กรุงเทพฯ-ปารีส-จันทบุรี

นิว-ศุภชัย เกศการุณกุล ย้ายบ้านบ่อย ช่างภาพและนักเขียนคนนี้เติบโตที่บางรัก ชักภาพพอร์เทรตให้นิตยสาร Open อยู่หลายปี ก่อนไปเรียนต่อด้านภาพยนตร์และทำงานที่ปารีส และกลับมาทำงานถ่ายภาพ เขียนหนังสือที่เล่าเรื่องอย่างละมุนละไม รวมถึงเปิดบริษัท Momoest ที่ถ่ายรูปและพิมพ์ภาพผลงานขายด้วยตนเอง

บ้านในฝันของ นิว-ศุภชัย เกศการุณกุล ช่างภาพที่โตแถวบางรัก เรียนที่ปารีส และลงหลักปักฐานที่เมืองจันท์

ภาพถ่ายและเรื่องเล่าของเขานุ่มนวล ขณะเดียวกันก็คมกริบ เข้มข้นด้วยกลิ่นอายชีวิต

หลังนิว และ ปริม เกศการุณกุล กลับจากฝรั่งเศส สองสามีภรรยามองหาที่ลงหลักปักฐานใหม่นอกกรุงเทพฯ ปริมพาลูกๆ ย้ายกลับมาบ้านพ่อแม่ของเธอที่จันทบุรีตั้งแต่ 10 ปีก่อน เพื่อดูแลทั้งลูกๆ ที่เริ่มเข้าโรงเรียน และพ่อแม่ที่เริ่มแก่ตัวลง ส่วนนิวเทียวไปเทียวมาระหว่างกรุงเทพฯ-เมืองจันท์เพื่อทำงานตลอด จนในที่สุดเมื่อบ้านในฝันเสร็จสิ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ช่างภาพหนุ่มก็โบกมืออำลาเมืองหลวงมาอยู่กับครอบครัวที่ภาคตะวันออก ในบ้านกึ่งสตูดิโอชื่อ ‘Bright Side of The Moon’

บ้านในฝันของ นิว-ศุภชัย เกศการุณกุล ช่างภาพที่โตแถวบางรัก เรียนที่ปารีส และลงหลักปักฐานที่เมืองจันท์

จากปารีสสู่เมืองจันท

“ตอนที่เราไปปารีสเรารู้ตัวเองแล้วบางส่วนว่าต้องการอะไร ก็เลยไปมองหาสิ่งเหล่านั้น เช่น รสนิยมการดูงานศิลปะ วิถีการใช้ชีวิต เราทำงานที่นู่นด้วย เรียนครึ่งหนึ่ง ทำงานครึ่งหนึ่ง คนฝรั่งเศสเขาคิดว่าการทำงานคือส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ทั้งหมด ชีวิตนี่แหละสำคัญกว่า ดังนั้น เขาก็เลยมีเวลาพักร้อนสองเดือน ทำงานห้ามเกินเวลา เพื่อที่จะกลับไปเลี้ยงลูก ถ้าคุณมีลูก ผู้หญิงลาได้ ผู้ชายก็ลาได้แล้วนะ นั่นหมายความว่าระบบที่รองรับชีวิตมันดี บังเอิญว่าระบบที่รองรับชีวิตในประเทศไทยมันยังไม่ดี ก็อาจจะต้องดิ้นรนมากหน่อย แต่เราก็เอารูปแบบนั้นแหละมาใช้ที่นี่

“ที่เราย้ายมาที่จันทบุรีก็เพราะว่าชีวิตเราตอนเด็กๆ เราอยู่คนเดียวหรืออยู่กับปริม ไปปารีสด้วยกัน มันเพิ่มมาเป็นนิวบวกปริม บวกโมโม่ บวกอามูร์ รวมถึงพ่อแม่ที่อายุมากขึ้นทั้งสองฝั่ง ทั้งพ่อแม่ปริม พ่อแม่เรา เพราะฉะนั้น ชีวิตใหญ่ขึ้น เราก็ควรให้ความสำคัญกับตรงนี้มากกว่า และต้องหันกลับมามองงานตลอดว่าจะทำยังไงให้รายรับมันเข้ามาหาเราได้ในปริมาณที่พอดีกับรายจ่ายกับเรา ทั้งตอนนี้และก็อนาคตด้วย”

บ้านในฝันของ นิว-ศุภชัย เกศการุณกุล ช่างภาพที่โตแถวบางรัก เรียนที่ปารีส และลงหลักปักฐานที่เมืองจันท์

ฝันของคนกรุงเทพ

“ตอนแรกเราก็อยากอยู่สวนนะ มีความฝันแบบโรแมนติก ซื้อสวน ทำสวน อยู่ในสวน แล้วเราก็มีต่างจังหวัดของตัวเองเพราะแฟนเป็นคนที่นี่ แต่ที่บ้านก็ไม่มีสวนเพราะว่าพ่อแม่เป็นข้าราชการ เราก็ตระเวนหาที่ดิน อยากได้สักสามไร่ จนไปเจอที่หนึ่ง ตอนนั้นตอนเย็นๆ เรากับปริมก็เดินเข้าไปดู โห ที่นี่ดีว่ะ ติดคลอง พระอาทิตย์ตกแล้วสวยมากเลย แต่ตอนเดินกลับก็มืด ยุงก็มาครับ (หัวเราะ) แล้วมันก็เงียบสงัดมากเลยนะ เราไม่ได้กลัวหรอก แต่ก็นึกว่าถ้าเราปลูกบ้านอยู่กับแฟนกับลูกที่นี่ ถ้าน้ำไม่ไหล ถ้าไฟดับ นี่กูจะทำไงวะ แล้วถ้าเกิดมันมีงูล่ะ มีตุ๊กแกล่ะ โชคดีที่เจอก่อนว่ามันไม่เหมาะกับเรา

