“นี่คืองานดีไซน์และคราฟต์ซึ่งสง่างามและใช้งานได้ดีที่สุดที่โลกนี้เคยมีมา ว่าซั่น!” – ลุทวิก มีส แวนเดอโร (Ludwig Mies van der Rohe) สถาปนิกระดับตำนาน กล่าวไว้ประมาณนี้

หากวันนี้เราหยิบเอาเหล่า Cafe Hopper (ผู้ชอบตระเวนหาร้านคาเฟ่ลับ พร้อมกับสะพายกล้องขนาดเขื่องไปถ่ายรูปตามมุมต่างๆ ในร้านกาแฟ) ใส่ไทม์แมชชีน ย้อนไปในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม แล้วให้เขาถ่ายรูปร้านกาแฟ คาเฟ่โบราณ ผู้เขียนค่อนข้างมั่นใจว่า ในรูปที่พวกเขาถ่ายกลับมาอวดเพื่อนๆ โซเชียลแคมของเขา อย่างน้อย 9 ใน 10 คาเฟ่ ต้องมีเก้าอี้ตัวนี้ติดอยู่ในรูปทุกมุมอย่างแน่นอน

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
No.14 Chair
ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
พ่อทุกเก้าอี้

เพียงแค่ ค.ศ. 1930 เก้าอี้ตัวนี้ก็ถูกขนานนามว่าเป็น เก้าอี้แห่งเก้าอี้ (The Chair of Chair) เก้าอี้ที่ขายดีที่สุดในโลก พ่อของเก้าอี้บิสโทรทุกสถาบัน พ่อของเก้าอี้โกปี๊ พ่อของเก้าอี้โชคโก เก้าอี้ตัวแรกในโลกยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และเป็นเจ้าของมงกุฎสายสะพายอื่นๆ อีกมากมายในวงการเก้าอี้

คอลัมน์วัตถุปลายตาตอนนี้จะพาท่านย้อนไปคุ้ยประวัติของเก้าอี้ที่ได้สัมผัสแก้มก้นของมนุษย์โลกมามากมาย อย่าง No.14 Chair และคนที่คุณหลายๆ คนไม่รู้ว่าใครคือผู้ให้กำเนิดมัน อย่าง ไมเคิล โทเนต (Michael Thonet)

ติดกาว

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
ไมเคิล โทเนตและลูกชายทั้งห้า

ไมเคิล โทเนต ชาวเยอรมัน-ออสเตรีย เริ่มต้นอาชีพช่างไม้อิสระของตัวเองด้วยการหมกมุ่นกับ ‘กาว’ ถึงขั้นซื้อโรงงานผลิตกาวชื่อ Michelsmühle ผูู้ซึ่งต้องส่งกาวที่ใช้ในกระบวนการซ้อนผิวไม้ติดเข้าด้วยกัน และนายโทเนตก็พยายามวิ่งเต้นจดสิทธิบัตรของการดัดไม้และซ้อนกาวให้เป็นลิขสิทธิ์ของตัวเองแต่เพียงผู้เดียวตั้งแต่ ค.ศ. 1837 จนถึง ค.ศ. 1841 แต่ก็ไม่มีประเทศไหนยอมมอบให้เขา

จนกระทั่ง ค.ศ. 1841 ที่เขาค้นพบเทคนิคการดัดไม้ให้เป็นรูปโค้งมนและมีน้ำหนักเบาด้วยการใช้ไอความร้อน ซึ่งเป็นการค้นพบที่เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ไปตลอดกาล เพราะช่างจะไม่ต้องกลึง แกะสลัก เสียเนื้อไม้ เหมือนรูปแบบการผลิตในวันวาน และรวมถึงทำความโค้งมนที่รองรับสรีระของผู้ใช้งานได้มากขึ้นอีกด้วย

จากเจ้าของโรงงานกาว ก็กลายสภาพมาเป็นเทพแห่งการดัดไม้ด้วยไอความร้อน ผู้เปลี่ยนแท่งไม้ทื่อๆ ตรงๆ ให้กลายเป็นงานศิลปะที่นั่งได้ และสร้างแรงบันดาลใจรวมถึงบทเรียนมากมายให้นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์จนถึงยุคปัจจุบัน

เข้าวัง

เจ้าชาย Klemens Welzen von Metternich (ใช่ ทุกชื่อในบทความนี้จะอ่านยากเยี่ยงนี่แล) มีความหลงใหลในสิ่งประดิษฐ์ขอโทเนต ถึงขั้นเชิญเขาไปนำเสนองานเฟอร์นิเจอร์ในวัง

