เคยต้องทนอยู่กับสิ่งที่ไม่ได้หลงรัก และลงมือทำในสิ่งที่คนรอบตัวไม่เห็นด้วยไหม

หมอหวาย-นายแพทย์นิธิวัชร์ แสงเรือง คือคนที่เข้าใจความรู้สึกนั้นดี เขาคือผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ที่เคยไม่อยากเป็นแพทย์ สนใจด้านประวัติศาสตร์ และอยากเรียนต่อด้านรัฐศาสตร์

แต่เพราะถูกอิทธิพลของค่านิยมสังคมกำหนดชะตาชีวิต ในช่วงวัยเด็กที่ยึดติดกับการปฏิบัติตามกรอบของสังคม หวายจึงตรากตรำเรียนให้ผ่านพ้นจนเป็นหมอเช่นทุกวันนี้ แม้ใจเคยคิดอยากเลิกเต็มที

โชคดี ระหว่างทางเขาค้นพบคุณค่าของวิชาชีพที่ตอบสนองใจของเขา และเติบโตเป็นแพทย์ที่ประยุกต์ใช้ความสนใจด้านสังคมของตัวเอง ผสมรวมเป็นส่วนหนึ่งของงานได้อย่างดี

นอกจากเลือกเดินทางไปทำงานในโรงพยาบาลชุมชนขนาด 10 เตียงที่มีแพทย์เพียง 2 คน หมอหวายคืออดีตหนึ่งในผู้ประสานงานของเครือข่ายอาสา RSA (Referral System for Safe Abortion) ผลักดันบริการยุติการตั้งครรภ์สำหรับสตรีที่ท้องไม่พร้อม ให้กลายเป็นบริการทางการแพทย์ทั่วไป ขับเคลื่อนร่วมกับสหวิชาชีพและ NGO จนเกิดการแก้กฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิ์ของผู้หญิงที่จำเป็นต้องทำแท้ง และตัวเขาเองไล่ลำดับกระบวนการยุติธรรมอันซับซ้อนได้อย่างช่ำชอง

แม้ยังห่างไกลจากการปรับให้การทำแท้งเป็นเรื่องสามัญธรรมดาเหมือนในอีกหลายประเทศ และค่านิยมของสังคมไทยจะยังมองเป็นการกระทำผิดบาปชั่วร้ายอยู่บ้าง แต่ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลงตามหลักสิทธิมนุษยชน

คุณอาจไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวนี้ตามความเชื่อที่ยึดถือ หมอหวายเองก็เคยต่อต้านเหมือนบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมาก แต่หลังจากเห็นความไม่สมบูรณ์พร้อมของระบบสาธารณสุข รับฟังผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมหลากหลายวัยและอาชีพ นายแพทย์รุ่นใหม่วัย 34 ปีผู้นี้ เปลี่ยนความคิดและอาสาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา ทำงานนอกเหนือหน้าที่ที่กำหนด ท่ามกลางค่านิยมสังคมที่ขัดแย้ง

เพราะอะไร เราขอชวนคุณมาอ่านความคิดนอกห้องตรวจของหมอหวาย ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเราทุกคนในสังคม

เคยไม่อยากเป็นหมอ.. แต่เมื่อเป็นแล้ว จะเป็นหมอที่ดี

“ผมเรียนหมอทั้งที่ไม่เคยมีความฝันนี้อยู่ในหัวเลย” หมอหวายเริ่มบทสนทนาอย่างตรงไปตรงมา “ จริงๆ ชอบด้านสังคม แต่คนนึกภาพไม่ออกว่าจบไปจะทำงานอะไรและอยากให้เรียนหมอ ตอนนั้นเราเป็นเด็กที่อยู่ในกรอบมาก สังคมคิดว่าอะไรดี เราก็ทำสิ่งนั้น” 

เมื่อไม่ใช่ความฝันของตัวเอง ช่วงปีแรกของการเรียนที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จึงเป็นห้วงเวลาแห่งความทุกข์ มีอาการคือไม่ชอบสิ่งที่เรียน และไม่รู้ว่าเรียนไปใช้กับอะไร แต่หวายค้นพบสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่ทำให้เขาสู้ต่อ

“กิจกรรมอาสาครับ” เขาตอบช่วงเวลาพิเศษนอกเวลาเรียนที่ช่วยยึดโยงเขากับเพื่อนหลากหลายคณะ ไปออกค่าย ทำงานกับชุมชนที่ต่างจังหวัด โดยระหว่างวัน หวายเรียนที่พญาไท ตกเย็นก็เดินทางไปทำงานอาสาที่โรงพยาบาลศิริราช ซึมซับวัฒนธรรมที่แตกต่าง และมีแรงใจใช้ชีวิตต่อจากประโยชน์ที่ได้สร้าง

เมื่อขึ้นปี 4 หวายเริ่มได้สัมผัสชีวิตคนไข้จริงๆ และนำความรู้ที่เรียนมาใช้งาน เขาจึงเริ่มเห็นคุณค่าและรู้สึกตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้น 

“สิ่งที่ขับเคลื่อนชีวิตผมคือการทำให้ตัวเองมีประโยชน์ ในเมื่อเลือกเป็นหมอแล้ว เราก็อยากจะเป็นหมอที่ดี ดูแลรักษาคนยามเจ็บป่วยได้” 

เมื่อเรียนจบ เขาเลือกไปใช้ทุนที่จังหวัดน่าน ในยุคสมัยที่ยังไม่ได้รับความนิยมและสะดวกสบายในการเดินทางเหมือนทุกวันนี้ เพราะศึกษามาก่อนแล้วว่าน่านมีแพทย์ที่เต็มเปี่ยมด้วยอุดมการณ์ เช่น นายแพทย์บุญยงค์ วงศ์รักมิตร อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่านที่ทำงานหนักและดูแลเอาใจใส่บุคลากรอย่างดี เป็นแบบอย่างที่น่าเคารพและปฏิบัติตาม

ต่อมาไม่นาน หวายได้รับการเสนอให้เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลสันติสุข เพราะบุคลากรขาดแคลน จึงได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่ด้านบริหารตั้งแต่อายุยังน้อย

คุยกับหมอหวาย นายแพทย์รุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อน RSA ขยายบริการยุติการตั้งครรภ์ ผลักดันแก้กฎหมายเพื่อสิทธิผู้หญิงและแพทย์
นพ.นิธิวัชร์ แสงเรือง หมอน่านที่สนใจสังคม ขับเคลื่อน RSA ทำแท้งปลอดภัยเพื่อสิทธิผู้หญิง

“ตอนนั้นมีหมออยู่สองคนในโรงพยาบาล ดูแลประชากรหมื่นกว่าคนในสามตำบล สลับกันอยู่เวรคนละสิบห้าวัน ดูแลเฉลี่ยหกสิบถึงแปดสิบคนต่อวัน การออกไปทำงานเชิงรุกก็ยาก เพราะงานตั้งรับก็หนัก” หมอหวายเล่าสถานการณ์ของโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) ที่พบเห็นได้ทั่วไป 

