“นี่คืองานดีไซน์และคราฟต์ซึ่งสง่างามและใช้งานได้ดีที่สุดที่โลกนี้เคยมีมา ว่าซั่น!” – ลุทวิก มีส แวนเดอโร (Ludwig Mies van der Rohe) สถาปนิกระดับตำนาน กล่าวไว้ประมาณนี้

หากวันนี้เราหยิบเอาเหล่า Cafe Hopper (ผู้ชอบตระเวนหาร้านคาเฟ่ลับ พร้อมกับสะพายกล้องขนาดเขื่องไปถ่ายรูปตามมุมต่างๆ ในร้านกาแฟ) ใส่ไทม์แมชชีน ย้อนไปในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม แล้วให้เขาถ่ายรูปร้านกาแฟ คาเฟ่โบราณ ผู้เขียนค่อนข้างมั่นใจว่า ในรูปที่พวกเขาถ่ายกลับมาอวดเพื่อนๆ โซเชียลแคมของเขา อย่างน้อย 9 ใน 10 คาเฟ่ ต้องมีเก้าอี้ตัวนี้ติดอยู่ในรูปทุกมุมอย่างแน่นอน

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
No.14 Chair
ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
พ่อทุกเก้าอี้

เพียงแค่ ค.ศ. 1930 เก้าอี้ตัวนี้ก็ถูกขนานนามว่าเป็น เก้าอี้แห่งเก้าอี้ (The Chair of Chair) เก้าอี้ที่ขายดีที่สุดในโลก พ่อของเก้าอี้บิสโทรทุกสถาบัน พ่อของเก้าอี้โกปี๊ พ่อของเก้าอี้โชคโก เก้าอี้ตัวแรกในโลกยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และเป็นเจ้าของมงกุฎสายสะพายอื่นๆ อีกมากมายในวงการเก้าอี้

คอลัมน์วัตถุปลายตาตอนนี้จะพาท่านย้อนไปคุ้ยประวัติของเก้าอี้ที่ได้สัมผัสแก้มก้นของมนุษย์โลกมามากมาย อย่าง No.14 Chair และคนที่คุณหลายๆ คนไม่รู้ว่าใครคือผู้ให้กำเนิดมัน อย่าง ไมเคิล โทเนต (Michael Thonet)

ติดกาว

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
ไมเคิล โทเนตและลูกชายทั้งห้า

ไมเคิล โทเนต ชาวเยอรมัน-ออสเตรีย เริ่มต้นอาชีพช่างไม้อิสระของตัวเองด้วยการหมกมุ่นกับ ‘กาว’ ถึงขั้นซื้อโรงงานผลิตกาวชื่อ Michelsmühle ผูู้ซึ่งต้องส่งกาวที่ใช้ในกระบวนการซ้อนผิวไม้ติดเข้าด้วยกัน และนายโทเนตก็พยายามวิ่งเต้นจดสิทธิบัตรของการดัดไม้และซ้อนกาวให้เป็นลิขสิทธิ์ของตัวเองแต่เพียงผู้เดียวตั้งแต่ ค.ศ. 1837 จนถึง ค.ศ. 1841 แต่ก็ไม่มีประเทศไหนยอมมอบให้เขา

จนกระทั่ง ค.ศ. 1841 ที่เขาค้นพบเทคนิคการดัดไม้ให้เป็นรูปโค้งมนและมีน้ำหนักเบาด้วยการใช้ไอความร้อน ซึ่งเป็นการค้นพบที่เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ไปตลอดกาล เพราะช่างจะไม่ต้องกลึง แกะสลัก เสียเนื้อไม้ เหมือนรูปแบบการผลิตในวันวาน และรวมถึงทำความโค้งมนที่รองรับสรีระของผู้ใช้งานได้มากขึ้นอีกด้วย

จากเจ้าของโรงงานกาว ก็กลายสภาพมาเป็นเทพแห่งการดัดไม้ด้วยไอความร้อน ผู้เปลี่ยนแท่งไม้ทื่อๆ ตรงๆ ให้กลายเป็นงานศิลปะที่นั่งได้ และสร้างแรงบันดาลใจรวมถึงบทเรียนมากมายให้นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์จนถึงยุคปัจจุบัน

เข้าวัง

เจ้าชาย Klemens Welzen von Metternich (ใช่ ทุกชื่อในบทความนี้จะอ่านยากเยี่ยงนี่แล) มีความหลงใหลในสิ่งประดิษฐ์ขอโทเนต ถึงขั้นเชิญเขาไปนำเสนองานเฟอร์นิเจอร์ในวัง

แต่การเป็นคนคิดค้นสิ่งใหม่ในโลกไม่ได้หมายความว่าจะร่ำรวยเสมอไป ใช่ นั่นคือสัจธรรมของโลกใบนี้ที่โทเนตได้เรียนรู้ เนื่องจากบริษัท Boppard ของเขามีสถานะการเงินที่ลุ่มๆ ดอนๆ จนถึงขั้นต้องขายบริษัทไป และย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่เวียนนาแทน

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
โรงงานของโทเนต

ความฮึดสู้ของโทเนตเริ่มขึ้นอีกครั้ง จากการร่วมทำงานกับลูกชายทั้งสี่ของเขา ภายใต้ชื่อบริษัท Gebrüder Thonet Vienna ใน ค.ศ. 1850 นี้เอง ที่เขาเริ่มคิดเก้าอี้รุ่นแรก ซึ่งมีชื่อทื่อๆ ไม่ซับซ้อนว่า เก้าอี้หมายเลข 1 (No.1 Chair) หลังจากนั้น เก้าอี้ตัวนี้ก็ตระเวนกวาดรางวัล มงลงไปทั่วยุโรป และนั่นหมายถึงสถานะของบริษัทที่มั่นคงขึ้นของเขาและลูกชายทั้งสี่ด้วยเช่นกัน

