“นี่คืองานดีไซน์และคราฟต์ซึ่งสง่างามและใช้งานได้ดีที่สุดที่โลกนี้เคยมีมา ว่าซั่น!” – ลุทวิก มีส แวนเดอโร (Ludwig Mies van der Rohe) สถาปนิกระดับตำนาน กล่าวไว้ประมาณนี้

หากวันนี้เราหยิบเอาเหล่า Cafe Hopper (ผู้ชอบตระเวนหาร้านคาเฟ่ลับ พร้อมกับสะพายกล้องขนาดเขื่องไปถ่ายรูปตามมุมต่างๆ ในร้านกาแฟ) ใส่ไทม์แมชชีน ย้อนไปในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม แล้วให้เขาถ่ายรูปร้านกาแฟ คาเฟ่โบราณ ผู้เขียนค่อนข้างมั่นใจว่า ในรูปที่พวกเขาถ่ายกลับมาอวดเพื่อนๆ โซเชียลแคมของเขา อย่างน้อย 9 ใน 10 คาเฟ่ ต้องมีเก้าอี้ตัวนี้ติดอยู่ในรูปทุกมุมอย่างแน่นอน

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
No.14 Chair
ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
พ่อทุกเก้าอี้

เพียงแค่ ค.ศ. 1930 เก้าอี้ตัวนี้ก็ถูกขนานนามว่าเป็น เก้าอี้แห่งเก้าอี้ (The Chair of Chair) เก้าอี้ที่ขายดีที่สุดในโลก พ่อของเก้าอี้บิสโทรทุกสถาบัน พ่อของเก้าอี้โกปี๊ พ่อของเก้าอี้โชคโก เก้าอี้ตัวแรกในโลกยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และเป็นเจ้าของมงกุฎสายสะพายอื่นๆ อีกมากมายในวงการเก้าอี้

คอลัมน์วัตถุปลายตาตอนนี้จะพาท่านย้อนไปคุ้ยประวัติของเก้าอี้ที่ได้สัมผัสแก้มก้นของมนุษย์โลกมามากมาย อย่าง No.14 Chair และคนที่คุณหลายๆ คนไม่รู้ว่าใครคือผู้ให้กำเนิดมัน อย่าง ไมเคิล โทเนต (Michael Thonet)

ติดกาว

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
ไมเคิล โทเนตและลูกชายทั้งห้า

ไมเคิล โทเนต ชาวเยอรมัน-ออสเตรีย เริ่มต้นอาชีพช่างไม้อิสระของตัวเองด้วยการหมกมุ่นกับ ‘กาว’ ถึงขั้นซื้อโรงงานผลิตกาวชื่อ Michelsmühle ผูู้ซึ่งต้องส่งกาวที่ใช้ในกระบวนการซ้อนผิวไม้ติดเข้าด้วยกัน และนายโทเนตก็พยายามวิ่งเต้นจดสิทธิบัตรของการดัดไม้และซ้อนกาวให้เป็นลิขสิทธิ์ของตัวเองแต่เพียงผู้เดียวตั้งแต่ ค.ศ. 1837 จนถึง ค.ศ. 1841 แต่ก็ไม่มีประเทศไหนยอมมอบให้เขา

จนกระทั่ง ค.ศ. 1841 ที่เขาค้นพบเทคนิคการดัดไม้ให้เป็นรูปโค้งมนและมีน้ำหนักเบาด้วยการใช้ไอความร้อน ซึ่งเป็นการค้นพบที่เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ไปตลอดกาล เพราะช่างจะไม่ต้องกลึง แกะสลัก เสียเนื้อไม้ เหมือนรูปแบบการผลิตในวันวาน และรวมถึงทำความโค้งมนที่รองรับสรีระของผู้ใช้งานได้มากขึ้นอีกด้วย

จากเจ้าของโรงงานกาว ก็กลายสภาพมาเป็นเทพแห่งการดัดไม้ด้วยไอความร้อน ผู้เปลี่ยนแท่งไม้ทื่อๆ ตรงๆ ให้กลายเป็นงานศิลปะที่นั่งได้ และสร้างแรงบันดาลใจรวมถึงบทเรียนมากมายให้นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์จนถึงยุคปัจจุบัน

เข้าวัง

เจ้าชาย Klemens Welzen von Metternich (ใช่ ทุกชื่อในบทความนี้จะอ่านยากเยี่ยงนี่แล) มีความหลงใหลในสิ่งประดิษฐ์ขอโทเนต ถึงขั้นเชิญเขาไปนำเสนองานเฟอร์นิเจอร์ในวัง