แต่การเป็นคนคิดค้นสิ่งใหม่ในโลกไม่ได้หมายความว่าจะร่ำรวยเสมอไป ใช่ นั่นคือสัจธรรมของโลกใบนี้ที่โทเนตได้เรียนรู้ เนื่องจากบริษัท Boppard ของเขามีสถานะการเงินที่ลุ่มๆ ดอนๆ จนถึงขั้นต้องขายบริษัทไป และย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่เวียนนาแทน

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
โรงงานของโทเนต

ความฮึดสู้ของโทเนตเริ่มขึ้นอีกครั้ง จากการร่วมทำงานกับลูกชายทั้งสี่ของเขา ภายใต้ชื่อบริษัท Gebrüder Thonet Vienna ใน ค.ศ. 1850 นี้เอง ที่เขาเริ่มคิดเก้าอี้รุ่นแรก ซึ่งมีชื่อทื่อๆ ไม่ซับซ้อนว่า เก้าอี้หมายเลข 1 (No.1 Chair) หลังจากนั้น เก้าอี้ตัวนี้ก็ตระเวนกวาดรางวัล มงลงไปทั่วยุโรป และนั่นหมายถึงสถานะของบริษัทที่มั่นคงขึ้นของเขาและลูกชายทั้งสี่ด้วยเช่นกัน

มงลง

ถ้าหาก Adele ขี้เกียจคิดชื่ออัลบั้มตัวเองฉันใด ไมเคิล โทเนต ก็ขี้เกียจตั้งชื่อเก้าอี้ที่ตัวเองคลอดออกมาฉันนั้น เพราะหลายชิ้นที่เขาสร้างขึ้นมาเป็นแค่ตัวเลข เรียงลำดับไปมา แบบที่ไม่ต้องคิดชื่อซับซ้อน ดูวันตกฟาก สร้างพรรณนาโวหารใดๆ

ถึงกระนั้น เลขศาสตร์ของโทเนตดำเนินมาถึงจุดพีกที่สุด เมื่อเก้าอี้ของเขาดำเนินมาถึงตัวที่ 14

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
องค์ประกอบที่น้อยแต่มาก

ไม้ 6 ชิ้น วงกลม 2 ชิ้น แท่ง 2 แท่ง และส่วนโค้ง 1 ชิ้น ยึดกันไว้ด้วยสกรู 10 ตัว และน๊อต 2 ตัว

นี่คือส่วนประกอบที่แสนจะเรียบง่ายของชิ้นส่วนของการทำเก้าอี้หมายเลข 14 ของโทเนต 

เก้าอี้หมายเลข 14 คือผลของการทดลองปีแล้วปีเล่า จากความพยายามของนักดัดไม้และนักสร้างเก้าอี้อย่างโทเนตที่จะสร้างเก้าอี้ที่สวย เบา สง่างาม และราคาไม่แพง ถึงขึ้นตั้งโจทย์ราคาไว้ที่ไวน์ดีๆ หนึ่งขวด แน่นอนว่าในความพยายามของโทเนตนั้น คนอื่นๆ ก็พยายามและล้มเหลวมากมายเช่นเดียวกับเขา

จนกระทั่ง ค.ศ. 1859 ที่เขาปล่อยเก้าอี้หมายเลข 14 ออกสู่ท้องตลาดในราคาไม่แพง ไม่แพงถึงขนาดผู้รากมากดีก็อยากได้ อาจารย์อนุบาลก็ซื้อได้สบายกระเป๋า และเมื่อผ่านไปจนถึง ค.ศ. 1930 เก้าอี้ตัวนี้ก็ทำยอดขายไปถึง 50 ล้านชิ้น! (ใช่ 50 ล้านชิ้น)

มันคือหลักฐานความสำเร็จของยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่พิสูจน์ว่า การผลิตแบบ Mass Production ช่วยทำให้ข้าวของที่ครั้งหนึ่งเคยแพง เอื้อมไม่ถึง อยู่ในความครอบครองของไพร่ฟ้าตาดำๆ ธรรมดาๆ ที่รักในงานออกแบบที่ดี

โทเนตพิสูจน์ให้เห็นว่า ของที่ผลิตจากเทคโนโลยีและเครื่องจักรก็เซ็กซี่ได้ ซึ่งมันเซ็กซี่ตรงที่เข้าถึงทุกคนได้นี่แหละ

