12 กุมภาพันธ์ 2563
16K

หากจะมีของวิเศษสักชิ้นที่เราอยากขอและของวิเศษชิ้นนั้นส่งต่อให้กับคนรุ่นหลังได้ เราจะนึกถึงอะไรกันบ้าง

โนบิตะเป็นชื่อเล่นของยูกิโตะ เด็กหนุ่มวัย 20 ปีจากจังหวัดอิวาเตะ เขาสนใจใคร่รู้สิ่งที่อยู่นอกเหนือไปจากห้องเรียนในโรงเรียน ชีวิตจริงยิ่งกว่าการ์ตูนของเขาไม่มีแมวสีฟ้าตัวอ้วนที่มีของวิเศษมากมายในพุง เขาจึงพาตัวเองออกเดินทาง เราได้พบกันอีกครั้งหลังจากที่เขาเคยมาที่นี่เมื่อปีก่อน การกลับมาคราวนี้เขาดูโตขึ้นกว่าเดิมและมีคำถามมาเต็มกระบุงเลยทีเดียว

ชื่อเล่นโนบิตะที่เขาได้มานั้น (โนบิ = เติบโต ตะ = หนา ทึบ) เป็นเพราะเขาไม่ชอบไปโรงเรียน และยิ่งไปกว่านั้น คือ เขากำลังตัดสินใจออกจากมหา’ลัยหลังจากเรียนได้เพียงปีเดียว

โนบิตะ หนุ่มญี่ปุ่นวัย 20 กับการค้นพบสิ่งสำคัญของชีวิตจากไข่เจียวจานแรกใน หมู่บ้าน ปกาเกอะญอ

“ผมไม่มีความสุข”

คือเหตุผลที่มากเพียงพอให้โนบิตะต้องตัดสินทำอะไรบางอย่างที่แตกต่างออกไป เขาคิดถึงก้าวต่อจากนี้ที่เต็มไปด้วยความหวัง ความท้าย และเขารู้ดีว่ามันไม่ได้ง่ายเสียทีเดียว

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าประเทศญี่ปุ่นยืนอยู่แถวหน้าของโลกในเกือบทุกๆ ด้าน อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกลึกๆ ของโนบิตะกลับรู้สึกว่าสังคมญี่ปุ่นที่เจริญรุดหน้าเพียงชั่วอายุคนมีอะไรสำคัญหล่นหายไประหว่างทาง เขาเชื่อว่าตัวเองจะค้นพบมันสักวันหนึ่ง และทำให้มันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ไข่เจียวจานแรก กับการค้นพบสิ่งสำคัญลำดับที่หนึ่ง

ใกล้เที่ยงแล้ว เราชวนโนบิตะทำไข่เจียวให้เรากิน เขายินดีและลงมือในทันที หลังจากตอกไข่เติมเกลือ ซอยต้นหอมใส่เครื่องปรุงเสร็จสรรพ ผสมทุกอย่างให้เข้ากัน กระทะใส่น้ำมันถูกตั้งบนเตาแก๊ส เสียงจุดไฟดังแก๊ก สักพักน้ำมันเริ่มเดือด โนบิตะเทไข่ลงไป ทัพพีในมือพลิกไข่ไปมาจนสุกงอมหอมกรุ่น พ่อครัวมือใหม่ทำหน้าพึงพอใจทีเดียวกับไข่เจียวจานแรกในชีวิต

โนบิตะ หนุ่มญี่ปุ่นวัย 20 กับการค้นพบสิ่งสำคัญของชีวิตจากไข่เจียวจานแรกใน หมู่บ้าน ปกาเกอะญอ

ระหว่างกินข้าว โนบิตะเล่าให้ฟังว่าความสะดวกสบาย ความสำเร็จรูป ทำให้ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ในการทำอาหารของมวลมนุษยชาติลดลง ชีวิตที่เร่งรีบ แม้แต่ชินคันเซนที่ว่าเร็ว อาจจะช้าเกินไปแล้วสำหรับคนญี่ปุ่นในเวลานี้ โนบิตะกวาดสายตาไปรอบๆ ตอบเป็นนัยๆ ว่า “ชีวิตแบบนี้แหละที่คนญี่ปุ่นโหยหา”

