เมื่อมานึกย้อนหลังไปในวันคืนเก่าๆ แล้ว ผมพบว่าช่วงอายุที่ผมกำลังเรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายต่อเนื่องไปจนถึงการเข้าเป็นนิสิตชั้นปีที่หนึ่งในมหาวิทยาลัย กล่าวโดยเฉพาะเจาะจงคือระหว่างพุทธศักราช 2514 – 2516 มีเรื่องราวทางการเมืองเกิดขึ้นหลายอย่างที่ยังอยู่ในความทรงจำของผมแม้จนทุกวันนี้

เรื่องแรกคือ เกิดการรัฐประหารครั้งแรกที่ผมจำความได้ในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.​ 2514 จริงอยู่ว่ามีการรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อตอนผมเป็นเด็กน้อยและจำความไม่ได้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อพุทธศักราช 2501 โดยฝีมือของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจจากรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่การทำรัฐประหารใน พ.ศ. 2514 นี้ ผมโตรู้ความแล้ว แถมยังเป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร โดยหัวหน้าคณะปฏิวัติที่ชื่อจอมพลถนอม กิตติขจรเหมือนกันด้วย ใครอยากรู้รายละเอียดเรื่องนี้ก็ไปค้นหาอ่านเพิ่มเติมได้จากแหล่งความรู้ต่างๆ นะครับ

ถัดมาอีกไม่ถึง 2 ปีเต็ม ในวันที่ 14 ตุลาคม พุทธศักราช 2516 ก็เกิดเหตุใหญ่ทางการเมืองขึ้นในบ้านเราอย่างที่ทราบกันอยู่ทั่วไปแล้ว ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองคราวนั้นเอง ทำให้จอมพลถนอม กิตติขจร พ้นจากฐานะความเป็นนายกรัฐมนตรี และต้องเดินทางไปพำนักหลบภัยในต่างประเทศ

ถึงแม้จอมพลถนอมและรัฐบาลของจอมพลถนอมจะพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ไปแล้ว แต่ยังมีปมเงื่อนอะไรบางอย่างที่ค้างคาอยู่ ต้องจัดการดูแลแก้ไขกันอีกระยะหนึ่งกว่าจะเข้าที่เข้าทางกันได้ เรื่องหนึ่งในบรรดามรดกตกค้างเหล่านี้คือ ‘โครงการการสร้างสนามบินหนองงูเห่า’ ที่กลายเป็นปัญหาหนักอกหนักใจของรัฐบาล อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ที่เข้ามารับหน้าที่ต่อเนื่องจากรัฐบาลจอมพลถนอม

เด็กรุ่นหลังอาจจะไม่คุ้นเคยกับคำว่าสนามบินหนองงูเห่าเสียแล้วว่าอยู่ที่ไหนกันหนอ อันที่จริงแล้วไม่ใช่สนามบินอื่นใดเลยครับ โครงการสนามบินหนองงูเห่าคราวนั้น ตอนนี้ก็สำเร็จผลเป็นสนามบินสุวรรณภูมินี่เอง

มนุษย์เรามีความใฝ่ฝันมาช้านานแล้วที่อยากจะบินได้อย่างนก หรือเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างเทวดาหรือครุฑในเทพนิยาย ฝันค้างกันมาหลายศตวรรษและในที่สุดความฝันได้กลายเป็นความจริงขึ้นมา เมื่อพี่น้องตระกูลไรท์คิดสร้างเครื่องบินได้เป็นผลสำเร็จ แต่แรกการใช้ประโยชน์จากเครื่องบินอยู่ในวงจำกัดเพราะเป็นของใหม่และหายาก 

ต่อมาเมื่อวันคืนล่วงไป เผลอตัวเพียงครู่เดียวเครื่องบินได้กลายเป็นยานพาหนะที่ใช้เพื่อการโดยสารของชาวบ้านทั่วไป หรือเรียกให้เป็นภาษาราชการก็ต้องบอกว่ามี ‘เครื่องบินพาณิชย์’ เกิดขึ้นแล้ว ลำพังมีแต่เครื่องบินกับนักบินไม่สามารถทำให้กิจการการบินพาณิชย์มีชีวิตเกิดขึ้นจริง เพราะยังมีปัจจัยเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นต้องมีต้องใช้ในธุรกิจนี้อีกหลายอย่าง ที่เห็นได้ชัด คือ สนามบิน อันเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ทำให้การเดินอากาศของมนุษย์ได้รับความสะดวกสบายมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สนามบินไม่ได้หมายความแต่เพียงแค่ทุ่งโล่งกว้างใหญ่ให้เครื่องบินวิ่งขึ้นลงได้เท่านั้น หากแต่หมายถึงอะไรอีกมากมายที่ต้องรวมเข้าเป็นองค์ประกอบของสนามบิน ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่พักผู้โดยสารทั้งขาเข้าขาออก การควบคุมการจราจรทางอากาศ ระบบความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง บริการซ่อมบำรุง บริการเชื้อเพลิง ร้านค้า ร้านอาหาร สถานพยาบาล โรงแรม ลานจอดรถ ฯลฯ

