หน้าลำคลองสายเก่าเป็นที่ตั้งของอาคารชั้นเดียวบนฐานราก ตราพระแสงดาบทับโล่เขนดูเด่นใต้หลังคาจั่ว ถัดลงมาเป็นป้ายชื่อสถานีตำรวจสีขาวตัดพื้นหลังเทาเข้ม ผนังไม้ถลอกปอกเปิก แซมด้วยตาไม้ลายพร้อย บ่งบอกความเก่าของวัสดุก่อสร้าง เหนือบานหน้าต่างไม้ทุกจุดมีช่องแสงฉลุลายเถาวัลย์เลื้อย รับกับคันทวยหลังคาซึ่งออกแบบมาเป็นลายเดียวกัน มุขตึกเรียงรายด้วยไม้ประดับในกระถาง บนเสาต้นหนึ่งมีระฆังใบคร่ำผูกไว้ รอเวลาคนในเครื่องแบบใช้ตีส่งสัญญาณ

คงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าเราจะพบโรงพักไม้แบบนี้ในหนังไทยสมัยก่อนหรือตามชนบทไกลปืนเที่ยง แต่เปล่าเลย ถึงเดินจากจุดนี้ไปไม่กี่ร้อยเมตรจะเข้าเขตจังหวัดสมุทรสาครแล้ว ทว่าคำที่ปรากฏบนป้ายชื่อโรงพักคือ ‘สถานีตำรวจนครบาลหนองแขม’ นั่นหมายความว่า มันยังอยู่ในกรุงเทพฯ !

สถานีตำรวจนครบาลหนองแขมหลังเก่า บูรณะโรงพักไม้ร้อยปีเป็นแลนด์มาร์กริมคลองภาษีเจริญ

ที่นี่แทบจะเป็นโรงพักเพียงแห่งเดียวที่ยังเก็บรักษาโครงสร้างไม้เอาไว้ทั้งหลัง ขณะที่โรงพักแห่งอื่น ๆ ทั่วทั้ง 50 เขตเมืองหลวงถูกทุบทิ้ง สร้างใหม่ หรือย้ายไปประจำอยู่ในตึกคอนกรีตกันหมดแล้ว

แม้ในปัจจุบัน บรรดาผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เขตหนองแขมย้ายไปสร้างที่ทำการใหม่ หากแต่ สน. ริมคลองอายุร้อยปีหลังนี้ก็ยังได้รับการปรับปรุง พลิกโฉมให้เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงประวัติศาสตร์ตำรวจและท้องที่เขตหนองแขม รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่นักท่องเที่ยวต้องแวะเยี่ยมเยียน หากมาล่องเรือท่องคลองภาษีเจริญ

มาถึงหนองแขมคราวนี้ เราได้รับเกียรติจาก ร้อยตำรวจตรีชนะพรรษ กรงทอง แห่งสถานีตำรวจนครบาลหนองแขม และ องุ่น-นวรัตน์ กรงทอง อาสาสมัครตำรวจบ้าน เป็นมัคคุเทศก์พาเยี่ยมชมพร้อมกับให้ความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาและเป็นไปของโรงพักเก่าแห่งนี้อย่างหมดเปลือก

ชุมชนริมคลอง

หลายคนคงรู้จักหนองแขมในฐานะเขตหนึ่งในฝั่งธนบุรีตอนใต้ อยู่ประชิดติดอำเภอกระทุ่มแบน ของจังหวัดสมุทรสาคร และเป็นทางผ่านไปสู่ภาคใต้มานานกาล เพราะมีถนนเพชรเกษม หรือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 ตัดผ่าน

สถานีตำรวจนครบาลหนองแขมหลังเก่า บูรณะโรงพักไม้ร้อยปีเป็นแลนด์มาร์กริมคลองภาษีเจริญ

นานหลายศตวรรษก่อนหน้านั้น พื้นที่นี้เคยเป็นไร่นาอันห่างไกลความเจริญมาก่อน ด้วยสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม บางแห่งจึงมีน้ำท่วมขังจนเป็นหนองน้ำ ตามห้วยหนองคลองบึงเหล่านั้นมักมีต้นแขมอันเป็นวัชพืชน้ำจำพวกหญ้าขึ้นออกันเป็นกลุ่มแน่นขนัด เป็นสาเหตุให้พื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยหนองน้ำและต้นแขมนี้ได้รับการขนานนามว่า ‘หนองแขม’ ในกาลต่อมา

และแล้วความเจริญก็เดินทางมาเยือนหนองแขม เมื่อสยามลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริงกับสหราชอาณาจักรเมื่อ พ.ศ. 2398 น้ำตาลและอ้อยซึ่งมีแหล่งเพาะปลูกอยู่ที่ริมแม่น้ำท่าจีนกลายเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่ชาวต่างชาติต้องการมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริที่จะเชื่อมแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นแหล่งท่าเรือเข้าด้วยกัน เพื่อให้ง่ายต่อการลำเลียงส่งออก

พ.ศ. 2410 ปีก่อนสุดท้ายแห่งรัชสมัยของพระองค์ รัชกาลที่ 4 จึงโปรดเกล้าฯ ให้ พระภาษีสมบัติบริบูรณ์ (ยิ้ม พิศลยบุตร) เจ้าภาษีฝิ่นและเจ้าของโรงจักรหีบอ้อย เป็นแม่กองขุดคลองความกว้าง 7 วา ความลึก 5 ศอก โดยเริ่มจากคลองบางกอกใหญ่ที่เชื่อมกับแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่แล้ว ออกไปทางแม่น้ำท่าจีน ณ ตำบลดอนไก่ดี ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาครในปัจจุบัน

ในการนี้ รัชกาลที่ 4 ได้พระราชทานนามคลองนี้ว่า ‘ภาษีเจริญ’ ให้คล้องจองกับคลองดำเนินสะดวกที่เชื่อมแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ขุดขึ้นก่อน สมัยหนึ่งคนสยามก็เรียกคลองคู่นี้ว่า ‘ภาษีเจริญ-ดำเนินสะดวก’ เป็นคำคล้องติดปากไปโดยปริยาย

คลองภาษีเจริญที่พาดผ่านหนองแขมได้นำพาผู้คนจำนวนมากมาตั้งบ้านเรือนตามแนวคลอง ตามมาด้วยตลาด โรงเรียน โรงสี สถานีอนามัย ครบสรรพทุกความต้องการของชุมชน

“ข้าง ๆ โรงพักนี้เคยเป็นตลาด สถานีอนามัยก็มีมาแต่ดั้งเดิม เลยไปก็จะเป็นตลาดน้ำ แต่ตอนนี้เป็นตลาดสด” สาวหนองแขมตัวจริงอย่างคุณองุ่นสาธยายถึงภาพอดีต “สมัยก่อนมีห้องแถวยาวเหมือนตลาดร้อยปี เป็นห้องแถวยาว ต่อด้วยโรงสี ร้านทอง ทุกอย่างอยู่ริมน้ำหมดเลย