“ชีวิตอะไร” ผมถาม

โนบิตะเล่าให้เราฟังว่า ชนบทของญี่ปุ่นสวยมากและคล้ายชุมชนในเมืองไทย มีภูเขา ทุ่งนา บ้านเรือนที่มีสถาปัตยกรรมเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ผู้คนมีชีวิตที่สงบ แต่ทุกวันนี้คนหนุ่มสาวหันหลังให้บ้านเกิดเมืองนอน มุ่งหน้าเข้าเมืองโตเกียว เพราะความหวังที่จะมีชีวิตที่ดี ชุมชนมากมายจึงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และบ่อยครั้งที่เราพบบ้านเรือนถูกทิ้งร้าง ไม่มีคนดูแล จึงปล่อยให้เช่าในราคาถูกมาก ราว 4,000 บาทเท่านั้นเอง คนรุ่นใหม่ที่ญี่ปุ่นบางกลุ่มอยากกลับมาทำสวน รวมตัวกันและเรียนรู้ที่จะกลับมาพึ่งตัวเองให้มากที่สุด ตั้งแต่การซ่อมแซมบ้าน ปลูกผัก ทำอาหาร ใช้เวลาในสวนแบบเรียบง่าย เนิบช้า อยู่กันแบบชุมชนที่ทุกคนใกล้ชิด เป็นกันเอง

โนบิตะ หนุ่มญี่ปุ่นวัย 20 กับการค้นพบสิ่งสำคัญของชีวิตจากไข่เจียวจานแรกใน หมู่บ้าน ปกาเกอะญอ

สังคมผู้สูงอายุที่ญี่ปุ่นทำให้คนหนุ่มสาวต้องทำงานหนักมากขึ้น เพราะเงินภาษีที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงของพวกเขาจะถูกนำไปใช้สำหรับการดูแลผู้สูงอายุด้วยอัตราการเกิดในญี่ปุ่นที่น้อยลง โนบิตะจึงไม่แน่ใจนักว่า ระบบเบี้ยผู้สูงอายุจะอยู่รอดถึงวันที่แก่ตัวลงหรือเปล่า

“เราต้องการจังหวะชีวิตที่ช้าลง สงบ เรียบง่าย และใกล้ชิดกับธรรมชาติ” โนบิตะทิ้งท้าย พอฟังเด็กหนุ่มคนนี้พูด ทำให้ผมนึกถึง 2 คำที่คนสมัยก่อนว่า

“เคาะหยู่ หล่อมี” แปลตรงๆ คือ หลอดอาหารและที่นอน อาหารและที่อยู่อาศัยเป็นสิ่งที่สำคัญอันดับแรกๆ ที่ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจ รู้สึกปลอดภัย การตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองยังไม่ไร้บ้าน และมีกับข้าวกับปลาให้อิ่มท้อง เพียงเท่านี้เราก็ได้ชื่อว่าเป็นคนที่โชคดีมากที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ

หัวใจที่แกว่งไปในเปล

ช่วงสายของวันต่อมา ผมชวนโนบิตะกับโมเอริเพื่อนอีกคนของเขาเดินเท้าเข้าป่า ไปผูกเปลและนอนกลางวันบนเขา หลังจากเตรียมอาหารห่อข้าว มันฝรั่งบด มันเทศ เราออกเดินทาง เลาะเลี้ยวไปตามทางที่ชาวบ้านใช้สัญจรไปมา ผ่านนา ผ่านสวน เดินขึ้น เดินลง แดดแรงก็พักใต้ต้นไม้แล้วเดินต่อ เราไปชมวิวกว้างๆ ที่ตอนนี้ทุ่งนาได้พักผ่อนตามฤดูของมัน มีเพียงวัวและควายที่กำลังเล็มหญ้าอยู่ไกลๆ เรามองเห็นชุมชนดั้งเดิมหรือแดลอ คนสมัยก่อนมักจะปลูกต้นไผ่บริเวณหมู่บ้าน เพราะสมัยก่อนชาวบ้านใช้ไผ่ในการสร้างบ้านเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นเวลาที่เราเห็นกอไผ่ ต้นหมาก ต้นขนุน ต้นมะม่วงขนาดใหญ่ สันนิษฐานได้ว่าบริเวณนั้นเคยเป็นที่ตั้งของชุมชนในอดีต