นั่นส่งผลให้การมีสนามบินหนึ่งสนามต้องลงทุนลงรอนเป็นอันมาก และส่วนใหญ่แล้วรัฐเป็นผู้รับภาระหน้าที่ในเรื่องนี้ โดยเรียกเก็บค่าบริการจากผู้ได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสาร บริษัทสายการบิน หรือใครก็แล้วแต่ที่ทำมาหากินเกี่ยวข้องกับสนามบิน

เมื่อกิจการการบินพาณิชย์แพร่หลายเข้ามาถึงเมืองไทย สนามบินพาณิชย์แห่งแรกสำหรับพระนครคือ สนามบินดอนเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ใหญ่โตกว้างขวาง และแบ่งกันใช้กับกองทัพอากาศ ซึ่งมีเครื่องบินที่ใช้ในราชการอีกเป็นจำนวนมากพอสมควร

แม้จนถึงวันนี้คงพอนึกออกนะครับว่า ถ้าเป็นสนามบินของกองทัพอากาศก็อยู่ใกล้ชิดติดไปทางถนนพหลโยธิน แต่ถ้าเป็นท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง ซึ่งเป็นสนามบินพลเรือนก็อยู่ติดกันกับถนนวิภาวดีรังสิต ทั้งสนามบินพาณิชย์ของพลเรือนและสนามบินทหารกลมเกลียวเป็นพื้นที่เดียวกันมาอย่างนี้ตั้งแต่แรกแล้ว

เมื่อครั้งที่ผมเป็นเด็ก ซึ่งหมายความว่าในราวครึ่งศตวรรษแล้ว การเดินทางไปต่างประเทศด้วยเครื่องบินแต่ละครั้งเป็นการใหญ่โตเอิกเกริกมาก ถ้าย้อนไปดูรูปภาพครั้งเก่า จะพบว่ามีการนำพวงมาลัยไปคล้องคอให้ผู้เดินทางเป็นสวัสดิมงคลด้วย เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีวาสนาเดินทางด้วยเครื่องบินได้ คนเดินทางตัวจริงเพียงหนึ่ง แต่คนมาส่งมีถึง 10 กว่าคนหรือยกมากันทั้งหมู่บ้านก็มีอยู่

ตั้งแต่ผมเป็นเด็กมาจนอยู่ชั้นมัธยมจะเข้ามหาวิทยาลัยอยู่แล้ว เมืองไทยเรามีสนามบินนานาชาติอยู่แห่งเดียวคือสนามบินดอนเมืองที่ว่านี้ สำหรับคนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องก็ต้องคิดอ่านเตรียมการเผื่ออนาคตไว้บ้างเหมือนกันว่า แล้วสนามบินดอนเมืองของเราจะใช้งานไปได้อีกกี่มากน้อย เพราะถ้าปริมาณผู้โดยสารมีเพิ่มมากขึ้น มีสายการบินเพิ่มมากขึ้น วันหนึ่งก็ต้องขยายสนามบินเดิมออกไปให้พอใช้งานหรือมีสนามบินแห่งที่สองอยู่ดี

ในชั้นแรกทีเดียวในราว พ.ศ. 2510 มาจนถึง พ.ศ. 2513 รัฐบาลจอมพลถนอมได้ตั้งคำถามเรื่องนี้ขึ้นมาดังๆ และนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งขึ้นมาศึกษาแนวทางการก่อสร้างสนามบินแห่งที่สองสำหรับกรุงเทพฯ สุดท้ายคณะกรรมการและรัฐบาลก็ลงเอยด้วยการเสนอให้ปรับปรุงสนามบินดอนเมืองเสียก่อน โดยใช้งบประมาณไปในราว 200 ล้านบาท พร้อมกันนั้นก็ยังไม่ทิ้งความคิดที่จะมีสนามบินแห่งที่สองเสียเลยทีเดียว หากแต่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินของเราเองจ้างบริษัทวิศวกรที่เป็นกลางเข้ามาสำรวจความจำเป็นที่จะมีสนามบินแห่งที่สอง โดยปฏิเสธความช่วยเหลือทางวิชาการจากมิตรประเทศหลายประเทศที่เสนอตัวเข้ามาทำการศึกษาในเรื่องนี้ให้ฟรีๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องผูกพันหมั้นหมายไว้กับใครให้ยุ่งยากลำบากใจภายหลัง

