12 ตุลาคม 2562
4 PAGES
10 K

กรุงเทพฯ-ปารีส-จันทบุรี

นิว-ศุภชัย เกศการุณกุล ย้ายบ้านบ่อย ช่างภาพและนักเขียนคนนี้เติบโตที่บางรัก ชักภาพพอร์เทรตให้นิตยสาร Open อยู่หลายปี ก่อนไปเรียนต่อด้านภาพยนตร์และทำงานที่ปารีส และกลับมาทำงานถ่ายภาพ เขียนหนังสือที่เล่าเรื่องอย่างละมุนละไม รวมถึงเปิดบริษัท Momoest ที่ถ่ายรูปและพิมพ์ภาพผลงานขายด้วยตนเอง

ภาพถ่ายและเรื่องเล่าของเขานุ่มนวล ขณะเดียวกันก็คมกริบ เข้มข้นด้วยกลิ่นอายชีวิต

หลังนิว และ ปริม เกศการุณกุล กลับจากฝรั่งเศส สองสามีภรรยามองหาที่ลงหลักปักฐานใหม่นอกกรุงเทพฯ ปริมพาลูกๆ ย้ายกลับมาบ้านพ่อแม่ของเธอที่จันทบุรีตั้งแต่ 10 ปีก่อน เพื่อดูแลทั้งลูกๆ ที่เริ่มเข้าโรงเรียน และพ่อแม่ที่เริ่มแก่ตัวลง ส่วนนิวเทียวไปเทียวมาระหว่างกรุงเทพฯ-เมืองจันท์เพื่อทำงานตลอด จนในที่สุดเมื่อบ้านในฝันเสร็จสิ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ช่างภาพหนุ่มก็โบกมืออำลาเมืองหลวงมาอยู่กับครอบครัวที่ภาคตะวันออก ในบ้านกึ่งสตูดิโอชื่อ ‘Bright Side of The Moon’

จากปารีสสู่เมืองจันท

“ตอนที่เราไปปารีสเรารู้ตัวเองแล้วบางส่วนว่าต้องการอะไร ก็เลยไปมองหาสิ่งเหล่านั้น เช่น รสนิยมการดูงานศิลปะ วิถีการใช้ชีวิต เราทำงานที่นู่นด้วย เรียนครึ่งหนึ่ง ทำงานครึ่งหนึ่ง คนฝรั่งเศสเขาคิดว่าการทำงานคือส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ทั้งหมด ชีวิตนี่แหละสำคัญกว่า ดังนั้น เขาก็เลยมีเวลาพักร้อนสองเดือน ทำงานห้ามเกินเวลา เพื่อที่จะกลับไปเลี้ยงลูก ถ้าคุณมีลูก ผู้หญิงลาได้ ผู้ชายก็ลาได้แล้วนะ นั่นหมายความว่าระบบที่รองรับชีวิตมันดี บังเอิญว่าระบบที่รองรับชีวิตในประเทศไทยมันยังไม่ดี ก็อาจจะต้องดิ้นรนมากหน่อย แต่เราก็เอารูปแบบนั้นแหละมาใช้ที่นี่

“ที่เราย้ายมาที่จันทบุรีก็เพราะว่าชีวิตเราตอนเด็กๆ เราอยู่คนเดียวหรืออยู่กับปริม ไปปารีสด้วยกัน มันเพิ่มมาเป็นนิวบวกปริม บวกโมโม่ บวกอามูร์ รวมถึงพ่อแม่ที่อายุมากขึ้นทั้งสองฝั่ง ทั้งพ่อแม่ปริม พ่อแม่เรา เพราะฉะนั้น ชีวิตใหญ่ขึ้น เราก็ควรให้ความสำคัญกับตรงนี้มากกว่า และต้องหันกลับมามองงานตลอดว่าจะทำยังไงให้รายรับมันเข้ามาหาเราได้ในปริมาณที่พอดีกับรายจ่ายกับเรา ทั้งตอนนี้และก็อนาคตด้วย”

ฝันของคนกรุงเทพ

“ตอนแรกเราก็อยากอยู่สวนนะ มีความฝันแบบโรแมนติก ซื้อสวน ทำสวน อยู่ในสวน แล้วเราก็มีต่างจังหวัดของตัวเองเพราะแฟนเป็นคนที่นี่ แต่ที่บ้านก็ไม่มีสวนเพราะว่าพ่อแม่เป็นข้าราชการ เราก็ตระเวนหาที่ดิน อยากได้สักสามไร่ จนไปเจอที่หนึ่ง ตอนนั้นตอนเย็นๆ เรากับปริมก็เดินเข้าไปดู โห ที่นี่ดีว่ะ ติดคลอง พระอาทิตย์ตกแล้วสวยมากเลย แต่ตอนเดินกลับก็มืด ยุงก็มาครับ (หัวเราะ) แล้วมันก็เงียบสงัดมากเลยนะ เราไม่ได้กลัวหรอก แต่ก็นึกว่าถ้าเราปลูกบ้านอยู่กับแฟนกับลูกที่นี่ ถ้าน้ำไม่ไหล ถ้าไฟดับ นี่กูจะทำไงวะ แล้วถ้าเกิดมันมีงูล่ะ มีตุ๊กแกล่ะ โชคดีที่เจอก่อนว่ามันไม่เหมาะกับเรา

