ชีวิตดิฉัน (นั่งรถ) ผ่านโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ไปโรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส… แล้วเลี้ยวเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนไปคณะบัญชีฯ ดิฉันไม่รู้ตัวเลยว่าทั้งสามอาคารที่ผ่านในชีวิตนี้มีสิ่งร่วมกันอย่างหนึ่ง นั่นคือใช้สีทาอาคารแบรนด์เดียวกัน 

“หากใช้เครื่องสำอางที่ไม่ดี เพียงเหงื่อออกนิดเดียวเครื่องสำอางก็ไหลย้อยทำหน้าเยิ้มแล้ว สีที่ไม่ดีก็เหมือนกัน บางบ้านสวยอยู่ปีเดียว พอหลังปีใหม่ก็หมดสวยแล้ว” คุณวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) เปิดบทสนทนาด้วยการเปรียบเทียบสีทาบ้านกับสิ่งที่สาวๆ อย่างเราสนใจ 

12 เรื่องราวของ Nippon Paint ผู้ผลิตสีเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นที่มีอายุกว่า 139 ปี, คุณวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย)

“ทำไมบ้านถึงหมดสวย หลังช่วงวันปีใหม่คะ” 

“เพราะเวลาดึงพวกริบบิ้นสายรุ้งออก สีก็จะหลุดเป็นแผ่นๆ ออกมาด้วย ทำให้ผนังบ้านเอย เพดานเอย ดูเป็นด่างๆ บ้านจึงสวยได้แค่ปีเดียว นั่นคือข้อเสียของการใช้สีที่ไม่มีคุณภาพครับ” 

กี่ครั้งกัน ที่เราพิงผนัง แล้วมีรอยแป้งขาวๆ ติดมากับเสื้อ

กี่ครั้งกัน ที่เผลอจับกำแพง แล้วมีแผ่นสีหลุดติดมือมาด้วย 

สีที่ดี เปรียบเสมือนเครื่องสำอางคุณภาพดี สีดีๆ จะเรียบ เนียน ติดทนนาน และทำให้บ้านสวยไปอีกยาวนาน 

มาเรียนรู้ปรัชญาการทำธุรกิจแบบยั่งยืนและจริงใจ จากบริษัทสีที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นไปด้วยกัน

12 เรื่องราวของ Nippon Paint ผู้ผลิตสีเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นที่มีอายุกว่า 139 ปี, คุณวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย)

1. อดีตผู้ผลิตผงลดการระคายเคืองผิว สู่บริษัทสีเจ้าแรกในญี่ปุ่น

นิปปอนเพนต์ก่อตั้งเมื่อร้อยกว่าปี โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการทำแป้งทาหน้าที่ปลอดสารตะกั่วเมื่อ ค.ศ. 1878 ในยุคนั้น ผู้หญิงญี่ปุ่นผิวแพ้ตะกั่วเป็นจำนวนมาก Mr. Jujiro Moteki ผู้ก่อตั้งของนิปปอนเพนต์ จึงพยายามคิดค้นซิงค์ออกไซด์ซึ่งช่วยปกป้องผิวจากอาการระคายเคือง 

โมเตคิประสบความสำเร็จในการสกัดผงซิงค์ออกไซด์นี้ และส่งจำหน่ายแก่ผู้ผลิตเครื่องสำอาง ตลอดจนร้านขายยา  หลังจากสั่งสมเงินทุนได้ โมเตคิจึงเริ่มค้นคว้าเรื่องสีทาอาคาร เนื่องจากสังคมญี่ปุ่นเริ่มเปิดรับอารยธรรมตะวันตก และมีการก่อสร้างอาคารโดยใช้อิฐและคอนกรีตมากยิ่งขึ้น 

