บนพื้นที่เล็กๆ ขนาดไม่กี่ตารางเมตรของร้านแห่งนี้ เหมือนเป็นเวทีบันทึกเรื่องราววงการเพลงไทย

ยุคหนึ่งศิลปินน้องใหม่ที่อยาก ‘แจ้งเกิด’ ต้องมาแนะนำตัวที่นี่ ใครมองหาบัตรคอนเสิร์ต บัตรละครเวที หรือใบสมัคร Hotwave Music Awards ก็ต้องแวะมา 

นอกจากเทป ซีดี แผ่นเสียงที่อัดแน่นบนชั้นวาง ที่นี่ยังเต็มไปด้วยกิจกรรมต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นมินิคอนเสิร์ต งานแจกลายเซ็น ที่จัดต่อเนื่องเป็นประจำแทบทุกสัปดาห์นับ 10 ปี

ใครอยากคุยเรื่องดนตรีก็มาแลกเปลี่ยนความเห็นกับเจ้าของร้านได้อย่างถึงรส 

“เราเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางดนตรี มากกว่าร้านขายเทปหรือแผ่นซีดี”

 พี่นก-อนุชา นาคน้อย

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา อยากชักชวนทุกคนมาพูดคุยกับ พี่นก-อนุชา นาคน้อย หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งร้าน ‘น้องท่าพระจันทร์’ ถึงเรื่องราวในวันวาน วันนี้ และวันข้างหน้า ในวันที่ร้านแห่งนี้กำลังจะมีอายุครบ 40 ขวบพอดี

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

1

นาคน้อย The Family

น้องท่าพระจันทร์เกิดจากความหลงใหลในเสียงเพลงของ พี่หน่อย กุลพงศ์, พี่น้อง อนงค์นาถ, พี่หนุ่ม ภาสกรณ์ และ พี่นก อนุชา สี่พี่น้องตระกูลนาคน้อย

 พี่นก-อนุชา นาคน้อย

“พวกเราเติบโตมาพร้อมเสียงเพลง เช้าๆ คุณพ่อจะเปิดวิทยุเพื่อปลุกลูกๆ เราจะได้ฟังเพลงอย่าง สยามมานุสสติ หรือสุนทราภรณ์ตลอด แล้วคุณพ่อยังสอนให้ใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียง พอกลับมาจากที่ทำงานก็จะให้เราเปิดเพลง หรือช่วงวันหยุดก็จะเอาเครื่องเล่นมาตั้งแล้วจัดปาร์ตี้ เราจะมานั่งฟังเพลงด้วยกัน” พี่นกเปิดฉากเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่มาจากครอบครัว 

ปี 2522 ความรักในเสียงเพลงก็เติบโตเป็นธุรกิจ หลังทั้งสี่พี่น้องแวะเวียนไปยังร้านขายเทปแถวบ้านเพื่อเลือกซื้ออัลบั้มเพลงเป็นของขวัญวันเกิดให้คุณพ่อ แต่อาจเพราะความเป็นเด็กบวกกับเลือกซื้อนานหน่อย คนดูแลร้านจึงไม่สนใจเท่าที่ควร

หลังเลือกซื้อเทปของ หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ เรียบร้อย พี่หน่อยกับพี่น้องจึงเกิดไอเดียว่าหากเปิดร้านเทปกันเองก็คงดี เพราะอยากฟังเพลงอะไรก็ได้ฟัง ไม่ต้องรอสถานีวิทยุเปิดหรือมาซื้อตามร้าน ที่สำคัญคือ การทำงานอยู่กับเสียงเพลงทั้งวันคงมีความสุข

แต่การจะเปิดร้านสักแห่ง สิ่งสำคัญคือทำเล หลังพยายามตามหาสถานที่อยู่พักใหญ่ ในที่สุดพี่หน่อยก็มาได้พื้นที่เล็กๆ ใกล้ท่าเรือข้ามฟากฝั่งท่าพระจันทร์ ไม่ไกลจากสนามหลวงที่สมัยนั้นเป็นศูนย์กลางการสัญจรและมีตลาดนัดขายสินค้านานาชนิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์

ตอนแรกพวกเขาต้องแบ่งพื้นที่เช่ากับร้านขายรองเท้า มีเงินทุนก้อนแรกมาจากพี่ชายคนโตที่เพิ่งเรียนจบ บวกกับเงินสะสมของคุณแม่ ขณะที่คุณพ่อเป็นที่ปรึกษา ช่วยเลือกชุดเครื่องเสียงเครื่องแรกให้ร้าน เป็นเครื่องเล่นเทปยี่ห้อ AKAI พร้อมให้แอมป์กับลำโพงมาใช้

“เราเปิดร้านวันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม 2522 จำได้ว่าเป็นวันที่วุ่นวายทีเดียว เนื่องจากสนามหลวงกำลังเตรียมจัดงานเฉลิมฯ วันที่ 5 ธันวาคม บรรยากาศย่านนั้นน่าตื่นตาตื่นใจมาก ตอนนั้นพวกเราแบกเทปลังหนึ่งมาขายประมาณร้อยม้วน ส่วนใหญ่เลือกจากเพลงที่เรารู้จักเป็นหลัก

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี
น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

“เทปยุคแรกที่ขาย คละทั้งเพลงไทยและเทศ อย่างเพลงสากลหลักๆ ก็จะเป็นพวก Bee Gees, Boney M. หรือ Humoresque ส่วนใหญ่เป็นเทปแบบ Peacock และ 4 Track ที่ผลิตโดยคนไทย อัดเองขายเอง ราคาขายม้วนหนึ่งตกอยู่ที่สี่สิบถึงห้าสิบบาท 

“ส่วนเพลงไทยที่เด่นๆ ในยุคนั้นก็มีวงชาตรี อัลบั้ม รัก 10 เเบบ กับวงเเกรนด์เอ็กซ์ ชุดแรก ลูกทุ่งดิสโก้ และยังมีเพลงลูกกรุง สุนทราภรณ์ รวมถึงเพลงลูกทุ่งยอดนิยมด้วย”

ช่วงเปิดร้านแรกๆ พี่หน่อยตั้งชื่อร้านไว้ว่า ‘am sound’ แปลว่า เสียงเพลงอันเป็นที่รัก

แต่พอขายไปเรื่อยๆ ลูกค้าส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเด็กมหาวิทยาลัยหรือคนวัยทำงานมักเอ่ยกับคนขายว่า

 “น้อง พี่รับม้วนนั้น”

 “น้อง หยิบม้วนนั้นให้หน่อย”

“น้องครับ มีม้วนนั้นหรือเปล่า”

คุณแม่เห็นว่าคำว่า น้อง จำง่ายดี บวกกับคนที่เฝ้าร้านบ่อยสุดคือพี่น้อง ลูกสาวคนเดียวของบ้าน จึงนำคำนี้มาผสมกับสถานที่ตั้งกลายเป็น ร้านน้องท่าพระจันทร์

จุดเด่นสำคัญของร้านน้องฯ คือความร่วมไม้ร่วมมือของทุกคนในครอบครัว พี่หน่อยและพี่น้องรับหน้าที่ขับเคลื่อนร้าน เช็กสต๊อก สั่งสินค้า ขณะที่พี่หนุ่มรับหน้าที่ออกแบบและตกแต่งร้าน ส่วนพี่นกคอยเป็นผู้ช่วยของพี่ๆ ทำงานจิปาถะต่างๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

“ช่วงนั้นพี่น้องเพิ่งเข้าปีหนึ่งที่รามคำแหง พอเรียนเสร็จก็กลับมาเปิดร้าน ส่วนพี่หน่อยมาตอนเย็น เพราะทำงานประจำควบคู่ไปด้วย แล้วยังมีเพื่อนพี่หน่อยกับพนักงานเสริมอีกสองคน พูดง่ายๆ คือแผงเล็กนิดเดียว แต่ใช้บุคลากรเยอะมาก ส่วนพี่ตอนนั้นอายุสิบสี่ อยู่ มศ.2 ก็มาอยู่ที่นี่ทุกวันหลังเลิกเรียน ซึ่งสมัยก่อนกว่าจะเช็กยอดเสร็จ ท่าเรือก็ปิดแล้ว ถึงบ้านก็ดึกมาก สุดท้ายเลยไปหลับในห้องเรียน ถูกเชิญผู้ปกครอง ตอนหลังพี่หน่อยเลยให้กลับบ้านไปก่อน

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

“ถึงจะเหนื่อยแต่เราก็สนุกมาก เพราะได้เจอผู้คนที่โตกว่า โดยเฉพาะลูกค้าที่เป็นนักฟังเพลงตัวจริง เพลงหลายๆ แนวก็ได้คำแนะนำจากลูกค้า เราเองอาจจะถูกปลูกฝังมาด้วยสุนทราภรณ์บ้าง ลูกทุ่งบ้าง แล้วก็เพลงสากลจากคลื่นวิทยุ แต่พอได้เจอกลุ่มคนเหล่านี้ ทำให้เรามีโอกาสพัฒนาตัวเอง กลายเป็นคนที่พร้อมฟังเพลงที่หลากหลายมากขึ้น”

แม้เป็นธุรกิจเกิดใหม่ เพราะเมืองไทยเพิ่งผ่านยุคแผ่นเสียงได้ไม่นาน แต่เนื่องจากเครื่องเล่นเทปเป็นเหมือนอุปกรณ์สามัญประจำบ้าน บวกกับท่าพระจันทร์เองเป็นแหล่งรวมวัยรุ่น เพราะอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยถึง 3 แห่ง และยังเป็นจุดสัญจรเชื่อมฝั่งพระนครกับธนบุรี ส่งผลให้ความนิยมแผงเทปเล็กๆ แห่งนี้พุ่งสูงขึ้น แต่ละวันมีผู้คนนับร้อยแวะเวียนมาอุดหนุน

พวกเขาจึงพยายามเพิ่มพื้นที่ขาย ด้วยการออกแบบแผงให้ใส่เทปได้มากขึ้น จากเดิมที่บอร์ดหนึ่งใส่ได้เพียง 136 ตลับ คุณพ่อและพี่หนุ่มก็มาช่วยคิดค้นวิธีให้สามารถใส่เทปซ้อนกันได้ถึง 3 ม้วน

“เราอยากให้พื้นที่โชว์เป็นพื้นที่สต๊อกด้วย สมมติเบอร์นี้ขายดีก็จะแหว่งไป ทำให้เราขายเร็วขึ้น และเช็กสต๊อกง่ายขึ้นด้วย นอกจากนี้ เรายังนำล็อกเกอร์เหล็กอีกสองตู้มาแยกสินค้า ตู้หนึ่งใส่เพลงสากล อีกตู้หนึ่งใส่เพลงไทย แต่ละชั้นใส่เทปได้ห้าสิบเจ็ดม้วน ส่วนวิธีจัดเรียง หากเป็นเพลงสากล เราก็ไล่ชื่อศิลปินตั้งแต่ A-Z ถ้าเบอร์ไหนขาดเราก็หยิบมาเติมแผงได้ทันที แต่ถ้าเป็นเพลงไทย เราใช้วิธีเรียงตามค่ายหมุนเวียนกันไป”

ความรุ่งเรืองของร้านน้องฯ ส่งผลให้เกิดร้านขายเทปหน้าใหม่ๆ อีกหลายร้านในละแวกใกล้เคียง และยังพาให้ธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับเสียงเพลงรุ่งเรืองไปด้วย อย่างครั้งหนึ่งพี่หนุ่มกับพี่นกไปรับโปสเตอร์ศิลปินดังๆ จาก I.S. Song Hits มาขายอยู่ข้างร้านเพื่อหารายได้ช่วงปิดเทอม ปรากฏว่ากำไรงามถึงขั้นซื้อกล้องถ่ายรูปตัวละเป็นหมื่นได้ทีเดียว

หากถามว่าปัจจัยอะไรที่ดึงดูดผู้คนที่ซื้อแล้วให้กลับมาที่นี่ไม่ขาดสาย หลักๆ คงมาจากความใส่ใจที่มีต่อลูกค้า ความเป็นกันเอง ไม่พยายามยัดเยียดขายของ แต่เลือกแนะนำสินค้าที่เหมาะกับรสนิยมของแต่ละคน เปิดให้ทดลองฟังก่อนซื้อ รวมทั้งยังมีระบบรับประกันกรณีสินค้าชำรุดหรือเสียหาย

“ทุกคนที่ซื้อของร้านเราจะต้องแกะพลาสติกออก แล้วประทับตราร้านน้องฯ สมัยก่อนเทป Peacock จะมีพื้นที่ขาวๆ อยู่ด้านใน เราก็ประทับตรงนั้น ถ้าซื้อแล้วมีปัญหาคุณจะได้ม้วนใหม่กลับไป เราปั๊มอยู่นานเป็นสิบปีเลย จนตอนหลังปกด้านในเริ่มพิมพ์สปอนเซอร์ มีดีไซน์มากขึ้น ลูกค้าบอกว่ารอยประทับทำให้ปกเลอะ เลยเลิกไป”