“เราคิดว่าเราไม่ได้โตมาแบบนี้ เราโตมาแบบคนในเมือง ปริมก็เป็นคนในเมือง การผันตัวเองไปเป็นชาวไร่ชาวสวนต้องตั้งใจมาก บางคนก็ทำได้ บางคนก็ทำไม่ได้ แต่เราพบว่าเราทำไม่ได้ คนกรุงเทพฯ หรือคนเมืองส่วนใหญ่ก็อาจจะทำไม่ได้ แต่เราก็มีความฝันของเราเนอะ เพราะเราอยู่ในที่เล็กๆ ไง เราก็อยากจะฝันถึงที่ใหญ่ๆ แต่อาชีพเราก็ไม่ใช่แล้ว เราใช้แค่ความคิด ใช้สายตากับใช้นิ้วกดติ๊กๆ แค่ขุดดินปลูกต้นไม้ก็หอบแล้ว เราก็เลยมาซื้อที่ร้อยตารางวาข้างบ้านพ่อแม่ ทำสตูดิโอเล็กๆ ทำของสวยงาม ถ่ายรูปที่มันเหมาะกับเรา เราก็ว่าเราอยู่ได้”

บ้านในฝันของ นิว-ศุภชัย เกศการุณกุล ช่างภาพที่โตแถวบางรัก เรียนที่ปารีส และลงหลักปักฐานที่เมืองจันท์

Atelier Supachai

นิวและปริมซื้อที่ดินติดกับบ้านของพ่อแม่ปริม โดยมีแบบบ้านในใจ และวางแผนสร้างบ้านอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อตกลงปลงใจว่าทั้งครอบครัวจะลงหลักปักฐานที่นี่จึงสร้างบ้านกึ่งสตูดิโอ พร้อมปลูกต้นไม้รอบๆ โดยมีพ่อของปริมช่วยให้คำแนะนำ และได้ลูกศิษย์ของพ่อมาช่วยดูแลการก่อสร้าง

  “เพื่อนเราที่เป็นสถาปนิกเคยเขียนแบบให้ แต่ถึงที่สุดแล้วเราก็ไม่ได้ใช้แบบนั้น เพราะว่าเรามาอยู่เราก็รู้จักตัวเองมากขึ้น รู้ว่าเราต้องการอะไรมากขึ้น วันที่อยากสร้างบ้านก็คุยกับช่างว่าอยากได้พื้นที่แบบนี้ วาดใส่กระดาษให้เขาดู เขาก็ทำโครงสร้างให้ เราก็ซื้อประตูเก่ามา ชี้ว่าจะใส่ตรงไหนเขาก็เว้นไว้ให้ แปลนไฟก็ไม่มี อยากได้ไฟตรงไหนก็วงไว้ เดี๋ยวเขาต่อให้ ทุกอย่างมาจากสิ่งที่เราเป็น เหมือน Tailor Made จากตัวเรา ความต้องการของเรา”

Bright Side of The Moon บ้านกึ่งสตูดิโอของช่างภาพหนุ่มที่มีวิวเป็นภูเขาจันทบุรี

“ช่างโทรไปฟ้องหัวหน้าบ่อยๆ ว่าเราสองคนชอบอะไรแปลกๆ ไม่เหมือนบ้านอื่น ต้องต่อรองกัน อย่างหน้าต่างเราไม่อยากมีกันสาด เขาก็บอกว่าต้องมีไว้กันน้ำฝน เลยจบที่มีคิ้วเหนือหน้าต่าง แต่เส้นเดียวพอนะ” ปริมเล่าเสริม

บ้านสองชั้นนี้ยกพื้นสูง เพราะนิวอยากให้มองออกไปแล้วเห็นวิวภูเขา ชั้นล่างของบ้านโปร่งโล่ง ล้อมด้วยประตูไม้และหน้าต่างกรอบไม้หลายบาน เป็นทั้งสตูดิโอทำงาน และโชว์รูมแสดงสินค้าต่างๆ ทั้งภาพถ่ายหลากหลายขนาด และของตกแต่งบ้านอย่างหมอน กระเป๋า ผ้าพันคอ Mou Brand ที่ลวดลายมาจากภาพถ่ายของศุภชัย

Bright Side of The Moon บ้านกึ่งสตูดิโอของช่างภาพหนุ่มที่มีวิวเป็นภูเขาจันทบุรี

“เราขายของออนไลน์ เลยหาที่สวยๆ ไว้ถ่ายรูปโดยที่เราไม่ต้องไปดิ้นรนหาที่ไหน แล้วเราก็ทำงานขายภาพถ่าย มันอยู่ในอินเทอร์เน็ต อยู่ในไฟล์มันดูยาก เราต้องการพรินต์ออกมา เพื่อที่จะวางบนกำแพงแล้วบอกว่ามันเปลี่ยนบรรยากาศได้ยังไง เพราะถ้าเราขายของแล้วไม่มีของจริงให้ดู ก็ดูเหมือนเราไม่ได้จริงจังอะไร”

ช่างภาพหนุ่มหยิบแฟ้มภาพถ่ายมาให้ดู ตั้งแต่ภาพถ่ายย่านบางรัก บางลำภู ที่ถ่ายมาใช้จัดนิทรรศการเมืองเก่าตั้งแต่กลับจากปารีสใหม่ๆ ภาพถ่ายจังหวัดต่างๆ ที่ได้จากการขับรถถ่ายไปเรื่อยๆ ไปจนถึงภาพถ่ายที่สะสมจากการเดินทางในต่างประเทศ เช่น ตุรกี โรม ปารีส รวมไปถึงภาพถ่ายแบบไซยาโนไทป์ (Cyanotype) 

