เคยต้องทนอยู่กับสิ่งที่ไม่ได้หลงรัก และลงมือทำในสิ่งที่คนรอบตัวไม่เห็นด้วยไหม

หมอหวาย-นายแพทย์นิธิวัชร์ แสงเรือง คือคนที่เข้าใจความรู้สึกนั้นดี เขาคือผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ที่เคยไม่อยากเป็นแพทย์ สนใจด้านประวัติศาสตร์ และอยากเรียนต่อด้านรัฐศาสตร์

แต่เพราะถูกอิทธิพลของค่านิยมสังคมกำหนดชะตาชีวิต ในช่วงวัยเด็กที่ยึดติดกับการปฏิบัติตามกรอบของสังคม หวายจึงตรากตรำเรียนให้ผ่านพ้นจนเป็นหมอเช่นทุกวันนี้ แม้ใจเคยคิดอยากเลิกเต็มที

โชคดี ระหว่างทางเขาค้นพบคุณค่าของวิชาชีพที่ตอบสนองใจของเขา และเติบโตเป็นแพทย์ที่ประยุกต์ใช้ความสนใจด้านสังคมของตัวเอง ผสมรวมเป็นส่วนหนึ่งของงานได้อย่างดี

นอกจากเลือกเดินทางไปทำงานในโรงพยาบาลชุมชนขนาด 10 เตียงที่มีแพทย์เพียง 2 คน หมอหวายคืออดีตหนึ่งในผู้ประสานงานของเครือข่ายอาสา RSA (Referral System for Safe Abortion) ผลักดันบริการยุติการตั้งครรภ์สำหรับสตรีที่ท้องไม่พร้อม ให้กลายเป็นบริการทางการแพทย์ทั่วไป ขับเคลื่อนร่วมกับสหวิชาชีพและ NGO จนเกิดการแก้กฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิ์ของผู้หญิงที่จำเป็นต้องทำแท้ง และตัวเขาเองไล่ลำดับกระบวนการยุติธรรมอันซับซ้อนได้อย่างช่ำชอง

แม้ยังห่างไกลจากการปรับให้การทำแท้งเป็นเรื่องสามัญธรรมดาเหมือนในอีกหลายประเทศ และค่านิยมของสังคมไทยจะยังมองเป็นการกระทำผิดบาปชั่วร้ายอยู่บ้าง แต่ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลงตามหลักสิทธิมนุษยชน

คุณอาจไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวนี้ตามความเชื่อที่ยึดถือ หมอหวายเองก็เคยต่อต้านเหมือนบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมาก แต่หลังจากเห็นความไม่สมบูรณ์พร้อมของระบบสาธารณสุข รับฟังผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมหลากหลายวัยและอาชีพ นายแพทย์รุ่นใหม่วัย 34 ปีผู้นี้ เปลี่ยนความคิดและอาสาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา ทำงานนอกเหนือหน้าที่ที่กำหนด ท่ามกลางค่านิยมสังคมที่ขัดแย้ง

เพราะอะไร เราขอชวนคุณมาอ่านความคิดนอกห้องตรวจของหมอหวาย ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเราทุกคนในสังคม

เคยไม่อยากเป็นหมอ.. แต่เมื่อเป็นแล้ว จะเป็นหมอที่ดี

“ผมเรียนหมอทั้งที่ไม่เคยมีความฝันนี้อยู่ในหัวเลย” หมอหวายเริ่มบทสนทนาอย่างตรงไปตรงมา “ จริงๆ ชอบด้านสังคม แต่คนนึกภาพไม่ออกว่าจบไปจะทำงานอะไรและอยากให้เรียนหมอ ตอนนั้นเราเป็นเด็กที่อยู่ในกรอบมาก สังคมคิดว่าอะไรดี เราก็ทำสิ่งนั้น” 

เมื่อไม่ใช่ความฝันของตัวเอง ช่วงปีแรกของการเรียนที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จึงเป็นห้วงเวลาแห่งความทุกข์ มีอาการคือไม่ชอบสิ่งที่เรียน และไม่รู้ว่าเรียนไปใช้กับอะไร แต่หวายค้นพบสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่ทำให้เขาสู้ต่อ

“กิจกรรมอาสาครับ” เขาตอบช่วงเวลาพิเศษนอกเวลาเรียนที่ช่วยยึดโยงเขากับเพื่อนหลากหลายคณะ ไปออกค่าย ทำงานกับชุมชนที่ต่างจังหวัด โดยระหว่างวัน หวายเรียนที่พญาไท ตกเย็นก็เดินทางไปทำงานอาสาที่โรงพยาบาลศิริราช ซึมซับวัฒนธรรมที่แตกต่าง และมีแรงใจใช้ชีวิตต่อจากประโยชน์ที่ได้สร้าง

เมื่อขึ้นปี 4 หวายเริ่มได้สัมผัสชีวิตคนไข้จริงๆ และนำความรู้ที่เรียนมาใช้งาน เขาจึงเริ่มเห็นคุณค่าและรู้สึกตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้น 

“สิ่งที่ขับเคลื่อนชีวิตผมคือการทำให้ตัวเองมีประโยชน์ ในเมื่อเลือกเป็นหมอแล้ว เราก็อยากจะเป็นหมอที่ดี ดูแลรักษาคนยามเจ็บป่วยได้” 

เมื่อเรียนจบ เขาเลือกไปใช้ทุนที่จังหวัดน่าน ในยุคสมัยที่ยังไม่ได้รับความนิยมและสะดวกสบายในการเดินทางเหมือนทุกวันนี้ เพราะศึกษามาก่อนแล้วว่าน่านมีแพทย์ที่เต็มเปี่ยมด้วยอุดมการณ์ เช่น นายแพทย์บุญยงค์ วงศ์รักมิตร อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่านที่ทำงานหนักและดูแลเอาใจใส่บุคลากรอย่างดี เป็นแบบอย่างที่น่าเคารพและปฏิบัติตาม

ต่อมาไม่นาน หวายได้รับการเสนอให้เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลสันติสุข เพราะบุคลากรขาดแคลน จึงได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่ด้านบริหารตั้งแต่อายุยังน้อย

คุยกับหมอหวาย นายแพทย์รุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อน RSA ขยายบริการยุติการตั้งครรภ์ ผลักดันแก้กฎหมายเพื่อสิทธิผู้หญิงและแพทย์
นพ.นิธิวัชร์ แสงเรือง หมอน่านที่สนใจสังคม ขับเคลื่อน RSA ทำแท้งปลอดภัยเพื่อสิทธิผู้หญิง

“ตอนนั้นมีหมออยู่สองคนในโรงพยาบาล ดูแลประชากรหมื่นกว่าคนในสามตำบล สลับกันอยู่เวรคนละสิบห้าวัน ดูแลเฉลี่ยหกสิบถึงแปดสิบคนต่อวัน การออกไปทำงานเชิงรุกก็ยาก เพราะงานตั้งรับก็หนัก” หมอหวายเล่าสถานการณ์ของโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) ที่พบเห็นได้ทั่วไป 

ไม่ใช่การบ่นว่า แต่ช่วยฉายภาพให้เห็นความเป็นอยู่ของวิชาชีพในบริบทชุมชน พวกเขาต้องทำงานเกินกรอบเวลาที่แพทยสภากำหนดไว้เสมอจนเหมือนเป็นเรื่องปกติ

