ๆ ที่เก่งมากๆ ส่วนตัวเชื่อว่าวงการนี้ยังไปต่อได้ แต่สิ่งสำคัญคือวิธีคิด เพราะสมัยก่อนมีนายทุนผลิตแผ่นขึ้นมาขาย แต่ทุกวันนี้เด็กๆ ทำแผ่นเองได้ มันยังมีช่องทางที่เขาจะสานฝันของตัวเองได้อยู่ หากเขาทุ่มเทและตั้งใจจริง”

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

4

“…จนกว่าจะหมดแรง”

“เราคงทำต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะขับรถไม่ไหว หรือทุกคนเรียกปู่นก เพราะต้องยอมรับว่าเพลงเป็นแฟชั่น บางทีเราอาจอัพเดตไม่ทัน แล้วลูกค้าที่เป็นวัยรุ่นจะยังเชื่อรสนิยมในการฟังเพลงของเราอยู่หรือเปล่า” พี่นกกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ เมื่อถามถึงก้าวต่อไปของเขากับร้านน้องฯ

แต่อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่มีใครหยั่งรู้ได้ สำหรับชายผู้นี้แล้ว การทำทุกวันให้มีความสุขจึงสำคัญกว่า 

ปัจจุบัน พี่นกยังเดินทางออกจากบ้านเพื่อมาอยู่ที่ร้านตั้งแต่เปิดจนปิด โดยไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่ายหรือเหน็ดเหนื่อยเลย 

“ลูกค้าหลายคนติดเรา เรามีลูกค้าหลายคนมาตั้งแต่สมัยเรียน จนทำงานแล้วก็ยังแวะเวียนมาหา บางคนมาหาทุกอาทิตย์ บางทีอาจไม่ซื้ออะไรกลับไปเลย แค่คุยกัน ดูหนังฟังเพลง คุยเรื่องสัพเพเหระ การมาอยู่ตรงนี้ก็เหมือนเรามีเพื่อน มีคนพูดคุยด้วย ยิ่งตอนนี้เรามีเฟซบุ๊ก ก็อัพเดตความเคลื่อนไหวของเพื่อนพี่น้องหลายๆ คน อย่างบางคนอาจหายไปนาน แต่เขาก็ยังฟังเพลงอยู่ เราก็มีโอกาสแลกเปลี่ยนทัศนคติการฟังกันได้”

หากแต่สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ การส่งต่อโลกของดนตรีที่หลากหลายสู่คนรุ่นถัดไป

ทุกวันนี้ร้านน้องฯ มีเด็กวัยรุ่นสับเปลี่ยนเข้ามาเป็นพนักงาน แม้แต่ละคนจะมีพื้นฐานต่างกัน บางคนเป็นนักศึกษาวิศวะ บางคนเรียนเอกภาษา และอีกไม่น้อยที่จบสายดนตรีมาโดยตรง แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขามีร่วมกันคือ ความรักในเสียงเพลง และอยากส่งต่อสิ่งดีๆ ไปสู่กลุ่มผู้ฟังอีกมากมาย

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

“เวลารับพนักงาน เรามีการทดสอบก่อน เพื่อเช็กว่าเขารู้เรื่องเพลงมากน้อยแค่ไหน จากนั้นก็ให้ทดลองงาน 3 – 5 วัน เพื่อดูหน่วยก้าน ซึ่งคนเก่งมากๆ อาจขายของไม่ได้เลย เราก็ไม่เอา เราต้องการคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี และใจเปิดกว้างรับสิ่งใหม่ๆ ถ้าฟังแต่เดธเมทัล แต่ไม่ฟังป๊อปเลย ก็ไม่ใช่ ทุกคนต้องฟังได้ทุกอย่าง ส่วนจะชอบมากชอบน้อยอีกเรื่องหนึ่ง

“ที่ผ่านมา น้องๆ เหล่านี้ช่วยเราได้มาก อย่างล่าสุดก็มีน้องคนหนึ่งมาบอกว่า เขาดูหนังเรื่องหนึ่งมา มีศิลปินเกาหลีที่ร้องเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งดีมากเลย เราควรหาอัลบั้มนี้มาขาย ซึ่งเรื่องแบบนี้แหละที่จะช่วยให้เรายังอยู่ได้ต่อไป”

และทั้งหมดนี้คือตำนานบทเล็กๆ ของร้านเพลงแห่งท่าพระจันทร์ หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่อยู่คู่กระแสวัยรุ่นและวัฒนธรรมดนตรีไทยมานาน 40 ปี

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

ข้อมูลประกอบการเขียน

  • สัมภาษณ์คุณอนุชา นาคน้อย วันที่ 19 กันยายน 2562
  • Facebook : Nong Taprachan
  • รายการคนค้นแมว Cat Radio วันที่ 23 กรกฎาคม 2557
  • นิตยสาร Make Money ปีที่ 6 ฉบับที่ 64 เดือนมกราคม 2548
  • หนังสือ ซึงสุดท้าย โดย จรัล มโนเพ็ชร

Writer & Photographer

Avatar

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

‘เราเป็นแชมป์ครับ เราเป็นแชมป์ครับ’

เสียงตะโกนดังลั่นของผู้บรรยาย ในวินาทีที่ กัปตันกิ๊ฟ-วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ ตีลูกหัวเสาอัดลงแดนของฝั่งจีน ในศึกนัดชิงชนะเลิศของวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552 ส่งผลให้ทีมวอลเลย์บอลหญิงเอาชนะทีมชาติจีน ด้วยสกอร์ 3-1 คว้าถ้วยแชมป์เอเชียเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อย่างเหนือความคาดหมาย จากเดิมที่ผูกขาดเฉพาะสองมหาอำนาจลูกยางอย่างจีนและญี่ปุ่นเท่านั้น

นั่นคือก้าวแรกที่ทำให้คนทั่วโลกได้เห็นฝีไม้ลายมือและความเก่งกาจของนักตบลูกยางหญิงไทย จนเกิดเป็นกระแสฟีเวอร์เรื่อยมาจนเกิดเป็นตำนาน ‘7 เซียนวอลเลย์บอล’ เรื่อยมาจนถึงทีมเลือดใหม่ชุดปัจจุบัน ซึ่งก็สร้างผลงานได้ดีไม่แพ้รุ่นพี่

หากแต่เบื้องหลังของความสำเร็จที่ทุกคนเห็น สิ่งที่ต้องแลกมา คือ หยาดเหงื่อ เลือดเนื้อ คราบน้ำตา ความทุ่มเท และความเสียสละของผู้คนมากมายตลอด 20 กว่าปี โดยมี โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร เป็นกำลังสำคัญที่คอยปลุกปั้นและผลักดันตั้งแต่เริ่มต้น

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ถือโอกาสดีนัดพบโค้ชอ๊อต ซึ่งวันนี้ยังมีหมวกอีกใบเป็นอาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ ภาควิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อย้อนรอยปฏิบัติการเปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นฮีโร่ และความฝันที่ไม่เคยสิ้นสุดที่จะนำธงไตรรงค์ของเราไปให้ไกลถึงจุดสูงสุด อย่างกีฬาโอลิมปิกให้จงได้

01
ปฏิบัติการเปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นฮีโร่

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ.​ 2540 ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมเล็ก ๆ ที่รวบรวมเด็กสาวแววดีจำนวน 18 คน ได้ถือกำเนิดขึ้นในพื้นที่สุดด้ามขวานของประเทศอย่างจังหวัดยะลา

ไม่มีใครคาดคิดว่า จากทีมธรรมดา ๆ ในวันนั้น จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของทีมที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์ที่โด่งดังไปไกลทั่วโลกในอีกไม่กี่ปีถัดมา

จุดเริ่มต้นของทีมนี้เกิดจากนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยในเวลานั้นหลายคนเริ่มมีแผนจะวางมือ ไม่ว่าจะเป็น ปริม อินทวงศ์, ลิขิต นามเสน, บุษบรรณ พระแสงแก้ว, แอนณา ไภยจินดา และ นันทกานต์ เพชรพลาย เป็นต้น

ผู้บริหารของสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยจึงคิดว่า คงถึงเวลาแล้วที่จะต้องพัฒนานักกีฬารุ่นใหม่มาทดแทนรุ่นพี่ นั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการทำทีมยุวชนหญิง หรือ National Team 2001 ซึ่งมีเป้าหมายเบื้องต้น คือ ผลิตนักกีฬาเพื่อเป็นตัวแทนทีมชาติไทยในอีก 4 ปีข้างหน้า และรักษาความเป็นผู้นำอาเซียน ในฐานะแชมป์ซีเกมส์ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ใน พ.ศ. 2544

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

และเพื่อให้โครงการประสบผลสำเร็จ ร.ท.ชาญฤทธิ์ วงษ์ประเสริฐ เลขาธิการสมาคมฯ ในขณะนั้น จึงติดต่อให้ โค้ชอ๊อต มารับโจทย์ยากครั้งนี้

โค้ชอ๊อตคุ้นเคยกับวงการวอลเลย์บอลมาตั้งแต่ยังเด็ก ด้วยพ่อของเขาเป็นอดีตนักวอลเลย์บอลของกองทัพอากาศ ตัวเขาเองก็มีโอกาสได้เล่นกับนักตบรุ่นพี่ทีมชาติ ซึ่งมักกลับบ้านมาทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ กลายเป็นทักษะที่สั่งสมเรื่อยมา พออายุ 17 ปี อ๊อตก็ติดทีมชาติ เป็นนับตบที่อายุน้อยสุดของรุ่น ได้ไปซ้อมที่เมืองจีน และสุดท้ายยังทำหน้าที่กัปตันทีมชาตินานถึง 10 ปีเต็ม

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า คือเขาเป็นทั้งครูและโค้ช ที่คอยปลุกปั้นนักวอลเลย์บอลมือดีมาอย่างยาวนาน

โค้ชอ๊อตเริ่มคุมทีมตั้งแต่เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วยการสอนน้อง ๆ จนกลายเป็นมือเก๋าหลายคน เพราะเวลานั้นมหาวิทยาลัยไม่มีโค้ช ก็ต้องอาศัยรุ่นพี่ทีมชาติไทยอย่างเขาเป็นผู้ดูแล

ต่อมาเมื่อไปฝึกสอนที่โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ ปกติจะสอนแค่ครึ่งเทอมก็เพียงพอแล้ว แต่อาจารย์อ๊อตอุทิศตน เพื่อฝึกทีมวอลเลย์บอลของที่นี่แบบไม่ได้เงินนานถึง 5 ปีเต็ม จนหลายคนก็ขึ้นมาเล่นระดับอาชีพ และเมื่อมาเป็นทหารอากาศ ก็ได้ดูแลทีมของสโมสรจนได้แชมป์

