22 ปี กับ 1,017 คือระยะเวลาการออกอากาศ และจำนวนตอนของ ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

สำหรับใครหลายคน ละครเรื่องนี้เปรียบเสมือนเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกัน แม้จะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตัวละครหลายรุ่น เปลี่ยนฉากจากโรงเรียนในยุค ‘6/16 ร้ายบริสุทธิ์’ มาสู่รั้วมหาวิทยาลัยบางกอกบัณฑิต ก่อนวกกลับมานำเสนอเรื่องโรงเรียนอีกรอบ

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

ส่วนหนึ่งคงเพราะเนื้อหาที่ถูกถ่ายทอด ล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัววัยรุ่น ทั้งครอบครัว ความรัก การเรียน เพื่อนฝูง หรือความเชื่อ แถมยังผนวกกับสถานการณ์บ้านเมือง ตั้งแต่ยาเสพติด ท้องในวัยเรียน การเลือกตั้ง จนถึงสึนามิ ส่งให้ละครเรื่องนี้ได้รับความนิยมต่อเนื่อง และถูกยกให้เป็นบันทึกเรื่องราววัยรุ่นไทยตลอด 2 ทศวรรษที่สมบูรณ์ที่สุดฉบับหนึ่ง

ที่สำคัญ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ ยังเป็นเวทีแจ้งเกิดของนักแสดงมืออาชีพหลายคน อาทิ เขตต์ ฐานทัพ, อ้น-สราวุธ มาตรทอง, ซาร่า มาลากุล เลน, จ๊ะจ๋า-พริมรตา เดชอุดม, หนูนา-หนึ่งธิดา โสภณ, แอมป์-พีรวัศ กุลนันท์วัฒน์, เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์, ปราง-กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล, มายด์-ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล, โมสต์-วิศรุต หิมรัตน์ หรือ บีม-ปภังกร ฤกษ์เฉลิมพจน์ ฯลฯ

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงชักชวน หน่องอรุโณชา ภาณุพันธุ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด ผู้อยู่เบื้องหลัง 6/16 ร้ายบริสุทธิ์ และ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ มาร่วมพูดคุยถึงแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานที่เปี่ยมด้วยความฝันและแรงบันดาลใจ จนกลายเป็นละครประวัติศาสตร์ที่ออกอากาศยาวนานที่สุดของประเทศไทย 

01

เรื่องแสบๆ ของเด็กห้องบ๊วย 

ย้อนกลับไป เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2539 เป็นครั้งแรกที่คนไทยได้รู้จักกับแก๊งเด็กหนุ่มสุดแสบจากห้อง 6/16 แห่งโรงเรียนศาสตราวิทย์ แม้ไม่ใช่ละครวัยรุ่นเรื่องแรก แต่ด้วยความกวนโอ๊ย สรรหาเรื่องวุ่นๆ มาให้บรรดาครูต้องกุมขมับอยู่เสมอ ก็ทำให้เรื่องราวของพวกเขาเข้ามาอยู่ในใจของผู้ชมได้ไม่ยาก

จุดเริ่มต้นของ 6/16 ร้ายบริสุทธิ์ มาจากตอนนั้นบรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น ได้เวลาช่วงบ่ายโมงมาจากไทยทีวีสีช่อง 3 และเห็นว่า เด็กวัยนี้อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การกระทำบางอย่างอาจไม่ตรงกับความคาดหวังของสังคม และถูกมองว่าเป็นปัญหา เป็นเรื่องอื้อฉาว เพราะฉะนั้น หากมีละครที่เข้ามาช่วยเป็นสื่อกลาง ให้ข้อคิด และเสริมความเข้าใจที่มีต่อวัยรุ่นมากขึ้นก็คงเป็นเรื่องดี

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

“เรารู้สึกว่า ม.6 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน เป็นปีสุดท้ายก่อนเข้ารั้วมหาวิทยาลัย เป็นวัยที่รักเพื่อน เชื่อเพื่อนมากกว่าพ่อแม่หรือครูด้วยซ้ำไป เราก็เลยอยากจะทำละครที่สะท้อนสามส่วนด้วยกันคือ ครอบครัว ตัวเด็กเอง แล้วก็มุมมองของครู เป็นสามเหลี่ยมที่ทุกคนดูแล้วเข้าใจได้ ครูดูแล้วเข้าใจนักเรียน พ่อแม่ดูแล้วเข้าใจลูก หรือลูกดูแล้วเข้าใจพ่อแม่”

โจทย์หนึ่งที่ผู้ผลิตต้องการฉายภาพให้เห็นคือ วัยรุ่นไม่ได้เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ แต่เป็นวัยที่อยากรู้ อยากเท่ อยากลอง อยากเป็นที่ยอมรับของคนอื่น ต้องการพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ตัวเองไม่ใช่เด็กแล้ว เพียงแต่การกระทำบางอย่างนั้นอาจผิดที่ผิดทาง ทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนเกิดปัญหาตามขึ้นมาบ้าง

แน่นอนผู้ใหญ่บางคนจะตีความว่า เด็กเหล่านี้เป็นพวกตัวร้าย เป็นพวกหัวรุนแรง ที่ต้องหาทางปราบให้อยู่หมัด แต่แท้จริงแล้วพวกเขาไม่ใช่คนเลวหรือคนชั่ว บางทีการปล่อยให้เรียนรู้จากความผิดพลาด ก็อาจช่วยให้พวกเขาเติบโตเป็นคนดีของสังคมต่อไปก็ได้ นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า ‘ร้ายบริสุทธิ์’ ซึ่งอยู่คู่กับละครมาตั้งแต่ต้น

หากแต่ความท้าทาย คือจะนำเสนออย่างไร ไม่ให้ดูเป็นการสอนจนเกินไป

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

ทีมงานจึงออกแบบฉากหลังของละครให้เป็นห้องบ๊วยในโรงเรียนชายล้วน ซึ่งเต็มไปด้วยนักเรียนเกเร สุดเฮี้ยว เป็นหัวโจกที่คอยทำเรื่องวุ่นตลอดเวลา แต่ภายใต้ความร้ายนั้นก็มีความแตกต่าง ทั้งนิสัย บุคลิกภาพ พื้นเพของครอบครัว ตลอดจนความใฝ่ฝันในอนาคต ไม่ต่างจากสังคมที่รวบรวมคนหลายประเภทเข้าไว้ด้วยกัน

ครั้งนั้น หน่องได้ชักชวน หมี-โชติรัตน์ รักเริ่มวงษ์ ผู้กำกับภาพยนตร์มือดี ซึ่งเคยมีผลงานอย่าง พรหมจารีสีดำ, หนุ่มสาว, นางกลางไฟ และ แรงเทียน มากำกับละครเป็นครั้งแรก ส่วนบทโทรทัศน์นั้นได้ โอ๊ทส์-เสนีย์ จิตสุวรรณวัฒนะ กับ พิง ลำพระเพลิง สองนักเขียนจากสำนักศิษย์สะดือมารับผิดชอบ ซึ่งลูกเล่นบางอย่าง เช่น โรงเรียนชายล้วน หรือ ห้อง ม.6/16 ก็มาจากประสบการณ์ตรงของโอ๊ทส์นั่นเอง

ในปีแรก ละครเลือกฉายภาพชีวิตของแก๊งเด็กแสบ 7 คน นำทีมโดย อาวุธ หัวหน้าห้อง 6/16 รับบทโดย เขตต์ ฐานทัพ ตัวละครนี้ค่อนข้างแรง พร้อมพุ่งชนทุกอย่างที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความยากลำบากมาตลอด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเป็นศูนย์กลางที่คอยเชื่อมร้อยเพื่อนๆ ทุกคนเข้าไว้ด้วยกัน

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

ขจร ผู้มีฐานะดีสุดในกลุ่ม ฝันอยากเป็นนักธุรกิจเหมือนพ่อ แสดงโดย เอ้-ศตวรรษ เมทะนี, ธราดล จอมกวนประจำห้อง ซึ่งมีเอกลักษณ์คือ ชอบแซวสาว ชอบแต่งตัวเท่ๆ โดยเฉพาะการยกปกคอเสื้อ รับบทโดย แม็กกี้-จีรโรจน์ หทัยพงศคุณ ทะเล เด็กหนุ่มพูดเพราะ เรียกเพื่อนว่า ‘คุณ’ ทุกคำ รับบทโดย ดามพ์-ณภพภัทร รัชชานนท์กุล

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’
บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

สาธิต หรือ ซี หนุ่มหล่อประจำห้องซึ่งฝันจะเป็นนักดนตรี แสดงโดย อ้น-สราวุธ มาตรทอง, อรรถ จอมลุยผู้อยากเป็นนักมวยอาชีพ รับบทโดย โตโต้-สมชาติ สุคนธ์ และสุดท้าย กมล หรือ หมู หนุ่มอ้วนที่รักการกินเป็นชีวิตจิตใจ แสดงโดย เอ็ดดี้-วิสูตร สิงหเสนี

สำหรับนักแสดงที่มารับบทนักเรียน อย่างเขตต์ แม็กกี้ อ้น ดามพ์ และโตโต้ เติบโตมาจากเวที Dutchie Boys & Girls ซึ่งเป็นเวทีสรรหาดาวดวงใหม่ที่โดดเด่นทั้งเรื่องการร้อง การเต้น และการแสดง บางคนเคยผ่านงานหน้าจอมาแล้วบ้าง แต่โดยรวมๆ ก็ถือว่าเป็นดาราหน้าใหม่อยู่ดี ส่งผลให้ผู้ชมซึมซับและเชื่อในความสัมพันธ์ของตัวละครได้ไม่ยาก

“เราพยายามวางคาแรกเตอร์ตัวละครให้สอดคล้องกันนักแสดง อย่างแม็กกี้ ดูกวนๆ หน่อย เพราะฉะนั้น ตอนคุยกับผู้กำกับ เราก็คิดว่าเขาเหมาะกับบทธราดล ซึ่งในเรื่องก็จะเป็นตัวเฮี้ยวๆ ซ่าๆ หรือบทของซี เป็นตัวละครที่มีความสามารถด้านดนตรี ซึ่งตัวอ้นเองก็มีความสามารถด้านนี้จริงๆ เหมือนกัน”

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

เช่นเดียวกับบทครู ก็มีความหลากหลายไม่แพ้กัน เริ่มตั้งแต่ ครูเจนจิรา อาจารย์ที่ปรึกษาห้อง 6/16 ซึ่งใกล้ชิดกับแก๊งเด็กแสบที่สุด รับบทโดย สุ่ย-พรนภา เทพทินกร เป็นตัวแทนของครูรุ่นใหม่ที่เข้าใจเด็ก และไม่ได้เป็นครูเฉพาะในห้องเรียน แต่ยังสนใจถึงสารทุกข์สุขดิบของนักเรียนแต่ละคน พยายามยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ปัญหา แม้บางครั้งจะถูกเด็กๆ ต่อต้านหรือมองไม่เห็นความหวังดีก็ตาม