ก่อนกาล

หนึ่งในอีกหลายเหตุผลของความสำเร็จของเก้าอี้หมายเลข 14 นอกจากหน้าตาที่สะสวย คลาสสิก ไร้กาลเวลาของมันแล้ว ยังเป็นสมอง สมองของโทเนต ผู้คิดให้ชิ้นส่วนทั้งหลายเรียบง่าย มีจำนวนไม่มาก ประกอบได้ด้วยฝีมือช่างที่ไม่จำเป็นต้องเก่งระดับเทพ และในระบบการซื้อขายที่มีจำนวนมากนั้น โทเนตยังคิดค้นให้มีการแยกชิ้นส่วนแบนๆ เพื่อประหยัดพื้นที่ในการขนส่งอีกด้วย

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
การขนส่งก่อนจะมี IKEA

ใช่ มันเหมือนระบบ Flat Pack ทุกวันนี้นั่นแล หลายคนเชื่อว่า เก้าอี้หมายเลข 14 ที่ถอดประกอบให้แบนได้ และประกอบขึ้นเองได้โดยไม่ซับซ้อนนั้น เป็นแม่แบบให้ระบบ Flat Pack อย่าง IKEA เช่นเดียวกัน

มันดูเหมือนงานออกแบบที่ใหม่และไม่มีวันเชย เพราะยังไม่มีใครทำได้ดีกว่า” แจสเปอร์ มอร์ริสัน (Jasper Morrison) นักออกแบบหัวก้าวหน้าชมเก้าอี้รุ่นนี้ไว้ เช่นเดียวกับนักสร้างสรรค์ระดับตำนานมากมาย

สภากาแฟ

หากวันนี้คุณเป็น Cafe Hopper ที่เดินสำรวจร้านกาแฟโบราณ สภากาแฟในย่านเมืองเก่า แถวเจริญกรุง เจริญนคร คุณก็จะพบเก้าอี้ไม้ดัดหน้าตาคุ้นๆ คล้ายเก้าอี้ในบทความนี้ แต่ภายใต้ชื่อเก้าอี้เชคโกบ้าง เก้าอี้โกปี๊บ้าง เก้าอี้ร้านโจ๊ก เก้าอี้สภากาแฟบ้าง – จงรู้ไว้ว่า ทุกตัวล้วนอยู่ภายใต้เงาของโทเนตทั้งสิ้น

ในฐานะคนที่ใช้ไม้เป็นวัตถุดิบ โทเนตเริ่มคำนึงถึงการสร้างระบบนิเวศของการใช้ไม้ และวัตถุดิบจากธรรมชาติ ถึงขั้นปลูกป่า เพาะพันธุ์ไม้ของตัวเองไว้ในเมือง Koritschan เพื่อกำหนดปริมาณและควบคุมการใช้ไม้ และ Life Cycle ของการตัดไม้ของตัวเอง หรือที่สมัยนี้เราเรียกว่า Carbon Footprint เมือง Koritschan กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐเช็กในปัจจุบัน หรือเชโกสโลวาเกียในอดีต คำว่าเก้าอี้เชคโกตามร้านโกปี๊ จึงมีเงาของโทเนตแผ่คลุมอยู่ไม่มากก็น้อย

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
เก้าอี้รุ่นต่างๆ ของโทเนต 

ใน ค.ศ. 1869 สิทธิบัตรของการดัดไม้โค้งด้วยความร้อนของโทเนตหมดอายุการคุ้มครอง แน่นอนว่ามีคู่แข่งจำนวนมากมายที่รอก๊อปปี้และใช้เทคนิคนี้สร้างเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เช่นเดียวกัน บางเจ้าทำได้เร็วกว่า ถูกกว่า เช่น บริษัท Kohn ซึ่งใช้ป่าในประเทศเชโกสโลวาเกียเช่นเดียวกัน ทำให้ภาษาของเก้าอี้ไม้ดัดที่โทเนตเป็นผู้คิดค้น เริ่มมีความเพี้ยน หลากหลาย บ้างก็มองว่าเจือจาง บ้างก็มองว่าเข้มข้นขึ้น แต่ท้ายที่สุดใน ค.ศ. 1893 มีบริษัทในยุโรป ถึง 50 บริษัทที่ใช้เทคนิคการดัดไม้แบบโทเนตสร้างสรรค์สินค้าประเภทเดียวกัน

หากวันนี้คุณเดินไปบางโพธิ์ แหล่งค้าไม้และเก้าอี้ไม้แหล่งใหญ่ของประเทศเรา แน่นอนว่าคุณจะเจอสิ่งที่เหมือนหรือคล้ายเก้าอี้หมายเลข 14 นี้ไม่มากก็น้อย (แต่ส่วนมากจะมาก) วางอยู่เต็มสองข้างทาง