ต่อมาเมื่อร้านรองเท้าที่อยู่ติดกันตัดสินใจย้ายออก ทำให้พื้นที่ในร้านเหลือ พี่หน่อยจึงต่อยอดธุรกิจโดยนำสินค้ากิฟต์ช็อปและสินค้าจากต่างประเทศมาวางขาย ซึ่งได้รับความนิยมไม่แพ้เทปเพลงเลย

ขณะที่คุณแม่มีไอเดียอยากทำเสื้อผ้าของตัวเอง พี่หน่อยกับพี่หนุ่มจึงช่วยกันออกแบบ หาวัสดุต่างๆ จากนั้นก็ส่งไปให้ช่างเย็บตัดเป็นเสื้อสำเร็จรูป

“ตอนนั้นใช้ชื่อแบรนด์ว่า ‘น้อง’ เหมือนกัน สินค้าของเราอยากให้เป็นแนวค่อนข้างล้ำสมัย เราเคยทำกางเกงลูกฟูกที่เดินไปตรงไหนก็เห็นคนนิยมใส่ เคยลองนำผ้าแปลกๆ มาทำกางเกง ซึ่งฮิตมากในละแวกนี้ พวกนักศึกษา อาจารย์ ก็ใส่ จากนั้นก็ค่อยๆ ขยับไปทำเสื้อเชิ้ตที่ปักเล็กๆ ตรงขอบปก ขอบกระเป๋า ใช้ผ้าสวยๆ เป็นเหมือนแฟชั่นโฮมเมด มีที่เราที่เดียว เราขายดีมากถึงขั้นเปิดร้านที่จตุจักรได้สี่ล็อก”

เพราะฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าช่วง 15 ปีแรก ร้านน้องฯ มีบทบาทไม่ต่างจากผู้จุดกระแสวัฒนธรรม ทั้งดนตรีและแฟชั่น ให้เกิดขึ้นในย่านท่าพระจันทร์

2

ร้านเทปที่เป็นมากกว่าร้านเทป

หากร้านน้องฯ เป็นเพียงร้านขายเทปเพลงธรรมดาๆ ที่ขายสินค้าเหมือนที่อื่น ก็คงยากที่จะยืนหยัดมาจนถึงวันนี้

กว่า 40 ปี ที่ที่นี่คือแหล่งรวมศิลปินทั้งในและนอกกระแส ศิลปินเพื่อชีวิตระดับตำนานหลายคน เช่น อารักษ์ อาภากาศ ศิลปินเดี่ยวมาลีฮวนน่า วงแมลงสาบ วงสิชล หรือวง Carry On ต่างเคยนำผลงานมาฝากให้พี่น้องตระกูลนาคน้อยเพื่อส่งต่อให้ผู้ฟังมาแล้วทั้งสิ้น

“อินดี้ยุคแรกๆ ส่วนใหญ่เป็นพวกเปิดหมวก เล่นที่สนามหลวงหรือลานท่าพระจันทร์ พอร้องแล้วก็อัดเทป นำผลงานมาวางขาย เพลงอาจไม่ได้หลากหลายแบบทุกวันนี้ เพราะสมัยก่อนคนที่ทำเป็นอินดี้ ก็คือเพื่อชีวิตจริงๆ เป็นแนวโฟล์กที่ฟังง่ายๆ เนื้อหาโดนใจคนฟัง”

บอย โกสิยพงษ์

เพราะพวกเขาเชื่อเรื่องโอกาส ศิลปินดีๆ หลายคนมีฝีมือ มีความสามารถ แต่ปราศจากพื้นที่เผยแผ่ผลงาน ร้านน้องฯ จึงอยากเป็นสื่อกลางสนับสนุนให้เขาเหล่านั้นได้ทำตามฝัน

ทุกวันนี้หลายคนก็ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง อย่าง Paradox ก็เคยนำผลงานใต้ดินมาฝากขาย เช่นเดียวกับ Moderndog ก็เคยส่งอัลบั้ม ก่อน 5 เวอร์ชั่น ให้ร้านน้องฯ ช่วยจำหน่าย หรือแม้แต่ DAJIM แร็ปเปอร์หนุ่มที่เคยโด่งดังจากเพลงเสียดสีสังคม ก็มีร้านน้องฯ เป็นหนึ่งในแหล่งกระจายสินค้า

ภายในร้านน้องฯ จึงอัดแน่นไปด้วยอัลบั้มเพลงไทยหลากหลายแนว ทั้งเพลงป๊อป เพลงไทยเดิม เพลงใต้ดิน เพลงอินดี้ รวมถึงอัลบั้มพิเศษที่มีเฉพาะที่นี่ อย่าง Top Selection โดย เทวี แย้มสรวล ดีเจชื่อดัง ซึ่งคัดเลือกเพลงบรรเลงดีๆ ระดับโลกมาทำเป็นอัลบั้มจำนวน 10 ชุด จำหน่ายม้วนละ 50 บาท

หรือช่วงที่กระแสอินดี้รุ่งเรือง เกิดผลงานแนว Bedroom Studio มากมาย ร้านน้องฯ ยังรับหน้าที่เป็นสื่อกลางนำเพลงต่างๆ ไปสู่ผู้ฟัง โดยพี่หน่อยเปิดแผนกขายส่ง กระจายผลงานเพลงหลายแนวไปสู่ร้านค้าต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เช่น B2S หรือ Tower Records ซึ่งเวลานั้นเพิ่งเปิดตลาดเทปและซีดี

Moderndog

“ศิลปินใหม่ๆ หลายคนเดินเข้ามาขอคำแนะนำเพื่อวางผลงาน เราก็ยินดีถ้าไม่ผิดกฎหมาย เนื้อหาไม่หยาบคายเกินไป มีหลายผลงานที่เรามองเห็นพัฒนาการของเขา อัลบั้มแรกเสียงร้องอาจจะไม่โดดเด่น แต่ภาคดนตรีเขาทำดีมาก ชุดแรกอาจจะไม่เปรี้ยงปร้าง ก็วางขายให้ แนะนำลูกค้าผู้ฟัง แต่ความชอบหรือไม่ชอบนั้น ท้ายสุดคนฟังเป็นคนตัดสิน

“อย่างทุกวันนี้ร้านน้องฯ ก็ขยายช่องทางไปสู่คนฟังเพลงมากขึ้น เราทำรายการ ‘คนทำเพลงพบคนฟังเพลง’ ในแชนแนล Nong Taprachan บนยูทูบ เพื่อเป็นช่องทางสำหรับคนทำเพลงและคนฟังเพลง สมมติคุณร้องเพลงแล้วอยากเจอคนฟัง เราก็จัดกิจกรรมเพิ่มให้ เวลานี้มีหลายวงที่พีกมาก เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งเคยมาเปิดอัลบั้มกับเราเป็นแห่งแรกๆ”

ความสัมพันธ์อันดีระหว่างร้านกับศิลปินเช่นนี้เองที่ต่อยอดให้ร้านน้องฯ มีโอกาสได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมต่างๆ มากมาย

อย่างเมื่อปี 2529 จรัล มโนเพ็ชร เคยทำเทปชุดพิเศษ จากเสียงซึงสู่พิณเปี๊ยะ มาฝากขาย เพื่อหารายได้ช่วยเหลือลุงคำแปง ศิลปินพื้นบ้านอาวุโส ซึ่งครั้งนั้นจรัลมานั่งเล่นซึงเปิดหมวกที่ทางเดินหน้าร้านด้วย

มานิด อัชวงศ์ ผู้จัดการส่วนตัวของศิลปินดังเคยบันทึกเรื่องราวผ่านหนังสือ ซึงสุดท้าย ว่า 

“ผู้คนแตกตื่นมารุมล้อมชมการแสดง… จรัล มโนเพ็ชร ไม่พูดสักคำ เล่นเพลงต่อเพลงนานนับชั่วโมง เทปยังไม่ขายสักม้วน เนื่องจากไม่รู้วัตถุประสงค์ ผมต้องแก้สถานการณ์ด้วยการประกาศเจตนารมณ์ของการทำงานชิ้นนี้ ผู้คนละทิ้งจรัล มโนเพ็ชร หันหลังไปซื้อเทปจากเสียงซึงสู่พิณเปี๊ยะ นักข่าวมาถ่ายรูปมากมาย กล้องทีวีมาบันทึกภาพ ตกเย็นในช่วงข่าวภาคค่ำของช่อง 9 อ.สมเกียรติ อ่อนวิมล นั่งอมยิ้มประกาศนำเข้าข่าวพิเศษ จรัล มโนเพ็ชร เป็นวณิพก เล่นดนตรีช่วยพิณเปี๊ยะที่ท่าพระจันทร์… นี่คือต้นแบบของข่าวศิลปวัฒนธรรม เป็นส่วนหนึ่งของรายการโทรทัศน์” 

CLASH

นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นร้านแรกๆ ที่รับขายบัตรคอนเสิร์ต สมัยนั้นมีร้านที่รับฝากบัตรหลักๆ 3 ร้าน คือร้านหนังสือดวงกมล สยามสแควร์ ร้านหนังสือดอกหญ้า สาขาท่าพระจันทร์ และร้านน้องท่าพระจันทร์

คอนเสิร์ตที่มาฝากขายมีตั้งแต่ศิลปินต่างประเทศที่ Nite Spot Production นำเข้ามา จนถึงศิลปินไทยที่โด่งดังอย่างเฉลียง อัสนี – วสันต์ และหลายคอนเสิร์ตที่มีผู้ชมมาเฝ้ารอซื้อบัตรกันคึกคักมากมาย เช่นคอนเสิร์ตของ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มีคนเข้าคิวรอกันนานมากตั้งแต่ก่อนร้านเปิด หรือ น้าหมู-พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ที่แฟนเพลงต่อคิวยาวจากหน้าร้านจนถึงหน้าประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กระทั่งบัตร 2,500 ใบ หมดเกลี้ยงภายใน 1 ชั่วโมง

ไม่เพียงแค่นั้น ร้านน้องฯ ยังมีโอกาสทำงานร่วมกับคลื่นวิทยุต่างๆ เช่นคลื่น Hot Wave รายงานอัลบั้มขายดีประจำสัปดาห์ ทุกวันพฤหัสบดี เวลาบ่าย 2 โมง พี่นกจะต้องเตรียมสายโทรศัพท์ให้ว่างสำหรับเข้ารายการสด พูดคุยกับ 2 ดีเจ คือ โจ้-อัครพล ธนะวิทวิลาศ และ จุ๋ม-นพพร อุดมศักดิ์ และเมื่อ Hot Wave จัดกิจกรรมอย่าง Hotwave Music Awards ร้านน้องฯ ก็ยังเป็นสถานที่แรกๆ ที่วงนักเรียนมารับใบสมัครเป็นประจำทุกปี

เช่นเดียวกับ Fat Radio ที่ร้านน้องฯ เคยช่วยเป็นช่องทางแจกบัตรงาน Fat Festival อยู่หลายหน พี่นกจำได้ดีว่าสมัยนั้นคนหนึ่งรับบัตรได้แค่ 4 ใบ แต่มีบางคนอยากได้มากกว่านั้น เลยโดนน้องๆ ในร้านแกล้งให้ผู้มารับบัตรเกินต้องร้องเพลงของศิลปินที่อยากไปชมคอนเสิร์ต ไม่อย่างนั้นไม่ให้บัตร

ทว่าสิ่งที่เหล่าพี่น้องนาคน้อยภูมิใจสุด คือการที่ร้านน้องฯ มีส่วนได้สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของนักศึกษา เช่นละครเวที ทั้งช่วยประชาสัมพันธ์ เปิดพื้นที่จำหน่ายบัตร เทปหรือซีดีเพลงประกอบ รวมถึงของที่ระลึก หลายๆ ครั้งโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

“เราไม่ได้มองว่าสิ่งที่ทำเป็นธุรกิจ แต่มองว่าเป็นการเจอคนที่ชอบเหมือนเรามากกว่า เวลาเจอกันก็เหมือนรุ่นพี่รุ่นน้องคุยกัน ปรึกษาอะไรได้ เราแลกเปลี่ยนกัน บางครั้งไม่จำเป็นต้องได้เงินกลับมา เราช่วยเขา เขาก็ช่วยเรา”

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมที่ถือเป็นหัวใจของร้านเรื่อยมาถึงปัจจุบัน คงหนีไม่พ้นการแจกลายเซ็น ถ่ายรูป มอบโปสเตอร์ และเปิดมินิคอนเสิร์ต

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นช่วงที่ร้านน้องฯ ต้องย้ายข้ามฟากไปอยู่วังหลัง เนื่องจากกรมเจ้าท่าประกาศปิดท่าเรือเพื่อปรับปรุง หลังเกิดโศกนาฏกรรมโป๊ะล่มที่ท่าน้ำพรานนก เมื่อเดือนมิถุนายน 2538

การย้ายร้านครั้งนั้นส่งผลให้คนฟังเพลงกับร้านน้องฯ มีระยะห่างกันไปพอสมควร โดยเฉพาะนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ข้ามฝั่งตามมาด้วยไม่ได้ พวกเขาจึงคิดว่าควรจัดกิจกรรมอะไรสักอย่างเพื่อดึงดูดความสนใจของคนฟังเพลง รวมทั้งเป็นช่องทางโปรโมตศิลปินอีกทาง