แต่การเป็นคนคิดค้นสิ่งใหม่ในโลกไม่ได้หมายความว่าจะร่ำรวยเสมอไป ใช่ นั่นคือสัจธรรมของโลกใบนี้ที่โทเนตได้เรียนรู้ เนื่องจากบริษัท Boppard ของเขามีสถานะการเงินที่ลุ่มๆ ดอนๆ จนถึงขั้นต้องขายบริษัทไป และย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่เวียนนาแทน

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
โรงงานของโทเนต

ความฮึดสู้ของโทเนตเริ่มขึ้นอีกครั้ง จากการร่วมทำงานกับลูกชายทั้งสี่ของเขา ภายใต้ชื่อบริษัท Gebrüder Thonet Vienna ใน ค.ศ. 1850 นี้เอง ที่เขาเริ่มคิดเก้าอี้รุ่นแรก ซึ่งมีชื่อทื่อๆ ไม่ซับซ้อนว่า เก้าอี้หมายเลข 1 (No.1 Chair) หลังจากนั้น เก้าอี้ตัวนี้ก็ตระเวนกวาดรางวัล มงลงไปทั่วยุโรป และนั่นหมายถึงสถานะของบริษัทที่มั่นคงขึ้นของเขาและลูกชายทั้งสี่ด้วยเช่นกัน

มงลง

ถ้าหาก Adele ขี้เกียจคิดชื่ออัลบั้มตัวเองฉันใด ไมเคิล โทเนต ก็ขี้เกียจตั้งชื่อเก้าอี้ที่ตัวเองคลอดออกมาฉันนั้น เพราะหลายชิ้นที่เขาสร้างขึ้นมาเป็นแค่ตัวเลข เรียงลำดับไปมา แบบที่ไม่ต้องคิดชื่อซับซ้อน ดูวันตกฟาก สร้างพรรณนาโวหารใดๆ

ถึงกระนั้น เลขศาสตร์ของโทเนตดำเนินมาถึงจุดพีกที่สุด เมื่อเก้าอี้ของเขาดำเนินมาถึงตัวที่ 14

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
องค์ประกอบที่น้อยแต่มาก

ไม้ 6 ชิ้น วงกลม 2 ชิ้น แท่ง 2 แท่ง และส่วนโค้ง 1 ชิ้น ยึดกันไว้ด้วยสกรู 10 ตัว และน๊อต 2 ตัว

นี่คือส่วนประกอบที่แสนจะเรียบง่ายของชิ้นส่วนของการทำเก้าอี้หมายเลข 14 ของโทเนต 

เก้าอี้หมายเลข 14 คือผลของการทดลองปีแล้วปีเล่า จากความพยายามของนักดัดไม้และนักสร้างเก้าอี้อย่างโทเนตที่จะสร้างเก้าอี้ที่สวย เบา สง่างาม และราคาไม่แพง ถึงขึ้นตั้งโจทย์ราคาไว้ที่ไวน์ดีๆ หนึ่งขวด แน่นอนว่าในความพยายามของโทเนตนั้น คนอื่นๆ ก็พยายามและล้มเหลวมากมายเช่นเดียวกับเขา

จนกระทั่ง ค.ศ. 1859 ที่เขาปล่อยเก้าอี้หมายเลข 14 ออกสู่ท้องตลาดในราคาไม่แพง ไม่แพงถึงขนาดผู้รากมากดีก็อยากได้ อาจารย์อนุบาลก็ซื้อได้สบายกระเป๋า และเมื่อผ่านไปจนถึง ค.ศ. 1930 เก้าอี้ตัวนี้ก็ทำยอดขายไปถึง 50 ล้านชิ้น! (ใช่ 50 ล้านชิ้น)

มันคือหลักฐานความสำเร็จของยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่พิสูจน์ว่า การผลิตแบบ Mass Production ช่วยทำให้ข้าวของที่ครั้งหนึ่งเคยแพง เอื้อมไม่ถึง อยู่ในความครอบครองของไพร่ฟ้าตาดำๆ ธรรมดาๆ ที่รักในงานออกแบบที่ดี

โทเนตพิสูจน์ให้เห็นว่า ของที่ผลิตจากเทคโนโลยีและเครื่องจักรก็เซ็กซี่ได้ ซึ่งมันเซ็กซี่ตรงที่เข้าถึงทุกคนได้นี่แหละ