โนบิตะ หนุ่มญี่ปุ่นวัย 20 กับการค้นพบสิ่งสำคัญของชีวิตจากไข่เจียวจานแรกใน หมู่บ้าน ปกาเกอะญอ

เราออกเดินทางกันต่อ ระหว่างที่เดินลงห้วยอยู่ดีๆ โนบิตะของเราก็ตกใจและวิ่งพรวดมาที่ผม เขาบอกว่าได้ยินเสียงงู อันที่จริงเป็นเสียงน้ำจากท่อประปาที่รั่ว เสียงมันคล้ายกับเสียงงูเห่าคำราม ถ้าเสียงน้ำน่ากลัวขนาดนั้นเราน่าจะเดินไปตามลำธารกัน เผื่อเสียงลำธารจะช่วยอะไรโนบิตะได้บ้าง เราเดินเลาะไปตามห้วยขึ้นไปนั่งพักที่กระท่อมในนา กองฟางที่ตอนนี้เจ้ากี่จึ๊กับมีโชคกำลังคุ้ยเขี่ยหาอะไรสักอย่าง โนบิตะหวาดระแวงอีกแล้วว่ามันจะมีตัวอะไรโผล่ออกมา ความกังวลของเขาอยู่ในระดับ 7 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงพอสมควร 

ผมเลยให้กำลังใจและเดินนำขึ้นเขา ผมตรวจสอบตัวเลขกับเขาเป็นระยะๆ ส่วนโมเอริไม่ได้หวาดกลัวเสียงงู เขาบอกว่า กำลังเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันขณะ เพราะที่ญี่ปุ่นตารางชีวิตถูกวางไว้แบบแน่ชัด จนบ่อยครั้งที่เขาไม่ได้อยู่กับปัจจุบันจริงๆ เวลาที่ย่ำเท้าเดิน เขาบอกว่า ความคิดมักจะชักชวนให้เขาพูดคุยด้วยบ่อยๆ มันยากที่จะไม่ถูกความคิดลวง แต่พลังงานในป่าก็ช่วยได้เยอะ จนความสงบในใจของเขาไต่ขึ้นไปที่ระดับแปดเลยทีเดียว

เราเดินมาถึงเนินเขาตอนเที่ยงพอดี ไม่มีอะไรต้องทำ นอกจากล้วงสิ่งจำเป็นอันดับหนึ่งออกจากกระเป๋าแล้วเรานั่งกินกัน เรากินข้าวในใบไม้ที่เด็ดได้ใกล้ๆ เราใช้ด้านในของใบไม้เพราะสะอาดกว่า ไม่มีฝุ่นเกาะ หรือมีน้อยกว่าด้านนอก

โนบิตะ หนุ่มญี่ปุ่นวัย 20 กับการค้นพบสิ่งสำคัญของชีวิตจากไข่เจียวจานแรกใน หมู่บ้าน ปกาเกอะญอ
โนบิตะ หนุ่มญี่ปุ่นวัย 20 กับการค้นพบสิ่งสำคัญของชีวิตจากไข่เจียวจานแรกใน หมู่บ้าน ปกาเกอะญอ

มื้อที่เรียบง่ายที่สุดใต้ต้นสนเสร็จสิ้นลง โมเอริเล่าว่า ญี่ปุ่นมีการรับพลังจากธรรมชาติเรียกว่า ‘ชินรินโยกุ’ หรือการอาบป่า เพื่อรับพลังจากธรรมชาติและชะล้างตัวเอง โดยการสัมผัสหรือกอดต้นไม้และรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