ที่สำคัญ เขายังเคยเป็นโค้ชเยาวชนวอลเลย์บอลทีมชาติไทยอีกด้วย

“เช้าผมนอนอยู่ที่โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ ซ้อมลูกศิษย์ตอนเช้า ซ้อมเสร็จก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปซ้อมให้ทีมทหารอากาศตอนบ่าย พอประมาณบ่าย 2 เลิกซ้อม ผมก็กลับมาที่เบญจมฯ อีก ทำอย่างนี้เป็นปี พวกยุวชนทีมชาติ หรือทีมชาติชุดใหญ่ก็คือลูกศิษย์ผมทั้งนั้น อย่าง อภิศักดิ์ รักชาติยิ่งชีพ, สุนทร โพธิ์สีตา ผมกินนอนอยู่กับเขา 8 เดือน ซ้อมแบบรากเลือด ขนาดกอดขาพี่อ๊อตเลย โหดมาก”

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

แต่ถึงจะมีประสบการณ์มายาวนาน โค้ชอ๊อตก็อดคิดหนักไม่ได้ เหตุผลแรกเป็นเพราะเขาไม่เคยคุมทีมเด็กผู้หญิงมาก่อน และต่อให้เคยคุมทีมผู้หญิงมาบ้าง ก็ล้วนเป็นมืออาชีพแล้วทั้งสิ้น 

อีกเหตุผลคือ เวลานั้นโค้ชอ๊อตเพิ่งเข้ามาทำงานที่บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารทรัพยากรบุคคล และเส้นทางอาชีพก็กำลังรุ่งโรจน์ เพราะมีแผนจะฝึกอบรมเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้บริหาร รวมถึงตั้งใจจะฝึกหัดเป็นนักบินต่อไปในอนาคตด้วย หากเบนเข็มไปคุมทีมชาติ ก็เท่ากับงานที่อยู่ทุกวันนี้ต้องชะงักไปเลยอย่างน้อย 4 ปีเต็ม

หลังจากครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ในที่สุดโค้ชอ๊อตก็ตกผลึกว่า สิ่งที่รักและผูกพันมากที่สุดในชีวิตก็คือ วอลเลย์บอล และที่ผ่านมา เขามีทางเลือกมากมาย แต่คำตอบสุดท้ายก็มักลงเอยที่กีฬานี้อยู่เสมอ

“เราเลือกที่จะเปลี่ยนชีวิตมาทางนี้ อย่างสมัยเด็กผมเรียนดี ได้โควต้าวิศวะ ขอนแก่นนะ แต่ผมไม่ไป ผมเป็นคนเล่นดนตรีใช้ได้ เล่นตั้งวงกับเพื่อน ตอนนี้เพื่อนเป็นอาจารย์สอนดนตรี ผมติวให้เพื่อนสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยได้ แล้วพ่อก็อยากให้เป็นทหาร แต่เราเลือกไปทางกีฬา ซึ่งต้องขอบคุณพ่อกับแม่ที่เห็นลูกมาอย่างนี้แล้วไม่ขัด คืออะไรที่เป็นความสุขของลูก เขาก็พร้อมสนับสนุน

“ช่วงมาเรียนที่เกษตรศาสตร์ก็เหมือนกัน ตอนปี 1 เกือบเรียนไม่จบ เพราะต้องเล่นกีฬา ต้องซ้อม มาสอบก็ทำไม่ได้ ถ้าไม่ได้อาจารย์ที่ปรึกษาคอยช่วยวางแผนการเรียน ลงทะเบียนให้ทีละเทอม ๆ จนครบ 6 ปี โดนรีไทร์แน่ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่า สิ่งที่เราเลือกมานั้นถูกต้องแล้ว”

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

หากแต่ภาพที่เขาฝันนั้นยิ่งใหญ่กว่าการรักษาอันดับ 1 ของอาเซียน เพราะโค้ชอ๊อตต้องการทำให้นักกีฬาไทยเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก โดยเฉพาะการได้ไปแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก

“ลองนึกว่า 20 ปีที่แล้ว ผมมีความคิดแบบนั้น คุณว่าผมบ้าไหม คือไม่มีใครเขาคิดหรอกว่า อยากให้ประเทศไทยเดินไปแล้วเขาเคารพอ่ะ ได้รับการเคารพยกย่อง”

แม้ในสายตาของคนทั่วไปจะมองว่า เพ้อฝัน ไม่มีทางเป็นไปได้ แต่โค้ชหนุ่มวัย 31 ปี ก็อยากทดลองทำตามความเชื่อนั้น เขาเริ่มเขียน SWOT Analysis นำจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ทุกอย่างมาวิเคราะห์ อย่างละเอียด เรื่องใดที่เขาทำได้เอง เช่น โปรแกรมการฝึก การเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจ เขาวางแผนไว้หมด

ส่วนเรื่องไหนที่ต้องให้คนอื่นช่วยเหลือ อย่างงบประมาณ สถานที่ฝึกซ้อม สถานศึกษา เพื่อให้นักกีฬาเรียนระหว่าง 4 ปี หรือแม้แต่สถานพยาบาลเพื่อดูแลคนในทีม หากเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ก็เขียนรายละเอียดออกมาอย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกคนรับทราบ โดยเฉพาะสมาคมฯ เพื่อหาทางจัดการปัญหาร่วมกัน

อย่างเรื่องแรกที่สำคัญมากคือ สถานที่ฝึกซ้อม ทีมยุวชนชุดนี้ไปเก็บตัวฝึกซ้อมกันที่จังหวัดยะลา

หลายคนอาจสงสัยว่า อยู่กรุงเทพฯ น่าจะสะดวกสบายและพร้อมเพรียงมากกว่า ทำไมต้องไปไกลถึงสุดด้ามขวานด้วย เหตุผลคือที่ยะลามีความพร้อมเรื่องการสนับสนุนของหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะภาครัฐ เพราะเวลานั้น ผู้บริหารท่านหนึ่งของสมาคมฯ คือ สมพร ใช้บางยาง (ปัจจุบันเป็นนายกสมาคมฯ) ดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา และสามารถอำนวยความสะดวกตั้งแต่เรื่องสนามฝึกซ้อม โรงเรียน รวมทั้งยังได้ อาวุธ เจษฎาไกรสร และครอบครัว เจ้าของโรงแรมปารค์วิว มาเป็นผู้จัดการทีมคอยดูแลเรื่องที่หลับที่นอน อาหาร 3 มื้อ ตลอดระยะเวลาการเก็บตัว

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

ขณะเดียวกันก็มีการเตรียมทีม เตรียมคน ให้พร้อม โดยโค้ชอ๊อตได้ อาจารย์สนอง กุลฉิม จากโรงเรียนบ้านหมี่วิทยาคม มาช่วยดูแลและประสานงานเรื่องการกำกับ ควบคุม เรื่องธุรการทั้งหมด และ น.อ.สาโรจน์ พินิจวงศ์ อดีตนักกีฬาวอลเลย์บอลรุ่นพี่ ซึ่งเป็นโค้ชจากโรงเรียนสวนกุหลาบนนทบุรีวิทยา ซึ่งโดดเด่นเรื่องเทคนิคมารับหน้าที่เป็นผู้ช่วยโค้ช 

ส่วนนักกีฬานั้น ทั้งหมดเป็นเด็กผู้หญิงอายุ 14-17 ปีจากทั่วประเทศ ซึ่งสมาคมฯ คัดเลือกจากผลการแข่งขันในระดับชิงแชมป์ประเภทต่าง ๆ ซึ่งก็มีทั้งนักกีฬาที่มีพรสวรรค์ บางคนเป็นดาวเด่นของทีมโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ อีกส่วนก็เป็นนักกีฬาที่อาจไม่เก่งมาก แต่รูปร่างดี ขยันฝึกซ้อม และน่าจะพัฒนาได้ รวมทั้งสิ้น 18 คน

โดยก่อนที่จะนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปยะลา โค้ชอ๊อตพยายามพูดคุย สร้างความเข้าใจ นั่งสัมภาษณ์แต่ละคนแบบละเอียดว่า มีเป้าหมายอะไรต่อไปในชีวิต เพื่อจะได้เข้าใจและนำมาแนวทางในการสร้างทีมที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

“ก่อนที่เราจะนั่งรถไปยะลา ผมจะถามทุกคนเลยว่า ทำไมถึงเล่นวอลเลย์บอล ซึ่งคำตอบแทบจะเหมือนกันหมดคือ สนุก มีความสุข อยากเก่งแบบพี่ ๆ อยากมีอนาคตที่ดี มีความมั่นคงในชีวิต และได้มีงานการที่ดี จะได้ไปตอบแทนพ่อแม่ มันเป็น Commitment ที่เราเห็นว่าเขาคิดอะไรในใจ แล้วเราจะนำพาพวกเขาไปได้อย่างไร เพราะฉะนั้น แบบฝึกที่เราจะสอนเขา จะสร้างความมั่นคงทางจิตให้กับเขา ปลูกฝังเรื่องความอดทนว่า กว่าจะสำเร็จติดธงชาติไทย ต้องมุ่งมั่น มุมานะ อยู่ในระเบียบวินัย อยู่ในกรอบให้ได้ และมีความทะเยอทะยาน ท้าทายที่จะทำสิ่งนั้นให้ได้”

ชีวิตในจังหวัดยะลา โค้ชอ๊อตดูแลเด็กๆ ทุกคนเสมือนเป็น ‘พ่อ’ อีกคนหนึ่ง 

เพราะเขาต้องดูแลไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การกิน การอยู่ การเรียน การรักษาพยาบาล โดยเขาได้ติดต่อโรงเรียนคณะราษฎรบำรุงยะลา เพื่อนำทุกคนไปฝากเรียน และเมื่อเรียนเสร็จก็ยังกลับมาช่วยสอนการบ้าน แม้แต่เรื่องรายได้ ทุกคนได้เบี้ยเลี้ยงเดือนละ 6,000 บาท ซึ่งทุกเย็น แต่ละคนจะต้องส่งรายรับ-รายจ่ายว่า วันนี้ซื้ออะไรมาบ้าง โค้ชอ๊อตจะมาตรวจบัญชีเองทุกวัน ซึ่งก็มีบางคนแอบเอาเงินไปซื้อขนม แต่มาลงบัญชีว่า ไปซื้อน้ำยาซักผ้า ซึ่งเขาก็จับได้อยู่ตลอด พร้อมกับสั่งลงโทษให้วิ่งบ้าง ยกเวทบ้าง จนนักกีฬาไม่อยากทำผิด

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

เช่นเดียวกับการรักษาพยาบาล ในยุคนั้นเมืองไทยยังไม่มีบัตรทอง เวลาบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยขึ้นมาก็ต้องเสียเงินค่อนข้างมาก แต่โชคดีที่ทีมยุวชนหญิงได้ได้รับการอนุเคราะห์จากโรงพยาบาลศูนย์ยะลา ให้เป็นคนไข้อนาถา จึงได้รับสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลฟรี 