สถานีตำรวจนครบาลหนองแขมหลังเก่า บูรณะโรงพักไม้ร้อยปีเป็นแลนด์มาร์กริมคลองภาษีเจริญ

“บ้านคนอยู่ชายน้ำด้านหนึ่ง อำเภอก็อยู่ริมน้ำเลยไปทางด้านนู้น แต่ตอนนี้ย้ายไปอยู่ริมถนนเพชรเกษม คือสำนักงานเขตหนองแขมหลังปัจจุบัน ข้ามคลองไปอีก 4 วาก็จะเป็นจังหวัดสมุทรสาคร”

โรงพักในพระราชดำริ

คลองภาษีเจริญเป็นบ่อเกิดของชุมชนแถบหนองแขมและความเจริญก็จริง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นดาบสองคมสำหรับคนในพื้นที่ เนื่องจากแหล่งชุมนุมชนที่เพิ่งเกิดใหม่แห่งนี้อยู่ไกลจากพระนครหรือศูนย์กลางการปกครองอักโข โจรผู้ร้ายจึงปะปนเข้ามากับฝูงชน ต่างก่อเหตุปล้นสะดม คุกคามสวัสดิภาพในการดำรงชีพและทรัพย์สินของชาวบ้านอยู่เป็นอาจิณ

ครั้นถึง พ.ศ. 2447 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสต้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม – 7 สิงหาคม รวมเป็นระยะเวลา 25 วัน ทรงมีจุดเริ่มต้นที่พระราชวังบางปะอิน และมุ่งใต้ผ่านปทุมธานี นนทบุรี พระนคร ธนบุรี ไปถึงราชบุรีและเพชรบุรีตามลำดับ ระหว่างทาง พระองค์เสด็จฯ ทางชลมารคในคลองภาษีเจริญ และได้ทรงหยุดประทับแรมที่วัดหนองแขมซึ่งเป็นวัดเก่าแก่

สถานีตำรวจนครบาลหนองแขมหลังเก่า บูรณะโรงพักไม้ร้อยปีเป็นแลนด์มาร์กริมคลองภาษีเจริญ

“คลองนี้เป็นคลองขุด น้ำในคลองมันตื้น ท่านเสด็จฯ มาถึงหน้าวัดหนองแขมแล้วน้ำแห้ง เลยเสด็จต่อไม่ได้ ก็เลยแวะประทับแรมที่วัดนี้ค่ะ” ผู้รับผิดชอบดูแลโรงพักไม้เล่าด้วยความภูมิใจ

“หนองแขมก็เลยเป็นที่แรกในกรุงเทพฯ ที่รัชกาลที่ 5 เสด็จมาประทับแรมในการประพาสต้น ไม่มีที่อื่น ๆ เพราะที่นี่ค่อนข้างไกล และพระองค์จะเสด็จฯ ไปยังจังหวัดอื่นต่อ ตอนนี้ทางวัดก็เลยจะมี ‘ท่าเสด็จ’ เป็นจุดที่สันนิษฐานว่าพระองค์เสด็จขึ้นจากเรือพระที่นั่ง”

ความทราบไปถึงพระเนตรพระกรรณว่าแถบหนองแขมมีขโมยขโจรชุกชุม รัชกาลที่ 5 จึงมีรับสั่งให้จัดตั้งสถานีตำรวจขึ้นเพื่อสอดส่องดูแลท้องที่นี้ นำมาซึ่งการสร้างสถานีตำรวจนครบาลหนองแขมหลังแรกที่เป็นตึกทรงปั้นหยา มีมุขหน้าจั่วยื่นออกมาเป็นทางขึ้นลง ใช้ไม้สร้างทุก ๆ กระเบียดนิ้ว

สถานีตำรวจนครบาลหนองแขมหลังเก่า บูรณะโรงพักไม้ร้อยปีเป็นแลนด์มาร์กริมคลองภาษีเจริญ
สถานีตำรวจนครบาลหนองแขมหลังเก่า บูรณะโรงพักไม้ร้อยปีเป็นแลนด์มาร์กริมคลองภาษีเจริญ

“โรงพักนี้สร้างตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ แต่มีชื่อสารวัตรคนแรกที่มาประจำอยู่ที่นี่ คือ ร้อยตำรวจโทมาลัย มัลลิกามาลย์ เมื่อ พ.ศ. 2448 ครับ” ผู้หมวดชนะพรรษกล่าวต่อ

ข้อมูลการก่อตั้ง ของ สน.หนองแขม มีน้อย เรียกว่าแทบหลักฐานไม่มีลายลักษณ์หลงเหลืออยู่เลยก็ว่าได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ตำรวจและประชาชนชาวหนองแขมเชื่อว่าอาจสามารถสืบสาวความเป็นมาของโรงพักอายุเกินร้อยปีแห่งนี้ได้ ก็คือหลักหมุดที่ฝังอยู่ในรั้วสถานี

“ยังมีหลักหมุดให้ดูอยู่นะคะ ที่หลักหมุดเขาเขียนว่า ‘พระราชดำริ’ ท่านคงยกที่ตรงนี้ให้ปักเป็นอาณาเขตของโรงพักค่ะ” อาสาสมัครตำรวจบ้านช่วยเสริม ก่อนเบนสายตาไปทางพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ซึ่งเธอเรียกว่า ‘องค์พ่อปิยมหาราช’ พลันประนมมือไหว้อย่างนอบน้อม

สถานีตำรวจนครบาลหนองแขมหลังเก่า บูรณะโรงพักไม้ร้อยปีเป็นแลนด์มาร์กริมคลองภาษีเจริญ

“ตอนแรกที่เราบูรณะที่นี่เสร็จใหม่ ก็เตรียมไว้แค่พื้นที่โล่ง ๆ แล้วอยู่ดี ๆ ก็มีผู้ใหญ่ใจดียกพระบรมรูปองค์นี้มาถวาย พอได้มาก็คิดว่า สน.หนองแขม ควรต้องมีที่สักการะ ก็เลยประดิษฐานไว้ตรงนี้”

สน. เก่า

หากถือเอาปีที่สารวัตรคนแรกย้ายมาปฏิบัติหน้าที่เป็นปีที่โรงพักหนองแขมสร้างเสร็จสมบูรณ์ โรงพักนี้ก็จะมีอายุรวมทั้งสิ้น 81 ในปีที่มันถูกปลดระวางจากราชการ

สถานีตำรวจนครบาลหนองแขมหลังเก่า บูรณะโรงพักไม้ร้อยปีเป็นแลนด์มาร์กริมคลองภาษีเจริญ
สถานีตำรวจนครบาลหนองแขมหลังเก่า บูรณะโรงพักไม้ร้อยปีเป็นแลนด์มาร์กริมคลองภาษีเจริญ