บันดาลใจ

ถึงวันนี้ ดูราวกับว่าสมบัติทางความคิดของโทเนตจะเป็นสาธารณสมบัติของโลกแห่งการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไปแล้ว แต่ผู้เขียนเองก็ยังค้นพบงานชิ้นใหม่ๆ ในโลกงานออกแบบ ศิลปะ สถาปัตยกรรม ที่หยิบเอาเจ้าเก้าอี้หมายเลข 14 มาปัดฝุ่นใหม่ รื้อ ค้น เพื่อแสดงความเคารพต่อบิดาแห่งเก้าอี้ท่านนี้

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
เก้าอี้ที่ถูกเผาโดย Maarten Baas

เช่น Maarten Baas นักออกแบบชาวดัตช์ เอาเก้าอี้โทเนตตัวแท้ๆ มาเผาให้เกือบจะกลายเป็นถ่านสีดำ แล้วเคลือบเรซิ่นเก็บผิวไม้และความแข็งแรงไว้ หากเป็นนักออกแบบชาวไทยก็อาจจะมีโดนทัวร์ลงได้ เพราะดูเหมือนเป็นการทำลาย ในขณะที่เจ้า Maarten Baas มองว่าเป็นการย้อมสีไม้ด้วยไฟชนิดหนึ่งต่างหากล่ะ

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
SANAA Chair

สถาปนิกญี่ปุ่นหัวใหม่อย่าง SANAA ก็ใช้เส้นสายคร่าวๆ หวัดๆ ของความโค้งมนโทเนตในการออกแบบเก้าอี้ ใน The New Museum แต่ทำด้วยวัสดุที่เป็นโลหะแทน ในขณะที่ MUJI ก็ร่วมมือกับบริษัทโทเนต ออกแบบเก้าอี้คลาสสิกที่ราคาไม่แพง โดยใช้โมเดลระดับตำนานอย่างเก้าอี้หมายเลข 14 เป็นสารตั้งต้นมาแล้ว

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
MUJI x Thonet

Tomas Alonso นักออกแบบชาวสเปนถึงขั้นเอาชื่อเก้าอี้หมายเลข 14 มาหาร 2 แล้วตั้งชื่อ เก้าอี้หมายเลข 7 โดยเปลี่ยนแปลงเส้นสายการดัดไม้ให้มีความพิลึกกึกกือขึ้น แต่ยังคงทำมาจากเทคนิคดั้งเดิมของโทเนต

IKEA เจ้าแห่งการทำให้เก้าอี้มีราคาถูกและเข้าไปอยู่ได้ในทุกบ้านหยิบเก้าอี้หมายเลข 14 มาเปลี่ยนปก เพิ่มเพลงฉลองล้านตลับ แล้วตั้งชื่อมันว่า Olga และ Bjuran ถ้าใครอ่านบทความนี้มาจนถึงบรรทัดนี้แล้ว มองปราดเดียวก็คงจะสังเกตเห็นอิทธิพลของ Thonet No.14 Chairได้อย่างไม่ยากเย็น

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
Olga

ตัวโปรดของผู้เขียนในการรื้อถอนและแสดงความเคารพกับความเป็นตำนานของเก้าอี้หมายเลข 14 น่าจะได้แก่ รุ่น Post Mundus ที่ มาติโน แกมเพอร์ (Martino Gamper) นักออกแบบตัวแสบชาวอิตาเลียน ได้ทำร่วมกันไว้กับบริษัทโทเนตใน ค.ศ. 2012 มันคือการเอาชิ้นส่วนของโทเนตมากลับหัวกลับหาง จากสิ่งที่เคยเป็นพนักก็กลายเป็นขารองรับน้ำหนัก สะท้อนกลับหัวกลับหาง กลับซ้ายกลับขวา Echo กันไปมา แต่ยังคงไว้ซึ่งเทคนิค เส้นสาย และจิตวิญญาณของโทเนตอย่างสมบูรณ์

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
Post Mundus โดย Martino Gamper

ส่วนใครที่เป็นสายเลขศาสตร์เหมือนผู้เขียน แล้วกำลังสงสัยว่าโทเนตได้สร้างเก้าอี้หมายเลข 13 ไว้ก่อนเก้าอี้หมายเลข 14 หรือไม่ หรือโทเนตเลือกที่จะข้ามเลขอัปมงคล (มงคลสำหรับบางคน) แล้วทำหมายเลข 14 เลยหรือไม่-คำตอบคือ ไม่ใช่ เก้าอี้หมายเลข 13 ของโทเนตถูกดัดพนักให้เป็นรูปหัวใจ แต่มันไม่ได้ขายดีเท่า ความเรียบง่ายของหมายเลข 14 เลยแม้แต่น้อย