ส่วนเรื่องละเอียดอ่อนที่เด็ก ๆ อาจไม่สะดวกใจคุยกับผู้ชาย ก็จะได้ผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัด เช่นภรรยาของผู้จัดการทีม ภรรยาของคุณหมอ ซึ่งรักและเอ็นดูนักกีฬาเหมือนเป็นลูกหลานจริง ๆ คอยไต่ถามสารทุกข์สุขดิบอยู่เป็นประจำ ทำให้ทุกคนรู้สึกอุ่นใจ แม้จะอยู่ห่างไกลจากบ้านเกิดก็ตาม

เช่นเดียวกับการฝึกซ้อม โค้ชอ๊อตต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย เนื่องจากปีหนึ่งมีเงินมาทำทีมไม่เท่าไหร่ ผู้สนับสนุนรายใหญ่อย่าง การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ให้เงินช่วยเหลือทั้งโครงการ 4 ปี 2,000,000 บาท ส่วนที่เหลือสมาคมฯ ก็ต้องแสวงหาเอง ซึ่งไม่ง่ายเลย เนื่องจากเมืองไทยเพิ่งผ่านวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งมาได้ไม่นาน

อย่างเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหามาตลอดคือ อุปกรณ์สำหรับการฝึกซ้อมไม่เพียงพอ เช่นลูกบอลซึ่งต้องใช้ปีละ 60-90 ลูก แต่ได้รับจัดสรรมาไม่ถึง 20 ลูก แถมยังเป็นเป็นลูกเก่าที่ผ่านการใช้งานมาแล้วนับไม่ถ้วน เสื้อผ้าฝึกซ้อมก็มีแค่คนละ 3 ชุด แต่ต้องใส่ซ้อมวันละ 6 ชุด เพราะซ้อมแต่ละครั้ง นักกีฬาเหงื่อออกเยอะมาก ซ้อม ๆ อยู่ อาจลื่นล้มได้ รองเท้าฝึกซ้อมก็ต้องใช้เงินเบี้ยเลี้ยงมาซื้อเพื่อฝึกซ้อมกันเอง ครั้นจะไปขอสปอนเซอร์ก็ไม่มีใครสนับสนุน เพราะไม่มีชื่อเสียง

เครื่องป้องกันการบาดเจ็บ อาทิ สนับเข่า สนับศอก หรืออุปกรณ์พิเศษทางการแพทย์ อย่างเทปกาวยึดแน่นกล้ามเนื้อและข้อต่อเพื่อป้องกันการบาดเจ็บข้อต่อต่าง ๆ พวกนิ้วมือ ข้อมือ หัวไหล่ เข่า ข้อเท้า ซึ่งจำเป็นต่อการฝึกซ้อม โค้ชอ๊อตก็ต้องหาเงินมาซื้อเอง บางครั้งก็ต้องไปขอกู้เงินจากบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เพื่อมาจ่ายค่าใช้จ่ายตรงนี้

นี่ยังไม่รวมปัญหาอย่างสนามฝึกซ้อมไม่ได้มาตรฐาน เป็นเพียงโรงยิมเนเซียมปูพื้นไม้ปาร์เก้เท่านั้น แถมเสากับตาข่ายก็ยังกว้างไม่เพียงพอ ซ้อมกันไปชนกันไป แต่ทุกคนก็ยังทุ่มเทเต็มที่ ด้วยมีฝันอันยิ่งใหญ่ คือ การเข้าไปอยู่อันดับต้น ๆ ของทวีปเอเชีย

“ตอนนั้นในเอเชียก็มี จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แล้วก็ไต้หวัน คาซัคสถานอีก เราอยู่อันดับ 6-7 บางทีก็เกือบไม่ผ่านฟิลิปปินส์ เพราะฉะนั้น ทำยังไงให้เราเข้าอยู่อันดับ Top 3-4 ให้ได้ นี่คือความทะเยอทะยาน ซึ่งพอมีความทะเยอทะยานก็ต้องมีความมุ่งมั่นว่า เราจะทำอะไร ต้องมี Vision มี Mission ให้มันสำเร็จ เพื่อให้เราเป็น High Performance Team ซึ่งทุกคนก็เชื่อมั่นว่า เราจะสร้างเด็กให้เก่งได้

“ปรัชญาหนึ่งที่ผมเขียนไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2540 ถึงวันนี้ผมยังจำได้ คือ ‘สร้างความสนใจ และความรัก นำเอาความสนใจและความรัก มาสอนอย่างมีหลักการ มีความหมายทางจิต พัฒนาคุณภาพชีวิต’ แล้วคุณจะสร้างความสนใจให้เขาได้อย่างไร เราจึงออกแบบฝึกให้เขาสนใจทำกิจกรรมนั้น ให้เขามีความสนุกสนาน มีความท้าทายในแบบฝึกนั้น แต่ละวันจะฝึกซ้อมอะไร การฝึกแต่อย่างมีความหมายอะไร”

โค้ชอ๊อตถือเป็นโค้ชทีมชาติคนแรก ๆ ของทีมชาติไทยที่นำความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬามาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาเรียนจบสายนี้มาโดยตรง รวมทั้งเคยไปฝึกอบรมโค้ชนานาชาติที่ประเทศสเปนด้วย

เขาดูแลตั้งแต่เรื่องโภชนาการ โดยจัดทีมมาคุยกับนักกีฬารายคน เพื่อดูว่าแต่ละคนต้องเพิ่มหรือลดในส่วนไหน ซึ่งทุกคนต้องปฏิบัติตาม หนึ่งในนั้นก็คือ การดื่มนม เพราะคนไทยนั้นตัวเล็ก ต้องหาวิธีเสริมโครงสร้างให้แข็งแรงที่สุด โดยทุกเช้าจะมีนมแก้วใหญ่รอทุกคนอยู่ นักกีฬาต้องดื่มให้หมด ถ้าไม่หมดห้ามลุก ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษ ก่อนนอนก็เช่นกัน อาจารย์อ๊อตก็เอานมแช่ตู้เย็นไว้ครบทุกห้อง ซึ่งก็มีบางคนแอบลักไก่ แอบเอานมทิ้งชักโครก

นอกจากนี้ โค้ชอ๊อตยังให้ทุกคนทำเวทเทรนนิ่ง ยกน้ำหนักเพื่อเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อ โดยเริ่มแรกก็จะให้ยกประมาณ 20 กิโลกรัม ครั้งละ 8-10 ครั้ง จากนั้นก็ให้เพิ่มเป็น 40-50 กิโลกรัม แต่ให้ยกประมาณ 4-5 ครั้ง ไม่เพียงแค่นั้นเขายังแบกตำราเรื่องจิตวิทยาการกีฬาไปคุยกับแพทย์ที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา เพื่อจะได้มีนักจิตวิทยาคอยทำหน้าที่ดูแลจิตใจของนักกีฬาอย่างมีประสิทธิภาพ

“จิตวิทยาการกีฬาเป็นศาสตร์ที่ทำให้นักกีฬามีความสุขกับการเล่นกีฬา มีความหวัง และจัดการกับความเครียดความวิตกกังวัล ความกดดันได้ ซึ่งแน่นอน การที่ผมต้องนำทีมเด็กผู้หญิงอายุ 15-17 ปี เดินทางมาไกลบ้าน ไกลพ่อแม่ มาเก็บตัวที่ยะลา แค่คิดก็จิตตกแล้ว

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

“ผมก็เลยนำสิ่งที่ตัวเองเรียนไปคุยกับจิตแพทย์ นั่งจับเข่าคุยกันถึงเป้าหมาย รายละเอียดโครงการว่า เรามาทำอะไรที่นี่ และปัญหาที่คาดว่าผมกับเด็ก ๆ ในทีมต้องเผชิญมีอะไรบ้าง คุยกันไปงงกันไป เพราะปกติคุณหมอรักษาแต่อาการทางจิตทั่วไป จะทำอย่างที่ผมต้องการทั้งหมดคงเป็นไปได้ยาก แต่ผมก็คะยั้นคะยอ ขอร้องให้คุณหมอช่วยที เพราะว่าศาสตร์ทั้งสองอย่างมีรากที่มาไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ อาศัยปรับเปลี่ยนนิด ๆ หน่อย ๆ ก็น่าจะพอได้แล้ว ก็ทั้งขอร้อง อ้อนวอน จนกระทั่งผมก็มีนักจิตวิทยามาช่วยทีม”

การวางตัวก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะนักกีฬาในทีมเป็นผู้หญิง โค้ชอ๊อตจึงมีกติกาให้ตัวเองว่าจะไม่ถูกเนื้อต้องตัวนักกีฬาเด็ดขาด รวมทั้งทุกคนจะเรียกเขาว่า ‘อาจารย์’ ไม่ใช่ ‘พี่’ หรือ ‘โค้ช’ เพราะเขามีหน้าที่เป็นครูให้ความรู้ ทำให้ทุกคนเก่งขึ้น

“ผมมีความเป็นครูมากกว่าเป็นโค้ช เพราะคนเป็นครูต้องอดทน รักก็ต้องอดทน คนเป็นโค้ชหมดความอดทนมาเยอะ พอหมดความอดทนก็หมดความรัก แล้วจะสร้างคุณประโยชน์อะไรให้กับลูกศิษย์ เหมือนคุณเป็นพ่อแม่ คุณต้องอดทนกับลูกคุณได้ไหมว่า ลูกคุณทำไม่ถูกต้อง คุณก็ต้องอดทนที่จะสอนเขา ให้เขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ดี และสิ่งที่เก่งด้วย”

ด้วยแนวคิดแบบนี้เอง ทำให้การฝึกซ้อมของเขาจึงเลื่องชื่อว่า หนัก โหด ถึงขั้นที่ลูกศิษย์บางคนบอกว่า หากผ่านด่านอาจารย์อ๊อตได้ ก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว เพราะในโลกนี้ไม่มีใครซ้อมหนักกว่านี้แล้ว

อย่างการวิ่งจับเวลา หากวิ่งไม่ผ่านคนเดียว ที่เหลืออีก 17 คนก็ต้องกลับไปวิ่งใหม่ด้วย ขาดวินาทีเดียวก็ไม่ได้ หรือหากใครเป็นลมกลางสนาม ก็ให้คนเอาน้ำไปสาดให้ตื่น เพื่อปลุกให้วิ่งต่อ ซึ่งทีมที่เหลือก็ต้องช่วยกันฉุดกระชากลากถูกันไปได้ จนกระทั่งเข้าเส้นชัยทันเวลา