ไม่ใช่การบ่นว่า แต่ช่วยฉายภาพให้เห็นความเป็นอยู่ของวิชาชีพในบริบทชุมชน พวกเขาต้องทำงานเกินกรอบเวลาที่แพทยสภากำหนดไว้เสมอจนเหมือนเป็นเรื่องปกติ

ส่วนตัวหมอหวายเอง เขายินดีทำตามอุดมการณ์ที่มีอยู่แล้ว ภายหลัง เขามีโอกาสเข้าทำงานเป็นนักวิจัยที่สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเท​ศ (IHPP) พกพาประสบการณ์จาก รพช. และความสนใจด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขมาด้วย แต่รู้สึกว่าไม่ใช่ทางของตนเมื่อเทียบกับการรักษาผู้ป่วย จึงกลับมาปฏิบัติการที่น่านอีกครั้งช่วง COVID-19 เพื่อบริการประชาชนในช่วงเวลาสำคัญ

แพทย์เชื่อมสังคม

การมุ่งมั่นทำงานเป็นแพทย์ชุมชน ทำให้หวายเห็นปัญหาและเรื่องน่าพัฒนาของวงการสาธารณสุขไทยด้วยประสบการณ์ตรง

หนึ่งในนั้นคือเรื่องการเข้าถึงบริการ ซึ่งเป็นปัญหาของทั้งคนเมืองและชนบท

“ในต่างจังหวัด คนอาจรู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์ แต่ไม่รู้จะไปให้ถึงสิทธิ์ได้อย่างไร ส่วนคนเมือง หลายคนอาจไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์ หรือรู้ แต่ไม่รู้ว่าต้องไปใช้ที่ไหน ทำอย่างไรบ้าง เพราะมีหลายผู้เล่นมากจนโกลาหล” หมอหวายเล่ามุมมอง

ในชนบท ปัญหาหลักมักเป็นเรื่องทางภูมิศาสตร์ ชาวบ้านบางคนอยู่กลางผืนป่าหรือบนดอยห่างไกลโรงพยาบาล ถ้าไม่มีรถหรือค่าเดินทาง ก็ต้องหาหนทางนานกว่าจะเข้ามารักษาที่โรงพยาบาลได้ บางคนก็เสียชีวิตไปโดยไม่ทราบสาเหตุ

วิธีแก้ไขเบื้องต้นคือ การทำงานร่วมกับเครือข่ายต่าง ๆ ที่ระบบสาธารณสุขมีอยู่ให้เป็นระบบ เช่น สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ อสม. หรือสุขศาลาที่ผ่านการฝึกหัดให้คนในพื้นที่ดูแลผู้ป่วยเบื้องต้นเป็น ไม่ต้องมาถึงโรงพยาบาล ความเป็นชุมชนทำให้ผู้คนพอรู้จักกันและเคาะประตูตามบ้านต่างๆ ได้ง่ายกว่า สิ่งที่หมอหวายพยายามทำร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ คือการเชื่อมต่อให้เป็นระบบที่เข้มแข็งขึ้น วางแผนจะทำงานเชิงรุกมากขึ้น และเตรียมรองรับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ความเป็นเมือง เพราะน่านเริ่มเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนอยากแวะเวียนมาแล้ว

ในขณะที่สังคมคนเมืองจะเผชิญปัญหาแตกต่างออกไป พวกเขาไม่อาจเข้าถึงบริการเคาะประตูคอนโดได้แบบ อสม. ในต่างจังหวัด ต้องลงทะเบียนระบบต่างๆ มากมายด้วยข้อมูลเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า โครงสร้างพื้นฐานที่ยังคล้ายคลึงกับเมื่อหลายสิบปีก่อนอาจพอบริการผู้ป่วยในสภาวะปกติ แต่เมื่อเจอ COVID-19 หลายฝ่ายเห็นปัญหาได้อย่างชัดเจนและควรร่วมแก้ไขกันต่อไป

นพ.นิธิวัชร์ แสงเรือง หมอน่านที่สนใจสังคม ขับเคลื่อน RSA ทำแท้งปลอดภัยเพื่อสิทธิผู้หญิง

อีกหนึ่งเรื่องคือ เมื่อเข้าถึงการบริการแล้ว การรักษาเป็นแบบมุ่งหวังให้ผู้ป่วยหายจากโรค 

ฟังดูถูกต้องแล้ว แต่หลายครั้งแพทย์ไม่ได้มีผู้ป่วยในฐานะมนุษย์คนหนึ่งอยู่ในความคิด อาจเกิดจากระบบที่บีบคั้นให้ต้องรีบรักษาผู้ป่วยจำนวนมากในเวลาอันสั้น หรือตัวบุคคลที่ศึกษาจนเชี่ยวชาญในโรคด้านหนึ่งลึกมากๆ จนเผลอลืมนึกถึงองค์รวมของชีวิตมนุษย์ 

เพราะการรักษาผู้ป่วยไม่ได้มีเพียงทำให้เขาหายจากโรคที่เป็นอยู่ทางกายภาพเท่านั้น ต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านจิตใจและสังคมที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตด้วย

“จริงๆ ไม่แปลก ถ้าเป็น Specialist ด้านใดมาก เราจะลงลึกเรื่อยๆ เป็นปกติ แต่บางทีก็จะทำให้เลนส์เราแคบลง ยิ่งความรู้ด้านสุขภาพเป็นเรื่องที่หมอรู้มากกว่าคนไข้ และคนไข้ต้องทำตาม ถ้าไม่ระวัง มันจะเป็นการเสริมอัตตาให้พองขึ้น อยู่ในโลกของตัวเอง ไม่ฟังใคร ไม่เข้าใจความเชื่อมโยงรอบตัว”

หวายยอมรับว่าเขาไม่ได้เชี่ยวชาญด้านการรักษาที่สุด เลยพยายามใช้มุมมองเรื่องสังคมที่ตัวเองสนใจและทักษะการสร้างปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ มาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรักษา นอกจากอยู่ในโรงพยาบาลแล้ว เขายังออกเดินทางไปเรียนรู้ชีวิตผู้คน เช่น ตระเวนเยี่ยมบ้านผู้ป่วย และไปคุยกับผู้ชุมนุมทางการเมืองฝ่ายต่างๆ

“ถ้าเราถอยออกมาจากเรื่องที่เราเห็นอยู่ทุกวัน เราจะเห็นชีวิตอีกมาก พอพ้นจากเขตโรงพยาบาลแล้ว มีเรื่องที่เราไม่รู้อยู่เต็มไปหมด เช่น เจอเคสต้องชันสูตรศพ เราเรียนมาว่าต้องทำยังไง แต่พอมาทำจริง ต้องคุยกับตำรวจ ญาติ คนนี้คนนั้น วิธีการต่างกันหมด ไปคุยกับนายอำเภอ คนสายมหาดไทย ครู พระ ก็ต้องคุยคนละแบบ” 

การมองเห็นปัญหาเรื่องการเข้าถึงบริการสุขภาพและความพยายามในการรักษาคนไข้แบบองค์รวมนี้ ทำให้หมอหวายมีคุณสมบัติพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจสำคัญต่อไป ซึ่งต้องข้องเกี่ยวกับชีวิตผู้คนจำนวนมากในสังคม