มงลง

ถ้าหาก Adele ขี้เกียจคิดชื่ออัลบั้มตัวเองฉันใด ไมเคิล โทเนต ก็ขี้เกียจตั้งชื่อเก้าอี้ที่ตัวเองคลอดออกมาฉันนั้น เพราะหลายชิ้นที่เขาสร้างขึ้นมาเป็นแค่ตัวเลข เรียงลำดับไปมา แบบที่ไม่ต้องคิดชื่อซับซ้อน ดูวันตกฟาก สร้างพรรณนาโวหารใดๆ

ถึงกระนั้น เลขศาสตร์ของโทเนตดำเนินมาถึงจุดพีกที่สุด เมื่อเก้าอี้ของเขาดำเนินมาถึงตัวที่ 14

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
องค์ประกอบที่น้อยแต่มาก

ไม้ 6 ชิ้น วงกลม 2 ชิ้น แท่ง 2 แท่ง และส่วนโค้ง 1 ชิ้น ยึดกันไว้ด้วยสกรู 10 ตัว และน๊อต 2 ตัว

นี่คือส่วนประกอบที่แสนจะเรียบง่ายของชิ้นส่วนของการทำเก้าอี้หมายเลข 14 ของโทเนต 

เก้าอี้หมายเลข 14 คือผลของการทดลองปีแล้วปีเล่า จากความพยายามของนักดัดไม้และนักสร้างเก้าอี้อย่างโทเนตที่จะสร้างเก้าอี้ที่สวย เบา สง่างาม และราคาไม่แพง ถึงขึ้นตั้งโจทย์ราคาไว้ที่ไวน์ดีๆ หนึ่งขวด แน่นอนว่าในความพยายามของโทเนตนั้น คนอื่นๆ ก็พยายามและล้มเหลวมากมายเช่นเดียวกับเขา

จนกระทั่ง ค.ศ. 1859 ที่เขาปล่อยเก้าอี้หมายเลข 14 ออกสู่ท้องตลาดในราคาไม่แพง ไม่แพงถึงขนาดผู้รากมากดีก็อยากได้ อาจารย์อนุบาลก็ซื้อได้สบายกระเป๋า และเมื่อผ่านไปจนถึง ค.ศ. 1930 เก้าอี้ตัวนี้ก็ทำยอดขายไปถึง 50 ล้านชิ้น! (ใช่ 50 ล้านชิ้น)

มันคือหลักฐานความสำเร็จของยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่พิสูจน์ว่า การผลิตแบบ Mass Production ช่วยทำให้ข้าวของที่ครั้งหนึ่งเคยแพง เอื้อมไม่ถึง อยู่ในความครอบครองของไพร่ฟ้าตาดำๆ ธรรมดาๆ ที่รักในงานออกแบบที่ดี

โทเนตพิสูจน์ให้เห็นว่า ของที่ผลิตจากเทคโนโลยีและเครื่องจักรก็เซ็กซี่ได้ ซึ่งมันเซ็กซี่ตรงที่เข้าถึงทุกคนได้นี่แหละ

ก่อนกาล

หนึ่งในอีกหลายเหตุผลของความสำเร็จของเก้าอี้หมายเลข 14 นอกจากหน้าตาที่สะสวย คลาสสิก ไร้กาลเวลาของมันแล้ว ยังเป็นสมอง สมองของโทเนต ผู้คิดให้ชิ้นส่วนทั้งหลายเรียบง่าย มีจำนวนไม่มาก ประกอบได้ด้วยฝีมือช่างที่ไม่จำเป็นต้องเก่งระดับเทพ และในระบบการซื้อขายที่มีจำนวนมากนั้น โทเนตยังคิดค้นให้มีการแยกชิ้นส่วนแบนๆ เพื่อประหยัดพื้นที่ในการขนส่งอีกด้วย

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
การขนส่งก่อนจะมี IKEA

ใช่ มันเหมือนระบบ Flat Pack ทุกวันนี้นั่นแล หลายคนเชื่อว่า เก้าอี้หมายเลข 14 ที่ถอดประกอบให้แบนได้ และประกอบขึ้นเองได้โดยไม่ซับซ้อนนั้น เป็นแม่แบบให้ระบบ Flat Pack อย่าง IKEA เช่นเดียวกัน

มันดูเหมือนงานออกแบบที่ใหม่และไม่มีวันเชย เพราะยังไม่มีใครทำได้ดีกว่า” แจสเปอร์ มอร์ริสัน (Jasper Morrison) นักออกแบบหัวก้าวหน้าชมเก้าอี้รุ่นนี้ไว้ เช่นเดียวกับนักสร้างสรรค์ระดับตำนานมากมาย

สภากาแฟ

หากวันนี้คุณเป็น Cafe Hopper ที่เดินสำรวจร้านกาแฟโบราณ สภากาแฟในย่านเมืองเก่า แถวเจริญกรุง เจริญนคร คุณก็จะพบเก้าอี้ไม้ดัดหน้าตาคุ้นๆ คล้ายเก้าอี้ในบทความนี้ แต่ภายใต้ชื่อเก้าอี้เชคโกบ้าง เก้าอี้โกปี๊บ้าง เก้าอี้ร้านโจ๊ก เก้าอี้สภากาแฟบ้าง – จงรู้ไว้ว่า ทุกตัวล้วนอยู่ภายใต้เงาของโทเนตทั้งสิ้น

ในฐานะคนที่ใช้ไม้เป็นวัตถุดิบ โทเนตเริ่มคำนึงถึงการสร้างระบบนิเวศของการใช้ไม้ และวัตถุดิบจากธรรมชาติ ถึงขั้นปลูกป่า เพาะพันธุ์ไม้ของตัวเองไว้ในเมือง Koritschan เพื่อกำหนดปริมาณและควบคุมการใช้ไม้ และ Life Cycle ของการตัดไม้ของตัวเอง หรือที่สมัยนี้เราเรียกว่า Carbon Footprint เมือง Koritschan กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐเช็กในปัจจุบัน หรือเชโกสโลวาเกียในอดีต คำว่าเก้าอี้เชคโกตามร้านโกปี๊ จึงมีเงาของโทเนตแผ่คลุมอยู่ไม่มากก็น้อย