ก่อนกาล

หนึ่งในอีกหลายเหตุผลของความสำเร็จของเก้าอี้หมายเลข 14 นอกจากหน้าตาที่สะสวย คลาสสิก ไร้กาลเวลาของมันแล้ว ยังเป็นสมอง สมองของโทเนต ผู้คิดให้ชิ้นส่วนทั้งหลายเรียบง่าย มีจำนวนไม่มาก ประกอบได้ด้วยฝีมือช่างที่ไม่จำเป็นต้องเก่งระดับเทพ และในระบบการซื้อขายที่มีจำนวนมากนั้น โทเนตยังคิดค้นให้มีการแยกชิ้นส่วนแบนๆ เพื่อประหยัดพื้นที่ในการขนส่งอีกด้วย

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
การขนส่งก่อนจะมี IKEA

ใช่ มันเหมือนระบบ Flat Pack ทุกวันนี้นั่นแล หลายคนเชื่อว่า เก้าอี้หมายเลข 14 ที่ถอดประกอบให้แบนได้ และประกอบขึ้นเองได้โดยไม่ซับซ้อนนั้น เป็นแม่แบบให้ระบบ Flat Pack อย่าง IKEA เช่นเดียวกัน

มันดูเหมือนงานออกแบบที่ใหม่และไม่มีวันเชย เพราะยังไม่มีใครทำได้ดีกว่า” แจสเปอร์ มอร์ริสัน (Jasper Morrison) นักออกแบบหัวก้าวหน้าชมเก้าอี้รุ่นนี้ไว้ เช่นเดียวกับนักสร้างสรรค์ระดับตำนานมากมาย

สภากาแฟ

หากวันนี้คุณเป็น Cafe Hopper ที่เดินสำรวจร้านกาแฟโบราณ สภากาแฟในย่านเมืองเก่า แถวเจริญกรุง เจริญนคร คุณก็จะพบเก้าอี้ไม้ดัดหน้าตาคุ้นๆ คล้ายเก้าอี้ในบทความนี้ แต่ภายใต้ชื่อเก้าอี้เชคโกบ้าง เก้าอี้โกปี๊บ้าง เก้าอี้ร้านโจ๊ก เก้าอี้สภากาแฟบ้าง – จงรู้ไว้ว่า ทุกตัวล้วนอยู่ภายใต้เงาของโทเนตทั้งสิ้น

ในฐานะคนที่ใช้ไม้เป็นวัตถุดิบ โทเนตเริ่มคำนึงถึงการสร้างระบบนิเวศของการใช้ไม้ และวัตถุดิบจากธรรมชาติ ถึงขั้นปลูกป่า เพาะพันธุ์ไม้ของตัวเองไว้ในเมือง Koritschan เพื่อกำหนดปริมาณและควบคุมการใช้ไม้ และ Life Cycle ของการตัดไม้ของตัวเอง หรือที่สมัยนี้เราเรียกว่า Carbon Footprint เมือง Koritschan กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐเช็กในปัจจุบัน หรือเชโกสโลวาเกียในอดีต คำว่าเก้าอี้เชคโกตามร้านโกปี๊ จึงมีเงาของโทเนตแผ่คลุมอยู่ไม่มากก็น้อย

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
เก้าอี้รุ่นต่างๆ ของโทเนต 

ใน ค.ศ. 1869 สิทธิบัตรของการดัดไม้โค้งด้วยความร้อนของโทเนตหมดอายุการคุ้มครอง แน่นอนว่ามีคู่แข่งจำนวนมากมายที่รอก๊อปปี้และใช้เทคนิคนี้สร้างเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เช่นเดียวกัน บางเจ้าทำได้เร็วกว่า ถูกกว่า เช่น บริษัท Kohn ซึ่งใช้ป่าในประเทศเชโกสโลวาเกียเช่นเดียวกัน ทำให้ภาษาของเก้าอี้ไม้ดัดที่โทเนตเป็นผู้คิดค้น เริ่มมีความเพี้ยน หลากหลาย บ้างก็มองว่าเจือจาง บ้างก็มองว่าเข้มข้นขึ้น แต่ท้ายที่สุดใน ค.ศ. 1893 มีบริษัทในยุโรป ถึง 50 บริษัทที่ใช้เทคนิคการดัดไม้แบบโทเนตสร้างสรรค์สินค้าประเภทเดียวกัน