เพราะเมื่อ พ.ศ. 2529 อาคารไม้หลังนี้เริ่มทรุดโทรมลงทุกขณะ ประกอบกับศูนย์กลางของหนองแขมได้ย้ายไปอยู่ริมถนนเพชรเกษม ทางสัญจรโบราณอย่างคลองภาษีเจริญจึงถูกลดบทบาทลง การเดินทางที่เคยสะดวก เพียงจอดเรือเทียบตลิ่งก็ถึงหน้าโรงพักก็กลายเป็นความยุ่งยาก ถ้ามาทางรถ จำต้องทะลุมาตามซอยคับแคบที่อยู่ข้างวัดหนองแขมเข้ามา บ้านเรือนผู้คนก็ย้ายไปอยู่ตามถนนใหญ่ หากอยู่ที่เดิมก็จะดูแลไม่ทั่วถึง ทางตำรวจจึงมีดำริว่าควรย้ายไปสร้างโรงพักที่ใหม่ให้มีเนื้อที่กว้างขวาง สอดคล้องกับการคมนาคมสมัยใหม่ด้วย

สถานีตำรวจนครบาลหนองแขมหลังเก่า บูรณะโรงพักไม้ร้อยปีเป็นแลนด์มาร์กริมคลองภาษีเจริญ

พ.ศ. 2530 ตำรวจนครบาลหนองแขมได้ย้ายไปยังโรงพักแห่งใหม่ริมถนนบางบอน ทิ้งให้โรงพักไม้หลังเดิมที่มีอายุอยู่ในราวสมัยรัชกาลที่ 5 – 6 เป็นอนุสรณ์สถานของวันวานที่คลองภาษีเจริญยังใช้เป็นเส้นทางคมนาคมสายหลัก รวมถึงการเสด็จประพาสต้นที่นำมาซึ่งโรงพักแห่งนี้

สองผู้ดูแลเล่าว่าโรงพักไม้ผลัดเปลี่ยนหน้าที่หลายครั้ง ก่อนลงเอยที่การทิ้งร้าง

“ก่อนหน้านี้เราเคยใช้ที่นี่เป็นบ้านพักตำรวจ เพราะตำรวจเยอะขึ้น ที่นี่เลยถูกแบ่งซอยกั้นห้องเป็นที่พักให้ตำรวจ แล้วพอแฟลตตำรวจแห่งใหม่สร้างเสร็จ พวกเขาก็ย้ายไปอยู่ที่นั่นกัน

“ที่นี่ก็ปล่อยร้างมาระยะหนึ่ง หลังจากนั้นทางผู้บำบัดยาเสพติดเขาก็ติดต่อมาขอใช้เป็นสถานที่บำบัดผู้ติดยา แต่เพราะอยู่ใกล้แหล่งชุมชน มีบ้านคนอยู่เยอะ ชาวบ้านเขากลัวกัน ก็เลยร้องเรียนมา ทางผู้บำบัดยาเสพติดเขาก็เลยยกเลิกไป ก็ปล่อยร้างมาจนถึง พ.ศ. 2560”

สถานีตำรวจนครบาลหนองแขมหลังเก่า บูรณะโรงพักไม้ร้อยปีเป็นแลนด์มาร์กริมคลองภาษีเจริญ

ทว่าโรงพักไม้ถูกปิดไว้ได้ไม่นานเท่าไร บางสิ่งบางอย่างก็บันดาลให้คุณองุ่น ผู้หมวดชนะพรรษ และพรรคพวก ต้องย้อนกลับมาดูอีกครั้ง

“วันนั้นเหมือนอะไรไม่รู้มาดลใจ พวกเราก็เข้ามาดูกัน เพราะชาวบ้านเขาแจ้งว่ามีกลิ่นเหม็นสาบ เหมือนอะไรตาย นึกว่ามีคนถูกฆ่าตายหรือเปล่า ก็ต้องเข้ามาดู มาตัดต้นไม้ พอเราเริ่มทำแบบนี้กัน ถ่ายรูปให้เห็นกัน ทางผู้ใหญ่ใน สน. เขาก็เริ่มเล็งเห็น ท่านเลยสั่งว่าอยากให้กลับมาฟื้นฟูบูรณะอีกครั้งหนึ่ง”

การบูรณะเริ่มต้นขึ้นในสมัยที่ พันตำรวจเอกอชิรวิทย์ ทองจันดี ดำรงตำแหน่งเป็นผู้กำกับสถานีตำรวจนครบาลหนองแขม ท่านและชาวบ้านในย่านนี้ใช้วิธีร่วมกันบอกบุญกับวัดที่อยู่ติดกัน เงินที่ได้รับจากงานทอดผ้าป่ามากกว่า 4 ล้านบาทถูกนำมาใช้เป็นทุนทรัพย์ในการบูรณะซึ่งดำเนินไปด้วยน้ำพักน้ำแรงของชาวหนองแขมเป็นสำคัญ

“เสาในเรือนนี้เป็นเสาตะเคียนทั้งหมดรวม 38 ต้น ตำแหน่งเหมือนเดิมทุกที่ ทุกต้นวางอยู่ที่เดิมหมด เพียงแต่เราเสริมโครงขึ้นไป ต้นไหนที่ผุก็เอาไม้มาตอก ส่วนบนก็เสริมข้อต่อขึ้นไปเพื่อให้มันโปร่ง ไม่งั้นมันจะเตี้ย อากาศไม่ถ่ายเท ตอนนี้ทำแล้วก็สูงโปร่ง ทุกอย่างคงไว้โครงเดิมหมด

“ส่วนสีไม้กระดานผนัง ที่จริงสีเดิมของโรงพักไม่ใช่สีนี้ แต่เรามาบูรณะใหม่ ก็ไม่อยากให้มันดูอึมครึมมากไป ใหม่ ๆ ไม่มีใครอยากเข้ามา คือเขากลัวกัน ตอนยังไม่ได้ทำเป็นแบบนี้ยิ่งน่ากลัวกว่านี้อีก”

สถานีตำรวจนครบาลหนองแขมหลังเก่า บูรณะโรงพักไม้ร้อยปีเป็นแลนด์มาร์กริมคลองภาษีเจริญ
พาชม สน. ไม้ล้วนแห่งสุดท้ายใน กทม. ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อันภาคภูมิใจของชาวหนองแขม

นับเป็นความภาคภูมิของเขตหนองแขมโดยแท้ เพราะแม้โรงพักหลังนี้จะไม่ได้ใช้เป็นที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเหมือนดังก่อน แต่ก็เป็นโรงพักไม้แห่งสุดท้ายในกรุงเทพฯ ที่ยังคงโครงสร้างที่เป็นไม้ไว้ในทุกจุดของตัวอาคาร ไม่ได้ปรับประยุกต์ไปใช้วัสดุอื่นเลย

“โรงพักที่เป็นไม้แบบนี้ ในกรุงเทพฯ มีที่นี่กับที่บางโพ แต่ สน.บางโพ มีบูรณะไปบ้างแล้วครับ”

แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์

การพลิกโฉม สน.หนองแขมหลังเก่ากินเวลานานกว่า 1 ปี เริ่มใน พ.ศ. 2561 เสร็จลุล่วงเมื่อ พ.ศ. 2562 ทางภาคเอกชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงส่งมอบหน้าที่การดูให้กับสถานีตำรวจหนองแขมต่อไป

ครั้นจะเก็บไว้เฉย ๆ ก็ใช่ที่ ตำรวจเลยปรับปรุงอาคารโรงพักแห่งนี้ให้เป็น ‘พิพิธภัณฑสถานโรงพัก (เก่า)’ จำลองสถานที่ รูปแบบการทำงาน และความเป็นอยู่ของตำรวจเมื่อร้อยปีก่อน ให้ผู้สนใจเข้ามาเยี่ยมชมได้โดยไม่คิดค่าเข้าชมแต่อย่างใด

พาชม สน. ไม้ล้วนแห่งสุดท้ายใน กทม. ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อันภาคภูมิใจของชาวหนองแขม

อย่างแรกคือข้าวของเครื่องใช้ ของเหล่านี้ที่เคยมีอยู่ในโรงพักไม้ถูกย้ายออกไปหมดแล้ว เพื่อจัดแสดงสิ่งของให้สมกับเป็นพิพิธภัณฑ์ ผู้กำกับเลยต้องเสาะหาของชุดใหม่เข้ามาทดแทน

“พวกนี้ท่านอชิสั่งมาอีกที จากไหนบ้างไม่แน่ใจ แต่เก้าอี้นี้เป็นของโรงเรียน ของที่มากับ สน. ไม่เหลือแล้ว เราพยายามที่จะไปซื้อของเก่ามาใส่ไว้ สน. นี้ ก็คล้าย ๆ กับพิพิธภัณฑ์ของเก่าไปด้วย บางคนมีของเก่า เช่น นาฬิกา ตู้ โทรทัศน์ เขาก็เอามาประดับไว้ให้ บางคนมาเยี่ยมชมแล้วเห็นควร เขาก็ให้มาประดับโรงพัก มันต้องมีคนมาทำความสะอาดดูแลตลอดไม่อย่างนั้นมันจะโทรม มีอยู่ช่วงหนึ่งปลวกกิน กินกล่อง กินกระดาษ เราก็ต้องให้บริษัทมาฉีดปลวกค่ะ”

อย่างที่สองคือห้องขัง กรงขังของเดิมนั้นอยู่บริเวณเสาตะเคียนต้นที่มีกุญแจมือคล้องอยู่ แต่ถูกรื้อออกหมดไม่มีเหลือ ผู้กำกับอชิรวิทย์ก็ไปซื้อหากรงขังจากของ สน. อื่นมาติดตั้งไว้ ให้ผู้เข้าชมเห็นถึงการคุมขังผู้ต้องหาสมัยก่อน

พาชม สน. ไม้ล้วนแห่งสุดท้ายใน กทม. ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อันภาคภูมิใจของชาวหนองแขม

อย่างสุดท้าย หุ่นตำรวจที่องุ่นเรียกติดปากว่า ‘พี่หุ่น’ สวมเครื่องแบบตำรวจไทยในอดีต หุ่น 2 ตัวนี้ก็มีเรื่องให้เล่าได้ยืดยาวไม่รู้จบ

“เริ่มแรกผู้กำกับเขาจะให้ตำรวจมานั่งแต่งชุดแบบนี้ เมื่อไหร่มีงานก็จะให้แต่งแบบนี้ แต่มันวุ่นวาย ตอนหลังเขาก็เลยคิดมาว่าถ้าอยากให้ดูชุดแต่งกายสมัยก่อน ก็ให้เอาหุ่นมาตั้งแทนแล้วกัน”

พูดแล้ว นายร้อยตำรวจตรีก็ช่วยมอบวิทยาทานด้านเครื่องแบบผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ต่อ

“ชุดสมัยก่อนเป็นแบบชุดใหญ่ ไม่ได้เอาเสื้อใส่ในกางเกง เป็นแบบชุดใหญ่สีขาวหรือคอแบะสีกากี แล้วก็คาดเข็มขัด พอสมัยนี้ชุดใหญ่ที่เป็นชุดขาวหรือคอแบะไม่มีคาดเข็มขัดแล้ว แล้วก็ใส่เฉพาะเวลามีพิธีการสำคัญเท่านั้น” ผู้หมวดว่า “สีนี้คือสีกากีอ่อน สีชุดนี่เปลี่ยนบ่อยมากนะ จากที่เราเห็นว่าเป็นสีกากีอ่อน เดี๋ยวนี้เป็นชุดแบบ ปจ. เหมือนตำรวจทางหลวง เหมือนเจ้าหน้าที่ปราบจราจล ชุดสายตรวจมันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ชุดจราจรยังเหมือนเดิม แต่สายตรวจเปลี่ยนไปแล้ว”

ส่วนสาเหตุที่เครื่องแบบต้องมีการปรับเปลี่ยนอยู่เรื่อย ๆ ก็เพื่อให้เข้ากับการใช้งาน

“ชุดเมื่อก่อนเป็นชุดรวมเลย ไม่ได้แยกเป็นสายงานครับ ที่ต้องแยกเดี๋ยวนี้ก็เพื่อให้คล่องตัวขึ้น สะดวกขึ้น อย่างเมื่อก่อนเวลามีปืนใส่ไว้ที่คาดเข็มขัด เวลาวิ่งก็ต้องคอยจับปืนตลอด มันจะร่วงตลอด ตอนหลังปรับชุดมาเพื่อให้รัดกุมยิ่งขึ้น”

พาชม สน. ไม้ล้วนแห่งสุดท้ายใน กทม. ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อันภาคภูมิใจของชาวหนองแขม

นอกจากอุปกรณ์อันเกี่ยวข้องกับราชการตำรวจแล้ว ความเป็นตึกเก่าของที่นี่ยังเป็นที่สะดุดตาของสำนักงานเขตหนองแขม ซึ่งต้องการให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเขต

นี่คือสาเหตุที่ภายในโรงพักไม้แห่งนี้มีภาพถ่ายเก่า หน้ากระดาษหนังสือพิมพ์เก่า อัดใส่กรอบรูป ประดับอยู่ตามผนังไม้แต่ละจุด ทุกภาพมีคำอธิบายเป็นแผ่นโลหะพร้อม QR Code ให้สแกนอ่านข้อมูลได้อย่างง่ายดาย

สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่

ปีสองปีมานี้ ชื่อของสถานีตำรวจนครบาลหนองแขมหลังเก่าเริ่มเป็นที่คุ้นหูของกลุ่มผู้สนใจท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และ Unseen มากขึ้นทุกที ๆ จากเคยได้ผ่านเพียงอย่างเดียว คณะทัวร์ล่องเรือคลองภาษีเจริญที่มักนั่งยาวจากกรุงเทพฯ ข้ามไปยังเขตสมุทรสาครก็เริ่มเหลียวแลโรงพักไม้หลังนี้ และพากันเพิ่มมันไว้ในโปรแกรมเที่ยวของตัวเอง ต่อจากวัดหนองแขมที่อยู่ถัดไป