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
เก้าอี้รุ่นต่างๆ ของโทเนต 

ใน ค.ศ. 1869 สิทธิบัตรของการดัดไม้โค้งด้วยความร้อนของโทเนตหมดอายุการคุ้มครอง แน่นอนว่ามีคู่แข่งจำนวนมากมายที่รอก๊อปปี้และใช้เทคนิคนี้สร้างเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เช่นเดียวกัน บางเจ้าทำได้เร็วกว่า ถูกกว่า เช่น บริษัท Kohn ซึ่งใช้ป่าในประเทศเชโกสโลวาเกียเช่นเดียวกัน ทำให้ภาษาของเก้าอี้ไม้ดัดที่โทเนตเป็นผู้คิดค้น เริ่มมีความเพี้ยน หลากหลาย บ้างก็มองว่าเจือจาง บ้างก็มองว่าเข้มข้นขึ้น แต่ท้ายที่สุดใน ค.ศ. 1893 มีบริษัทในยุโรป ถึง 50 บริษัทที่ใช้เทคนิคการดัดไม้แบบโทเนตสร้างสรรค์สินค้าประเภทเดียวกัน

หากวันนี้คุณเดินไปบางโพธิ์ แหล่งค้าไม้และเก้าอี้ไม้แหล่งใหญ่ของประเทศเรา แน่นอนว่าคุณจะเจอสิ่งที่เหมือนหรือคล้ายเก้าอี้หมายเลข 14 นี้ไม่มากก็น้อย (แต่ส่วนมากจะมาก) วางอยู่เต็มสองข้างทาง

บันดาลใจ

ถึงวันนี้ ดูราวกับว่าสมบัติทางความคิดของโทเนตจะเป็นสาธารณสมบัติของโลกแห่งการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไปแล้ว แต่ผู้เขียนเองก็ยังค้นพบงานชิ้นใหม่ๆ ในโลกงานออกแบบ ศิลปะ สถาปัตยกรรม ที่หยิบเอาเจ้าเก้าอี้หมายเลข 14 มาปัดฝุ่นใหม่ รื้อ ค้น เพื่อแสดงความเคารพต่อบิดาแห่งเก้าอี้ท่านนี้

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
เก้าอี้ที่ถูกเผาโดย Maarten Baas

เช่น Maarten Baas นักออกแบบชาวดัตช์ เอาเก้าอี้โทเนตตัวแท้ๆ มาเผาให้เกือบจะกลายเป็นถ่านสีดำ แล้วเคลือบเรซิ่นเก็บผิวไม้และความแข็งแรงไว้ หากเป็นนักออกแบบชาวไทยก็อาจจะมีโดนทัวร์ลงได้ เพราะดูเหมือนเป็นการทำลาย ในขณะที่เจ้า Maarten Baas มองว่าเป็นการย้อมสีไม้ด้วยไฟชนิดหนึ่งต่างหากล่ะ

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
SANAA Chair

สถาปนิกญี่ปุ่นหัวใหม่อย่าง SANAA ก็ใช้เส้นสายคร่าวๆ หวัดๆ ของความโค้งมนโทเนตในการออกแบบเก้าอี้ ใน The New Museum แต่ทำด้วยวัสดุที่เป็นโลหะแทน ในขณะที่ MUJI ก็ร่วมมือกับบริษัทโทเนต ออกแบบเก้าอี้คลาสสิกที่ราคาไม่แพง โดยใช้โมเดลระดับตำนานอย่างเก้าอี้หมายเลข 14 เป็นสารตั้งต้นมาแล้ว

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
MUJI x Thonet

Tomas Alonso นักออกแบบชาวสเปนถึงขั้นเอาชื่อเก้าอี้หมายเลข 14 มาหาร 2 แล้วตั้งชื่อ เก้าอี้หมายเลข 7 โดยเปลี่ยนแปลงเส้นสายการดัดไม้ให้มีความพิลึกกึกกือขึ้น แต่ยังคงทำมาจากเทคนิคดั้งเดิมของโทเนต

IKEA เจ้าแห่งการทำให้เก้าอี้มีราคาถูกและเข้าไปอยู่ได้ในทุกบ้านหยิบเก้าอี้หมายเลข 14 มาเปลี่ยนปก เพิ่มเพลงฉลองล้านตลับ แล้วตั้งชื่อมันว่า Olga และ Bjuran ถ้าใครอ่านบทความนี้มาจนถึงบรรทัดนี้แล้ว มองปราดเดียวก็คงจะสังเกตเห็นอิทธิพลของ Thonet No.14 Chairได้อย่างไม่ยากเย็น

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
Olga

ตัวโปรดของผู้เขียนในการรื้อถอนและแสดงความเคารพกับความเป็นตำนานของเก้าอี้หมายเลข 14 น่าจะได้แก่ รุ่น Post Mundus ที่ มาติโน แกมเพอร์ (Martino Gamper) นักออกแบบตัวแสบชาวอิตาเลียน ได้ทำร่วมกันไว้กับบริษัทโทเนตใน ค.ศ. 2012 มันคือการเอาชิ้นส่วนของโทเนตมากลับหัวกลับหาง จากสิ่งที่เคยเป็นพนักก็กลายเป็นขารองรับน้ำหนัก สะท้อนกลับหัวกลับหาง กลับซ้ายกลับขวา Echo กันไปมา แต่ยังคงไว้ซึ่งเทคนิค เส้นสาย และจิตวิญญาณของโทเนตอย่างสมบูรณ์

ช่างไม้ผู้เปลี่ยนโลกเฟอร์นิเจอร์ตลอดกาลด้วย Chair No.14 เก้าอี้ขายดีที่สุดในโลกที่มีทุกคาเฟ่, The Chair of Chair, ไมเคิล โทเนต, Michael Thonet, ประวัติเก้าอี้ Chair No.14
Post Mundus โดย Martino Gamper