“เราคิดว่าเราไม่ได้โตมาแบบนี้ เราโตมาแบบคนในเมือง ปริมก็เป็นคนในเมือง การผันตัวเองไปเป็นชาวไร่ชาวสวนต้องตั้งใจมาก บางคนก็ทำได้ บางคนก็ทำไม่ได้ แต่เราพบว่าเราทำไม่ได้ คนกรุงเทพฯ หรือคนเมืองส่วนใหญ่ก็อาจจะทำไม่ได้ แต่เราก็มีความฝันของเราเนอะ เพราะเราอยู่ในที่เล็กๆ ไง เราก็อยากจะฝันถึงที่ใหญ่ๆ แต่อาชีพเราก็ไม่ใช่แล้ว เราใช้แค่ความคิด ใช้สายตากับใช้นิ้วกดติ๊กๆ แค่ขุดดินปลูกต้นไม้ก็หอบแล้ว เราก็เลยมาซื้อที่ร้อยตารางวาข้างบ้านพ่อแม่ ทำสตูดิโอเล็กๆ ทำของสวยงาม ถ่ายรูปที่มันเหมาะกับเรา เราก็ว่าเราอยู่ได้”

Atelier Supachai

นิวและปริมซื้อที่ดินติดกับบ้านของพ่อแม่ปริม โดยมีแบบบ้านในใจ และวางแผนสร้างบ้านอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อตกลงปลงใจว่าทั้งครอบครัวจะลงหลักปักฐานที่นี่จึงสร้างบ้านกึ่งสตูดิโอ พร้อมปลูกต้นไม้รอบๆ โดยมีพ่อของปริมช่วยให้คำแนะนำ และได้ลูกศิษย์ของพ่อมาช่วยดูแลการก่อสร้าง

  “เพื่อนเราที่เป็นสถาปนิกเคยเขียนแบบให้ แต่ถึงที่สุดแล้วเราก็ไม่ได้ใช้แบบนั้น เพราะว่าเรามาอยู่เราก็รู้จักตัวเองมากขึ้น รู้ว่าเราต้องการอะไรมากขึ้น วันที่อยากสร้างบ้านก็คุยกับช่างว่าอยากได้พื้นที่แบบนี้ วาดใส่กระดาษให้เขาดู เขาก็ทำโครงสร้างให้ เราก็ซื้อประตูเก่ามา ชี้ว่าจะใส่ตรงไหนเขาก็เว้นไว้ให้ แปลนไฟก็ไม่มี อยากได้ไฟตรงไหนก็วงไว้ เดี๋ยวเขาต่อให้ ทุกอย่างมาจากสิ่งที่เราเป็น เหมือน Tailor Made จากตัวเรา ความต้องการของเรา”

“ช่างโทรไปฟ้องหัวหน้าบ่อยๆ ว่าเราสองคนชอบอะไรแปลกๆ ไม่เหมือนบ้านอื่น ต้องต่อรองกัน อย่างหน้าต่างเราไม่อยากมีกันสาด เขาก็บอกว่าต้องมีไว้กันน้ำฝน เลยจบที่มีคิ้วเหนือหน้าต่าง แต่เส้นเดียวพอนะ” ปริมเล่าเสริม

บ้านสองชั้นนี้ยกพื้นสูง เพราะนิวอยากให้มองออกไปแล้วเห็นวิวภูเขา ชั้นล่างของบ้านโปร่งโล่ง ล้อมด้วยประตูไม้และหน้าต่างกรอบไม้หลายบาน เป็นทั้งสตูดิโอทำงาน และโชว์รูมแสดงสินค้าต่างๆ ทั้งภาพถ่ายหลากหลายขนาด และของตกแต่งบ้านอย่างหมอน กระเป๋า ผ้าพันคอ Mou Brand ที่ลวดลายมาจากภาพถ่ายของศุภชัย