นั่นคือการยุติการตั้งครรภ์

อาสา RSA

แม้จะยังไม่เห็นดีเห็นงามทั้งใจกับการทำแท้ง ช่วง พ.ศ. 2555 หมอหวายมีโอกาสเข้ารับฟังบรรยายการบริการสุขภาพที่ช่วยอนามัยเจริญพันธุ์ของผู้หญิง โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์กำแหง จาตุรจินดา อดีตประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เพื่อเรียนรู้เครื่องมือและวิทยาการใหม่

“ผมเคย Conservative มากและต่อต้านการทำแท้ง เพราะถูกปลูกฝังว่าต้องเป็นคนดี และการทำแท้งเป็นสิ่งที่ไม่ดี” หมอหวายเล่าถึงค่านิยมที่ถูกส่งต่อกันมาในสังคม และทำให้บุคลากรทางการแพทย์ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ห้องตรวจ เจ้าหน้าที่ห้องยา พยาบาล วิสัญญีแพทย์ หลีกเลี่ยงการยุ่งเกี่ยวกับบริการดังกล่าว นอกจากกฎหมายเดิมจะจำกัดกรอบการให้บริการไว้แคบแล้ว สังคมรอบข้างยังรุมประณาม กดดันทางจริยธรรมอีกด้วย

“แต่พอได้รับการปรับเปลี่ยนทัศนคติจากอาจารย์หลายท่านและฟังชีวิตของผู้หญิง เราเข้าใจมากขึ้นว่าเป็นเพราะอะไร ถ้าเราเป็นเขา คงตัดสินใจแบบนั้นเหมือนกัน และเราไม่ใช่เจ้าของชีวิตใคร ไม่ใช่ผู้พิพากษาที่จะไปตัดสินชีวิตของเขา

“หน้าที่ของเราคือ ช่วยให้มนุษย์คนหนึ่งมีชีวิตที่ดีขึ้นในเส้นทางที่เขาเลือก ให้คำแนะนำ ข้อดีข้อเสีย แล้วเขาเป็นคนตัดสินใจเอง”

สาเหตุที่คนมายุติการตั้งครรภ์มีมากมาย อาจเกิดขึ้นเพราะถูกกระทำชำเราหรือมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้รับการยินยอม ได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจ และไม่สามารถดูแลอีกหนึ่งชีวิตไหว ทะเลาะเบาะแว้งภายในครอบครัว สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง และอีกนานาประการตามเงื่อนไขชีวิต มีคนจากสารพัดอาชีพและช่วงวัย ไม่ใช่แค่วัยรุ่นอย่างที่คนคุ้นเคยกัน 

แต่ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ไหน แทบไม่มีใครตั้งใจท้องเพื่อมาทำแท้ง เพราะกระบวนการนั้นแสนทรมาน และพร้อมความเจ็บปวดกายใจ แม้ปัจจุบันจะมียาช่วยยุติการตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัยและสะดวกกว่าแต่ก่อนก็ตามที

หากระบบไม่เอื้อ บางรายต้องหันไปทำแท้งเถื่อนที่ไม่ปลอดภัย กลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของผู้หญิงทั่วโลกราว 80,000 คนต่อปี หรือคลอดลูกออกมา แต่ทอดทิ้งหรือเลี้ยงดูได้ไม่เต็มที่

“ที่ผ่านมาในไทย เราอ้างเรื่องบาปบุญกันเสียเยอะ ในขณะที่หลายประเทศ การทำแท้งถือเป็นสิทธิ์ในร่างกายของผู้หญิง ถูกต้องตามกฎหมาย หรือเพียงแค่เหตุผลด้าน Socioeconomic ก็ทำแท้งได้เป็นเรื่องปกติเลย

“เพราะถ้าเขาไม่พร้อม โอกาสที่เด็กจะเกิดมาในสภาพที่ไม่เอื้อและสร้างปัญหาในอนาคตก็มีสูง ต้องยอมรับว่าสังคมเรายังไม่ได้มีระบบรัฐสวัสดิการดีเพียงพอจะโอบอุ้มคนเหล่านี้อย่างเท่าเทียม เรายังไม่ค่อยมีแนวคิดกันว่าเด็กคนหนึ่งที่เกิดมา ถือเป็นเด็กของสังคมที่ต้องดูแลร่วมกันด้วย”

นพ.นิธิวัชร์ แสงเรือง หมอน่านที่สนใจสังคม ขับเคลื่อน RSA ทำแท้งปลอดภัยเพื่อสิทธิผู้หญิง

แนวคิดเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการร่วมสร้างเครือข่าย RSA ขึ้นมาใน พ.ศ. 2557 โดยสหวิชาชีพมาผนึกกำลังเพื่อให้คำปรึกษา ขยายบริการยุติการตั้งครรภ์ และประสานส่งต่อให้หน่วยงานต่างๆ ช่วยเหลือดูแล โดยหวังว่าการยุติการตั้งครรภ์จะเป็นเหมือนหนึ่งในบริการสุขภาพทั่วไปที่ผู้หญิงทุกคนสามารถเข้าถึง ไม่ต่างอะไรกับการรักษาโรคหวัด ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

แม้มีเสียงรอบข้างไม่เห็นด้วย พ.ศ. 2558 หมอหวายตัดสินใจเข้าร่วม RSA ในบทบาทผู้ประสานงานเครือข่าย ชักชวนให้ผู้คนตามภูมิภาคต่างๆ เข้าร่วมเป็นสมาชิกบริการอาสานี้ รวมถึงดูแลคนไข้เอง

“เราเคยมีคนเข้ามาขอรับบริการ แล้วพยาบาลขอไม่ช่วยหรือรับเคสนี้ ซึ่งเข้าใจได้นะ บางคนโดนสังคมกดดันว่าทำให้เด็กตาย ถูกเรียกว่าเป็นหมอทำแท้ง แต่เราคิดว่าถ้าปล่อยไว้จะอันตราย คนที่มารับบริการเขาจะกังวลมาก บางคนต้องปกปิดคนอื่น เดินทางข้ามเขาสี่ห้าลูก หรือถูกหลอกมาก็มี เราต้องให้บริการ ดูแลพวกเขาทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้เขามีชีวิตอยู่ต่อในสังคมได้” หมอหวายตอบสาเหตุที่เขาเลือกยืนหยัดทำสิ่งนี้ เมื่อเราเริ่มฟัง เราจะเห็นอะไรมากขึ้นกว่ากรอบเดิมที่เป็นอยู่

นอกจากนี้ หมอหวายยังปฏิบัติงานเฉพาะกิจที่เข้ามาอีกด้วย 

หนึ่งในนั้นคือ การร่วมเสนอแก้กฎหมาย

หมอกฎหมาย

“ในบางประเทศ การแก้กฎหมายเป็นไปได้เมื่อมีแพทย์ถูกจับ ถ้าหมอจะต้องเป็นคนคนนั้น หมอยินดี” คือคำพูดของแพทย์หญิงคนหนึ่งในเครือข่าย RSA ที่ถูกออกหมายจับ เพราะให้บริการทำแท้งปลอดภัยด้วยความเข้าใจสถานการณ์ของผู้รับบริการที่หัวหิน เมื่อ พ.ศ. 2561 

