สำหรับหนุ่มสาวหรือคนทำงาน วันเวลาของเราล้วนเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาและความสนุกสนาน แม้แต่วันเสาร์อาทิตย์ก็ยังมีกิจกรรมน่าตื่นเต้นหรือการพักผ่อนแสนสบายรออยู่

แต่สำหรับผู้สูงวัยหลายคน วันเวลาของพวกเขาทอดยาวและโดดเดี่ยว แม้แต่วันหยุดที่ใครหลายคนโหยหาก็กลับดูเงียบเหงาเกินรับไหว 

“บางครั้งวันหยุดก็ดูยาวนานเกินไป” คุณยาย Betti ชาวสก็อตแลนด์เคยอธิบายเอาไว้แบบนั้น 

และหากดูข้อมูล เราจะพบว่าความเหงาและโดดเดี่ยวของคนสูงวัยนั้นกลายเป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลก (โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิดที่ทำให้การพบเจอมนุษย์คนอื่นยิ่งยากเย็น)

ในรายงาน Social isolation and loneliness among older people ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุไว้ว่า ภาวะโดดเดี่ยวทางสังคมและความเหงาในกลุ่มผู้สูงอายุนั้นเป็นสิ่งที่แพร่หลาย 20 – 34 เปอร์เซ็นต์ของคนชราในจีน ยุโรป ละตินอเมริกัน และประเทศอเมริกาต้องเผชิญกับความเหงา ซึ่งทั้งความโดดเดี่ยวและความเหงานี้ส่งผลให้ผู้สูงวัยอายุสั้นลง รวมถึงทำร้ายสุขภาพกายใจและคุณภาพชีวิตด้วย 

อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มคนที่พยายามจะแก้ปัญหานี้ และนั่นทำให้คุณยาย Betti ได้เจอกับ Zoe อาสาสมัครซึ่งช่วยให้วันเวลาของคุณยายกลับมารื่นรมย์

“Zoe โทรมาหาฉันเมื่อวานตอนที่ฉันรู้สึกแย่ ๆ นิดหน่อย และช่วยให้ฉันรู้สึกดีขึ้น”

Zoe คือหนึ่งในอาสาสามัครจาก No.1 Be-friending Agency องค์กรที่ช่วยดูแลสุขภาพใจผู้สูงวัยของสก็อตแลนด์ ผ่านการไปพูดคุยสานสัมพันธ์แบบเพื่อนถึงเพื่อนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ด้านล่างนี้คือเรื่องราวกิจการเพื่อสังคมที่ตั้งใจออกแบบทางแก้ปัญหา เพื่อช่วยให้หัวใจคุณตาคุณยายซึ่งหนาวเย็นจากความเหงาอบอุ่นอีกครั้ง

No.1 Be-friending Agency บริการอาสาเป็นเพื่อนผู้สูงวัย ให้คุณตาคุณยายไม่จมกับความเหง

เพราะแค่ดูแลสุขภาพกายไม่เพียงพอ 

No.1 Be-friending Agency เป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่ก่อตั้งโดย Audrey Mutongi หญิงสาวซึ่งทำงานเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ

ประสบการณ์จากงานที่ทำบอก Audrey ว่า คุณตาคุณยายที่เธอดูแลนั้นไม่ได้ต้องการแค่การรักษาโรค แต่พวกเขาโหยหาสายสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกัน พูดอีกอย่างคือ จริง ๆ แล้ว คุณตาคุณยายยังอยากมีเพื่อนให้อุ่นใจด้วย

ในปี 2016 Audrey จึงตัดสินใจตั้งองค์กรที่ชื่อ No.1 Be-friending Agency เพื่อตอบโจทย์ปัญหาของผู้สูงวัย

เมื่อคุณตาคุณยายต้องการเพื่อน เธอและทีมก็จะเป็นเพื่อนให้พวกเขาเอง

No.1 Be-friending Agency บริการอาสาเป็นเพื่อนผู้สูงวัย ให้คุณตาคุณยายไม่จมกับความเหง
No.1 Be-friending Agency บริการอาสาเป็นเพื่อนผู้สูงวัย ให้คุณตาคุณยายไม่จมกับความเหง