Bright Side of The Moon บ้านกึ่งสตูดิโอของช่างภาพหนุ่มที่มีวิวเป็นภูเขาจันทบุรี

“เราถ่ายพอร์เทรตพอเบื่อแล้วเราก็ไปทำอย่างอื่น ให้พอร์เทรตมันค่อยๆ โตอยู่ในกลุ่มของคนอ่าน แล้วก็ทำงาน Abstract มาได้สักสองปี แล้วก็เอางานสองปีนี้ไปแสดงงาน ติดต่อคนมาซื้องาน แล้วเราก็มาทำงานเขียน วนไป ตอนนี้งานเขียนอาจจะทำน้อยลง เพราะว่าปีนี้อยากจะทำภาพเคลื่อนไหว เราตั้งใจว่าทุกปีเราต้องมีผลงานออกมาหนึ่งอย่าง สองปีที่แล้วก็มีโฟโต้บุ๊ก ปีที่แล้วก็มีนิทรรศการภาพถ่าย ปีนี้ก็ว่าจะมีนิทรรศการใหญ่ปลายปี เหมือนทำไร่หมุนเวียนไปเรื่อยๆ”

บ้านในฝันของ นิว-ศุภชัย เกศการุณกุล ช่างภาพที่โตแถวบางรัก เรียนที่ปารีส และลงหลักปักฐานที่เมืองจันท์
Bright Side of The Moon บ้านกึ่งสตูดิโอของช่างภาพหนุ่มที่มีวิวเป็นภูเขาจันทบุรี

ศิลปินผู้คลุกคลีอยู่ในวงการสื่อมานานอธิบายแนวคิดการทำงาน ซึ่งส่งผลให้สตูดิโอกลายเป็นห้องทำงานโล่งใหญ่ ที่ตอบรับการทำงานได้หลากหลายรูปแบบ

“ก่อนหน้านี้เราคิดงานในร้านกาแฟ ก็มีสมาธินะ บางคนก็คิดไอเดียออกในโรงหนัง บางคนก็ชอบคิดในห้องสมุด แต่เผอิญเรามีครอบครัวไง เราก็คิดว่าเราไม่ได้แค่ทำงาน มันคือการใช้ชีวิตด้วย ที่นี่ก็เลยจำเป็นสำหรับเรา เราคิดงานที่นี่ ทำงานที่นี่ แล้วก็ผลิต ส่งไปขายที่กรุงเทพฯ ยังมีพื้นที่ให้เราใส่เรื่องข้างนอกเมืองหลวงลงไป มันเป็นการเลือกที่จะยืน”

สตูดิโอใช้ชีวิต

นิวเติมกาแฟลงในแก้วใบสวย เขาชอบดื่มกาแฟ ปริมชอบทำอาหาร มุมครัวในบ้านจึงโปร่งโล่ง จะทำอาหารหรือชงกาแฟก็ได้ 

เฟอร์นิเจอร์ไม้ส่วนใหญ่ในบ้านมาจากร้านขายของเก่า ไม่ว่าจะเป็นประตู หน้าต่าง ตู้โชว์ ยกเว้นเคาน์เตอร์ครัวสำหรับให้ปริมทำอาหารซึ่งติดล้อไว้ จะได้เข็นหลบได้ยามต้องใช้พื้นที่ถ่ายภาพ ด้านหลังบ้านยังมีตู้ซึ่งบรรจุตำราอาหารไว้เต็ม 

บ้านในฝันของ นิว-ศุภชัย เกศการุณกุล ช่างภาพที่โตแถวบางรัก เรียนที่ปารีส และลงหลักปักฐานที่เมืองจันท์

เราเคยเห็นภาพถ่ายปิกัสโซ่ทำงาน และมีลูกเขานั่งเล่นอยู่ในเฟรม เราชอบรูปนั้นมากเลย รู้สึกว่านี่คือการเลี้ยงลูกที่เราอยากให้เป็น ส่วนหนึ่งที่เราสร้างสตูดิโอนี้เพราะว่าบ้านพ่ออยู่มายี่สิบสามสิบปีแล้ว ชีวิตเขาก็อยู่เต็มบ้าน เราพ่อแม่ลูกสี่คนเข้าไปอยู่พื้นที่มันจำกัด เราต้องการพื้นที่ส่วนตัว แล้วเราต้องการให้ลูกเห็นว่าพ่อทำงานอะไร ลูกไม่เคยเห็นเพราะว่าเราทำงานนอกบ้าน ถ่ายรูปข้างนอกตลอด ครูถามว่า พ่อทำงานเป็นช่างภาพเหรอ รับถ่ายอีเวนต์เหรอ ลูกก็บอกว่า ถ่ายรูปที่บ้าน คืออธิบายไม่ได้ว่าพ่อทำงานอะไร แล้วเราก็อยากให้ลูกรู้ว่าเราทำงานอะไร อยากให้เป็นพื้นที่ที่ลูกได้ใช้ชีวิตกับเรา”