นอกจากนี้ยังมีอาจารย์รุ่นใหญ่ ซึ่งแม้จะวางตัวห่างจากนักเรียนไปบ้าง แต่ก็มีจิตวิญญาณความเป็นครูเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์วิภา ครูสอนภาษาอังกฤษ รับบทโดย พิมพ์พรรณ บูรณะพิมพ์ เป็นครูที่เฮี้ยบและหัวโบราณ แต่ก็เป็นที่ปรึกษาที่ดีของครูเจนจิรา หรือ ผอ.กิตติ แสดงโดย ญาณี ตราโมท เป็นครูที่ค่อนข้างดุ คอยรักษากฎระเบียบของโรงเรียนอย่างเคร่งครัด แต่ลึกๆ แล้วเป็นคนใจดี และคอยช่วยหาทางออกให้นักเรียน เวลาที่ทำอะไรผิดพลาด

นอกจากนี้ยังมีตัวละครผู้หญิงที่เข้ามาช่วยสร้างสีสัน คือ พิม ลูกสาวผู้อำนวยการ รับบทโดย จิ๊กกี้-จุฑามาศ จันทศร คล้ายๆ เป็นนางเอกของเรื่อง กับเพื่อนสนิทชื่อ จอย รับบทโดย ลูกตาล-ศุภมาศ พะหุโล

เมื่อวางโครงสร้างคร่าวๆ เรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงเนื้อหาในละคร ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องความขัดแย้งใกล้ตัววัยรุ่น

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

อย่าง ทะเล ซึ่งฝันอยากเป็นจิตรกร แต่ถูกพ่อคัดค้าน เพราะมองว่าไม่มั่นคง และพยายามบังคับให้เป็นนักธุรกิจเหมือนตัวเอง หรือ กมล หนุ่มอ้วนซึ่งไม่มั่นใจรูปร่างของตัวเอง จนถึงขั้นให้อาวุธสวมรอยเป็นตน เพื่อคืนโทรศัพท์มือถือที่เก็บได้ให้สาวสวยที่แอบปลื้มอยู่ บางครั้งก็เป็นพฤติกรรมกลุ่ม เช่น นัดโดดเรียนยกห้อง แกล้งครูแรงๆ ถึงขั้นเอาน้ำสาด ชกต่อยกับนักเรียนโรงเรียนอื่น พยายามแสดงให้ทุกคนเห็นว่าตัวเองแข็งแกร่ง เพื่อจะได้รับการยอมรับจากคนอื่น

“เรารีเสิร์ชข้อมูลค่อนข้างเยอะ พูดคุยกับนักเรียนจริงๆ ถึงความรู้สึกของพวกเขาเวลาอยู่ในโรงเรียน ความรู้สึกที่มีต่อครู ต่อครอบครัว ต่อเพื่อน รวมทั้งยังทำวิจัยเกี่ยวกับอาจารย์ด้วยว่า เวลาสอนเด็กนักเรียน โดยเฉพาะมัธยมปลาย เขามีประสบการณ์หรือมุมมองอย่างไร ตอนนั้นเราพยายามคิดพล็อตจากปัญหา ทั้งเพื่อน พ่อแม่ ความรัก หรือการแข่งขันเพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคม แล้วค่อยฉายให้เห็นว่า การกระทำแต่ละอย่างสะท้อนอะไรบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่ให้คำตอบที่ชัดเจน เพราะต้องการให้ผู้ชมไปคิดต่อเองว่า หากเกิดปัญหาแบบนี้ เขาควรจะทำอย่างไรดี”

ขณะเดียวกันก็ผสมผสานเหตุบ้านการเมืองที่กำลังเป็นกระแสในช่วงนั้นลงไป ทั้งยาเสพติด ท้องในวัยเรียน ลักเด็ก หรือแม้แต่วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง จนหลายคนบอกว่า หากชมละครแล้ว แทบไม่ต้องติดตามข่าวเลย เพราะทีมผู้สร้างได้นำประเด็นสำคัญๆ มาถ่ายทอดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

ด้วยเหตุนี้ 6/16 ร้ายบริสุทธิ์ จึงได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ชมทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งมองว่าละครเรื่องนี้คือกระบอกเสียงของพวกเขาที่ช่วยถ่ายทอดความคิด และตัวตนให้สังคมภายนอกได้รับทราบ หรือผู้ใหญ่ซึ่งก็ได้เรียนรู้และเข้าใจถึงพฤติกรรมและการแสดงออกของคนรุ่นใหม่มากขึ้นเช่นกัน

“หลายคนบอกว่า ก่อนออกจากบ้านต้องดูละครของเราก่อน หรืออย่างบางเรื่องก็เป็นกระแสสังคม จำได้ว่า ช่วงหนึ่งหนังสือพิมพ์เคยลงว่า ทำไมตัวละครของแม็กกี้ถึงต้องยกปกเสื้อด้วย คือเนื้อหามันดีอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ยกปกก็จะดูเรียบร้อยหน่อย ซึ่งพอถึงวันนี้ ประเด็นแบบนี้คงเป็นเรื่องเล็กไปแล้ว แต่ตอนนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่มาก”

แม้ต่อมาจะมีการปรับองค์ประกอบบางอย่าง เช่น นักแสดงบางคนติดภารกิจ จึงมีความจำเป็นต้องขอถอนตัวออกไป โดยช่วงปีที่ 2 ของละคร เหลือนักเรียนหลักเพียง 4 คนเท่านั้น คือ อาวุธ ขจร ธราดล และทะเล แต่ความนิยมของละครก็ไม่ได้ลดลงเลย

ที่สำคัญ ทีมงานยังพยายามสรรหาปมใหม่ๆ เข้ามาเสริมให้ละครมีมิติและความเข้มข้นขึ้น เช่นการเพิ่มตัวละครอย่าง สมโทน แสดงโดย เอก-วิชัย จงประสิทธิ์พร เด็กต่างจังหวัดที่มาเรียนต่อในกรุงเทพฯ จึงถูกชักจูงจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ง่าย ซึ่งในบทก็จะมีฉากที่เขาโดดเรียนตามเพื่อน หรือตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

หรืออย่าง ครูเมลินี อาจารย์ที่ปรึกษาคนใหม่ แสดงโดย นาตาชา คอฟแมน ซึ่งมารับหน้าที่แทน ครูเจนจิรา ที่ได้ทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ โดยตามบทแล้ว เธอต้องเผชิญความท้าทายต่างๆ ทั้งการยอมรับของนักเรียนซึ่งผูกพันกับครูคนเดิมมาก และยังมีคุณแม่มหาเศรษฐี ซึ่งพยายามบอกให้ลูกสาวลาออก เพราะไม่อยากให้ลำบากมาเป็นครูที่ต้องรับมือกับเด็กสุดแสบกลุ่มนี้ ทำให้ผู้ชมยังคงสนุกและอยากติดตามเรื่องราวในห้องเล็กๆ นี้ต่อไป

6/16 ร้ายบริสุทธิ์ ออกอากาศอยู่นาน 2 ปีเต็ม จนหลายคนมองว่า วัยของนักแสดงอาจโตเกินกว่าจะรับบทนักเรียนมัธยมแล้ว ทว่าด้วยความผูกพันที่ผู้ชมมีตัวละคร หน่องและทีมงานจึงตัดสินใจต่อยอดเรื่องราวออกไป

“พอเขาเติบโตขึ้น ทุกคนก็อินไปกับเขา อยากรู้ว่าจะเอ็นทรานซ์ได้ที่ไหน ต่อไปเขาเจออะไร ทำให้เราไม่สามารถทิ้งตัวละครได้ เลยคิดว่าถ้าเขาจะก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัย เราก็อยากตามไปด้วย”

นั่นเองที่นำมาสู่ตำนานบทใหม่อย่าง ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เมื่อ พ.ศ. 2541

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์
02

เรื่องวุ่นๆ ของเด็กใหม่

แม้จะมีจุดเริ่มต้นเดียวกัน แต่ทุกคนล้วนมีฝันและทางเดินของตัวเอง

หลังเรียนจบชั้น ม.6 ตัวละครหลักทั้ง 4 คนสอบเข้ามหาวิทยาลัยบางกอกบัณฑิตได้ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็แยกย้ายไปเรียนตามคณะที่สนใจ ขจร เลือกเรียนบัญชี ทะเล เรียนศิลปกรรมศาสตร์ ส่วน อาวุธ กับ ธราดล เรียนต่อที่คณะนิเทศศาสตร์ แต่ถึงตัวจะห่างกัน ความสัมพันธ์ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

ทีมงานได้สร้างสังคมใหม่ขึ้นมา โดยให้สมาชิก 6/16 เจอเพื่อนซี้คนใหม่ อย่าง ชาลี ซึ่งรับบทโดย อ้น-ทรงวุฒิ ศรีเชิดชูธรรม ได้รู้จักเพื่อนผู้หญิงจริงจังเป็นครั้งแรก หลังอยู่โรงเรียนชายล้วนมาตลอด นั่นคือ วัสสา แสดงโดย ซาร่า มาลากุล-เลน ได้เจอคู่ปรับที่เป็นทั้งเพื่อนและไม้เบื่อไม้เมา อย่าง ภาณุ รับบทโดย อี้-แทนคุณ จิตต์อิสระ และ เอ็ม แสดงโดย โอ๊ต-นิติ ลออธรรม ได้เจอรุ่นพี่ที่ยังเรียนอยู่ อย่าง พี่ช้าง ประธานนักศึกษา รับบทโดย เกริก ชิลเลอร์ และรุ่นพี่ที่จบไปแล้ว แต่ก็ยังวนเวียนมาเยี่ยมรุ่นน้อง คือ พี่เบิ้ม รับบทโดย ตี๋อ้วน-นำชัย จรรยาฐิติกุล

เช่นเดียวกับอาจารย์ซึ่งอาจไม่ได้ใกล้ชิดเหมือนกับครูมัธยม แต่ก็มีบทบาทชี้แนะแนวทางการใช้ชีวิตในรั้วอุดมศึกษามากเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น อ.มาติกา อาจารย์ที่ปรึกษาชั้นปี 1 รับบทโดย แหม่ม-จรียา ทิพยวัฒน์ หรือ อ.เจตต์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจกรรมนักศึกษา ซึ่งแสดงโดย ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์
‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

หากแต่โจทย์ที่หินสุดของทีมงาน คือการทำอย่างไรให้เรื่องราวต่างๆ ดำเนินไปอย่างไร้รอยต่อที่สุด

“ตอนนั้นเราคิดตามเวลาจริงเลยว่า ถ้าเขาไปแล้วเขาจะต้องเจออะไรบ้าง ตอนนั้นเราก็ต้องรีเสิร์ชข้อมูลใหม่หมดว่า การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยต่างจากตอนมัธยมยังไง แต่ละคณะแตกต่างกันอย่างไร ปีหนึ่ง สอง สาม จะเจออะไรบ้าง มีเรื่องเข้าชมรม มีการรับน้อง พูดง่ายๆ เหมือนเป็นติวเตอร์ที่แนะแนวการเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยให้เด็กๆ ได้เลย”

ขณะเดียวกันก็ยังต้องรักษาเสน่ห์ดั้งเดิมของละครเอาไว้ด้วย นั่นคือ การอิงกับสถานการณ์และกระแสสังคม โดยบุคคลที่มีบทบาทที่สุด คงต้องยกให้ ซูโม่แห้ว-บำเพ็ญ ชำนิบรรณการ ซึ่งเข้ามากำกับละคร น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ เต็มตัว ตั้งแต่ พ.ศ. 2541 – 2554 