แถมยังมีโจทย์การฝึกซ้อมอีกสารพัด อัดแน่นสัปดาห์ละ 6 วัน ทั้งฝึกเสิร์ฟ ฝึกบล็อก และไปเรียกนักกีฬาชายที่มีพละกำลังมากกว่ามาเป็นคู่ซ้อม

“เราเน้นการฝึกฝนทางจิตควบคู่ไปกับการฝึกทางกาย อย่างการวิ่ง ทุกคนต้องวิ่งให้ได้ 2,000 เมตร ภายใน 9 นาที 30 วินาที ถามว่าตัวเลขนี้มาจากไหน เราเรียกว่า Maximum Aerobic Power คือ การวิ่งที่เหนื่อยที่สุด หัวใจต้องเต้นเกิน 200 ครั้งต่อนาที วิ่งเสร็จแล้วมาจับชีพจรดู ถ้าเกิน 30 ครั้งต่อ 10 วินาที ถือว่าใช้ได้ ซึ่งตัวเลขนี้ก็มีทั้งวิ่งผ่านและไม่ผ่าน แต่ถ้าไม่ผ่านต้องมีเหตุผล เช่น นอนน้อย บาดเจ็บ หรือใจไม่สู้ ถ้าเป็นแบบหลังก็ต้องทำให้ใจสู้ได้ยังไง หรือไม่อยากเป็นทีมชาติแล้ว อย่างนั้นที่เคยเขียนบอกในตอนแรกว่า อยากติดทีมชาติ เพื่อจะดูแลพ่อแม่ นั่นคือฝันเหรอ ไม่ทำแล้วเหรอ”

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อยกระดับคนธรรมดาให้กลายเป็นคนที่เป็นเลิศ พร้อมสร้างทีมที่แข็งแกร่งที่พร้อมจะรับมือกับยักษ์ใหญ่ที่เข้ามา ดังสิ่งหนึ่งเขามักบอกกับลูกทีมอยู่เสมอ นั่นคือ TEAM มาจาก Together Everyone Achieve More ทุกคนต้องทำเพื่อทีม โดยเป้าหมายที่อยากให้ทุกคนไปถึงก็คือ การเอาชนะทีมชาติญี่ปุ่นให้ได้

ทว่าด้วยการฝึกที่กินเวลานาน และแตกต่างจากโค้ชทั่ว ๆ ไป ส่งผลให้เด็กในทีมบางคนทนไม่ไหว ถึงขั้นโทรศัพท์กลับไปฟ้องพ่อแม่ เกิดกระแสแอนตี้ว่า เหตุใดถึงต้องซ้อมหนักถึงเพียงนี้ และเริ่มมีการดึงตัวนักกีฬากลับด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น อยากให้มาเยี่ยมบ้าน อยากให้ไปช่วยทีมโรงเรียนแข่งขัน แล้วก็ไม่ยอมส่งกลับมา แต่โค้ชอ๊อตก็เดินตามความเชื่อเดิม โดยได้การสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในสมาคมฯ 

แล้วสิ่งที่เขามุ่งมั่นก็เริ่มผลิดอกออกผล เมื่อลงสนามครั้งแรกในรายการแข่งขันยุวชนหญิงชิงแชมป์เอเซีย พ.ศ. 2540 ดรีมทีมก็คว้าอันดับ 4 นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย โดยแพ้แค่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

“ผมคิดมาตลอดว่าจะทำอย่างไรให้เราชนะพวกคาซัคฯ หรือไต้หวัน เพื่อเราจะได้ใกล้เคียงกับญี่ปุ่นมากที่สุด วิธีหนึ่งคือเราต้องเสิร์ฟให้ได้เอซเลย ซึ่งจะยืนเสิร์ฟธรรมดามันก็ยาก เพราะตัวเล็กกว่าเขา ก็เลยให้กระโดดเสิร์ฟ เพราะถ้าเราทำได้มันจะนำไปสู่การกระโดดตบได้ดี ตบทั้งแดนหน้าแดนหลังด้วย แล้วผมก็ฝึกพร้อมกับเลือกว่าใครจะเสิร์ฟดีที่สุด แล้วก็จับตำแหน่งการเสิร์ฟมาในการเล่น ถ้าเราหมุน 3-4 รอบ แล้วทุกคนทำแต้มได้สักคนละ 2 แต้ม ก็ได้ 10 กว่าแต้มแล้ว ถ้าทำได้ 3 แต้มก็เหลือเฟือแล้ว 

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

“ผ่านไป 4 เดือน พอถึงเวลาไปแข่ง เราก็กระโดดเสิร์ฟ กระโดดตบ เล่นกับไต้หวัน หมุนแค่ 3 ตำแหน่ง 3 ล็อก ทีมเราได้ 10 แต้ม 10-0 ไต้หวันไม่เคยเจอ เพราะเขารู้สึกว่าเหมือนตัวเองไปเล่นกับประเทศอะไรสักอย่างที่ด้อยกว่ามาก แล้วปรากฏว่าประเทศนั้นตีนำไป 10-0 แล้วโค้ชทีมที่แข็งกว่าก็โมโห ทำอะไรไม่ถูก ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้น มันทำให้เรามั่นใจว่า คิดถูกแล้ว”

จากนั้นพวกเขาก็สร้างปรากฏการณ์ไม่หยุด ด้วยการอันดับ 2 ของศึกถางลัพคัพ ก่อนจะปิดท้ายปี ด้วยอันดับ 5 ของยุวชนชิงแชมป์โลก 

ด้วยสไตล์การเล่นดุดัน แข็งแรง หลากหลาย รวดเร็ว และเหนียวแน่น ส่งผลให้ทีมยุวชนหญิงกลายเป็นดาวรุ่งที่ชาติต่าง ๆ ประมาทไม่ได้ เช่นเดียวกับเสียงชื่นชมก็เริ่มตามมา ปัญหาเรื่องนักกีฬาออกจากทีมก็เริ่มหมดไป แถมยังมีเด็กรุ่นใหม่ ๆ เข้ามาเสริมอย่างต่อเนื่อง เช่น นา-วรรณา บัวแก้ว และ กิ๊ฟ-วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์

ต่อมาพอขึ้นปีที่ 3 นักตบ 3 คน คือ วิสุตา หีบแก้ว, ลัดดา เดือนฉาย และ กระแต-ปิยะมาศ ค่อยจะโป๊ะ ก็ได้รับเลือกให้เข้าไปเล่นในทีมชุดใหญ่กับพวกพี่ ๆ ก่อนที่โค้ชอ๊อตจะย้ายทีมเข้ามาฝึกต่อในกรุงเทพฯ โดยระหว่างนั้นก็พยายามหาวิธีการต่าง ๆ ที่ช่วยให้ลูกศิษย์มีทักษะดีมากยิ่งขึ้น 

หนึ่งในนั้นคือ ประสานงานไปยังสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ ขอนำนักกีฬาไทยไปเก็บตัวอุ่นเครื่องกับทีมจากยุโรป ซึ่งก็ได้การตอบรับจากสวิตเซอร์แลนด์ เบลเยียม และฝรั่งเศส จนหลายคนก็มีทักษะดีขึ้นอย่างเห็นชัด และคว้าแชมป์ในระดับอาเซียนมาได้ต่อเนื่อง

หากแต่ฤดูกาลที่เรียกว่าเป็นจุดพลิกผันสำคัญที่สุดของทีมชุดนี้เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2544 เพราะโค้ชอ๊อตตั้งเป้าหมายใหม่ให้นักกีฬาทุกคน ด้วยการชิงตั๋วไปแข่งชิงแชมป์โลกที่เยอรมนีให้ได้ในปีถัดไป

และในศึกเยาวชนหญิงชิงแชมป์โลก รอบคัดเลือก โซนเอเซีย พวกเธอก็ก้าวข้ามสิ่งที่ไม่เคยทำได้ตลอดหลายสิบปี นั่นคือ การเอาชนะทีมชาติญี่ปุ่น 3-2 เซ็ต และคว้าอันดับ 3 มาครองได้สำเร็จ

“ผมจำได้ไม่ลืม ลองคิดดูว่า 4 ปีมานี้ เราฝึกซ้อมวิ่ง ยกน้ำหน้า รับเสิร์ฟ รับตบ วิ่งโยกหน้าโยกหลัง โดนโค้ชทำโทษมาเยอะแยะแค่ไหน ก็เพื่อจะชนะญี่ปุ่น เราผ่านความยากลำบากมาเยอะ แต่เราก็ไม่เคยท้อ พอเราชนะญี่ปุ่น เราก็ไปเล่นซีเกมส์ต่อ เราชนะทุกทีม 3-0 ซึ่งแต่ละทีมเอาโค้ชนั่นโค้ชนี่มาเพื่อจะโค่นไทย แต่คิดผิด โดนเราฟาด จนแต้มไม่ขึ้นเลย”

จากนั้นสาวไทยก็ได้ไปแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลก ซึ่งครั้งนี้พวกเธอคว้าเหรียญทองแดงกลับมา ถือเป็นเหรียญแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย และทำให้เมืองไทยขอเสนอตัวเป็นเจ้าภาพกีฬามหาวิทยาลัยโลกใน พ.ศ. 2550 ต่อมาทีมชาติไทยก็ได้ไปแข่งขันชิงแชมป์โลกที่เยอรมนี แม้จะจบที่อันดับที่ 17 แต่ก็นับเป็นประสบการณ์อันยิ่งใหญ่

หากแต่ก้าวย่างที่สำคัญจริง ๆ คงต้องยกให้การได้รับเชิญให้ไปแข่งขันเวิล์ดกรังปรีซ์เป็นครั้งแรก เพราะทั่วโลกจะมีเพียง 8 ประเทศเท่านั้นที่ได้ไป ซึ่งการที่ไทยได้รับคัดเลือกครั้งนี้ก็มาจากฟอร์มที่โดดเด่นในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลก และการเอาชนะญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก

นับจากนั้นเส้นทางบนเวทีโลกของทีมนักตบสาวไทยก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ พร้อมกับการพิสูจน์ให้เห็นว่า ความเชื่อที่เหมือนเพ้อฝันในวันนั้นของโค้ชอ๊อต ก็ไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินเอื้อม หากเรามีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง

“ทั้งหมดเป็นการตอบโจทย์สมาคมฯ ครบถ้วนว่า 4 ปีเกิดอะไรขึ้นบ้าง แน่นอนความสำเร็จต่าง ๆ เกิดขึ้นเพราะเราช่วยกัน ส่วนผมก็เป็นเพียงแค่โค้ชที่มีหน้าที่สร้างความสำเร็จผ่านคนอื่นเท่านั้นเอง”

02
วอลเลย์บอลฟีเวอร์ สู่ตำนาน 7 เซียน

พ.ศ. 2546 โค้ชอ๊อตขอวางมือจากโค้ชทีมชาติไปรับหน้าที่ฝ่ายบริหาร เพื่อช่วยงาน ดร.ประเวช รัตนเพียร เลขาธิการสมาคมฯ คนใหม่