“เราขายของออนไลน์ เลยหาที่สวยๆ ไว้ถ่ายรูปโดยที่เราไม่ต้องไปดิ้นรนหาที่ไหน แล้วเราก็ทำงานขายภาพถ่าย มันอยู่ในอินเทอร์เน็ต อยู่ในไฟล์มันดูยาก เราต้องการพรินต์ออกมา เพื่อที่จะวางบนกำแพงแล้วบอกว่ามันเปลี่ยนบรรยากาศได้ยังไง เพราะถ้าเราขายของแล้วไม่มีของจริงให้ดู ก็ดูเหมือนเราไม่ได้จริงจังอะไร”

ช่างภาพหนุ่มหยิบแฟ้มภาพถ่ายมาให้ดู ตั้งแต่ภาพถ่ายย่านบางรัก บางลำภู ที่ถ่ายมาใช้จัดนิทรรศการเมืองเก่าตั้งแต่กลับจากปารีสใหม่ๆ ภาพถ่ายจังหวัดต่างๆ ที่ได้จากการขับรถถ่ายไปเรื่อยๆ ไปจนถึงภาพถ่ายที่สะสมจากการเดินทางในต่างประเทศ เช่น ตุรกี โรม ปารีส รวมไปถึงภาพถ่ายแบบไซยาโนไทป์ (Cyanotype) 

“เราถ่ายพอร์เทรตพอเบื่อแล้วเราก็ไปทำอย่างอื่น ให้พอร์เทรตมันค่อยๆ โตอยู่ในกลุ่มของคนอ่าน แล้วก็ทำงาน Abstract มาได้สักสองปี แล้วก็เอางานสองปีนี้ไปแสดงงาน ติดต่อคนมาซื้องาน แล้วเราก็มาทำงานเขียน วนไป ตอนนี้งานเขียนอาจจะทำน้อยลง เพราะว่าปีนี้อยากจะทำภาพเคลื่อนไหว เราตั้งใจว่าทุกปีเราต้องมีผลงานออกมาหนึ่งอย่าง สองปีที่แล้วก็มีโฟโต้บุ๊ก ปีที่แล้วก็มีนิทรรศการภาพถ่าย ปีนี้ก็ว่าจะมีนิทรรศการใหญ่ปลายปี เหมือนทำไร่หมุนเวียนไปเรื่อยๆ”

ศิลปินผู้คลุกคลีอยู่ในวงการสื่อมานานอธิบายแนวคิดการทำงาน ซึ่งส่งผลให้สตูดิโอกลายเป็นห้องทำงานโล่งใหญ่ ที่ตอบรับการทำงานได้หลากหลายรูปแบบ

“ก่อนหน้านี้เราคิดงานในร้านกาแฟ ก็มีสมาธินะ บางคนก็คิดไอเดียออกในโรงหนัง บางคนก็ชอบคิดในห้องสมุด แต่เผอิญเรามีครอบครัวไง เราก็คิดว่าเราไม่ได้แค่ทำงาน มันคือการใช้ชีวิตด้วย ที่นี่ก็เลยจำเป็นสำหรับเรา เราคิดงานที่นี่ ทำงานที่นี่ แล้วก็ผลิต ส่งไปขายที่กรุงเทพฯ ยังมีพื้นที่ให้เราใส่เรื่องข้างนอกเมืองหลวงลงไป มันเป็นการเลือกที่จะยืน”

สตูดิโอใช้ชีวิต

นิวเติมกาแฟลงในแก้วใบสวย เขาชอบดื่มกาแฟ ปริมชอบทำอาหาร มุมครัวในบ้านจึงโปร่งโล่ง จะทำอาหารหรือชงกาแฟก็ได้ 

เฟอร์นิเจอร์ไม้ส่วนใหญ่ในบ้านมาจากร้านขายของเก่า ไม่ว่าจะเป็นประตู หน้าต่าง ตู้โชว์ ยกเว้นเคาน์เตอร์ครัวสำหรับให้ปริมทำอาหารซึ่งติดล้อไว้ จะได้เข็นหลบได้ยามต้องใช้พื้นที่ถ่ายภาพ ด้านหลังบ้านยังมีตู้ซึ่งบรรจุตำราอาหารไว้เต็ม 

เราเคยเห็นภาพถ่ายปิกัสโซ่ทำงาน และมีลูกเขานั่งเล่นอยู่ในเฟรม เราชอบรูปนั้นมากเลย รู้สึกว่านี่คือการเลี้ยงลูกที่เราอยากให้เป็น ส่วนหนึ่งที่เราสร้างสตูดิโอนี้เพราะว่าบ้านพ่ออยู่มายี่สิบสามสิบปีแล้ว ชีวิตเขาก็อยู่เต็มบ้าน เราพ่อแม่ลูกสี่คนเข้าไปอยู่พื้นที่มันจำกัด เราต้องการพื้นที่ส่วนตัว แล้วเราต้องการให้ลูกเห็นว่าพ่อทำงานอะไร ลูกไม่เคยเห็นเพราะว่าเราทำงานนอกบ้าน ถ่ายรูปข้างนอกตลอด ครูถามว่า พ่อทำงานเป็นช่างภาพเหรอ รับถ่ายอีเวนต์เหรอ ลูกก็บอกว่า ถ่ายรูปที่บ้าน คืออธิบายไม่ได้ว่าพ่อทำงานอะไร แล้วเราก็อยากให้ลูกรู้ว่าเราทำงานอะไร อยากให้เป็นพื้นที่ที่ลูกได้ใช้ชีวิตกับเรา”