ความสัมพันธ์ที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมความหมาย 

No.1 Be-friending Agency ทำหน้าที่เป็นเพื่อนที่ดีของคุณตาคุณยาย ผ่านการส่งอาสาสมัครที่ได้รับการอบรมแล้วไปพบปะพูดคุยกับพวกเขา

อาสาสมัครเหล่านี้ไม่ใช่แค่ทักทายสอบถามข้อมูลทั่วไป แต่ตั้งใจถักทอความสัมพันธ์ที่ช่วยดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย

ไม่ว่าจะเป็นการบริการเพื่อรักษาสุขภาพใจ ซึ่งมีทั้งแบบ Face to Face Be-friending ที่อาสาสมัครจะไปพบปะผู้สูงอายุสม่ำเสมอ เพื่อใช้เวลาทำกิจกรรมที่ชอบด้วยกัน เช่น จิบกาแฟ ช้อปปิ้ง รวมถึงทัวร์แกลเลอรี่ และแบบ Distance Be-friending ซึ่งทีมงานจะคอยโทรศัพท์ เขียนจดหมาย หรือเขียนอีเมลหาคุณตาคุณยายเป็นประจำ 

นอกจากนี้ No.1 Be-friending Agency ยังมีบริการสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อม ซึ่งแบ่งเป็น Telephone Be-friending ที่เป็นการโทรหาคุณตาคุณยายสม่ำเสมอ เพื่อให้พวกเขายังเชื่อมต่อกับสังคมและรู้สึกมีคุณค่า และ Carer Be-friending หรือการที่อาสาสมัครและผู้ดูแลติดต่อกันเป็นประจำผ่านโทรศัพท์ จดหมาย หรืออีเมล เพื่อให้ผู้ที่ต้องดูแลคุณตาคุณยายได้พูดคุยถึงเรื่องของตัวเอง ไม่ต้องคุยแค่เรื่องผู้สูงวัยในความรับผิดชอบ

ยังไม่หมดเท่านั้น สำหรับคุณตาคุณยายในกลุ่มเปราะบาง องค์กรยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมพวกเขาไปสู่เครือข่ายที่ช่วยซัพพอร์ตได้ด้วย 

จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ No.1 Be-friending Agency ทำไม่ใช่เรื่องสลับซับซ้อน แต่มีความสัมพันธ์เรียบง่ายแต่อบอุ่นซึ่งดีต่อใจผู้สูงวัยเป็นตัวตั้ง 

และอีกเรื่องที่สำคัญคือ ทั้งหมดนี้คุณตาคุณยายไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงิน เนื่องจากองค์กรมีการขอรับทุนและหารายได้ด้วยตัวเองผ่านการก่อตั้ง No.1 Care Agency ธุรกิจเพื่อสังคมแบบ Not-for-profit ซึ่งให้บริการดูแลผู้สูงอายุแบบถึงที่บ้าน เพื่อให้พวกเขามีชีวิตคุณภาพในที่ที่คุ้นเคย โดยธุรกิจนี้เป็นที่นิยมขึ้นเรื่อย ๆ ในหมู่คุณตาคุณยายที่อยากได้บริการดูแลแบบ Person-centred 

No.1 Be-friending Agency จึงเป็นองค์กรที่มีทั้งการออกแบบทางแก้ปัญหาสำคัญของคุณตาคุณยาย ขณะเดียวกันก็มีการออกแบบโมเดลหารายได้ ซึ่งช่วยสนับสนุนให้บริการดีและฟรีนี้อยู่รอดต่อมา

แล้วนับจากปี 2016 No.1 Be-friending Agency ก็ช่วยดูแลหัวใจผู้สูงวัยในสก็อตแลนด์มาถึงปี 2021 แล้ว

ธุรกิจเพื่อสังคมสก็อตแลนด์ที่ช่วยแก้ปัญหาความเหงาโดดเดี่ยวให้ผู้สูงวัย ผ่านการสร้างสายสัมพันธ์ที่มีความหมาย
ธุรกิจเพื่อสังคมสก็อตแลนด์ที่ช่วยแก้ปัญหาความเหงาโดดเดี่ยวให้ผู้สูงวัย ผ่านการสร้างสายสัมพันธ์ที่มีความหมาย