“พี่หน่องรู้จักกับพี่แห้วมานานมาก ตั้งแต่สมัยทำซูโม่สำอาง ตอนนั้นพี่หน่องเป็นผู้กำกับรายการ ส่วนพี่แห้วเป็นคนเขียนบทและแสดงด้วย ก็เลยรู้ทางกัน พอมาทำ น้องใหม่ฯ พี่แห้วก็เลยทั้งเขียนบทด้วย กำกับด้วย ตัดต่อด้วย ซึ่งจุดเด่นของพี่แห้ว คือการทำให้เนื้อหาให้อัปเดตตลอดเวลา

“อย่างช่วงหนึ่งเคยเกิดเหตุการณ์ปาหินขึ้น ซึ่งเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ว่ามันมีคนตายเลยนะ หรือการวางยานอนหลับในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด คือเอายาไปป้ายที่หลอด พอเด็กผู้หญิงหยิบหลอดก็มีคนเข้ามาประกบแล้ว บอกว่าเป็นอา น้องไม่สบายจะเป็นลม แล้วก็พาออกไปทำไม่ดี ซึ่งหลายครั้งมีข่าววันพุธ พอวันรุ่งขึ้นบทเสร็จแล้ว พร้อมถ่ายทำเพื่อออกอากาศวันเสาร์-อาทิตย์ ได้เลย”

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์
‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

นอกจากนี้ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ ยังค่อนข้างยืดหยุ่นกับตัวละคร ไม่ได้ผูกติดกับนักแสดงเดิมจาก 6/16 ร้ายบริสุทธิ์ เพราะหลังออกอากาศได้ราว 3 ปี ทีมงานได้เสริมตัวละครรุ่นใหม่ๆ เข้ามา ในบทของน้องปี 1 เช่น แอม-ธัญวิสิฎฐ์ เสียงหวาน รับบทเป็น แทนไท อุ๋ม-รุษยา เกิดฉาย รับบทเป็น อัญชลิกา ย้ง-ธรากร สุขสมเลิศ รับบทเป็น แคน หรือ แอม-ณัฏฐา ชาญเลขา รับบทเป็น แอ้ม เพื่อทดแทนบทของรุ่นพี่ซึ่งกำลังจะจบการศึกษาออกไป

“เราเริ่มจะตามไม่ไหวแล้ว เลยใช้วิธีเปลี่ยนรุ่นน้องใหม่แต่ละปีเข้ามาแทน แน่นอนว่าย่อมมีผลกระทบ เพราะผู้ชมส่วนใหญ่รู้สึกผูกพันกับตัวละคร เพราะฉะนั้น เวลาที่ต้องปิดตัวละครใด เราก็จะมีบท Farewell เหมือนต้องจากลาตัวละครนั้นจริงๆ ให้เหมือนว่าเขาเป็นผ้าผืนหนึ่งที่ถูกแต่งแต้มสีแล้ว เข้าใจชีวิตเยอะขึ้น และพร้อมจะออกไปสู่สังคมภายนอก ขณะเดียวกัน เราก็ต้องหาวิธีทำให้ผู้ชมรักตัวละครชุดใหม่ ด้วยการทำบทให้สนุกและน่าติดตาม”

ตลอดระยะเวลากว่าสิบปี น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ มีการผลัดรุ่นอย่างต่อเนื่อง โดยนักแสดงส่วนใหญ่ก็มาจากสายประกวดต่างๆ อย่าง The Star, Academy Fantasia, LG Star Talent รวมถึง Dutchie Boys & Girls

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์
‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

เมื่อ พ.ศ. 2546 ได้เสริมตัวละครอย่าง ดิน รับบทโดย กระหล่ำ-ภูวดล ลายสนิท, สะหลิ่ม รับบทโดย ภาณุพงศ์ วราเอกศิริ, หมอกี รับบทโดย บุ๊คกี้พิมพลอย ปัจชัยโย และ สายขวัญ รับบทโดย จ๊ะจ๋า-พริมรตา เดชอุดม 

ต่อมาใน พ.ศ. 2548 ก็ได้เพิ่มกลุ่มของ มัดหวาย แสดงโดย ต๊อด-ศิณะ อุ่นทรพันธุ์, แล้วแต่ รับบทโดย แอมป์-พีรวัศ กุลนันท์วัฒน์, เอ้อระเหย รับบทโดย เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์, หนามเตย รับบทโดย แพรว-หัสสยา อิสริยะเสรีกุล, อินฟินิตี้ รับบทโดย วรนันท์ จันทรัศมี และ มะพร้าว รับบทโดย สน-สนธยา ชิตมณี 

และสุดท้าย พ.ศ. 2551 เพิ่มตัวละครอย่าง ตังค์ทอน รับบทโดย อ๊อฟ-ชัยนนท์ จันทร์เต็ม, นาโน รับบทโดย โบ-ทิตชญา ภูดิทกุลกานต์, ลอยแก้ว รับบทโดย มิ้น-มิณฑิตา วัฒนกุล, หลินฮุ่ย รับบทโดย ปราง-กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล, ธรรมดา รับบทโดย รอน-ภัทรภณ โตอุ่น, ตามตะวัน รับบทโดย ปาล์ม-ศุภชัย สุวรรณอ่อน และ ราดหน้า รับบทโดย ต่อ เตชธุวานันท์

จุดเด่นหนึ่งที่หลายคนมักพูดถึงก็คือ ชื่อของตัวละครที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งหน่องอธิบายว่า เป็นความตั้งใจของซูโม่แห้วที่ต้องการสะท้อนอัตลักษณ์ของตัวละครแต่ละตัว

“อย่างตัวละครที่ชื่อ แล้วแต่ ตามบทคือพ่อออกจากบ้านตั้งแต่เกิด แล้วหลังจากนั้นแม่ก็ตาย ส่วนลูกที่เกิดมาก็ไม่มีใครเลี้ยง ต้องอยู่กับหมา ผ่านมาห้าวัน ญาติถึงเพิ่งมาเจอ แต่ไม่มีใครอยากรับไปเลี้ยง เกี่ยงกันว่าแล้วแต่เธอแล้วกัน เด็กคนนี้ก็เลยชื่อแล้วแต่ และพอโตขึ้น เขาจึงเป็นตัวละครที่เข้มแข็งมาก เพราะต้องต่อสู้มาตั้งแต่เกิด”

เช่นเดียวกับบทอาจารย์ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ไม่ใช่ครูที่เคร่งครัดตลอดเวลา แต่ก็ยังสามารถที่ปรึกษาและคอยชี้แนะแนวที่ดีให้เด็กๆ ได้ เช่น อาจารย์พอดี ซึ่งรับบทโดย ซูโม่เอ๋-เกรียงไกร อมาตยกุล หรือ อาจารย์เกริกชาย ซึ่งรับบทโดย ก้อง-ปิยะ เศวตพิกุล

“ครูส่วนใหญ่จะเห็นว่าหนักไปทางตลก ไม่ค่อยซีเรียสมาก เพราะเราไม่อยากให้ทัศนคติที่มีต่อครู ซีเรียสจนเกินไป แต่ก็เป็นครูที่หลากหลายรูปแบบ อย่างอาจารย์เกริกชายก็จะเป็นมาดพี่ก้องเลย ค่อนข้างแหวกแนว มีคาแรกเตอร์โดดเด่น และที่สำคัญคือต้องทันเด็ก ไม่ให้ถูกนักเรียนหลอก”

อย่างไรก็ดี แม้จะเปลี่ยนนักแสดงอยู่ตลอด แต่เพื่อไม่ให้ละครสะดุด ทีมงานจึงให้ตัวละครบางตัวร่วมแสดงต่อไป เช่น เป็นไท ซึ่งหลังเรียนจบก็ร่วมหุ้นเปิดร้านกาแฟกับ พี่ช้าง เพื่อเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง หรือตัวละครอย่าง สายขวัญ ก็ยังมีบทบาทเคียงข้างรุ่นน้องอย่าง แล้วแต่ กับ หนามเตย อีกนานหลายปี

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์
‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

ไม่เพียงแค่นั้น นอกจากฉากมหาวิทยาลัยแล้ว เมื่อ พ.ศ. 2546 ซูโม่แห้วยังหยิบเอาตัวละครนักเรียนมัธยมจากโรงเรียนอัจฉริยวิทย์ ในละครเรื่อง ทีเด็ด ครูพันธุ์ใหม่ จิตพิสัยเดือด มาประกบควบคู่แก๊งเด็กมหาวิทยาลัย โดยมีร้านกาแฟของ เป็นไท เป็นจุดเชื่อมโยงคน 2 กลุ่มเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ละครมีมิติที่กว้างขึ้น ซึ่งตัวละครมัธยมที่โดดเด่น และมีสีสันมาก คือ ปักเป้า แสดงโดย หม่อมเอ็ม-อรรถพล เทศะวงศ์ และ มะยม รับบทโดย หนูนา-หนึ่งธิดา โสภณ ซึ่งมักมาขอคำปรึกษาจากพี่ๆ ทั้งเรื่องการเรียน และชีวิตส่วนตัว

กว่าสิบปีที่ซูโม่แห้วดูแลการผลิต ต้องถือว่า น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ มีพัฒนาการสูงสุด ทั้งตัวละครซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง รวมไปถึงประเด็นที่นำเสนอ ซึ่งบางครั้งก็เป็นเรื่องอ่อนไหวมาก แต่ก็จำเป็นต้องนำเสนอ เช่น ตอนดอกไม้ที่ยังไม่บาน ซึ่งเขาหยิบเอาเรื่องท้องในวัยเรียนของคู่รักมัธยม พีกับนิจิ มาถ่ายทอดเป็นซีรีส์เรื่องยาว 17 ตอน

“ตอนนี้เป็นเรื่องจริง มีคนส่งข้อมูลมา ซึ่งถามว่าประเด็นนี้แรงไหม… แรงมาก จนเรากลัวว่าฝ่ายเซ็นเซอร์ของช่องจะยอมให้ผ่านหรือเปล่า แต่ด้วยความที่เราทำละครวัยรุ่น ก็ควรกล้าสะท้อนเรื่องแบบนี้ออกมา เพียงแต่เราก็ต้องพยายามทำบทให้ชัดเจนที่สุด เสนอทั้งปัญหาและวิธีการแก้ไข โดยเฉพาะครอบครัว ซึ่งต้องเข้าใจก่อนเป็นลำดับแรก ขณะเดียวกันก็ยังมีเรื่องมิตรภาพของเพื่อนที่คอยช่วยเหลือให้เขาผ่านสถานการณ์นี้ไปให้ได้”

ความกล้านำเสนอสิ่งที่แตกต่างนี้เอง ทำให้ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ ได้รับการพูดถึงในฐานะของละครน้ำดีที่ช่วยยกระดับสังคมให้ดีขึ้น จนกวาดรางวัลจากสถาบันต่างๆ มามากมายเกือบสามสิบรางวัล

03

กลับสู่รั้วโรงเรียน

หลังถ่ายทอดเรื่องชีวิตของเด็กมหาวิทยาลัยมาต่อเนื่องนับสิบปี ใน พ.ศ. 2556 ก็มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ คือการกลับมาดำเนินเรื่องในโรงเรียนมัธยมอีกครั้ง เพราะสามารถฉายภาพวัยหัวเลี้ยวหัวต่อได้ชัดเจนกว่า เช่นเดียวกับตัวผู้กำกับ ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ผลัดใบจาก ซูโม่แห้วมาเป็น พุ-เหมันต์ เชตมี ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง เซ็กส์โฟน คลื่นเหงา สาวข้างบ้าน