หากวันนี้คุณเดินไปบางโพธิ์ แหล่งค้าไม้และเก้าอี้ไม้แหล่งใหญ่ของประเทศเรา แน่นอนว่าคุณจะเจอสิ่งที่เหมือนหรือคล้ายเก้าอี้หมายเลข 14 นี้ไม่มากก็น้อย (แต่ส่วนมากจะมาก) วางอยู่เต็มสองข้างทาง

บันดาลใจ

ถึงวันนี้ ดูราวกับว่าสมบัติทางความคิดของโทเนตจะเป็นสาธารณสมบัติของโลกแห่งการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไปแล้ว แต่ผู้เขียนเองก็ยังค้นพบงานชิ้นใหม่ๆ ในโลกงานออกแบบ ศิลปะ สถาปัตยกรรม ที่หยิบเอาเจ้าเก้าอี้หมายเลข 14 มาปัดฝุ่นใหม่ รื้อ ค้น เพื่อแสดงความเคารพต่อบิดาแห่งเก้าอี้ท่านนี้

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
เก้าอี้ที่ถูกเผาโดย Maarten Baas

เช่น Maarten Baas นักออกแบบชาวดัตช์ เอาเก้าอี้โทเนตตัวแท้ๆ มาเผาให้เกือบจะกลายเป็นถ่านสีดำ แล้วเคลือบเรซิ่นเก็บผิวไม้และความแข็งแรงไว้ หากเป็นนักออกแบบชาวไทยก็อาจจะมีโดนทัวร์ลงได้ เพราะดูเหมือนเป็นการทำลาย ในขณะที่เจ้า Maarten Baas มองว่าเป็นการย้อมสีไม้ด้วยไฟชนิดหนึ่งต่างหากล่ะ

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
SANAA Chair

สถาปนิกญี่ปุ่นหัวใหม่อย่าง SANAA ก็ใช้เส้นสายคร่าวๆ หวัดๆ ของความโค้งมนโทเนตในการออกแบบเก้าอี้ ใน The New Museum แต่ทำด้วยวัสดุที่เป็นโลหะแทน ในขณะที่ MUJI ก็ร่วมมือกับบริษัทโทเนต ออกแบบเก้าอี้คลาสสิกที่ราคาไม่แพง โดยใช้โมเดลระดับตำนานอย่างเก้าอี้หมายเลข 14 เป็นสารตั้งต้นมาแล้ว

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
MUJI x Thonet

Tomas Alonso นักออกแบบชาวสเปนถึงขั้นเอาชื่อเก้าอี้หมายเลข 14 มาหาร 2 แล้วตั้งชื่อ เก้าอี้หมายเลข 7 โดยเปลี่ยนแปลงเส้นสายการดัดไม้ให้มีความพิลึกกึกกือขึ้น แต่ยังคงทำมาจากเทคนิคดั้งเดิมของโทเนต

IKEA เจ้าแห่งการทำให้เก้าอี้มีราคาถูกและเข้าไปอยู่ได้ในทุกบ้านหยิบเก้าอี้หมายเลข 14 มาเปลี่ยนปก เพิ่มเพลงฉลองล้านตลับ แล้วตั้งชื่อมันว่า Olga และ Bjuran ถ้าใครอ่านบทความนี้มาจนถึงบรรทัดนี้แล้ว มองปราดเดียวก็คงจะสังเกตเห็นอิทธิพลของ Thonet No.14 Chairได้อย่างไม่ยากเย็น

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
Olga

ตัวโปรดของผู้เขียนในการรื้อถอนและแสดงความเคารพกับความเป็นตำนานของเก้าอี้หมายเลข 14 น่าจะได้แก่ รุ่น Post Mundus ที่ มาติโน แกมเพอร์ (Martino Gamper) นักออกแบบตัวแสบชาวอิตาเลียน ได้ทำร่วมกันไว้กับบริษัทโทเนตใน ค.ศ. 2012 มันคือการเอาชิ้นส่วนของโทเนตมากลับหัวกลับหาง จากสิ่งที่เคยเป็นพนักก็กลายเป็นขารองรับน้ำหนัก สะท้อนกลับหัวกลับหาง กลับซ้ายกลับขวา Echo กันไปมา แต่ยังคงไว้ซึ่งเทคนิค เส้นสาย และจิตวิญญาณของโทเนตอย่างสมบูรณ์

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
Post Mundus โดย Martino Gamper