ส่วนใครที่เป็นสายเลขศาสตร์เหมือนผู้เขียน แล้วกำลังสงสัยว่าโทเนตได้สร้างเก้าอี้หมายเลข 13 ไว้ก่อนเก้าอี้หมายเลข 14 หรือไม่ หรือโทเนตเลือกที่จะข้ามเลขอัปมงคล (มงคลสำหรับบางคน) แล้วทำหมายเลข 14 เลยหรือไม่-คำตอบคือ ไม่ใช่ เก้าอี้หมายเลข 13 ของโทเนตถูกดัดพนักให้เป็นรูปหัวใจ แต่มันไม่ได้ขายดีเท่า ความเรียบง่ายของหมายเลข 14 เลยแม้แต่น้อย

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

“ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่า ทำไมผู้คนส่วนมาก ถึงกระเหี้ยนกระหือรือ อวดชีวิตส่วนตัวของตัวเองในพื้นที่สาธารณะกันนัก พวกเขาลืมไปแล้วหรือว่า การล่องหนได้น่ะ มันคืออำนาจวิเศษนะ?”

Banksy ศิลปินนิรนามระดับตำนานที่ไม่มีใครเคยเห็นหน้ากล่าวไว้

นี่คือบทความสุดท้าย ภายใต้คอลัมน์วัตถุปลายตา

ในวันที่ทุกครั้งที่ผมเลื่อนดูฟีดบนโซเชียลมีเดียของตัวเอง คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ โลกทุกวันนี้ เราให้ค่ากับอะไร ผมเห็นน้อง ๆ ใกล้ ๆ ตัว หมกมุ่นกับยอดคนตามหรือ Followers อยากเป็นยูทูปเบอร์ อยากเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ อยากเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งแน่นอนว่า โลกออนไลน์นั้นมันเป็นพื้นที่มหัศจรรย์ที่นำเสนอเรื่องราว สื่อสารกับผู้คนบนโลกออนไลน์ รวมถึงสร้างอาชีพได้ในหลาย ๆ มิติ

แต่ถ้าหากอินฟลูเอนเซอร์คือคนที่ชี้นำคนอื่นได้ โลกใบนี้กำลังถูกชี้นำไปในทิศทางไหนกันแน่ล่ะ เสียงในหัวก็ยังดังขึ้น ในขณะที่พิมพ์ต้นฉบับคอลัมน์วัตถุปลายตาในครั้งนี้

ร้านกาแฟลับ 15 ร้านน่าไปในย่านเมืองเก่า, สุดยอดบาร์ลับถ่ายรูปสวย 5 อันดับกลางใจเมือง, 12 ไอเท็มเด็ดสำหรับฤดูร้อนนี้ หรืออีกกี่เศรษฐีอายุน้อยกับเป้าความสำเร็จที่คนธรรมดา ๆ อย่างผม คงไม่มีวันไปถึง – นี่หรือ ?

ความสัมพันธ์ที่ผมมีต่อโลกออนไลน์ หากต้องเรียนตามตรง ก็เป็น Love-Hate Relationship มาตลอด ผมต้องการที่จะล่องหนได้ แต่ทำอย่างไรเล่า ในเมื่อธุรกิจทุกอย่างมันขับเคลื่อนจากการสาดแสงสปอตไลต์เข้าไปใส่ และผมเองก็เป็นหนึ่งในกลไกนั้นเช่นกัน

เป็นไปได้หรือไม่ว่า โอกาสที่ผมแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ กับผู้อ่าน The Cloud ผ่านคอลัมน์เล็ก ๆ นี้ มันก็น่าจะชี้นำ สาดแสงส่องสว่างให้อะไรบางอย่างที่แตกต่างและเปี่ยมแรงบันดาลใจ ให้กับโลกใบนี้ได้มากกว่าที่มันเคยมีมา

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด

ผมตัดสินใจว่า ครั้งนี้ผมจะบอกเล่าเรื่องราวของวัตถุหรือชุดความคิดที่ถูกมองข้ามเป็นครั้งสุดท้าย ใช่ครับ นี่คือคอลัมน์สุดท้ายของวัตถุปลายตา 

และผมขอยกเรื่องราวสุดท้ายนี้ ให้กับสุดยอดแรงบันดาลใจตลอดกาลของผมอย่าง คุณป้าวิเวียน เวสต์วูด (Vivienne Westwood) กับพื้นที่เล็ก ๆ ของนางในยุคต้นกำเนิดพังค์ ที่เป็นมากกว่า ร้านขายเสื้อผ้า 

บทความนี้จริง ๆ ไม่เกี่ยวกับแฟชั่นสักเท่าไหร่หรอกครับ

แต่มันคือจุดบรรจบกัน ของจุดเปลี่ยน จุดจบ และจุดเริ่มต้น ที่ผม คุณ และเราทุกคนบนโลกใบนี้ อาจจะเผชิญมันอยู่ตอนนี้ก็เป็นได้

ความไม่ปรองดอง

“เหตุผลเดียวที่ฉันเลือกอยู่ในวงการแฟชั่น ก็เพราะอยากจะทำลายความปรองดองของโลกใบนี้ต่างหาก” 

วิเวียน เวสต์วูด ตำนานพังค์ไอคอนกล่าวไว้

เมื่อวันก่อน ผมนั่งดูรายการหนึ่งในยูทูป ที่จับผู้ทรงคุณวุฒิในวงการแฟชั่นมาถกเถียงกันเรื่อง ‘Fast Fashion’ และผลกระทบของมัน รายการเต็มไปด้วยสีสันที่โกลาหลของแขกรับเชิญที่คิดเห็นไม่เหมือนกัน การพูดคุยกันจึงออกรสออกชาติ เผ็ด ดุเดือด แบบที่ไม่เคยเห็นในรายการทีวีไทยมาก่อน (ก็ดีเหมือนกันนะ ผมคิดในใจ – ประเทศเราควรจะชินกับการถกเถียงแบบเปิดหน้า ไม่ต้องอ้อมค้อม แล้วจบเวทีเสวนาก็ไปกินข้าวด้วยกันต่อได้แล้ว)