ครั้งนั้น บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น ได้จัดทำโครงการ ‘คริสตัล ตามล่า…น้องแก๊งใหม่ Freshy Gang Hunting’ เพื่อเฟ้นหาหนุ่มสาวจากทั่วประเทศ มาเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในละครน้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ เนื่องจากช่วงหลังๆ เวทีประกวดน้อยลงมาก อีกทั้งยังถือเป็นการเช็กกระแสความนิยมของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อละครด้วย

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

“เราคิดว่าอยากให้มีตัวแทนภาคต่างๆ ทั้งกรุงเทพฯ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคอีสาน แล้วก็มีคณะกรรมการไปคัดทุกภาคเลย จำได้ว่ามีคนมาสมัครเป็นพันเลย จากนั้นก็มาคัดต่อจนเหลือรอบสุดท้าย ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเรา และยังเป็นโอกาสได้เจอเด็กรุ่นใหม่ที่รักการแสดงอีกด้วย”

สำหรับในฉากใหม่นี้ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเรียนอารยะวิทย์ ผ่านตัวละคร 8 ตัว คือ ภูผา รับบทโดย โมสต์-วิศรุต หิมรัตน์, น้ำขิง รับบทโดย มายด์-ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล, ปราบภัย รับบทโดย บีม-ปภังกร ฤกษ์เฉลิมพจน์, ดีจัง รับบทโดย นารา เทพนุภา, คีตะ รับบทโดย เจสซี่-เมฆ เมฆวัฒนา, คอนเน็ค รับบทโดย ภีมส์-ภาคิน บวรศิริลักษณ์, พอเพียง รับบทโดย เกมส์-ทิชากร คุปตวาณิชย์ และ มังกร รับบทโดย จิมมี่-ศศินทร์ เชาว์ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีทักษะความสามารถทางด้านดนตรี ทั้งร้อง เล่น และเต้น และมีความฝันที่จะรักษาชมรมดนตรีที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนมาทุกปี หลังเข้าสู่ยุคมืดไม่มีใครสนใจ แต่ขณะเดียวกันก็ยังต้องเตรียมตัวเพื่อเข้าสอบมหาวิทยาลัยควบคู่ไปด้วย

โดยนอกจากนี้ยังมีตัวละครชุดเดิม อย่าง ปักเป้า ซึ่งย้ายมาเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับทั้ง 8 คน และรุ่นพี่อีก 2 คน คือ ลอยแก้ว และ ราดหน้า ทำหน้าที่เชื่อมโลกสองใบเข้าไว้ด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ละครจะมีธีมที่ชัดเจน แต่เนื้อหาในแต่ละสัปดาห์ก็ยังเกี่ยวพันกับชีวิตวัยรุ่น ทั้งครอบครัว เพื่อนฝูง การเรียน และความรัก ซึ่งในมุมหนึ่งหลายคนอาจมองว่า น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ กำลังย่ำอยู่ในรอยเดิมหรือไม่ เนื่องจากประเด็นเหล่านี้ล้วนถูกนำเสนอในละครมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าสำหรับหน่องแล้ว นี่ไม่ใช่ปัญหาเลย เพราะแม้เป็นเรื่องเดียวกัน แต่เมื่อต่างคน ต่างบริบท ต่างสถานการณ์ ก็ย่อมทำให้เรื่องเล่านั้นน่าสนใจได้ไม่ยาก

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์
‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

“จริงๆ แล้วชีวิตมนุษย์เหมือนวนลูป บางอย่างรุ่นพี่เจอมาหมดเลย แต่น้องไม่เคยเจอ เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ก็เลยไม่ต่างกันมาก แต่ด้วยสถานการณ์และสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป เลยทำให้เนื้อหาไม่เชย ก็เหมือนชีวิตมนุษย์ที่มีรัก โลภ โกรธ หลง แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยเปลี่ยนคือ การสะท้อนภาพของสังคมในแต่ละยุค สังคมเกิดอะไร ตัวละครก็เจอไปพร้อมๆ กัน ผู้ชมก็เลยรู้สึกใกล้ชิด เหมือนได้ติดตามคนรู้จักที่ผูกพันกัน”

ผู้อำนวยการผลิตยังอธิบายต่อด้วยว่า ปกติแล้วการทำงานของ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ จะกำหนดทิศทางเป็นรายปี เช่นปีที่ผ่านมาเคยทำประเด็นสังคมเรื่องนี้ไปแล้ว ปีถัดมาก็อาจจะเลือกทำหัวข้อหนึ่งที่ฉีกออกไป แต่หากประเด็นเร่งด่วนหรือน่าสนใจก็สามารถสอดแทรกได้ตลอด เช่นเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2559 น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ ได้นำเสนอตอนพิเศษ หน้าที่ของลูก เพื่อรำลึกถึงในหลวง รัชกาลที่ 9 พร้อมเชิญรุ่นพี่ๆ ที่เคยแสดงหลายสิบชีวิตมาร่วมเข้าฉากด้วย

ขณะเดียวกันก็ยังพยายามเสริมลูกเล่นใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้ละครมีสีสัน ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ทีมงานใช้มาตลอด คือ การเพิ่มตัวละครใหม่ๆ อย่างเช่น มารีน่า นางแบบสาวที่อยากเอาชนะผู้ชาย รับบทโดย ศดานันท์ บาเล็นซิเอก้า ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็นนางเอกของเรื่องคู่กับ ปราบภัย หลังจากพระเอก-นางเอกตัวจริง อย่าง ภูผา และ น้ำขิง ไปเรียนต่อเมืองนอก หรือ โชกุน เด็กติดเกมซึ่งเป็นตัวกวนประจำก๊วน รับบทโดย ไฮด์-ศรุญสธร ธนวัชรวัฒน์ รวมไปถึงแก๊งรุ่นน้อง อย่าง แดน-ฟลุท-สีน้ำ ซึ่งมีความคิดของตัวเอง จนบางครั้งก็กลายเป็นความไม่ลงรอยกับรุ่นพี่

หรืออย่างเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 ทีมงานได้จัดทำตอนพิเศษ I AM YOU สู้เพื่อฝัน เป็นมินิซีรีส์ยาว 14 ตอน พร้อมกับปรับเปลี่ยนชื่อละครเป็น น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ เดอะซีรีส์ โดยครั้งนั้นละครพูดถึง ยู ซึ่งแสดงโดย ก็อต-อิทธิพัทธ์ ฐานิต ศิลปินฝึกหัดจากเกาหลีใต้ ซึ่งถูกส่งตัวกลับบ้าน น้าชายผู้ผลักดัน จึงพยายามหาวิธีปลุกพลังของยูขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยการส่งเขาไปดูแลวงดนตรีโนเนมของแก๊งน้องใหม่ ซึ่งต่อมาเขาก็เข้าใจและเรียนรู้ถึงความฝันและความต้องการของตัวเองว่าคืออะไรกันแน่

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์
น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

“เราตั้งใจให้ เดอะซีรีส์ฯ เป็นเหมือนการเจาะลึกประเด็นลงไปเลย ซึ่งอย่างในตอนนั้น กระแสเกาหลีกำลังฮอตมาก เด็กไทยหลายคนอยากเดบิวต์ อยากเป็นศิลปินเกาหลี พ่อแม่บางคนก็พยายามผลักดันลูกเต็มที่ แต่บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าดี อาจไม่ใช่สิ่งที่ชอบหรืออยากเป็นจริงๆ ซึ่งในเรื่อง ก็อตเองก็ไม่ได้อยากทำ แต่ถูกน้าชายบังคับ คำถามคือแล้วความฝันจริงๆ ของเขาคืออะไร อยู่ตรงไหน เราก็ทำเป็นเรื่องยาวเลย ถือเป็นการพัฒนาอีกขั้นหนึ่งของ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์

นี่เองที่เป็นเครื่องยืนยันว่า ถึงจะออกอากาศมานานกว่า 2 ทศวรรษ แต่ละครเรื่องนี้ก็ไม่เคยตกยุค และสามารถเป็นตัวแทนของวัยรุ่นไทยอย่างแท้จริง

04

เป็นยิ่งกว่ามิตรภาพ

“ตอนเริ่มต้นละครเคยคุยกับเขตต์กับอ้นว่า ขอบคุณที่ร่วมแสดงกัน พี่คิดว่าอยากจะทำละครสักสี่ร้อยตอน แล้วก็รีบบอกว่า พี่พูดเล่นนะ”

ตอนนั้นคงไม่มีใครคิดว่า คำพูดสนุกๆ ที่หน่องเอ่ยกับนักแสดงรุ่นบุกเบิกจะกลายเป็นจริง แถมยังมากกว่าที่คาดไว้เกือบ 3 เท่า เพราะสำหรับเธอแล้ว น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ เป็นเสมือนกิจวัตรของบริษัท ที่ยังคงสนุกและมีแรงบันดาลใจอยากจะทำต่อไปเรื่อยๆ

“เราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าทำมายี่สิบปีแล้วเหรอ ก็ทำไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดอะไร เหมือนชีวิตของคนแต่ละรุ่น คนเก่าไป คนใหม่มา เราก็เลยรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องใหม่ตลอด ถึงแม้เรื่องต่างๆ จะเชื่อมต่อกันก็ตาม”

แต่แล้วหน่องก็ตัดสินใจครั้งสำคัญ ด้วยการยุติละคร น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ แม้ใจจริงจะไม่อยากเลิกเลยก็ตาม

น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

“ความจริงแล้ว น้องใหม่ฯ มันพัฒนาได้ แต่ตอนหลังมีทีวีดิจิทัลเกิดขึ้น แล้วก็มีความหลากหลายของช่องทางในการชม บวกกับภาวะที่หลายๆ รายการต้องเจอ คือค่าโฆษณาที่ถูกมาก จนประคับประคองค่าผลิตไปไม่ได้ เพราะการทำละครเรื่องหนึ่ง ต้องเตรียมงาน ต้องใช้บุคลากรเยอะ ทั้งทีมเขียนบท นักแสดง ถ่ายทำ ตัดต่อ กว่าจะออกมาได้ 

“ยิ่งตอนหลังละครเราแค่ครึ่งชั่วโมงเอง แต่โปรดักชันเราเท่ากับหนึ่งชั่วโมง ก็ต้องใช้คำว่าอดทนอยู่มาได้หลายปี ซึ่งตอนจะเลิกทุกคนก็ใจหาย รู้สึกเสียดาย เพราะ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ อยู่กับวัยรุ่นไทยมายาวนานมาก แต่เมื่อถึงวันนี้งานเลี้ยงก็ต้องมีวันเลิกรา”

ครั้งนั้นทีมงานเริ่มต้นจากการส่ง 2 ตอนพิเศษ คือ #REUNION .. เพื่อนเก่า และ #REUNION .. เพื่อนผู้หวังดี พร้อมชักชวนน้องใหม่ตั้งแต่รุ่นแรกมาร่วมรำลึกความหลัง ถึงชีวิตหลังก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยไป ซึ่งแต่ละคนก็มีเส้นทางของตัวเองไม่เหมือนกัน บางคนก็ได้เดินตามที่คาดหวังแต่แรก แต่หลายคนชีวิตพลิกผันไปอีกทาง หากสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไป ก็คือมิตรภาพของเพื่อนที่ผูกพันกันมานาน