Bright Side of The Moon บ้านกึ่งสตูดิโอของช่างภาพหนุ่มที่มีวิวเป็นภูเขาจันทบุรี

“ถ้าลูกชอบก็ดี ถ้าไม่ชอบก็ดี จะได้ไปทำอย่างอื่น แต่อย่างน้อยก็ได้เห็นไง เหมือนกับเราที่เห็นปารีส โอกาสมันมาด้วยการเห็น ตอนนี้คนอาจจะบอกว่าเห็นผ่านอินเทอร์เน็ตก็ได้ แต่คุณจะรู้ว่าไวน์ดีไม่ดีนี่คุณต้องกินนะ คุณจะรู้ว่ากาแฟเปรี้ยว ขม คุณก็ต้องกิน คุณจะไปอ่านแค่คำบรรยายว่า Single Origin มันมาจากที่ไหน มีรสซับซ้อน มีรสผลไม้นิดหนึ่ง มี After Taste มันไม่ได้รู้รสชาติหรอก คอนเซปต์เราคือทำให้ลูกเห็น ที่นี่เป็นสตูดิโอคิดงาน ทำงาน แล้วก็ให้ลูกมาเห็น เลี้ยงลูกมันเป็นอาชีพที่ใช้เวลา”

Bright Side of The Moon บ้านกึ่งสตูดิโอของช่างภาพหนุ่มที่มีวิวเป็นภูเขาจันทบุรี

Bright Side of Chantaburi

“เราคิดว่าชีวิตแบบนี้คือชีวิตที่เราชอบ รู้สึกว่าโชคดีที่เจอสิ่งที่หาในเวลาอันรวดเร็ว ปัญหาของเราคือทำยังไงให้เราใช้ชีวิตอยู่อย่างนี้ได้นานๆ ในเมื่อสิ่งที่เราต้องการครบแล้ว เราเป็นช่างภาพ เป็นสื่อด้วย เป็นพ่อด้วย เป็นสามีด้วย มันแยกไม่ได้หรอกว่าเราเป็นอะไร เดี๋ยวนี้เขาก็ไม่เรียกแล้วว่าเป็น Photo Journalist เขาก็เรียกว่าเป็นมัลติมีเดียใช่ไหม

“มันพัฒนาต่อไปในแนวทางของมัน เหมือนผลไม้ที่มันค่อยๆ สุก จากมะม่วงก็เป็นมะม่วงที่อร่อยขึ้นเรื่อยๆ จากทุเรียนก็เป็นทุเรียนที่พัฒนาพันธุ์ไปเรื่อยๆ เพิ่งคุยกับปริมวันก่อนว่างานเรามันคืองานสเก็ตช์ แล้วก็อิมโพรไวซ์ไป”

บ้านในฝันของ นิว-ศุภชัย เกศการุณกุล ช่างภาพที่โตแถวบางรัก เรียนที่ปารีส และลงหลักปักฐานที่เมืองจันท์

จังหวะการทำงานที่ต่อเนื่องสม่ำเสมอ สอดคล้องกับการใช้ชีวิตในจันทบุรี ด้านบนของบ้านยังเป็นพื้นที่โล่งซึ่งนิวและปริมยังคงใช้เวลาแต่งไปอย่างไม่รีบร้อน อนาคตห้องโล่งที่พื้นไม้เรียบสวยเหล่านั้นจะกลายเป็นห้องทำงานของทั้งคู่ ลูกทั้งสอง และอาจจะมีห้องล้างฟิล์มเล็กๆ ในตัว

“เราทำสตูดิโอนี้เหมือนกับวิธีใช้ชีวิต เราวางโครงไว้คร่าวๆ ว่ามันน่าจะเป็นพื้นที่โล่ง ขยับได้ พอถึงเวลาก็อิมโพรไวซ์ไป แต่ต้องมีพื้นฐานแน่นก่อน เพื่อนๆ ก็แนะนำว่าให้ทำโฮมสเตย์หรือขายกาแฟดีๆ แต่เราก็รอก่อนว่าจะทำยังไงให้มันเหมาะสม ถ้าเปิดไปแล้วก็ต้องมีเวลาที่แน่นอน เช่นศุกร์-อาทิตย์” 

นิวแอบแง้มบอกโครงการในอนาคตของ Bright Side of The Moon ที่นอกจากเป็นสตูดิโอแห่งชีวิตของช่างภาพ ยังเป็นบ้านที่น่าเยี่ยมเยือนแห่งจันทบุรี

บ้านในฝันของ นิว-ศุภชัย เกศการุณกุล ช่างภาพที่โตแถวบางรัก เรียนที่ปารีส และลงหลักปักฐานที่เมืองจันท์

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

ต้อม-สุธารัตน์ สินนอง ฝันอยากมีบ้านตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ๆ ความรู้สึกอยากมีบ้านเป็นของตัวเองทวีความจริงจังมากขึ้นหลังการเดินทางนับครั้งไม่ถ้วนทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วยอาชีพนักการละครของเธอ และเมื่อวันหนึ่งขณะต้อมร่วมกระบวนการทำละคร ได้ใกล้ชิดกับละครหุ่นเงา Shadow Puppet เธอก็หลงรักมันจนหัวปักหัวปำ จนอยากใช้เวลาทั้งหมดในชีวิตอยู่กับแสงและเงาเหล่านี้ ความรู้สึกอันเปี่ยมพลังนี้เองที่ทำให้ต้อมมองหาที่ดิน ทำงานเก็บเงิน แล้วลงแรงเป็นลูกมือร่วมสร้างบ้านของเธอกับสล่าหรือช่างชาวบ้านคนหนึ่งในเชียงใหม่

นี่คือเบื้องหลังเรื่องราวของบ้านที่เริ่มต้นด้วยเงิน 80,000 บาท กับเวลา 8 วัน บ้านที่เธอเรียกมันว่า ‘โรงบ่มแสง’ และการทำงานภายใต้ชื่อ Homemade Puppet