วงแรกๆ ที่มาร่วมคือ Nose Candy ศิลปินอินดี้สังกัดรถไฟดนตรี ซึ่งมี ไก่-ธนาวัฒน์ ส่งวัฒนา ผู้ก่อตั้งวง 2 Days Ago Kids เป็นแกนหลัก จากนั้นก็มี ROSEMARIE เจ้าของเพลงฮิต ให้ฉันทำอย่างไร และ ป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์ รวมถึงศิลปินจากค่ายกระแสรองยุคนั้น

“ตอนนั้น Sony Music ให้พี่ป้างมาแจกลายเซ็นที่ร้าน จำได้ว่าวันนั้นรถติดมาก ด้วยความเป็นคนรับผิดชอบเรื่องเวลามาก พี่ป้างเลยนั่งมอเตอร์ไซค์มาเเล้วข้ามเรือ ให้ทันเวลาสี่โมงเย็นที่นัดกันไว้ สุดยอดมาก เราก็เลยรู้สึกว่าควรจัดกิจกรรมแบบนี้บ่อยๆ ขณะเดียวกัน หลาย ๆ ค่ายก็มองเห็นตรงนี้เหมือนกับเรา

“อย่าง Bakery Music ก็เริ่มสนใจทำเหมือนกัน เขาได้ใกล้ชิดคนฟังเพลงด้วย ก็เลยไปต่อได้เรื่อยๆ ส่วนใหญ่ศิลปินที่ทำกิจกรรมแบบนี้เป็นวงอินดี้ เริ่มต้นจากเล็กๆ กันก่อน”

กิจกรรมนี้ยังจัดต่อเนื่องมาถึงยุคที่ร้านน้องฯ ย้ายร้านกลับมาอยู่ฝั่งพระนคร โดยพี่หน่อยได้พื้นที่ตึกแถวริมถนนฝั่งท่ามหาราช ตรงข้ามวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร และเมื่อท่าเรือถูกซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อย พวกเขาก็กลับมาเปิดร้านที่เดิมอีกครั้ง จึงเท่ากับว่าร้านน้องฯ มี 2 สาขา คือสาขาท่ามหาราชและสาขาท่าพระจันทร์

“ตอนที่ขยายเป็นสองร้าน เราตัดสินใจเลิกทำเสื้อผ้า เพราะอยากให้คุณแม่ได้พักผ่อน เนื่องจากตอนนั้นเราไปเปิดร้านขายส่งที่ใบหยกแล้วเหนื่อยมาก พี่เองก็ต้องวิ่งไปมาระหว่างร้านเทปกับร้านเสื้อผ้า ส่วนพี่สาวก็เริ่มมีครอบครัว ต้องมีเวลาพักผ่อนบ้าง ที่สำคัญคือ พอปรับปรุงร้านเสร็จ พื้นที่ไม่พอ เพราะเริ่มเป็นยุคของแผ่นซีดีแล้ว ต้องใช้พื้นที่โชว์มากกว่า แล้วตอนนั้นธุรกิจก็บูมมาก คนหันมาฟังเพลงกันเยอะ ศิลปินก็ผลิตผลงานมากขึ้น ใครทำเพลงอะไรออกมา เราก็ช่วยขาย

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

“จำได้ว่าช่วงที่เรากลับมาเปิดร้านฝั่งนี้ใหม่ๆ มีศิลปินมาแสดงความยินดี มาอวยพรเยอะมาก อย่างวง Soul After Six มาทั้งวง ตอนนั้นเขาอาจคิดว่าเราเปิดร้านใหม่คงมีพื้นที่เยอะ เลยใส่ชุดหล่อมา แต่เราก็ยังเป็นร้านเล็กๆ อยู่แบบอบอุ่น แล้วก็มี Audy ที่คนมาเยอะมาก ถึงขั้นเดินเข้าร้านตัวเองไม่ได้ มาตอนหลังจึงเริ่มมีศิลปิน Grammy เข้ามาบ้าง เช่น สุเมธแอนด์เดอะปั๋ง Bodyslam หรือ CLASH”

แต่เหตุการณ์ที่ถือเป็นปรากฏการณ์คือ ตอนที่วง H ออกอัลบั้ม Project H ทีมงานนำรถตู้มา แล้วใช้พื้นที่ลานด้านหน้าธรรมศาสตร์เป็นลานคนดู โดยสามสาวร้องเพลงอยู่บนหลังคารถ การแสดงครั้งนั้นกลายเป็นกระแสโด่งดังไปทั่ว หรือตอนที่ Buddha Bless มาเล่นเปิดอัลบั้ม ก็ร้องและเต้นจัดเต็มจนได้แฟนเพลงใหม่ๆ ไปเพียบ 

หากแต่การใช้พื้นที่ลานด้านหน้าไม่สะดวกนัก เพราะต้องประสานงานหลายฝ่ายเพื่อขอใช้เสียง บางครั้งก็มีผู้ชมจำนวนมากจนส่งผลกระทบกับพ่อค้าแม่ค้าบริเวณนั้น ภายหลังทางร้านตัดสินใจจัดกิจกรรมในร้านแทน ส่วนใหญ่จะไปจัดที่สาขาท่ามหาราช แล้วแวะมาแจกลายเซ็นที่สาขาท่าพระจันทร์ เพื่อให้ลูกค้ารู้ว่า 2 สาขาอยู่ใกล้กัน

แม้ทุกวันนี้สาขาท่ามหาราชจะไม่มีแล้ว แต่กิจกรรมต่างๆ ไม่เคยหายไปไหน พี่นกบอกว่า ถ้ามีโอกาสก็อยากจัดงานให้ถี่ขึ้น เพราะทุกวันนี้มีเด็กรุ่นใหม่ฝีมือทำเพลงดีๆ เกิดขึ้นเต็มไปหมด และทุกคนก็คงอยากเผยแพร่ผลงานไปสู่วงกว้าง ซึ่งร้านน้องฯ ยินดีเป็นสะพานให้ แต่มีข้อแม้อย่างเดียวคือ ต้องผลิตผลงานเป็นเทป แผ่นซีดี หรือแผ่นเสียง ออกมา

“เราคิดว่าคนที่มาชมควรได้ของที่ระลึกกลับไป คิดเล่นๆ เขาทำเพลงใส่ทัมไดรฟ์หรือลงยูทูบอย่างเดียว พอมาเจอหน้ากันจะให้เซ็นชื่อในยูทูบเหรอ มันควรเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เพราะคุณมาดูเขาแล้ว ได้ชื่นชมเขาแล้ว ควรได้อะไรกลับไปด้วย คุณต้องกล้าพอที่จะผลิตผลงานให้คนฟังเขาเสพได้” พี่นกย้ำความเชื่อของตัวเอง

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี
น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

3

40 ปีที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ช่วงสิบปีกว่ามานี้ต้องยอมรับว่าวงการเพลงบ้านเราเปลี่ยนไปพอสมควร ทั้งอุตสาหกรรมการผลิต รูปแบบการฟังเพลง หรือแม้แต่จำนวนร้านขายซีดี แผ่นเสียง ที่นับวันจะยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ แม้แต่ร้านน้องฯ เองยังต้องเผชิญปัญหาไม่แพ้กัน แต่พวกเขาก็ยังหยัดยืน และรับมือกับอุปสรรคที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง 

พี่นกมองว่าเหตุผลหนึ่งคงมาจากฐานความคิดตั้งแต่เปิดร้าน เพราะสินค้าที่สั่งเข้ามา ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เขาชอบ ฉะนั้น ต่อให้ไม่มีคนซื้อก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยๆ เก็บไว้ฟังเองก็ได้

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี
น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

แต่มีบางครั้งที่ต้องกลับมาถามตัวเองว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นทำไปเพื่ออะไร เช่นเมื่อปี 2551 พี่นกเปิดสาขาใหม่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ตามคำชักชวนของรุ่นน้องที่สนิทกัน เวลานั้นเขาตั้งใจให้ที่นี่เป็นร้านต้นแบบเพื่อขยายแฟรนไชส์ จึงทุ่มเทพลัง ทั้งการวางระบบ การออกแบบร้าน รวมทั้งตามพี่ๆ ให้มาช่วยดูแลร้านด้วย

แต่ร้านนี้อยู่ได้ไม่นานนัก หลังเกิดเหตุวุ่นวายทางการเมืองห้างต้องปิดให้บริการ พี่นกจึงกลับมาตกผลึกว่าบางทีการขยายร้านมากๆ อาจไม่ใช่อนาคตที่อยากเห็น เมื่อเทียบกับการรักษามาตรฐานของร้าน

“เราคิดแบบโง่ๆ ว่าถ้ามีหลายๆ ร้าน ก็น่าจะได้กำไรเยอะขึ้น แต่ลืมคิดว่าพอมีหลายๆ ร้านก็ต้องมีสินค้ามากขึ้นเหมือนกัน แล้วจริงๆ เราเองก็ไม่ใช่คนกินเยอะ แถมช่วงนั้นต้องบอกเลยว่าเหนื่อยมาก ทั้งหาสินค้าเข้าร้าน หรือตามดูทีมงานที่ส่งเข้าไปช่วยพี่หน่อยหรือพี่น้องว่าคุณภาพเหมือนที่ท่าพระจันทร์หรือเปล่า เพราะพี่สองคนใจดี อาจไม่ดุแบบเรา พอห้างกลับมาเปิดเราก็เลยมาคิดว่าไม่เห็นจำเป็นต้องมีหลายสาขาเลย ทำแค่นี้ให้ดีที่สุดก็พอแล้ว”

อีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อร้านประสบภัยน้ำท่วม จนนำไปสู่การประกาศปิดท่าเรือเพื่อปรับปรุง พี่นกเล่าว่า ถึงจะได้หยุดพักเต็มที่ แต่กลับไม่มีความสุขเลย เพราะรู้สึกไม่ต่างจากคนที่ใกล้หมดสภาพ วันๆ ไม่ทำอะไร กระทั่งคุณแม่ต้องบอกให้กลับไปทำงาน เขาจึงลองหาสถานที่ตั้งร้านชั่วคราวจนได้เจอกับ The Crystal Park ห้างเปิดใหม่ที่อยู่ใกล้บ้าน แล้วเป็นห้างแรกๆ ที่นำสุนัขมาเดินเล่นได้ด้วย

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

แม้ยอดขายที่ร้านใหม่จะดีไม่แพ้ร้านเก่า แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปคือ ชีวิตชีวา เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่และคนในหมู่บ้านที่มีกำลังซื้อมาก ไม่ใช่เด็กวัยรุ่นหรือนักศึกษา ทำให้ไม่มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องเพลงสักเท่าใด ระหว่างนั้นพี่นกก็มาได้พื้นที่ตรงตลาดนัดรถไฟ จตุจักร เพิ่มเติม เปิดทุกวันศุกร์-อาทิตย์ จึงกลับมาจัดกิจกรรมสนุกๆ อย่างมินิคอนเสิร์ตอีกครั้ง

หลังเปิดร้านได้ 2 ปีกว่า ทางท่าเรือท่าพระจันทร์แจ้งกลับว่า พื้นที่พร้อมใช้งานแล้ว เป็นจังหวะเดียวกับที่สัญญาของ The Crystal Park ใกล้หมด และตลาดนัดมีเรื่องให้ต้องหยุดขายทั้งตลาด เขาเลยโยกย้ายทีมงานกลับมาที่เดิม

หากแต่ไม่มีโจทย์ไหนที่ท้าทายเท่ากับอุตสาหกรรมการผลิตเพลงไทยที่เปลี่ยนไป จากที่เคยมีสินค้าใหม่เข้าร้านทุกวันอังคารและพฤหัสบดี กลับเหลือเพียง 1 – 2 เดือนต่อชุด

แต่พี่นกไม่เคยท้อ ด้วยเชื่อว่าลูกค้าตัวจริงที่เสพงานจากสื่อที่จับต้องได้ยังมีอยู่ ขณะเดียวกันก็ปรับเปลี่ยนธุรกิจให้สอดคล้องกับตลาดมากขึ้น ทั้งการเปิดตลาดแผ่นเสียงและนำเครื่องเล่นแผ่นเสียงเข้ามาจำหน่ายในร้าน รวมถึงนำเข้าผลงานดีๆ จากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นความโชคดี เพราะหลังจากพี่น้องตัดสินใจวางมือไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน พี่นกก็ได้เพื่อนสนิทอย่าง พี่ก้อย-ณัฏฐ์ชัญญา บวรพิบูลชัย ซึ่งชำนาญเรื่องภาษามาช่วยดูแลงาน ตลอดจนคอยประสานและเลือกสินค้าจากต่างประเทศเข้าร้าน

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

“ทุกวันนี้เราต้องทำการบ้านเยอะขึ้น เพราะเราอาศัยเพลงไทยจากค่ายหลักๆ ไม่ได้แล้ว จึงต้องสั่งแผ่นอิมพอร์ตเข้ามามากขึ้น มีทั้งแผ่นจากยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ขึ้นอยู่กับลูกค้าว่าอยากได้แบบไหน แต่เราก็พยายามสั่งสินค้าที่ลูกค้าเราจับต้องได้ง่ายขึ้น เช่นแผ่นจากอเมริกาอาจมีให้เลือกเยอะกว่า เราก็เลือกแผ่นอเมริกา หรือในญี่ปุ่นมีวงที่ในอเมริกาไม่มี”