เป็นสาวสวยเนื้อหอมอย่างเรานี่ต้องรักนวลสงวนตัวครับ อย่าไปผูกข้อไม้ข้อมือกับใครง่ายๆ หนุ่มๆ คุณสมบัติดียังมีให้เลือกอีกถมไป

แต่แล้วในระหว่างที่ทุกอย่างกำลังค่อยเดินไปในร่องรอยที่ควรจะเป็น ก็มีการปฏิวัติเกิดขึ้นในตอนปลาย พ.ศ. 2514 อย่างที่ผมว่ามาแล้วข้างต้น แล้วอยู่ดีๆ ก็มีขอมดำดินรายหนึ่ง ชื่อบริษัทนอร์ทรอปอเมริกัน เสนอตัวเข้ามาเจรจากับคณะปฏิวัติและรัฐบาลที่รับมรดกสืบทอดจากคณะปฏิวัติ ขอเข้าดำเนินการก่อสร้างสนามบินแห่งที่สองสำหรับเมืองหลวงประเทศไทย บริษัทที่ว่านี้รับวางแผน ออกแบบ ก่อสร้าง ควบคุมงาน จนสร้างเสร็จเรียบร้อย โดยรัฐบาลไทยไม่ต้องควักเงินลงทุน แต่ทีเด็ดสุดคือ ข้อเสนอที่ว่ารวมไปถึงการรับเหมาดำเนินกิจการยาวนานไปอีก 20 ปี โดยบริษัทเสนอให้ค่าตอบแทนสัมปทานส่วนนี้เป็นรายปีแก่รัฐบาลไทย จากน้อยเพิ่มไปหามาก แต่รวมตลอดทั้งสัญญาแล้วเป็นเงิน 1,000 ล้านบาท

บริษัทนอร์ทรอปนี้โผล่มาจากไหนไม่มีใครรู้ สืบความแล้วถึงรู้ว่าชื่อเต็มของบริษัทมีอยู่ว่า Nortrop Airport Development Corparation หรือ NADC เป็นบริษัทที่เพิ่งตั้งขึ้นมาได้ 3 ปี และเป็นบริษัทในเครือของบริษัทชื่อคล้ายกันอีกบริษัทหนึ่งในสหรัฐอเมริกาซึ่งมีธุรกิจสร้างเครื่องบิน แต่ไม่เคยบริหารสนามบินที่ไหนมาก่อนเลย จะมีเกี่ยวข้องกับสนามบินนิดหน่อย ก็คือเคยรับจ้างทำงานขยายท่าอากาศยานในเมืองสิงคโปร์ แล้วก็รุกคืบเข้ามาขอทำสนามบินในเมืองไทยในลักษณะผูกขาดอย่างที่ว่ามา

ยังไม่ทันที่ใครจะตั้งสติอยู่กับเนื้อกับตัว รัฐบาลจอมพลถนอม ซึ่งแปลงร่างมาจากคณะปฏิวัติในตอนปลาย พ.ศ. 2515 ก็ได้ลงนามในสัญญากับบริษัทที่ว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.​2516 แบบเรียบร้อยโรงเรียนอเมริกาไปแล้ว และโดยไม่ต้องประมูลแข่งขันกับใคร

อย่าลืมว่าเวลานั้นโรงเรียนจีนยังไม่ค่อยดัง โรงเรียนอเมริกาเป็นที่นิยมชมชอบมากกว่าครับ

ยังโชคดีอยู่หน่อยหนึ่งที่การเซ็นสัญญากับบริษัทนอร์ทรอปยังไม่ทำให้การลงมือก่อสร้างเกิดขึ้นจริง เพราะในสัญญานั้นเอง ได้วางเงื่อนไขให้ต้องตั้งบริษัทนอร์ทรอปไทยขึ้น เพื่อมารับโอนสิทธิในสัญญาไปจากบริษัทนอร์ทรอป (เฉยๆ) เสียก่อน การก่อสร้างจริงจึงจะถึงขั้นตอนตะลุมบอนได้

ระหว่างนั้นเองที่เรื่องราวของสนามบินหนองงูเห่าจึงโด่งดังขึ้นมา

คำว่า ‘หนองงูเห่า’ ในที่นี้ไม่ใช่สำนวนกระทบกระเทียบเปรียบเลยอะไรหรอกครับ หากแต่เป็นชื่อตำบลของสถานที่แห่งนั้นมาแต่เดิม และทำให้หลายคนสงสัยเหมือนกันว่า อยู่ดีๆ จะย้ายสนามบินจากที่ดอน คือ ‘ดอนเมือง’ ไปอยู่ในที่ลุ่มน้ำท่วมง่าย คือ ‘หนองงูเห่า’ ให้ลำบากยากเย็นทำไม