คดีนี้เป็นข่าวใหญ่ที่ได้รับความสนใจจากมวลชน โดยตำรวจพิจารณาจากกฎหมายที่ถูกใช้งานมานานราว 65 ปีที่ไม่ได้รับการปรับให้เหมาะสมกับบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป เหตุการณ์นี้จุดชนวนให้ RSA เครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม (Choices Network) กลุ่มทำทาง และที่ปรึกษาทางกฎหมาย ร่วมกันยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เสนอให้การทำแท้งเป็นเรื่องถูกกฎหมาย

เดิมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 301 ระบุไว้ว่า ผู้หญิงที่ทำแท้งหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตัวเองแท้งมีความผิดจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 302 ระบุว่าแพทย์ที่ทำแท้งมีโทษจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ยกเว้นในบางกรณีตามมาตรา 305 

กล่าวโดยย่อคือ ผู้หญิงแทบไม่มีสิทธิ์ทำแท้ง และบุคลากรทางการแพทย์ต้องหวาดเกรง 

“มันเป็นปัญหาที่กฎหมาย ในอดีต เราดูแบบอย่างกฎหมายมาจากต่างประเทศ แต่ตอนนี้ต่างประเทศเขาแก้กฎหมายให้อนุญาตทำแท้งกันหมดแล้ว เราเลยต้องศึกษารายละเอียดและยื่นเรื่องตามช่องทางที่มี คอยให้ข้อมูลด้านสาธารณสุขและการแพทย์เข้าไป” หมอหวายกล่าว พร้อมเล่ากระบวนการยื่นเรื่องที่ยาวนานกว่า 2 ปีออกมาเป็นฉากๆ ต้องวางแผนอย่างมีชั้นเชิง ถกเถียง และร่วมมือกับฝ่ายต่างๆ มากมายในการต่อสู้ครั้งนี้

ท้ายที่สุด คดีดังกล่าวถูกยกฟ้อง เกิดการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา อนุญาตให้ผู้หญิงที่มีอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ และผู้หญิงที่อายุครรภ์ 12-20 สัปดาห์ซึ่งเข้ารับบริการในหน่วยบริการที่ได้รับรอง สามารถทำแท้งได้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงกรณีอื่นๆ ที่กำหนด

แม้ยังไม่ไปถึงปลายทางที่ปักธงไว้ แต่ก็ถือเป็นข่าวดีที่ชวนให้ลุกขึ้นสู้ต่อ

“ความจริงเราไม่อยากให้มีการกำหนดอายุครรภ์ด้วยซ้ำ แต่ศาลให้กำหนด เราเลยเสนอไปที่ยี่สิบสี่สัปดาห์ เพราะเป็นเวลาสูงสุดของการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย ปรากฎว่าโดนต้าน ต่อรองกันไปมาจนเหลือสิบสองสัปดาห์ แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้ผู้หญิงตัดสินใจทำแท้งได้โดยไม่ต้องมีเงื่อนไข และหมอยุติการตั้งครรภ์ได้อย่างสะดวกใจ

“แต่กฎหมายก็อาจเป็นแค่กระดาษ ถ้าไม่เกิดการบังคับใช้จริงและเปลี่ยนค่านิยมสังคม ตอนนี้หน่วยบริการยุติการตั้งครรภ์ก็ยังมีอยู่ไม่มาก ต้องขยายเครือข่ายให้คนเข้าถึงกันต่อไป

“สุดท้าย เราอยากให้ความสำเร็จของเราคือการยุบเครือข่าย เพราะผู้หญิงเข้าถึงบริการได้ง่ายจากทุกที่แล้ว เราตั้งใจจะทำไปจนมันเป็นบริการปกติ ถึงวันนั้นค่อยเลิก” หมอผู้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนกฎหมายสำคัญกล่าว 

แม้ตอนนี้เขาขอหยุดพักการทำงานกับ RSA ชั่วคราว จากความไม่พร้อมของสถานที่และจำนวนบุคลากร แต่ยืนยันว่าเมื่อจังหวะเหมาะสม เขายินดีให้บริการและร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อสังคมตามเดิมอย่างแน่นอน

ลดอัตตา

“การทำงานตรงนี้ช่วยลดอัตตาของตัวเองลงไปได้เยอะมาก” หวายเล่าสิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากการเป็นส่วนหนึ่งของ RSA 

“เมื่อก่อนเราอาจไม่ต้องง้อพยาบาล ทำงานตามมาตรฐานที่มี แต่พอเราทำงานนี้ พยาบาลคือส่วนสำคัญที่จะรับฟังเรื่องราวคนที่เข้ามาก่อนส่งต่อให้เรา ถ้าไม่มีเขา เราก็ทำงานไม่ได้ ทำให้เราหัดคุยและฟังเจ้าหน้าที่คนอื่นมากขึ้น เข้าใจความทุกข์ของเขาและช่วยกันทำงานเป็นทีม”

และไม่เพียงบุคลากรทางการแพทย์ หวายยังรวมถึงกลุ่มคนเบื้องหลังมากมายที่ช่วยขับเคลื่อนเพื่อเป้าหมายเดียวกัน

เช่น 1663 สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ที่คอยเป็นด่านหน้ารับเรื่องจากทางบ้าน มีเครือข่ายกับ NGO และกลุ่มขับเคลื่อนเพื่อสิทธิของผู้หญิงต่างๆ เช่น Choices Network

“ถ้าไม่มีตัวเลือกและเครือข่ายผู้หญิง RSA ก็อาจไม่เกิด เพราะหมออาจไม่ได้รู้สึกว่าต้องสนใจปัญหาสังคมเหล่านี้ขนาดนั้น แต่คนที่เรียนด้านสาธารณสุข สังคมสงเคราะห์ และแอคทิวิสต์ที่มองเห็นปัญหาเหล่านี้เขาช่วยผลักดันหมอให้คิดถึงเรื่องนี้ คนอื่นอาจจะมองไม่เห็นพวกเขา แต่มีคนอยู่เบื้องหลังอีกเยอะที่เข้มแข็งและมีอุดมการณ์มากๆ ที่เราต้องขอบคุณที่เขายังทำตรงนี้อยู่”

ปัจจุบัน RSA ยังคงปฏิบัติภารกิจต่อไป และในช่วง COVID-19 นี้ เครือข่ายพยายามผลักดันให้เกิดบริการ Telemedicine ช่วยให้คำปรึกษา รักษากันทางไกล เพื่อให้ผู้หญิงเข้าถึงบริการในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้

“ยังมีคนไข้ทุกโรค ทุกอาการ ทั้งฉุกเฉินและไม่ฉุกเฉิน เราต้องหาทางปรับตัวให้ได้ตามสถานการณ์ด้วย เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีค่อนข้างไปถึงผู้คนแล้ว ก็คุยกันทางออนไลน์ ให้ส่งรูปอัลตราซาวนด์และรายละเอียดมา เราส่งยาและใบรับรองแพทย์ให้ ซึ่งต้องคิดวิธีที่จะไม่ทำให้เกิดภาระกับผู้หญิงด้วย เช่น ระบุว่าเป็นการนัดพบประจำเดือนผิดปกติ เพื่อให้เขาเข้าถึงได้อย่างไม่ต้องกังวลใจ”