อย่างไรก็ดี โครงสร้างตึกเก่าที่ปรับปรุงใหม่มาได้ไม่กี่ปี ก็เริ่มส่อให้เห็นปัญหานานัปการ ผู้ดูแลอย่างคุณองุ่นกล่าวว่าอาคารในความรับผิดชอบของเธอยังมีอะไรต้องซ่อมแซมอีกมาก เพื่อรองรับผู้มาเยือนในโอกาสต่อ ๆ ไป

พาชม สน. ไม้ล้วนแห่งสุดท้ายใน กทม. ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อันภาคภูมิใจของชาวหนองแขม

“อันดับแรก ตอนนี้เพิ่งจะบูรณะมาได้แค่ 4 – 5 ปี ก็เริ่มดูทรุดโทรมแล้ว ก็เลยกะว่าจะต้องขอความร่วมมือของประชาชนชาวหนองแขมและทุกภาคส่วน ตอนนี้องุ่นเองก็รอให้ทุกฝ่ายฟื้นจากโควิดก่อน” เธอพูดพร้อมเหยียดปลายนิ้วตรงไปยังรูร้าวบนหลังคากระเบื้อง

“เห็นหลังคารั่วไหม ที่มีรอยแตกเพราะเวลาอากาศร้อน ไม้จะแห้งและหดตัว เกิดความยืดหยุ่นเลยทำให้กระเบื้องขยับ ก็จะมีแตกบ้าง ตอนนี้ถ้ามาตอนกลางคืนก็จะเห็นดาว มากลางวันก็จะเห็นพระอาทิตย์ ถ้ามาตอนฝนตกก็เอาหม้อรอง เหมือนบ้านเก่าเลย ตอนนี้ห่วงจุดนี้ที่สุด คงต้องรออีกสักพักค่ะ”

เธอหวังว่าวันหนึ่ง สน. ริมคลองนี้จะเป็นที่เที่ยวที่ผู้คนต้องคำนึงถึง และสร้างรายได้แก่ชุมชน

“ทางเขตเขาก็พยายามอนุรักษ์ เพราะถ้านั่งเรือมาเที่ยว เขาก็มาขึ้นตรงท่าน้ำได้ ถ้าติดต่อมาล่วงหน้าและต้องการดูสินค้า OTOP เราก็จะให้ชุมชนเขามาตั้งขาย เพราะมีคนอยู่ตรงนี้ แต่ต้องให้รู้ล่วงหน้า

พาชม สน. ไม้ล้วนแห่งสุดท้ายใน กทม. ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อันภาคภูมิใจของชาวหนองแขม

“มีนักท่องเที่ยวมาทางเรือบ่อยเพราะเขาจะมาผ่านตรงนี้และล่องไปทางสมุทรสาคร อำเภอกระทุ่มแบน และออกอำเภอบ้านแพ้ว ตรงแม่น้ำท่าจีน เพราะมันหลายจุดเส้นนี้มันผ่านวัดปากน้ำด้วยตั้งแต่เส้นเจ้าพระยามา ถ้าเขาจัดไหว้พระ 9 วัดตรงนี้ เราว่ามาถึง เพราะต้องมาหลายวัดอยู่แล้ว ทางเขตหนองแขมก็มีวัดหลักสาม วัดหนองแขม วัดใหม่หนองพะอง ออกไปทางแม่น้ำก็มีอีกเยอะค่ะ”

ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ ใน พ.ศ. 2565 ที่กำลังจะผ่านเลยไปนี้ สถานีตำรวจเก่าหนองแขมจึงยังเปิดให้บริการเป็นเวลาไม่ได้ จะเปิดก็แต่เวลามีงานหรือประเพณีที่สำคัญ เช่น ลอยกระทง งานประจำปีของวัดหนองแขม เป็นต้น

พาชม สน. ไม้ล้วนแห่งสุดท้ายใน กทม. ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อันภาคภูมิใจของชาวหนองแขม

“วันลอยกระทง องุ่นจะมาเปิดประตูให้เข้าเยี่ยมชมถึงเที่ยงคืน เพราะต้องมาดูแลคนที่ใช้แม่น้ำ เวลาลอยกระทงถ้าคนลงไปที่โป๊ะมากก็จะอันตราย เราก็ต้องมาคอยประชาสัมพันธ์ แล้วก็จะมีกลุ่มแม่บ้านมาขายกระทงเพื่อเอาเงินเข้าบำรุง สน. เคยทำเกม ‘ตำรวจน้อยตกน้ำ’ ขายจนยอดทะลุเป้าเลย แต่เวลาจะเปิดก็ต้องขอนาย มาเปิดเองโดยพลการไม่ได้”

หรือถ้านักท่องเที่ยวคนใดต้องการเยี่ยมชมนอกวาระพิเศษ คุณองุ่นกับผู้หมวดชนะพรรษฝากมาว่าให้โทรศัพท์ติดต่อพวกเขาก่อน หรือจะอีเมลไปหา ติดต่อผ่านทางสถานีตำรวจแห่งปัจจุบันก็ได้เช่นกัน หากมีเวลาว่าง ไม่อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ทั้งคู่รวมทั้งเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ยินดีต้อนรับอย่างเต็มใจยิ่ง

พาชม สน. ไม้ล้วนแห่งสุดท้ายใน กทม. ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อันภาคภูมิใจของชาวหนองแขม

สน. ตกยุคที่เกือบถูกทอดทิ้ง ในวันเก่า มาวันนี้ สถานีตำรวจนครบาลหนองแขมหลังเก่าเป็นมากกว่าโรงพักของผู้พิทักษ์สันติรัษฎร์ แต่อยากเป็นโรงพักให้กับราษฎรผู้ได้รับพิทักษ์สันติสุขทุกคน

ลองพาตัวเองมาดื่มด่ำความงามของอาคารไม้ เพื่อพักกาย พักใจ ที่โรงพักแห่งนี้ดูนะครับ

สถานีตำรวจนครบาลหนองแขม (หลังเก่า)

ที่ตั้ง : แขวงหนองแขม เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วันและเวลาทำการ : ติดต่อขอเข้าชมล่วงหน้าเท่านั้น

รายละเอียดเพิ่มเติม : คุณองุ่น 09 4962 8744 / สถานีตำรวจนครบาลหนองแขม 0 2429 3568-72 หรือ อีเมล [email protected]