กล่าวโดยรวมแล้ว เมื่อมีข่าวการเซ็นสัญญาที่ว่าเกิดขึ้น เสียงคัดค้านก็ดังขึ้นเซ็งแซ่จากทุกสารทิศ แต่ยังไม่ทันได้มีการตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใด ก็เกิดเหตุการณ์ในเดือนตุลาคม พ.ศ.​ 2516 ขึ้นเสียก่อน เรื่องนี้จึงลากยาวมาเป็นเผือกร้อนอยู่บนหน้าตักของรัฐบาลอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ พอดีกันกับเวลาที่ผมเข้าเป็นนิสิตชั้นปีที่หนึ่งในคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ แล้ว

ย้อนหลังไปถึงต้น พ.ศ. 2517 ข่าวเรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะนั่นหมายถึงอนาคตของสนามบินพาณิชย์แห่งที่สองของเราจะเดินหน้าไปในทิศทางใด จะมีบริษัทต่างชาติเข้ามาเล่นกินรวบรับสัมปทานไปดำเนินการนานถึง 20 ปีเจียวหรือ

ลองมาบวกเลขกันเล่นๆ ไหมครับ ถ้าเราต้องปฏิบัติตามสัญญานี้ และสนามบินสร้างเสร็จในปีพุทธศักราช 2520 นั่นหมายความว่า กว่าสนามบินจะเป็นไทแก่ตัว และกลับมาอยู่ในอำนาจดูแลบริหารกิจการของรัฐบาลไทย ก็ต้องล่วงเข้าไปจนถึง พ.ศ. 2540 แล้ว เป็นลมไหมล่ะครับ

เรื่องเล่าสนามบินหนองงูเห่า โครงการ 3,000 ล้านบาทยุคจอมพลถนอม ที่ถูกคัดค้านจนล้มพับ

ในบ้านของผมทุกวันนี้ยังเก็บหนังสือเก่าไว้เล่มหนึ่ง เป็นหนังสือที่แจกในเวทีการอภิปรายที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2517 โดยมีผู้ขึ้นเวทีอภิปราย 5 คน ได้แก่ ดร.อภิชัย พันธเสน, นายมีชัย วีระไวทยะ, นางเสริมศรี เอกชัย, นายบูรพา อัตถากร และ นายแพทย์ชัยยุทธ กรรณสูต การอภิปรายบ่ายวันนั้นดำเนินการอภิปรายโดย ดร.วารินทร์ วงศ์หาญเชาว์

เรื่องเล่าสนามบินหนองงูเห่า โครงการ 3,000 ล้านบาทยุคจอมพลถนอม ที่ถูกคัดค้านจนล้มพับ

หน้าปกหนังสือเล่มนี้ตั้งชื่อว่า ‘หนองงูเห่า โครงการสาม (ทรราช) พันล้าน’ 

คำว่าสาม (ทรราช) ในที่นี้ ในเวลานั้น เป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่าหมายถึง จอมพลถนอม กิตติขจร, จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พันเอกณรงค์ กิตติขจร

หนองงูเห่า โครงการสาม (ทรราช) พันล้าน’
หนองงูเห่า โครงการสาม (ทรราช) พันล้าน’

น่าเสียดายที่ผมจำไม่ได้ชัดเจนเสร็จแล้วว่าเวทีอภิปรายวันนั้นดุเดือดเลือดพล่านเพียงใดแค่ไหน แต่เชื่อว่าคงไม่เบาหรอกครับ

ด้วยกระแสต่อต้านคัดค้านอย่างรุนแรงจากทุกมุมเมือง ในที่สุดโครงการสนามบินหนองงูเห่าของบริษัทนอร์ทรอปก็ถึงอวสาน แต่น่าเสียดายแล้วต้องขออภัยที่ผมจำรายละเอียดทางกฎหมายไม่ได้แล้วว่าลงเอยกันอย่างไร รู้แน่แต่ว่าเรื่องนี้เงียบหายไปในสายลม ไม่ได้มีการก่อสร้างสนามบินขึ้นจริงตามสัญญาฉบับนี้

จนอีกหลายปีต่อมาจึงมีการรื้อฟื้นแนวความคิดที่จะสร้างสนามบินพาณิชย์แห่งที่สองสำหรับกรุงเทพมหานครขึ้น และสำเร็จผลเป็นสนามบินสุวรรณภูมิที่เราได้ใช้สอยกันอยู่ในทุกวันนี้ แถมตอนนี้เองสนามบินสุวรรณภูมิก็ชักจะคับแคบลงไปเสียแล้ว