แต่ถึงจะมีสินค้าจากต่างประเทศมากขึ้น ร้านน้องฯ ก็ไม่เคยทิ้งวงการเพลงไทย ยืนยันได้จากการเปิดสาขาที่ช่างชุ่ย เพราะหวังให้เด็กรุ่นใหม่มีพื้นที่แสดงทักษะทางดนตรีเพิ่มขึ้น

“เรายังรู้สึกสนุก สนุกที่ได้เจอเด็กใหม่ๆ ที่เก่งมากๆ ส่วนตัวเชื่อว่าวงการนี้ยังไปต่อได้ แต่สิ่งสำคัญคือวิธีคิด เพราะสมัยก่อนมีนายทุนผลิตแผ่นขึ้นมาขาย แต่ทุกวันนี้เด็กๆ ทำแผ่นเองได้ มันยังมีช่องทางที่เขาจะสานฝันของตัวเองได้อยู่ หากเขาทุ่มเทและตั้งใจจริง”

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

4

“…จนกว่าจะหมดแรง”

“เราคงทำต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะขับรถไม่ไหว หรือทุกคนเรียกปู่นก เพราะต้องยอมรับว่าเพลงเป็นแฟชั่น บางทีเราอาจอัพเดตไม่ทัน แล้วลูกค้าที่เป็นวัยรุ่นจะยังเชื่อรสนิยมในการฟังเพลงของเราอยู่หรือเปล่า” พี่นกกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ เมื่อถามถึงก้าวต่อไปของเขากับร้านน้องฯ

แต่อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่มีใครหยั่งรู้ได้ สำหรับชายผู้นี้แล้ว การทำทุกวันให้มีความสุขจึงสำคัญกว่า 

ปัจจุบัน พี่นกยังเดินทางออกจากบ้านเพื่อมาอยู่ที่ร้านตั้งแต่เปิดจนปิด โดยไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่ายหรือเหน็ดเหนื่อยเลย 

“ลูกค้าหลายคนติดเรา เรามีลูกค้าหลายคนมาตั้งแต่สมัยเรียน จนทำงานแล้วก็ยังแวะเวียนมาหา บางคนมาหาทุกอาทิตย์ บางทีอาจไม่ซื้ออะไรกลับไปเลย แค่คุยกัน ดูหนังฟังเพลง คุยเรื่องสัพเพเหระ การมาอยู่ตรงนี้ก็เหมือนเรามีเพื่อน มีคนพูดคุยด้วย ยิ่งตอนนี้เรามีเฟซบุ๊ก ก็อัพเดตความเคลื่อนไหวของเพื่อนพี่น้องหลายๆ คน อย่างบางคนอาจหายไปนาน แต่เขาก็ยังฟังเพลงอยู่ เราก็มีโอกาสแลกเปลี่ยนทัศนคติการฟังกันได้”

หากแต่สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ การส่งต่อโลกของดนตรีที่หลากหลายสู่คนรุ่นถัดไป

ทุกวันนี้ร้านน้องฯ มีเด็กวัยรุ่นสับเปลี่ยนเข้ามาเป็นพนักงาน แม้แต่ละคนจะมีพื้นฐานต่างกัน บางคนเป็นนักศึกษาวิศวะ บางคนเรียนเอกภาษา และอีกไม่น้อยที่จบสายดนตรีมาโดยตรง แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขามีร่วมกันคือ ความรักในเสียงเพลง และอยากส่งต่อสิ่งดีๆ ไปสู่กลุ่มผู้ฟังอีกมากมาย

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

“เวลารับพนักงาน เรามีการทดสอบก่อน เพื่อเช็กว่าเขารู้เรื่องเพลงมากน้อยแค่ไหน จากนั้นก็ให้ทดลองงาน 3 – 5 วัน เพื่อดูหน่วยก้าน ซึ่งคนเก่งมากๆ อาจขายของไม่ได้เลย เราก็ไม่เอา เราต้องการคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี และใจเปิดกว้างรับสิ่งใหม่ๆ ถ้าฟังแต่เดธเมทัล แต่ไม่ฟังป๊อปเลย ก็ไม่ใช่ ทุกคนต้องฟังได้ทุกอย่าง ส่วนจะชอบมากชอบน้อยอีกเรื่องหนึ่ง

“ที่ผ่านมา น้องๆ เหล่านี้ช่วยเราได้มาก อย่างล่าสุดก็มีน้องคนหนึ่งมาบอกว่า เขาดูหนังเรื่องหนึ่งมา มีศิลปินเกาหลีที่ร้องเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งดีมากเลย เราควรหาอัลบั้มนี้มาขาย ซึ่งเรื่องแบบนี้แหละที่จะช่วยให้เรายังอยู่ได้ต่อไป”

และทั้งหมดนี้คือตำนานบทเล็กๆ ของร้านเพลงแห่งท่าพระจันทร์ หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่อยู่คู่กระแสวัยรุ่นและวัฒนธรรมดนตรีไทยมานาน 40 ปี

น้องท่าพระจันทร์ ตำนานร้านเทปยุคแรกแห่งท่าพระจันทร์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 40 ปี

ข้อมูลประกอบการเขียน

  • สัมภาษณ์คุณอนุชา นาคน้อย วันที่ 19 กันยายน 2562
  • Facebook : Nong Taprachan
  • รายการคนค้นแมว Cat Radio วันที่ 23 กรกฎาคม 2557
  • นิตยสาร Make Money ปีที่ 6 ฉบับที่ 64 เดือนมกราคม 2548
  • หนังสือ ซึงสุดท้าย โดย จรัล มโนเพ็ชร

Writer & Photographer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

ค่ำคืนของวันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2533 ถนนทุกสายในกรุงเทพฯ ล้วนเงียบสงัด เพราะเกือบทุกคนต่างรีบกลับบ้าน เพื่อรอชมฉากสุดท้ายของโศกนาฏกรรมความรักระหว่างทหารญี่ปุ่นกับสาวไทย ในละคร ‘คู่กรรม’

แม้ผู้ชมส่วนใหญ่จะทราบดีว่า สุดท้ายเรื่องราวจะเป็นอย่างไร หากแต่เสียงร่ำไห้และคำสัญญาที่อังศุมาลินมอบให้โกโบริว่าจะรักตลอดไป ขณะโอบกอดร่างไร้วิญญาณ ก็ทำเอาหลายคนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

ด้วยความสมจริงและเข้าถึงบทบาทของตัวละครนี่เอง ส่งผลให้ คู่กรรม ฝังแน่นในความทรงจำของใครหลายคน ไม่ต่างจากละครอีกหลายเรื่องที่ ‘ดาราวิดีโอ’ ค่ายละครสุดคลาสสิกแห่งช่อง 7 สี รังสรรค์ขึ้น ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษ ทั้ง ดาวพระศุกร์, บ้านทรายทอง, สายโลหิต, มนต์รักลูกทุ่ง, ทัดดาวบุษยา, ทวิภพ, นางทาส, น้ำใสใจจริง, คือหัตถาครองพิภพ หรือ เบญจา คีตา ความรัก รวมไปถึงละครจักรๆ วงศ์ๆ อย่าง สี่ยอดกุมาร, พิกุลทอง, ปลาบู่ทอง สิงหไกรภพ ขวานฟ้าหน้าดำ และ สังข์ทอง ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนกวาดเรตติ้งถล่มทลาย จนหลายคนยกให้เป็นเบอร์ 1 ของวงการ

เพื่อไขเคล็ดลับว่าอะไรที่ทำให้้ค่ายละครแห่งนี้สามารถกุมหัวใจของแฟนละครมาได้ถึงปัจจุบัน ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงชักชวนผู้ก่อตั้ง อาหรั่ง-ไพรัช สังวริบุตร และทายาททั้งสองคน หลุยส์-สยาม และ ลอร์ด-สยม มาร่วมพูดคุยถึงจุดเริ่มต้น เบื้องหลังการทำงาน รวมถึงก้าวต่อไปของอาณาจักรละครของครอบครัวสังวริบุตร ทั้ง ดาราวิดีโอ, ดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น และสามเศียร ในวันที่วงการโทรทัศน์ไทยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ดาราวิดีโอ และสามพ่อลูกสังวริบุตร ผู้กุมหัวใจผู้ชมละครไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ
01

จากจอเงินสู่จอแก้ว

เส้นทางชีวิตของอาหรั่ง ต้องเรียกว่าเติบโตมาพร้อมโลกมายาอย่างแท้จริง

เพราะตั้งแต่จำความได้ก็คลุกคลีกับสิ่งเหล่านี้มาตลอด จำรัส สังวริบุตร คุณแม่ของเขาก็เป็นนักร้องส่งในวงเครื่องสายของสถานีวิทยุศาลาแดง กรมไปรษณีย์โทรเลข ส่วนคุณพ่อ คุ้ม สังวริบุตร แม้จะเป็นทนายความ แต่ก็ชอบเล่นเครื่องดนตรี ต่อมาพอย้ายไปอยู่อ่างทอง ก็ไปเปิดโรงหนังชื่อเฉลิมถิ่น ก่อนจะร่วมกับ สด ศรีบูรพารมย์ อาของ ฉลอง ภักดีวิจิตร เปิดกรุงเทพภาพยนตร์ ทำหนังเรื่อง พระร่วง

“ก่อนหน้านี้หนังไทยทำง่ายนะ จำได้ว่ากองถ่ายของคุณพ่อใหญ่มาก เกณฑ์คนมาเยอะ ชงกาแฟทีหลายๆ โอ่ง ตอนนั้นก็มีคนทักว่า อย่าทำเลยเรื่องพระร่วง พระลอ อะไรเหล่านี้คนเขาห้าม แต่คุณพ่อก็บอกว่าจะทำพระร่วงก่อน แล้วจะทำพระลอตาม แต่ก็ไม่ได้ทำหรอก เจ๊งเสียก่อน ช่วงนั้นผมเด็กมาก ก็ได้แต่ดูเขาทำ ไม่ได้ไปช่วยอะไรหรอกนะ”

พอถึงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 คุณพ่อของเขาก็หันมาทำกองหนังเร่ ยกทีมไปฉายหนังตามเมืองต่างๆ เมืองละ 3 – 5 วัน อาหรั่งเองก็ติดสอยห้อยตาม ไปช่วยทำนู่นทำนี่ ไปพากย์หนังบ้าง ส่วนใหญ่เป็นบทตัวตลก แม้จะเป็นหน้าที่เล็กๆ แต่ก็ทำให้เขาได้เรียนรู้ว่า เรื่องราวหรือมุกแบบไหนถึงจะได้ใจผู้ชม และค่อยๆ รู้สึกหลงรักวงการภาพยนตร์โดยไม่รู้ตัว

กระทั่ง พ.ศ. 2493 เขาก็เข้ามาพัวพันในโลกจอเงินเต็มตัว ด้วยการเป็นตากล้องจำเป็น หลังคุณพ่อกลับมาทำหนังเรื่อง รอยไถ ซึ่งมี คำรณ สัมบุญณานนท์ ศิลปินลูกทุ่งคนดังแสดงนำ 

ดาราวิดีโอ และสามพ่อลูกสังวริบุตร ผู้กุมหัวใจผู้ชมละครไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ

“ตอนแรกใครไม่รู้เป็นตากล้อง แต่ถ่ายแล้วมันเสีย ถ่ายไปสักสิบกว่าม้วน ผมสงสารคุณพ่อ เลยถามท่านว่าให้ผมทำไหม คุณพ่อก็ถามว่าทำได้หรือ สุดท้ายก็ให้ผมลองดู สมัยนั้นมันมีกล้องที่พวกนักหนังสือพิมพ์ใช้กันเยอะ ชื่อว่ากล้องมามียา ซึ่งญี่ปุ่นส่งเข้ามา ผมถ่ายรูปไปสามม้วนทั้งที่ไม่เคยแตะมาก่อน แล้วเอาไปนอนวิจัยสามสี่คืนว่า อันนี้มันเป็นอย่างนี้ พอทำได้ผมถึงได้ลงมือถ่ายทำ ถ่ายออกมาแล้ว ปรากฏว่ามันดี ผมก็เลยถ่ายเอง เป็นคนจัดแสง เปิดหน้ากล้อง ซึ่งสมัยนั้นลำบาก เครื่องมือเครื่องไม้ไม่ทันสมัย เปิดแสงผิดนิดหน่อยก็ไม่ได้ พัง ต้องใช้ความละเอียดอ่อนมาก”

รอยไถ ประสบความสำเร็จอย่างสูง เข้าโรงที่ไหนคนก็แห่ไปชมกันเต็มไปหมด แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ หนังเรื่องนี้ยังให้วิชากับเขามากมาย ครั้งหนึ่งอาหรั่งเคยเล่าว่า วันหนึ่งคำรณจะเอาหนังไปฉาย จึงขับเรือนำม้วนฟิล์มไปส่งมอบให้โรงภาพยนตร์ แต่คงเพราะรีบไปหน่อย เรือจึงคว่ำ ฟิล์มตกน้ำ งมหาอย่างไรก็ไม่เจอ สุดท้ายเขาต้องรีบกลับมาถ่ายทำใหม่ พร้อมรับบทเป็นผู้กำกับเองด้วย ใช้เวลา 20 กว่าวันจึงเสร็จเรียบร้อย และรีบเอาไปฉายต่อทันทีเลย