ก่อนที่เรื่องราวจะวกกลับมายังโรงเรียนอารยวิทย์อีกครั้ง ใน 3 ตอนสุดท้าย คือ Farewell….วันสุดท้าย 1-2 และ Farewell….เก็บไว้ในความทรงจำ ซึ่งสำหรับตอนจบนั้น ออกอากาศในวันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เล่าเส้นทางของแก๊งน้องใหม่แต่ละคน เช่น มังกร ประธานนักเรียน ได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ โชกุน สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด แต่ไม่เคยหยุดคิดที่จะเป็นเกมเมอร์ เช่นเดียวกับ ปราบภัย และ มารีน่า ที่ตัดสินใจหยุดเรียนเพื่อทุ่มเทกำลังให้ความฝันอย่างเต็มที่

“ต้องยอมรับว่าการจบนั้นไม่ง่ายเลย เพราะทั้งหมดเป็นตัวละครที่เราและผู้ชมผูกพัน เมื่อถึงเวลาต้องบอกลา ก็คุยกับทางผู้กำกับว่า อยากจะปิดตัวละครให้มันสวยงาม แม้เขาจะจบการศึกษาไปแล้ว แต่ก็อยากให้รู้ว่า หนทางของเขาที่จะก้าวไปสู่โลกกว้างนั้นยังมีอะไรอีกมากมาย เหมือนกับชีวิตคนจริงๆ นั่นเอง”

น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

ตลอดระยะเวลา 22 ปี นอกจากจะบันทึกสังคมไทยผ่านเรื่องราวของวัยรุ่นแล้ว ละครเรื่องนี้ยังเป็นเวทีแจ้งเกิดของนักแสดงมากมาย หลายคนเริ่มต้นแสดงละครที่นี่

อย่าง หนูนา หนึ่งธิดา ก็แสดงเป็นมะยม เด็กมัธยมที่คอยหาเรื่องป่วนรุ่นพี่มหาวิทยาลัยนานถึง 5 ปี ก่อนจะกลายเป็นนางเอกภาพยนตร์ กวน มึน โฮ หรือ โฟร์-ศกลรัตน์ วรอุไร ก่อนจะโด่งดังในฐานะดูโอ้ โฟร์-มด เธอก็เคยแสดงละครในบทชื่อ ผัดฉ่า หนึ่งในแก๊งดอกไม้เหล็ก ของโรงเรียนอัจฉริยวิทย์ หรืออย่าง ปราง กัญญ์ณรัณ ก่อนที่ทุกคนจะรู้จักในชื่อแม่หญิงจันทร์วาดใน บุพเพสันนิวาส เธอก็คือ หลินฮุ่ย สาวสุพรรณ นั่นเอง 

ไม่แปลกเลย ทำไมนักแสดงหลายคนจึงบอกตรงกันว่า ละครเรื่องนี้เป็นเสมือนโรงเรียนที่สอนทุกอย่าง ทั้งการแสดง ระเบียบวินัยการทำงาน การอยู่ร่วมกันในสังคม ได้มาสัมผัสข้อคิดดีๆ และหลายคนก็ได้รู้จักตัวเองว่ารักการแสดง

แม้วันนี้ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ จะเป็นเพียงแค่อดีต แต่สำหรับคนเบื้องหลังอย่างหน่องแล้ว นี่คือความทรงจำที่สวยงาม และรู้สึกภาคภูมิใจเสมอที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ละครน้ำดี

“ครั้งหนึ่งพี่หน่องเจอผู้ชมเดินจูงลูก เข้ามาสวัสดีบอกว่า ดูตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จนแต่งงานมีลูกแล้ว แสดงว่ามันไม่ใช่แค่ละคร แต่มันเป็นความผูกพันระหว่างผู้ผลิต ตัวนักแสดง แล้วก็ผู้ชม ส่วนตัวแล้วคิดว่า ละครเรื่องนี้ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว การที่เราได้มีโอกาสทำสื่ออะไรสักอย่างที่ให้คุณค่าสู่สังคม นี่คือความภูมิใจหนึ่งที่ผู้ผลิตอย่างพี่หน่องและบรอดคาซท์เลย 

“ที่สำคัญ เราจะมาถึงจุดนี้ไม่ได้เลย หากไม่ได้บุคลากรทุกคนที่มาร่วมงาน ทั้งผู้กำกับ นักแสดง คนเขียนบท รวมถึงวัยรุ่นทุกท่านด้วยที่ติดตาม เพราะถ้ามีแต่คนทำแล้วไม่มีคนดู ก็คงอยู่ไม่ได้”

สำหรับอนาคต คงตอบไม่ได้ว่า น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ จะได้หวนคืนสู่หน้าจอโทรทัศน์อีกหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้คือ เรื่องราวของกลุ่มคนเล็กๆ ในซีรีส์ชุดนี้ จะยังคงอยู่ในใจและความทรงจำของใครหลายคนไปอีกนานแสนนาน

ขอบคุณภาพประกอบจาก บริษัทบรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด และคุณแม็กกี้-จีรโรจน์ หทัยพงศคุณ

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

– สัมภาษณ์คุณอรุโณชา ภาณุพันธุ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทบรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2564

– นิตยสาร FILMMAKER & FEATURES ฉบับที่ 39 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2558

– เว็บไซต์ NONGMAICLUB.COM

– ละครเรื่อง 6/16 ร้ายบริสุทธิ์ และ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์

– สารนิพนธ์ กระบวนการผลิตละครชุดทางโทรทัศน์เรื่อง “น้องใหม่ ร้ายบริสุทธิ์” โดย สุพรรษา แซ่ตั้ง คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2541

– สารนิพนธ์ การสะท้อนความเป็นผู้หญิงไทยในตัวละครเพศหญิงของรายการซิทคอม: กรณีศึกษาเฉพาะเรื่อง น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ โดย มานิตา ชอบชื่น คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2556

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

“ตกรอบแรก 100 เปอร์เซ็นต์”

คือสิ่งที่ The Straits Times หนังสือพิมพ์รายวันยักษ์ใหญ่ของสิงคโปร์ ฉบับวันที่ 8 ธันวาคม 2535 ประเมินทีมชาติไทยชุดใหม่ที่เพิ่งรวมตัวได้เพียงเดือนเศษ เพื่อเข้าแข่งขันฟุตบอล Aiwa Merlion Cup 1992

ไม่ผิดหรอกที่พวกเขาจะคาดการณ์เช่นนั้น เพราะนี่คือทีมที่ไร้ซูเปอร์สตาร์ ไม่มีนักเตะยอดฝีมือ แทบทุกคนต่างเป็นพวกโนเนมที่เพิ่งได้รับโอกาสให้ลงสู้ศึกในสนามใหญ่เป็นครั้งแรก

ผลการแข่งขันสุดท้ายไม่ต่างจากที่คาด เพราะพวกเขาตกรอบแรก แต่ผลคะแนนก็เป็นไปอย่างสูสี

หากสิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง คือจากทีมเกรด D ในวันนั้นพัฒนาขึ้นเป็นทีมอันดับ 1 ของอาเซียนในอีกไม่กี่ปีต่อมา และเป็นผู้จุดประกายกระแส ‘ฟุตบอลฟีเวอร์’ ให้กลับคืนมาหลังจากวงการลูกหนังเมืองไทยซบเซาไปนานหลายปี

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ขอพาทุกคนย้อนอดีตถึง ‘ดรีมทีม’ ทีมฟุตบอลระดับตำนาน ผู้เปลี่ยนความเชื่อของคนจำนวนมากว่า ฟุตบอลไทยก็สามารถไปไกลกว่าที่คิดได้

ฟุตบอลไทย

 

1

รวมดาวกระจุย

เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล, วัชรพงศ์ สมจิตร, พัฒนพงศ์ ศรีปราโมทย์, โกวิทย์ ฝอยทอง และนักเตะชั้นนำของเมืองไทยอีกหลายคน อาจเป็นใครก็ไม่รู้ในวันนี้ หากวันนั้นพวกเขาไม่ได้อยู่ในทีมฟุตบอลที่ชื่อ ‘ดรีมทีม’

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2534 หากพูดถึงสถานการณ์ฟุตบอลไทยเวลานั้นต้องถือว่าลุ่มๆ ดอนๆ พอสมควร เพราะห่างหายจากความสำเร็จมานาน ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือเหรียญทองซีเกมส์ครั้งสุดท้ายที่ทีมชาติไทยคว้ามาเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2528 แถมยังมีข้อครหาเต็มไปหมด ทั้งการพนัน การล้มบอล

แต่การเข้ามาของชายชื่อ ‘บิ๊กหอย’ ธวัชชัย สัจจกุล กลายเป็นจุดพลิกผันครั้งใหญ่

ฟุตบอลไทย

แม้ธวัชชัย หรือชื่อปัจจุบัน วนัสธนา สัจจกุล จะเคยเป็นแชมป์ฟุตบอลเยาวชนแห่งประเทศไทย แต่หลังจากต้องรับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวแทนคุณพ่อที่ป่วยเป็นอัมพาต เขาก็วางมือจากสายกีฬาและทุ่มเทให้งานธุรกิจเต็มที่ จนกลายเป็นเศรษฐีที่มีรายได้นับพันล้านบาทต่อปี

ผมมีงานอดิเรกคือตีกอล์ฟ แต่เป็นตีแบบไทยๆ ที่มีการพนันด้วย ปรากฏว่าผมเป็นคนตีกอล์ฟไม่เก่ง เล่นไปก็มีแต่เสีย รวมแล้วเป็นสิบล้าน ครั้งสุดท้ายที่ผมเสีย ผมเขียนเช็ค 560,000 บาทภายในวันเดียว ตอนนั้นรถญี่ปุ่นคันเดียวแสนหนึ่ง หลังจากนั้นผมก็มาตามข่าวกีฬาจึงทราบว่า หากใครอยากเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลต้องจ่ายเงินเอง แทนที่จะมาเสียให้กอล์ฟ ก็มาเสียให้ฟุตบอลแทนดีกว่า เพราะเราก็ชอบเหมือนกัน และเสียแล้วชาวบ้านเขาก็มันไปด้วย”

พอดีเขารู้จักกับ อ.วิจิตร เกตุแก้ว เลขาธิการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ขณะนั้น จึงขอโอกาสทำฝันให้กลายเป็นจริง โดยได้รับภารกิจแรกคือตำแหน่งผู้จัดการทีมเยาวชนอายุ 19 ปี ชิงแชมป์เอเชีย เมื่อเดือนเมษายน 2535 แม้ไม่ได้เลือกนักเตะเอง แต่ทีมชุดนี้ทำผลงานในรอบคัดเลือกได้ดีเกินคาด ผ่านไปแข่งรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สำเร็จ แต่นัดแรกกลับถูกเกาหลีใต้ถล่มยับ ด้วยสกอร์ 8-1 และแพ้อีก 2 นัดซ้อน จนมีคำครหาว่าล้มบอลแน่นอน หลังกลับมาเมืองไทยทีมนักเตะดาวรุ่งชุดนี้จึงสลายตัวไปโดยปริยาย

ทั้งที่ไม่มีมูลความจริง แต่เหตุการณ์นี้ทำให้บิ๊กหอยเกือบถอดใจ ถึงกับไปคุยกับ อ.วิจิตร ว่าต้องการถอนตัว แต่เลขาธิการสมาคมฯ ก็โน้มน้าวให้สู้ต่อ พร้อมมอบหมายให้ทำทีมฟุตบอลชุดใหม่เพื่อสู้ศึกกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ครั้งที่ 26 ณ เมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา ในปี 2539