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

เพลโตเคยกล่าวว่า “ความจำเป็นนั้นหนา คือมารดาของการประดิษฐ์คิดค้นทั้งมวล” 

คำพูดนี้ใช้กับบทความเกี่ยวกับการก่อกำเนิดของ ‘เซ็กส์ดอลล์’ หรือ ตุ๊กตาสวาท ในคอลัมน์วัตถุปลายตาครั้งนี้ได้เช่นกัน

ประวัติศาสตร์การประดิษฐ์ เซ็กซ์ดอลล์ ของมนุษย์ อันประกอบด้วยนาซี นักเดินเรือ เทคโนโลยี และเงิน เงิน เงินมหาศาล
ตุ๊กตาที่ยังไม่ถูกกฎหมายในประเทศไทยเสียที

สืบเนื่องจากบทความครั้งที่แล้วของคอลัมน์วัตถุปลายตา ที่นำเสนอเรื่องประวัติศาสตร์ของเซ็กซ์ทอย ในระหว่างการค้นคว้าหาข้อมูล (ในเชิงทฤษฎีนะ!) ผู้เขียนก็ได้ค้นพบเนื้อหาสาระของเจ้าตุ๊กตาสยิว เซ็กส์ดอลล์ จำนวนมากโข ซึ่งผมมั่นใจมากๆ ว่าหลายคนไม่ทราบที่มาที่ไปของมันดีนัก จึงคิดว่าบทความครั้งนี้จะเป็นส่วนต่อขยายของบทความครั้งที่แล้ว เพียงแต่โฟกัสไปที่ ‘ตุ๊กตา’ อย่างเดียว

นี่คือเรื่องราวที่เต็มไปด้วยตัวละครมากมาย ตั้งแต่นาซี นักเดินเรือ หนังไซไฟแบบญี่ปุ่น และเงิน เงิน เงิน จำนวนมหาศาล ชนิดที่ว่าเอามาสร้างหนัง Star Wars ภาคใหม่ได้อีกเรื่องสบายๆ -ใช่ เรื่องราวของเจ้าตุ๊กตาต้องห้ามในวัฒนธรรมไทยตัวนี้มีมหากาพย์พอตัวเลยทีเดียว

มีคนบอกว่า เงิน กับ เซ็กส์ เหมือนกันอยู่ 2 อย่างคือ มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ และไม่มีไม่ได้ ดังนั้นในวันที่โรคระบาดและการ Social Distancing ยังไม่อำนวยให้คนโสด นัดยิ้มกันได้อย่างสบายอุรา ผมจะขอนำเสนอเรื่องราวมหัศจรรย์พันลึกว่าด้วยการเดินทางของตุ๊กตาสวาท ซึ่งบอกอะไรเกี่ยวกับมนุษยชาติได้มากมาย อย่างที่คุณผู้อ่านจะไม่มีวันคาดถึง

ตุ๊กตาแรก

8 ปีก่อนคริสตกาล มีนิยายปรัมปราใน Metamorphoses ว่าด้วยเรื่องของรูปแกะสลักจากงาช้าง เป็นรูปหญิงสาวเปลือยเปล่า ฝีมือของ Pygmalion มีชื่อว่า กาลาเทีย (Galatea) ที่ทำให้มีคนหลงใหลถึงขั้นเอาไปอาบน้ำ แต่งตัว นอนหลับบนเตียงด้วย จนท้ายสุด เทพ Aphrodite ก็เสกให้เจ้าแท่งงาช้างรูปผู้หญิงนี้กลายเป็นสตรีจริงๆ ใช่ ถ้ามันฟังดูคุ้นๆ ก็คล้ายๆ กับพินอคคิโอนั่นแล แต่เซ็กซี่กว่าและมาก่อนกาลกว่าหลายเท่า

ประวัติศาสตร์การประดิษฐ์ เซ็กซ์ดอลล์ ของมนุษย์ อันประกอบด้วยนาซี นักเดินเรือ เทคโนโลยี และเงิน เงิน เงินมหาศาล
ตำนานกาลาเทีย

เรื่องราวของกาลาเทียจึงถือเป็นตุ๊กตาวาบหวามชิ้นแรกที่มนุษย์เคยได้ยินและหลงใหลคลั่งไคล้แบบ Fetish ด้วย