ส่วนหมอหวายเอง ภารกิจสำคัญตอนนี้คือการบริหารโรงพยาบาลและดูแลพี่น้องประชาชนในจังหวัดน่าน ด้วยความตั้งใจให้คนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพแบบองค์รวม

“เราเชื่อว่าหมอควรละตัวตน เคารพความเป็นมนุษย์ของคนไข้ ให้ข้อมูลตามความเป็นจริงแล้วให้เขามีโอกาสตัดสินใจเอง แม้สิ่งนั้นอาจขัดกับความรู้สึกของเราก็ตาม วันหนึ่งทุกคนต้องเปลี่ยนบทบาทตัวเองเป็นคนไข้ ไปหาหมอเหมือนกัน เราจะอยากเจอหมอแบบไหนล่ะ

“หมอไม่ได้อยู่สูงกว่าใคร ทุกคนเท่ากันหมด วิชาชีพอื่นๆ ก็อยู่เท่ากัน มีความสำคัญทุกฝ่าย ขาดใครไปเราทำงานไม่ได้ เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องเอาใจใส่กันและกัน” นายแพทย์วัย 34 ปี สรุปบทเรียนสำคัญ

เรารู้จักหมอหวายจากนักสังคมสงเคราะห์การแพทย์คนหนึ่งในเครือข่าย RSA ที่เอ่ยชื่นชมว่าทำงานในโรงพยาบาลมานานนับ 10 ปี การพบแพทย์เช่นเขาที่คอยให้คำแนะนำและอยู่เคียงข้าง ในวันที่คนรอบตัวไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ทำ ถือเป็นเรื่องพิเศษ

เป็นแพทย์ที่พยายามเข้าใจสังคม และมองคนไข้ด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์

ศึกษารายละเอียดการยุติการตั้งครรภ์ ตรวจสอบสถานบริการสุขภาพที่ปลอดภัยและคุยกับแพทย์อาสาในเครือข่าย RSA ได้ที่ www.rsathai.org

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

อดิศักดิ์ ยานันท์

อายุ 29 เป็นคนอำเภอปัว จังหวัดน่าน ปัจจุบันทำโฮมสเตย์ Daidib Daidee

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

12 พฤศจิกายน 2564
682

หนึ่งมื้ออาหาร มีค่าแค่ไหนสำหรับคุณ

รับประทานเพื่อเติมพลังงานให้ร่างกาย ลิ้มรสความอร่อยที่สดใหม่และปลอดภัยของวัตถุดิบ เสริมภูมิคุ้มกัน รักษาสุขภาพให้แข็งแรง คุณค่าเหล่านี้คือสิ่งที่ 1 ใน 3 ของประชากรเด็กไทยอายุ 6 – 14 ปี หรือราว 2.9 ล้านคน ไม่สามารถเข้าถึงอย่างเหมาะสม จนประสบภาวะทุพโภชนาการ หรือร่างกายได้รับสารอาหารไม่พอดีกับความต้องการของตัวเอง

อาจได้รับประทานอาหารน้อยไป ไม่หลากหลาย จนหิวโซ ไร้พละกำลังและสติจะจดจ่อกับอะไร หรือมากไปจนสะสมเป็นโรคร้าย ส่งผลกระทบไปถึงพัฒนาการ และการศึกษาในระยะยาว

แม้ทุกวันนี้ รัฐบาลจะสนับสนุนเงินค่าอาหารกลางวันให้นักเรียนระดับอนุบาลและประถมศึกษามื้อละ 20 บาทต่อคน (ปรับเป็น 21 บาทในปีการศึกษาหน้า) แต่เมื่อหักลบค่าใช้จ่ายจิปาถะ ประกอบกับไม่มีการเผยแพร่ความรู้ด้านโภชนาการอย่างจริงจัง คงไม่แปลกที่อาหารซึ่งปรุงจากงบ 10 กว่าบาท จะไม่ตอบโจทย์สุขภาพและการเรียนรู้ของเด็กๆ ที่ยากจนหรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล

นับเป็นปัญหาใหญ่เมื่อมองภาพระยะยาว แต่อาจฟังดูไม่สำคัญหรือเร่งด่วนสักเท่าไร

ด้วยเหตุนี้ ริน-ทิพย์ชยา พงศธร นักธุรกิจผู้คลุกคลีอยู่กับแวดวงอสังหาริมทรัพย์และโรงแรม ลูกสาวของ วิเชียร พงศธร ที่มีหลักการบริหารธุรกิจโดยคำนึงถึงความยั่งยืนและสังคม จึงลุกขึ้นมาก่อตั้งโครงการ FOOD FOR GOOD (เดิมชื่อ Food4Good) ภายใต้มูลนิธิยุวพัฒน์ เมื่อ 7 ปีที่แล้ว เพื่อสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของสังคม แก้ปัญหาเรื่องโภชนาการของเด็กไทยโดยเฉพาะ 

‘พี่อิ่มท้อง น้องอิ่มด้วย’ คือแนวคิดของแคมเปญการสื่อสารในช่วงแรก แต่เมื่อพบว่าวิธีการดังกล่าวไม่สร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริง เป็นเพียงการส่งมอบปลามากกว่าจะสอนให้คนตกปลาเป็น รินและทีมงานจึงปรับโมเดลให้เป็น ‘การให้ที่ไม่จบแค่มื้ออาหาร’ 

ไม่เพียงแค่สนับสนุนเงินทุน แต่ส่งต่อความรู้ ความเข้าใจ ชวนหลากหลายฝ่ายในพื้นที่มาร่วมสร้างแหล่งอาหารปลอดภัย และดูแลมื้ออาหารของนักเรียนอย่างใส่ใจ ดำเนินการต่อเนื่องได้ด้วยตนเอง จนปัจจุบัน FOOD FOR GOOD ตักอาหารดีมีคุณภาพให้เด็ก 11,300 คนไปแล้วมากกว่า 2,953,260 มื้อ 

ในปีที่สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อนักเรียนและครอบครัวทั่วประเทศ ปัญหาความยากจนและเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น ภารกิจของพวกเขายิ่งทวีความสำคัญ เราจึงชวนรินและทีมงานมาร่วมพูดคุยถึงวิธีแก้ปัญหา และแคมเปญ ‘เติมฝันให้เต็มถาดหลุม’ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.​ 2564 

ด้วยความหวังว่าสังคมและภาครัฐจะตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และผู้คนร่วมกันนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ต่อในระดับประเทศ เพื่อให้เด็กไทยอิ่มท้อง สุขภาพดี มีกำลังเรียน และเติบโตอย่างงดงาม แบบที่พวกเขาควรได้รับในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