ส่วนตัวหมอหวายเอง เขายินดีทำตามอุดมการณ์ที่มีอยู่แล้ว ภายหลัง เขามีโอกาสเข้าทำงานเป็นนักวิจัยที่สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเท​ศ (IHPP) พกพาประสบการณ์จาก รพช. และความสนใจด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขมาด้วย แต่รู้สึกว่าไม่ใช่ทางของตนเมื่อเทียบกับการรักษาผู้ป่วย จึงกลับมาปฏิบัติการที่น่านอีกครั้งช่วง COVID-19 เพื่อบริการประชาชนในช่วงเวลาสำคัญ

แพทย์เชื่อมสังคม

การมุ่งมั่นทำงานเป็นแพทย์ชุมชน ทำให้หวายเห็นปัญหาและเรื่องน่าพัฒนาของวงการสาธารณสุขไทยด้วยประสบการณ์ตรง

หนึ่งในนั้นคือเรื่องการเข้าถึงบริการ ซึ่งเป็นปัญหาของทั้งคนเมืองและชนบท

“ในต่างจังหวัด คนอาจรู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์ แต่ไม่รู้จะไปให้ถึงสิทธิ์ได้อย่างไร ส่วนคนเมือง หลายคนอาจไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์ หรือรู้ แต่ไม่รู้ว่าต้องไปใช้ที่ไหน ทำอย่างไรบ้าง เพราะมีหลายผู้เล่นมากจนโกลาหล” หมอหวายเล่ามุมมอง

ในชนบท ปัญหาหลักมักเป็นเรื่องทางภูมิศาสตร์ ชาวบ้านบางคนอยู่กลางผืนป่าหรือบนดอยห่างไกลโรงพยาบาล ถ้าไม่มีรถหรือค่าเดินทาง ก็ต้องหาหนทางนานกว่าจะเข้ามารักษาที่โรงพยาบาลได้ บางคนก็เสียชีวิตไปโดยไม่ทราบสาเหตุ

วิธีแก้ไขเบื้องต้นคือ การทำงานร่วมกับเครือข่ายต่าง ๆ ที่ระบบสาธารณสุขมีอยู่ให้เป็นระบบ เช่น สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ อสม. หรือสุขศาลาที่ผ่านการฝึกหัดให้คนในพื้นที่ดูแลผู้ป่วยเบื้องต้นเป็น ไม่ต้องมาถึงโรงพยาบาล ความเป็นชุมชนทำให้ผู้คนพอรู้จักกันและเคาะประตูตามบ้านต่างๆ ได้ง่ายกว่า สิ่งที่หมอหวายพยายามทำร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ คือการเชื่อมต่อให้เป็นระบบที่เข้มแข็งขึ้น วางแผนจะทำงานเชิงรุกมากขึ้น และเตรียมรองรับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ความเป็นเมือง เพราะน่านเริ่มเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนอยากแวะเวียนมาแล้ว

ในขณะที่สังคมคนเมืองจะเผชิญปัญหาแตกต่างออกไป พวกเขาไม่อาจเข้าถึงบริการเคาะประตูคอนโดได้แบบ อสม. ในต่างจังหวัด ต้องลงทะเบียนระบบต่างๆ มากมายด้วยข้อมูลเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า โครงสร้างพื้นฐานที่ยังคล้ายคลึงกับเมื่อหลายสิบปีก่อนอาจพอบริการผู้ป่วยในสภาวะปกติ แต่เมื่อเจอ COVID-19 หลายฝ่ายเห็นปัญหาได้อย่างชัดเจนและควรร่วมแก้ไขกันต่อไป

นพ.นิธิวัชร์ แสงเรือง หมอน่านที่สนใจสังคม ขับเคลื่อน RSA ทำแท้งปลอดภัยเพื่อสิทธิผู้หญิง

อีกหนึ่งเรื่องคือ เมื่อเข้าถึงการบริการแล้ว การรักษาเป็นแบบมุ่งหวังให้ผู้ป่วยหายจากโรค 

ฟังดูถูกต้องแล้ว แต่หลายครั้งแพทย์ไม่ได้มีผู้ป่วยในฐานะมนุษย์คนหนึ่งอยู่ในความคิด อาจเกิดจากระบบที่บีบคั้นให้ต้องรีบรักษาผู้ป่วยจำนวนมากในเวลาอันสั้น หรือตัวบุคคลที่ศึกษาจนเชี่ยวชาญในโรคด้านหนึ่งลึกมากๆ จนเผลอลืมนึกถึงองค์รวมของชีวิตมนุษย์ 

เพราะการรักษาผู้ป่วยไม่ได้มีเพียงทำให้เขาหายจากโรคที่เป็นอยู่ทางกายภาพเท่านั้น ต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านจิตใจและสังคมที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตด้วย

“จริงๆ ไม่แปลก ถ้าเป็น Specialist ด้านใดมาก เราจะลงลึกเรื่อยๆ เป็นปกติ แต่บางทีก็จะทำให้เลนส์เราแคบลง ยิ่งความรู้ด้านสุขภาพเป็นเรื่องที่หมอรู้มากกว่าคนไข้ และคนไข้ต้องทำตาม ถ้าไม่ระวัง มันจะเป็นการเสริมอัตตาให้พองขึ้น อยู่ในโลกของตัวเอง ไม่ฟังใคร ไม่เข้าใจความเชื่อมโยงรอบตัว”

หวายยอมรับว่าเขาไม่ได้เชี่ยวชาญด้านการรักษาที่สุด เลยพยายามใช้มุมมองเรื่องสังคมที่ตัวเองสนใจและทักษะการสร้างปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ มาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรักษา นอกจากอยู่ในโรงพยาบาลแล้ว เขายังออกเดินทางไปเรียนรู้ชีวิตผู้คน เช่น ตระเวนเยี่ยมบ้านผู้ป่วย และไปคุยกับผู้ชุมนุมทางการเมืองฝ่ายต่างๆ

“ถ้าเราถอยออกมาจากเรื่องที่เราเห็นอยู่ทุกวัน เราจะเห็นชีวิตอีกมาก พอพ้นจากเขตโรงพยาบาลแล้ว มีเรื่องที่เราไม่รู้อยู่เต็มไปหมด เช่น เจอเคสต้องชันสูตรศพ เราเรียนมาว่าต้องทำยังไง แต่พอมาทำจริง ต้องคุยกับตำรวจ ญาติ คนนี้คนนั้น วิธีการต่างกันหมด ไปคุยกับนายอำเภอ คนสายมหาดไทย ครู พระ ก็ต้องคุยคนละแบบ” 

การมองเห็นปัญหาเรื่องการเข้าถึงบริการสุขภาพและความพยายามในการรักษาคนไข้แบบองค์รวมนี้ ทำให้หมอหวายมีคุณสมบัติพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจสำคัญต่อไป ซึ่งต้องข้องเกี่ยวกับชีวิตผู้คนจำนวนมากในสังคม