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงทำหน้าที่ดูแลนักกีฬาเหมือนเดิม โดยรับตำแหน่งเป็นผู้จัดการทีมชาติไทยด้วย พร้อมกับเริ่มภารกิจสำคัญ คือผลักดันนักกีฬาไทยให้ไปหาประสบการณ์ในลีกต่างประเทศ ซึ่งก็มีทั้งสโมสรเข้ามาทาบทามเอง รวมถึงฝากฝังผ่านเพื่อนที่เคยอบรมโค้ชด้วยกัน

โดยคนแรกที่ได้ไปเมืองนอกก็คือ วรรณา บัวแก้ว ซึ่งเข้าร่วมทีม Volley Spezzano ของอิตาลี จากนั้นก็มี หน่อง-ปลื้มจิตร์ ถินขาว ไปร่วมทีมในสโมสรที่จีนและรัสเซีย ขณะที่ กิ๊ฟ-วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ กับ นุช-นุศรา ต้อมคำ ก็ไปอยู่สโมสร IBSA Club Voleibol ที่สเปน และมีอีกหลายคนที่ส่งไปอย่างต่อเนื่อง

“เราวางแผนไว้เพราะเขาเริ่มโตกันแล้ว ควรไปต่างประเทศสัก 5-6 เดือน เพื่อหาประสบการณ์และหารายได้ ถึงค่อยกลับมาเล่นให้ทีมชาติไทย ถือเป็นแรงจูงใจให้คนเก่งได้ทำงาน”

กระทั่ง พ.ศ. 2552 โค้ชอ๊อตก็หวนกลับมาเป็นหัวหน้าโค้ชทีมชาติไทยอีกครั้ง โดยมีผู้ช่วยอีก 2 คน คือ โค้ชยะ-น.ท.ณัฐพนธ์ ศรีสมุทรนาค กับ โค้ชด่วน-ดนัย ศรีวัชเมธากุล ภารกิจสำคัญคือ การพาทัพนักกีฬาไทย ไปแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในอีก 4 ปีข้างหน้า

สำหรับโค้ชอ๊อต การไปโอลิมปิก คือเป้าหมายที่อยู่ในใจมาตลอดตั้งแต่เมื่อครั้งที่ไปสร้างทีมยุวชนที่ยะลาแล้ว

หากแต่ประสบการณ์ที่โตขึ้น ทำให้โค้ชอ๊อตปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานหลายอย่าง การฝึกซ้อมอาจไม่เข้มข้นเท่ากับสมัยคุมทีมยุวชน แต่ก็ถือว่าสาหัสไม่น้อยสำหรับนักกีฬาที่ไม่เคยอยู่ในทีมของเขามาก่อน พร้อมกันนั้นยังปรับตำแหน่งของนักกีฬาให้เหมาะสมตามสภาพร่างกายและจิตใจของแต่ละคน 

“เราดูว่าใครเหมาะกับภารกิจไหน อย่างหน่องเป็นคนรูปร่างสูง แล้วก็ข้อมือเร็ว เราก็รู้ว่าเขาเหมาะจะเล่นบอลเร็วมากกว่าเป็นตัวตีหัวเสา หรืออย่างอย่างวรรณา มีความเร็ว สายตาดี อ่านบอลทางตบได้ดี เขาเหมาะจะเป็นลิเบอโรมากกว่าเป็น Middle Blocks หรืออรอุมา (สิทธิรักษ์) เป็นคนที่มีพาวเวอร์มาก เมื่อก่อนเขาเป็นตัวตบ เขาเล่นตำแหน่งนั้นก็ได้ แต่จะมีประโยชน์กว่าถ้ามาเล่นเป็นตัวตบหัวเสา”

ผลของการปรับเปลี่ยนและฝึกซ้อมอย่างเข้มข้น ส่งผลให้ความสำเร็จของทีมวอลเลย์บอลหญิงเริ่มขยับเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อทัพนักกีฬาบุกไปคว้าแชมป์เอเชียครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2552 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

ครั้งนั้นไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าสาวไทยจะกลายเป็นแชมป์ เพราะตลอดหลายสิบปีที่แข่งขันมา เราทำได้เพียงอันดับ 3 หรือ 4 ตลอด และนับตั้งแต่ พ.ศ. 2518 ก็มีแค่จีนกับญี่ปุ่นเท่านั้นที่เคยเป็นแชมป์

ในนัดแรกไทยเจอศึกหนัก เพราะต้องดวลกับทีมสาวแดนปลาดิบ แม้ทีมไทยจะเคยเอาชนะมาได้ครั้งหนึ่ง แต่ในสายตาของทุกคนยกเว้นโค้ชอ๊อต เรายังเป็นรอง และผลสุดท้ายก็เป็นไปตามคาด ทีมไทยแพ้ขาดลอย 3 เซ็ตรวด

หลังจบเกม ทุกคนมาประชุมในห้องพัก อาจารย์อ๊อตก็ปิดห้องตำหนินักกีฬาอย่างรุนแรง บอกว่า ทุกคนคิดแต่ว่าจะแพ้ ทำไมถึงไม่คิดว่าสู้ได้ และพอกลับมาถึงโรงแรม เขาก็ไม่ยอมคุยกับใคร ไม่นัดซ้อม ด้วยหวังทุกคนกลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้ง

“เราต้องดึงเสือเอามาจากตัวคน ต่อให้เกลียดผมก็เกลียดไปเลย ผมจะพูดให้คุณเกลียด เจ็บแค่ไหน แต่คุณไปตบเขาจนชนะได้นี่ผมสบายใจแล้ว เพราะผมไม่ได้ทำทีมกีฬาให้คุณรักผมหรือเกลียดผม ผมทำทีมกีฬาให้พวกคุณเก่ง ให้พวกคุณเป็นตัวแทนทีมชาติไทย ไปแสดงศักยภาพที่มีอยู่ในตัว ผมเห็นคุณเก่งได้มากกว่านี้ แต่สิ่งที่คุณยังเป็นมันยังไม่ใช่

“สิ่งที่เกิดขึ้น มันคือเหยาะแหยะ หละหลวม เหมือนไม่ให้เกียรติคู่ต่อสู้ ไม่ให้เกียรติโค้ช เพราะเราเป็นโค้ชทีมชาติมา 14 ปี เป็นกัปตันทีมชาติอีก 10 ปี จะไม่รู้เหรอว่า คุณทำเล่นหรือไม่ทำเล่น ลูกนี้ควรจะรับได้ แล้วถอยทำไม ทำไมไม่พุ่ง ถ้าจะเอา ไม่ต้องดึงหน้าหนีหรอก บอลมาชนกลัวอะไร อย่างมากก็แค่ปากแตก เลือดกลบจมูก ไม่ตายหรอก คือคนเป็นโค้ชมันผ่านประสบการณ์ มันรู้ มันเข้าใจว่าถึงไม่ถึง เอาไม่เอา คือการเล่นโดยใช้จินตนาการเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ใช่ทำเล่น”

หลังจากนั้น ฟอร์มการเล่นของสาวไทยก็ดีขึ้น เอาชนะทีมไต้หวัน 3-0 ตามด้วยคาซัคสถาน 3-1 และได้กลับมาแข่งกับญี่ปุ่นอีกครั้งในรอบรองชนะเลิศ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนรอบแรก ในเซ็ตแรก สาวญี่ปุ่นยังทำผลงานเหนือไทยออกนำไปก่อน พอเซ็ตสองทีมไทยเริ่มตีตื้น ด้วยการนำห่างถึง 18-10 ก่อนจะปิดเกม กลับมาเสมอที่ 1-1 เซ็ต

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

พอเซ็ตสาม ทีมไทยยังทำผลงานดีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอรอุมาและวิลาวัณย์ตบผ่านบล็อกได้ตลอด แม้ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนเกมเล่น จนกลับมาแต้มจ่อกันที่ 23-22 แต่ทีมไทยก็แรงไม่ตก พลิกกลับมานำ 2-1 เซ็ตได้สำเร็จ และในเซ็ตที่ 4 ทีมญี่ปุ่นกับทีมไทยยังคงไล่บี้กันมาตลอด ก่อนที่ฝ่ายไทยจะตีได้อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายจบเกมด้วยสกอร์ 25-21 ทีมไทยทะยานสู่รอบชิงชนะเลิศได้เป็นครั้งแรก

การได้เป็นอันดับ 2 นั้นถือว่าเกินเป้าหมายสำหรับนักกีฬาแล้ว และยังเป็นหลักประกันว่า ทีมชาติไทยจะได้ไปแข่งเวิล์ดกรังปรีซ์แน่นอนอีกด้วย ส่วนการเป็นแชมป์ ยังถือว่าห่างไกล เพราะจีนคือแชมป์โลกที่เราไม่เคยเอาชนะได้มาก่อน แค่ได้เซ็ตเดียวยังยากเลย แต่แล้วปรากฏการณ์แจ๊กผู้ฆ่ายักษ์ก็เกิดขึ้น

ในวันนั้นภาพที่เกิดขึ้นคือ นอกจากทีมงานแล้ว ทีมไทยมีกองเชียงมาให้กำลังใจไม่ถึงสิบคน ขณะที่ทีมไทยวอร์มจนเหงื่อท่วมตัว ทีมจีนนั่งไขว้ห้างอย่างสบายอารมณ์ เสมือนเป็นการดูถูก และจากที่ไม่เคยคิดว่าจะชนะได้ แต่ตอนนี้ทุกคนเปลี่ยนความรู้สึก และไม่ยอมแพ้อีกแล้ว

แม้เราจะเสียเปรียบทุกประตู ตั้งแต่ความสูงของนักกีฬา เพราะสาวจีนสูงเฉลี่ยถึง 185 เซนติเมตร ส่วนสาวไทยสูงแค่ 175 เซนติเมตร แต่เซ็ตแรกก็เป็นไปอย่างสูสี ก่อนที่จีนจะปิดเกมได้ 25-20 ออกนำไปก่อน พอมาถึงเซ็ตที่ 2 สาวไทยใช้กลยุทธ์บอลเร็วสู้ ออกนำไปก่อน 5-0 จนนักกีฬาชาติอื่น ๆ หันมาเชียร์ทีมไทยกันหมด จากนั้นอรอุมากับวิลาวัณย์ก็ช่วยกันตบลูก จนไทยกลับมาชนะ 25-19 