แขกรับเชิญท่านหนึ่งถามผู้ทรงคุณวุฒิว่า “แล้วไม่ทราบว่า คุณ (จุดจุดจุด) เคยตั้งคำถามอะไรกับวงการที่ตัวเองอยู่บ้างรึเปล่าคะ”

ผู้ทรงคุณวุฒิตอบอย่างไม่โกหก จริงใจว่า “เอาจริง ๆ นะ ไม่เคยเลยค่ะ”

ผมเลือกที่จะเดินไปปิดทีวีทันที

ย้อนกลับไปเดือนตุลาคม ค.ศ. 1986 วิเวียน เวสต์วูด เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Face ไว้ว่า “ฉันจะใช้พื้นที่หน้าร้านของฉันเป็นพื้นที่ทดลองว่า ตลาดต้องการอะไรกันแน่ มันคล้าย ๆ กับการทำ Market Research นั้นแหล่ะ” ซึ่งหน้าร้านนั้น ป้าวิเวียนเองก็เปิดร่วมกันกับคู่ชีวิตในตอนนั้นอย่าง มัลคอล์ม แมคลาเรน (Malcolm McLaren) แห่งวง Sex Pistols ในย่านเชลซีใน ค.ศ. 1971

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
พ่อและแม่ของผู้เขียน Malcolm และ Viviene

แต่มันเป็นมากกว่าพื้นที่ทดลองขายของ เพราะมันคือที่ที่ทำให้คนตั้งคำถามกับแฟชั่น โลกที่เรากำลังอยู่ และยูนิฟอร์มของการเรียกร้องและประท้วงความไม่เป็นธรรมในสังคม ผ่านเลนส์ของวิเวียนเองด้วย

ตัวร้านเองมีวิวัฒนาการของชื่อและข้าวของที่ขายมาตลอด ตั้งแต่ ค.ศ. 1971 จนถึง ค.ศ. 1976 ตั้งแต่ชื่อแรก Let it Rock, Too Fast too live – Too Young to Die, Sex, Seditionaries, จนมาถึงชื่อสุดท้ายที่ยังคงมีอยู่ในถึงยุคปัจจุบัน คือ Worlds End 

กลางยุค 70 ลูกค้าชาวพังค์ของวิเวียนจะต้องถูกประกบด้วยตำรวจ ระหว่างการเดินทางจากสถานี Sloane Square จนไปถึงร้าน Worlds End ซึ่งปัจจุบันนี้รายล้อมไปด้วยร้านรวงไฮโซ ทั้งแฟชั่น เสื้อผ้า และร้านอาหาร ทั้ง ๆ ที่ตั้งอยู่ชายขอบของบ้านการเคหะทื่อ ๆ ทรง Brutalist ในปลายถนน King’s Road ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ร้านค้าและพื้นที่ที่ถูกบอกเล่าผ่านสายตาของมารดาของพังค์ทั้งมวลอย่างวิเวียนนั้น ย่อมพิสดารต่างจากตรรกะคนทั่วไปเสมอ

จงเขย่า – Let it Rock

อดีตอาจารย์โรงเรียนประถมอย่างวิเวียน กับแฟนหนุ่มที่เรียนไม่จบ ที่คลั่งไคล้ในยีนส์มือสองและเอี๊ยมเดนิมของคนงาน เช่าพื้นที่เล็ก ๆ หลังร้านชานเมือง ต่อจากร้านที่เคยขายของยอดฮิตในยุคโพสต์ฮิปปี้ อย่างเสื้อมิกกี้เม้าส์ เดรสลายปักรูปไอศกรีมต่าง ๆ แล้วตั้งชื่อมันว่า Let it Rock

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
Rockabilly Style

ความหมกมุ่นของวัฒนธรรมเพลงร็อกอเมริกันยุค 50 ของทั้งสองคน เริ่มสำแดงเดชด้วยการถมสินค้าที่เป็นเสื้อยืดจากวงร็อกต่าง ๆ เข้าไปในร้าน หลังจากที่เริ่มขายได้ดี จึงเซ้งพื้นที่ทั้งหมดต่อจากผู้เช่ารายแรก และสเปรย์ตัวอักษรสีชมพู ทับลงไปบนกันสาดสังกะสีสีดำว่า “Let it Rock” 

ไม่พอแค่นั้น ทั้งสองยังตกแต่งภายในร้านด้วยวอลล์เปเปอร์จากยุค 50 เชย ๆ ถมหนังสือโป๊เก่าไว้ในร้าน พร้อมกับหยิบเอาวัฒนธรรมจิ๊กโก๋ หรือ Teddy Boy มาเปลี่ยนแปลง ปัดฝุ่นใหม่ให้กลายเป็นสินค้าร่วมสมัยในร้าน

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ร้านที่เชยจนเฉี่ยว

ครึ่งทางของการปั่นต้นฉบับที่สายเกินกำหนดส่งนี้ ผมตัดสินใจสั่งอาหารเดลิเวอรีมากินที่บ้าน พร้อมไวน์หนึ่งขวด 

นานแค่ไหนแล้วที่ผมไม่ได้ออกไปเดินช้อปปิ้ง ซื้อข้าวของ เสื้อผ้า ในห้างสรรพสินค้า แต่เมื่อมองออกไปนอกคอนโดฯ แล้วเห็นปริมาณรถยนต์ที่ติดอยู่กลางถนนสุขุมวิท ผมก็เชื่อว่าโลกกำลังค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติแล้ว – กรุงเทพฯ กับชีวิตดี ๆ กลับมาลงตัวอีกครั้ง