2. เราจะพัฒนาสีที่ทัดเทียมกับตะวันตกให้ได้

สมัยยุคเมจิ (ช่วงรัชกาลที่ 5) ความต้องการสีทาอาคารแบบตะวันตกได้รับความนิยมสูงมาก พ่อค้าญี่ปุ่นหลายคนแอบเปิดกระป๋องสีที่นำเข้าจากต่างประเทศ นำสีมาเจือจาง และส่งขายเพื่อทำกำไร 

นั่นเป็นจุดที่ทำให้โมเตคิตั้งปณิธานว่า ตนจะมุ่งมั่นพัฒนาสีทาอาคารที่มีคุณภาพทัดเทียมกับสีนำเข้าจากตะวันตกให้ได้ โดยไม่ทำตามพ่อค้าเจ้าอื่น ในที่สุด ค.ศ.​ 1880 โมเตคิก็พัฒนาสีทาอาคารได้สำเร็จ หลังจากนั้นกองทัพเรือญี่ปุ่นก็ติดต่อให้โมเตคิช่วยพัฒนาสีสำหรับทาเรือ และก่อตั้งนิปปอนเพนต์ที่เมืองโตเกียวใน ค.ศ. 1881 บริษัทเติบโตมาเรื่อยๆ จนก้าวเข้าสู่ปีที่ 139 ในปีนี้ (ค.ศ.​ 2020)

3. เพราะคุณภาพสีมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เราจึงต้องยิ่งรักษาจรรยาบรรณ

จากเรื่องราวของผู้ก่อตั้งชาวญี่ปุ่น แม้ข้ามทะเลมาเปิดธุรกิจที่ไทย แนวคิดดังกล่าวก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง

สินค้าแบบสีกระป๋อง แม้เปิดฝา ดมกลิ่น สังเกตสี เป็นเรื่องยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างสีมีคุณภาพกับสีที่ไม่ได้คุณภาพ เพราะเป็นสิ่งที่ยากต่อการมองเห็นด้วยตาเปล่า เจ้าของบ้านจะรู้อีกทีว่าสีที่ทาบ้านตนคุณภาพไม่ดี ก็ต่อเมื่อเวลาผ่านไปเพียง 1 – 2 ปี จนเมื่อเห็นว่าสีหลุดลอกเป็นแผ่นๆ หรือสีเสื่อมคุณภาพเป็นฝุ่นผงติดมือมา

ในช่วง 2 – 3 ปีนี้ นิปปอนเพนต์ใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการศึกษาความต้องการและเข้าใจปัญหาของลูกค้า ปรับปรุงสินค้า และตั้งใจ ‘ยกระดับ’ ทั้งวงการอุตสาหกรรมก่อสร้าง 

“สิ่งที่เราอยากสื่อออกไป คืออยากให้ผู้ผลิตสีรักษาจรรยาบรรณที่มีต่อผู้บริโภค ในฐานะที่เราเป็นคนคุมเทคโนโลยี เพราะความรู้เรื่องเคมีภัณฑ์ค่อนข้างเป็นเรื่องไกลตัวของผู้บริโภค ผู้ผลิตต้องมีมาตรฐาน มีความซื่อสัตย์” 

นิปปอนเพนต์สร้างทีมงานไปสำรวจความต้องการของลูกค้า เพื่อเข้าใจลูกค้าจริงๆ ทั้งวิธีการสร้างอาคาร ลักษณะรูปแบบการอยู่อาศัย และนำข้อมูลเหล่านี้กลับมาพัฒนาปรับปรุงสินค้า

นอกจากนี้ บริษัทยังพยายามให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานสีที่ถูกต้อง ผ่านการจัดสัมมนาให้สถาปนิก ผู้ออกแบบ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนผู้รับเหมาก่อสร้าง เพื่อช่วยขับเคลื่อนและร่วมพัฒนาวงการอุตสาหกรรมก่อสร้างไปด้วยกัน

4. การจัดอบรมสัมมนาที่ไม่ได้เน้นไปที่การขายของ 

ในงานสัมมนาจะมีการอธิบายเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการก่อสร้างสมัยใหม่ ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นหากใช้สีผิดประเภท แนวทางแก้ไขปัญหา ตลอดจนเทคนิคการเลือกสีและทาสี 