องค์กรที่เติบโตไปเคียงข้างคุณตาคุณยาย

แม้ว่าโควิด-19 จะทำให้การเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คนยากเย็นขึ้น แต่ No.1 Be-friending Agency ก็ยังมุ่งมั่นช่วยให้ผู้สูงอายุคลายเหงา 

นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2020 ถึงเดือนตุลาคม 2021 องค์กรมีอาสาสมัครมาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยกันถึง 72 คน และมีชั่วโมงที่สร้างปฏิสัมพันธ์กับคุณตาคุณยายทั้งแบบเดี่ยวและกลุ่มรวมแล้วถึง 5,379 ชั่วโมง 

ขณะที่ในส่วนผลลัพธ์ 50 เปอร์เซ็นต์ของคุณตาคุณยายรู้สึกเหงาน้อยลง (วัดบนพื้นฐาน UCLA Loneliness Scale) ซึ่งอาจแปลความหมายได้ว่าความโดดเดี่ยวนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ยังมีงานให้องค์กรทำอีกมาก อย่างไรก็ตาม 83 เปอร์เซ็นต์ของผู้สูงวัยรู้สึกว่าได้เชื่อมโยงและปฏิสัมพันธ์กับสังคมมากขึ้น และ 100 เปอร์เซ็นต์ของคุณตาคุณยายซึ่งองค์กรไปถามความเห็นยืนยันว่า สนุกและรอคอยการโทรมาคุยกันรายสัปดาห์ของ No.1 Be-friending Agency 

“การมีเพื่อนแบบนี้ช่วยให้ฉันรับมือกับชีวิต และแน่นอนว่ารวมถึงการล็อกดาวน์ด้วย มันทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันยังมีชีวิต ว่าฉันเป็นบุคคล ว่าฉันมีความสำคัญ” Karen หนึ่งในคุณตาคุณยายที่ได้มีเพื่อนจากองค์กรนี้กล่าวไว้

แน่นอนว่าหลังจากนี้ No.1 Be-friending Agency ก็จะยังคงเดินหน้าเยียวยาหัวใจผู้สูงอายุต่อไป ด้วยบริการเรียบง่าย ซึ่งเราอาจอธิบายแก่นของมันได้ด้วย 2 คำสั้นสามัญ 

‘เห็นใจ’ และ ‘ใส่ใจ’ 

2 คำง่าย ๆ ที่ยังคงช่วยเปลี่ยนให้โลกดีขึ้นกว่าเดิมได้ทุกวัน 

ธุรกิจเพื่อสังคมสก็อตแลนด์ที่ช่วยแก้ปัญหาความเหงาโดดเดี่ยวให้ผู้สูงวัย ผ่านการสร้างสายสัมพันธ์ที่มีความหมาย

ข้อมูลอ้างอิง : 

รายงาน Social isolation and loneliness among older people

www.befriend.org.uk/

www.glasgowtimes.co.uk

www.pointsoflight.gov.uk

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Design Challenges

งานออกแบบที่มุ่งมั่นท้าทายปัญหาใหญ่ในสังคมและสร้างผลอันทรงพลัง

หากเหลียวมองไปรอบๆ คุณอาจพบว่า ‘งานออกแบบที่ดี’ อยู่ใกล้กว่าที่คิด นอกจากถ้วยกาแฟเก๋ใช้งานง่ายบนโต๊ะ งานออกแบบเหล่านั้นอาจซุกซ่อนอยู่ในเมืองที่คุณอาศัย เช่น สวนสาธารณะแห่งใหม่ที่เพิ่งขับรถผ่านมา หรืออาคารดีไซน์ดีตรงหัวมุมถนน

นอกจากการออกแบบจะช่วยแก้ปัญหา ทั้งเพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้สิ่งรอบตัวเรา ถ้ารวบรวมงานออกแบบที่อยู่ตรงนั้นตรงนี้มัดรวมเป็นก้อนใหญ่ เชื่อไหมว่ามันจะทรงพลังขึ้นจนช่วยเพิ่มพลังเมืองทั้งเมืองได้

ขอแนะนำให้คุณรู้จักโปรแกรมที่ชื่อว่า The World Design Capital (WDC)

WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation

นี่คือโปรแกรมที่ริเริ่มโดย World Design Organisation (WDO) องค์กรเอกชนระดับนานาชาติซึ่งทำหน้าที่ส่งเสริมภาคการออกแบบอุตสาหกรรม พวกเขามองว่า ณ วันที่ประชากรโลกกว่าครึ่งอาศัยอยู่ในเมือง การออกแบบได้ช่วยพัฒนาเมืองทั้งในแง่เพิ่มเสน่ห์ดึงดูด พัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความยั่งยืน 

โปรแกรมนี้จึงคัดเลือกเมืองที่โดดเด่นด้านการออกแบบขึ้นมาเป็น ‘เมืองหลวงด้านการออกแบบของโลก’ ซึ่งเป็นทั้งการกำหนดขอบเขต (Area Designation) เชื่อมโยงสิ่งมีคุณค่าเข้ากับพื้นที่ที่ชัดเจน และเป็นการให้ ‘รางวัล’ เมืองแห่งนั้น พูดอีกอย่างคือ โปรแกรมนี้หยิบเรื่องการออกแบบมาเป็นตัวชูโรง เพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้แก่เมือง พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน

WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation
WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation

แต่รางวัลด้านการออกแบบก็มีอยู่เยอะแยะนะ-คุณอาจสงสัย

สิ่งน่าสนใจคือ โปรแกรมนี้ไม่ใช่แค่การเชิญแต่ละเมืองมาขึ้นเวทีแล้วมอบถ้วยรางวัล แต่ยังออกแบบโปรแกรมโปรโมตเมืองเพื่อฟูมฟัก ขับเน้นเรื่องการออกแบบที่แทรกอยู่ในเนื้อเมืองให้เปล่งประกาย และช่วยสร้างเครือข่ายเมืองที่ใส่ใจเรื่องการออกแบบซึ่งจะช่วยเหลือแลกเปลี่ยนกันต่อไป อีกทั้งมีรายงานสรุปผลชัดเจน เป็นเครื่องยืนยันว่าโปรแกรมนี้สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

เชิญเรียนรู้วิธีคิดของโปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้ ‘เรื่องเล่า’ ของการออกแบบระดับเมืองกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง

ออกแบบสนามแข่ง

The World Design Capital เป็นโปรแกรมที่จัดขึ้นทุก 2 ปีมาตั้งแต่ปี 2008 โดยมี ‘เมืองหลวงด้านการออกแบบของโลก’ มาแล้วหลายเมืองหลายทวีป อาทิ เฮลซิงกิ โซล เคปทาวน์ และเม็กซิโกซิตี้

แน่นอนว่าเมืองเหล่านี้ไม่ได้ถูกจับฉลากเลือกมา แต่ผ่านกระบวนการคัดสรรเข้มข้นโดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น ประธานของ WDO ผู้เป็นนักออกแบบและสถาปนิกชื่อดัง ตัวแทนจาก Bloomberg Philantropies และ Chief Design Officer จากบริษัทเป๊ปซี่

WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation

สนามนี้เปิดให้เมืองทั้งเล็กใหญ่เข้าร่วมแข่งขันได้ โดยต้องแจกแจงว่าที่ผ่านมาได้ใช้การออกแบบมาพัฒนาเมืองอย่างไร แผนที่วางไว้หากได้รับเลือกคืออะไร รวมถึงระบุงบที่จะได้รับจากภาครัฐ หลังจากนั้นก็จะมีกระบวนการคัดเลือก ซึ่งรวมถึงการไปเยี่ยมเยียนเมืองที่เข้ารอบสุดท้ายกันจริงๆ เป็นเวลา 2 วันเต็ม

เมื่อได้ชมเมืองเรียบร้อย จะมีการคัดเลือกรอบสุดท้ายก่อนประกาศชื่อเมืองที่ได้รับเลือกอย่างเป็นทางการ โดยเมืองแห่งนั้นจะมีเวลาเตรียมตัวอีก 2 ปีเพื่อเปิดประตูเมืองต้อนรับชาวโลกในฐานะ ‘เมืองหลวงด้านการออกแบบของโลก’ เต็มภาคภูมิ