เงิน 80,000 บาท เวลา 8 วัน สู่ ‘บ้านบ่มแสง’ บ้านที่เล่นละครได้ทุกมุมของศิลปินหุ่นเงา

“ถ้าเรามีกำลัง ทุกอย่างมันจะง่าย สมมติว่าถ้าต้อมมีเงิน แค่ดีดนิ้วอยากได้อะไรก่อนก็ได้ แต่ว่าพอเรามีน้อย สิ่งสำคัญก็คือว่าต้องอดทน ต้องรอ เพียงแต่จะรอแบบไหน รอแบบว่าวันหนึ่งจะมี หรือรอไปเรื่อย ๆ สำหรับต้อม การรอ เราเห็นภาพว่าวันหนึ่งมันจะเป็นแบบที่เราอยากได้ เพราะฉะนั้น เวลาที่มีสตางค์เข้ามา เราก็รู้ว่าจะเอาเงินไปไว้ตรงไหน ยังไง” 

นักละครคนนี้ทำงานแบบฟรีแลนซ์ รายได้ที่เข้ามาจึงมาเป็นก้อน ๆ มาเป็นช่วง ๆ และต้องจัดสรรการใช้จ่ายให้พอเหมาะพอดีหากต้องการอะไรใหญ่ ๆ อย่างที่ดินหรือบ้าน

เธอเล่าย้อนที่มาว่าจากความสนใจละครในวัยเด็ก ทำให้เธอเข้าร่วมเรียนรู้และทำงานกับกลุ่มละครมะขามป้อมสมัยเป็นนักศึกษารามฯ และต่อเนื่องขยับขยายการงานด้านการละครกว้างออกไป ทั้งละครเพื่อการพัฒนาเยาวชน ละครหุ่น ละครข้างถนน ละครเวที ละครทีวี ภาพยนตร์ จนมาถึงหุ่นเงา 

“พอถึงจุดหนึ่งก็คิดว่าอยากทำหุ่นเงาทุกวัน ไม่อยากทำอย่างอื่นแล้ว” ซึ่งช่วงนั้นต้อมกำลังทำโปรเจกต์ละครกับโรงเรียนที่เชียงใหม่ 2 แห่ง คือในเมืองหนึ่ง และในอำเภอเชียงดาวอีกหนึ่ง

ช่วงเวลานั้นเองที่เธอตัดสินใจว่าจะปักหลักที่เชียงใหม่ เริ่มมองหาที่ทางและเชื่อว่า ถ้าวันหนึ่งที่ดินตรงไหนเหมาะ เธอจะพบกับมันเอง จากเชียงดาวเธอได้มาทำโปรเจกต์กับ มานูเอล ลุทเกนฮอสท์ (Manuel Lutgenhorst) ที่ Empty Space แถวน้ำบ่อหลวง และอยู่อาศัยที่นั่นในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนจะพบที่ดินที่ว่าใช่ แล้วตัดสินใจซื้อโดยมีเพื่อนใจดีให้ยืมเงินมาก่อน ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในช่วงพยายามหาทางใช้เงินคืนเพื่อนให้หมด

เงิน 80,000 บาท เวลา 8 วัน สู่ ‘บ้านบ่มแสง’ บ้านที่เล่นละครได้ทุกมุมของศิลปินหุ่นเงา

“อยากมีบ้าน อยากมีที่ของตัวเอง พอมาได้ที่ดินตรงนี้ก็คิดว่ามันเหมาะกับเรามาก เพราะค่อนข้างเป็นส่วนตัว ไม่ค่อยมีใครเห็น บางช่วงต้อมก็ปล่อยให้ต้นไม้ขึ้นสูงจนทางเข้าแทบเข้าไม่ได้เลยนะ

“ต้อมไปทำงานแล้วได้เงินมาหนึ่งก้อน 80,000 บาท ก็คิดว่า 80,000 ทำอะไรได้บ้าง เพราะเราอาศัยบ้านเขาอยู่ก็เกรงใจ ลองไปเดินดูตามร้านขายไม้เก่าว่าจะทำอะไรได้บ้าง กะว่าแค่เล็ก ๆ พออยู่ได้ก่อนแล้วกัน ไปเห็นโครงของบ้านไม้ที่ตั้งเสาไว้ 6 เสา มีพื้นไม้ชั้นสอง มีหลังคาสูง มีบันไดด้านนอกบ้าน แต่ยังไม่มีฝาผนัง มีแค่โครงเลย เราก็เฮ้ย นี่มันบ้านของเรานี่!!

“ต้อมถามลุงเจ้าของ เขาไม่ขายเพราะตั้งใจทำเป็นบ้านสำเร็จเสร็จก่อน แล้วค่อยขายยกหลังแบบบ้านน็อกดาวน์ ตั้งโครงไว้กำลังจะทำต่อ เราก็บอกว่า ‘ไม่ได้หรอกลุง นี่มันบ้านหนู ขายให้หนูนะ’ จากนั้นก็ให้เพื่อนขี่มอเตอร์ไซค์พาไปดูทุกเย็นเป็นอาทิตย์ ๆ เลย ไปแล้วก็ขึ้นไปนั่งบนชั้นสอง แล้วก็พูดว่า ลุง นี่มันบ้านหนู ยังไงลุงก็ต้องให้หนู

“ไปจนวันที่ 8 ‘เอาจริง ๆ ใช่ไหม’ ลุงถาม

“เอาจริง ๆ ลุง แต่หนูมีเงินเท่านี้ ลุงขายเท่าไหร่

“จริง ๆ เขาน่าจะขายแพงกว่านั้น แต่เราก็บอกว่ามี 80,000 ลุงให้อะไรต้อมได้มั่ง ลุงก็บอก ‘เอ้า! ขายน้องก็ได้’ แล้วแกก็รื้อบ้านมาติดตั้งบนที่ดินให้ด้วยนะ”