ผู้ออกแบบบางคนอาจสนใจว่าจะใช้สีเฉดไหนอาคารถึงจะสวย แต่ไม่ทราบมาก่อนว่าการออกแบบระบบสีให้กับอาคาร 70 ชั้น กับสีที่ใช้กับบ้าน 2 ชั้นนั้น มีวิธีการเลือกสีที่แตกต่างกันมาก นิปปอนเพนต์ได้ถ่ายทอดวิธีการเลือกระบบสีให้เหมาะกับโครงสร้างอาคารแก่ผู้ออกแบบ และอยากให้มองไกลเกินกว่าแค่ความสวยงาม เช่น ความทนทาน ระบบสีที่เหมาะกับสภาพอากาศหรือพื้นที่ตั้งของอาคาร

ส่วนช่างทาสีจะได้เรียนเทคนิคต่างๆ ในการทำงานสี เช่น ทาสีอย่างไรให้ถูกต้องเหมาะกับพื้นผิวแต่ละประเภท อุปกรณ์ทาสีและเครื่องมือต่างๆ ตลอดจนวิธีการคำนวณต้นทุนที่ถูกต้อง ทั้งหมดก็เพราะมุ่งหวังที่ให้ความรู้กับคนในวงการ ในหัวข้อ เช่น เทคโนโลยีใหม่ เทรนด์ของอุตสาหกรรมก่อสร้าง การทำงานสี การแก้ปัญหาสี การใช้งานที่ถูกต้อง ไม่ได้เน้นไปที่การขายหรือจูงใจให้มาซื้อสินค้า มีเพียงบูทด้านหน้างานเล็กๆ

5. ยิ่งเผยแผ่ความรู้ ยิ่งต้องพัฒนาความรู้ 

หากจัดงานโดยไม่เน้นยอดขาย แล้วนิปปอนเพนต์ได้อะไรจากการทำสิ่งนี้ 

“การที่เราเป็นผู้ริเริ่มอะไรใหม่ๆ แล้วเราสอนพนักงานให้มีความรู้ พนักงานถ่ายทอดให้ลูกค้าต่อไปได้ ความรู้เป็นเรื่องที่ยิ่งให้ยิ่งได้ ไม่ติดที่ใครจะเอาไปบอกต่อ สอนต่อ เราเชื่อว่าหากเรายิ่งให้ เราจะยิ่งเก่ง” คุณวัชระตอบในทันที

ยิ่งเผยแผ่ความรู้ ยิ่งต้องพัฒนาความรู้ และสั่งสมความรู้ไว้เผยแผ่ต่อ นิปปอนเพนต์จะหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้ ทางบริษัทจึงพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกมาเสมอ เช่น สียับยั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย สีตกแต่งพิเศษ

หากอุตสาหกรรมแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและคุณภาพสินค้า ทำธุรกิจแบบยั่งยืนและเน้นความจริงใจ ลูกค้าที่สร้างบ้าน ซื้อคอนโดมิเนียม ก็จะได้ของดี มีคุณภาพ การแข่งขันอย่างสร้างสรรค์และสร้างประโยชน์ให้ลูกค้านี้เองที่นิปปอนเพนต์เชื่อว่าจะช่วยยกระดับวงการ และทำให้ทุกคนเติบโตไปด้วยกัน 

6. สีที่ ‘เข้าใจ’ ลูกค้ามากที่สุด

เพราะทุกคนมีความชอบและความต้องการที่ต่างกัน 

บางคนชอบความแปลกใหม่ อยากเปลี่ยนสีอาคารบ่อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้สีที่มีอายุการใช้งานนานๆ ซึ่งทางบริษัทก็มีสีที่ตอบโจทย์กับทุกอายุการใช้งานตามความต้องการของลูกค้า