นั่นคือการยุติการตั้งครรภ์

อาสา RSA

แม้จะยังไม่เห็นดีเห็นงามทั้งใจกับการทำแท้ง ช่วง พ.ศ. 2555 หมอหวายมีโอกาสเข้ารับฟังบรรยายการบริการสุขภาพที่ช่วยอนามัยเจริญพันธุ์ของผู้หญิง โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์กำแหง จาตุรจินดา อดีตประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เพื่อเรียนรู้เครื่องมือและวิทยาการใหม่

“ผมเคย Conservative มากและต่อต้านการทำแท้ง เพราะถูกปลูกฝังว่าต้องเป็นคนดี และการทำแท้งเป็นสิ่งที่ไม่ดี” หมอหวายเล่าถึงค่านิยมที่ถูกส่งต่อกันมาในสังคม และทำให้บุคลากรทางการแพทย์ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ห้องตรวจ เจ้าหน้าที่ห้องยา พยาบาล วิสัญญีแพทย์ หลีกเลี่ยงการยุ่งเกี่ยวกับบริการดังกล่าว นอกจากกฎหมายเดิมจะจำกัดกรอบการให้บริการไว้แคบแล้ว สังคมรอบข้างยังรุมประณาม กดดันทางจริยธรรมอีกด้วย

“แต่พอได้รับการปรับเปลี่ยนทัศนคติจากอาจารย์หลายท่านและฟังชีวิตของผู้หญิง เราเข้าใจมากขึ้นว่าเป็นเพราะอะไร ถ้าเราเป็นเขา คงตัดสินใจแบบนั้นเหมือนกัน และเราไม่ใช่เจ้าของชีวิตใคร ไม่ใช่ผู้พิพากษาที่จะไปตัดสินชีวิตของเขา

“หน้าที่ของเราคือ ช่วยให้มนุษย์คนหนึ่งมีชีวิตที่ดีขึ้นในเส้นทางที่เขาเลือก ให้คำแนะนำ ข้อดีข้อเสีย แล้วเขาเป็นคนตัดสินใจเอง”

สาเหตุที่คนมายุติการตั้งครรภ์มีมากมาย อาจเกิดขึ้นเพราะถูกกระทำชำเราหรือมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้รับการยินยอม ได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจ และไม่สามารถดูแลอีกหนึ่งชีวิตไหว ทะเลาะเบาะแว้งภายในครอบครัว สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง และอีกนานาประการตามเงื่อนไขชีวิต มีคนจากสารพัดอาชีพและช่วงวัย ไม่ใช่แค่วัยรุ่นอย่างที่คนคุ้นเคยกัน 

แต่ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ไหน แทบไม่มีใครตั้งใจท้องเพื่อมาทำแท้ง เพราะกระบวนการนั้นแสนทรมาน และพร้อมความเจ็บปวดกายใจ แม้ปัจจุบันจะมียาช่วยยุติการตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัยและสะดวกกว่าแต่ก่อนก็ตามที

หากระบบไม่เอื้อ บางรายต้องหันไปทำแท้งเถื่อนที่ไม่ปลอดภัย กลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของผู้หญิงทั่วโลกราว 80,000 คนต่อปี หรือคลอดลูกออกมา แต่ทอดทิ้งหรือเลี้ยงดูได้ไม่เต็มที่

“ที่ผ่านมาในไทย เราอ้างเรื่องบาปบุญกันเสียเยอะ ในขณะที่หลายประเทศ การทำแท้งถือเป็นสิทธิ์ในร่างกายของผู้หญิง ถูกต้องตามกฎหมาย หรือเพียงแค่เหตุผลด้าน Socioeconomic ก็ทำแท้งได้เป็นเรื่องปกติเลย

“เพราะถ้าเขาไม่พร้อม โอกาสที่เด็กจะเกิดมาในสภาพที่ไม่เอื้อและสร้างปัญหาในอนาคตก็มีสูง ต้องยอมรับว่าสังคมเรายังไม่ได้มีระบบรัฐสวัสดิการดีเพียงพอจะโอบอุ้มคนเหล่านี้อย่างเท่าเทียม เรายังไม่ค่อยมีแนวคิดกันว่าเด็กคนหนึ่งที่เกิดมา ถือเป็นเด็กของสังคมที่ต้องดูแลร่วมกันด้วย”

นพ.นิธิวัชร์ แสงเรือง หมอน่านที่สนใจสังคม ขับเคลื่อน RSA ทำแท้งปลอดภัยเพื่อสิทธิผู้หญิง

แนวคิดเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการร่วมสร้างเครือข่าย RSA ขึ้นมาใน พ.ศ. 2557 โดยสหวิชาชีพมาผนึกกำลังเพื่อให้คำปรึกษา ขยายบริการยุติการตั้งครรภ์ และประสานส่งต่อให้หน่วยงานต่างๆ ช่วยเหลือดูแล โดยหวังว่าการยุติการตั้งครรภ์จะเป็นเหมือนหนึ่งในบริการสุขภาพทั่วไปที่ผู้หญิงทุกคนสามารถเข้าถึง ไม่ต่างอะไรกับการรักษาโรคหวัด ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

แม้มีเสียงรอบข้างไม่เห็นด้วย พ.ศ. 2558 หมอหวายตัดสินใจเข้าร่วม RSA ในบทบาทผู้ประสานงานเครือข่าย ชักชวนให้ผู้คนตามภูมิภาคต่างๆ เข้าร่วมเป็นสมาชิกบริการอาสานี้ รวมถึงดูแลคนไข้เอง

“เราเคยมีคนเข้ามาขอรับบริการ แล้วพยาบาลขอไม่ช่วยหรือรับเคสนี้ ซึ่งเข้าใจได้นะ บางคนโดนสังคมกดดันว่าทำให้เด็กตาย ถูกเรียกว่าเป็นหมอทำแท้ง แต่เราคิดว่าถ้าปล่อยไว้จะอันตราย คนที่มารับบริการเขาจะกังวลมาก บางคนต้องปกปิดคนอื่น เดินทางข้ามเขาสี่ห้าลูก หรือถูกหลอกมาก็มี เราต้องให้บริการ ดูแลพวกเขาทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้เขามีชีวิตอยู่ต่อในสังคมได้” หมอหวายตอบสาเหตุที่เขาเลือกยืนหยัดทำสิ่งนี้ เมื่อเราเริ่มฟัง เราจะเห็นอะไรมากขึ้นกว่ากรอบเดิมที่เป็นอยู่

นอกจากนี้ หมอหวายยังปฏิบัติงานเฉพาะกิจที่เข้ามาอีกด้วย 

หนึ่งในนั้นคือ การร่วมเสนอแก้กฎหมาย

หมอกฎหมาย

“ในบางประเทศ การแก้กฎหมายเป็นไปได้เมื่อมีแพทย์ถูกจับ ถ้าหมอจะต้องเป็นคนคนนั้น หมอยินดี” คือคำพูดของแพทย์หญิงคนหนึ่งในเครือข่าย RSA ที่ถูกออกหมายจับ เพราะให้บริการทำแท้งปลอดภัยด้วยความเข้าใจสถานการณ์ของผู้รับบริการที่หัวหิน เมื่อ พ.ศ. 2561 

คดีนี้เป็นข่าวใหญ่ที่ได้รับความสนใจจากมวลชน โดยตำรวจพิจารณาจากกฎหมายที่ถูกใช้งานมานานราว 65 ปีที่ไม่ได้รับการปรับให้เหมาะสมกับบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป เหตุการณ์นี้จุดชนวนให้ RSA เครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม (Choices Network) กลุ่มทำทาง และที่ปรึกษาทางกฎหมาย ร่วมกันยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เสนอให้การทำแท้งเป็นเรื่องถูกกฎหมาย

เดิมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 301 ระบุไว้ว่า ผู้หญิงที่ทำแท้งหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตัวเองแท้งมีความผิดจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 302 ระบุว่าแพทย์ที่ทำแท้งมีโทษจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ยกเว้นในบางกรณีตามมาตรา 305 

กล่าวโดยย่อคือ ผู้หญิงแทบไม่มีสิทธิ์ทำแท้ง และบุคลากรทางการแพทย์ต้องหวาดเกรง 

“มันเป็นปัญหาที่กฎหมาย ในอดีต เราดูแบบอย่างกฎหมายมาจากต่างประเทศ แต่ตอนนี้ต่างประเทศเขาแก้กฎหมายให้อนุญาตทำแท้งกันหมดแล้ว เราเลยต้องศึกษารายละเอียดและยื่นเรื่องตามช่องทางที่มี คอยให้ข้อมูลด้านสาธารณสุขและการแพทย์เข้าไป” หมอหวายกล่าว พร้อมเล่ากระบวนการยื่นเรื่องที่ยาวนานกว่า 2 ปีออกมาเป็นฉากๆ ต้องวางแผนอย่างมีชั้นเชิง ถกเถียง และร่วมมือกับฝ่ายต่างๆ มากมายในการต่อสู้ครั้งนี้

ท้ายที่สุด คดีดังกล่าวถูกยกฟ้อง เกิดการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา อนุญาตให้ผู้หญิงที่มีอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ และผู้หญิงที่อายุครรภ์ 12-20 สัปดาห์ซึ่งเข้ารับบริการในหน่วยบริการที่ได้รับรอง สามารถทำแท้งได้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงกรณีอื่นๆ ที่กำหนด

แม้ยังไม่ไปถึงปลายทางที่ปักธงไว้ แต่ก็ถือเป็นข่าวดีที่ชวนให้ลุกขึ้นสู้ต่อ

“ความจริงเราไม่อยากให้มีการกำหนดอายุครรภ์ด้วยซ้ำ แต่ศาลให้กำหนด เราเลยเสนอไปที่ยี่สิบสี่สัปดาห์ เพราะเป็นเวลาสูงสุดของการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย ปรากฎว่าโดนต้าน ต่อรองกันไปมาจนเหลือสิบสองสัปดาห์ แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้ผู้หญิงตัดสินใจทำแท้งได้โดยไม่ต้องมีเงื่อนไข และหมอยุติการตั้งครรภ์ได้อย่างสะดวกใจ

“แต่กฎหมายก็อาจเป็นแค่กระดาษ ถ้าไม่เกิดการบังคับใช้จริงและเปลี่ยนค่านิยมสังคม ตอนนี้หน่วยบริการยุติการตั้งครรภ์ก็ยังมีอยู่ไม่มาก ต้องขยายเครือข่ายให้คนเข้าถึงกันต่อไป

“สุดท้าย เราอยากให้ความสำเร็จของเราคือการยุบเครือข่าย เพราะผู้หญิงเข้าถึงบริการได้ง่ายจากทุกที่แล้ว เราตั้งใจจะทำไปจนมันเป็นบริการปกติ ถึงวันนั้นค่อยเลิก” หมอผู้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนกฎหมายสำคัญกล่าว 

แม้ตอนนี้เขาขอหยุดพักการทำงานกับ RSA ชั่วคราว จากความไม่พร้อมของสถานที่และจำนวนบุคลากร แต่ยืนยันว่าเมื่อจังหวะเหมาะสม เขายินดีให้บริการและร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อสังคมตามเดิมอย่างแน่นอน

ลดอัตตา

“การทำงานตรงนี้ช่วยลดอัตตาของตัวเองลงไปได้เยอะมาก” หวายเล่าสิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากการเป็นส่วนหนึ่งของ RSA 

“เมื่อก่อนเราอาจไม่ต้องง้อพยาบาล ทำงานตามมาตรฐานที่มี แต่พอเราทำงานนี้ พยาบาลคือส่วนสำคัญที่จะรับฟังเรื่องราวคนที่เข้ามาก่อนส่งต่อให้เรา ถ้าไม่มีเขา เราก็ทำงานไม่ได้ ทำให้เราหัดคุยและฟังเจ้าหน้าที่คนอื่นมากขึ้น เข้าใจความทุกข์ของเขาและช่วยกันทำงานเป็นทีม”

และไม่เพียงบุคลากรทางการแพทย์ หวายยังรวมถึงกลุ่มคนเบื้องหลังมากมายที่ช่วยขับเคลื่อนเพื่อเป้าหมายเดียวกัน

เช่น 1663 สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ที่คอยเป็นด่านหน้ารับเรื่องจากทางบ้าน มีเครือข่ายกับ NGO และกลุ่มขับเคลื่อนเพื่อสิทธิของผู้หญิงต่างๆ เช่น Choices Network

“ถ้าไม่มีตัวเลือกและเครือข่ายผู้หญิง RSA ก็อาจไม่เกิด เพราะหมออาจไม่ได้รู้สึกว่าต้องสนใจปัญหาสังคมเหล่านี้ขนาดนั้น แต่คนที่เรียนด้านสาธารณสุข สังคมสงเคราะห์ และแอคทิวิสต์ที่มองเห็นปัญหาเหล่านี้เขาช่วยผลักดันหมอให้คิดถึงเรื่องนี้ คนอื่นอาจจะมองไม่เห็นพวกเขา แต่มีคนอยู่เบื้องหลังอีกเยอะที่เข้มแข็งและมีอุดมการณ์มากๆ ที่เราต้องขอบคุณที่เขายังทำตรงนี้อยู่”

ปัจจุบัน RSA ยังคงปฏิบัติภารกิจต่อไป และในช่วง COVID-19 นี้ เครือข่ายพยายามผลักดันให้เกิดบริการ Telemedicine ช่วยให้คำปรึกษา รักษากันทางไกล เพื่อให้ผู้หญิงเข้าถึงบริการในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้

“ยังมีคนไข้ทุกโรค ทุกอาการ ทั้งฉุกเฉินและไม่ฉุกเฉิน เราต้องหาทางปรับตัวให้ได้ตามสถานการณ์ด้วย เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีค่อนข้างไปถึงผู้คนแล้ว ก็คุยกันทางออนไลน์ ให้ส่งรูปอัลตราซาวนด์และรายละเอียดมา เราส่งยาและใบรับรองแพทย์ให้ ซึ่งต้องคิดวิธีที่จะไม่ทำให้เกิดภาระกับผู้หญิงด้วย เช่น ระบุว่าเป็นการนัดพบประจำเดือนผิดปกติ เพื่อให้เขาเข้าถึงได้อย่างไม่ต้องกังวลใจ”

ส่วนหมอหวายเอง ภารกิจสำคัญตอนนี้คือการบริหารโรงพยาบาลและดูแลพี่น้องประชาชนในจังหวัดน่าน ด้วยความตั้งใจให้คนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพแบบองค์รวม