นับแต่นั้นมา เขาก็กลายเป็นตากล้องมือดีที่ใครหลายคนต้องการร่วมงาน โดยระหว่างนั้นก็พยายามศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ จากต่างประเทศ ทั้งจีน ฝรั่งเศส อิตาลี และสหรัฐอเมริกา จนกลายเป็นเบอร์ต้นๆ ของวงการ ยืนยันจากการคว้ารางวัลตุ๊กตาทอง จากภาพยนตร์เรื่อง แสงสูรย์ มาครอบครองได้ เมื่อ พ.ศ. 2505 

ต่อมาอาหรั่งรวมตัวกับเพื่อนสนิท ทั้งนักแสดงและผู้กำกับ อย่าง มิตร ชัยบัญชา, วิน วันชัย, อนุชา รัตนมาลย์ และ ทานทัต วิภาตะโยธิน เปิดบริษัททำหนังชื่อ วชิรนทร์ภาพยนตร์ ส่วนใหญ่ทำหนังบู๊เป็นหลัก โดยเขารับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้าง มีผลงานสำคัญอย่าง อินทรีแดง ซึ่งได้คู่ขวัญ มิตร-เพชรา มาแสดงนำ

ทว่าท่ามกลางเส้นทางที่ดูสดใส แต่เขากลับรู้สึกเบื่อหน่ายวงการหนังไทย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาทางธุรกิจ หนังดังแต่ไม่ค่อยได้เงิน อีกส่วนเป็นเพราะดารามีจำกัด หนังจะขายได้ก็ต้องอาศัยนักแสดงดังๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้น การทำงานจึงต้องหมุนไปตามคิวของนักแสดง โอกาสที่จะสร้างผลงานได้ตามใจจึงมีน้อยมาก

“บางครั้งเราต้องมีการขอคิวเขา ได้สักสิบนาทีผมก็เอา จัดทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว เขาแค่วิ่งลงจากรถมาถ่าย เสร็จแล้วก็กลับได้ ซึ่งผมเห็นว่า ถ้าเราทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ คนสร้างจะไม่มีโอกาสได้แสดงความสามารถเลย”

จังหวะนั้นเองที่มีข้อเสนอซึ่งเปลี่ยนชีวิตของชายผู้นี้ตลอดกาล เมื่อบริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด ของเรวดี เทียนประภาส เจ้าของนิตยสาร สตรีสาร ได้รับสัมปทานสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่จากกองทัพบก แล้วเผอิญว่าหนึ่งในผู้บุกเบิกสถานี คือ ถาวร สุวรรณ นักเขียนและนักหนังสือพิมพ์คนดังซึ่งคุ้นเคยกับอาหรั่งมานาน จึงชักชวนให้เขามาร่วมงานที่ช่อง 7 สีด้วยกัน ไพรัชเห็นว่าเป็นโอกาสดีจึงตอบตกลง

และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นของค่ายละครสำคัญที่อยู่คู่วงการโทรทัศน์มานาน ตั้งแต่ พ.ศ. 2511 จนถึงปัจจุบัน

02

เปิดโลกหนังจักรวงศ์

เส้นทางบนโลกจอแก้วของอาหรั่งเริ่มต้นด้วย ‘ปลาบู่ทอง’ ตามคำแนะนำของถาวร 

ครั้งนั้นเขาเปิดบริษัทใหม่ชื่อ สยามฟิล์ม เนื่องจากแต่เดิมยังไม่มีวิดีโอ ต้องถ่ายทำด้วยฟิล์มขนาด 16 มม. และใช้วิธีพากย์เสียงนักแสดงทับลงไป คนยุคก่อนจึงเรียกรายการประเภทนี้ว่า หนังทีวี

อาหรั่งเล่าถึงสาเหตุที่หยิบเรื่องพื้นบ้านมานำเสนอ เพราะชอบอ่านพวกโคลงกลอนตั้งแต่เด็ก ซึ่งอาจเป็นอิทธิพลมาจากคุณแม่ที่เคยเป็นนักร้องมาก่อน และส่วนตัวแล้วก็ชอบดูลิเกลำตัดมาก บางเรื่องดูติดต่อกัน 20 – 30 วัน ไม่มีเบื่อเลย แถมยุคนั้นยังไม่มีใครทำสักเท่าไหร่ ไม่ต้องลงทุนสูง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหนังบู๊ที่เคยทำ

เขาตัดสินใจวางเดิมพันด้วยการนำบ้านไปจำนอง ได้เงินมาหมุน 70,000 บาท โดยไม่มีผู้สนับสนุนสักราย อาหรั่งเคยอธิบายเรื่องนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อนพร้อมเสียงหัวเราะว่า เป็นเพราะตัวนางร้ายใส่เสื้อสีแดง ส่วนนางเอกสวมชุดสีฟ้า พอไปขอสปอนเซอร์แบรนด์หนึ่งที่ใช้สีแดงเป็นสัญลักษณ์ ก็เลยไม่ได้รับอนุมัติ

แถมการทำงานก็ทุลักทุเลมาก อย่างวันแรกที่ไปบวงสรวงแถวมีนบุรี ปรากฏว่ามีลูกวัววิ่งเข้ามาแล้วถูกรถชน จนกำนันจะเอาเรื่อง หรือพอถ่ายเสร็จ ล้างฟิล์มออกมาแล้วเสีย บางทีก็ฝนตกถ่ายทำไม่ได้ ต้องค่อยๆ แก้สถานการณ์กันไป

ตอนนั้นเขาต้องถ่ายเอง กำกับเอง ทำงานสารพัดอย่าง โดยวางงบประมาณไว้ตอนละหมื่นกว่าบาท ตั้งใจว่าจะทำสัก 5 ตอน หากสปอนเซอร์ยังไม่เข้าก็คงต้องเลิก แต่ด้วยประสบการณ์สมัยเดินสายหนังเร่ จึงเข้าใจว่าผู้ชมต้องการอะไร ปลาบู่ทอง จึงฮิตติดลมบน มีผู้สนับสนุนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของผลงานหนังพื้นบ้านเรื่องถัดๆ มา ทั้ง ยอพระกลิ่น, ลักษณวงศ์, พิกุลทอง, นางสิบสอง, พระทิณวงศ์ และ อุทัยเทวี รวมทั้งมีการเปลี่ยนชื่อบริษัทจากสยามฟิล์ม เป็นดาราฟิล์ม เมื่อ พ.ศ. 2513

หากแต่เรื่องที่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญคือ ขุนแผนผจญภัย ซึ่งได้รับประทานบทจาก เสด็จพระองค์ชายเล็ก-พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ เจ้าของละโว้ฟิล์ม เนื่องจากตอนแรกทรงตั้งใจให้ ท่านมุ้ย-หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล พระโอรสนำไปสร้าง แต่ท่านมุ้ยไม่ยอมทำ

“ท่านบอกว่านายหรั่งเรื่องนี้สนุก คือตอนนั้นท่านกำลังโกรธท่านมุ้ย เพราะพูดอะไรก็ไม่ค่อยเชื่อ คนละหัว ท่านก็บอกว่า งั้นก็เอาเรื่องของฉันนี่แหละไปทำ ตอนที่ผมตกลงจะทำ หม่อม (หม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา) บอกผมว่า อย่าไปเชื่อเสด็จนะ แค่แปดตอนก็เลิกทำแล้ว ผมก็ถามว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือ หม่อมก็บอกคอยดูสิ ปรากฏว่าแปดตอนเลิกจริงๆ จากนั้นเราก็มาเขียนต่อเอง แต่ใช้เค้าโครงเรื่องเดิม”

ขุนแผนผจญภัย ออกอากาศตอนหัวค่ำ เล่าเรื่องของรักสามเส้าของขุนช้าง ขุนแผน และนางพิม โดยมีโหงพราย ผีสาวซึ่งตามหึงหวงพระเอก กับกุมารทอง คอยสร้างสีสัน หนังทีวีชุดนี้โด่งดังมาก โดยเฉพาะเพลงประกอบ “..เรื่องเก่านมนานปี เราท่านรู้ดี เรื่องขุนช้างขุนแผน..” ก็ติดหูและร้องกันได้เกือบทุกบ้าน แถมยังฉายต่อเนื่องกัน 5 – 6 ปี ออกอากาศมากกว่า 500 ตอน จนกุมารทองโตแล้ว และต้องเปลี่ยนโหงพรายไปหลายหน เนื่องจากกุมารทองตัวโตกว่านางพราย

นอกจากนี้ เสด็จพระองค์ชายเล็กยังประทานหนังสือนิทานจากโรงพิมพ์วัดเกาะ ซึ่งทรงรวบรวมเก็บไว้ในห้องโหร กว่า 300 เรื่อง อาทิ มาลัยทอง, โกมินทร์, แก้วหน้าม้า, โสนน้อยเรือนงาม, พระสุธน-มโนห์รา, อุทัยเทวี และ พิกุลทอง ตลอดจนอนุญาตให้เขากับ ผุสดี ยมาภัย ภรรยาผู้ล่วงลับ ขึ้นไปคัดบทประพันธ์ในห้องบรรทมได้ ด้วยเห็นว่าทั้งคู่มีเจตนารมณ์ที่จะอนุรักษ์และถ่ายทอดภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมของไทยไปสู่วงกว้าง

อาหรั่งบอกเสมอว่า เขาอยากจะผลักดันหนังทีวีฝีมือไทยให้เข้าไปอยู่ในใจของผู้ชม เนื่องจากสมัยก่อนมีหนังต่างประเทศเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยเยอะมาก ทั้งหนังญี่ปุ่น หนังจีน หนังอินเดีย บางทีก็นำเสนอเรื่องอภินิหารหรืออิทธิฤทธิ์ต่างๆ เขาจึงเชื่อสุดใจว่า เทพนิยายแบบไทยๆ ก็น่าจะครองใจผู้ชมได้ ซึ่งสุดท้ายอาหรั่งก็พิสูจน์ให้เห็นได้หลายต่อหลายครั้งว่า การนำเสนอเรื่องพื้นบ้านหรือของโบราณก็ไม่ใช่สิ่งล้าสมัยเสมอไป

หากใครจำได้ในยุคที่การ์ตูนญี่ปุ่นครองเมือง อาหรั่งเชื่อว่า เด็กไทยก็ต้องดูหน้าเด็กไทยด้วยกันเอง จึงเข็นละครที่มีตัวเอกเป็นเด็กอย่าง ขวานฟ้าหน้าดำ, สิงหไกรภพ และ สี่ยอดกุมาร ออกฉาย ซึ่งในที่สุดฮีโร่เด็กก็ไม่ให้ทำผิดหวัง กลายเป็นหนังสุดฮิตขวัญใจผู้ชมทุกเพศทุกวัย และถูกสร้างใหม่อย่างสม่ำเสมอจนถึงปัจจุบัน

“เราพยายามทำให้ทันยุคทันสมัย และปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผู้ชม เพราะเราเป็นเนื้อเรื่องสมัยเก่า จึงต้องทำให้ดูสมจริง เป็นธรรมชาติ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องสอดแทรกอะไรที่เป็นไทยๆ ลงไปด้วย”

ละครพื้นบ้านของดาราฟิล์มจึงผสมผสานทั้งคติความเชื่อในการดำเนินชีวิต บทกลอน คำพากย์ การขับเสภา ซึ่งเป็นศิลปะดั้งเดิมของเมืองไทย และลูกเล่นใหม่ๆ ที่น่าสนใจ อาทิ ฉากเหาะเหินเดินอากาศ ฉากแสดงอิทธิฤทธิ์ หรือแม้แต่ตัวละครที่ดึงดูดใจผู้ชม อาทิ น้าผี ซึ่งเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ดาราฟิล์มสร้างขึ้นมาเมื่อ 30 – 40 ปีก่อน

อาหรั่งเคยเล่าว่า ตัวละครนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในเรื่องสี่ยอดกุมาร เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยมีปัญหากับกรรมการเซนเซอร์ ซึ่งมองว่าสร้างผีไร้สาระมาหลอกเด็ก แต่เขาก็ยืนยันว่า ตัวละครผีนั้นมีประโยชน์ เพราะสอนให้ตระหนักถึงเรื่องบาปบุญคุณโทษ หากแต่ผีของอาหรั่งก็ไม่เหมือนใคร เพราะเขาทำเป็นโครงกระดูก แล้ววางคาแรกเตอร์ให้ถือร่มใบบัว พูดเสียงบู้บี้ แถมบางครั้งยังถูกตัวเอกแกล้งหรือหยอกล้ออีกด้วย เพราะฉะนั้น แทนที่คนจะกลัว ก็เลยเป็นตัวตลก สร้างสีสันแทน และถูกนำมาอยู่ในหนังจักรๆ วงศ์ๆ อีกหลายเรื่อง