ทีมนี้เองที่กลายเป็นทีมประวัติศาสตร์ซึ่งคนไทยจดจำได้จนถึงทุกวันนี้ โดยเขาได้รุ่นน้องสวนกุหลาบอย่าง ‘บิ๊กกร๊อง’ วิรัช ชาญพานิชย์ เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีม และ ‘น้าชัช’ ชัชชัย พหลแพทย์ โค้ชทีมชุด 19 ปี ซึ่งตัดสินใจทิ้งงานประจำที่มั่นคงในธนาคารกรุงเทพ มาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าสตาฟฟ์โค้ชเต็มตัว

ความตั้งใจของบิ๊กหอยคือการทุ่มเงินกว่า 10 ล้านบาท เพื่อรวบรวมนักเตะยอดฝีมือ อายุระหว่าง 19 – 21 ปีจากสโมสรต่างๆ มาฝึกซ้อมร่วมกันเป็นระยะเวลา 18 เดือน โดยมีเงินเดือนให้เริ่มแรกคนละ 5,000 บาท และเบี้ยเลี้ยงต่างหากวันละ 200 บาท

เมื่อก่อนเวลาจะแข่ง เขาก็เรียกตัวดังๆ มาแล้วให้ค่าเบี้ยเลี้ยง 50 บาทต่อวัน เราก็รู้สึกว่าทำแบบนี้จะไปชนะเขาได้อย่างไร ก็ทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกับพวกมาเลย์ สิงคโปร์ ต้องมีทีมเวิร์กกว่านี้ ต้องฟิตกว่านี้ ดังนั้น ให้มาเก็บตัวอยู่กับเราเพื่อจะได้ให้เทคนิคพิเศษ พอถึงเวลาจริงๆ ไม่มีคนมา เนื่องจากสโมสรต่างๆ ไม่ให้มา”

บิ๊กหอยยังจำได้ถึงคำพูดของบิ๊กท่านหนึ่งในวงการฟุตบอลที่ว่า “คุุณหอยอย่าเป็นคนเห็นแก่ตัว ถ้าอยากทำฟุตบอลก็ไปฝึกเอาเอง อย่าไปเที่ยวเอาเด็กของสโมสร เขาฝึกกันมาตั้งแต่เด็กๆ เหมือนเป็นการชุบมือเปิบ”

เขาจึงเปลี่ยนแผนมาฝึกเด็กเอง เด็กเกือบทั้งหมดเป็นพวกไร้ชื่อเสียง ส่วนใหญ่เป็นตัวสำรองของสโมสรต่างๆ หรือบางคนก็ไม่เคยแข่งขันชิงถ้วยใดๆ เลย เช่น สุชิน พันธ์ประภาส โดยมีตัวแทนทีมชาติชุดเยาวชนอายุ 16 ปีเช่น ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล และ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เข้ามาเสริมทีม

บิ๊กหอยเรียกทีมในฝันแบบขำๆ ว่า ‘ทีมรวมดาวกระจุย’

ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย

ตอนแรกเราตั้งใจจะให้เบี้ยเลี้ยง 500 บาท แต่พอเห็นเด็ก ผมก็เลยบอกชัชชัยว่า อย่าเพิ่งให้นะ ชัชชัยก็บอกว่า ไม่เป็นไรครับพี่ ให้มัน 200 บาทก็พอ จากนั้นเราก็มาเก็บตัวอยู่ที่ออฟฟิศเก่าของผมแถวรามคำแหง”

แต่บุคคลที่เป็นผู้จุดประกายชื่อ ‘ดรีมทีม’ กลับเป็นนักข่าวชื่อดัง เทพไชย วิโนทัย ผู้สื่อข่าวสายกีฬาของ เดลินิวส์ และบิดาของนักเตะชื่อดัง ลีซอ-ธีรเทพ วิโนทัย

ช่วงนั้นโอลิมปิก 1992 เขาอนุญาตให้นักบาสอาชีพมาเล่น พวกตัวดังๆ ของอเมริกาก็เลยมารวมตัวกัน ปรากฏว่าวันหนึ่งเทพไชยเขาก็มาถามผมว่า พี่หอยเป็นไงบ้าง ทีมปั้นดินให้เป็นดาวเหรอ ผมก็บอกว่า แล้วแต่พวกคุณเถอะ เขาก็บอกว่า เอาอย่างนี้แล้ว โอลิมปิกคราวนี้พี่หอยอยากให้ไปใช่ไหม ทีมบาสอเมริกาตั้งชื่อกันแล้วว่าดรีมทีม ผมให้ทีมพี่เป็นดรีมทีมด้วยแล้วกัน แต่ว่าไม่ได้ตั้งแบบเชื่อมั่นนะ ตั้งแบบเสียดสี” บิ๊กหอยกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

ดรีมทีมได้รับภารกิจแรกให้ไปร่วมแข่งฟุตบอล Aiwa Merlion Cup ความจริงสิงคโปร์เชิญทีมชาติชุดใหญ่ไปแข่ง แต่เผอิญชุดนั้นติดภารกิจ อ.วิจิตร ก็เลยตัดสินใจส่งทีมในฝันไปแทน

เวลานั้นทุกคนต่างเชื่อว่าทีมชาติไทยชุดโนเนมนี้จะต้องเป็นหมูสนาม ไร้สกอร์อย่างแน่นอน บางคนบอกว่า ส่งไปทำไม เปลืองเงินเปล่าๆ และมีอีกเพียบที่เหน็บแหนมว่า เป็นของเล่นคนรวย มีเพียงบิ๊กหอยกับทีมสตาฟฟ์เท่านั้นที่เชื่อว่า ดรีมทีมมีสิทธิ์เข้ารอบ 2

ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ยังจำศึกครั้งนั้นได้อย่างดี เพราะเป็นครั้งแรกที่มีแฟนบอลนับหมื่นมาดูจนเต็มสนาม แถมมีนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์เอเชียมาร่วมเล่นด้วย เป็นธรรมดาที่ต้องรู้สึกประหม่า แต่บิ๊กหอยและน้าชัชก็พยายามปลอบว่า ให้คิดว่าผู้ชมมาเชียร์พวกเราแล้วกัน เด็กๆ จึงทุ่มเทพลังอย่างเต็มที่

ฟุตบอลไทย

เพียงนัดแรก ดรีมทีมก็หักปากกาเซียน หลังยันเสมอทีมยักษ์ใหญ่อย่าง Lokomotiv Moscow จากรัสเซียได้สำเร็จ ชนิดที่ว่าเป็นฝ่ายไล่บี้อยู่เกือบทั้งเกมจนประทับใจแฟนๆ ชาวสิงคโปร์ที่พากันปรบมือจนลั่นสนาม

พอนัดที่ 2 พวกเขาสร้างเซอร์ไพรส์ได้จริงๆ หลังชนะทีมชาติมาเลเซียชุดใหญ่ 1-0 โดย สมาน ดีสันเที๊ยะ ลงมาเป็นซูเปอร์ซับ พุ่งเข้าชาร์จลูกเปิดของธวัชชัยเป็นประตูชัย และถือเป็นประตูแรกในประวัติศาสตร์ดรีมทีม

พอจบเกม บิ๊กหอย น้าชัช และนักเตะ ต่างร้องไห้กอดกันกลมดิก นักข่าวมาเลเซียถึงกับถามว่า ทำไมดีใจขนาดนั้น

บิ๊กหอยตอบว่า “ก่อนมามีเสียงเยาะเย้ยว่าทีมระดับนี้ไม่ถึง เอาธงชาติมาประจานทำไมกัน เด็กทุกคนก็รู้ว่าโดนดูถูกทำให้จำและเอามาสู้ ผมมันบ้าทุกคนก็รู้พอชนะวันนี้ทำให้ผมดีใจมากที่สุด ไม่เคยดีใจขนาดนี้เลยตั้งแต่เข้ามาทำทีมชาติไทย… แต่วันนี้ดีใจจริงๆ พวกเราพัฒนาขึ้นมาก ผมว่าเด็กชุดนี้หากได้รับการสนับสนุนดีๆ รับรองใช้ได้ พวกเขาจิตใจเกินร้อย”

แม้สุดท้ายดรีมทีมจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะพ่ายเจ้าภาพสิงคโปร์ 2-0 ทำให้ผลต่างประตูได้เสียสู้รัสเซียไม่ได้ ต้องตกรอบไปตามระเบียบ แต่ฟอร์มการเล่นที่น่าประทับใจก็ทำให้ดรีมทีมเริ่มมีชื่อเสียงและกลายเป็นขวัญใจทีมใหม่ของชาวไทย

 

2

ไทย B’ สู่เส้นทาง ‘ซูเปอร์สตาร์’

ผลงานที่น่าประทับใจในครั้งนั้นทำให้ดรีมทีมถูกยกระดับขึ้นมาเป็นทีมชาติชุดรอง ‘ไทย B’ มีโอกาสสู้ศึกในฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 24 เมื่อปี 2536

ช่วงนั้นบิ๊กหอยพยายามเสริมนักเตะหน้าใหม่ๆ ที่มีฝีมืออย่าง ดุสิต เฉลิมแสน และ รุ่งเพชร เจริญวงศ์ อดีตนักเตะทีมชาติชุด 19 ปีก็มีโอกาสกลับมารับใช้ชาติอีกหน

นอกจากนี้ ยังมีกระแสแย่งตัวนักเตะซูเปอร์สตาร์ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน มาร่วมทีมด้วย โดยตอนแรกเดอะตุ๊กตั้งใจขอวางมือชั่วคราว เพราะสภาพร่างกายไม่พร้อม ก่อนที่ พล.ต.ท. ชลอ เกิดเทศ (ยศในขณะนั้น) นายกสมาคมฯ จะกล่อมให้มาลงเป็นหัวหอกทีมไทย A ก่อนสู้ศึกไม่ถึงเดือน

แม้แฟนบอลส่วนใหญ่จะมุ่งความสนใจที่ทีมพี่เป็นหลัก หากแต่กระแสของทีมน้องก็มาแรงไม่แพ้กัน เพราะเพียงนัดแรก พวกเขาก็สามารถเอาชนะทีมเกาหลีใต้ ซึ่งรวบรวมนักเตะจากสโมสรสมัครเล่นและทีมชาติเยาวชนฝีมือดี ด้วยสกอร์ 2-1 พอแมตช์ที่ 2 เจอรัสเซีย แม้ชนะไม่ได้ แต่ก็ยันเสมอ 1-1 สำเร็จ เข้าป้ายเป็นอันดับ 1 ของสาย

แต่น่าเสียดายที่รอบรองชนะเลิศ ไทย B พลาดท่าแพ้จีน และนัดชิงที่ 3 ก็แพ้จุดโทษเกาหลีใต้ 4-3

ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย

แม้จะจบด้วยอันดับ 4 แต่ก็ได้รับเสียงชื่นชมจากแฟนบอลอย่างมาก ส่งผลให้บิ๊กหอยได้รับความไว้วางใจจากสมาคมฯ ให้รับผิดชอบทีมชาติอีกหลายชุด ตั้งแต่ทีมพรีเวิลด์คัพ ซึ่งต้องไปแข่งไกลถึงญี่ปุ่น โดยนอกจากเป็นการผสมผสานนักบอลชุดใหญ่กับดรีมทีมแล้ว ยังได้นักเตะฝีเท้าดีอย่าง ธชตวัน หรือชื่อเดิม ตะวัน ศรีปาน ซึ่งถือเป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่บิ๊กหอยชักชวนด้วยตัวเอง มาร่วมทีมเป็นครั้งแรกด้วย