“เราเชื่อว่าหมอควรละตัวตน เคารพความเป็นมนุษย์ของคนไข้ ให้ข้อมูลตามความเป็นจริงแล้วให้เขามีโอกาสตัดสินใจเอง แม้สิ่งนั้นอาจขัดกับความรู้สึกของเราก็ตาม วันหนึ่งทุกคนต้องเปลี่ยนบทบาทตัวเองเป็นคนไข้ ไปหาหมอเหมือนกัน เราจะอยากเจอหมอแบบไหนล่ะ

“หมอไม่ได้อยู่สูงกว่าใคร ทุกคนเท่ากันหมด วิชาชีพอื่นๆ ก็อยู่เท่ากัน มีความสำคัญทุกฝ่าย ขาดใครไปเราทำงานไม่ได้ เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องเอาใจใส่กันและกัน” นายแพทย์วัย 34 ปี สรุปบทเรียนสำคัญ

เรารู้จักหมอหวายจากนักสังคมสงเคราะห์การแพทย์คนหนึ่งในเครือข่าย RSA ที่เอ่ยชื่นชมว่าทำงานในโรงพยาบาลมานานนับ 10 ปี การพบแพทย์เช่นเขาที่คอยให้คำแนะนำและอยู่เคียงข้าง ในวันที่คนรอบตัวไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ทำ ถือเป็นเรื่องพิเศษ

เป็นแพทย์ที่พยายามเข้าใจสังคม และมองคนไข้ด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์

ศึกษารายละเอียดการยุติการตั้งครรภ์ ตรวจสอบสถานบริการสุขภาพที่ปลอดภัยและคุยกับแพทย์อาสาในเครือข่าย RSA ได้ที่ www.rsathai.org

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

อดิศักดิ์ ยานันท์

อายุ 29 เป็นคนอำเภอปัว จังหวัดน่าน ปัจจุบันทำโฮมสเตย์ Daidib Daidee

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ในช่วง 2 ปีมานี้ มีคนใจดีลุกขึ้นมาทำจิตอาสาเยอะแยะไปหมด The Cloud เองได้เล่าเรื่องราวของจิตอาสามาแล้วมากมาย ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความเชี่ยวชาญ และความตั้งใจที่จะช่วยเพื่อนร่วมสังคมฝ่าฟันวิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในด้านต่างๆ ด้วยวิธีการตามความถนัดและกำลังที่แต่ละคนพอจะแบ่งปันได้

วันนี้อยากพากลุ่มจิตอาสากลุ่มเล็กๆ ชื่อ ‘1+1 Homerun and Friends for Home Isolation’ หรือเรียกสั้นๆ ได้ว่า ‘Homerun 1+1’ มาแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จัก ผ่านการพูดคุยกับ เปิ้ล-ชนิยา นาคะลักษณ์ หรือ เปิ้ล Homerun ผู้เป็นทั้งผู้บริหารและนักวิจัยเชิงคุณภาพที่บริษัท โฮมรัน กรุ๊ป บริษัทวิจัยการตลาดที่มีนักการตลาดต่อคิวอยากร่วมงานด้วยมากมาย และวันนี้เธอก็เพิ่มงานหัวหน้าทีมจิตอาสา Homerun 1+1 นี้เข้าไปในตารางงานประจำวันอีกหนึ่งงาน

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

Homerun 1+1 เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ประชาชนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันเอง แม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ ช่วยเหลือคนได้หลักพัน แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีอาชีพทำความเข้าใจความต้องการของผู้คนเห็นว่าไม่สนใจไม่ได้

ณ วันที่คุยกัน Homerun 1+1 มีเคสผู้ป่วยที่พวกเขาให้ความช่วยเหลือสะสมอยู่ที่ 2,290 ครัวเรือนหรือ 9,160 คน หากเฉลี่ยว่า 1 ครัวเรือนมีสมาชิก 4 คน 

Homerun 1+1 ดูแลทั้งผู้ป่วยโควิด-19 และคนรอบๆ ผู้ป่วยที่แม้จะยังตรวจไม่เจอไวรัส แต่ก็ใจแป้วไปถึงตาตุ่มแล้ว โดยการเพิ่มปัจจัยบวกให้พวกเขาได้มีโอกาสเยียวยาตัวเอง

Homerun 1+1 ใช้เครื่องมือของนักวิจัยการตลาด อย่าง Deep Listening หรือการฟังอย่างเข้าใจ และวิเคราะห์ความต้องการจริงๆ ของผู้พูด เพื่อมาออกแบบความช่วยเหลือแบบเฉพาะครอบครัว เฉพาะบุคคล 

เปิ้ลอธิบายว่า “มันคือการอ่านระหว่างบรรทัด ใช้ใจสัมผัสมากกว่าใช้สมอง การแจกข้าวกล่องทำให้เขาอิ่มท้องเป็นมื้อๆ แต่เจตนารมณ์ในการจะพาคนออกจากทุกข์ ในวันที่เขาอ่อนแอที่สุด มันจะช่วยเขาอย่างยั่งยืนได้”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นักอ่านระหว่างบรรทัด

การรู้จักผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ในงานด้านการตลาด 

นักวิจัยการตลาดคือผู้เข้าใจและรับรู้สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการแม้ไม่ได้พูด แล้วนำมาวิเคราะห์ เพื่อให้นักการตลาดเสนอสินค้าเพื่อตอบความต้องการนั้นได้

เปิ้ลเป็นนักวิจัยการตลาดมาหลายสิบปี เชี่ยวชาญเรื่องการอ่านใจคน ผ่านการฟังทั้งสิ่งที่ถูกพูดและไม่ถูกพูด หรือแม้จะพูดแต่จริงๆ แล้วเป็นการพูดเพื่อปิดบังเรื่องที่ไม่อยากพูดถึง แล้วนำมาวิเคราะห์ ว่าสิ่งที่ได้ยินคืออะไร สิ่งที่ไม่ได้ยินคืออะไร

“เลยได้เข้าใจว่าแม้ความเจ็บปวดเกิดขึ้นในทุกเรื่อง ในทุกจังหวะของชีวิตอยู่แล้ว แต่เรื่องโควิดเป็นแผลที่ไม่ได้รับการเยียวยา” เปิ้ลเล่าสิ่งที่เธอค้นพบจากการคุยกับผู้คนในยุคสมัยที่โควิด-19 เข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสังคม

ด้วยสายตานักวิจัย เปิ้ลบอกว่า “เรื่องจิตใจเป็นมุมที่หลายคนหลงลืมโควิด-19 ทำให้หลายหัวใจเจ็บปวดมาก”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

ตามหลักทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์ต้องการความปลอดภัยทางร่างกาย ต้องการความเติมเต็มด้านปัจจัย 4 แล้วถึงจะคำนึงเรื่องความสบายใจ

แต่เปิ้ลพบว่าหลายครั้ง เวลาเกิดมีปัญหามากระทบ สิ่งแรกที่สั่นไหวคือจิตใจ และแม้ร่างกายกับปากท้องจะได้รับการดูแลแล้ว บางครั้งจิตใจก็ยังไม่หายดี

นอกจากความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมแล้ว Homerun 1+1 จึงดูแลไปถึงใจด้วย 