จากแคมเปญ สู่โมเดลเพื่อความยั่งยืน

“เราอยากทำกิจกรรมตอบแทนสังคมเกี่ยวกับอาหาร ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของธุรกิจเรา และมองว่าถ้าชวนโรงแรมและร้านอาหารที่ดูเป็นคู่แข่งกัน มาร่วมทำเพื่อสังคม น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี” รินเกริ่นถึงไอเดียของโครงการ

แคมเปญในช่วงแรกเริ่มจากการร่วมมือกับบรรดาร้านอาหารและโรงแรม เลือกเมนูอาหารที่เมื่อผู้บริโภคทานแล้ว จะแบ่งเงินจำนวน 10 บาทจากรายได้เข้ากองกลาง นำไปบริจาคเพื่อเป็นค่าอาหารของมูลนิธิที่ทำงานกับเด็ก เช่น มูลนิธิบ้านนกขมิ้น สหทัยมูลนิธิ และมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ 

FOOD FOR GOOD เลือกระดมทุนผ่านอาหารโดยไม่เปิดรับบริจาคตรง เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม คนและร้านอาหารตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แต่เมื่อดำเนินการไปสักระยะ ทีมงานเรียนรู้ว่ากระบวนการแบบ ‘พี่อิ่มท้อง น้องอิ่มด้วย’ เป็นการทำมากแต่ได้น้อยและไม่ยั่งยืน  

กว่าจะตามหาร้านอาหารที่เข้าใจแนวคิดและพร้อมสนับสนุนได้แต่ละแห่งไม่ใช่เรื่องง่าย หลายบริษัทสับเปลี่ยนแคมเปญเมื่อเวลาผ่านไปเพื่อรองรับผู้บริโภคเป็นเรื่องปกติ หรือหันไปให้ความสนใจประเด็นสังคมอื่นแทน

ปลายทางของเงินบริจาคอาจทำให้เด็กมีอาหารรับประทานอิ่มขึ้นจริง แต่มักไม่ถูกหลักโภชนาการ สุดท้ายเด็กน้ำหนักเกินพอดี เพราะขาดการเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ต่อให้มีเงินมากกว่านี้ ปัญหาก็คงไม่ได้รับการแก้ไขให้ตรงจุด 

“คนอาจมีความสุขที่ได้ช่วยน้องในแต่ละมื้อ แต่เหมือนกับปัญหาอื่นในสังคม เราไม่สามารถแก้ปัญหาระยะยาวด้วยเพียงการบริจาคเงิน เราเลี้ยงข้าวใครไปตลอดชีวิตไม่ได้ น่าจะต้องถ่ายทอดความรู้ สร้างเครื่องมือและโมเดลที่ทำให้เขาดูแลตัวเองได้” รินเล่าบทเรียนที่เธอได้รับ

จากความตระหนักนี้ ในช่วงปีที่ 4 โครงการเลือกทำงานร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ลงพื้นที่ไปสัมผัสและเข้าใจปัญหาจริงๆ ที่โรงเรียนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดที่มีเด็กนักเรียนยากจนมากที่สุด เมื่อเห็นว่าจริงๆ บุคลากรมีศักยภาพและพร้อมจะแก้ไขปัญหาด้วยกัน ทีมงานจึงปรับโมเดลเพื่อทำงานร่วมกับโรงเรียนโดยตรง

“ตอนแรกเราไม่ได้ทำงานกับโรงเรียน เพราะคิดว่ามีเงินสนับสนุนค่าอาหารกลางวันอยู่แล้ว แต่พอดูจริงๆ มันถูกหักเป็นค่าใช้จ่ายอย่างอื่นด้วย บางโรงเรียนเป็นแบบพักนอน ต้องดูแลอาหารทั้งสามมื้อ ไม่มีทางพอ ต้องทำอะไรสักอย่าง ทดลองทำมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นแนวคิดเรื่องการให้ที่ไม่จบแค่มื้ออาหาร” ชมพู่-ประภาพรรณ บรรลุศิลป์ ผู้จัดการโครงการที่อยู่เคียงคู่รินตั้งแต่เริ่มต้น เสริมถึงการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

ร่วมกับโรงเรียน

โมเดลใหม่ของ FOOD FOR GOOD เป็นการทำงานร่วมกับโรงเรียนเป็นระยะเวลาราว 2 ปี​ โจทย์ที่ตั้งร่วมกันคือ เมื่อจบช่วงเวลานี้ โรงเรียนจะสามารถบริหารจัดการอาหารที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืนด้วยตัวเอง

เนื่องจากจำนวนทีมงานมีราวหลักสิบชีวิตและเงินทุนสนับสนุนจำกัด โครงการจำเป็นต้องกำหนดเกณฑ์เพื่อคัดเลือกโรงเรียน ดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปในพื้นที่ใกล้เคียงกัน หนึ่งในเกณฑ์คือ ต้องมีนักเรียนในโรงเรียนมีภาวะทุพโภชนาการเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป โดยแบ่งออกเป็นโรงเรียน 3 ประเภท

หนึ่ง โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อย แม้พวกเขาจะได้รับงบประมาณค่าอาหารกลางวัน แต่รวมกันทั้งโรงเรียนแล้วก็ยังไม่ใช่เงินที่เพียงพอ ไม่สามารถซื้อวัตถุดิบหลากหลายในปริมาณมาก ต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่า และยังต้องนำไปจ่ายค่าแก๊ส น้ำ ไฟ แม่ครัว และค่าใช้จ่ายจิปาถะ

สอง โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลบนดอย

“โรงเรียนแบบนี้มักเข้าไม่ถึงไฟฟ้ากระแสหลัก นานๆ ทีถึงจะลงมาซื้อของจากตลาด เพราะค่าเดินทางและขนส่งแพง ซื้ออาหารสดมาแล้วก็เก็บไว้ได้ไม่นาน เคยขึ้นไปบนดอยแล้วเจอว่าโรงเรียนเต็มไปด้วยโปรตีนเกษตรและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จัดการเรื่องอาหารลำบากมาก” เอก-ไตรรงค์ บัวสุวรรณ เล่า เขาเคยทำงานที่มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็กอยู่ราว 6 ปีจนช่ำชองพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก่อนย้ายมาร่วมทีม เพราะเห็นพ้องต้องกันกับพันธกิจที่มุ่งพัฒนาอาหารเด็ก 

สาม โรงเรียนประถมขยายโอกาสที่ต้องรับเด็กระดับชั้นมัธยมศึกษาเข้าเรียนด้วย เพราะอยู่ห่างไกลจากตัวเมือง อาจมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษามากถึงครึ่งหนึ่งของทั้งหมด แต่พวกเขาไม่ได้รับงบประมาณ 20 บาทที่อุดหนุนให้เด็กระดับชั้นประถมศึกษาด้วย โรงเรียนต้องหารเฉลี่ยจากเงินทั้งหมด ถ้าเป็นโรงเรียนแบบพักนอนด้วยก็ต้องดูแลให้ครอบคลุม 3 มื้อ ตกแล้วได้ค่าอาหารมื้อละ 9 – 15 บาทต่อคนเท่านั้น