เห็นหนังสือเก่าคร่ำคร่าเล่มเดียวก็เล่าอะไรต่อมิอะไรมาได้ยืดยาวถึงปานนี้

คนแก่นี่ดูถูกกันไม่ได้เลยนะ อิอิ

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

ธงทองของเยอะ

ประวัติศาสตร์ที่ทันพบเห็นในช่วงอายุของคนอายุ 65

สำหรับคนไทยที่มีอายุอานามรุ่นราวคราวเดียวกับผม เห็นจะไม่มีใครไม่รู้จักชื่อเสียงของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นแน่แท้ ชีวิต ผลงาน และเรื่องราวของท่าน เป็นสีสันที่มีความสำคัญในเมืองไทยมาช้านาน งานเขียนของท่านยังเป็นงานที่ได้รับความนิยมไม่ตกยุคตกสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานเขียนเรื่อง สี่แผ่นดิน ที่พิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีคนนำไปทำละครก็หลายครั้ง ทั้งละครโทรทัศน์ ละครร้อง และละครเวที มีการแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา ถึงขนาดที่ท่านได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติด้านวรรณกรรม โดยไม่มีผู้ใดสงสัยในความสามารถด้านนี้ของท่านเลย

‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

อีกมิติหนึ่งในด้านการเมือง คนรุ่นผมต้องจำได้แน่ว่าท่านได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเมืองไทยในราว พ.ศ. 2518 หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.​ 2516 

น่าสนุกยิ่งไปกว่านั้น ถ้าจะได้ทบทวนความทรงจำกันว่า ในวันที่ท่านได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพร้อมกันกับเป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคม ที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดียวกันเพียงแค่ 18 คนเท่านั้น รัฐบาลท่านจึงมีสภาพเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ทำให้เสถียรภาพง่อนแง่น และนำไปสู่การตัดสินใจยุบสภาในเวลาต่อมา

ผมจำได้ดีว่าในระหว่างที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ในราวเดือนเมษายน พุทธศักราช 2518 ผมซึ่งเป็นนิสิตของคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ในระหว่างปิดภาคเรียนฤดูร้อน และออกไปทำงานอาสาสมัครด้านกฎหมายในต่างจังหวัดทางภาคอีสาน รัฐบาลของคุณชายคึกฤทธิ์ที่เพิ่งเข้าทำงานได้เพียงไม่กี่วัน ประกาศนโยบาย ‘เงินผัน’ ใช้วงเงินมากถึง 2,500 ล้านบาท ซึ่งมหึมามหาศาลมากสำหรับค่าเงินยุคสมัยนั้น โดยมอบให้สภาตำบลที่มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศนำไปบริหารจัดการตำบลละ 1 ล้านบาท

นายกรัฐมนตรีอธิบายว่านี่เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนฐานราก เพื่อให้คนมีงานทำ ไม่ต้องทิ้งถิ่นที่อยู่ในเวลาว่างจากฤดูทำนาเข้ามาหากินในเมืองใหญ่ พร้อมกันนั้นก็เป็นการฝึกวิถีประชาธิปไตย ให้ชาวบ้านตกลงคิดอ่านกันเองด้วยว่า เงิน 1 ล้านบาทนี้จะนำไปใช้สอยอย่างไร จึงเกิดประโยชน์สำหรับตำบลของเขามากที่สุด

ผมและเพื่อนๆ ไปอยู่ในท้องถิ่นชนบท พอดีกันกับที่นโยบายเรื่องนี้กำลังเริ่มปฏิบัติ จึงได้ช่วยพ่อกำนันและพี่ผู้ใหญ่บ้านทั้งหลายตระเตรียมเอกสารสำหรับโครงการ และพลอยสนุกกับทั้งได้ประสบการณ์จริงด้วย ว่าเงินผันนี้ทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง

จำได้แม่นยำว่า หลังจากโครงการนี้เดินหน้าไปได้ระยะหนึ่ง มีข่าวว่าการทุจริตเกิดขึ้นในบางพื้นที่ ผู้สื่อข่าวไปสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีว่าท่านมีความเห็นอย่างไรบ้าง คุณชายคึกฤทธิ์ตอบตามสไตล์ของท่านว่า เรื่องนี้ก็ต้องจัดการตามกฎหมาย พร้อมกับให้ข้อสังเกตมหัศจรรย์ว่า

“ตั้งแต่สมัยสุโขทัยมา นี่เพิ่งเป็นครั้งแรกที่ราษฎรได้โกงเงินของตัวเองบ้าง”