เปลี่ยนจากเป็นผู้ดู มาเป็นผู้เล่น

เปิ้ลและทีมงานเริ่มโครงการ Homerun 1+1 ตอนยังไม่มีระบบการรับคนไข้แบบศูนย์พักคอยและการรักษาแบบ Home Isolation 

ความช่วยเหลือยังมีให้อย่างจำกัด ยังมีคนที่โรงพยาบาลไม่รับเข้ารักษาเพราะว่าไม่เข้าเกณฑ์ หรือเทียบกับคนอื่นแล้ว มีคนที่อาการหนักกว่าอยู่เยอะมาก

“จังหวะนั้นการติดเชื้อควบคุมยากแล้ว มีคนป่วยเยอะมากที่ไม่ผ่านเกณฑ์ได้รักษาในโรงพยาบาล แต่ญาติหรือครอบครัวเขารอไม่ได้ เขาทนไม่ได้ที่จะไม่ทำอะไรเลย” เปิ้ลบอกถึงเหตุผลที่เปลี่ยนจากผู้ดูและตั้งคำถาม มาเป็นผู้เล่นที่อยากพาคนออกจากความทุกข์นั้น

แล้วก็เล่าต่อว่า “เราเริ่มจากการดูแลกายด้วยการแจกยา ช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจด้วยการแจกอาหารไปกับยาด้วย ของที่เราให้คือปัจจัยบวกที่ใส่เข้าไปในชีวิตเขา และผลจากสิ่งเหล่านั้นเรากำหนดไม่ได้

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

“แต่เมื่อเขาได้รับกล่องจากเรา สิ่งที่เขาได้รับแน่ๆ คือความอุ่นใจว่าเขาไม่ได้สู้อย่างเดียวดาย ความเจ็บปวดทางใจมันดีขึ้นได้ทันที เขารู้ว่าเขามีคนรับฟัง ชีวิตมันมีความหวัง ”

“พี่คือรายแรกที่ติดต่อกลับมาเลย”

“ขอบคุณนะคะ หนูไม่มีใครเลย”

คือถ้อยคำที่จิตอาสา Homerun 1+1 ได้ยินเสมอ จิตอาสามือใหม่ไฟแรงกลุ่มนี้ จึงโดดเด่นเรื่องความไว พอได้รับเคสก็จะรีบโทรทันที และส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะได้รับความช่วยเหลือในชั่วข้ามคืน 

เปิ้ลบอกว่า “เขาเห็นเราเป็นที่พึ่ง เราต้องรีบไป”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นอกจากความไวแล้ว เปิ้ลยังเล่าความพิเศษของจิตอาสา Homerun 1+1 ให้ฟังอีกว่า “จิตอาสาของเราไม่ใช่แบบเข้ามาแล้วจากไป เพราะเราเชื่อว่าโรคมันไม่หยุดพัฒนา ยาที่ให้ไปจะต้องคอยติดตามและรักษาตามอาการ เฉลี่ยอยู่ที่สองถึงสามครั้ง คนที่อาสาเข้ามาส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวเจ๊าะแจ๊ะ โทรไปถามอาการ หรือไลน์คุยกับลูกเคสจนสนิทสนมกันไป”

จิตอาสากลุ่มแรกคือคนในบริษัท Homerun Group ที่เปิ้ลเป็นผู้บริหารอยู่ แต่จากที่คิดว่าจะมีวันละ 3 เคส เอาเข้าจริงมีเคสติดต่อเข้ามาวันละเฉลี่ย 60 เคส เปิ้ลจึงเปิดรับสมัครจิตอาสาเพิ่ม

 จิตอาสาที่ยกมือเข้ามาก็มีทั้งคนรู้จัก เช่นคนที่เคยร่วมงานกัน แต่ก็มีคนที่ไม่เคยรู้จักกับเปิ้ลหรือ Homerun Group เลยด้วย Homerun 1+1 จึงมีจิตอาสาจากทั้งสายนักวิจัย นักการตลาด สาย Coaching บางคนเป็นคนที่เคยป่วยแล้วหายก็มาเป็นจิตอาสา เขาบอกเปิ้ลว่าอยากจะส่งต่อความช่วยเหลือที่ได้รับให้กับผู้ที่ยังต้องการ

อาสาดูแลใจ

“เราบอกจิตอาสาให้ดูแลลูกเคสดั่งลูก” เปิ้ลพูดถึงนโยบายหลักของกลุ่ม 

“เพราะเวลาที่คนรู้ตัวว่าติดโควิด เขาต้องการคนแคร์ เวลาโทรหาเขาก็อย่าถามแค่เรื่องอาการ แต่ให้ถามไปถึง อาหารการกิน และสภาพจิตใจด้วย”

เปิ้ลเล่าว่าจิตอาสาแต่ละคนก็มีเทคนิคเฉพาะตัว เป็นการสร้างสัมพันธ์กันแบบเพื่อน ไม่ใช่แบบหมอกับคนไข้ ซึ่งเท่าที่เห็นผู้ป่วยจะกล้าถาม กล้าซักมากกว่า 

ดูได้จากคำถาม เช่น ‘หนูเอาหมาออกไปอึนอกบ้านไม่ได้ หมาหนูฝึกมาให้อึนอกบ้านเท่านั้น พอหนูเป็นโควิด หมาก็เลยไม่ได้อึมาสองวัน หนูจะทำยังไงดี’ 

เปิ้ลสวมหมวกนักวิจัยแล้ววิเคราะห์ว่า “ถ้าเป็นชีวิตปกติ เราก็คงหาทางออกได้ แต่นี่เขาต้องมาถามเรา ความมั่นใจมันหายไป สูญเสียตัวตนไปชั่วคราว หน้าที่เราก็คือต้องกอบความมั่นใจขึ้นมาก่อน จะไปบอกให้เขาฮึบๆ อย่างเดียวมันไม่ได้ ”

เคสนี้จิตอาสาจึงแนะนำไปว่า ‘เอาแบบนี้ไหม เราออกไปตอนที่คนอื่นยังไม่ออกจากบ้าน สักตีสี่ ตื่นมาเอาหมาออกไปก่อน หมาจะได้อึ’

เปิ้ลเชื่อว่าบทสนทนาที่มอบความเห็นอกเห็นใจ และเชื่อมโยงคนเข้าด้วยกันแบบนี้ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แล้วเขาก็จะค่อยๆ เผยออกมาว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ทำให้ทีมจิตอาสาช่วยเหลือเขาได้มากขึ้น

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด
คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

เหมือนกับงานวิจัยที่การจะทำความเข้าใจสิ่งที่เขาขาดต้องอาศัยข้อมูลแวดล้อมเยอะมาก 

การสอบสวนโรคทางใจคือการต้องเปิดใจและรับฟัง สิ่งที่สำคัญกว่าลิสต์คำถาม คือการฟังระหว่างบรรทัดว่าเขาต้องการอะไร

นอกจากคำถามหลักเช่นอายุเท่าไหร่ ฉีดวัคซีนหรือยัง มีโรคประจำตัวหรือเปล่า ที่บ้านอยู่กันกี่คน เปิ้ลบอกว่าเมื่อคุ้นเคยกันแล้วอาจจะได้ข้อมูลเพิ่ม 

เปิ้ลเล่าว่า ถ้าคุยแล้วพบว่าที่บ้านนั้นมีเด็ก Homerun 1+1 ก็จะแจกของเล่น ขนม สีวาดเขียน เกมอะไรต่างๆ แถมไปด้วย 