ที่สำคัญ หนังเหล่านี้ยังเป็นเวทีในการสร้างนักแสดงหน้าใหม่ๆ แก่วงการบันเทิงไทย ทั้ง จตุพล ภูอภิรมย์, รัชนี บุญชูดวง, ปริศนา วงศ์ศิริ, พัลลภ พรพิษณุ, เยาวเรศ นิศากร, ไพโรจน์ สังวริบุตร และ มนฤดี ยมาภัย

ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของหนังจักรๆ วงศ์ๆ ทำให้ชื่อของดาราฟิล์มกลายเป็นกระบี่มือหนึ่งของหนังแนวนี้ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ผลงานของพวกเขายังสร้างค่านิยมดีๆ ให้แก่เด็กและเยาวชน ทั้งเรื่องความกตัญญู รักความเป็นธรรม และอื่นๆ อีกมากมาย

03

ละครแห่งความทรงจำ

คู่กรรม (พ.ศ. 2533), ดาวพระศุกร์ (พ.ศ. 2537), มนต์รักลูกทุ่ง (พ.ศ. 2538), สายโลหิต (พ.ศ. 2538) และ ทัดดาวบุษยา (พ.ศ. 2540) คือ ละคร 5 อันดับแรกครองเรตติ้งสูงสุดตลอดกาลของเมืองไทย และทั้งหมดล้วนแต่เป็นผลงานจากค่ายละครที่ชื่อว่า ดาราวิดีโอ

หลังหยัดยืนคู่วงการเทพนิยายไทยมาพักใหญ่ ช่อง 7 ก็เปิดโอกาสให้ดาราฟิล์ม ผลิตหนังทีวีแนวร่วมสมัย ซึ่งข้อแตกต่างคือ หนังจักรๆ วงศ์ๆ เป็นการเช่าเวลาจากสถานี แต่หนังทีวีหลังข่าวนั้น ช่อง 7 สี ใช้วิธีจ้างผลิต

โดยบุคคลที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางภาพยนตร์โทรทัศน์หลังข่าว คือ คุณแดง-สุรางค์ เปรมปรีดิ์ บุตรสาวคนเล็กของเรวดี ซึ่งรั้งเก้าอี้ผู้จัดการฝ่ายรายการตั้งแต่ พ.ศ. 2524 โดยระยะแรกมีผู้ผลิตแค่ 2 รายที่ได้รับความไว้วางใจ คือ กันตนาและดาราฟิล์ม โดยดาราฟิล์ม ทางช่อง 7 จ้างผลิตถึง 2 เรื่องต่อสัปดาห์

ผลงานหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงให้อาหรั่งคือ ดาวพระศุกร์ นำแสดงโดย พล พลากร และ ตุ๋ย-มนฤดี ยมาภัย ซึ่งเป็นหลานสาวของผุสดี ภรรยาของอาหรั่งนั่นเอง เริ่มออกอากาศตั้งแต่วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2523 เป็นเรื่องราวของเด็กหญิงที่ถูกแม่ทิ้งตั้งแต่เกิด แล้วก็ต้องเผชิญความทุกข์ยากมากมาย ทั้งถูกแม่เลี้ยงรังแก จนต้องหนีออกจากบ้าน ต้องอดมื้อกินมื้อ ก่อนชีวิตจะพลิกผัน หลังได้พบกับชายหนุ่มที่ชื่อว่า ภาคย์ กับแม่บังเกิดเกล้าอย่าง ศศิประภา 

ว่ากันว่าความโด่งดังของ ดาวพระศุกร์ ถึงขั้นเคยมีข่าวว่าหมู่บ้านแห่งหนึ่งไฟดับ จึงเหมารถไปยังอีกหมู่บ้าน เพื่อรอดูหนังทีวีเรื่องนี้ แถมเพลงประกอบก็ฮิตติดลมบน ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ทั้งที่ยุคนั้นไม่มีใครคิดว่าเพลงละครจะขายได้ ต่อมาอาหรั่งนำเวอร์ชันโทรทัศน์ไปตัดต่อส่งเข้าโรงภาพยนตร์ ก็มีคนตีตั๋วเข้าชมเต็มเกือบทุกรอบ และนี่เองคงเป็นเหตุผลว่าทำไม ดาวพระศุกร์ จึงครองแชมป์เรตติ้งอันดับ 1 ของประเทศอยู่นานหลายปี

อาหรั่งสรุปความโด่งดังนี้ว่าเป็นเหมือนแจ็กพอต ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะตัวเรื่องที่มีความดราม่ามาก จึงเข้าถึงจิตใจของผู้ชมได้ไม่ยาก อีกส่วนมาจากคู่พระนางที่ลงตัวพอดี และที่สำคัญคือ ช่อง 7 ยุคนั้นกำลังเดินหน้าขยายสัญญาณออกอากาศไปทั่วประเทศ ทำให้ทุกบ้านต่างเข้าถึงหนังเรื่องนี้

หลังจากนั้น อาหรั่งก็ยังเดินหน้าสร้างผลงานต่อเนื่อง เช่น ดอกโศก, อุบัติเหตุ, เงา, กระสือ, ปอบผีฟ้า ฯลฯ โดยรูปแบบการทำงาน คือ ทางช่อง 7 จะเป็นฝ่ายกำหนดเรื่องและวางตัวนักแสดง ขณะที่ผู้ผลิตก็สามารถนำเสนอบทประพันธ์ที่น่าสนใจได้ ซึ่งเหตุผลหนึ่งมาจากคุณแดงเป็นผู้อำนวยการนิตยสาร สตรีสาร จึงเข้าถึงนักเขียนและนวนิยายดีๆ มากมาย ซึ่งหลายเรื่องก็ถูกส่งต่อมาให้อาหรั่งสร้างเป็นละคร

ส่วนดาราฟิล์มเอง ก็พัฒนาศักยภาพในการผลิตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากฟิล์มมาเป็นวิดีโอ และหันมาใช้เสียงของนักแสดงจริงแทนเสียงพากย์ จนนำมาสู่การเปลี่ยนชื่อเป็น ดาราวิดีโอ เมื่อ พ.ศ. 2526

นอกจากนี้ยังมีการสร้างโรงถ่ายลาดหลุมแก้ว พร้อมจำลองฉากต่างๆ ทั้งท่าน้ำ ภูเขา กระท่อม เรือนไทย กำแพงเมือง วังเจ้า เพราะอาหรั่งมองว่าละครแต่ก่อนมักสร้างขึ้นในโรงถ่ายที่มีหลังคาปกคลุม เหมือนเอาธรรมชาติเข้ามาใส่ไว้ในห้องสี่เหลี่ยม ทำให้ละครดูไม่สมจริง โดยเริ่มแรกใช้เนื้อที่ 56 ไร่ ก่อนขยายจนกลายเป็นร้อยกว่าไร่ดังปัจจุบัน

เช่นเดียวกับเรื่องบทโทรทัศน์ อาหรั่งก็พิถีพิถันเป็นอย่างมาก โดยเนื้อหาจะต้องเข้าถึงจิตใจของผู้ชม แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเคารพบทประพันธ์ ไม่ทำให้เนื้อหาหรือแก่นเรื่องดั้งเดิมเสียหาย 

แดง-ศัลยา สุขะนิวัตติ์ หลานสาวอีกคนของผุสดี ซึ่งมาช่วยเขียนบทให้ดาราวิดีโอตั้งแต่เมื่อ 30 กว่าปีก่อน เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร สารคดี ว่า หลังละครออกอากาศไปได้เบรกเดียวเท่านั้น อาหรั่งก็จะโทรศัพท์มาเลย แล้วถามว่า ทำไมฉากนี้ถึงเขียนแบบนี้ หรือเวลาตรวจบท จากที่เขียนมา 20 – 30 หน้า ก็ขีดทิ้งหมดเหลือแค่ 5 หน้า แน่นอนบางคนอาจจะรู้สึกว่าโหด แต่ถ้ามองอีกมุม นี่ถือเป็นการเรียนรู้อย่างดี เพราะเป็นการชี้ให้เห็นว่ามีข้อผิดพลาดอะไรบ้าง ที่สำคัญ เวลาเขียนต้องนึกถึงสิ่งที่คนอยากดู เขียนแต่สิ่งที่จำเป็น ไม่ใช่เขียนไปเรื่อยๆ 

จากปัจจัยทั้งหมด จึงไม่แปลกเลยว่าทำไมทุกครั้งที่ช่อง 7 สี ยุคคุณแดงจะทำละครฟอร์มยักษ์ หรือละครที่ต้องยกทีมไปถ่ายทำที่ต่างประเทศ ก็มักมอบหมายให้ดาราวิดีโอเป็นผู้ดูแลเสมอ 

ดาราวิดีโอ และสามพ่อลูกสังวริบุตร ผู้กุมหัวใจผู้ชมละครไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ
ดาราวิดีโอ และสามพ่อลูกสังวริบุตร ผู้กุมหัวใจผู้ชมละครไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ

อย่างเรื่องหนึ่งที่ถือเป็นปรากฏการณ์ คือ คู่กรรม ซึ่งสร้างจากบทประพันธ์ของทมยันตี ว่าด้วยเรื่องของโกโบริ ทหารญี่ปุ่นยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มาหลงรักสาวไทยอังศุมาลิน โดยครั้งนั้น ช่อง 7 คว้าตัว เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ศิลปินคนดังมาร่วมงานได้ โดยให้ประกบกับนางเอกน้องใหม่ อย่าง กวาง-กมลชนก โกมลฐิติ ซึ่งกว่าที่ละครเรื่องนี้จะออกมาสู่หน้าจอและผู้ชมทั่วประเทศ ก็ต้องใช้เวลานาน 9 เดือนทีเดียว

“ความยากคือ เราต้องปรับเปลี่ยนตัวละครของเราทั้งหมด อย่างเบิร์ดไม่เคยเป็นทหารมาก่อน ดังนั้นท่าทางหรือท่าเดินต่างๆ ก็ต้องปรับเปลี่ยน เวลาถ่ายก็ใช้มุมมากหน่อย จำได้ว่าเฉพาะตอนแรกเราถ่ายใหม่ถึงห้าครั้ง ทำไปแล้วไม่พอใจก็เริ่มใหม่ จนกระทั่งดี แล้วค่อยเดินหน้าต่อไป เพื่อให้ตัวละครเขาชินก่อน”

ครั้งนั้นอาหรั่งต้องแบ่งกองถ่ายออกเป็นกองย่อยถึง 8 ทีม โดยให้ผู้กำกับในสังกัด อาทิ มานพ สัมมาบัติ, จรูญ ธรรมศิลป์, สมชาย สังข์สวัสดิ์ คอยควบคุม และพอถึงฉากใหญ่ๆ อย่างฉากระเบิด ทุกคนก็จะมารวมตัว ส่วนการตัดต่อ เขาก็เป็นผู้ควบคุมเอง โดยอาศัยประสบการณ์สมัยเป็นตากล้อง คัดเลือกว่าฉากไหนควรนำมาใช้ ฉากไหนควรตัดออก

คู่กรรม จึงเป็นละครที่สมบูรณ์แบบ อย่างฉากโจมตีจากเครื่องบินก็สมจริงจนแยกไม่ออกว่า ตรงไหนเป็นการตัดต่อด้วยเทคนิค ตรงไหนเป็นการถ่ายจริง นักแสดงก็ดูกลมกลืน ไม่รู้ว่าคนไหนเป็นญี่ปุ่นแท้หรือญี่ปุ่นเทียม 

เมื่อนานมาแล้ว เบิร์ด ธงไชย เคยเล่าถึงความพิถีพิถันของอาหรั่งว่า ฉากก่อนโกโบริตาย มีการระเบิดสถานีรถไฟบางกอกน้อย ตอนนั้นเขาต้องวิ่งฝ่าระเบิดเอฟเฟกต์กว่า 20 ลูก โดยอาหรั่งให้ถ่ายทำแบบต่อเนื่องไม่มีหยุดพัก พอตกกลางคืน ก่อนจะได้อยู่ในอ้อมกอดของอังศุมาลิน เขายังต้องฝ่าระเบิดอีก 6 ลูก โกโบริถึงจบชีวิตลงได้

ผลจากความทุ่มเทส่งผลให้คู่กรรมดังเป็นพลุแตก ทำเรตติ้งถล่มทลายถึง 40 มากที่สุดในประวัติศาสตร์ละครไทย ซึ่งแม้จะล่วงเลยมานานกว่า 3 ทศวรรษก็ยังไม่มีใครลบล้างได้สำเร็จ

หลัง คู่กรรม อวสาน อาหรั่งตัดสินใจวางมือจากงานกำกับละครร่วมสมัย หันไปมุ่งมั่นกับละครจักรๆ วงศ์ๆ เต็มตัว พร้อมตั้งบริษัทสามเศียรขึ้นมา เมื่อ พ.ศ. 2534 เพื่อดูแลละครพื้นบ้านโดยเฉพาะ เขาให้เหตุผลว่าละครสมัยเก่านั้นซับซ้อน จึงต้องอาศัยความทุ่มเทและพิถีพิถันเพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์ที่สุด ส่วนภารกิจในดาราวิดีโอก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทายาททั้งสอง โดยตัวเขาเองจะคอยช่วยสนับสนุนในฐานะที่ปรึกษา