เมื่อโครงบ้านเริ่มมา ก็เป็นจังหวะที่งานเริ่มเข้า เธอค่อย ๆ สะสมเงินซื้อบานหน้าต่าง ประตูเพิ่ม และขอให้ลุงช่างเป็นคนสร้างให้ โดยที่เธอเป็นลูกมือทุกอย่าง ขนดิน ขนปูน ขนไม้ ร่วมทำงานไปด้วย

เงิน 80,000 บาท เวลา 8 วัน สู่ ‘บ้านบ่มแสง’ บ้านที่เล่นละครได้ทุกมุมของศิลปินหุ่นเงา

“ตอนลุงถามว่าหน้าตาบ้านจะเป็นยังไง ต้อมก็วาดบนพื้นให้ดูว่า จะทำแบบนี้ ๆ นะ วิธีอธิบายแบบบ้านของต้อมก็เหมือนเล่นละคร คือแสดงให้ลุงดูว่า นี่นะ ประตูต้องเปิดอย่างนี้ หน้าต่างอย่างนี้ ชั้นบนพื้นไม้เปิดช่องให้โล่งอย่างนี้นะ แล้วก็ถามว่า ลุง ๆ ตรงช่องว่างนี้ ถ้ามเอาผ้ามาห้อยลงมาจากหลังคา ให้ต้อมปีนผ้าขึ้นลงได้ ไม้หลังคาจะรับน้ำหนักได้ไหม ลุงก็จะถามว่าแล้วทำไมต้องปีนผ้า น้องก็ใช้บันไดสิ (หัวเราะ) 

“แรก ๆ ลุงงงว่าทำไมเราทำอะไรแปลก ๆ แต่พอทำไปสักสองสามเดือนเขาก็เริ่มสนุกและมีไอเดียมานำเสนอ

“ตอนนั้นเงินก้อนสุดท้ายที่ทำให้บ้านเสร็จได้คือต้อมได้ไปเล่นละครหุ่นเงาที่โปแลนด์ 3 เดือน แสดงอยู่ 40 รอบในโรงละครเล็ก ๆ โดยมีกลุ่มคนดูเป็นเด็ก ๆ คือเงินไม่ได้เยอะนะคะ แต่เรารู้สึกดีมาก สนุกและเป็นสิ่งที่อยากทำ คือแสดงเรื่องเดียว มีคนมาดูได้ต่อเนื่อง แล้วเงินก้อนนี้ก็เกิดเป็นครัวกับห้องน้ำ ซึ่งเป็นส่วนปูนทั้งหมด”

ถามเธอว่าบ้านรูปทรงนี้เหมือนที่เคยฝันถึงไหม เธอตอบว่าคล้าย ๆ อยู่ เพราะตั้งแต่เด็กเธออยากได้บ้านแบบโรงนา (Barn) มีพื้นที่โล่ง ๆ ให้เล่นละครได้ ขึงฉากได้ ลองเงาได้ จัดเวิร์กชอปได้ มีครัวเล็ก ๆ เพราะชอบทำอาหาร-ทำขนม ไม่แพ้กับเล่นละครและทำงานศิลปะ

เงิน 80,000 บาท เวลา 8 วัน สู่ ‘บ้านบ่มแสง’ บ้านที่เล่นละครได้ทุกมุมของศิลปินหุ่นเงา

สร้างบ้านให้เป็นโรงละคร

“อยากทำบ้านให้เป็นที่เล่นละครได้ จะเล่นทุกที่ที่บ้าน เป็นโรงละครแบบเราที่เราทำด้วยตัวเอง ทำให้เป็นแบบที่เราอยากได้ ตอนออกแบบบ้าน ตั้งใจอยู่แล้วว่าอยากให้มีพื้นที่โล่ง เป็นห้องเอาไว้เพื่อทำการแสดง นอนข้างบนแล้วทำงานข้างล่าง หรือนอนข้างบนแล้วลงมาแสดงข้างล่าง”

นอกจากหน้าต่างประตูที่ซื้อมาต่อเติมให้บ้านอยู่ได้อย่างที่ต้องการแล้ว เธอบอกว่าหน้าต่างเหล่านี้ช่วยให้อากาศถ่ายเท มีลมพัดผ่าน ทำให้บ้านไม่ร้อนเกินไปเพราะบ้านนี้ไม่ได้ติดแอร์ แต่เธอก็อยู่ได้แม้กระทั่งตอนช่วงโควิดติดอยู่กับบ้านไม่ได้เดินทางถึง 3 ปี 

เงิน 80,000 บาท เวลา 8 วัน สู่ ‘บ้านบ่มแสง’ บ้านที่เล่นละครได้ทุกมุมของศิลปินหุ่นเงา

“มันร้อนมากค่ะ นี่คงเป็นข้อที่ต้องแก้ ต้องปลูกต้นไม้บังแสงบางส่วน ช่วงหน้าร้อนบางวัน ต้อมไปนั่งอยู่มุมหน้าห้องน้ำเลย เพราะเย็นกว่ามุมอื่นที่โดนแสงแดดเต็ม ๆ” เธอหัวเราะ