“ถ้าลูกชอบก็ดี ถ้าไม่ชอบก็ดี จะได้ไปทำอย่างอื่น แต่อย่างน้อยก็ได้เห็นไง เหมือนกับเราที่เห็นปารีส โอกาสมันมาด้วยการเห็น ตอนนี้คนอาจจะบอกว่าเห็นผ่านอินเทอร์เน็ตก็ได้ แต่คุณจะรู้ว่าไวน์ดีไม่ดีนี่คุณต้องกินนะ คุณจะรู้ว่ากาแฟเปรี้ยว ขม คุณก็ต้องกิน คุณจะไปอ่านแค่คำบรรยายว่า Single Origin มันมาจากที่ไหน มีรสซับซ้อน มีรสผลไม้นิดหนึ่ง มี After Taste มันไม่ได้รู้รสชาติหรอก คอนเซปต์เราคือทำให้ลูกเห็น ที่นี่เป็นสตูดิโอคิดงาน ทำงาน แล้วก็ให้ลูกมาเห็น เลี้ยงลูกมันเป็นอาชีพที่ใช้เวลา”

Bright Side of Chantaburi

“เราคิดว่าชีวิตแบบนี้คือชีวิตที่เราชอบ รู้สึกว่าโชคดีที่เจอสิ่งที่หาในเวลาอันรวดเร็ว ปัญหาของเราคือทำยังไงให้เราใช้ชีวิตอยู่อย่างนี้ได้นานๆ ในเมื่อสิ่งที่เราต้องการครบแล้ว เราเป็นช่างภาพ เป็นสื่อด้วย เป็นพ่อด้วย เป็นสามีด้วย มันแยกไม่ได้หรอกว่าเราเป็นอะไร เดี๋ยวนี้เขาก็ไม่เรียกแล้วว่าเป็น Photo Journalist เขาก็เรียกว่าเป็นมัลติมีเดียใช่ไหม

“มันพัฒนาต่อไปในแนวทางของมัน เหมือนผลไม้ที่มันค่อยๆ สุก จากมะม่วงก็เป็นมะม่วงที่อร่อยขึ้นเรื่อยๆ จากทุเรียนก็เป็นทุเรียนที่พัฒนาพันธุ์ไปเรื่อยๆ เพิ่งคุยกับปริมวันก่อนว่างานเรามันคืองานสเก็ตช์ แล้วก็อิมโพรไวซ์ไป”

จังหวะการทำงานที่ต่อเนื่องสม่ำเสมอ สอดคล้องกับการใช้ชีวิตในจันทบุรี ด้านบนของบ้านยังเป็นพื้นที่โล่งซึ่งนิวและปริมยังคงใช้เวลาแต่งไปอย่างไม่รีบร้อน อนาคตห้องโล่งที่พื้นไม้เรียบสวยเหล่านั้นจะกลายเป็นห้องทำงานของทั้งคู่ ลูกทั้งสอง และอาจจะมีห้องล้างฟิล์มเล็กๆ ในตัว

“เราทำสตูดิโอนี้เหมือนกับวิธีใช้ชีวิต เราวางโครงไว้คร่าวๆ ว่ามันน่าจะเป็นพื้นที่โล่ง ขยับได้ พอถึงเวลาก็อิมโพรไวซ์ไป แต่ต้องมีพื้นฐานแน่นก่อน เพื่อนๆ ก็แนะนำว่าให้ทำโฮมสเตย์หรือขายกาแฟดีๆ แต่เราก็รอก่อนว่าจะทำยังไงให้มันเหมาะสม ถ้าเปิดไปแล้วก็ต้องมีเวลาที่แน่นอน เช่นศุกร์-อาทิตย์” 

นิวแอบแง้มบอกโครงการในอนาคตของ Bright Side of The Moon ที่นอกจากเป็นสตูดิโอแห่งชีวิตของช่างภาพ ยังเป็นบ้านที่น่าเยี่ยมเยือนแห่งจันทบุรี

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการหมวดท่องเที่ยวและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจงานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล IG : miwmaneenoot