ส่วนใครที่เป็นสายเลขศาสตร์เหมือนผู้เขียน แล้วกำลังสงสัยว่าโทเนตได้สร้างเก้าอี้หมายเลข 13 ไว้ก่อนเก้าอี้หมายเลข 14 หรือไม่ หรือโทเนตเลือกที่จะข้ามเลขอัปมงคล (มงคลสำหรับบางคน) แล้วทำหมายเลข 14 เลยหรือไม่-คำตอบคือ ไม่ใช่ เก้าอี้หมายเลข 13 ของโทเนตถูกดัดพนักให้เป็นรูปหัวใจ แต่มันไม่ได้ขายดีเท่า ความเรียบง่ายของหมายเลข 14 เลยแม้แต่น้อย

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

ในวันที่เฟซบุ๊กประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น ‘Meta’ และทุกคนก็ดูเหมือนจะพร้อมโอบรับ ตัวตนใหม่ในโลกเสมือนนี้กันถ้วนหน้า เพื่อนคนหนึ่งก็แคปหน้าจอของตัวเองมาอวดว่า มีคนตามในโลกโซเชียลเหยียบล้าน ในแทบจะทุกช่องทางแล้วนะ และในวันเดียวกันนี่เอง ที่ผมตัดสินใจเขียนเรื่อง ‘Alter Ego’ ในคอลัมน์วัตถุปลายตาตอนนี้

ในโลกที่ตัวเลขของ Followers เท่ากับมูลค่าและโอกาสทางธุรกิจ ผมอดคิดไม่ได้ว่า ตัวตนของคนที่เราเห็นหรือเลื่อนนิ้วผ่านบนโทรศัพท์นั้น ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาให้ใกล้เคียงกับตัวจริงของเขากี่มากน้อย

“ในอนาคต ทุกคนจะเป็นคนดัง แต่ภายในช่วงสิบห้านาทีเท่านั้น” ประโยคคลาสสิกที่ แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol) เคยพูดไว้เลาๆ ใช้อธิบายปรากฏการณ์ ‘ไวรัล’ ของโลกเสมือนและโลกออนไลน์ที่นับวันจะมีบทบาทกับชีวิตของมนุษย์มากขึ้น แบบที่ไม่มีวันย้อนหวนกลับ

ทว่าอันที่จริงการเกิดขึ้นของ ‘ตัวตนต่าง’ หรือ Alter Ego (หรือแอคหลุมในบางกรณี) มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นในวันที่เฟซบุ๊กเปลี่ยนเป็น Meta เพราะขนาด แอนดี้ วอร์ฮอล ก็เคยประดิษฐ์ตัวตนที่เป็นผู้หญิงของตัวเองขึ้น ภายใต้ชื่อ นาง Drella อันที่จริง โลกของการมีอีกหนึ่งตัวตนนั้น เป็นที่คุ้นเคยในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ศิลปะ และดนตรีมายาวนาน

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Drella – Alter ego ของ Andy Warhol

วัตถุปลายตาจะพาท่านผู้อ่านไปศึกษาการสร้างอีกหนึ่งตัวตนของคนระดับตำนาน แล้วชวนหันกลับมามองโลกที่เราอยู่กันวันนี้ ว่าคุณๆ ท่านๆ ทั้งหลาย พร้อมหรือยัง กับโลก Metaverse ที่จักรวาลนับหมื่นล้านหมุนและโคจรไปพร้อมๆ กัน

ไม่ว่าคุณจะเลือกเป็น Clark Kent หรือ ซูเปอร์แมน, Beyonce หรือ Sasha Fierce, David Bowie หรือ Ziggy Stardust สิ่งหนึ่งที่คุณอาจจะไม่ทราบก็คือ ตัวตนของคุณ บางทีอาจจะมีมากกว่าหนึ่งมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกแล้วก็เป็นได้

และนี่คือบทบันทึกการเดินทางของโลกที่คุณ ไม่ใช่แค่คุณ

Alter Ego คืออะไร

ใน ค.ศ. 1730 มีการจัดตั้งการศึกษาวิจัยเรื่องตัวตนอีกตัวตนหนึ่ง หรือ Otherself ขึ้นมา โดยนาย Anton Mesmer ตั้งสมมติฐานก่อนทดลองว่า คนที่ทำตัวแปลกออกไป ในขณะที่ตื่นรู้อยู่นั้น ถือว่าโดนสะกดจิต