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ยามบ่ายแก่ในวันฟ้าเปิดที่ไร้หมู่เมฆคอยบดบังทิวากร ทั่วทั้งอาณาบริเวณของสุขุมวิท 36 จึงถูกปกคลุมไว้ด้วยมวลอากาศร้อนราวกับจะลุกเป็นไฟ พี่วินมอเตอร์ไซค์หยุดรถเป็นระยะ ๆ เหตุก็เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เราเดินทางเข้ามาในย่านแห่งนี้ บวกรวมกับความไม่คุ้นชินเส้นทาง เราสองจึงต้องคอยดูแผนที่ซ้ำ ๆ เพื่อความแน่ใจ แต่ที่สุดแล้ว พวกเราก็มาถึงสถานที่อันเป็นหมุดหมายปลายทางในวันนี้จนได้

เบื้องหน้าของเราคืออาคารกระจกเปิดโล่ง 2 ชั้นสไตล์โมเดิร์น เหนือบานประตูขนาดใหญ่มีอักษรสีขาวนูนกำกับไว้ว่า ‘FLOHOUSE’ สถานที่อันเป็นที่ตั้งของ FLO, FLOLAB, LIVID และ FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระที่เน้นหนักไปทางหนังสือออกแบบและเฟอร์นิเจอร์

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

แม้จะบอกว่าเป็นร้านหนังสือ แต่ที่นี่ไม่ได้มีแค่หนังสือเพียงอย่างเดียว เพราะ นรุตม์ ปิติทรงสวัสดิ์ ทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์ นักออกแบบผู้สร้างแบรนด์ FLO ควบตำแหน่งเจ้าของ FLOBOOKSTORE ตั้งใจให้พื้นที่แห่งนี้เป็นมากกว่านั้น ขณะมองสำรวจไปรอบ ๆ พร้อมสูดกลิ่นหอมของกาแฟ เราเห็นภาพของนรุตม์และอีก 4 – 5 คน กำลังจัดเตรียมสถานที่อย่างขะมักเขม้น 

ด้วยเพราะวันรุ่งขึ้น จะเป็นวันที่ FLOHouse เปิดต้อนรับอย่างเป็นทางการวันแรก 

แม้ไร้บทสนทนา แต่เราก็รับรู้ได้ในทันทีว่า พวกเขาทุกคนกำลังตั้งใจอย่างหนัก

เมื่อนาฬิกาเดินถึงยามที่เรานัดหมาย นรุตม์วางมือจากทุกสิ่งอย่าง พร้อมกับบทสนทนาเคล้ากลิ่นกาแฟของร้านหนังสือที่ผูกโยงไว้กับเฟอร์นิเจอร์ด้วยเชือกสายอันเหนียวแน่นก็เริ่มต้นขึ้น

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

ร้านขายประสบการณ์

“ที่นี่เพิ่งเสร็จใหม่ ๆ เลย” ชายตรงหน้าบอกกับเราด้วยแววตาเป็นประกาย

‘ที่นี่’ ที่ว่าก็คือ FLOHouse ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นร้านเฟอร์นิเจอร์เด็กมาก่อน และหากลองเพ่งสายตาดี ๆ ก็จะเห็นร่องรอยของกาลเวลาบันทึกไว้บนเพดานไม้สลับปูน

หันมองไปรอบกาย ที่แห่งนี้มีบรรยากาศโปร่งโล่งสบาย และมีแสงอุ่น ๆ สาดส่องเข้ามาทั่วทั้งบริเวณ นรุตม์ตั้งใจให้อาคารทั้งหลังเป็นกระจกใส (แต่ไม่ร้อน) เพื่อให้ผู้สัญจรไปมามองเห็นว่า ด้านในมีหนังสือ มีร้านกาแฟ มีเก้าอี้น่านั่ง มีมุมสวย ๆ และมีบรรยากาศของการเชื้อเชิญอย่างเป็นมิตร

FLOBOOKSTORE อาจจะเป็นร้านหนังสือที่ต่างจากภาพจำของหลายคนนิด ๆ ด้วยพื้นที่ทั้งร้านไม่ได้เต็มไปด้วยหนังสือทั้งหมด แต่ยังมีพื้นที่ให้กับกิจกรรมอื่น ๆ เพราะนรุตม์ต้องการให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็น ‘Furniture Design Space’ พื้นที่ของคนรักเฟอร์นิเจอร์และหนังสือ

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

เราย้ายสายตาไป ณ กึ่งกลางของร้าน ตรงนั้นมีเหล่าแท่นวางหนังสือและชั้นหนังสือที่ดีไซน์มาให้วางอวดปกสวย ๆ ของหนังสือได้ ซึ่งนรุตม์เรียกพื้นที่นั้นว่า ห้องจัดแสดงของ FLOLab แต่สิ่งที่เราลงความเห็นว่าช่างน่ารักเสียจริง คือการที่เขาตั้งชื่อให้เฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นด้วยนามปากกาของนักเขียนที่ชื่นชอบ อาทิ Murakami Bookconsole, Kafka Bookstand, Marquez Bookstand ฯลฯ

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

FLOLab คือห้องทดลองของ FLO ที่ทดลองทำเฟอร์นิเจอร์ใหม่ ๆ ฉีกออกไปจากเดิม และเป็นเหมือนรวมเรื่องสั้นที่ในหนังสือเล่มนั้นไม่ได้มีเรื่องเดียว แต่มีเรื่องสั้น A เรื่องสั้น B C D… ต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ที่จัดแสดงอยู่ ณ ตอนนี้เป็นเพียง Chapter แรกจากหนังสือเล่มหนา

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์
FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

นรุตม์พยายามเนรมิตพื้นที่ทั้งหมดให้กลายเป็นพื้นที่ให้ผู้คนมาแลกเปลี่ยน ทำกิจกรรมร่วมกัน กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์แรงบันดาลใจ ผู้มาเยือนได้ค้นหาอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ การจับคู่กับ LIVID คาเฟ่ที่เป็นที่มาของกลิ่นหอมฟุ้งไปทั้งร้านจึงถือกำเนิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ 

“เขาทำเรื่องที่เขาถนัด ผมทำเรื่องที่ผมถนัด พออยู่ด้วยกันน่าจะเกิดอะไรใหม่ ๆ ได้” 

ด้วยกาแฟที่ง่ายต่อการดื่ม และสไตล์การคั่วแบบ Nordic Roasting Style ของ Livid Coffee Roasters ทำให้นรุตม์คิดว่า ช่างเหมือนกับเฟอร์นิเจอร์ของเขา ซึ่งมีความเป็นสแกนดิเนเวียนผสมผสานกลิ่นอายญี่ปุ่นนิด ๆ จึงก็ก่อเกิดเป็นการจับคู่ที่ผูกโยงเข้าด้วยกันอย่างน่าสนใจ 

เราหันมองไปยังเคาน์เตอร์บาร์ของร้านกาแฟ LIVID ไล่ตั้งแต่แก้วเซรามิกที่เรียงรายอยู่บนชั้น ถัดขึ้นไปบนเคาน์เตอร์สีดำ และเครื่องไม้เครื่องมือมากมายทั้งรู้จักและไม่รู้จัก ข้าวของทั้งหมดจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ที่ตรงนั้นเป็นอีกมุมที่มีอีกหลาย ๆ เรื่องราวเฝ้าคอยการถูกค้นพบ