พอถึงเซ็ตที่ 3 ทีมไทยยังเดินหน้าบุกอย่างต่อเนื่อง สามารถหลอกแนวรับของจีน ขึ้นตบได้ตลอด ออกนำมาเป็นครั้งแรก 2-1 และมาถึงเซ็ตที่ 4 ก็ยังเป็นฝ่ายไทยที่ทำผลงานได้ดีกว่า นำทิ้งท้ายถึง 6 แต้ม แต่จีนก็ยังไม่ยอมแพ้ไล่บี้ จนกระทั่งฝ่ายไทยขึ้นแท่นก่อนที่ 24-22 ครั้งนั้นโค้ชอ๊อตพยายามปิดแมทซ์ จึงเปลี่ยนผู้เล่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบล็อก แต่ฝ่ายจีนแก้เกมได้ โค้ชอ๊อตจึงเปลี่ยนนักกีฬากลับมาเหมือนเดิม โดยหลังจากนุศราตั้งบอลได้ ทำทีจะส่งให้ปลื้มจิตร์ตบ แต่กลับเป็นวิลาวัณย์ที่วิ่งตามหลังมากระโดดลอยตัวตบอย่างเร็ว บอลพุ่งลงกลางคอร์ด

ทีมไทยก็กลายเป็นผู้ชนะ คว้าแชมป์ประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ ชนิดหักปากกาเซียน

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

สำหรับนักกีฬาไทยแล้ว ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องฟลุก แต่มาจากความเต็มที่ของทุกคน วรรณา พี่ใหญ่ของทีมเคยเปรียบเกมนี้ว่า ทุกคนเล่นเหมือนองค์ลง เล่นกันอย่างสนุกสนาน ไม่เครียด ต่างจากจีนที่เล่นพลาดอยู่ตลอด เพราะกดดันและกลัวจะแพ้ 

ความสำเร็จนี้ก่อให้เกิดกระแสวอลเลย์บอลฟีเวอร์ขึ้นมาในเมืองไทย ในวันที่กลับมาถึงเมืองไทย ผู้คนต่างก็ไปรอรับ ขอถ่ายรูป มีสื่อมวลชนมากมายติดต่อขอสัมภาษณ์ จากแชมป์ครั้งนั้นทีมชุดนี้ก็สร้างผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่ตำนาน 7 เซียน ซึ่งประกอบด้วยผู้เล่นหลัก 7 คน คือ นา-วรรณา บัวแก้ว ตำแหน่งลิเบอโร, หน่อง-ปลื้มจิตร์ ถินขาว ตำแหน่งบอลเร็ว, อร-อรอุมา สิทธิรักษ์ ตำแหน่งตัวตบหัวเสา, กิ๊ฟ-วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ กัปตันทีมชาติไทย ตำแหน่งตัวตบหัวเสา, นุช-นุศรา ต้อมคำ ตำแหน่งเซ็ตเตอร์, ปู-มลิกา กันทอง ตำแหน่งบอลโค้ง และ แจ๊ค-อำพร หญ้าผา ตำแหน่งตัวบล็อกกลาง 

และแล้วก็มาถึงการต่อสู้ครั้งสำคัญ เมื่อทีมชาติไทยต้องแย่งชิงตั๋วกับประเทศต่าง ๆ เพื่อจะไปโอลิมปิกที่ลอนดอน ครั้งนั้นเป็นการแข่งขันแบบพบกันหมดของ 8 ชาติ คือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย ไต้หวัน เซอร์เบีย รัสเซีย คิวบา และเปรู โดยจะมีเพียง 3 ชาติเท่านั้นที่มีสิทธิ์ไปแข่งขันในรอบสุดท้าย

แม้จะแพ้รัสเซียขาดลอย 3-0 แต่ก็ยังมีลุ้น โดยในนัดต่อมาไทยชนะเซอร์เบีย ไต้หวัน เปรู ก่อนจะพ่ายให้ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ สรุป 6 เกม ชนะ 3 แพ้ 3 ยังมีโอกาสเข้ารอบ หากชนะคิวบาสำเร็จ และหากชนะ 3-0 ก็รับประกันว่าได้ไปลอนดอนแน่นอน แต่ถ้าเสียเซ็ตก็ต้องรอลุ้นผลคู่ของญี่ปุ่นกับเซอร์เบีย 

วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 คือวันที่แฟนวอลเลย์บอลทั่วประเทศจะไม่ลืม เริ่มต้นสาวไทยลงสนามพบกับคิวบา คิวบาถือเป็นทีมชั้นนำของโลก ต่อให้จะตกรอบไปแล้วก็ยังน่ากลัว แถมเราก็ยังไม่เคยชนะเลย โดยเริ่มต้นสาวไทยบุกนำไปก่อน 2-0 ก่อนที่เซ็ตที่ 3 คิวบาจะตีตื้นได้สำเร็จ ตามมาเป็น 2-1 และในเซ็ตที่ 4 ทีมไทยก็ไม่ทำให้ผิดหวัง แม้คิวบาจะไล่บี้ชนิดหายใจรดต้นคอ แต่ก็ยังปิดเกมเอาชนะไปได้

ชัยชนะครั้งนี้หลายคนเชื่อว่า ไทยได้ไปโอลิมปิก 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะโอกาสเดียวที่เราจะไม่ได้ไปคือ ญี่ปุ่นต้องแพ้เซอร์เบีย 3-2

สาวไทยซึ่งรอผลอยู่ที่โรงแรมต่างลุ้นระทึก ในเกมแรกญี่ปุ่นเล่นได้ยอดเยี่ยม เอาชนะไปได้สบาย ๆ แต่พอเซ็ตสอง ญี่ปุ่นเริ่มหลุดและแพ้ไป ก่อนจะแก้เกมกลับมา 2-1 ได้ ทว่าเหมือนฟอร์มของสาวปลาดิบจะตกลงมาอย่างกะทันหัน เริ่มพลาดบ่อยขึ้น จนกลับมาเสมอที่ 2-2 และเซ็ตสุดท้าย เซอร์เบียใช้เวลาเพียง 12 นาทีปิดเกม เข้ารอบสุดท้ายเป็นทีมที่ 3 จูงมือญี่ปุ่นเข้ารอบ ผลักทีมไทยตกรอบอย่างไม่น่าเชื่อ

ในเกมนั้นทุกคนต่างร้องไห้เสียใจ สำหรับโค้ชอ๊อตแล้ว คืนนั้นเป็นวันที่เขาไม่มีทางลืมได้เลย เพราะต้องอยู่เคียงข้างและคอยปลอบโยนทุกคน

“พวกเขาหมดศรัทธา ไม่คิดเลยว่าเกมมันจะเป็นอย่างนี้ เหมือนหมดทุกอย่าง สติก็หมด ไม่เหลือเลย ผมต้องค่อย ๆ ไปปลอบใจเขาทีละคน อยู่เป็นเพื่อนเขาทั้งคืนไม่ได้นอน กิ๊ฟกับหน่อง ร้องไห้หนักมาก แป้น (ปิยะนุช แป้นน้อย) ก็ร้องไห้หนัก ผมบอกเขาว่า ผมภูมิใจในตัวเขา ภูมิใจมากเราได้เป็นลูกศิษย์เป็นอาจารย์กัน และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมจะไม่มีวันลืมทุกคน แต่อีกสิบกว่าวันเราต้องไปแข่งเวิร์ลกรังปรีซ์ เราจะต้องเป็นตัวแทนทีมชาติไทย ขอให้ทำหน้าที่เพื่อคนไทย ไปแข่งเวิร์ลกรังปรีซ์ให้ดีที่สุด ครูก็ยังเหมือนเดิม อย่าแสดงความอ่อนแอ ให้คนอื่นเห็น จำได้ไหมกระดาษที่เขียน ๆ กันไว้ เรารักวอลเลย์บอลใช่ไหม เพราะฉะนั้น อย่าให้ใครมาพรากวอลเลย์บอลไปจากเรา พิสูจน์ให้คนทั้งโลกมันเห็นเลยว่าเราแข็งแกร่ง”

ทีมชาติไทยเดินทางจากญี่ปุ่นกลับมาเมืองไทย ก่อนจะไปแข่งต่อที่เมืองหนิงโป ประเทศจีน โดยทีมไทยทำผลงานได้ดีเยี่ยม คว้าอันดับ 4 มาครอบครอง

“ในปีนั้นมีอยู่แค่ 6 ทีมที่ไปแข่งเวิร์ลกรังปรีซ์ วันที่ประชุมโค้ช ทีมไทยมาถึงเป็นทีมสุดท้าย โค้ชทุกคนอยู่ในห้องประชุมหมด ผมเดินเข้าไปในห้อง โค้ชทุกคนเดินมาจับมือ มากอด บอกว่าเสียใจด้วย เข้าใจหมดทุกคน ทุกคนโค้งให้ผม คนเป็นโค้ชโอลิมปิก โค้ชแชมป์โลก ยืนปรบมือให้เรา นั่นคือสิ่งที่ผมได้รับ จากการเป็นคนคนหนึ่งที่สร้างถึงมาถึงขนาด ผมไม่ได้หวังให้เขามาเคารพผมนะ เพราะเราทำด้วยใจจริง ๆ และตั้งแต่มา เราไปแข่งที่ไหน ไม่มีใครทำไม่ดีเลย มีแต่คนให้เกียรติยกย่อง เคารพนับถือ อยากจะรู้ว่า ทำไมตัวเล็ก ๆ ถึงเล่นเก่งเหลือเกิน แล้วเล่นด้วยความสนุกสนานร่าเริง ไม่เหมือนคนเขา นี่คือสิ่งที่ถ่ายทอดจากครูสู่ลูกศิษย์ จากโค้ชสู่นักกีฬา เขาถึงแสดงสปิริตออกมาได้อย่างยอดเยียม

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

“ถึงปี 2012 เราจะกลับมาอย่างชอกช้ำ แต่แฟนวอลเลย์บอลก็ยังเห็นใจ และสนับสนุนตามเชียร์เรื่อยมา พอปี 2013 เราก็ยังก้าวต่อ ตั้งใจว่าอีก 4 ปีทุกคนยังเหมือนเดิม ไปเล่นอาชีพครึ่งปีแล้วกลับมาอยู่กับครู ทะเยอทะยาน ซ้อมหนัก ในปีนั้นเราได้แชมป์เอเชียอีกครั้งที่โคราช มันจุดประกายที่ยิ่งใหญ่ให้กับเรา ถึงเรายังไม่ไปโอลิมปิก แต่เราชนะทุกทีมที่ไปโอลิมปิก เราเก็บชัยชนะมาเรื่อย ๆ พอปี 2016 เราชนะทุกทีมในโลก เราสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้คนไทยได้ภูมิใจว่า เรามีทีมวอลเลย์บอลทีมหนึ่ง ตัวเล็ก ๆ ไม่ใหญ่ แต่ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ในสิ่งที่คนธรรมดาแต่ไม่ธรรมดาทำ”

03
เลือดนักสู้จากทีม (พี่) สู่ทีม (น้อง)

ถึงจะยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่ทีมวอลเลย์บอลไทยก็ไม่เคยย่อท้อ เดินหน้าฝึกซ้อมอย่างหนัก พร้อมกับหาประสบการณ์จากต่างแดน 

โค้ชอ๊อตต้องการรักษาคนเก่งให้อยู่ทีมให้นานที่สุด แต่เขาตระหนักดีว่าทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เพราะหากทีมชาติไทยได้โอลิมปิก พ.ศ. 2559 ที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เหล่าบรรดาผู้เล่นตัวหลักก็อาจจะประกาศอำลาสนามได้ทุกเมื่อ บวกกับก่อนหน้านี้ มีกรณีของ แจ๊ค อำพร ที่ประกาศขอหยุดพักการลงเล่นให้ทีมชาติ เนื่องจากอาการเจ็บเรื้อรังที่บริเวณหัวเข่า

เพื่อให้ทีมชาติไทยยังคงเดินหน้าต่อไป โค้ชอ๊อตจึงพยายามเลือดใหม่เข้ามาเสริมทัพรุ่นพี่ นักกีฬาเยาวชนฝีมือดีมากมาย อาทิ ชมพู่-พรพรรณ เกิดปราชญ์, เพียว-อัจฉราพร คงยศ, แนน-ทัดดาว นึกแจ้ง และ บุ๋มบิ๋ม-ชัชชุอร โมกศรี เริ่มถูกดึงเข้าทีมตั้งแต่ พ.ศ. 2557 เป็นต้นมา

“ผมใช้ชื่อทีมนี้ว่า National Team 2020 โดยระหว่างเส้นทางก็คอยไปสอดแทรกอยู่กับพวกพี่เลย เป็นตัวแทน ตัวเปลี่ยน สลับกันไป โดยรูปแบบในการสร้างทีมไม่ต่างกัน ทุกคนถูกเคี่ยวอย่างหนัก โดยในปี 2014 รายการชิงแชมป์โลกกับเอเชียนเกมส์นั้นตรงกัน ผมก็เลยให้ชุดใหญ่ไปแข่งเอเชียนเกมส์ แล้วชุดนี้ไปแข่งชิงแชมป์โลก รู้สึกว่าบุ๋มบิ๋มน่าจะเป็นนักกีฬาที่อายุน้อยที่สุดในโลกที่ไปแข่ง ข้อดีคือเด็ก ๆ พวกนี้ได้เรียนรู้รูปแบบเทคนิคการเล่นใหม่ ๆ พร้อมกับเรียนรู้วิธีการจากรุ่นพี่ไปด้วย” 

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

ทว่าหลังปลุกปั้นทีมได้ราวหนึ่งปี ก็มีเหตุให้โค้ชอ๊อตต้องส่งต่อภารกิจให้น้อง ๆ สต๊าฟโค้ชเข้ามาช่วยดำเนินการต่อ เนื่องจากต้องติดตาม เฟง คุน ภรรยา อดีตนักวอลเลย์บอลทีมชาติจีนกลับประเทศ โดยโค้ชอ๊อตก็ไปรับตำแหน่งเป็นโค้ชทีม Beijing BAW ซึ่งเล่นอยู่ในลีกสโมสรของที่นั่นเป็นเวลา 3 ปีเต็ม 

“เรารับผิดชอบต่อประเทศชาติมาเยอะมาก แต่ความรับผิดชอบต่อครอบครัวก็ต้องมี แล้วภรรยาก็อยู่เมืองจีน ส่วนเราไม่ได้หยุดเลย มันกลายเป็นคำถามกับตัวเองว่าจะทำแต่งาน ไม่ดูแลครอบครัวเลยเหรอ ก็เลยคุยกับท่านนายกฯ คุยกับทีมว่าถึงเวลาต้องขอพัก แล้วที่ผ่านมาก็ถ่ายงานให้ไปพอสมควรแล้ว เขาอาจจะสะดุดบ้าง 1-2 ปี แต่มันก็เดินได้ คิดว่าไม่น่ายาก ทีมชุด 2014 ก็สร้างไว้ให้แล้ว ซึ่งต้องขอบคุณทีมสตาฟโค้ชซึ่งไม่เคยหนีจากผมเลย ต้องขอบคุณโค้ชด่วนซึ่งอยู่เคียงข้างผมตลอดและทำงานต่อ”

ภารกิจของโค้ชอ๊อตที่ต่างแดนก็ไม่ต่างกับการสร้างทีมในเมืองไทย ซึ่งเมื่อเขาไปดูแลฟอร์มการเล่นของทีมก็ดีขึ้น นักกีฬาหลายคนถูกเรียกตัวติดทีมชาติ และกลายเป็นผู้เล่นในชุดแชมป์โอลิมปิก

จนกระทั่ง พ.ศ. 2562 หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่จีน โค้ชอ๊อตก็ได้รับทาบทาบให้ไปช่วยงานเป็นที่ปรึกษาที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการกีฬาวุฒิสภา รวมทั้งมาสานต่องานของ อ.ชาญฤทธิ์ ด้วยเป็นเลขาธิการสหพันธ์วอลเลย์บอลแห่งเอเชีย

เช่นเดียวสาวไทยซึ่งคงมุ่งมั่นตามฝันไปโอลิมปิกรอบสุดท้าย โดยโค้ชอ๊อตก็เข้ามาช่วยคุมทีมเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2559 เพื่อหา 3 ทีมไปแข่งขันโอลิมปิกที่บราซิล ซึ่งแม้สุดท้ายจะเป็นฝ่ายพ่ายญี่ปุ่น 3-2 แต่อย่างน้อยการเล่นของทีมไทยก็ชนะใจผู้ชมทั่วโลกที่ติดตามเกมในวันนั้น และทุกคนพร้อมปลอบประโลมว่า “ไม่เป็นไร คราวหน้าเอาใหม่”

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

ต่อมาในการคัดตัวไปโตเกียวเกมส์​ เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 กลุ่ม 7 เซียนยังคงจับมือรวมพลังกันเหนียวแน่น สำหรับพวกเธอแล้ว นี่คือการต่อสู้ครั้งสุดท้าย

ครั้งนั้นสาวไทยยังคงมีลุ้นเหมือนที่แล้วมา แถมยังแข่งในบ้านอีกต่างหาก มีกองเชียร์เข้าสนามอย่างล้นหลาม ขอเพียงเก็บชัยชนะในนัดที่เจอกับเกาหลีใต้ได้สำเร็จ ตั๋วโอลิมปิกใบแรกก็จะอยู่ในมือแล้ว หากแต่ด้วยฟอร์มการเล่นของสาวเกาหลีที่เหนือกว่า จึงเป็นฝ่ายชนะไป 3 เซ็ตรวด

ทุกคนต่างผิดหวัง แต่ก็รู้สึกว่าได้พยายามอย่างเต็มที่และทุ่มเททุกสิ่งที่มีไปหมดแล้ว 

“จิตวิญญาณเราไป แต่ว่าตัวเรายังไม่ได้ไป คำถามคือเราจะสู้ต่อไหม หรือพอแค่นี้ สุดท้ายคำตอบของชีวิตที่คุยกับทุกคน มันชัดเจนว่า กีฬาวอลเลย์บอลมันเป็นชีวิตของพวกเรา มันเป็นความรัก อย่าให้พรากจากพวกเราไป แน่นอนแม้นี่จะเป็นขบวนสุดท้ายของทุกคน แต่ความฝันก็ยังมีอยู่ และผมก็มีหน้าที่ส่งมอบความภาคภูมิใจว่า อย่างน้อยเราก็ชนะทุกทีมในโลกนี้แล้ว”

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

แต่ถึงจะวางมือไปแล้ว เมื่อถึงคราวจำเป็น ทุกคนก็พร้อมยินดีกลับมาทำเพื่อวงการวอลเลย์บอล เพื่อพี่น้องชาวไทย เหมือนที่เคยทำมาตลอด 20 กว่าปี ดังเช่นช่วงที่โควิด-19 ระบาดอย่างหนัก ส่งผลให้นักกีฬารุ่นใหม่ติดโควิด-19 เกือบยกทีม ไม่สามารถไปแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงเนชั่นส์ ลีก 2021 ที่ประเทศอิตาลีและถอนตัวไม่ได้ สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยจึงติดต่อกัปตันกิ๊ฟ เพื่อขอแรงให้ช่วยประสานเพื่อน ๆ มาแข่งขันแทน

แม้จะลังเลเนื่องจากเวลาจำกัดมาก แถมแต่ละคนก็ไม่ได้ฝึกซ้อมกันเลยตั้งแต่มีคำสั่งปิดสนามกีฬาทุกแห่งทั่วประเทศ แต่เมื่อมีการขอร้องมาทุกคน เว้นแต่วรรณาที่ผันตัวเป็นโค้ชไปแล้ว ก็ตอบรับลงสนาม แน่นอนการแข่งขันครั้งนี้พวกเธอไม่ได้หวังชัยชนะ แต่ตั้งใจทำให้ดีที่สุด ซึ่งผลก็เป็นตามคาด ชนะ 2 นัดจากทั้งหมด 15 นัด รั้งอันดับสุดท้ายของตาราง แต่สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติก็ได้จัดทำคลิป Golden Generation เพื่อขอบคุณสาวไทยที่สร้างปรากฏการณ์ในวงการวอลเลย์บอลโลกมาตลอด 20 ปี

และเมื่อพวกเธอกลับมาถึงเมืองไทย วันที่ 7 พฤศจิกายน 2564 การกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมฯ ก็ได้จัดงาน ‘7 Legends of Volleyball’ เพื่อขอบคุณและอำลา 7 เซียนอย่างเป็นทางการ

“พวกเขาคือแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไป เป็น Soft Power ที่มีอิทธิพลในการแข่งขันวอลเลย์บอล ซึ่งหลายคนชื่นชมเขา แต่สำหรับผม ผมขอบคุณพวกเขา เพราะพวกเขาเป็นลูกศิษย์ที่ดีมาก และช่วยถักทอดความฝันของคนหลายคน ผมอยากจะบอกว่า รักพวกเขามาก รักทุกคนเหมือนลูก ทุกคนเป็นเหมือนครอบครัว เพราะในช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน ผมก็ไม่มีใครเลย มีแต่พวกเขา”

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

ถึงรุ่นพี่จะวางมือไป แต่ภารกิจในการสร้างทีมวอลเลย์บอลไม่เคยสิ้นสุดตามไปด้วย

แม้จะถูกปรามาสจากใครหลายคนว่า ทีมคลื่นลูกใหม่นั้นยากที่จะขึ้นมาเทียบรัศมีของพี่ ๆ 7 เซียนซึ่งเป็นตำนานของเมืองไทยไปแล้ว แต่โค้ชอ๊อตก็ย้ำเสมอว่า หัวใจของการพัฒนาวงการกีฬา คือการสร้างสิ่งที่ดีกว่า และแน่นอนว่านักกีฬาแต่ละยุคก็มีจุดเด่นไม่เหมือนกัน ซึ่งจุดเด่นของคนรุ่นใหม่ก็คือเทคนิค และสไตล์การเล่นที่หลากหลาย