จนกระทั่ง ค.ศ. 1900 นั่นแหละ ที่คำว่า ‘Alter Ego’ หรือตัวตนเสมือนถูกนิยามขึ้น เพื่อระบุปัญหาและอาการเกี่ยวกับโรค Multiple Personality Disorder แต่จนภายหลังจึงเป็นที่ทราบกันว่า การมีตัวตนเสมือนนั้น ไม่ถือเป็นอาการป่วยแต่อย่างใด

ความต่างของการป่วยมีหลายบุคลิกกับการแค่มีตัวตนเสมือนนั้น อยู่ที่ว่าเจ้าตัวรู้ตัวหรือไม่ว่ามีบุคลิกอีกแบบซ่อนเร้นอยู่

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
เคสคลาสสิกแห่ง Alter Ego

ทฤษฎีที่ว่าด้วยการรู้ตัวและตั้งใจสร้างตัวตนเสมือนขึ้นมานั้น เริ่มพัฒนามาจากนักจิตวิทยาชื่อ Roberto Assagioli ซึ่งอธิบายไว้ว่า เราทุกคนมีตัวตนแฝงอยู่ในตัวเองไม่มากก็น้อย ตามระดับที่ไม่เหมือนกัน และตัวตนที่เราใช้ดำเนินชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น ก็คือตัวตนที่มีอำนาจต่อเรามากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ

แต่ตัวตนอื่นๆ ไม่ได้จางหายไป เพียงแต่เราจะหยิบมันขึ้นมาใช้ตามประสบการณ์ที่ถูกหล่อหลอมมา ซึ่งเป็นปัจเจก บทบาทสมมติเหล่านี้มักจะโผล่ขึ้นมาตามเหตุการณ์จำเป็นต่างๆ เช่น เราอาจจะสวมบทบาทนักสู้ นักปกป้อง ผู้ดูแล หรือเล่นบทเหยื่อได้ทั้งสิ้น แล้วแต่ว่าเราเลือกที่จะหยิบบทบาทไหนขึ้นมาใช้ในเวลานั้นๆ

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Clark Kent คือหนุ่มเนิร์ด ที่แค่ถอดแว่นปุ๊บก็ซูเปอร์แมนปั๊บ

วิทยาศาสตร์ แห่ง Sasha Fierce

ทุกคนรู้ แฟนคลับรู้ ว่า Beyonce มีอีกหนึ่งร่างอวตารที่เธอตั้งชื่อให้เองว่า Sasha Fierce มีความมั่นใจสูงปรี๊ด เซ็กซี่ปรอทแตก และเฟียซชนิดเกินเบอร์ ซึ่งตัวร่างจริงอย่าง Beyonce เคยบอกไว้ว่า

ทุกครั้งที่ฉันได้ยินคอร์ดเจ๋งๆ ทุกครั้งที่ฉันใส่รองเท้าส้นสูงปรี๊ด ทุกครั้งที่ฉันตื่นเต้นเกินกว่าจะขึ้นไปแสดงบนเวที ซาช่า เฟียซ จะโผล่มาช่วยเธอไว้ และซาช่าเองนั้นก็พูด เดิน เหิน เต้น ต่างจากตัวจริงของเธอลิบลับ” 

Beyonce ให้สัมภาษณ์กับ Oprah Winfrey ไว้ว่า เธอจะอัญเชิญ Sasha ไว้ในกายหยาบอีกสักปีสองปี จนกว่าเธอจะรับมือกับอารมณ์ของการที่ต้องแสดงให้เฟียซคืนแล้วคืนเล่าได้เอง

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Sasha Fierce หนึ่งใน Alter Ego ที่เป็นที่รู้จักตลอดกาลของ Beyonce

อเดลล์เองก็ยอมรับว่า เธอมีอีกร่างที่ชื่อว่า Sasha Carter เป็นส่วนผสมของ Beyonce (ในเวอร์ชัน Sasha Fierce) และ June Carter นักร้องคันทรี่ระดับตำนาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ตัวเองในการขึ้นไปแสดงบนเวทีเช่นกัน ซึ่งอเดลล์ก็ประกาศตัวเป็นแฟนของทั้งสองนักร้องระดับตำนานอย่างเปิดเผย และไม่ได้คิดว่า Sasha Carter เป็นแค่กิมมิกในอุตสาหกรรมเพลงป๊อปแต่อย่างใด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Rachel White แห่ง Hamilton College ในนิวยอร์กกล่าวไว้ว่า การ ‘Self Distancing’ หรือการเว้นระยะห่างออกมาจากตัวตนของตัวเองนั้น ทำให้เรามองเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยตรรกะและเหตุผลที่เป็นภาพใหญ่มากขึ้น และทำให้เราลดความกังวล เพิ่มความอดทนต่อความกดดันและอุปสรรค ร่วมถึงเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเราเองได้อย่างน่าประหลาด