เราเตรียมเปลมาผูกนอนกลางวันคนละปาก ในเปลใต้ต้นไม้ โนบิตะยิ้มแย้ม แหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟ้าสีฟ้าสดใส ใบสนแกว่งไกว ตามเสียงลมโบกเบาๆ ภูเขาที่อยู่สูงขึ้นไปกำลังพักผ่อน ผมก็เผลอหลับไปจนได้

โนบิตะ หนุ่มญี่ปุ่นวัย 20 กับการค้นพบสิ่งสำคัญของชีวิตจากไข่เจียวจานแรกใน หมู่บ้าน ปกาเกอะญอ

หลังจากพักผ่อนอย่าเพียงพอ เราเดินลงห้วยเพื่อเดินทางกลับ ระหว่างทางเราหยุดเป็นพักๆ ได้ฟังความทุกข์ของคนหนุ่มสาวญี่ปุ่น โนบิตะและโมเอริเห็นตรงกันว่า การเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นคือความทุกข์ พวกเขาเคยกดดันมากจากการเฝ้ามองคนอื่นที่ดูเหมือนดีกว่า เก่งกว่า มีมากกว่า ความกดดันบีบคั้นให้ต้องถีบตัวเองตลอดเวลา จนบ่อยครั้งต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้า ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เด็กญี่ปุ่นทุกคนมักต้องเผชิญ

โนบิตะ หนุ่มญี่ปุ่นวัย 20 กับการค้นพบสิ่งสำคัญของชีวิตจากไข่เจียวจานแรกใน หมู่บ้าน ปกาเกอะญอ

น้องๆ ทั้งสองคนบอกว่า ตอนนี้พวกเขาดีขึ้นมาก เปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นน้อยลงหรือแทบจะไม่มีเลย เพราะการเดินทางเปิดโลกของพวกเขาบอกเขาว่า โลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบเลยแม้แต่คนเดียว

บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า เรามีเปลของเราดีๆ อยู่แล้ว และเราก็น่าจะมีความสุขดีที่ได้นอนเปลของเรา แต่เรามักเผลออยากไปอยู่ในเปลคนอื่น ไปแกว่งไกวตรงนี้ตรงโน้นบ้าง สุดท้ายเราถูกเหวี่ยงให้ตกลงมาจนได้

ยอมให้และยอมรับ

หนึ่งในความฝันของโนบิตะ คือสักวันหนึ่งเขาอยากใช้ชีวิตในชุนชนเล็กๆ ในชนบท ที่ทุกคนทำงานด้วยกันและชื่นชมวิถีชีวิตอย่างเต็มใจ วิถีแบบนั้นอาจเคยมีในอดีต และยังคงหลงเหลืออยู่ตามที่ต่างๆ แต่สำหรับเขามันไม่ใช่การกลับไปเป็นอะไรบางอย่างในอดีต เพราะเขาไม่เคยมีชีวิตแบบนั้นมาก่อน วิถีแบบชุมชนหรือชนบทอาจจะเก่าสำหรับคนรุ่นหนึ่ง แต่เป็นอะไรที่ยังใหม่เสมอสำหรับโนบิตะ คงเหมือนการใช้กล้องฟิล์มที่มันเคยถูกเลิกใช้ไปพักหนึ่ง จนกระทั่งคนอีกรุ่นได้สนใจมันอีกครั้ง เพราะมันยังคงบอกเล่าความงดงามและมนตร์ขลังของภาพแต่ละภาพที่ได้จากการรอ และความช้านี่เองที่ซ่อนคุณค่าบางอย่างไว้ลึกๆ แต่เราต้องผ่อนความเร็วลงจึงจะเห็นได้ชัด

โนบิตะ หนุ่มญี่ปุ่นวัย 20 กับการค้นพบสิ่งสำคัญของชีวิตจากไข่เจียวจานแรกใน หมู่บ้าน ปกาเกอะญอ