ทั้งฮา ทั้งน่าคิดมิใช่หรือครับ

‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

ย้อนกลับไปพูดถึงเรื่องพรรคกิจสังคมของท่านอีกทีหนึ่ง พรรคนี้ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Social Action Party ใช้อักษรย่อว่า SAP สื่อมวลชนทั้งหลายเรียกโดยย่อว่า ‘พรรคแสป’ เห็นไหมครับว่าเพียงแค่ชื่อพรรคก็แสบไปถึงไหนๆ แล้ว

เมื่อแรกตั้งพรรคขึ้นใหม่ การทำให้ชื่อเสียงและนโยบายของพรรคเป็นที่รู้จักของประชาชนในวงกว้างเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ถ้าเป็นยุคสมัยนี้ก็มีเครื่องมือให้เลือกใช้หลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ทำคลิปขนาดสั้นเล่าประเด็นที่น่าสนใจแล้วเผยแพร่ไปในสื่อออนไลน์ทั้งหลาย ถ้าถูกใจคนดู เขาก็จะช่วยเผยแพร่ออกไปให้คนอื่นได้รู้เห็นด้วย เป็นต้น

อย่าลืมว่าการตั้งพรรคแสปนี้ เป็นเหตุการณ์ใน พ.ศ.​ 2517 ต่อเนื่องกับ พ.ศ. 2518 ยุคนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีออนไลน์อะไรทั้งสิ้น คุณชายผู้มีประสบการณ์ในแวดวงของสิ่งพิมพ์มาช้านานและเป็นหัวหน้าพรรค จึงตัดสินใจเลือกใช้สื่อสิ่งพิมพ์เป็นเครื่องมือแนะนำพรรคให้คนรู้จัก ผมไม่แน่ใจเสียแล้วว่าตอนแรกเปิดตัวพรรค มีหนังสือออกมาเผยแพร่กี่เล่ม แต่ที่แน่ใจคือ มีหนังสือเรื่อง ‘สังคมนิยม’ ที่ คุณบุญชู โรจนเสถียร ผู้บริหารใหญ่ของธนาคารกรุงเทพซึ่งตัดสินใจมาร่วมตั้งพรรคกิจสังคมกับเขาด้วยเป็นผู้เขียนเล่มหนึ่ง

อีกเล่มหนึ่งคือหนังสือเรื่อง ‘ทุนนิยมคืออะไร’ ผู้เขียนคือหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหนังสือเล่มเล็กขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือของผมนิดเดียว หนา 33 หน้า หนังสือนี้ไม่ได้แจกฟรีนะครับ ใครอยากได้ต้องจ่ายเงินซื้อหา ผมซึ่งเป็นนิสิตเรียนกฎหมายอยู่ในมหาวิทยาลัย ย่อมสนใจกับหนังสือนี้เป็นธรรมดา ถึงขนาดที่ยอมควักเงิน 5 บาทออกจากกระเป๋าสตางค์เพื่อซื้อหนังสือมาอ่านครับ

‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

หน้าปกของหนังสือใช้สีแดงขาวน้ำเงินที่ทุกคนคุ้นเคย มุมปกหนังสือด้านบนซ้ายมือ นี่คือชื่อและตราสัญลักษณ์ของพรรคกิจสังคม เป็นวงกลมรูปฟันเฟือง ภายในวงกลมนั้นมีภาพเคียวและรวงข้าว 3 รวง

หนังสือเล่มนี้มีความหมายสำหรับผมในแง่มุมที่ว่า เป็นงานเขียนของคุณชายคึกฤทธิ์ ที่เขียนขึ้นด้วยความมุ่งหมายทางการเมืองแบบแจ้งชัด ถึงแม้ท่านมีงานเขียนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองมาแล้วบ้าง เช่น ไผ่แดง หรือ โจโฉนายกตลอดกาล แต่หนังสือเหล่านั้นก็มีแบบแผนการนำเสนอที่แตกต่างไปจากหนังสือ ทุนนิยมคืออะไร ที่เขียนขึ้นเพื่อการเมืองอย่างเห็นได้ชัด

‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

การเขียนหนังสือแสดงความคิดความอ่านของบุคคลสำคัญในพรรคออกขาย เป็นวิธีหาเงินหรือระดมทุนเข้าพรรคแบบกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว ความคิดก็ขายได้ เงินก็ได้รับ ผู้ที่เป็นกำลังสำคัญในการจัดจำหน่ายหนังสือของพรรคแสป คือ คุณพงษ์ สารสิน คุณชายหัวหน้าพรรคให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ประชาชาติว่า