ในปีนี้ การทำงานร่วมกันขยายเข้าไปครอบคลุมทั้งหมด 40 โรงเรียนใน 8 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำปาง ตาก สกลนคร กาฬสินธุ์ เพชรบูรณ์ และปัตตานี โดยแต่ละพื้นที่มีลักษณะปัญหาไม่เหมือนกัน เช่น โรงเรียนที่ทำงานด้วยในภาคเหนือ เด็กมักอยู่ใกล้ครอบครัว แต่ยากจนมาก ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เด็กส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ที่ไปทำงานในเมือง วิธีการแก้ไขปัญหาจึงต้องปรับตามสถานการณ์

แต่จุดร่วมที่โรงเรียนเหล่านี้มีเหมือนกัน และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินงานสำเร็จคือ ความสมัครใจและตั้งใจจริงของบุคลากร เพราะพวกเขาจะต้องร่วมทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง พัฒนาสู่การเป็นผู้สร้างความยั่งยืนทางอาหารให้แก่เด็กๆ และพื้นที่ในระยะยาว

“เราไม่อยากเอาความช่วยเหลือไปให้ โดยไม่รู้ว่าเขาอยากได้หรือเปล่า หรือไม่มีพวกเขาอยู่ในกระบวนการเลย มันจะเป็นเพียงการให้แล้วจบไป แต่หัวใจสำคัญจริงๆ คือการพัฒนาร่วมกัน” รินเน้นย้ำ

Food4Good

FOOD FOR GOOD แก้ไขปัญหาโภชนาการ ผ่านการทำงาน 4 เรื่องหลักให้ Good คือ Food, Knowledge, Health และ Farm 

เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนสมัครร่วมโครงการ เส้นทางที่โรงเรียนต้องผ่านคือการทำแบบประเมิน ตอบคำถามวัดทัศนคติ และคุณครูที่รับหน้าที่ 4 ส่วนคือ ครูอาหาร ครูเกษตร ครูอนามัย และผู้อำนวยการโรงเรียน ต้องเข้ารับการอบรมกับทีมงานเพื่อเสริมความรู้ (Knowledge) 

“เราสอนแบบชวนเขาทำด้วยกัน โดยมีนักโภชนาการคอยให้คำแนะนำอยู่ตลอด เขาจะได้ลองวางแผน จัดการมื้ออาหารในแต่ละสัปดาห์ ให้มีสัดส่วนอาหารเหมาะสมกับเด็กแต่ละช่วงวัยและไม่จำเจ ตามวัตถุดิบที่มีในพื้นที่ จับคู่เมนูอาหารถูก ลงลึกไปถึงตอนตักเสิร์ฟควรเป็นแบบไหน เพราะเด็กแต่ละคนต้องการสารอาหารต่างกัน แต่ที่ผ่านมากลับได้รับเหมือนกันหมดเลย

“เด็กที่อ้วน เราจะไม่ห้ามเขากินเยอะ เขาเติมได้ แต่ครูต้องรู้ว่าควรตักอะไรให้เขา หรือใครที่ผอม ขาดสารอาหาร ก็ต้องตักให้เขาเพิ่มขึ้นอย่างถูกต้อง” ชมพู่เล่ากระบวนการที่สอดแทรกความพิถีพิถันไปถึงแต่ละทัพพี

ระหว่างทาง ทีมงานและคุณครูจะพูดคุย ดูรายการอาหารและติดตามผลทุกเดือน วัดน้ำหนัก ส่วนสูง เก็บข้อมูลเข้าระบบ เพื่อวัดผลว่างานที่ทำส่งผลต่อสุขภาพ (Health) ของเด็กในทางที่ดีขึ้นจริงไหม

“เราพบว่าเมื่อก่อนการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ผิดพลาดเยอะมาก บางโรงเรียนมีตาชั่งไม่ได้มาตรฐาน ไม้วัดเอียง บางทีผลกลายเป็นเด็กไม่ดีขึ้น ก็ต้องสอนวิธีติดตามผลใหม่ ตอนแรกกังวลว่าจะเป็นภาระเพิ่มเติมของคุณครูหรือเปล่า แต่ปรากฏว่าคุณครูต่างยินดีทำ เพราะเขาได้เห็นพัฒนาการของนักเรียนที่อาจมองตาเปล่าไม่เห็นจริงๆ”

เมื่อเปิดดูผลการดำเนินงานใน พ.ศ. 2563 ก็ถือว่าน่าชื่นใจ เพราะจำนวนเด็กในโครงการที่มีภาวะโภชนาการขาด ลดลง 58 เปอร์เซ็นต์ และภาวะโภชนาการเกินหรืออ้วน ลดลง 50 เปอร์เซ็นต์

ส่วนการระดมทุนและทรัพยากรเพื่อจัดสรรเป็นวัตถุดิบและอาหาร (Food) ก็ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเคย เมื่อปีที่แล้ว โครงการระดมทุนได้ทั้งหมด 1,939,670 บาท ทุกสตางค์แปรเปลี่ยนกลายเป็นมื้ออาหารของเด็กนักเรียน 2,113 คน ส่วนในปีนี้ พวกเขาเปิดรับการบริจาคเข้าโครงการโดยตรงเพื่อความสะดวกอีกช่องทางหนึ่ง 

สร้างกลไกการมีส่วนร่วม

แต่ภารกิจของพวกเขายังไม่จบเพียงเท่านี้ แทนที่จะรีรอความช่วยเหลือ ทางทีมคิดกันต่อว่าโรงเรียนจะสร้างแหล่งอาหาร (Farm) ของตัวเองไว้เป็นวัตถุดิบและสินค้าที่สร้างรายได้อย่างไร 

“หลายแห่งทำเกษตรกรรมบ้างอยู่แล้ว เราจะเข้าไปเสริมเรื่องการวางแผน ชวนผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่มาให้ความรู้เรื่องการเกษตรปลอดภัย และเชื่อมต่อกับตลาดให้เกิดการขายผลิตภัณฑ์ นำรายได้เข้ากองทุนหมุนเวียนไว้จับจ่ายใช้สอย วิธีนี้ยังได้ปลูกฝังเด็กให้ดูแลพื้นที่ของตัวเอง ไม่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวและอัดฉีดสารเคมีที่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย” เจี๊ยบ-สิรินาท ต่อวิริยะเลิศชัย อดีตทีมงานของแพลตฟอร์มระดมทุนเทใจดอทคอม ที่หันมาลงมือดูแลโครงการอธิบาย

แต่เมื่องานเต็มไปด้วยรายละเอียด การขยายผลสู่วงกว้างย่อมเป็นไปได้ยากหากทำเพียงคนเดียว ทางทีมงานจึงเริ่มทำงานกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ ส่งต่อข้อมูลและความรู้เรื่องโภชนาการสำหรับเด็ก ให้พวกเขาช่วยดูแลแต่ละโรงเรียน เข้าถึงนักเรียนมากขึ้น ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว 

ถึงจะติดขัดบ้าง จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลให้นักเรียนต้องเรียนที่บ้าน แต่ในวิกฤตนี้ เป็นโอกาสใหม่ให้คุณครูได้พูดคุยเชื่อมสัมพันธ์กับผู้ปกครองผ่านมื้ออาหาร ขยายความร่วมมือสู่ชุมชน 