กระบวนการเตรียมตัวนั้นเป็นการทำงานประสานกันระหว่างส่วนกลางของ WDO กับระดับท้องถิ่น และเข้มข้นไม่ต่างจากกระบวนการคัดเลือกเลย

ออกแบบ ‘เมืองหลวงด้านการออกแบบ’

  การเป็นเมืองหลวงด้านการออกแบบของโลก หมายถึงการที่แต่ละเมืองได้เล่าเรื่องตัวเองผ่านมุมการออกแบบ ด้วยรูปแบบหลากหลายและสร้างสรรค์ 

นอกจากกิจกรรมที่ต่างกันตามบริบทเมือง สิ่งที่เราอยากหยิบมาเล่าให้คุณฟังคือ เซ็ตกิจกรรมหลักจากโปรแกรมของ The World Design Capital ที่เรียกว่า ‘Signature Event’ ซึ่งออกแบบไว้ได้น่าสนใจ 

หากเมืองของคุณได้รับเลือก 8 อีเวนต์ด้านล่างนี้คือกิจกรรมที่คุณจะได้ยินข่าวในสื่อ หรืออาจได้ไปเข้าร่วมเองด้วย

WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation
WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation

1. WDC Signing Ceremony

  กิจกรรมทางการอย่างแรกสุดของเมืองที่ได้รับเลือก และเป็นกิจกรรมหลักอย่างเดียวที่อยู่นอกเวลา 1 ปีของโปรแกรม พิธีลงนามอาจฟังดูเป็นการเป็นงานน่าเบื่อ แต่นี่คือโอกาสของเมืองที่จะรวมพลผู้เกี่ยวข้องหลัก ซึ่งรวมถึงตัวแทนจากภาครัฐ ชุมชนนักออกแบบ สื่อ และภาคธุรกิจ กิจกรรมนี้ยังเป็นเหมือนการประกาศตัวที่ชวนให้คนในเมืองเริ่มภาคภูมิใจในความสำเร็จครั้งนี้

2. World Design Street Festival

  เฟสติวัลที่เป็นสิ่งจับต้องง่ายและน่าสนุกนี้เป็นกิจกรรม Kick-off ของโปรแกรมทั้งปี ประกอบด้วยสารพัดกิจกรรมตั้งแต่คอนเสิร์ต เวิร์กช็อป นิทรรศการ จนถึง Open House ของสตูดิโอออกแบบ งานนี้จัดเพื่อชวนคนทั่วไปรวมถึงนักท่องเที่ยวให้มีส่วนร่วม และช่วยให้พวกเขาเข้าใจว่าการออกแบบช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนได้ 

3. World Design Spotlight

กิจกรรม 1 วันที่จะไฮไลต์ความสำคัญของการออกแบบในฐานะเครื่องมือพัฒนาเมือง และจัดแสดงจุดเด่นที่ทำให้เมืองได้รับเลือกและการออกแบบที่สร้างการเปลี่ยนแปลงระดับนานาชาติ

4. World Design Experience

มาถึงกิจกรรมที่ยิงยาว 1 สัปดาห์กันบ้าง งานนี้จัดแสดงงานดีไซน์จากทั่วโลก ซึ่งเราแวะไปแจมได้แบบ Interactive แน่นอนว่าน่าสนใจทั้งกับคนทั่วไปและเหล่าสื่อมวลชน

5. World Design Policy Conference 

กลับสู่โหมดการประชุมจริงจัง ด้วยกิจกรรมการประชุมที่เปรียบเหมือนแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนความเห็นและความรู้สำหรับนานาประเทศที่ใส่ใจเรื่อง Design Policy ถ้าใครสนใจเรื่องงานออกแบบ นี่คือโอกาสที่จะได้พบกัน

6. World Design Network Cities Meeting

ฟอรั่มสำหรับ Municipal Representatives เพื่อโอกาสที่จะร่วมมือกัน และช่วยให้ประเทศเครือข่ายยังกระตือรือร้นที่จะขับเคลื่อนเรื่องการออกแบบต่อ