“ฟีดแบ็กที่เราได้คือพ่อแม่ถ่ายรูปมาเป็นรูปที่ลูกเขายิ้มตอนเปิดกล่องแล้วเจอของเล่น เขามีความสุขกว่าเรื่องที่ตัวเองได้รับความช่วยเหลืออีก” เปิ้ลเล่าเสียเราเห็นภาพรอยยิ้มน้อยๆนั้นไปด้วย

“หรือถ้าเขาเล่าว่าเขาอยู่บ้านเช่า ประโยคนี้คือประโยคที่มีมูลค่า เราก็จะได้รู้ว่าเขาอาจจะขาดแคลนอาหารหรือมีพื้นที่จำกัด ห้องน้ำอาจจะห้องน้ำเดียว” เปิ้ลอ่านบริบทนี้อย่างตั้งใจไม่แพ้เวลาทำวิจัยให้สินค้าอุปโภคบริโภค

แถมยังแบ่งปันเคล็ดลับให้เอาไปใช้กันได้ด้วย เปิ้ลบอกว่า “อย่างรูปที่เขาใช้ใน LINE ก็บอกอะไรได้หลายอย่าง บางคนโพสท่าแบบเปรี้ยวจี๊ดเลย เราก็จะเดาว่าเขาเป็นสายโซเชียล ก็น่าจะมีศักยภาพในการคุยตอบโต้ทางไลน์ได้ เข้าถึงข้อมูลใหม่ๆ ไวๆ ได้” 

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

ให้ยาหัวใจ

มาถึงระลอกที่ 4 กันแล้ว หลายๆ คนคงนึกภาพออกว่า เวลาใครรู้ตัวว่าเป็นโควิดมักจะช็อก เปิ้ลให้นิยามว่าอาการใกล้เคียงกับตอนรู้ว่าเป็นมะเร็ง หรือเวลาที่รู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็จะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

ความสับสนมักเกิดขึ้นเมื่อมีอาการเหมือนเป็นโควิด-19 ทุกอย่าง แต่ตรวจแล้วไม่พบเชื้อ หรือบางคนตรวจแต่ละครั้งผลไม่เหมือนกัน

ในระบบสาธารณสุขแบบเป็นทางการที่ต้องอาศัยตัวชี้วัด จะถือว่าคนเหล่านี้ไม่เป็นคนไข้โควิด-19 แต่สำหรับที่ Homerun 1+1 จะชวนให้ดูร่างกาย เช่น เริ่มมีอาการ มีน้ำมูก เริ่มไอ แม้จะตรวจแล้วได้ผลว่าไม่ติดเชื้อก็ขอความช่วยเหลือเพื่อเริ่มรักษาได้ 

แต่บางคนก็เชื่อเครื่องมากกว่าอาการ

เปิ้ลเล่าว่า “บางคนเป็นกลุ่มเสี่ยงและมีอาการทุกอย่าง แต่ก็ไม่เชื่อว่าตัวเองเป็นเพราะเครื่องบอกว่าไม่เป็น เลยยังไม่ยอมกินยา อาสาของเราต้องไปถามหมอว่า ถ้าเป็นแบบนี้ หมอคิดว่าติดไหม ให้หมอตอบแล้วเราก็สแนปหน้าจอส่งไปให้ ถ้าเป็นหมอพูดเขาก็พอจะเชื่อ” 

และบางคนที่ไม่มีอาการแล้ว แต่ใจมันยังไม่หาย เปิ้ลก็ยินดีให้ยาต่อเป็นยาใจ

“บางครั้งจิตอาสาก็โดนเหวี่ยงว่ากินยาแล้วไม่ได้ดีขึ้น คนไข้เริ่มอารมณ์เสียเพราะคนอื่นดีขึ้นแต่เขาไม่ดีขึ้น เราค้นพบว่าทางออกที่จะทำให้สบายใจกันมากขึ้นคือเราจะส่งยาไปให้เพิ่ม แล้วก็ส่งวิตามินซีไป เขาก็รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าได้รับการรักษาเพิ่มเติม ไม่นานก็บอกว่าหายแล้ว” 

ตามที่รู้กัน ภูมิต้านทานของคนเราแข็งแรงจากสภาวะร่างกาย การพักผ่อน และจิตใจ 

ใครก็รู้ว่าเวลาจิตตก อะไรๆ มันก็พร่อง 

เปิ้ลเลยเชื่อว่าถ้าเข้าใจธรรมชาติของจิตใจ เราให้ยาเขาไปมันก็จบ แต่ถ้าเราไม่ให้ยาเขา เขาจะไม่มีวันบอกว่าเขาหาย

เปิ้ลบอกว่า “อย่าไปต่อต้าน เพราะนาทีนี้มันเป็นเวลาที่เขาอ่อนแอและกังวล ถ้าเป็นบริบทการทำงาน ลูกน้องมาบอกว่าหนูเป็นอย่างนี้ๆ เราอาจจะยืนยันกลับไปว่าไม่เธอไม่เป็น พี่ไม่ให้ยา พี่ไม่ช่วย แต่ในวันที่เขาอ่อนแอมากๆ มันจำเป็นที่จะต้องดูแลใจ เพราะท้ายที่สุดโรคนี้มันเป็นโรคที่ต้องมีภูมิต้านทาน

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

“คนเรามีศักยภาพในการทนความทุกข์ได้ไม่เท่ากัน” เปิ้ลบอกจากประสบการณ์

“สิ่งที่เราทำได้คือ เพิ่มพลังบวกเข้าไปผ่านทางจิตอาสา ถ้าจิตอาสามีกระแสบวกในตัว เขาก็จะไปส่งต่อให้ผู้ป่วยและผู้ป่วยก็จะส่งต่อให้กับคนรอบข้างได้ 

“และสุดท้าย เชื่อไหมว่าจิตอาสาหลายคนบอกว่าได้รับพลังบวกจากลูกเคสกลับมา มากกว่าที่ให้เขาไปเสียอีก” เปิ้ลเล่าอย่างผู้รวยพลังบวก

ใช้ใจเป็นยา

ด้วยธรรมชาติของไวรัสทำให้ผู้ป่วยโควิด-19 ต้องโดดเดี่ยว ทั้งๆ ที่กายก็ป่วย ทำให้ใจก็อ่อนแอ

การดูแลแบบที่เราเห็นๆ กันชวนให้เปิ้ลคิดว่า มันจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไปไหม 

เปิ้ลยกตัวอย่างว่าเวลาใครตรวจแล้วเจอว่าเป็นโควิด-19 คนรอบข้างจะหวาดกลัว ใครๆ ก็ถอยห่าง และอาจโดนรับตัวให้อยู่โรงพยาบาลทันที หลังจากนั้นผู้ป่วยก็จะไม่เจอใครไปสักพัก นอกจากมนุษย์ที่แต่งตัวเหมือนนักบินอวกาศ 