สำหรับ หลุยส์ สยาม บุตรชายคนโต เดิมทีไม่ได้มีแผนจะมาทำละครโทรทัศน์ หลังเรียนจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ จาก North Texus State University เขาก็ตั้งใจจะตั้งรกรากทำร้านอาหารอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แต่ก็เป็นอาหรั่งนั่นเองที่เรียกตัวกลับมา และเริ่มต้นช่วยงานครอบครัวในฐานะตากล้องและผู้กำกับรายการ

“สิ่งแรกที่ท้าทายคือ ผมต้องมาเป็นลูกน้องคุณสยม (หัวเราะ) เขาก็มาต่อว่าผมทุกวัน เพราะทำอะไรไม่เป็นเลย ก็มาดูสวิทชิ่ง ต้องมาแบกกล้อง ตอนนั้นด้วยความที่ผมดูหนังเยอะ เป็นช่วงที่ MTV กำลังเริ่ม ก็จะมีวัฒนธรรมการถ่ายทำใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ผมก็เอามาประยุกต์ เพราะละครตอนนั้นค่อนข้างจะคอนเซอร์เวทีฟ ภาพจะนิ่งๆ ผมก็พยายามเอาความเป็นคอเมดี้เข้ามาผสม อย่างการถ่าย Handheld ซึ่งสมัยนั้นเป็นของใหม่มาก ซึ่งก็โดนว่าบ้าง แต่เราอยากทดลอง แล้วก็ถามพ่อว่า ถ้าเราเคลื่อนกล้องแบบนี้คิดว่ายังไง แกก็จะบอกว่าทุกอย่างทำได้ แต่ก็ต้องเหมาะสม เช่นฉากกำลังจะร้องไห้ แล้วเราดันไปถ่ายแบบเขย่า คนเขาก็ด่าเอาสิ คือพ่อจะไม่ค่อยสอน แต่จะชอบให้เข้ามาถาม แล้วเขาก็จะตอบ”

หลุยส์รับหน้าที่ผู้กำกับการแสดงครั้งแรก ในละครสั้นเรื่อง 10 บาท ด้วยความบังเอิญ เพราะผู้กำกับอาวุโส จรูญ ธรรมศิลป์ เกิดป่วยกะทันหันมากองถ่ายไม่ได้ ก่อนขยับมารับงานดูแลละครหลังข่าวเต็มตัว

งานของหลุยส์ถือว่าเข้ามาช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปของดาราวิดีโอพอดี ทั้งเรื่องความทันสมัยและยังตอบโจทย์ผู้ชมที่เป็นวัยรุ่นมากขึ้น โดยผลงานที่เขาอยู่เบื้องหลังก็อย่างเช่น ปัญญาชนก้นครัว, ความรักของคุณฉุย ตลอดจน ดาวพระศุกร์ เวอร์ชัน ศรราม เทพพิทักษ์ และ สุวนันท์ คงยิ่ง

ดาราวิดีโอ และสามพ่อลูกสังวริบุตร ผู้กุมหัวใจผู้ชมละครไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ

หากแต่ผลงานที่หลายคนจดจำได้ไม่ลืม คือ ละครอิงประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ สายโลหิต, รัตนโกสินทร์ หรือ คือหัตถาครองพิภพ ซึ่งล้วนแต่ได้รับความนิยม โดยแต่ละเรื่อง อาหรั่งในฐานะที่ปรึกษาจะให้ความสำคัญกับความสมจริงและความถูกต้องมากที่สุด ถึงขั้นตั้งฝ่ายข้อมูลทางวิชาการขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อวิเคราะห์ วิจัย และป้อนข้อมูลให้ทีมผลิต ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับวงการโทรทัศน์บ้านเรา

หลุยส์จำได้ว่าช่วงที่ถ่ายทำเรื่อง สายโลหิต เกิดเหตุขลุกขลักขึ้นพอสมควร เพราะนอกจากจะต้องระดมพลทีมงานมาช่วยเต็มไปหมดแล้ว ยังเป็นปีที่น้ำท่วมใหญ่พอดี จึงต้องปรับบทให้เหมาะสมกับสถานการณ์ จากเดิมที่สู้รบกันบนพื้นหญ้า ก็เปลี่ยนมานั่งเรือสู้กัน แล้วก็มีเผาเรือ ซึ่งถือเป็นฉากที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้ชมได้ไม่น้อย

นอกจากนี้ เขายังอยู่เบื้องหลังพวกละครเพลงอย่าง มนต์รักลูกทุ่ง ซึ่งก่อกระแสพี่คล้าวและน้องทองกวาวโด่งดังไปทั่วประเทศ และกลายเป็นต้นกำเนิดละครสไตล์นี้อีกหลายเรื่อง เช่น เงิน เงิน เงิน และ เกาะสวาท หาดสวรรค์

ดาราวิดีโอ และสามพ่อลูกสังวริบุตร ผู้กุมหัวใจผู้ชมละครไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ

“เราพยายามทำละครให้แหกหน่อย เลยคิดถึงละครเพลงขึ้นมา ตอนนั้นไม่มีใครทำเลย จำได้ว่าเราสามคนมานั่งคุยกันว่าจะทำยังไงดี พ่อก็บอกว่า เอาเหมือนมิตร-เพชรา ตีโป่งแบบนั้นเลย ก็ปรากฏว่ากลายเป็นแฟชั่นขึ้นมา คนทั้งประเทศก็แต่งตัวแบบ มนต์รักลูกทุ่ง เรื่องนี้เราถ่ายพร้อม สายโลหิต ที่ลาดหลุมแก้ว จำได้ว่ามีฉากร้านตัดผม วันดีคืนดีเข้ามาไม่ได้ เพราะน้ำท่วมไปครึ่งห้องแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนบท เปลี่ยนเพลงเป็นน้ำขึ้นแล้ว คือโคตรมั่วเลย แต่คนดูเขาชอบ ก็ให้อภัย คือ พ.ศ. 2538 เป็นปีที่วุ่นวายสุดๆ แต่ก็เป็นปีที่ละครประสบความสำเร็จมาก”

ส่วนบุตรชายคนรอง ลอร์ด สยม นั้น นอกจากจะกำกับการแสดงละคร อย่างเรื่อง น้ำใสใจจริง, แม่นาคพระนคร เขายังเชี่ยวชาญเรื่องการตัดต่อเป็นพิเศษ เนื่องจากช่วยงานอาหรั่งมาตั้งแต่ยุคดาราวิดีโอยังใช้ฟิล์มถ่าย จนกลายเป็นมือขวาของผู้เป็นพ่อ

“ผมมาจากการตัดต่อ คุณพ่อเป็นคนสอน แล้วไม่รู้ว่าเป็นจิตวิทยาของท่านหรือเปล่า คือถ้าผมอยากจะทำอะไร คุณพ่อจะให้ทำเลย เช่น ตอนที่ผมเพิ่งเริ่มใช้เครื่องมือวิดีโอใหม่ๆ คุณพ่อพูดมาคำหนึ่งว่า ทำให้เต็มที่เลย ผิดไม่เป็นไร เดี๋ยวบอกเองว่าผิดตรงไหน เหมือนเป็นการสร้างความมั่นใจให้ผมว่าคิดอะไรก็ทำออกไปเลย”

อย่างเรื่องเทคนิคการทำภาพ ลอร์ดเล่าว่า สมัยก่อนที่ยังไม่มีคอมพิวเตอร์กราฟิก การทำฉากหรือเอฟเฟกต์ใดๆ ก็ต้องทำแบบสดๆ เช่น ละครจักรๆ วงศ์ๆ เวลาขี่ม้าจะมีฉากหลังเป็นเมืองอยู่ไกลๆ เทคนิคที่ทำก็คือ การใช้กล้องถ่ายกับกระจก โดยจะต้องวาดภาพเมืองต่อเนื่องเป็นภาพเดียวกัน จากนั้นก็ถ่ายภาพผ่านกระจก ซึ่งกว่าจะได้ภาพเมืองภาพหนึ่ง ต้องใช้เวลาวันหนึ่ง พอเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น เขาก็ไม่ลังเลที่จะมาใช้ทดลองกับการถ่ายทำละคร

ตัวอย่างเช่น ศีรษะมาร เมื่อ พ.ศ. 2536 ซึ่งลอร์ดทำให้ศีรษะที่ถูกตัดของปิลันธา ตัวเอกของเรื่องเคลื่อนไหว พูดจาและล่องลอยไปหลอกหลอนผู้คนได้ แม้กระทั่งผู้ชมทางบ้านยังอกสั่นขวัญแขวน หรือ ดั่งดวงหฤทัย เวอร์ชัน ศรราม-นัท มีเรีย ซึ่งเขาเนรมิตฉากของเมืองกาสิกได้อย่างงดงามและสมจริง จนใครหลายคนต้องยกนิ้วให้

ด้วยเหตุนี้ อาหรั่งจึงเปิดบริษัท ดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น เมื่อ พ.ศ. 2538 ให้ลอร์ดเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อทำหน้าที่ดูแลเรื่องอุปกรณ์ดิจิทัลต่างๆ ของเครือ โดยคำว่า ‘ดีด้า’ นั้น หลุยส์เป็นคนคิดมาจากคำว่า Digital Dara Video

“เราค่อนข้างจะก้าวหน้ามาก เพราะการตัดต่อด้วยดิจิทัลช่วยได้เยอะ มันดีกว่าแอนะล็อกมาก อย่างละครที่เป็นเทคนิคต่างๆ ตอนนั้นดาราวิดีโอหรือสามเศียร ก็จะโยนให้ดีด้าไปช่วยทำ ทั้งไตเติลหรือฉาก อย่าง สายโลหิต ที่เป็นภาพเมือง ดีด้าเป็นคนทำทั้งหมด” หลุยส์อธิบาย

ต่อมาเมื่อช่อง 7 จะบุกเบิกละครตอนเย็น ดีด้าก็ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแล โดยเรื่องแรกคือ พันหนึ่งราตรี มีฉากที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษเต็มไปหมด ก่อนจะต่อยอดไปยังละครอีกหลายเรื่อง ซึ่งบางเรื่องก็มีเรตติ้งไม่แพ้ละครค่ำเลย จนกระทั่งช่วงหลังจึงได้ขยายมาผลิตละครหลังข่าวควบคู่กันไปด้วย

“ละครเย็นค่อนข้างใกล้ชิดกับครอบครัว เหมือนเราเป็นไทยมุง ลักษณะมุมกล้องก็ไม่ได้ประดิษฐ์เหมือนละครกลางคืนมาก เหมือนกับเราได้ชมกันสดๆ ซึ่งเท่าที่สังเกต ละครเย็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จก็มักเป็นเรื่องสไตล์แบบนี้ เช่น คุณชายตำระเบิด, ผู้พิทักษ์สี่แยก, สาวน้อยอ้อยควั่น หรือแม้แต่ ธิดาวานร” ลอร์ดฉายภาพ

“อีกอย่างคือกลุ่มคนดูต่างกัน ตอนเย็นต้องเป็นคนที่ตื่นเช้าหน่อย ก็จะมานั่งรวมตัวกันกินข้าวกับลูกหลานแล้วก็ดูละคร ซึ่งเขาก็มักจะไม่ได้ดูอะไรที่ซีเรียสมาก คือจะซีเรียสก็ได้ แต่อย่าลืมว่าเรามีผู้ชมที่เป็นเด็กด้วย” หลุยส์ช่วยเสริม 

ตลอดระยะเวลา 50 กว่าปี ดาราวิดีโอ เป็นค่ายละครเดียวที่อยู่กับช่อง 7 สี นับตั้งแต่วันก่อตั้ง จนมาถึงยุคที่สถานีแห่งนี้กลายเป็นช่อง 7 HD หมายเลข 35 จนอาจเรียกได้ว่า เป็นค่ายละครคู่บุญของวิกหมอชิตเลยคงไม่ผิด อาหรั่งบอกว่า สำหรับเขาแล้ว ความสบายใจสำคัญที่สุด หากอยู่แล้วมีความสุขแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

“ผมเริ่มต้นกับช่อง 7 ตั้งแต่สมัยสถานีอยู่เจริญผล อยู่มาเป็นปู่ ไม่เคยมีสัญญาอะไร เป็นสัญญาใจล้วนๆ ที่ผ่านมาก็มีคนชวนเยอะ แต่เราก็พูดให้เขาเข้าใจว่า เหมือนปลาที่น้ำมันเย็นอยู่แล้ว อยู่ได้สบาย เหลียวไปทางไหนก็มีแต่มิตร ก็เลยรู้สึกสบายใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องอะไร ที่สำคัญคือ ช่อง 7 ให้เกียรติเรา เราก็ให้เกียรติช่อง 7 คือเราไม่ทำตัวเหลวแหลก หรือทำสิ่งที่ไม่ดี ซึ่งในที่สุดก็ทำให้อยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี สนุกสนาน” ผู้นำครอบครัวสังวริบุตรกล่าวเปิดใจ

04

ตำนานที่ไม่เคยเก่า

“การทำงานเป็นความสุขในชีวิต แล้วผมก็รักอาชีพนี้มานมนาน ตั้งแต่ต้นก็ตั้งใจไว้ว่าจะทำงานไปตลอดชีวิต อย่างทุกวันนี้ ผมก็ออกไปได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เราก็ใช้วงจรปิดทำงานต่อไป เทคนิคสมัยใหม่มันก็ดีนะ ช่วยต่ออายุเราได้ เพราะสมองเราก็ยังไม่เสีย” อาหรั่งในวัย 90 เอ่ยขึ้นถึงความมุ่งหมายในชีวิตของตัวเอง