“…เรื่องนี้ยกให้คุณพงษ์ สารสิน แกขายหนังสือเก่ง ตอนแรกไม่รู้ฝีมือแก ไม่งั้นผมให้แกเป็นสายส่งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ได้รวยกันตายป่านนี้”

หนังสือหนาเพียงแต่ 30 หน้าเศษที่ผมยังเก็บงำไว้ในคอลเลกชันหนังสือของผมเล่มนี้ ถึงแม้แก่นของเรื่องจะเป็นเรื่องหนัก เป็นเรื่องทางวิชาการ แต่ด้วยฝีมือของผู้เขียนผู้เป็นมือหนึ่งในการอธิบายเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ทำให้หนังสือเล่มนี้มิได้มีฐานะเป็นยาขมที่กินแล้วขื่นคอแต่อย่างใด

ขออนุญาตยกตัวอย่างบางตอนจากหน้าแรก มาแสดงพอให้เห็นรสชาติของหนังสือนะครับ

“… คำว่านิยมนั้น ในภาษาไทยปัจจุบันใช้แทนอักษรฝรั่ง สะกดตัวว่า ism ซึ่งมักจะมีอยู่ในชื่อลัทธิหรือความเชื่อต่างๆ ตลอดจนศาสนา เช่น ศาสนาพุทธนั้น ฝรั่งก็เรียกว่า Buddhism ซึ่งเคราะห์ดีที่คนไทยเรารู้จักมาก่อนรู้จักภาษาฝรั่งจึงเรียกว่า พระพุทธศาสนา แทนที่จะเรียกว่า “พุทธนิยม” แต่ความจริงอักษรสามตัวที่ว่า ism นั้น จะแปลว่า นิยมในทุกกรณีไปเห็นจะไม่ได้

“ท่านผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือท่านหนึ่งได้เคยแสดงความเห็นในทำนองนี้ไว้นานแล้ว ท่านบอกว่า ถ้าจะถือว่า ism แปลว่านิยมแล้ว โรคปวดเมื่อยอย่างหนึ่งซึ่งฝรั่งเรียกว่า Rheumatism จะไม่ต้องเรียกในภาษาไทยว่า “โรคปวดเมื่อยนิยม” หรือ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะใครเลยจะไปนิยมความปวดเมื่อยได้ลงคอ?

“อย่างไรก็ตาม อักษรสามตัวที่ว่า ism ในภาษาฝรั่งนั้นหมายถึงสิ่งที่เป็นใหญ่หรือเป็นอินทรีย์ ในลัทธิความเชื่อหรือในระบบนั้นๆ เช่น Buddhism ก็หมายว่า พุทธะ หรือปัญญาเป็นใหญ่ เป็นอินทรีย์แห่งศาสนาพุทธ…”

แค่นี้ก็กระจ่างใจไปเรื่องหนึ่งแล้วครับ คุ้มราคา 5 บาทมาก

ในหนังสือเล่มเดียวกัน เพื่อให้เข้าใจความหมายของทุนนิยมโดยถ่องแท้ ผู้เขียนได้อธิบายลัทธิทางเศรษฐกิจอีกหลายเรื่อง ไว้เพื่อประโยชน์ในการเทียบเคียงด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสังคมนิยม (Socialism) วานิชนิยม (Mercantalism) หรือระบบศักดินา (Feudalism) ข้อสำคัญที่ท่านได้ฝากข้อสังเกตไว้ให้ผู้อ่านได้คิดคือ ระบบระบอบทั้งหลายไม่ใช่ของที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ตอนแรกคิดขึ้นมาเป็นอย่างไร ก็จะต้องเป็นอย่างนั้นไปตลอดกาล ตรงกันข้าม ความคิดในเรื่องระบบเศรษฐกิจนี้ก็มีพัฒนาการในตัวเองอยู่เสมอ ตราบใดที่ยังคงรักษาหลักสำคัญไว้ได้ ถึงแม้รายละเอียดจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย การจำแนกระบบว่าประเทศใด สังกัดอยู่ในระบบเศรษฐกิจชนิดใด ก็ต้องดูที่หลักการเรื่องนั้นเป็นสำคัญ ถึงแม้จะมีเรื่องอื่นเพิ่มเข้ามาผสมปนเปบ้างก็ตาม