บางคนมีสมาชิกครอบครัวที่เป็นโรคทางเดินหายใจหรือภูมิแพ้ นิปปอนเพนต์ก็มีสี AirCare ที่สามารถฟอกสารพิษอันตรายในอากาศ ไม่ระคายเคืองตา ผิวหนัง เนื้อเยื่อทางเดินหายใจ ไม่ฉุน ทาแล้วเข้าอยู่ได้เลย

บางครอบครัวมีเด็กเล็ก เผลอนิดเดียวก็คว้าดินสอสีไประบายบนผนังเสียแล้ว ทางบริษัทก็มีสีรุ่นที่เช็ดล้างคราบออกได้ง่าย ตลอดจนยับยั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่ติดบนผนังได้ ช่วยให้ลูกน้อยสนุกและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ไม่ว่าลูกค้ามีความต้องการอย่างไร สีนิปปอนเพนต์จะมีสินค้าตอบโจทย์ทุกความต้องการ และยังเป็นผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมส่งมอบสินค้าและบริการในทุกโซลูชัน (Solutions) เพื่อตอบสนองลูกค้าให้ดีที่สุด

12 เรื่องราวของ Nippon Paint ผู้ผลิตสีเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นที่มีอายุกว่า 139 ปี, คุณวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย)

7. สีที่รวบรวมเทคโนโลยีสะอาด

สีรุ่นหนึ่งที่นิปปอนเพนต์ภูมิใจ คือสี Nippon Paint AirCare ซึ่งพัฒนามาจากความตั้งใจที่ว่า เราอยากมอบความปลอดภัยให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นสีที่รวบรวมเทคโนโลยีสะอาด ไร้กลิ่นปลอดภัย หมดกังวลเรื่องสารระเหยที่เป็นพิษ

คุณสมบัติหนึ่งที่สำคัญคือ การยับยั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรียบนผนัง ด้วยเทคโนโลยีซิลเวอร์ไอออน (Silver Ion Technology) ซึ่งหยุดการแพร่พันธุ์และส่งผลให้เชื้อเหล่านี้ตายไป ทางบริษัทได้ทดสอบกับเชื้อไวรัสและพิสูจน์ว่าฆ่าไวรัสกลุ่มโคโรนาที่มักเป็นเหตุของไข้หวัดได้ และมีสายพันธุ์เดียวกับโคโรนาไวรัส (COVID-19) ที่กำลังระบาดในตอนนี้  บริษัทไม่เคยหยุดค้นคว้าและพัฒนา เพื่อเป็นสีที่เข้าใจและตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด

(หมายเหตุ : ยังไม่มีผลทดสอบการยับยั้ง COVID-19 เนื่องจากเป็นไวรัสที่ถูกควบคุม)

8. Smart Painter

เหตุผลที่ทำให้การทาสีบ้านใหม่หรือการปรับปรุงบ้านสร้างความกังวลใจแก่เจ้าของบ้าน ส่วนใหญ่หนีไม่พ้นเรื่องช่างขาดความชำนาญในเรื่องสี ไม่เข้าใจปัญหาที่เกิดกับสีบนผนัง ทำให้ต้องแก้งานหลายรอบ

นิปปอนเพนต์เห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้คัดเลือกทีมช่างที่มีมาตรฐานและผ่านการอบรมของบริษัท เพื่อให้ได้งานที่มีคุณภาพและตรงใจลูกค้ามากที่สุด เป็นตัวกลางในการช่วยหางานให้กับทีมช่างที่ร่วมโครงการ Smart Painter Program โดยทางนิปปอนเพนต์จะแนะนำลูกค้าให้กับช่างที่ผ่านการอบรมและผ่านเกณฑ์มาตรฐานการให้บริการของนิปปอนเพนต์

เจ้าของอาคารก็ได้ช่างที่มีคุณภาพ ไว้วางใจได้ ไม่ต้องเสียเวลาหาช่าง และได้ผลงานที่เรียบร้อย