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Adele หรือ Sasha Carter

Self-distancing ศิลปะของเว้นระยะห่างจากตัวเอง

จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ผู้ร่วมเข้าการทดลองถูกขอร้องให้คิดถึงอุปสรรคในอนาคต แล้วแบ่งผู้ทดลองออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งขอให้ดำดิ่งลงไปในความคิดและอุปสรรคของตัวเอง ในขณะที่อีกกลุ่ม เขียนปัญหาและอุปสรรคแปะผนังไว้ แล้วถอยออกมามองในภาพกว้าง ผลที่ออกมาสรุปได้ว่า กลุ่มที่ถอยออกมามองปัญหาจากระยะไกล รู้สึกกังวล เครียด ตื่นเต้น น้อยกว่า และหาวิธีแก้ปัญหาได้มากกว่ากลุ่มที่จม ดำดิ่งไปกับสถานการณ์ในหัวของตัวเอง

อีกหนึ่งการทดลองที่ผมคิดว่ามีประโยชน์และน่าสนใจมากๆ ได้แก่ การถามคำถามเกี่ยวกับอาหารที่กำลังจะรับประทาน แบบแรกถามว่า “อาหารแบบไหนที่ฉันจะกินกันนะ” และ อีกหนึ่งคำถาม คือแทนคำว่า ฉัน ด้วยชื่อตัวเอง ผลปรากฏว่าคำถามแบบหลังทำให้ผู้ตอบเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์กับตัวเองมากกว่า

ก่อนจะมีตัวตนใน Metaverse คนดังมากมาย (และคุณ?) ก็เคยมีตัวตนเสมือน Alter Ego
Slim Shady ก็คือ Eminem

หากข้อมูลข้างบนยังไม่เพียงพอว่าการมีทั้งปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ และ Spider Man หรือการมีทั้ง บรูซ เวนย์ และ แบทแมน มีข้อดีข้อเสียอย่างไร อีกหนึ่งการทดลอง ขอให้เด็กๆ ในวัยเรียนสร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมา เช่น ซูเปอร์ฮีโร่หรือตัวละครโปรดอย่าง โดร่า นักสำรวจ ผลวิจัยค้นพบว่าเด็กๆ เหล่านี้ จะมีสมาธิดีขึ้น และทำงานหนักขึ้นถึง 13 เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน

Alter Ego จำเป็นต้องมีหรือไม่

บางคนก็บอกว่า การที่เราต้องสร้างอีกตัวตนขึ้นมา ทำให้เราเห็นแง่มุมต่างๆ ของอัตตา หรือตัวตนที่แท้จริงของเรามากขึ้น และอีกตัวตนหนึ่งของเราก็อาจจะกล้าทำในสิ่งที่ปกติเราไม่กล้าทำ ซึ่งหลายกรณีทำให้แง่มุมการใช้ชีวิตของเราสมบูรณ์หรือหลากหลายมากขึ้น

แล้วเราจะสร้างตัวตนใหม่ของเราได้ยังไง โดยไม่ต้องรอแว่น Metaverse

คำตอบคือการใช้ชีวิตให้หลายหลาก พบปะผู้คน ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ปกติเราในเวอร์ชันวันธรรมดาคงจะไม่คิดจะเข้าไปสัมผัส ถ้ายังฟังดูยากอยู่ นี่คือวิธีการแบบ Step by Step ในการสร้าง Sasha Fierce คนใหม่ฉบับตัวคุณขึ้นมาเอง