โนบิตะยังอยากช่วยเหลือโลกใบนี้ด้วยเช่นเดียวกัน สิ่งที่เขาคิดออกแล้วและกำลังพยายามฝึกฝนคือการแบ่งปันรอยยิ้มและการมีความเมตตาจิตต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติ โนบิตะบอกว่า เขายอมรับในความแตกต่างที่เขาเป็น เผลอๆ เขาอาจจะเป็นคนที่ไม่ปกติเอาเสียเลย แต่เชื่อและยอมรับในความแตกต่างที่เขามีอย่างเต็มใจ แม้บางครั้งจะรู้สึกโดดเดี่ยวและรู้สึกเป็นทุกข์ แต่นั่นคือสิ่งที่จะทำให้เขาเติบโตต่อไป

ก่อนกลับบ้าน ผมให้โนบิตะทำตะเกียบเอาไปใช้ที่ญี่ปุ่น เขาใช้เวลากับมีด ไม้ไผ่ กระดาษทรายอย่างจดจ่อ และในที่สุดเขาก็ทำตะเกียบคู่แรกในชีวิต ความสำเร็จนี้อาจจะดูเล็กน้อยสำหรับคนอื่น แต่สำหรับเขาแล้ว ขณะที่ทำตะเกียบอยู่ เขาอาจค้นพบความสุขภายในระดับ 7 ก็เป็นได้ ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลยในวันที่โลกของเรากำลังแกว่งไกวไปตามเหตุการณ์มากมาย

โนบิตะ หนุ่มญี่ปุ่นวัย 20 กับการค้นพบสิ่งสำคัญของชีวิตจากไข่เจียวจานแรกใน หมู่บ้าน ปกาเกอะญอ
โนบิตะ หนุ่มญี่ปุ่นวัย 20 กับการค้นพบสิ่งสำคัญของชีวิตจากไข่เจียวจานแรกใน หมู่บ้าน ปกาเกอะญอ

การที่เมล็ดพันธ์ุสักเม็ดหนึ่งจะเติบโตได้ ต้องผ่านการระเบิดตัวเองจนเปลือกนอกแตกสลาย เท่านั้นยังไม่พอต้องแหวกว่ายผืนดินออกมาอย่างยากลำบาก จนในที่สุดได้งอกเงยออกมารับแสงแดดจนเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาต่อไป เด็กหนุ่มคนนี้คงไม่ต่างอะไรกับเมล็ดพันธ์ุเมล็ดหนึ่งที่เลือกวิถีทางของตัวเอง ไม่ได้เป็นพิมพ์เดียวกันกับคนส่วนใหญ่

โนบิตะเดินทางกลับบ้านไปแล้ว แต่เรื่องราวที่เขาเล่าให้ฟังยังคงก้องในหัวของผม ผมไม่รู้เลยว่าเขาต้องพบเจอกับอะไรต่อจากนี้ และผมไม่รู้สึกห่วงอะไรไม่ใช่เพราะเขาไม่ใช่ญาติสนิทชิดใกล้ แต่เป็นเพราะเขาเป็นเพื่อนร่วมโลกคนหนึ่งที่อยากเห็นตัวเองอยู่ในที่ที่เขามีความสุข และเขาอยากจะทำอะไรสักอย่างให้โลกใบนี้ที่มอบสิ่งวิเศษเราทุกๆ วันอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย แค่เรายังได้หายใจก็ประจักษ์ชัดเจนอยู่แล้วว่า ลมหายใจนั้นวิเศษแค่ไหน ถ้าเปรียบโลกเป็นโดราเอมอน เราน่าจะได้ช่วยกันทาสีตรงพุงของเจ้าเหมียวสีฟ้าให้เป็นสีเขียวเพิ่มนิดหนึ่ง และให้โดราเอมอนพุงเขียวได้พักผ่อนบ้าง เราควรทำตัวขี้เกียจบ้าง ขี้เกียจร้องขอสิ่งวิเศษ แล้วกลับมาสำรวจว่า แท้จริงแล้วเรามีของวิเศษมากมายอยู่แล้วแค่ไหน

ขอให้พวกเราทุกคนปลอดภัยนะครับ

ต่าบลึ / ขอบคุณมากครับ

โนบิตะ หนุ่มญี่ปุ่นวัย 20 กับการค้นพบสิ่งสำคัญของชีวิตจากไข่เจียวจานแรกใน หมู่บ้าน ปกาเกอะญอ