7. WDC Design Week Forum

ฟอรั่มรวมผู้จัด Design Week ทั่วโลกมาแบ่งปันประสบการณ์ เป็นงานที่มีประโยชน์กับเมืองซึ่งยังไม่ได้จัดสัปดาห์ด้านการออกแบบด้วย

8. WDC Convocation Ceremony

และท้ายสุด คือพิธีปิดที่สรุปทบทวนไฮไลต์และบทเรียนจากปีแห่งการเป็นเมืองหลวงด้านการออกแบบของโลก รวมถึงส่งต่อตำแหน่งเมืองหลวงฯ สู่เมืองถัดไป เป็นงานทางการส่งท้ายที่ชวนผู้เกี่ยวข้องหลักกลับมารวมตัวอีกครั้ง

อย่างที่บอกเมื่อครู่ว่า นอกจาก 8 กิจกรรมนี้ แต่ละเมืองยังมีกิจกรรมอื่นที่ต่างกันไป แต่ Signature Event ทั้งหมดนี้ คือเครื่องมือที่ช่วยสาดสปอร์ตไลต์ให้เมืองและเรื่องการออกแบบเมืองอยู่ในสายตาผู้มีอำนาจรวมถึงประชาชนตลอดปี

และแน่นอน ทุกสิ่งที่ทำช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงน่าชื่นใจให้เมืองแห่งนั้น

ผลลัพธ์การออกแบบ

ลองนึกภาพเมืองของคุณกลายเป็นสถานที่ซึ่งมีกิจกรรมสนุกสร้างสรรค์เรื่องการออกแบบอยู่ไม่ขาด มีนักท่องเที่ยวและนักลงทุน รวมถึงเพื่อนใหม่อย่างเมืองอื่นๆ มาเยี่ยมเยียน เมื่อ 1 ปีผ่านไป ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย

ทั้งความรู้เรื่องดีไซน์ที่คนในเมืองอาจซึมซับไปทีละน้อย ฐานะการเป็นเมืองสร้างสรรค์ที่เข้มแข็งขึ้น เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จนถึงพันธมิตรที่เพิ่มพูน 

ในปี 2010 กรุงโซลที่ได้รับเลือกในปีนั้นและมาในธีม ‘Design for All’ มีคุณค่าด้านแบรนด์เพิ่มขึ้น 891,079 ล้านวอน (ประมาณ 770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ได้ขึ้นเป็นอันดับที่ 9 ของ Global Urban Competitiveness Index 2010 และยังได้สร้างแลนด์มาร์กชิ้นใหญ่อย่าง Dongdaemun Design Plaza ที่ออกแบบโดยซาฮา ฮาดิด (Zaha Hadid)

WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation

ขยับมาฝั่งเฮลซิงกิที่ได้เป็นเมืองหลวงฯ ในปี 2012 และเลือกใช้ธีม ‘Embedded Design’ ก็ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างดี ชนิดที่ 2 ใน 3 ของคนเฮลซิงกิได้แจมกิจกรรมกันถ้วนหน้า หลังจากนั้น ทางเมืองยังได้จัดโปรแกรม Design Driven City ยาว 2 ปีเพื่อรักษามวลเรื่องการออกแบบที่กำลังเข้มแข็งให้อยู่ต่อไป 

และเมื่อข้ามทวีปมายังฝั่งเมืองเคปทาวน์ที่ได้รับเลือกในปี 2014 และมาในธีม ‘Live Design-Transform Lives’ ก็ระบุว่าเงินทุก 1 แรนด์ (สกุลเงินแอฟริกาใต้) ที่ลงทุนกับงานนี้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากถึง 2.46 แรนด์ และยังช่วยให้เกิดผลกระทบเชิงบวกทางสังคมอย่างสูง

WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation

The Wold Design Capital จึงไม่ใช่แค่ถ้วยรางวัลที่วับวาวอยู่บนชั้น หรือตำแหน่งประดับเพิ่มในประวัติเมือง แต่เป็นโปรแกรมออกแบบดีที่ช่วยให้เมืองซึ่งใส่ใจเรื่องงานออกแบบดียิ่งกว่าเดิม

พูดแล้วก็อยากให้เมืองในไทยได้ร่วมสนุกกับเขาบ้างจัง

ภาพ : wdo.org/programmes/wdc/

Writer

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load