ผมไปดูบอลควีนส์คัพ แล้วเห็นไอ้แบนเล่นเบอร์ 10 ทีมราชวิถี เลยถามชัชชัยว่า เด็กคนนี้เป็นใคร คล่องมาก สเต็ปบอลดี ลูกออกจากเท้าไม่มีมั่ว ชัชชัยก็ตอบว่าไอ้แบน เรียนวิศวะอยู่ปี 2 แต่ว่ามันเอาจริงเรื่องเรียน ผมเลยบอกว่า เรียกมาก่อนแล้วกัน เขาก็ประกาศเรียกตะวัน ศรีปาน พอมาถึงมันก็บอกไม่ค่อยพร้อมครับ ติดเรียน ผมก็บอกว่า วันไหนติดเรียนก็ไปเรียน วันไหนไม่เรียนก็มาซ้อมแล้วกัน… ไอ้แบนเวลานั้นไม่มีใครรู้จักเลย ผมเลยโดนด่าเป็นเดือนว่าเอาดาราแก่งคอยคัพมาติดทีมชาติ

ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย

ตอนนั้นเป็นชุดเตรียมบอลโลก ไอ้โอ่ง (ดุสิต เฉลิมแสน) ติดสอบ ผมเลยบอกให้ชัชชัยไปถามไอ้แบนว่า ไปไหม มันก็ตอบว่า ไป เราก็ให้ติดสำรอง นัดแรกกับญี่ปุ่น แพ้ 1-0 แมตช์ 2 แพ้ UAE 2-0 และนัดสุดท้ายเล่นกับบังกลาเทศ ผมเลยบอกโค้ชฝรั่งชื่อ ปีเตอร์ สตับบ์ (Peter Stubbe) ให้เอามันลง เพราะเราตกรอบแล้วนี่ ปรากฏว่าทั้ง 90 นาที มันเล่นไม่เสียเลยแม้แต่ลูกเดียว และตั้งแต่นั้นมาก็ติด 11 ตัวแรกตลอด”

หากแต่ทัวนาเมนต์ที่เปลี่ยนชีวิตและทำให้ดรีมทีมกลายเป็นที่รู้จักที่สุด คือซีเกมส์ ครั้งที่ 17 ที่สิงคโปร์ เพราะเป็นครั้งที่ทีมไทยสามารถทวงคืนเหรียญทองกลับมาได้ และเป็นจุดเริ่มต้นการเป็นแชมป์ซีเกมส์ 8 สมัยซ้อน โดยผู้สร้างตำนานครั้งนั้นคือศูนย์หน้าตัวสำรอง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ที่ถูกเปลี่ยนตัวลงมาในนาทีที่ 77

ตอนนั้นเราป้อแป้มาก สงสัยจะไปไม่รอด แล้วไอ้ฑูรย์ (วิฑูรย์ กิจมงคลศักดิ์) เจ็บ ขอออกก่อน ชัชชัยก็หันมาหาผม พี่จะเอาใครลงแทน ตอนนั้นก็มี 2 คน มีไอ้โก้ อายุ 17 ปี กับอีกคนหนึ่งเป็นนักเตะถ้วย ก. ผมก็เห็นว่าบอลจะหมดครึ่งหลังแล้ว ไอ้โก้มันแข็งแรงกว่าแล้วก็เร็ว ปรากฏว่ามันลงไปหลับหูหลับตา เอาท้ายทอยโหม่งเข้า ประตูคุมเสา 1 อยู่ ลูกเข้าเสา 2 ชนะ 4-3 กลายเป็นจุดเปลี่ยนของดรีมทีมเลย”

ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย

ความสำเร็จของดรีมทีมยังมีต่อเนื่อง หลังพวกเขาคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 25 เมื่อปี 2537 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทีมไทย B คว้าแชมป์ โดยถล่มแชมป์สมัครเล่นของเยอรมนีในรอบชิงชนะเลิศถึง 4-0 จนเกิดกระแสฟีเวอร์ไปทั่วประเทศ ถึงขั้นมีขบวนแห่ หรืออย่างเกียรติศักดิ์ถูกทาบทามให้เป็นพรีเซ็นเตอร์ของเครื่องดื่มยี่ห้อดัง

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า คือการที่ชาวไทยหลายคนเชื่อว่า นี่อาจเป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลไทยสามารถไปไกลระดับโลก

ฟุตบอลไทยไม่จำเป็นต้องด้อยพัฒนาไปจนโลกแตก” เมื่อเห็นพัฒนาการของทีมดีขึ้นเรื่อยๆ บิ๊กหอยก็ประกาศความมั่นใจต่อสื่อมวลชนจนเป็นข่าวฮือฮา

ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย

 

3

ปั้นดินให้เป็นดาว

จากทีมรวมดาวกระจุยเมื่อปลายปี 2535 ที่เต็มไปด้วยนักเตะไร้ชื่อเสียง ใครจะเชื่อว่าไม่ถึง 2 ปี กลับกลายทีมฟุตบอลที่ไปที่ไหนคนก็รู้จัก กูรูฟุตบอลต่างวิเคราะห์ว่า ความสำเร็จครั้งนี้มาจากปัจจัย 3 อย่างที่ผสมกันอย่างลงตัว หนึ่งคือ การทุ่มไม่อั้นของบิ๊กหอย สองคือ ระเบียบวินัยและการดูแลร่างกายให้ฟิตที่สุดเท่าที่จะทำได้ของน้าชัช จนถูกขนานนามให้เป็นโค้ชจอมฟิต และสามคือ ความกลมเกลียวของนักเตะดรีมทีม

ฟุตบอลไทย

พวกเขาต้องเข้าแคมป์ซึ่งเต็มไปด้วยกฎระเบียบเหมือนโรงเรียนประจำ ตี 5 ครึ่งต้องตื่นมาออกกำลังกาย โดยทีมสตาฟฟ์โค้ชได้วางตารางซ้อมจนแน่น ไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ เว้นแต่คนที่ติดเรียนจริงๆ และถ้าใครฝ่าฝืนกฎหรือผิดวินัยก็จะถูกลงโทษตั้งแต่วิดพื้น วิ่งรอบสนาม จับนั่งเป็นตัวสำรอง จนถึงขีดชื่อออกจากทีม

ส่วนอาหาร บิ๊กหอยในฐานะเจ้าบ้านจัดเต็มทั้งพวกนมสด ซุปไก่ โปรตีนอาหารเสริม เกลือแร่ โดยเฉพาะขนมปัง ผลไม้ มีไม่ขาด เพื่อให้ร่างกายของนักเตะฟิตตลอดเวลา ที่สำคัญคือ เรื่องเหล้าบุหรี่นั้นห้ามเด็ดขาด ทั้งหมดนี้ก็เพื่อบำรุงร่างกายให้พร้อมสู้ศึกอย่างน้อยๆ 120 นาที เนื่องจากทีมต่างชาติหลายทีมมักประมาททีมไทยว่าวิ่งได้แค่ 60 นาทีก็คงไม่ไหวแล้ว ซึ่งหนึ่งในนั้นคือโค้ชเยอรมันที่ดรีมทีมเอาชนะในศึกคิงส์คัพนั่นเอง

อีกเรื่องหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ เทคนิคพิเศษจากลุงหอย ผู้จัดการทีมที่มักจะมีลูกเตะแปลกๆ ที่ครูพักลักจำจากนักเตะต่างชาติแถวหน้ามาสอนเหล่าสมาชิกดรีมทีม

ผมได้เปรียบคนอื่นเพราะเป็นคนดูบอลต่างประเทศเยอะ ผมเห็นลูกแปลกๆ กลับมาก็บอกกับชัชชัยว่า มาราโดน่าตัวแค่นี้ พอวิ่งเข้าไปหาลูก ไม่มีวันจับลูกอยู่กับที่ พอแตะออกขวาก็หักซ้ายเลย ชัชชัยก็ให้เด็กมาเป็นตุ๊กตา อย่างไอ้โก้ (เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง) ที่เล่นเก่งๆ นี่ผมสอนมากับมือ ไม่ได้สอนเพราะผมเก่ง แต่ผมดูเขามาแล้วเอามาปรับใช้กับทีม” บิ๊กหอยกล่าว

ขณะที่เด็กปั้นอีกคนอย่างเจ้าวัง ธวัชชัยเล่าว่า “พวกลูกยก ลูกเคิร์ฟ แกสอนหมด เพราะอยากให้เรามีทักษะเหมือนเขา สักส่วนหนึ่งก็ยังดี อย่างลูกปั่นนี่เราปั่นกันจนเจ็บขาหนีบ แต่แกก็จะมีรางวัลให้ เช่นถ้าปั่นเข้าให้ลูกละพัน ให้เรามีแรงจูงใจมากขึ้น”

ฟุตบอลไทย

ผลจากการรวมทีมแบบนี้ร่วมปีกลายเป็นความผูกพันทั้งในและนอกสนาม รู้ว่าใครชอบหรือไม่ชอบอะไร มีพฤติกรรมอย่างไร ชนิดมองตาก็รู้ใจแล้ว เจ้าวังเล่าว่า เวลาเขาได้บอลเพื่อนรวมทีมอย่างเกียรติศักดิ์, สมาน ดีสันเที๊ยะ หรือ สุชิน พันธ์ประภาส จะรู้เลยว่าต้องไปอยู่ตรงจุดไหนบ้าง

แต่ต้องยอมรับว่า แม้จะฝึกหนักจนกลายเป็นราชาลูกหนังของอาเซียน แต่ศักยภาพของดรีมทีมก็ยังเป็นรองอีกหลายๆ ทีมในเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งได้สิทธิ์ไปโอลิมปิกและฟุตบอลโลกเกือบตลอด

ภารกิจสำคัญในฐานะทีมพรีโอลิมปิกที่ทุกคนรอคอยมาตลอด 3 ปี ดรีมทีมอยู่ร่วมสายร่วมกับญี่ปุ่นและไต้หวัน ผู้ได้อันดับ 1 เท่านั้นจึงมีสิทธิ์คว้าตั๋ว แต่เพียงนัดแรกที่สุพรรณบุรี พวกเขาต้องเผชิญกับความจริงที่เจ็บปวด หลังปราชัยแพ้ญี่ปุ่นคาบ้าน ถึง 5-0 แม้อีก 4 วันต่อมาจะแก้หน้าได้บ้าง หลังชนะไต้หวัน 7-0 แต่ความหวังที่จะไปแอตแลนตาก็แทบจะเป็นศูนย์

ฟุตบอลไทย

ตอนนั้นบิ๊กหอยถูกสื่อมวลชนถล่มเละว่าชอบแทรกแซงโค้ช ส่วนน้าชัชก็ทำอะไรไม่ได้เพราะรับเงินเดือนจากบิ๊กหอย เป็นเหตุให้แพ้ขาดเช่นนี้ บิ๊กหอยเลยประกาศลาออก แต่ อ.วิจิตร ซึ่งตอนนั้นขึ้นมาเป็นนายกสมาคมฯ แล้วก็ยับยั้งบอกให้รอไปแข่งที่ญี่ปุ่นให้จบก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกที พอกลับมาที่ทีมน้าชัชเลยบอกกับบิ๊กหอยว่า ไหนๆ ทีมก็ตกรอบแน่นอน ดังนั้น ทำไมเขาไม่ลองจัดทีมเองไปเลย