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

 ห่อโข่ ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ที่ที่เราทุกคนร้องไห้

การร้องไห้เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่เราทุกคนบนโลกล้วนเคยประสบพบเจอในชีวิต แม้เราจดจำเสียงร้องไห้ครั้งแรกของเราในวันที่ลืมตาดูโลกไม่ได้ ทารกบางคนถูกตีก้นหากชักช้าไม่ยอมร้องไห้ให้หมอตำแยสมัยใหม่ฟัง หลังจากการร้องไห้ครั้งนั้น เราได้เริ่มต้นมีชีวิตบนโลกใบนี้ที่หมุนมาช้านานและกำลังหมุนต่อไป

‘ห่อโข่’ แปลว่า ดิน โลก และที่ร้องไห้ การร้องไห้เป็นภาษาแรกของมนุษย์ทุกคน ทุกเผ่าพันธุ์บนโลก ยังไม่มีบันทึกไหนบอกว่ามีเด็กลืมตาดูโลกแล้วหัวเราะ อาจมีบ้างที่มีเด็กน้อยยิ้ม แต่มันจะเกิดหลังจากร้องไห้ ภาษาสากลนี้จึงเหมาะที่สุดแล้วสำหรับความเชื่อบรรพบุรุษของปกาเกอะญอ ผู้เรียกขานดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ว่าห่อโข่ หรือที่ที่เราทุกคนร้องไห้

ปกาเกอะญอเชื่อว่า ห่อโข่ คือดาวโลก ที่ที่ทุกคนร้องไห้ เพราะน้ำตาบอกว่าเรามีชีวิต

วาระที่หนึ่ง

การเกิดมาแล้วร้องไห้ทันที แปลว่าการเดินทางบนโลกใบนี้มันไม่ใช่เรื่องสนุกนัก เราต้องพบเจอความยากลำบากไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็วเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ก็มีเรื่องราวที่มอบรอยยิ้มและความสุขใจให้เราได้เช่นกัน อย่างเด็กๆ ใช้การร้องไห้เป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งของเล่น ขนม หรืออะไรก็ตามที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า 

เมื่อครั้งพ่อแม่พาไปยังแหล่งที่มีของเล่นเด็ก เด็กบางคนขอผู้ปกครองด้วยวาจาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ก็ได้ของที่หมายปองมาครองครองอย่างราบรื่น แต่คงมีเด็กจำนวนมากที่อาจต้องสวมบทบาทนักแสดง ด้วยการเปล่งเสียงร้องและรีดน้ำตาออกมา ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังมีไม้ตายสุดท้ายด้วยการลงไปนอนเกลือกกลิ้งบนพื้น ซึ่งใช้ได้ผลอยู่บ่อยๆ แต่พอโตขึ้นมาหน่อยอาจจะต้องใช้วิธีอื่นๆ ที่เหมาะกับวัยมากขึ้น นี่ก็เป็นความยากลำบากน้อยๆ ของผู้ปกครองเช่นเดียวกับลูกๆ ที่ต้องฝึกฝนไม้ตายไว้ใช้ยามจำเป็น

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

จึงมีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า เด็กได้มาด้วยการร้องไห้ ผู้ใหญ่ได้มาด้วยเล่ห์กล และวัยเด็กนี้เองเป็นวัยที่หอมที่สุด ความหอมเป็นกลิ่นและบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา เราสังเกตได้จากบ้านที่มีเด็กอยู่ มักมีเสียงเพลงของพ่อแม่ที่กล่อมลูกน้อย เสียงที่ญาติๆ ข้างบ้านไปแสดงความเอ็นดูเจ้าตัวน้อย เสียงหัวเราะและเสียงร้องเพลงของเด็กน้อยที่โตขึ้นมาหน่อย ช่วยหล่อเลี้ยงบรรยากาศของบ้านให้อบอวลไปด้วยความสดใสด้วยพลังงานของเด็ก ช่วยให้ผู้ใหญ่ยิ้มได้และรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดของการงาน เด็กจึงเนื้อหอมที่สุดในบ้าน