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

คาแรกเตอร์ของคนขายหนังสือ

“ชีวิตและงานของผม มันคือหนังสือที่ผมอ่านและเรื่องราวที่ผมชอบ” เขาเปรย

วัยเด็กของนรุตม์เติบโตมาพร้อมกับโรงงานเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัว เฟอร์นิเจอร์อยู่ในทุก ๆ ช่วงเวลาของเขา ขณะเดียวกัน หนังสือก็อยู่ในทุกช่วงเวลาของเขาเช่นกัน การเติบโตของชายผู้นี้เกิดขึ้นพร้อมกับจำนวนหนังสือที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่ลดละ ที่สุดแล้วหนังสือเหล่านั้นก็กลายมาเป็นหลาย ๆ ส่วนในชีวิตเขา 

การอ่านของนรุตม์เริ่มต้นจากหนังสือนิยาย สู่เรื่องสั้น สู่หนังสือปรัชญา หนังสือพุทธศาสนา หนังสือประวัติศาสตร์ ไล่ไปจนถึงหนังสือดีไซน์ เฟอร์นิเจอร์ เขาเล่าว่าเคยบวช 15 วัน เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับพุทธศาสนา และทฤษฎีต่าง ๆ ที่เขารู้จากการอ่าน รวมทั้งวิธีการที่จะนำไปใช้จริงในชีวิต

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

“ผมมีเพจชื่อ FLOBOOKSTORE” เขาพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น พร้อมเปิดให้เราดู 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 ด้วยเพราะอยากแบ่งปันเรื่องราวของหนังสือแต่ละเล่ม เขาสร้างสมุดบันทึกความทรงจำออนไลน์ขึ้นมาเพื่อแบ่งปันและเขียนเล่าเรื่องราวหนังสือที่ชอบแต่ละเล่มอย่างบรรจงทุกตัวอักษรและทุก ๆ ข้อความ 

นรุตม์พยายามถ่ายทอดทุกความประทับใจที่เขามีต่อหนังสือแต่ละเล่มออกมาให้ได้มากที่สุด ที่น่ารักที่สุดคงเป็นการที่เขาใส่แง่มุมน่าค้นหาของหนังสือแต่ละเล่มไว้อย่างน่าติดตาม เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เพียงเป็นนักอ่าน แต่ยังเป็นทั้งนักเขียน นักเรียน และนักปฏิบัติที่เก่งกาจ ผู้ไม่เคยหยุดแสวงหาสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

แม้การตัดสินใจเปิดร้านหนังสืออิสระในครั้งนี้จะถูกทักท้วงโดยคนในครอบครัว แต่เขาก็ยกเอาเหตุผลและความชอบส่วนตัวเข้าสู้ จึงก่อกำเนิดเป็นร้านหนังสืออิสระแห่งนี้ขึ้นมาจนได้

“ถ้าถามตัวเองว่าก่อนตายอยากจะทำอะไร ร้านหนังสือคือหนึ่งในนั้น” เขายิ้ม

เฟอร์นิเจอร์กับหนังสือ เชือกสายที่ตั้งใจผูก

“ผมรู้สึกว่าที่ไหนก็ตามที่มีหนังสือ ที่นั่นจะดีเสมอ ไม่รู้เพราะอะไร” 

นรุตม์เดินทางท่องเที่ยวในต่างแดนมาหลายหนแห่ง ทุกครั้งที่เขาเดินทาง ร้านหนังสือของเมืองนั้น ๆ มักเป็นหมุดหมายแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจของเขาเสมอ ยิ่งเดินทางมากเท่าไหร่ การพบเจอความต่างก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น บางร้านมีหนังสือเล่มนี้ ทำไมบางร้านไม่มี เป็นความแตกต่างที่นรุตม์ยกตัวอย่าง 

นรุตม์ลงความเห็นว่า ร้านหนังสือแต่ละที่เป็นประสบการณ์พิเศษที่ไม่ควรจะเหมือนกัน เพราะร้านหนังสือมีคาแรกเตอร์ของผู้เป็นเจ้าของแฝงอยู่ นรุตม์หลงใหลในเฟอร์นิเจอร์ เขาจึงเลือกเชื่อมโยง 2 สิ่งที่รักอย่างเฟอร์นิเจอร์กับหนังสือเข้าด้วยกัน กลายมาเป็น FLO – BOOK(s) – STORE 

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

“หนังสือกับเฟอร์นิเจอร์ไม่เหมือนกันโดยตัวมันเอง แต่ทั้งสองอย่างทำให้ชีวิตเราดีขึ้น”

ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าเฟอร์นิเจอร์กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ไม่ว่าจะตอนตื่น ตอนนอน ทำกิจวัตรต่าง ๆ หรือการนั่งดูหนังสักเรื่อง หากได้เก้าอี้ดี ๆ ก็จะทำให้ป๊อปคอร์นอร่อยขึ้น ดูหนังสนุกขึ้น เกิดเป็นการเติมพลังชีวิตที่เต็มเปี่ยม ขณะเดียวกันหนังสือก็ทำหน้าที่เป็นกุญแจและประตูพาผู้คนไปยังเรื่องราว โลกใบใหม่ หรืออาจจะเสนออีกมุมมองหนึ่งซึ่งต่างออกไปจากที่เราเคยรับรู้ 

เมื่อพูดถึงหนังสือดีไซน์ นรุตม์บอกกับเราว่าเขาไม่อยากเห็นหนังสือดีไซน์จัดอยู่แค่ในมุมเล็ก ๆ ของร้าน และอยากให้มีจำนวนหนังสือประเภทนี้เยอะ ๆ เขาอยากนำเสนอให้ผู้คนเห็นว่า ในโลกของการออกแบบ ตอนนี้มีใครกำลังโลดแล่นอยู่บ้าง และใครกำลังทำอะไรบ้างในต่างประเทศ 

ที่ขาดไม่ได้คือ หนังสือดีไซน์ที่เล่าเรื่องราวของดีไซเนอร์ซึ่งเป็นฮีโร่ของนรุตม์ 

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์
FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

เราย้ายสายตาไปยังชั้นวางและโต๊ะไม้ที่มีหนังสือเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก ในนั้นมีหนังสือหลายหมวดหมู่ เช่น Design, Furniture Design, Interior Designer, Photography, Architecture และ Art and Culture ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นหนังสือที่คนขายเคยอ่าน

“ผมชอบนะ เวลามีคนมาปรึกษาผม ถ้าเขามีปัญหาแบบนี้ เขาจะอ่านอะไรดี” 

นรุตม์อยากเป็นพนักงานขายและผู้ร่ายมนต์เยียวยาที่เก่งกาจ เขาอยากแนะนำหนังสือให้ตรงกับสิ่งที่ผู้มาเยือนแสวงหา ให้คนมาเลือกซื้อได้ค้นพบหนังสือที่ตัวเองชอบผ่านคนขายหนังสือ เพราะมันคือการมอบประสบการณ์พิเศษให้กับผู้มาเยือน