ในที่ดิน 1 ไร่กับ 1 งาน ด้านหน้าบ้านไม้ทรงสูงคือสระบัวที่ขุดขึ้นก่อนสร้างบ้าน ใกล้ ๆ กันมีอาคารรูปทรงง่าย ๆ อีกหลังหนึ่งที่เธอเพิ่งสร้างขึ้นไม่นานนี้ หลังไปร่วมเป็นนักแสดงสมทบในภาพยนตร์ ‘ถ้ำหลวง: ภารกิจแห่งความหวัง’ อาคารหลังนี้ตั้งใจให้เป็นพื้นที่เวิร์กชอป จัดแสดงละคร และต่อเติมชั้นลอยให้เพื่อนศิลปินที่ต้องการมาแลกเปลี่ยนหรือทำโปรเจกต์ร่วมกันนอนพักได้ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาต้อมบอกว่าได้ใช้จริงแล้ว โดยเพื่อนศิลปินญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งสนใจหุ่นเงาสไตล์ของเธอเพื่อร่วมงานกับศิลปะการเต้นของเขา

“บ้านเป็นพื้นที่ของเรา เราทำอะไรก็ได้ และเราก็อยากให้เพื่อนหรือใครก็ตามที่มารู้สึกว่าที่นี่เป็นพื้นที่ของเขาด้วยเหมือนกัน เพื่อนบางคนที่ปกติไม่ค่อยกล้าไปนอนที่อื่น แต่พอมานอนบ้านเราแล้วเขาหลับสบาย แค่นี้ต้อมก็ดีใจแล้ว

“ต้อมเป็นคนเดินทางเยอะ จึงมีเพื่อนจากหลาย ๆ ที่ ช่วงเวลาที่เพื่อนจากญี่ปุ่นมา ด้วยความบังเอิญหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็มีเพื่อนจากสิงคโปร์มาในเวลาเดียวกัน เพื่อนรุ่นพี่จากกรุงเทพฯ น้องจากเชียงดาวก็มา แล้วคนเหล่านี้ก็ได้มาเจอกันที่บ้านต้อมและทุกคนกลายเป็นเพื่อนกัน ช่วงเวลาที่ทุกคนนั่งคุยกัน ต้อมไปทำอย่างอื่น เป็นบรรยากาศที่เราชอบมาก นี่คือบ้านที่เราอยากให้เป็นมาโดยตลอด”  

เงิน 80,000 บาท เวลา 8 วัน สู่ ‘บ้านบ่มแสง’ บ้านที่เล่นละครได้ทุกมุมของศิลปินหุ่นเงา

แม้ในช่วงที่ต้อมไม่ได้เดินทางเนื่องด้วยสถานการณ์โรคระบาด แต่เธอมีโอกาสทำความฝันสร้างบ้านให้เป็นโรงละครจริง ๆ เมื่อได้ร่วมทำโปรเจกต์ละครหุ่นเงาในเทศกาลออนไลน์ BICT Fest 2021 – BICT on(line) the MOVE ซึ่งเป็นเทศกาลละครนานาชาติสำหรับเด็กและเยาวชนกรุงเทพฯ 2564 (ชื่อสั้น ๆ คือ BICT on (line)the Move) “โปรเจกต์ออนไลน์ครั้งนั้นทำให้ต้อมได้ลองทำบ้านทั้งหลังให้เป็นโรงละครเลย สนุกมากค่ะ”  

น้ำเสียงและถ้อยคำบางช่วงที่เธอเล่าถึงบ้าน ให้ความรู้สึกราวกับกำลังอยู่ในโลกของโรงละครจริง ๆ อย่างเรื่องราวของพระจันทร์ขึ้นหน้าบ้าน หรือหิ่งห้อยที่เรืองรองในความมืด  

“บ้านของต้อมอยู่กลางทุ่งนา และตรงนี้นะคะ จะมองเห็นพระจันทร์เต็มดวงที่หน้าบ้าน ห้องนอนต้อมไม่มีม่าน เวลาพระจันทร์เต็มดวงมันสาดแสงเข้ามาถึงที่นอนเลย บางทีเวลาตื่นขึ้นมาตอนกลางคืนเจอพระจันทร์ เราก็ โห! นี่คือการได้คุยกับพระจันทร์ส่วนตัวมากค่ะ

“หรือบางช่วงหิ่งห้อยเยอะมาก มากจนบางทีก็เข้ามาอยู่ในห้องนอนเป็นสิบ ๆ ตัวเลย” 

เยี่ยมบ้านนักละครหุ่นเงาเปี่ยมแพสชัน ที่ตั้งใจทำบ้านให้เป็นพื้นที่ทดลองของตัวเองและเหล่าเพื่อนศิลปิน
เยี่ยมบ้านนักละครหุ่นเงาเปี่ยมแพสชัน ที่ตั้งใจทำบ้านให้เป็นพื้นที่ทดลองของตัวเองและเหล่าเพื่อนศิลปิน

เงาที่มีสีสันในโรงบ่มแสง

“เงามีสีสันด้วยนะ ไม่ใช่มีแค่สีดำ” ต้อมยืนยันด้วยการหยิบตัวละครหุ่นเงาของเธอมาเล่นกับแสงให้ดู  

“ทำเรื่องทำหุ่นเงานั่นแหละ แต่พูดเรื่องข้างใน เงาคือเครื่องมือ ส่วนเนื้อหาเป็นอีกเรื่อง เนื้อหาเป็นสิ่งที่เราอยากพูดอยากสื่อสารออกไป”