หลังจากนั้น ในคริสตศักราชที่ 11 – 12 หญิงสาวเปลือยล่อนจ้อนก็ถูกแกะสลักขึ้นมาจากหินอ่อน มีชื่อว่า ‘Sheela-na-gigs’ แปลเป็นภาษาไทยน่ารักๆ ว่า ชีล่าน่ากิ๊ก แล้วนำไปตั้งไว้ข้างโบสถ์ของอังกฤษและไอริชเพื่อไล่วิญญาณร้าย โดยเจ้าชีล่าน่ากิ๊กมีลักษณะเด่นอยู่ที่จิ๊มิขนาดใหญ่ และผู้คนในสมัยนั้นมีความเชื่อว่า ถ้าเอามือไปจับหน้าอก ก็จะได้พลังในการรักษาเยียวยาผู้คนติดไม้ติดมือกลับมา

ประวัติศาสตร์การประดิษฐ์เซ็กซ์ดอลล์ของมนุษย์ อันประกอบด้วยนาซี นักเดินเรือ เทคโนโลยี และเงิน เงิน เงินมหาศาล
ชีล่าน่ากิ๊ก

ตุ๊กตาหน้าเรือ

ในปีคริสตศักราชที่ 15 ตุ๊กตาสวาทได้ถือกำเนิดขึ้นบนเรือเดินสมุทร ภายใต้ชื่อไฮโซว่า Dame De Voyage ในภาษาฝรั่งเศส หรือ Dama De Vinje ในภาษาสเปน หรือ Seamannsbraut ในภาษาเยอรมัน หากต้องแปลเป็นภาษาไทยแล้ว ก็คงประมาณ หญิงเริงเรือ อะไรทำนองนั้น ไอ้เจ้าตุ๊กตาเหล่านี้ถูกเย็บประดิษฐ์ขึ้นมาด้วยฝีมือเหล่ากะลาสีจากผ้าเก่าๆ เพื่อใช้บรรเทาความเหงาและความกำหนัด

อย่าถามผู้เขียนว่าใช้ยังไง เพราะข้อมูลที่ค้นคว้ามา มันไม่ได้พาไปไกลถึงจุดนั้น แต่เป็นอันว่าเราน่าจะพอเดากันได้

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
หญิงเริงเรือ-ที่น่ากลัวมากกว่าเซ็กซี่ อีกนิดก็แอนนาเบลล์แล้ว

นาซีสวาท

ใน ค.ศ. 1941 นาซีก็ให้กำเนิดเซ็กส์ดอลล์แบบโมเดิร์นขึ้น ใช่ ถึงแม้มันจะฟังดูประหลาดและน่าอดสู แต่ด้วยการดำริของ ไฮน์ริช ฮิมเลอร์ (Heinrich Himmler) ผู้ซึ่งไม่ต้องการให้ทหารล้มตายจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เขาจึงเริ่มคิดค้นวัตถุระบายอารมณ์ให้เหล่าชายชาญ ภายใต้โครงการลับสุดยอด

นักประติมากรรมของโครงการ Arthur Rink โดยแรกเริ่ม สร้างตุ๊กตาขึ้นมา 3 ประเภทด้วยกัน Type A มีรอบอก 168 เซนติเมตร Type B 176 เซนติเมตร และ Type C 182 เซนติเมตร โดยเน้นไปที่หน้าอกทรงกลมอวบอิ่มเต็มมือ ส่วนใบหน้านั้น เขาตัดสินใจออกแบบให้มีความขี้เล่น ซุกซนเล็กน้อย โดยไม่อ้างอิงผู้หญิงในสมัยนั้น หรือในประวัติศาสตร์เลยแม้แต่น้อย เพราะเขาเชื่อว่าหน้าที่ของตุ๊กตาตัวนี้มีเพียงอย่างเดียว คือการระบายความกำหนัด ไม่จำเป็นต้องทำให้หวนระลึกถึงมารดาหรือสตรีเพศที่มีตัวตนอยู่จริงแต่อย่างใด เขาจึงเลือกใช้ Artificial Face of Lust หรือ หน้าตัณหาสังเคราะห์ เป็นทางเลือกในการปั้นตุ๊กตาตัวนี้ให้สมบูรณ์แทน

ตุ๊กตาสูงโปร่ง ขายาว ผมบลอนด์ ขนาดเท่าจริง ถูกเลือกมาจาก Type B และสร้างสำเร็จในเดือนกันยายน ค.ศ. 1941