  1. คุณต้องการตัวตนอีกตัวตนหนึ่งไปทำไม IO หรือ แอคหลุม ซึ่งเหตุผลส่วนมากก็มักจะหนีไม่พ้น การปกป้องความเป็นส่วนตัวของตัวคุณเอง ถ้านั่นคือเหตุผลหลัก คุณจะมีสักกี่แอคหลุมก็ไม่ใช่เรื่องผิด
  2. นิยามบุคลิกใหม่ของตัวตนใหม่ของคุณ ส่วนมากแล้วมันมักจะเป็นขั้วตรงข้ามของตัวตนจริงของคุณเสมอ
  3. สร้างรูปร่างหน้าตาใหม่ สำหรับตัวตนใหม่ของคุณที่แตกต่างไปจากตัวตนปกติ
  4. ตั้งชื่อให้ตัวตนใหม่
  5. นำพาตัวตนใหม่ของคุณเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม หรือบริบทที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยตัวคุณเอง
  6. อย่าลืมออกมาจากตัวตนเสมือนบ้าง เพื่อให้เส้นแบ่งระหว่างตัวคุณจริงๆ กับตัวคุณอันดับสองแบ่งออกชัดเจนเสมอ
ประวัติศาสตร์แห่ง Alter Ego เบื้องหลังตัวตนเสมือนอีกหนึ่งหรือสอง - ของตัวคุณเอง
Ziggy Stardust = David Bowie

ตำนานแอคหลุม

ถ้าคุณกำลังคิดหวั่นใจ ว่าหากคุณสร้างตัวตนใหม่แบบเสมือนออกมาแล้ว คนทั่วไปจะคิดว่าคุณน่าจะเพี้ยนๆ ผมขอยกตัวอย่างตัวตนใหม่ในตำนานของวงการศิลปะและดนตรี ที่หวังว่าจะช่วยทำให้การให้กำเนิดคุณคนใหม่นั้น เป็นไปได้อย่างสบายใจกว่าเดิม ดังนี้

David Bowie – Ziggy Stardust / Aladdin Sane / Thin White Duke

Beyonce – Sasha Fierce

Adele – Sasha Carter

Miley Cyrus – Hannah Montana

Paul McCartney – Percy Thrillington

Prince – Camille

Eminem – Slim Shady

Nicky Minaj – Roman Zolanski

Madonna – Madame X

Andy Warhol – Drella

Marcel Duchamp – Rrose Selavy

Jean Michel Basquiat – Samo

ประวัติศาสตร์แห่ง Alter Ego เบื้องหลังตัวตนเสมือนอีกหนึ่งหรือสอง - ของตัวคุณเอง
Andy Warhol = Drella

ข้อควรระวังสำหรับการมีตัวตนเสมือน (ออนไลน์)

การสร้าง Sasha Fierce ขึ้นมาไม่ใช่เรื่องผิด แต่จริงๆ แล้ว ตัวตนที่ผุดขึ้นมาด้วยฝีมือของเรานั้น ส่วนมากจะตอบสนองความต้องการลึกๆ ของเรา เติมเต็มส่วนที่เราอยากเป็น อยากมี อยากทำได้ และเชื่อว่านี่คือด้านลับของเราที่ควรเฉลิมฉลอง

ประวัติศาสตร์แห่ง Alter Ego เบื้องหลังตัวตนเสมือนอีกหนึ่งหรือสอง - ของตัวคุณเอง
Ziggy Stardust = David Bowie ผู้ซึ่งเป็นฮีโร่ตลอดกาลของผู้เขียน

ตราบใดที่เราไม่หลงเข้าใจผิด คิดว่าตัวตนที่สร้างมาคือตัวตนของเราที่จะต้องคงอยู่ตลอดไป ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และหลงเคลิ้มไปกับสิ่งที่ตัวเราเองสร้างขึ้น

แน่นอนว่าวันที่แว่นตา Metaverse จะเข้ามาสวมถึงหน้าบ้านคงมาถึงในไม่ช้า และถ้าหากอเดลล์สามารถหยิบนักร้องโปรดสองคนมาผสมกันให้กลายเป็นร่างอวตารได้ ผม – Aretha นำโชค ก็ขออวยพรให้ทุกท่าน ท่องโลกเสมือนด้วยอัตตาและตัวตน ที่สนุกสนานในทุกๆ วัน ไม่ว่าคุณจะแคร์หรือไม่แคร์ยอด Followers ของคุณก็ตาม

David Bowie หรือ Ziggy Stardust เคยกล่าวไว้ว่า “ฉันก็ยังไม่รู้ว่าฉันจะเดินทางไปทางไหนต่อเหมือนกันแหละนะ แต่ให้สัญญาเลย ว่ามันจะไม่น่าเบื่อแน่นอน”

ข้อมูลอ้างอิง

www.bbc.com

www.lifepersona.com

news.artnet.com

www.udiscovermusic.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load