ผมบอกว่า เล่นไปเถอะ ศูนย์หน้าไม่ต้องมี อุดอย่างเดียว อย่าให้แพ้เกิน 2 ถือว่าสำเร็จแล้ว”

ปรากฏว่าแผนผึ้งมฤตยูหรือ Killer Bee ของบิ๊กหอยได้ผล เพราะแพ้ญี่ปุ่นไปเพียง 1-0 ส่วนอีกนัดชนะไต้หวัน 5-0

หลังจบศึกโอลิมปิก ดรีมทีมก็หมดภารกิจแรกโดยสมบูรณ์ บิ๊กหอยไม่ได้ลาออก เขายังมีบทบาทในการคุมนักกีฬาทีมชาติอีกพักใหญ่ มีการเรียกนักเตะฝีเท้าดีมาเสริมดรีมทีมหลายคน เช่น เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์, เสนาะ โล่งสว่าง สามารถพาทีมคว้าเหรียญทองซีเกมส์ ครั้งที่ 18 ที่เชียงใหม่ได้สำเร็จ รวมทั้งแชมป์ไทเกอร์คัพ ซึ่งจัดครั้งแรกที่สิงคโปร์อีกด้วย

ฟุตบอลไทย

ก่อนที่ต่อมาเขาจะมีปัญหากับสมาคมฯ หลังถูกเบรกเรื่องการส่งนักกีฬาไปฝึกซ้อมที่บราซิล รวมทั้งโดนตั้งคำถามถึงวิธีเก็บตัวนักกีฬาระยะยาวซึ่งส่งผลกระทบกับสโมสร เพราะขณะนั้นเมืองไทยต้องการพัฒนาระบบไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกขึ้น เขาจึงค่อยๆ ลดบทบาทและถอนตัวไป พร้อมกับหมดยุคการฝึกนักฟุตบอลแบบดรีมทีมไปโดยปริยาย

กระทั่งต่อมาสมาคมฯ ประสบปัญหาวิกฤตศรัทธา หลังจบฟุตบอลไทเกอร์คัพ ครั้งที่ 2 เมื่อกลางปี 2541 อ.วิจิตร จึงเชิญบิ๊กหอยกลับมาคุมทีมชาติไทยอีกครั้ง โดยมีภารกิจสำคัญเพื่อสู้ศึกเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 6 – 20 ธันวาคม 2541

นักเตะดรีมทีมหลายคนก้าวขึ้นไปเป็นกำลังหลักของทีมชาติไทยชุดใหญ่ร่วมกับรุ่นพี่ๆ อย่าง นที ทองสุขแก้ว, สุรชัย จตุรภัทรพงษ์, ชัยยงค์ ขำเปี่ยม ผลปรากฏว่า ทีมชาติไทยสร้างประวัติศาสตร์ คว้าอันดับ 4 มาครองได้สำเร็จ

 

4

ความฝันที่ไม่มีวันจบ

หากใครเป็นแฟนบอลตัวจริง คงจดจำแมตช์ในตำนาน รอบ 8 ทีมสุดท้ายเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน

ช่วงต่อเวลาพิเศษ ทีมชาติไทยกำลังเสมออยู่กับทีมชาติเกาหลี 1 ประตูต่อ 1 โดยเหลือผู้เล่นน้อยกว่า 2 คน นาทีนั้นแทบไม่มีใครคิดถึงชัยชนะ ได้แต่พยายามยื้อให้ไปถึงช่วงยิงจุดโทษ หากแต่ในนาทีที่ 95 ไทยได้ฟรีคิก ดุสิต เฉลิมแสน เขี่ยบอลมาให้ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ซัดเต็มข้อเข้าไปตุงตาข่ายอย่างเหลือเชื่อ ทำให้ทีมชนะในทันทีด้วยกฎโกลเด้นโกล

ฟุตบอลไทย

ภาพหนึ่งที่ทุกคนจดจำได้ดีคือ เจ้าวัง ธวัชชัย วิ่งมากอดบิ๊กหอยที่ซุ้มม้านั่งสำรอง พร้อมกับกระซิบบางอย่าง

ก่อนหน้านั้น ช่วงหลังจบศึกโอลิมปิกรอบคัดเลือกที่ญี่ปุ่นบิ๊กหอยได้เรียกประชุมทีม โดยประเด็นสำคัญคือ เรื่องแทรกแซงการทำหน้าที่ของสตาฟฟ์โค้ช

ตอนนั้นผมถามวังว่า ไหนยกตัวอย่างว่าเรื่องอะไรบ้างที่ลุงสอนแล้วทำให้เราเล่นแล้วเสีย มันคงนึกอะไรไม่ออก เลยบอกว่า เวลาฝึกลุงก็ชอบมาบอกว่าให้หัดแต่ลูกไซด์โป้ง ผมก็บอกว่า ไม่ดีเหรอ พวกบราซิลที่ยิงก็มีแต่ไซด์โป้งกับไซด์ก้อย หลังจากนั้นทีมแตกชั่วคราว วังไปเล่นให้โอสถสภา ชัชชัยก็แอบมากระซิบว่า มันเอาลูกที่ผมสอนไปยิงเข้าฉิบหายวายป่วง วันหนึ่งผมเดินผ่านก็เรียก เฮ้ย! วัง ได้ข่าวลูกที่บอกว่ายิงแล้วข้อเท้าเสียยิงเข้าบ่อยไม่ใช่เหรอ มันก็บอก โธ่ลุง! แล้วก็เดินหนี

ฟุตบอลไทย

“ถึงวันที่เล่นกับเกาหลี ช่วงที่มันวิ่งมากอดผม รู้ไหมว่ามันพูดว่าไง ลุง…ลูกที่ลุงสอนผมทำให้ลุงแล้วนะ ผมยิงได้แล้ว เลิกพูดได้แล้วนะ… เห็นไหมลูกที่ผมสอน ไม่ได้ซี้ซั้ว เพราะผมจำเขามา” บิ๊กหอยเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

อาจกล่าวได้ว่า ชัยชนะในแมตช์ประวัติศาสตร์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเก็บตัวไม่กี่เดือน แต่เกิดจากการบ่มเพาะความรู้ที่มีรากฐานมาจากดรีมทีมเมื่อหลายปีก่อน นักเตะที่ลงแข่งก็คืออดีตเด็กโนเนมจากทีมในฝันมากกว่าครึ่ง

ยุคของทีมชาติดรีมทีมหมดไปช่วงใดไม่ปรากฏ นักเตะรุ่นใหม่เข้ามาแทนสมาชิกดรีมทีมรุ่นตั้งต้นที่ต่างกระจัดกระจายไปตามทางของตัวเอง บางคนยังเล่นให้ทีมชาติไทยจนถึงปี 2550 อย่างเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง แต่ขณะเดียวก็ไปค้าแข้งในสโมสรต่างประเทศด้วย อีกไม่น้อยที่ตัดสินใจวางมือไปประกอบอาชีพที่มั่นคง

แม้วันนี้การทำฟุตบอลแบบดรีมทีมอาจไม่ตอบโจทย์โลกฟุตบอลสมัยใหม่ที่มีการพัฒนาเทคนิคความรู้ ระบบการเล่น ใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วย แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ดรีมทีมคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ฟุตบอลไทยยกระดับและก้าวมาจนถึงปัจจุบัน

“ดรีมทีมเรียกศรัทธาแฟนบอลไทยให้กลับมา ก่อนหน้าดรีมทีมฟุตบอลไทยอาจมีคนดูบ้าง แต่กระแสคลั่งไคล้ ติดตามตลอด เกิดขึ้นจากดรีมทีมจริงๆ เพราะหลังประสบความสำเร็จในคิงส์คัพ เราก็พยายามสร้างกระแส ปลุกศรัทธาของแฟนบอลให้เชียร์ทีมชาติ ตอนนั้นลุงหอยพาเราไปทุกจังหวัดเลยนะ ไปอุ่นเครื่องกับนักเตะแต่ละจังหวัดที่ไม่มีชื่อเสียง ซึ่งคนเต็มสนามทุกนัด เป็น 10,000 – 20,000 ไม่มีนัดไหนเลยที่คนดูน้อย” เจ้าแบน ธชตวัน จำบรรยากาศเวลานั้นได้เป็นอย่างดี

“มีอยู่ครั้งหนึ่งเราไปทางใต้ ไม่แน่ใจว่านราธิวาสหรือสตูล สนามก็คล้ายๆ กับบอล อบต. เลย แต่คนก็ยังมาเป็นหมื่น แถมวันนั้นก็ฝนตกด้วย แต่ก็ไม่มีใครกลับ อยู่รอจนเราเลิก เขาก็วิ่งลงมาขอลายเซ็น กว่าจะออกจากสนามมาใช้เวลานานมาก ตั้งแต่นั้นมาดรีมทีมก็เลยต้องมีบอดี้การ์ด มีคนคอยกันแต่ละคนเลย”

สมาชิกหลายคนเมื่อเลิกค้าแข้งก็เปลี่ยนตัวเองไปเป็นโค้ช นำประสบการณ์ที่ได้จากดรีมทีมไปเป็นแนวทางในการพัฒนาเด็กรุ่นใหม่ ทั้งเกียรติศักดิ์ ธชตวัน ธวัชชัย ดุสิต ล้วนเคยคุมทีมสโมสรลุยศึกไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก

ขณะที่บิ๊กหอยกล่าวว่า หลายคนมักยกย่องสรรเสริญถึงสิ่งที่เขาทำกับดรีมทีม แต่ทั้งหมดนี้ขอปฏิเสธ

“มีคนบอกว่าผมเสียสละเพื่อชาติเพื่อสังคมมากเลย บอกได้เลยว่าไม่จริงหรอก ไม่มีสิ่งนี้ในหัวสมองเลย ผมทำเพราะผมชอบ ผมมีความสุขในการทำ เพียงแต่เรื่องที่ผมทำชาวบ้านเขาได้เสียกันเยอะ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ เหมือนผมทุ่มเท แต่จริงๆ ผมชอบก็เลยทำ ผมสามารถอยู่สนามฟุตบอลได้ตั้งแต่เช้ายันเย็น ทั้งหมดนี้เป็นเพราะผมเสี้ยนเอง”

ฟุตบอลไทย

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง และภาพประกอบ

 

  • สัมภาษณ์คุณวนัสธนา สัจจกุล อดีตผู้จัดการทีมชาติไทย ชุดดรีมทีม วันที่ 9 ธันวาคม 2561
  • สัมภาษณ์คุณธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล วันที่ 24 ธันวาคม 2561
  • สัมภาษณ์คุณธชตวัน ศรีปาน วันที่ 25 ธันวาคม 2561
  • นิตยสาร GM เดือนเมษายน 2537
  • หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ พ.ศ. 2536 – 2537
  • หนังสือพิมพ์สยามกีฬา พ.ศ. 2535 – 2541
  • หนังสือพิมพ์โลกกีฬา พ.ศ. 2535 – 2537
  • นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ พ.ศ. 2536 – 2537

 

 

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load