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
ตุ๊กตาของนาซี

ใครเล่าจะทราบว่า ไอ้เจ้าตุ๊กตาหน้าตัณหาสังเคราะห์นี้ จะเป็นที่มาและแรงบันดาลใจของ รูธ แฮนด์เลอร์ (Ruth Handler) ให้ออกแบบตุ๊กตาบาร์บี้ขึ้นในทีหลัง

เมียสมองกล

ใน ค.ศ. 1975 หนังชื่อ The Stepford Wives ออกฉายเป็นครั้งแรก ว่าด้วยเรื่องราวของเมืองที่สมบูรณ์แบบ สงบสุข อยู่ในครรลองของจารีตประเพณีอันดีงาม และแน่นอนว่าองค์ประกอบหลักของเมืองนี้คือเหล่าแม่ๆ เมียๆ แม่เมือง ที่แท้จริงแล้ว นางเป็นหุ่นยนต์สมองกลกันเกือบหมด

(จำไว้ อะไรที่ดีเวอร์ ดีหมดทุกกระเบียด มักไม่จริง)

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
The Stepford Wives

ในต้นปี 80 นี้เอง หุ่นยนต์เซ็กส์ตัวแรกชื่อว่า 36C ก็เริ่มถือกำเนิดขึ้นเช่นกัน โดยบริษัท British Company, Sex Objects Ltd. โดย ‘เธอ’ มีระบบประมวลผลแบบ 16 บิทและเครื่องแปลงเสียง ที่ช่วยให้โต้ตอบคำสั่งพื้นฐานได้ราวกับ สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน (Scarlett Johansson) ในเรื่อง Her

หลังจากนั้น ก็เริ่มมีคำศัพท์ใหม่ที่คิดค้นมาเพื่อเรียก หุ่นยนต์เพศหญิง เช่นคำว่า Gynoid จนไปถึงคำว่า Fembot เป็นต้น

ใน ค.ศ. 1987 รัฐบาลอังกฤษยกเลิกกฎหมายข้อห้ามการนำเข้าของลามกอนาจาร ซึ่งโต้โผในการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน บริษัท British Sex Company เจ้าเดียวกันนี้นั่นเอง เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนอังกฤษและคนในเกาะสหราชอาณาจักร มีมุมมองต่อเซ็กส์และข้าวของที่แวดล้อม เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ถึงขึ้นมีประโยคที่เรียกว่า “British are Cumming” หรือหากแปลตรงตัว ก็คงแปลได้ว่า “บริติชน้ำแตกแล้วจ้า”

ความสุขเป่าลม

ใน ค.ศ. 1995 เริ่มมีของเล่นเป่าลมยางชนิดแรกๆ ออกมา โดยของเล่นชนิดแรกนั้นคือ แกะเป่าลม ใช่ครับ แกะเป่าลมชื่อว่า Love Ewe ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นแค่ของเล่นแผลงๆ ชนิดหนึ่งเท่านั้น

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
น้องแกะ Love Ewe หน้าตาประมาณนี้

หลังจากนั้นเพียง 1 ปีให้หลัง เซ็กส์ดอลล์หรือตุ๊กตาสยิวก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ โดย แมตต์ แมคมัลเลน (Matt McMullen) วัย 29 ปี ตัดสินใจเลิกทำหน้ากากฮัลโลวีนขาย แล้วหันมาทำตุ๊กตายางที่มีขนาด รูปร่าง ความรู้สึก ใกล้เคียงมนุษย์ขายแทน โดยตัวแรกตั้งชื่อว่า Leah หลังจากที่ Leah ปล่อยออกมา ก็ประสบความสำเร็จถล่มทลาย จน Matt ต้องตั้งบริษัทที่ชื่อว่า Real Dolls ขึ้น เพื่อจำหน่ายสินค้าประเภทนี้โดยเฉพาะ ซึ่งหลังจากนั้น บริษัทนี้ก็กลายเป็นหนึ่งในบริษัทของเล่นสำหรับผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จมากแห่งหนึ่งของโลก

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
นาย Matt McMullen และผลิตภัณฑ์เปลี่ยนชีวิตของเขา

ตัวตุ๊กตายางเอง มีโครงกระดูกที่เป็น PVC ดัดโค้งได้ ในขณะที่ข้อต่อเป็นเหล็ก ส่วนเนื้อหนังเป็นวัสดุประเภทซิลิโคน-แล้วที่เหลือก็เป็นเพียงประวัติศาสตร์ เพราะปัจจุบันเซ็กส์ดอลล์หรือตุ๊กตาสยิวนั้น มี 10 ร่างกายให้เลือก และมี 15 ใบหน้า สลับสับเปลี่ยนได้ตามใจชอบ และยังมีโทนสีผิวอีก 5 โทนด้วยกัน สนนราคาก็มีตั้งแต่พอจะเก็บเงินแอบพ่อแม่ซื้อได้ ไปจนถึงเป็นงานศิลปะเลยทีเดียว