แต่มันปกติแค่ไหนต่างหากที่ผมสงสัย

ไวเกินไปที่จะอยู่ ใสเกินไปที่จะตาย – Too Fast to Live Too Young to Die

หลังจากที่ร้าน Let it Rock ค่อย ๆ เสื่อมมนต์ขลัง ท่ามกลางความนิยมที่จางหายของดนตรีร็อกยุค 50 ใน ค.ศ. 1972 วิเวียนและมัลคอล์มก็เปลี่ยนชื่อร้านเป็น ‘Too Fast too Live, Too Young to Die.’ คาถาคลาสสิกที่มักจะถูกเขียนปักไว้ด้านหลังของแจ๊กเก็ตหนังของสิงห์มอเตอร์ไซค์ หลายครั้งก็เพื่อเป็นเกียรติแก่การจากไปของ เจมส์ ดีน – ร้านที่ครั้งหนึ่งเคยเปิ่น ๆ ก็ถูกประดับประดาด้วยหัวกระโหลก ตู้เพลง โปสเตอร์หนังเก่าที่หม่นขึ้นหนึ่งสเต็ป

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ยุคของสิงห์นักบิด

Too Fast too Live, Too Young to Die. ช่างเป็นประโยคที่น่าสนใจสำหรับผม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า Fast หรือ เร็ว

เร็ว ช้า – Fast Slow จริง ๆ แล้วน่าจะเป็นคุณสมบัติที่วัดยากหากไม่มีเกณฑ์เทียบ ก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกันกับความสวยงาม ความร่ำรวย ความพอเพียง ที่ทุกอย่างล้วนวัดได้ผ่านตราชั่งส่วนตัวเท่านั้น ผมจึงไม่เคยเชื่อในมายาคติอันสวยงามของ Slow Life เลยแม้แต่น้อย

แต่ถึงกระนั้น ผมเองก็อดตั้งคำถามกับความไวและสปีดของโลกปัจจุบันที่เราทุกคนอยู่ร่วมกันไม่ได้

ถ้าวันพรุ่งนี้เราสามารถปั้นดาว TikTok ได้ข้ามคืน จากการเต้น การเล่นตลก จากความเซ็กซี่ หน้าตาดี รีวิวเก่ง แล้วการเดินทางไปโลกใบใหม่ด้วยสปีดนี้ จะพาเราไปถึงจุดไหน บางทีผมอาจจะกำลังจะกลายสภาพเป็นคนแก่ ที่กำลังขมขื่นกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ คนแก่ที่ผมต่อต้านมาตลอดในวัยรุ่นก็เป็นได้

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ยุคของสิงห์นักบิดที่ Too Fast to Live Too Young to Die

ย้อนกลับมาที่ร้านร็อกหม่น ๆ ของวิเวียน ผู้ซึ่งตั้งคำถามเรื่องระบบทุนนิยมและบริโภคนิยม เช่นเดียวกับแฟนของเธอที่มีมุมมองทางการเมืองที่ชัดเจน ป้าวิเวียนจึงเริ่มดัดแปลงเสื้อยืดดำ แขนกุด สะกดเป็นคำร้าย ๆ แสลงปาก อย่างคำว่า PERV (วิตถาร) หรือ SCUM (ขยะ) โดยใช้เข็มหมุด กระดูกไก่ที่เอามาฟอก และกากเพชร เป็นเครื่องมือในการสะกดคำแทน

ผมชื่นชม ไม่ใช่แค่ความกล้า บ้าบิ่น ในความคิดสร้างสรรค์ของทั้งคู่ แต่ในการที่เขาทั้งสองใช้พื้นที่เล็ก ๆ ที่อยู่ในซอกหลืบของอุตสาหกรรม ให้กลายเป็นป้ายประท้วงที่ชวนให้คนเดินเข้าไปหา ตั้งคำถามกับพฤติกรรม สังคม ระบบ ไปจนถึงโลกที่ตัวเองอยู่ – แฟชั่น เป็นแค่ของฝากติดไม้ติดมือกลับมาจากพื้นที่นั้น แค่นั้น

หากคนเราไม่ตั้งคำถาม ตั้งสมมติฐานเลย ก็จะไม่มีวันมองเห็นปัญหา – คาบวิทยาศาสตร์สอนผมไว้

เซ็กส์

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
หน้าร้านที่ปังโป้งที่สุดในยุคนั้น

ใน ค.ศ. 1974 ตัวอักษรขนาดยักษ์ที่ห่อหุ้มด้วยยางลาเท็กซ์สีชมพูเนื้อ S.E.X ก็ถูกยกขึ้นไปติดตั้งแขวนไว้หน้าร้าน แทน Too Fast to Live, Too Young to Die และมันถือเป็นการกลับชาติมาเกิดของร้านที่สุดโต่งที่สุดในยุคนั้นเคยพบเจอมา

ผนังของร้านถูกหุ้มไปด้วยวัสดุบุนวม เหมือนด้านในของผนังมดลูก ซึ่งนำมาจากบริษัทผลิตหนังชั้นดี กันสาดก็เต็มไปด้วยรูปวาดกราฟฟิตี้ทรงจู๋ ทรงจิ๋ม และโซ่แส้ กุญแจมือ เต็มไปหมด ในขณะที่พนักงานขายทุกคนนั้นแต่งตัวสุดโต่ง เซ็กซี่ พังค์ ถึงขึ้นโดนตำรวจจับ เพราะว่าใส่เสื้อยืดรูปเกย์คาวบอยสองคนโชว์เจ้าโลกในพื้นที่สาธารณะกันเลยทีเดียว

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
Sex? Why not?