 เธอพูดขึ้นว่า “ต้อมชอบหุ่นเงามาก มันมีแค่แสงกับเงา แต่สามารถพาคนจินตนาการไปไกล หุ่นเงาของต้อมคือ เราเล่นคนเดียว ทำคนเดียว จึงเลือกเล่นอยู่ด้านหน้าฉาก เพื่อจะได้ปะทะกับความรู้สึกของคนดู อาจเป็นเพราะต้อมชอบละครเวทีด้วย ชอบพลังที่รับส่งระหว่างคนเล่นคือเรากับคนดู พอมาทำหุ่นเงา ต้อมก็อยากได้รับพลังอย่างนั้น เลยเลือกจะไม่เล่นอยู่หลังฉาก อีกอย่างคือการที่เอาตัวเองออกมาด้านหน้าก็เพื่อจะบอกคนอื่นว่า มันง่ายนะ ไม่ได้ยาก เด็ก ๆ ก็ทำได้ ใคร ๆ ก็ทำได้ แค่นั้นเอง”

บ่อยครั้งต้อมเรียกบ้านของเธอว่า โรงบ่มแสง โดยตั้งใจให้เป็นเหมือนโรงบ่มไวน์หรือโรงบ่มเบียร์ ทำหน้าที่สร้างผลผลิตอันน่าหลงใหลและเต็มไปด้วยคุณภาพ

อยากให้ที่นี่เป็นที่ทดลอง ฝึกฝน และทำงานของคนที่สนใจ ทั้งเพื่อน ศิลปิน หรือคนที่อยากมาเรียนรู้กับทักษะของต้อมหรือของเขาเอง จริง ๆ ต้อมสนใจศิลปะหลากหลายประเภทอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่แสงเงาหรอก เลยอยากชวนกันมาบ่มตัวเองกับสิ่งที่ชอบและอยากทำ แล้วคุณจะมีแสงเป็นของตัวเองค่ะ”

เยี่ยมบ้านนักละครหุ่นเงาเปี่ยมแพสชัน ที่ตั้งใจทำบ้านให้เป็นพื้นที่ทดลองของตัวเองและเหล่าเพื่อนศิลปิน
เยี่ยมบ้านนักละครหุ่นเงาเปี่ยมแพสชัน ที่ตั้งใจทำบ้านให้เป็นพื้นที่ทดลองของตัวเองและเหล่าเพื่อนศิลปิน

‘Homemade Puppet’ ผสมผสานศิลปะที่ชอบกับรสชาติที่ใช่  

Homemade Puppet คือชื่อที่เธอตั้งตอนออกมาจากกลุ่มละครมะขามป้อมเพื่อทำโปรเจกต์ส่วนตัว ต้อมเล่าว่าไม่ได้เป็นชื่อที่ซับซ้อนอะไร เพราะมาจากสิ่งที่เธอชอบ

“ต้อมชอบทำขนมและทำกับข้าวให้คนกิน เรามีรสชาติที่อยากให้เพื่อนหรือให้คนอื่น ๆ กิน ก็เลยกลายมาเป็น Homemade Puppet 

“งานของต้อมก็เหมือนเป็นรสชาติที่ชอบ อยากทำให้คนชิม ถ้าชิมแล้วชอบ วันหลังก็มาชิมใหม่อีกได้ และเราชอบทำงานฝีมือ ชอบงานศิลปะ บ้านเราก็ทำเองด้วย ชื่อนี้เลยดูไปด้วยกันได้ดี”  

เยี่ยมบ้านนักละครหุ่นเงาเปี่ยมแพสชัน ที่ตั้งใจทำบ้านให้เป็นพื้นที่ทดลองของตัวเองและเหล่าเพื่อนศิลปิน

“ต้อมไม่ค่อยเครียดนะคะ คือถ้ามีเรื่องแย่ต้องเอามันออก เราก็ทำงานศิลปะ มาตอนนี้ไม่ใช่แค่งานศิลปะด้วยนะ แต่มันคือชีวิตเลย (หัวเราะ) เช่น ทำสวน เย็บผ้า ทำอาหาร ทำหุ่น ทำการแสดงก็ไม่ค่อยแยกแล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอันไหนงาน อันไหนชีวิต ต้อมทำมันทุกวัน พูดเหมือนดูดีเนอะ แต่วันหนึ่งเราจะเข้าใจว่า อ๋อ มันคืออันนี้เองที่เขาบอกว่าใช้ชีวิตเหมือนทำงานศิลปะ ที่พูดคือไม่ได้จะ Cool อะไรหรอกนะคะ แต่เป็นอย่างนี้จริง ๆ และเราก็ทำมันไปเรื่อย ๆ ทำในสิ่งที่เราชอบ

“งานของต้อมทุกชิ้น มีบ้านต้อมอยู่ในนั้นหมดเลย มันเป็นเรื่องของต้อม เพียงแต่ว่าเราเล่าผ่านตัวละคร ถ้าคนรู้จักก็จะรู้ว่านี่คือเรื่องของเรา และบ้านหนังนี้ก็อยู่ในเงาที่เรากำลังแสดง”

เยี่ยมบ้านนักละครหุ่นเงาเปี่ยมแพสชัน ที่ตั้งใจทำบ้านให้เป็นพื้นที่ทดลองของตัวเองและเหล่าเพื่อนศิลปิน

Writer

Avatar

สกุณี ณัฐพูลวัฒน์

จบเกษตร แล้วต่อด้านสิ่งแวดล้อม แต่เติบโตด้านการงานด้วยการเขียนหนังสือมาตลอด ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบต้นไม้ ชอบสวน ชอบอ่าน ชอบงานศิลปะและชอบหนังสือภาพ ทุกวันนี้จึงพาตัวเองคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ชอบที่ชอบ ด้วยการเขียนหนังสือ ทำงานศิลปะ เดินทาง และเปิดร้านหนังสือ(ภาพ)ออนไลน์ Of Books and Bar

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load