เพื่อนเสียว

หลังจากการเกิดขึ้นของตุ๊กตายางและ Sexual Revolution ในช่วงปี 60 -70 นั้น อุตสาหกรรมที่แวดล้อมวัฒนธรรมเซ็กส์ก็เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ค.ศ.​ 2005 นักลงทุนจากญี่ปุ่นเริ่มเปิดให้เช่า Dutch Wives หรือ เมียดัตช์ เป็นคำศัพท์ใช้เรียกเซ็กส์ดอลล์ที่ทำจากซิลิโคนคุณภาพสูง เพียงแค่ปลาย ค.ศ. 2005 บริษัทนี้ก็ขยายไปถึง 20 สาขาด้วยกัน แถมทุกสาขายังมีวิกผมให้ลูกค้าเลือกใส่ให้ตุ๊กตาของตัวเองด้วยนะ

ชาวญี่ปุ่นเริ่มพัฒนาหุ่นยนต์และเทคโนโลยีอย่างรอบด้าน ซึ่งในมิติของเพศและเซ็กส์ก็หนีไม่พ้น ใน ค.ศ. 2007 พวกเขาได้ให้กำเนิด The Sexual Audio System ขึ้น เป็นระบบ MP3 ที่สามารถฝังเข้าไว้ในตุ๊กตาได้เพียงแค่ใส่ถ่าน

ค.ศ. 2009 ชาวเยอรมันก็ให้กำเนิดตุ๊กตาเพศชายที่เป็นเซ็กส์ดอลล์ตัวแรกขึ้นในโลก ชื่อว่า NAX ที่มีฟังก์ชันเจ้าโลกแข็งตัวและหลั่งอัตโนมัติ สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 400,000 บาท ท่านก็จะได้ตุ๊กตาชาย หัวโล้น มีหางม้า เหมือนเซียนพระเครื่องในบ้านเราไปครอบครองคนเดียวเต็มๆ

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
Nax คือมีความเพื่อชีวิตมากๆ

บุคลิกตามสั่ง

ใน ค.ศ. 2010 ตุ๊กตาสยิวที่ใส่บุคลิกอะไรลงไปก็ได้ตามใจเจ้าของ ถือกำเนิดขึ้นในงานแสดงสินค้าที่ลาสเวกัส นาย Doug Hines เจ้าของบริษัท True Companion เปิดตัวตุ๊กตารุ่น Roxxy ในสนนราคาเกือบ 200,000 บาท คุณสามารถพูดคุยกับเพื่อนเสียวของคุณได้ราวกับเป็นมนุษย์จริงๆ เพราะว่าพวกมันไม่ได้พูดทุกอย่างเหมือนกัน-ขึ้นอยู่กับบุคลิกที่คุณเลือก ไม่ว่าจะเป็นสาวแก่นซ่าหรือสาวบรรณารักษ์น้อยขี้อาย การโต้ตอบกับพวกเธอนั้นหลากหลาย สนุกสนาน และใกล้เคียงความเป็นมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน

ประวัติศาสตร์การประดิษฐ์ เซ็กซ์ดอลล์ ของมนุษย์ อันประกอบด้วยนาซี นักเดินเรือ เทคโนโลยี และเงิน เงิน เงินมหาศาล
Roxxy และผู้ให้กำเนิด

หนึ่งในสคริปต์ที่ Roxxy พูดได้ ได้แก่ประโยค

“ไม่นะ ฉันไม่คิดว่าคุณแปลกสักหน่อย คุณน่ะน่ารักและเซ็กซี่จะตาย และก็เป็นคนปกติคนหนึ่งนี่แหละ แหงล่ะ ถ้าวันไหนคุณอยากได้ผู้หญิงจริงๆ แค่ดีดนิ้ว คุณก็หาได้แล้ว-คุณแค่เป็นคนยุ่งมากๆ ไม่มีเวลา แต่มีเงินและอำนาจแค่นั้นเอง”

“อ้อ แล้วคุณควรจะซื้อเพื่อนตุ๊กตาให้ฉันเพิ่มด้วยนะ บอกเบอร์เครดิตการ์ดของคุณกับฉันได้เลย”

ข้อมูลอ้างอิง

blackbookmag.com

www.indy100.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load