“เราฝากให้โรงเรียนช่วยแนะนำ ติดตามว่าพ่อแม่ทำอะไรให้เด็กทานที่บ้านบ้าง และจัดเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร โดยโรงเรียนจะส่งตัวอย่างเมนูไปให้ที่บ้านเลือกหรือเสนอเพิ่ม พอมารับใบงานที่โรงเรียนเมื่อไรก็รับวัตถุดิบตามที่ต้องการกลับไปด้วยเลย ส่วนครอบครัวไหนเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี ครูก็บอกเราว่าไม่เป็นปัญหา มีไปเยี่ยมบ้านเด็กอยู่แล้ว

“ตอนแรกกังวลเหมือนเดิมว่าจะเป็นภาระของผู้ปกครองไหม แต่ปรากฏว่าเขาสนใจ คุยเลือกเมนูกับลูก และถ่ายรูปกันมาอัปเดตในกลุ่มตลอดว่าวันนี้ทำอาหารอะไร” ชมพู่เล่าภาพที่เธอเห็นช่วงปีที่ผ่านมา การลงมือปฏิบัติตามโมเดลนี้ช่วยสร้างกลไกทางสังคมที่เข้มแข็งภายในเวลา 2 ปี คนในพื้นที่มีส่วนร่วมและเรียนรู้ไปด้วยกัน ถึงคุณครูจะย้ายไปทำงานที่อื่น ระบบจะยังดำเนินการต่อไปได้ไม่ยาก

“จริงๆ เราแค่เข้าไปเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่ง เราไม่มีทางรู้เรื่องในพื้นที่ดีมากกว่าไปเขาหรอก แค่แนะนำเฉยๆ สุดท้าย พวกเขาเองเป็นคนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”

เติมฝันให้เต็มถาดหลุม

ในปีนี้ เพื่อสร้างความตระหนักเรื่องโภชนาการให้สังคมรับรู้ว่า ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงกับเด็กในชนบทห่างไกลเท่านั้น แต่เป็นสถานการณ์ที่เด็กทั้งประเทศกำลังเผชิญจากวิกฤตที่เกิดขึ้นช่วงปีที่ผ่านมาโครงการจึงจัดแคมเปญ ‘เติมฝันให้เต็มถาดหลุม’ 

แคมเปญนี้ พวกเจาจับมือกับร้านอาหารและอินฟลูเอนเซอร์ ชวนออกแบบหรือเลือกเมนูพิเศษที่เป็นไปตามเกณฑ์ทางโภชนาการของ FOOD FOR GOOD ซึ่งบางเมนูทำได้ง่ายๆ ภายใต้ข้อจำกัดที่โรงเรียนมักมี รายได้ส่วนหนึ่งจากการขายเมนูนี้จะแบ่งปันไปเป็นมื้ออาหารที่มีคุณภาพของน้องๆ

“ปีนี้เราอยากเน้นการมีส่วนร่วมของแบรนด์กับลูกค้ามากกว่าเรื่องเงิน อยากให้ร้านอาหารกลับมาทบทวนว่า เมนูของเขาดีต่อลูกค้าจริงหรือเปล่า และคนสนใจเรื่องนี้กันมากขึ้น ปัญหานี้อาจดูไม่ได้เร่งด่วน คนไม่เห็นว่าส่งผลกระทบต่อการศึกษายังไง แต่ถ้ากินไม่อิ่ม สารอาหารไม่ครบ คนจะพัฒนาไปไม่ถึงจุดที่ควรเป็นจริงๆ 

“เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับเด็กในพื้นที่ห่างไกลเท่านั้น แต่เกี่ยวกับทุกคนเลย เราไปคุยกับเชฟท่านหนึ่ง เขายังสงสัยขึ้นมาว่า ทุกวันนี้ลูกได้ทานอาหารที่ดีจริงหรือเปล่านะ หลายคนก็ไม่รู้ว่าที่ตัวเองกินอยู่ทุกวันนี้ดีจริงไหม อาจเพราะไม่ค่อยมีอะไรที่สื่อสารองค์ความรู้นี้กับพวกเขาอย่างน่าสนใจ เราจึงอยากใช้แคมเปญนี้สื่อสารว่า ปัญหาเรื่องอาหารของเด็กเป็นสิ่งที่พวกเราเกี่ยวข้องและร่วมช่วยกันได้ทั้งหมด”

คุณสามารถชิมหรือลองทำเมนูอาหารถาดหลุมที่คุณค่าครบถ้วน จากร้านอาหารและอินฟลูเอนเซอร์ต่างๆ ช่วงปลายปีนี้

แล้วอย่าลืมสำรวจมื้ออาหารของตัวเองและคนที่คุณรักด้วยนะ

การให้ที่ไม่จบแค่มื้ออาหาร

หลังจากล้มลุกคลุกคลาน ปรับเปลี่ยนโมเดล วันนี้โครงการดำเนินการเข้าสู่ปีที่ 7 แล้ว การขับเคลื่อนนี้ช่วยเปิดมุมมองให้นักธุรกิจอย่างรินเข้าใจความเป็นไปของชีวิตที่อาจดูห่างไกลจากตัวเองมากขึ้น

“เราชื่นชมคุณครูในพื้นที่มาก เขาไม่ได้ให้การศึกษาอย่างเดียว แต่เป็นเหมือนอีกครอบครัวหนึ่งของเด็กๆ ดูแลไปถึงความเป็นอยู่รายบุคคล หลายคนรักในสิ่งที่ทำและเป็นห่วงนักเรียนและพื้นที่จริงๆ” รินกล่าว 

ความคาดหวังของรินและทีมงานต่อจากนี้คือ โมเดลที่พวกเขาสร้างจะถูกนำไปปรับใช้ในสังคม โดยไม่จำเป็นต้องมีชื่อของโครงการพวกเขาก็ได้ 

“เราคุยกันว่าอยากให้โมเดลแบบนี้เข้าไปอยู่ในหลักสูตรของโรงเรียนและการอบรมครูทั่วประเทศไทย มันเป็นทักษะชีวิตหนึ่งที่ควรสอนไม่แพ้วิชาอื่น เรายินดีส่งต่อองค์ความรู้และประสบการณ์ให้ไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ต่างๆ ไม่เพียงแค่โรงเรียนเท่านั้น แต่รวมถึงมูลนิธิ สถานสงเคราะห์ และศูนย์เด็กเล็กที่น่าจะได้ประโยชน์จากโมเดลการจัดการแบบนี้”

เพื่อให้ทุกมื้ออาหารมีคุณภาพ ถูกหลักโภชนาการ เพียงพอต่อความต้องการ ไม่เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้และเติบโตของเด็กไทยอีกต่อไป

ติดตามรายละเอียด ร่วมบริจาค ระดมทุน หรือเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกับโครงการ เพื่อการให้ที่ไม่จบแค่มื้ออาหารที่ FOOD FOR GOOD

โทรศัพท์ : 0 2301 1149

Facebook : FOOD FOR GOOD

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load