“ทุกวันนี้ ถ้าไปดูการซื้อขายนักกีฬาในต่างประเทศ เกินกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เขาซื้อขายกันที่เทคนิค นี่จึงเป็นคีย์สำคัญของการสร้าง Top Player ของโลก มันเป็น Long-term Process คุณต้องเข้าใจว่า นักกีฬาที่จะไปยืนตรงนั้นต้องมีคุณภาพร่างกายที่ดี คุณภาพทางจิตที่ดี คุณภาพทางเทคนิคที่ดี คุณภาพทางแท็กติกที่ ซึ่งหน้าที่โค้ชคือต้องมีสติ มองให้ออก วิเคราะห์ให้ได้ว่า ควรจะพัฒนาเขาอย่างไร ต้องเข้าใจเรื่องทักษะต่าง ๆ เพื่อที่นักกีฬาจะได้มี Performance และทำในสิ่งที่เขามีความฝันได้”

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

และวันนี้ทีมสาวไทยก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้ว ด้วยการเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายของเนชั่นส์ ลีก 2022 สำเร็จเป็นครั้งแรก รวมทั้งยังได้รับสิทธิ์ให้ร่วมคัดตัวเพื่อเข้าแข่งขันวอลเลย์บอลโอลิมปิกที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ใน พ.ศ. 2567 ซึ่งโค้ชอ๊อตก็หวังว่า ฝันที่รอมานานนี้จะกลายเป็นจริงได้เสียที

“ตอนนี้เหมือนกับเราอยู่ในระบบสุริยะ ดาราจักรของเรา ในขณะที่โอลิมปิกคือจักรวาล ซึ่งรวมเอาดาราจักรทั้งหมดไว้ด้วยกัน และเราอยากจะไปให้ถึงตรงนั้น เพราะที่ผ่านมาเราทำสำเร็จทุกอย่าง ก็เหลือแค่โอลิมปิกเท่านั้น”  

04
ส่งต่อความฝันที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ปัจจุบันโค้ชอ๊อตยังคงรับใช้วงการวอลเลย์บอลไทย และวงการวอลเลย์บอลโลกเหมือนเดิม โดยรั้งตำแหน่งอุปนายกฝ่ายเทคนิค สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศ, กรรมการบริหารสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ และเลขาธิการสหพันธ์วอลเลย์บอลแห่งเอเชีย

ภารกิจของเขาในวันนี้จึงไปไกลกว่าการพัฒนาทีมวอลเลย์บอลหญิง หากคือการวางรากฐานของกีฬาวอลเลย์บอลในเมืองไทยให้ยั่งยืน ทั้งทีมชาย ทีมหญิง และทีมวอลเลย์บอลชายหาด

“มันท้าทายในการทำงานทุกภาคส่วนเลย คือเราจะบริหารจัดการอย่างไรถึงจะผลักดันทีมชาติไปสู่ความสำเร็จระดับโลก อย่างตอนนี้ทีมชายหาดหญิงของเรากำลังเติบโตไต่อันดับโลกอยู่ ส่วนทีมชายหาดชายก็ดีขึ้น ส่วนทีมชายในร่มกำลังเปลี่ยนถ่าย ทุกอย่างดีขึ้น เพราะมีทีมบริหารที่เข้าใจ จริงใจในการทำงาน เราพยายามพัฒนาบุคลากรในทุก ๆ ด้าน โดยให้ทีมหญิงเป็นทีมต้นแบบที่เราจะก้าวไป”

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าทีมวอลเลย์บอลหญิงจะวางใจได้ ด้วยเหตุนี้โค้ชอ๊อตจึงเริ่มต้นพัฒนาทีมใหม่ National Team 2028 ด้วยการเฟ้นหานักกีฬาในระดับ U-16 เพื่อจะได้มารับไม้ต่อทดแทนรุ่นพี่ ๆ

โดยคาดว่าภายใน พ.ศ. 2569 ทีมชุดนี้ราว ๆ ครึ่งทีมจะเข้ามาเป็นทีมชาติชุดใหญ่ และเข้ามาเต็มทีมในช่วงคัดตัวเพื่อไปกีฬาโอลิมปิกที่ลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ใน พ.ศ. 2571 

“การที่เราจะพร้อมสำหรับโอลิมปิกก็ต้องขับเคลื่อนหลาย ๆ ด้านมาก อย่างเรื่องหนึ่งที่ผมพูดเสมอคือ เราต้องมีพละ 5 หรือ ม้า 5 ตัวที่จะช่วยเราขับเคลื่อน อันแรกสุดคือ ศรัทธา คนเราจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ประสบความสำเร็จต้องศรัทธาทั้งตัวเรา ทีมสต๊าฟ และทีมนักกีฬาว่าเป็น High Performance Team

“ต่อมาคือ วิริยะ มีความเพียร พยายาม ความพ่ายแพ้เป็นครูที่ดี ทำให้เราได้เรียนรู้ว่ายังขาดอะไร เหลืออะไร หลายคนอยากเห็นเรามี แต่เรามีไม่ได้ เช่นนักกีฬาสูง ๆ เราต้องยอมรับว่าเผ่าพันธุ์เรา มันตัวแค่นี้ จะหาเด็กสูง 190 ได้ยังไง เมื่อมีแค่นี้ เราก็ต้องยอมรับแล้วก็ทำความเพียรของเราให้ถึง ก็ต้องฝึกซ้อมให้หนัก ๆ เรื่องนี้มันก็เหมือนผมให้คุณไปว่ายน้ำ ถามว่าอ่านหนังสือ ฟังคนที่พูดแล้วไปว่าย คุณจะว่ายเป็นไหม คุณก็ต้องฝึก ต้องซ้อมถึงจะว่ายได้ ที่สำคัญเราต้องมีสติ มีสมาธิ ถ้าเรามีครบ เราก็จะรู้ว่าควรจะพัฒนาอย่างไร จะทำอย่างไรให้นักกีฬาที่ยังไม่เก่ง เก่งขึ้นมา ซึ่งนี่จะนำไปสู่ม้าตัวที่ 5 คือ ปัญญา”

เกือบ 40 ปี โค้ชอ๊อตรับหน้าที่ตั้งแต่นักกีฬาทีมชาติ โค้ชทีมชาติ ไปจนถึงการเป็นผู้บริหารทั้งสมาคมภายในประเทศและระดับนานาชาติ ในวันนี้เขาจึงนำประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานมาถ่ายทอดในฐานะ อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ ภาควิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันการศึกษาที่หล่อหลอมจนเขามีวันนี้

“ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาผมไปสอนที่นั่นที่นี่มากมาย อย่างล่าสุดผมก็ไปสอนที่ยุโรป มีคนมาฟัง 160 คนจาก 46 ประเทศ โดยมี Keynote Speaker คือผมกับ Mr.John Kessel ซึ่งเป็น Hall of Fame ของอเมริกา แล้วเรารู้สึกว่าทุกคนให้เกียรติเรา ตั้งใจมาฟังเรา ทำไมเราไม่ไปตอบแทนสถาบันที่สร้างเราขึ้นมาบ้าง แล้วครูบาอาจารย์หลายท่านก็เริ่มไปสวรรค์กันแล้ว ส่วนท่านที่ยังมีชีวิตอยู่ ผมก็นึกถึงท่าน และน่าจะนำวิชาความรู้ที่ได้จากท่าน บวกกับประสบการณ์ในชีวิตที่เราได้เรียนรู้ไปถ่ายทอดกับคนรุ่นใหม่ ให้ลูกศิษย์ เพื่อจะได้พัฒนากีฬาของชาติด้วยกัน”

 โค้ชอ๊อตมีฝันอันยิ่งใหญ่ที่จะปลุกปั้นบุคลากรรุ่นใหม่ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและยกระดับกีฬาในเมืองไทย เมื่อมาสอน เขาจึงพยายามดึงเครือข่ายทั้งไทย อาเซียน และทั่วโลกที่ตนเองมีอยู่เพื่อมาร่วมทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ แน่นอนแม้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้

ตลอด 20 กว่าปีมานี้ คงไม่ผิดถ้าจะกล่าวว่า โค้ชอ๊อตคือคนสำคัญที่ทำให้กีฬาที่เคยอยู่นอกสายตา ได้รับความนิยมในวงจำกัด กลายเป็นกีฬาที่คนไทยทั่วประเทศส่งแรงใจเชียร์ในทุกนัดการแข่งขัน ต่อให้ผลสุดท้ายจะลงเอยอย่างไรก็ตาม แต่สำหรับชายผู้นี้แล้ว เขาถือว่าตัวเองเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของความสำเร็จ เพราะทั้งหมดนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ทั้งปราศจากความร่วมไม้ร่วมมือของทุกภาคส่วน จนก้าวข้ามอุปสรรคต่าง ๆ มาถึงวันนี้

“คงจะดีมาก ถ้าเรื่องราวทีมวอลเลย์บอลของพวกเราจะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคม ให้ข้อคิด หรือมีความหมายต่อชีวิตของแต่ละคน เหมือนกับที่วอลเลย์บอลมันมีความหมายกับพวกเรา ผมถือว่าผมเป็นตัวแทนของน้อง ๆ พี่ ๆ ครอบครัววอลเลย์บอล เราทำงานกันหนัก เราทำงานเป็นทีม ไม่ใช่ผมคนเดียว ผมอยากให้เรื่องราวนี้เป็นแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นหลังว่า ถึงพวกเขาไม่ใช่คนที่เก่งมาก่อน แต่พวกเขามีความฝัน มีความมุ่งมั่น และทำหลายสิ่งหลายอย่างมาก จนกระทั่งเป็นที่ยอมรับของผู้คนทั่วโลก”

ขอบคุณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ให้สัมภาษณ์

ขอบคุณภาพประกอบเพิ่มเติมจาก เพจ Thailand Volleyball Association สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

– บทสัมภาษณ์ อาจารย์เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

– หนังสือ โค้ชอ๊อต โดย เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร

– หนังสือ ลูกยางโลกตะลึง แชมป์ประวัติศาสตร์ วอลเลย์บอลหญิงไทยเจ้าเอเชีย

– นิตยสาร ฅ.คน ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2555

– สารคดีชุด “กว่า 20 ปี บนเส้นทางนักกีฬาทีมชาติไทย…กับตำนาน 7 เซียน วอลเลย์บอล”

– บทความชุด “โค้ชอ๊อต”…ขอเล่า โดย เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร

Writer

Avatar

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load