SEX กลายเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทดลองกับสิ่งที่คนไม่กล้าพูดถึงหรือห้ามพูดถึง ซึ่งประชากรที่รักในร้านแห่งนี้นั้น รวมไปถึงคนนอกวงการแฟชั่นด้วย เช่น นักธุรกิจชายที่เดินมาลองสูทลาเท็กซ์ แบบ BDSM ทั้งตัวแต่เปิดหัวนม และวิเวียนกับมัลคอล์มก็แสดงให้เห็นอีกครั้ง ว่าพื้นที่เดิมนั้น สามารถปรับตัว วิวัฒน์ ปั่นป่วน และเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนได้ แม้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ มันก็มากพอแล้ว

แฟชั่นเป็นเพียงแค่เครื่องมือ และของฝากติดไม้ติดมือจากร้านอีกเช่นเคย

“แฟชั่นคือหนึ่งในกลไกของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แฟชั่นไม่เคยบังคับให้ใครซื้อ” – ผู้ทรงคุณวุฒิและทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่นท่านนั้นกล่าวไว้ในรายการ และผมก็บังเอิญที่จะเห็นด้วยกับแก

ในทางกลับกัน หากแฟชั่นใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง ๆ แล้วกลไกอะไรล่ะที่ขับเคลื่อนแฟชั่น ผมแอบอดตั้งคำถามไม่ได้อยู่ดี

เร้าระดม – Seditionaries

ยุคที่หน้าร้านปิดที่สุด กลับเป็นที่นิยมที่สุด

วิเวียนและมัลคอล์มใช้คอนเซ็ปต์ใหม่มาห่อหุ้มร้านในพื้นที่เดิมถี่ ราวกับทิชชูใช้แล้วทิ้ง หยิบของเข้าออกตลอดเวลา และ Seditionaries (ที่แปลว่า แห่งการปลุกระดม) นั้น ก็คืออีกพื้นที่หนึ่งที่ถูกนำเข้ามาห่อใหม่ หลังจาก SEX

สถาปนิกจบใหม่จาก RCA อย่าง David Cornor เข้ามาปรับปรุงร้านด้วยการใส่กระจกขุ่นสีขาวเกือบทึบไว้หน้าร้าน ในขณะที่ผนังภายในร้านห่อไว้ด้วยภาพจากการถล่มขีปณาวุธทางอากาศที่เมือง Dresden ซึ่งบางภาพก็กลับหัวกลับหาง ในขณะที่ฝ้าเพดานร้านก็ใส่รูโหว่กับเลี้ยงหนูเป็น ๆ ไว้ ร้านชื่อยากอย่าง Seditioneries จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านระบบบริโภคนิยมแห่ง West End ไปในที่สุด

ผนังที่เป็นรูปการทิ้งระเบิดทางอากาศ

ซึ่งไอ้เจ้ากระจกหน้าร้านที่เกือบมองข้างในไม่เห็นนี้ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ดึงดูดคนได้อย่างน่าประหลาด ทั้งดีเจ คนดัง และไอคอนในยุคนั้น ต่างแห่แหนไปซื้อเสื้อยืดลายสกรีนชวนหัว วิตถาร โจ๋งครึ่มมากมาย เช่น มิ้กกี้เม้าส์กับมินนี่เม้าส์ยิ้มกัน จนไปถึงเสื้อยืด God Saves the Queen อันโด่งดังของวง Sex Pistols ที่มัลคอล์มเป็นสมาชิกอยู่

“ถ้าหากฉันได้เป็นนายกฯ อังกฤษน่ะนะ สิ่งหนึ่งที่ฉันจะให้ความสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็คือ งานฝีมือและการผลิตของคนอังกฤษแท้ ๆ ” วิเวียนเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในยุค Seditioneries พร้อมกับยืนยันว่า เสื้อผ้าของเธอยังใช้ฐานการผลิตในอังกฤษล้วนในยุคนั้น

ป้าวิเวียนในยุคนั้น

ใช่แล้ว วิเวียนก็เชื่อว่าแฟชั่นนั้นใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เช่นกัน แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนวิเวียนอีกที ดูเหมือนจะเป็นปัญหาของระบบ ที่เกิดจากการตั้งคำถามย้อนกลับไปถึงที่มาของการผลิตและสังคม รวมถึงโลกที่เธออยู่และโลกที่เธอฝันอยากจะเห็นด้วย

โลกทั้งมวลล้วนจบสิ้นแล้ว – Worlds End

กระผม ผู้เขียนเอง ทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษาให้กับโรงงานทอผ้า เอเจนซี่ออกแบบ จนไปถึงร้านอาหาร ร้านชา คาเฟ่ต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่วันนี้ทุกธุรกิจหนีไม่พ้น ก็คือการสร้างภาพมายาให้ขึ้นกล้อง หรือที่เราเรียกว่า Instagrammable ในวันที่คนโพสต์รูปกับแก้วชากาแฟและผนังร้านได้ – แต่ผมเองพยายามมองหารูปแบบการสร้างพื้นที่ที่คนจะสามารถเชื่อมโยง เชื่อมต่อกัน ในระดับความเชื่อ อุดมคติ มากกว่าการแวะเข้าไปเช็กอิน รีวิว แล้วก็เดินจากไปมาตลอด 

ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมคอลัมน์นี้ถึงพูดถึงร้านร้านหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงตัวเองในพื้นที่เดิมมาตลอดหลายสิบปี

นาฬิกาที่หมุนย้อนหลัง และมี 13 ตัวเลข

ใน ค.ศ.1979 ร้านที่เปลี่ยนชื่อบ่อยที่สุดก็เดินทางมาถึงชื่อปัจจุบัน ที่ถูกตั้งว่า Worlds End ที่เป็นชื่อของย่านหนึ่งในเชลซีที่ร้านตั้งอยู่ และโจทย์ของการออกแบบครั้งนี้ คือการต่อต้านเวลาและพื้นที่ เป็นโจทย์ที่ท้าทายมากสำหรับร้านพื้นที่กระจิ๋วหลิวในย่านชานเมือง 

ผลลัพธ์คือ พื้นและหลังคาที่เอียงกระเท่เร่ เอียงจริง ๆ ขนาดที่ทำให้พนักงานแคชเชียร์ต้องปวดหลังจากการเดินทรงตัวบนพื้นเอียง ๆ ตลอดเวลา และนาฬิกาที่มี 13 ชั่วโมง ที่เลขเรียงแบบสลับซ้ายขวา หมุนย้อนหลัง ขนาดยักษ์ ตั้งแปะทนโท่อยู่หน้าร้าน ราวกับจะบอกแขกที่แวะเวียนไปว่า ไม่ต้องสนใจนะ ว่านี่มันปีไหน ซีซั่นไหน เทรนด์อะไร ของชิ้นใหม่หรือชิ้นเก่า เพราะนี่คือพื้นที่ที่อยู่เหนือกาลเวลาอยู่แล้ว