หนังสือและเรื่องราวที่อยากแบ่งปัน

เราถามนรุตม์ว่า หากมา FLOBOOKSTORE หนังสือ 5 เล่มที่เขาจะแนะนำมีเล่มใดบ้าง 

คนขายหนังสือเดินไปหน้าชั้นทันที เขาลังเลอยู่สักพัก ก่อนจะเลือกหยิบแต่ละเล่มอย่างง่ายดาย มีตั้งแต่หนังสืออ่านง่ายไปจนถึงหนังสือที่มีเนื้อหาการดีไซน์แบบเข้มข้นกลมกล่อม ซึ่งไม่ว่าจะหยิบจับเล่มไหน ก็เขาแนะนำมันด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยพลัง ความตื่นเต้น ความชอบ และความหลงใหล

เล่มที่ 1

Ettore Sottsass and the Poetry of Things Sudjic 

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนมุมมองของนรุตม์ และมีต่อผลงานออกแบบของ Ettore Sottsass สถาปนิกและนักออกแบบชาวอิตาลี ผู้เป็นหัวหอกแห่งวงการออกแบบ นรุตม์เล่าว่าสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการอธิบายงานออกแบบ คือหนังสือเล่มนี้เล่าบริบทเบื้องหลังที่โอบล้อมตัว Sottsass ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิต การตัดสินใจ และการออกแบบของเขา

เล่มที่ 2

Axel Vervoordt Stories and Reflection 

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

“ชีวิตเขาสนุกดี” นรุตม์เล่าถึงเรื่องราวของ Axel Vervoordt ที่ตอนนี้มีบ้านอยู่ในปราสาท เขาออกแบบเฟอร์นิเจอร์และมีแกลเลอรี่เป็นของตัวเอง 

เล่มที่ 3

THE GOOD. THE BAD. THE UGLY

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

นรุตม์หยิบหนังสือเล่มนี้มาพร้อมกับเปิดงานออกแบบชิ้นหนึ่งให้เราดู เขาเล่าว่ามันคือเก้าอี้รูปร่างแปลกตาที่เบื้องหลังมีการลงทุนไปกว่า 10 ล้าน เก้าอี้ตัวนี้ขายไม่ได้เป็นเวลา 2 ปี จนกระทั่งมีสถาปนิกคนหนึ่งนำเก้าอี้ตัวนี้ไปใช้ที่มิวเซียมแห่งหนึ่ง และกลายเป็นว่าเก้าอี้ตัวนั้นเป็นสินค้าขายดีที่สุด นรุตม์เสริมว่า เหตุการณ์นั้นทำให้เขาเห็นว่า ดีไซน์ตัดสินกันไม่ได้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ

เล่มที่ 4

B Vitra

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

Vitra เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์จากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเล่มนี้นำเสนอแง่มุมที่ว่า เขาทำธุรกิจอย่างไร จึงทำให้ร้านขายของเมื่อปี 1950 ประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้

เล่มที่ 5

Giorgio Morandi: Late Paintings

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

นี่คือหนังสือเกี่ยวกับศิลปินผู้วาดภาพพอร์เทรตซ้ำ ๆ แต่สลับสับเปลี่ยนตำแหน่งการวางของไปมาจนเกิดความชำนาญ ทำให้เขานึกถึง Jiro Dreams of Sushi ที่เชี่ยวชาญในสิ่งนี้มาก เจ้าของร้านหนังสืออิสระพูดเปรียบอย่างขบขันว่า “เหมือนการชกลมวันละพันครั้งจนกลายเป็นเซียนชกลม”

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

สิ่งสำคัญที่นรุตม์ตกตะกอนได้และเล่าสู่กันฟัง คือ

“บางทีเราต้องฟังคอมเมนต์ แต่เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองตามความเห็นของคนอื่น ถ้าเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน” เขาย้ำหนักแน่น

ก่อนกาแฟจะจืดจาง

ก่อนบทสนทนาเคล้ากลิ่นหอมของกาแฟในครั้งนี้จะสิ้นสุดลง เราชวนนรุตม์เลือกหนังสืออีกหนึ่งเล่มเพื่อเป็นตัวแทนของ FLOBOOKSTORE ซึ่งเขาร้องโอดออกมาทันทีว่า ยากเหลือเกิน 

นั่นอาจเป็นเพราะ FLOBOOKSTORE บรรยายไม่ได้ด้วยหนังสือเล่มเดียวจริง ๆ

แต่ท้ายที่สุดแล้ว หลังจากเดินวนไปเวียนมาอยู่สักพัก เขาก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า ‘The Danish Chair’ 

หนังสือปกสีน้ำเงินเล่มนั้นบอกเล่าความเชื่อมโยงของเก้าอี้แต่ละตัวกับนักออกแบบแต่ละคน พร้อมกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่ถักทอสอดประสานเข้าด้วยกันอย่างเป็นเหตุและผล

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36
หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

หนังสือเล่มนี้เป็นความทรงจำของเขาที่ Design Museum Denmark ณ โคเปนเฮเกน มิวเซียมที่จัดนิทรรศการ The Danish Chair – an International Affair รวบรวมเก้าอี้จากนักออกแบบทั่วโลกกว่า 113 ตัว นรุตม์เดินทางไปที่เมืองนั้น 2 ครั้ง และแวะเวียนไปที่นิทรรศการนั้น 2 ครั้งเช่นกัน ครั้งแรกเขาไปเยือนพร้อมกับแสงแรกของพระอาทิตย์ในฤดูร้อน ครั้งที่สองเขาไปที่นั่นในฤดูหนาว พร้อมกับความเข้าใจที่มีต่อนิทรรศการมากขึ้น หลังจากได้อ่านเรื่องราวของเก้าอี้และนักออกแบบแต่ละคนจากหนังสือเล่มโปรด

อีกหนึ่งเหตุผลที่เขาเลือกหยิบเล่มนี้ เพราะคอนเซ็ปต์ของ FLOBOOKSTORE คือการกลับมาทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของดีไซน์และสิ่งต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกันเอาไว้อย่างเหนียวแน่น และเฝ้าคอยการถูกค้นพบจากนักเดินทางที่เปิดประตูเข้ามา 

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

FLOBOOKSTORE

ที่ตั้ง : 107 ถนนพระรามที่ 4 แขวง คลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ​ : เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00 – 19.00 น.

Facebook : FLOBOOKSTORE

Instagram : FLOBOOKSTORE

Writer

เกษมณี ชาติมนตรี

นักเรียนฝึกเขียนที่เริ่มการเรียนใหม่ตั้งแต่ 0-10 ชอบของหวาน ชอบอ่านนิยาย ชอบสีสันสดใสของดอกไม้ ชอบเสียงเพลง

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load