ท่านบอกไว้อย่างนี้ครับ

“…ทุนนิยมนั้นก็เหมือนกับสังคมนิยมในข้อที่ว่าเป็นของอย่างหนึ่งในกาลสมัยหนึ่ง พอกาลสมัยเปลี่ยนไปเป็นอีกกาลสมัยหนึ่ง ระบบทั้งสองนี้ก็เปลี่ยนไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงในแนวคิดของทุนนิยม เช่น ให้รัฐเข้าเกี่ยวข้องในการเศรษฐกิจมากขึ้น และให้รัฐมีอำนาจควบคุมการเศรษฐกิจมากขึ้นนั้น ทำให้คนต้องรู้สึกเป็นธรรมดาว่า ประเทศทุนนิยมกำลังจะมีลักษณะเป็นประเทศสังคมนิยมมากขึ้นทุกที ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะมีความจริงเป็นบางส่วน แต่ตราบใดที่ธาตุแท้ของระบบทุนนิยมยังคงอยู่ กล่าวคือ สิทธิของบุคคลที่จะมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์เหลือใช้หรือทรัพย์ที่งอกเงยขึ้น เพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ตนได้แล้ว ตราบนั้นก็เห็นจะยังพอชี้ได้ว่า ระบบใดเป็นทุนนิยม ระบบใดเป็นสังคมนิยม”

ผมสนุกมากที่ได้อ่านข้อวิเคราะห์ของผู้เขียนว่าอะไรคือจุดแข็ง อะไรคือจุดอ่อนของระบบทุนนิยม รวมทั้งการเปรียบเทียบว่าระบบใดจะดีกว่ากันระหว่างทุนนิยมและสังคมนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอ่านหนังสือในช่วงเวลาที่การเมืองของประเทศไทยเรากำลังเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน และประเทศเพื่อนบ้านถึง 3 ประเทศ คือลาว กัมพูชา และเวียดนาม เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจและระบบการปกครองไปอยู่ในค่ายสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์ในช่วงเวลานั้น

เมื่อย้อนกลับมาอ่านหนังสือเล่มนี้อีกครั้งหนึ่งในวันนี้ หนังสือเก่ามากขึ้น คนอ่านได้เปลี่ยนฐานะจากการเป็นนิสิตวัยหนุ่มมาเป็นข้าราชการเกษียณอายุวัยชราไปแล้ว ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผมเวลานี้กลับกลายเป็นเรื่องจุดอ่อนของระบบทุนนิยมว่ามีอะไรบ้าง

‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

คุณชายคึกฤทธิ์บอกว่า

“…จุดอ่อนที่สุดจุดหนึ่งของระบบทุนนิยมคือ ภายใต้ระบบนี้ คนรวยมักจะมีทางที่จะรวยยิ่งขึ้นไปได้มาก ทำให้ช่องว่างระหว่าง “คนมี” กับ “คนจน” นั้น ยิ่งกว้างขึ้นไปอีก… ทรัพย์ส่วนตัวนั้นทำให้เกิดทรัพย์ส่วนตัวมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งทำให้รายได้ของคนในประเทศแตกต่างห่างไกลกันได้อย่างกว้างขวางที่สุด…. จุดอ่อนอีกอย่างหนึ่งของทุนนิยม… คือภายใต้ระบบทุนนิยมนั้นทรัพยากรของชาติไม่จำต้องถูกใช้ไปในทางที่ดีที่สุด ถึงแม้ว่าระบบทุนนิยมจะเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพสูง ระบบนี้ก็ยังเป็นระบบที่ก่อให้เกิดความเสียเปล่ามากอยู่… ในสถานการณ์เช่นนี้ หากเอกชนได้กำไร ชาติก็ต้องขาดทุน ป่าไม้เมืองไทยเป็นตัวอย่างอันดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้”

อ่านแล้วแสบๆ คันๆ สมฐานะที่เป็นหนังสือเผยแพร่ของพรรคแสปทุกประการ

เวลานี้ทุกประเทศทั่วโลกกำลังพบเผชิญกับสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ความแตกต่างระหว่าง คนมีกับคนจน ในประเทศของเราก็ยิ่งมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น มาตรการของภาครัฐหลายอย่างส่งผลกระทบกับคนมี-คนจน ไม่เหมือนกัน ไม่ต้องดูอื่นไกลครับ แค่โทรศัพท์มือถือที่จะสมัครแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล คุณตาคุณยายในชุมชนแออัดริมคลองน้ำเน่าของเรา แกก็ไม่มีปัญญาจะซื้อมาใช้เสียแล้ว ในขณะที่ผู้มีฐานะมั่นคง ไม่ต้องห่วงกังวลกับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเลย เพราะลำพังที่มีอยู่ก็กินใช้ไม่หมดแล้ว

หนังสืออายุเกือบครึ่งศตวรรษ หนา 33 หน้า เขียนโดยอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถึงแก่อสัญกรรมไปแล้วกว่า 25 ปี ยังน่าอ่านอยู่เสมอ

เสียดายที่หนังสือนี้ไม่เคยพิมพ์ซ้ำอีกเลย เสียดายจริงๆ

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load