วิเวียนแยกทางกับมัลคอล์มในปีเกิดของผม ค.ศ. 1984 และปัจจุบันร้าน Worlds End ก็ยังคงมีอยู่ภายใต้ชื่อเดิม เพียงแต่จะวางขายเฉพาะชิ้นพิเศษจาก Gold Label หรือชิ้น Remake จากคอลเลกชันคลาสสิกสมัยก่อนของวิเวียน รวมไปถึงการหยิบเอาเสื้อผ้าเก่าจากคอลเลกชันอื่น ๆ มาทำใหม่ เพื่อลดปริมาณขยะ และมันก็สอดคล้องไปกับทิศทางความเชื่อของวิเวียนเอง เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม แรงงานในระบบอุตสาหกรรม แฟชั่นที่ต้องโปร่งใสและเป็นธรรม – ในหลาย ๆ แคมเปญและคอลเลกชันช่วงหลังในแบรนด์ภายใต้ชื่อเธอ

ปัจจุบันเป็นร้านขายของเก่าแบบ Remake และชิ้นสำคัญ ๆ ของคุณป้า

“ซื้อให้น้อยลง ถ้าต้องซื้อ ก็เลือกอย่างฉลาด ใช้ของให้ดี นั่นคือสิ่งที่เป็นมิตรกับโลกที่สุด ยั่งยืนที่สุด ที่คุณจะทำให้สังคมได้แล้ว” วิเวียน เคยกล่าวไว้ 

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
แม่ก็คือแม่ ขอบคุณสำหรับทุกแรงบันดาลใจ

จุดบรรจบของจุดเปลี่ยน จุดจบ และจุดเริ่มต้น

นี่คือบทความสุดท้าย ภายใต้คอลัมน์วัตถุปลายตา

และหากท่านผู้อ่านอ่านมาถึงย่อหน้านี้ ก็คงจะพอเข้าใจแล้วว่านี่ไม่ใช่ตอนของประวัติศาสตร์แฟชั่นพังค์เพียงอย่างเดียว แต่มันคือบทบันทึกว่า พื้นที่เดิมวิวัฒนาการไปได้เรื่อย ๆ ตามยุคสมัย ตามความเชื่อ และแรงขับเคลื่อนที่เปลี่ยนไป – คนเองก็น่าจะไม่ต่างกัน

โควิดทำให้ผมออกเดินทางไปต่างจังหวัดมากขึ้น เพียงแค่แบกคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง ผมก็ยกออฟฟิศไปทำงานที่ไหนก็ได้ในประเทศไทยได้ตลอด และสิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบคือผู้คน คนตัวเล็ก ๆ เสียงแผ่ว ๆ ที่วันนี้อาจจะไม่มีแสงสว่างสาดส่องไปถึง และอาจจะไม่มีวันมีพื้นที่ใน The Cloud นั้น ซ่อนตัวอยู่เต็มประเทศไปหมด

สิ่งที่พวกเขากำลังทำอาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่ เหมือนกับทายาทธุรกิจรุ่นสอง ไม่ได้อยู่ในกระแสสนใจของสังคม ไม่ได้เปลี่ยนโลก ไม่ไวรัล ไม่สามารถเรียกยอดไลก์ ยอดแชร์ ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Advertorial ใด ๆ แต่มันส่งต่อแรงบันดาลใจได้แน่นอน

หากพื้นที่บน The Cloud รวมถึงสื่อออนไลน์บนโลกอินเทอร์เน็ตอื่น ๆ ยังไม่มีพื้นที่ทดลองแบบ Let it Rock, Too Fast to Live, Too Young to Die, SEX, Seditionaries และ Worlds End ผมขอเปลี่ยนพื้นที่เล็ก ๆ นี้ ด้วยการเปลี่ยนโฉม เปลี่ยนทิศทาง เปลี่ยนการชี้นำ สาดแสงให้ จากคอลัมน์ ‘ วัตถุปลายตา’ ไปเป็นสิ่งอื่น กับรูปแบบงานเขียนเชิงทดลองที่คงเปรียบได้กับการเอาหนูไปใส่ไว้บนฝ้าเพดานที่มีรู กับแรงขับเคลื่อนที่เกิดจากการตั้งคำถาม เพื่อสำรวจปัญหาของวัฒนธรรมบริโภคนิยม ทุนนิยม รวมถึงอุตสาหกรรมสื่อออนไลน์เอง ผ่านการคุยกับคนตัวเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในตะเข็บของสังคมแทน

หากโลกวันนี้ผมล่องหนไม่ได้ อย่างน้อยผมขอพกสปอตไลต์ ไปฉายในที่ที่จะมีประโยชน์ ปั่นป่วน เปลี่ยนแปลง ปลุกระดม และบันดาลใจได้ ก็ยังดีครับ

เมอร์รี่คริสต์มาส สุขสันต์วันปีใหม่ และพบกันใหม่เร็ว ๆ นี้ครับ

ข้อมูลอ้างอิง

www.anothermag.com/fashion-beauty/8672/clothes-for-heroes-the-story-of-westwoods-worlds-end-shop

en.wikipedia.org/wiki/Sex_(boutique)

www.kidsofdada.com/blogs/magazine/11950453-sex-shop

culturacolectiva.com/fashion/sex-punk-boutique-vivienne-westwood

selvedgeyard.com/2010/10/07/the-filth-the-fashion-vivienne-westwoods-70s-sex-rag-revolution/

art-sheep.com/sex-vivienne-westwoods-boutique-that-defined-britains-punks-nsfw/

www.vogue.com/article/vivienne-westwood-god-save-the-queen-shirt-40th-anniversary

punkflyer.com/seditionariesshop.html

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load