ในขณะที่ถ้าผู้ป่วยอยู่บ้านและเข้าระบบ Home Isolation ได้ ก็จะได้อยู่ในโลกปกติ

เปิ้ลเล่าว่า “มีเคสคุณยายที่ป่วยติดเตียงเป็นโควิด ลูกสาวที่ดูแลใกล้ชิดมาตลอดมาขอชุด PPE จากเรา เราก็ทักว่าคุณดูแลคุณแม่มาใกล้ชิดขนาดนี้ เราคิดว่ายากมากที่จะไม่ติด ใส่ชุด PPE ไปก็ไม่น่าจะช่วย จะทำให้คุณแม่จะนึกว่ามีนักบินอวกาศมาดูแลเสียเปล่าๆ ให้แม่เห็นว่าลูกสาวมาดูแลน่าจะดีกว่า

“คนที่สุขภาพแข็งแรง ไม่ได้มีโรคที่มีความเสี่ยง อย่างเบาหวาน ความดัน เราก็สามารถเพิ่มภูมิ ลดโอกาสจะติดเชื้อไวรัส และอยู่บ้านร่วมกับผู้ป่วยอย่างระมัดระวังได้” เปิ้ลชวนคิด 

อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ใจไม่สั่นไหวจนเกินควร เมื่อรู้ว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวติดโควิดคือการเตรียมใจ วางแผนซ้อมใหญ่ว่าถ้าหากติดโควิดแล้วเราจะเตรียมอะไรบ้าง จะให้ผู้ป่วยอยู่ห้องไหน แยกใครไว้ที่ไหนบ้าง จะต้องโทรเบอร์อะไรบ้าง ต้องกินยาอะไรบ้าง 

เปิ้ลบอกว่า “อยากเปรียบเทียบเหมือนตอนที่จะคลอดลูก หมอจะบอกให้จัดกระเป๋าที่มีของจำเป็นเตรียมไว้ มีเบอร์หมอเตรียมไว้ เมื่อมันเกิดขึ้นจริงเราจะได้เห็นภาพเป็นขั้นตอน”

จิตอาสาที่ Homerun 1+1 เคยสำรวจว่า อะไรคือสิ่งที่คนไข้อยากทำมากที่สุดหลังจากหายป่วย ผลการสำรวจออกมาว่า ‘การกินหมูกระทะ’ คือสิ่งที่คนอยากทำมากที่สุด

มองอย่างนักการตลาดอาจจะทำแคมเปญโปรโมชันลด แลก แจก แถมหมูกระทะ แบบส่งทั้งหมูและกระทะฟรีถึงบ้าน 

แต่มองอย่างนักวิจัยเชิงลึก เปิ้ลบอกว่า “มันสื่อถึงการได้กลับมาอยู่ร่วมกัน และได้ทำกิจกรรมร่วมกันของคนในครอบครัว 

“เขามองว่ามันเป็นการฉลองชีวิต”

1+1 

1+1 เท่ากับเท่าไหร่ ?

“1 คือคนที่มีเจตนารมณ์จะเพิ่มปัจจัยบวกเข้าไปในสถานการณ์นี้ และเจตนารมณ์ที่ว่ามันมีพลังมากจนทำให้มีอีก 1 คนหรือมากกว่ายกมือขึ้นมาร่วมกับเรา

“แต่ถ้าเราไปควบคุมหรือคาดหวังผลลัพธ์เมื่อไหร่เราจะแพ้”

เปิ้ลบอกเราด้วยเชื่อว่า เวลาตั้งใจจะทำอะไรเราทำได้แค่บวก แต่จงอย่าไปกะเกณฑ์กับผลลัพธ์ที่จะได้

หรือจะมองว่า 1+1 เป็นมิติจิตอาสากับผู้ป่วยก็ได้ แต่ผลลัพธ์คือเท่าไหร่อันนี้ก็ป่วยการจะไปตั้งความหวังด้วยเหมือนกัน

เปิ้ลบอกว่า “เราทำได้แค่เติมปัจจัยบวกให้กับผู้ป่วยแต่เขาจะตอบสนองแค่ไหน หรือผลลัพธ์ด้านสุขภาพเขาจะเป็นอย่างไรมันก็เกินอำนาจที่เราจะไปควบคุม”

“ทีมจิตอาสาของเราต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่า มันไม่ใช่งานที่เราต้องไปบีบบังคับให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราคาดหวัง เราจะเอาภาพที่ต้องการแล้วไปบังคับให้เขากินยาแบบที่เราบอกมันไม่ได้ 

“คนป่วยแต่ละคนเขาก็มีพื้นฐานร่างกาย ความเชื่อ และจังหวะชีวิตแบบของเขา เราอาสาเข้ามาช่วย จงให้ใจที่จะเดินไปพร้อมกับเขา” 

อะไรคือเรื่องที่ยากที่สุดในการทำจิตอาสา ?

นักกิจกรรมตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยอย่างเปิ้ลตอบว่า “การทำจิตอาสาทำให้เราได้เตือนตัวเองให้ทำตัวเล็กลง ต้องเคารพคนที่เข้ามาอาสาร่วมทาง แล้วก็ต้องยอมที่จะไม่ได้ดั่งใจทุกเรื่อง ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน และเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่าเขาอาสาเข้ามา เขามีจังหวะชีวิตของเขา และเราควบคุมทุกอย่างไม่ได้”

เปิ้ลชวนให้คิดว่าในสังคมที่เรามีคนใจดีเยอะมากพอๆ กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ปริมาณงานหรือตัววัดผลในการทำความดี แต่อยู่ที่ความปรารถนาดีที่เราจะหยิบยื่นให้กัน

แม้ภารกิจยังไม่จบ แต่เปิ้ลก็บอกว่ารู้สึกอิ่มใจกับภารกิจจิตอาสาขนาดเล็กนี้แบบเต็มหัวใจ 

“ขอบคุณสองพันกว่าครอบครัวที่อนุญาตให้เราได้เข้าไปในบ้านเขาผ่านรูปผ่านบทสนทนา ได้เห็นเรื่องราวของเขา จากที่เป็นคนแปลกหน้า ก็มาเปิดใจเล่าเรื่องความรู้สึกที่ลึกๆ ให้เราฟัง” 

เปิ้ลบอกว่า “วันนี้เรามีลูกเคสประมาณสี่สิบครัวเรือนต่อวัน เทียบกับสิบเจ็ดล้านครัวเรือนทั่วประเทศมันเล็กน้อยมาก ถ้าวันหนึ่งเงินบริจาคหมด หรือคนไข้หมดเราก็ต้องเลิก เราคงไม่ไปต่อสู้เพื่อจะทำต่อไปเรื่อยๆ”

Homerun 1+1 ไม่ได้ตั้งใจจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลก แต่มีเจตนารมณ์ตั้งใจให้คนพ้นจากทุกข์ แม้จะรู้ว่าการเห็นคนอื่นทุกข์แล้วเก็บมาทุกข์จนอยากจะลุกขึ้นมาจัดการมัน นั่นก็เป็นการพยายามจะควบคุมผลลัพธ์ในรูปแบบหนึ่ง 

“แต่มันเป็นธรรมชาติ เราปล่อยมันไป เดี๋ยวเราก็เรียนรู้ เราไม่ต้องไปตั้งเป้าว่าจะให้ใครมาบอกว่าเราเป็นคนดี แต่เจตนารมณ์ที่เรามี มันจะเปลี่ยนเรา” เปิ้ลกล่าวอย่างนักวิจัยที่รู้จักใจด้วยเอง

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load