เพราะฉะนั้น ที่ผ่านมา เขาจึงไม่เคยหยุดคิด ไม่เคยหยุดสร้างสรรค์ แม้ภารกิจหลายอย่างจะถูกผ่อนถ่ายให้ทายาทแล้วก็ตาม อย่างผลงานหนึ่งที่อาหรั่งอยู่เบื้องหลังคือ ตัวการ์ตูนที่ชื่อ พี่จ้าหรือจ๊ะทิงจา 

“ตอนนั้นเราเริ่มใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกมาช่วยทำละครแล้ว ซึ่งปกติเราจะทำตัวการ์ตูนที่เป็นยักษ์ เป็นสัตว์อะไรต่างๆ แล้วคุณพ่อก็บอกว่า สร้างดาราเด็กมาแล้วหลายคน น่าจะลองสร้างดาราเด็กที่เป็นตัวการ์ตูนดูบ้าง” ลอร์ดเท้าความ

“เขาทำการ์ตูนกันเยอะ ผมก็อยากจะทำบ้าง แต่ยังไม่มีแรงบันดาลใจ ผมก็เลยเล่าให้ คุณสมศักดิ์ ใจกว้าง พ่อของ ไชยา มิตรชัย ฟัง แล้ววันหนึ่งแกก็ฝันว่ามีคนมาเต้น แล้วก็ร้อง จ้ามาจ๊ะทิงจา แล้วเขาคงอายผม เลยบอกว่าไม่รู้เพ้อเจ้อไปหรือเปล่า อาหรั่งไม่เอาก็ได้นะ ผมก็บอกเอาซิ อันนี้ได้เงินเยอะ” อาหรั่งเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

พี่จ้ามีต้นแบบมาจากสุดสาคร ตัวละครสุดคลาสสิกในเรื่อง พระอภัยมณี ที่เด็กที่คนคุ้นเคยกันดี ว่ากันว่าอาหรั่งใช้เวลาอยู่เกือบ 2 ปีในการปรับคาแรกเตอร์ให้เหมาะสม ทั้งขนาดตาที่ต้องโตหน่อย ดูแล้วต้องรู้สึกว่ามีเสน่ห์ จากนั้นก็เพิ่มตัวละครอื่นๆ เข้าไป และอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือเพลง เพราะนอกจากเพลง จ๊ะทิงจา แล้ว อาหรั่งยังแต่งเพลงเสริมเข้าไป เช่น เพลงสอนเรื่องพยัญชนะไทย ตัวอักษรภาษาอังกฤษ สุภาษิตไทย สูตรคูณ เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่เด็กๆ

หลังออกอากาศครั้งแรก เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2545 ปรากฏว่าตัวการ์ตูนพี่จ้าโด่งดังทั่วบ้านทั่วเมือง ทั้งในหมู่เด็กและผู้ใหญ่ ถึงขั้นที่ดีเจดังคนหนึ่งเคยเล่าว่า มอเตอร์ไซค์วินหน้าปากซอยยังร้องเพลง “จ้ามาจ๊ะทิงจา..มะจ๊ะทิงจา..มะจ๊ะทิงจา” เลย มีการผลิตวีซีดี จัดโรดโชว์ และคอนเสิร์ตต่างจังหวัดเกือบทุกเดือน และเพื่อให้ตัวละครนี้เข้าถึงผู้คนมากที่สุด อาหรั่งจึงริเริ่มสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมจ๊ะทิงจา เพื่อนำการ์ตูนและละครที่เป็นลิขสิทธิ์ของดาราวิดีโอกลับมาฉาย

เช่นเดียวกับละคร โดยเฉพาะพวกจักรๆ วงศ์ๆ ซึ่งอาหรั่งพยายามต่อยอดตลอดเวลา มีการวิจัยและหาข้อมูล เพื่อปรับให้ทันสมัยและเหมาะสมกับผู้ชมที่เปลี่ยนไป หรือแม้แต่ตัวนักแสดงเอง อาหรั่งก็พยายามสรรหาคนหน้าใหม่เข้ามาร่วมงานอยู่เสมอ เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกอินกับเรื่องมากขึ้น เสมือนนักแสดงที่เล่นคือตัวละครตัวนั้นจริงๆ

นี่เองคงเป็นเหตุผลว่า ทำไมละครหลายเรื่องที่เคยถูกสร้างซ้ำหลายรอบ ยังคงได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย อย่างเรื่อง สังข์ทอง ซึ่งออกอากาศเมื่อ พ.ศ. 2561 จำนวน 110 ตอน สามารถทำเรตติ้งได้สูงถึง 8.472 ซึ่งนับว่าสูงมากท่ามกลางสถานการณ์ที่อิทธิพลของโทรทัศน์ลดลงเช่นนี้

“สาเหตุที่เราทำเรื่องซ้ำ สักเจ็ดแปดปีก็ทำอีกแล้ว ตรงนี้เป็นนโยบายของคุณพ่อ แกบอกว่าเด็กเกิดใหม่ ยังไม่เคยรู้จัก สี่ยอดกุมาร หรือ แก้วหน้าม้า มาก่อน คือเรื่องไทยๆ ที่เป็นเอก มีอยู่ไม่กี่เรื่องหรอก คุณพ่ออยากให้เด็กได้รู้จักนิทานพวกนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ต้องทำให้ไม่เหมือนเดิม คือองค์ประกอบเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เช่น สังข์ทอง คุณพ่อก็เอาวัยรุ่นเข้ามา มีเขยฝรั่ง เขยที่ชอบผู้ชาย หรืออย่างคำกลอน ถ้ามันยาวเกินไป ก็จะกลายเป็นว่า เรารอให้กลอนจบก่อน แล้วเรื่องถึงค่อยเดินต่อ เราก็ต้องปรับให้พอดี” ลอร์ดอธิบาย

“แต่ทั้งนี้การทำงานของผมจะเคารพเจ้าของเรื่อง นี่เป็นกฎเลย เพราะเทพนิยายไทยหลายเรื่อง ผู้ประพันธ์เสียชีวิตไปแล้ว บางเรื่องคนเขียนเป็นเชื้อพระวงศ์ เราก็ต้องให้เกียรติ ยกย่อง แต่ขณะเดียวกัน เราก็อยากประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยด้วย ดังนั้น เวลาเขาไปเขียนบท เราต้องคอยตรวจ คอยดูแลเสมอ” อาหรั่งช่วยเสริม

“ทุกวันนี้คุณพ่อจะมีไอแพดอยู่ข้างตัว แล้วก็ค้นข้อมูลเอง คือเขาเรียนรู้ว่าเด็กชอบอะไร แล้วก็เอามาปรับ มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาถามผมว่า หลุยส์ เพลงในละครที่แกทำเขาเรียกว่าอะไร ผมก็บอกไปว่า แร็ป แกก็บอกว่าพ่ออยากเอามาใส่ในละครจักรๆ วงศ์ๆ แล้วไม่นานนัก แกก็เอาเพลงแร็ปมาใส่อยู่ไตเติ้ลท้ายละครเลย ตอนแรกผมบอกพ่อว่ามันจะเข้ากันเหรอ แกก็บอกว่าลองดู ซึ่งตอนหลังเด็กก็เอาไปเต้นกันโครมครามเต็มไปหมดเลย” หลุยส์ช่วยขยายความ

สำหรับละครร่วมสมัยก็เหมือนกัน อาหรั่งบอกว่า ทุกวันนี้เขายังเปิดชมเป็นประจำและดูเกือบทุกช่อง เพื่อเรียนรู้ศึกษา หากเห็นว่าดีก็นำมาปรับใช้ และเวลาที่ละครของดาราวิดีโอและดีด้าเริ่มออกอากาศ อาหรั่งก็มักจะชวนลอร์ดกับหลุยส์มาพูดคุย เพื่อชี้แนะว่าจุดไหนดี จุดไหนควรแก้ไข

แต่แน่นอน การทำงานทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าท้าทายขึ้น เนื่องจากผู้ชมมีทางเลือกค่อนข้างเยอะ เนื้อหาก็มีเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ที่ผ่านมาพวกเขาพยายามปรับตัวอยู่เสมอ โดยหลักคิดสำคัญอย่างหนึ่งที่อาหรั่งย้ำเสมอคือ อย่ายอมแพ้ และแม้จะแพ้ก็ต้องพยายามต่อไปเรื่อยๆ

“ความร่วมสมัยสำคัญมาก เราไม่สามารถทำคอนเทนต์เดิมๆ ได้ตลอด ต้องยอมรับว่าตัวผมเองค่อนข้างยึดติดของเก่าพอสมควร แต่คุณพ่อก็จะบอกว่า ไม่ได้ ต้องดูด้วยว่าคนเขาอยากดูอะไร เพราะตลาดเป็นของผู้ชม ถ้าผู้ชมเปลี่ยนไปแล้ว เราก็ต้องเปลี่ยนเหมือนกัน และถ้าเกิดทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ก็ต้องกลับมาวิเคราะห์ดูว่า พลาดตรงไหน เพราะฉะนั้น เวลาที่มีคนฟีดแบ็กเข้ามา เราก็ต้องรับฟังอย่างมาก” ลอร์ดขยายความ

อย่างช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา เครือดาราวิดีโอก็เริ่มมีทายาทรุ่นใหม่ ทั้ง ฬอน คณวัชร และ ปลื้ม ศิรวิชญ์ บุตรชายสองคนของหลุยส์ กับ ไผ่หลิว อาภานุช บุตรสาวของลอร์ด เข้ามาเสริมทัพช่วยทำงาน ทั้งละครจักรๆ วงศ์ๆ ละครร่วมสมัย รวมถึงละครสั้นอย่าง ฟ้ามีตา ซึ่งดาราวิดีโอทำมาต่อเนื่องถึง 14 ปีแล้ว

โดยแต่ละคนก็จะมีแนวทางและวิธีการนำเสนอในรูปแบบของตัวเอง ไม่เหมือนคนรุ่นปู่หรือรุ่นพ่อ แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็ไม่เคยละเลยความคิดของคนรุ่นเดิม และพยายามนำประสบการณ์ดังกล่าวมาผสมผสานจนเกิดเป็นผลงานที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

“ปกติคุณพ่อจะไม่ใช่นักสอน แต่เป็นนักปฏิบัติ แล้วเราก็ลองทำดูแล้วมาเปรียบเทียบ บางทีเราก็ชวนเขาคุย ชวนเขาเถียงบ้าง เพื่อให้เขาตอบโต้มา ซึ่งพวกรุ่นหลานก็จะทำแบบนี้เหมือนกัน แต่ตอนนี้ความท้าทายคือ เราจะถ่ายทอดต้นตำรับของพ่อให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้อย่างไร ทำยังไงให้ดีเหมือนหรือดีกว่าที่เขาทำมา ซึ่งเราก็ต้องค่อยๆ แกะออกจากท่าน เพราะถึงเราจะดูเหมือนแยกกันทำงาน แต่ความจริงแล้วรากฐานทั้งหมดก็มาจากคุณพ่อนั่นเอง” หลุยส์กล่าวสรุป

และทั้งหมดนี้คือ เรื่องราวของค่ายละครในตำนานที่สร้างปรากฏการณ์นับไม่ถ้วน และยังคงหยัดยืนยึดภารกิจสร้างผลงานที่น่าประทับใจสู่ผู้ชมตลอดไป

ขอบคุณภาพประกอบจาก ช่อง 7 HD, บริษัท ดาราวิดีโอ จำกัด, บริษัท ดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด, บริษัท สามศียร จำกัด, Instagram : Louis_daravo, Samsearn, Lorddida

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

– สัมภาษณ์คุณไพรัช-สยาม-สยม สังวริบุตร วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2564

– นิตยสาร แม่และเด็ก ปีที่ 14 ฉบับที่ 229 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2534

– นิตยสาร ผู้หญิง ปักษ์หลัง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2537

– นิตยสาร ผู้จัดการ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2539

– นิตยสาร Trendy man ปีที่ 5 ฉบับที่ 52 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2539

– นิตยสาร ขวัญเรือน ปีที่ 33 ฉบับที่ 702 ปักษ์หลัง เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544

– นิตยสาร a day ปีที่ 4 ฉบับที่ 42 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547

– นิตยสาร VOLUME ปีที่ 6 ฉบับที่ 130 เดือนกันยายน 2553

– นิตยสาร สารคดี ปีที่ 34 ฉบับที่ 398 เดือนเมษายน พ.ศ. 2561

– หนังสือพิมพ์ อินไซต์ทีวี ฉบับวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2533

– หนังสือ ที่ระลึกศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2547

– หนังสือ จดหมายเหตุ 60 ปี โทรทัศน์ไทย วิวัฒนการกิจการโทรทัศน์ไทย 

– เว็บไซต์ Pantip กระทู้ (เกร็ดประวัติศาสตร์) ดาวพระศุกร์ 2524 หนังทีวีเรื่องแรกที่เรทติ้งสูงที่สุดของไทย

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load