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่ผู้ใหญ่กำลังถกเถียงกันเรื่องกำจัดปีศาจตัวหนึ่งที่เข้ามารุกรานหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนเดือดร้อน ล้มป่วย และสร้างความหวาดกลัวไปทั่ว ผู้ใหญ่ประชุมหารือกัน 7 วัน 7 คืนบนบ้าน แต่ก็หาทางออกไม่เจอ เด็กๆ ที่กำลังเล่นกันตามประสาเด็กใต้ถุนบ้านได้ยินเสียงผู้ใหญ่ถกเถียงกันอย่างจริงจัง จนรู้สึกว่ามันรบกวนการเล่นของพวกเขา เด็กคนหนึ่งในนั้นจึงขึ้นไปบนบ้าน แล้วยื่นปืนลมที่ทำจากไม้ไผ่ของตัวเอง และบอกกับผู้ใหญ่ว่าให้ล่อปีศาจเข้ามาในปืนลมของเขา ครั้นปีศาจเข้าไปแล้วให้เอาขี้ผึ้งอุดหัวท้ายของปืนลมแล้วเอาไปเผา ปีศาจก็จะไม่โผล่มาอีก

ทางออกที่ง่ายราวกับปอกกล้วยกินของเด็ก สำหรับผู้ใหญ่แล้วมันเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาเท่านั้นเอง แต่ผลที่ออกมาก็ทำให้ผู้ใหญ่ต้องคิดใหม่ ผู้ใหญ่คิดมากไป คิดซับซ้อนเกินไป จึงไม่แปลกที่เจ้าชายน้อยจะไม่ค่อยเข้าใจพวกผู้ใหญ่นัก

การร้องไห้วาระแรกนี้เป็นการร้องไห้พื่อต้อนรับเริ่มต้นการมีชีวิตในโลก ซึ่งวัยเด็กนี้เอง น่าจะเป็นวัยที่พวกเราหลายคนยกมือสนับสนุนเห็นด้วยว่า วัยเด็กคือวัยที่เรามีความสุขมากที่สุด

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

วาระที่สอง

การดีใจก็ทำให้เราร้องไห้ได้เช่นกัน บ่อยครั้งที่เราเห็นนักกีฬาหลั่งน้ำตาในโอกาสที่ได้รับชัยชนะ หลังการแข่งขันจบสิ้นลง การบากบั่นฝึกฝนมาทั้งปีได้รับผลตอบแทนที่มีค่าต่อจิตจากมากมาย เช่นเดียวกับฝ่ายที่ปราชัยก็ร่ำไห้เสียใจที่พลาดหวังในการแข่งขันทั้งๆ ที่ก็ฝึกฝนไม่น้อยไปกว่ากัน ความรักมีพลังมหาศาลที่จะปลดปล่อยน้ำตาอุ่นๆ ไหลมาอาบแก้มของใครต่อมากมาย ความผิดหวังจากความรักนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างถึงที่สุดนี่เอง ที่เปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งกลายเป็นอีกคนไปเลย

วาระที่สาม

การจากลาดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ร้องไห้มากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะการจากลาที่ไม่มีวันได้พบเจอกันอีก คนสมัยก่อนเชื่อว่านอกจากโลกใบนี้แล้ว ยังมีโลกอีก 4 ใบทับซ้อนกันอยู่ คือ โลกที่เรากำลังอยู่ โลกวิญญาณ โลกแห่งความตาย โลกนรก โลกสวรรค์ ในบรรดาโลกทั้งห้านี้มีการร้องไห้ให้ได้ยิน และทุกโลกต่างหมุนโคจรไปกับเราทุกขณะทุกวัน หากเราดีใจ อิ่มใจ หรือรู้สึกสงบ ก็บอกได้เลยว่า เรากำลังอยู่ในโลกสวรรค์ แต่ถ้าเราทุกข์ใจ ก็บอกได้ทันทีเช่นกันว่าเรากำลังย่ำไปในโลกของนรก ส่วนคนที่เมาสุรา อาจจะกำลังท่องเที่ยวไปในโลกแห่งวิญญาณ เพราะร่างกายที่อ่อนเอนทรงตัวไม่มั่นคงนั้น อาจเหลือความเป็นมนุษย์เพียงครึ่งเดียว ในแต่ละวันเราอาจจะท่องเที่ยวไปมาจนครบทั้งห้าโลกก็ได้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น

โลกไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวลำพัง โลกต้องการผู้ที่คอยช่วยเหลืออย่างดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างมายังโลก ทำให้โลกนั้นมีชีวิต มีความหวัง 

‘หมื่อหล่า’ แปลตรงตัวว่า ใบของดวงอาทิตย์ มีความหมายว่า ‘ความหวัง’ ตราบใดที่โลกยังมีดวงอาทิตย์ เราก็จะยังมีความหวัง ต่อให้บางยุคบางสมัยยากลำบาก ในการประกอบพิธีกรรม คนสมัยก่อนจะเอ่ยขอบคุณฟ้าดินเพื่อระลึกถึงบุญคุณของธรรมชาติที่ได้ดูแลมนุษย์ให้อยู่รอดปลอดภัยในทุกฤดูทุกปี ที่เราอยู่รอดปลอดภัยได้ทุกวันนี้ นอกจากเป็นเพราะการเรียนรู้ที่จะปรับตัวของเราแล้ว ส่วนสำคัญคือการบิดตัวถ้อยทีถ้อยอาศัยของโลกที่พอเหมาะพอดี

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ทุกๆ วันมีก้อนอุกกาบาตโคจรมาชนกับโลกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วยชั้นบรรยากาศของโลกนี้เอง ช่วยปกป้องให้เรารอดพ้นจากภัยอันตรายที่เกิดกับเรา หากก้อนอุกกาบาตเหล่านั้นทะลวงชั้นบรรยากาศโลกเข้ามาได้ โลกอาจจะเจ็บปวดโดยที่เราไม่รู้เลย

หรือการรักษาสมดุลและจัดวาง วงแหวนแห่งไฟที่เป็นรอยแยกของเปลือกโลก ซึ่งทอดยาวตามแนวชายฝั่งในมหาสมุทรแปซิฟิก เก็บภูเขาไฟและระเบิดเวลาของการเกิดแผ่นดินไหว เราในฐานะมนุษย์แทบจะบังคับอะไรไม่ได้เลย หากเกิดอะไรขึ้นแบบกะทันหัน

แต่เพราะความรักของดวงดาวที่ร้องไห้ ซึ่งมอบความรักที่ยิ่งใหญ่ เป็นความรักที่ไร้กาลเวลา ต่อให้เราจะตัดต้นไม้มาสร้างบ้าน ต้นไม้ไม่เคยห้าม แต่ยังแตกกิ่งก้านใหม่ออกมาให้ร่มเงากับเราอีกครั้ง เราจับปลาในท้องทะเลกิน มหาสมุทรไม่เคยห้าม แถมยังเพิ่มฝูงปลาให้เรา แผ่นดินไม่เคยห้ามเราทำเหมืองแร่ เพื่อให้เราได้นั่งเครื่องบินท่องเที่ยว ส่งจรวดไปดาวอังคาร มีชีวิตอย่างสะดวกสบาย

นอกจากการใส่วันสิ่งแวดล้อมโลกลงในปฏิทิน เพื่อย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของโลกใบนี้ การกล่าวขอบคุณฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ก็เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้เรายังพอนึกภาพที่เราเกี่ยวข้องกับโลกและจักรวาลได้บ้าง คนรุ่นก่อนที่เชื่อว่าชีวิตของเราขึ้นตรงต่อแรงหมุนของโลก และเราต้องยอมรับและหมุนไปกับฤดูกาลของโลกที่หมุนเปลี่ยนไป

กินน้ำ ให้รักษาชีวิตของน้ำ ใช้ดิน ให้ดูแลชีวิตของโลก

คือถ้อยคำสั้นๆ ที่คนรุ่นก่อนฝากไว้ให้เรา เพื่อที่เราจะยังมีความหวังต่อไป ในวันที่เราต่างได้ยินเสียงสะอื้นจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load