ช่างและผู้รับเหมาก็มีรายได้เพิ่มขึ้น

9. วิธีดูแลควบคุมคุณภาพของช่างที่ฟังแล้วอยากได้มาทาสีที่บ้าน

หน้าที่ของนิปปอนเพนต์คือการเป็นตัวกลางแนะนำ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ทั้งลูกค้าและช่างที่ร่วมโครงการ โดยก่อนจะเป็นช่างที่ผ่านโครงการได้ เขาจะต้องพบกับการอบรมที่ลงรายละเอียดอย่างที่สุดในทุกขั้นตอนตามมาตรฐาน

ความเนี้ยบ (เฮี้ยบ!?) ของโครงการ Smart Painter นี้มีตั้งแต่ การห้ามช่างสูบบุหรี่ในพื้นที่ทำงาน การสวมชุดยูนิฟอร์มปฏิบัติงานด้วยความเรียบร้อย การห้ามช่างแอบนอนยามบ่าย ซึ่งช่างที่เข้าโครงการก็ยินดีปฏิบัติตาม เพราะล้วนเป็นประโยชน์ต่อตัวช่างเอง

พวกเขาได้เรียนรู้วิธีการทำงานที่เป็นระบบและมืออาชีพ เช่น การตรวจสอบสภาพพื้นผิวก่อนทาสี พร้อมกรอกใบยืนยัน (คล้ายเวลานำรถไปเข้าศูนย์บริการ) การแก้ไขปัญหาและทาสีที่ถูกต้องตามระบบสี รวมถึงมีขั้นตอนการส่งมอบห้อง ได้เรียนรู้วิธีการคำนวณค่าสี ค่าแรง ตลอดจนกะได้ว่าพื้นที่เท่าไหร่ จะใช้เวลาทาสีประมาณกี่วัน ทาสีอย่างไรให้ถูกวิธี การอบรมเหล่านี้ทำให้ช่างมีความรู้ความสามารถมากขึ้น และคำนวณต้นทุนกำไรได้ดีขึ้น

จุดหนึ่งที่ลูกค้าส่วนใหญ่ประทับใจเป็นอย่างยิ่ง คือช่างของ Smart Painter จะช่วยดูความเรียบร้อยของพื้นที่ มีแผ่นพลาสติกมาคลุมเฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งของในบ้านให้อย่างดี เพื่อกันไม่ให้สีกระเด็นโดนสิ่งของในบ้าน ความใส่ใจในรายละเอียดและความเป็นมืออาชีพนี้เองที่ทำให้ช่าง Smart Painter ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้า

12 เรื่องราวของ Nippon Paint ผู้ผลิตสีเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นที่มีอายุกว่า 139 ปี, คุณวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย)
12 เรื่องราวของ Nippon Paint ผู้ผลิตสีเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นที่มีอายุกว่า 139 ปี, คุณวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย)

10. เราคือผู้เชี่ยวชาญด้านสีที่จริงใจ

ร้อยละ 90 ของคนทั่วไปอยู่ในอาคาร ไม่ว่าจะเป็นบ้าน สำนักงาน หรือห้างสรรพสินค้า หากอาคารมีระบบถ่ายเทอากาศไม่ดีจะมีฝุ่นสะสมในอากาศสูง และในอาคารอาจมีสารระเหยอันตรายในอากาศ (VOCs) ที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ 

คุณสมบัติของสีที่ปลอดภัย คือสีที่สามารถฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ (อย่างสารพิษอันตรายฟอร์มัลดีไฮด์) ช่วยยับยั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย และต้องไม่ปล่อยสารพิษหรือสารระเหยที่เป็นอันตรายด้วย

หนึ่งในทีมงานเราที่เป็นโรคภูมิแพ้ก็เปรยๆ ขึ้นมาว่า คงถึงเวลาทาสีห้องใหม่สักที

ปัจจุบัน สีทาอาคารที่คุณภาพดีทำให้ชีวิตเราปลอดภัยยิ่งขึ้น ที่สำคัญ ไร้กลิ่น แห้งไว เข้าอยู่ได้ทันที หากต้องการทาสี ก็มีบริการช่วยหาช่างที่มีมาตรฐาน

การทาสีไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่เราคิดอีกต่อไป 

เราถามแบรนด์ว่า หากสรุปนิปปอนเพนต์เป็นหนึ่งประโยค พวกเขาจะเป็นอะไร

และนี่คือคำตอบอันถ่อมตน จากแบรนด์สีที่เก่าแก่เป็นอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น “เราคือคนที่เข้าใจและรู้ถึงปัญหา เป็นผู้เชี่ยวชาญที่จริงใจและพร้อมจะเป็นพาร์ตเนอร์ช่วยเหลือคุณในทุกปัญหาเรื่องสี”

12 เรื่องราวของ Nippon Paint ผู้ผลิตสีเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นที่มีอายุกว่า 139 ปี, คุณวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย)

ข้อมูลเพิ่มเติม

1. อ่านข้อมูลเกี่ยวกับสี AirCare ได้ที่ aircare.nipponpaintdecor.com/

2. อ่านข้อมูลเกี่ยวกับบริการ Smart Painter ได้ที่ smartpainter.nipponpaintdecor.com/

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

30 พฤศจิกายน 2564
2.62 K

โทรศัพท์มือถือ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เตาอบ เครื่องปรับอากาศ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ารอบตัวที่เราเห็นกันเป็นประจำทุกวัน และเมื่อพูดถึงสินค้าเหล่านี้ เชื่อว่าหนึ่งในแบรนด์ที่ทุกคนน่าจะนึกขึ้นมาในหัวเป็นอันดับแรกก็คงหนีไม่พ้น Samsung

Samsung หรือ ซัมซุง เป็นชื่อภาษาเกาหลี 

삼 (sam) แปลว่า สาม และยังหมายถึง ใหญ่ แข็งแรง นับเป็นเลขที่คนเกาหลีชื่นชอบ 

성 (sung) แปลว่า ดวงดาว และยังหมายถึง แสงสว่าง อยู่สูง และระยิบระยับแวววาว

เมื่อสองคำนี้ถูกนำมาประกอบกัน จึงออกมาเป็นคำว่า Samsung แฝงความหมายถึงความหวังในการประสบความสำเร็จ ตามวิสัยทัศน์ของคุณ อี บยอง ชอล (Lee Byung-chull) ที่อยากให้บริษัทของเขากลายมาเป็นบริษัทที่ทรงพลังและยั่งยืนเฉกเช่นดวงดาวในค่ำคืน

เป็นเวลากว่า 80 ปีที่ Samsung ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์นั้น พร้อมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ และนวัตกรรมที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราออกมามากมาย เพื่อเป็นบริษัทที่ดีทั้งสำหรับผู้คนและโลกใบนี้

นิยามความสำเร็จของแบรนด์คือการที่ได้ดูแลคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พนักงาน พาร์ตเนอร์ หรือสังคมอย่างดีที่สุด นั่นคือสิ่งที่ทำให้ Samsung โดดเด่นและก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ระดับแนวหน้าของโลกได้ จนในวันนี้ แม้กระทั่งนิตยสาร Forbes ก็ยังยกให้เป็น ‘นายจ้าง’ ที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2021

เล่ามาถึงตรงนี้ The Cloud มีนัดกับ คุณจักรกฤษณ์ ศรีเงินยวง รองประธานบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด (โรงงานศรีราชา) เพื่อค้นหาเบื้องหลังการเติบโตของยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีที่อยู่คู่คนไทย และกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตประจำวันของเราสะดวกสบายขึ้นมาอย่างยาวนาน

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

1. ณ วันแรกที่ไม่ได้เริ่มต้นจากสินค้าเทคโนโลยี

เมื่อพูดถึง Samsung หลายคนคงนึกถึงสินค้าเทคโนโลยีหลากหลายชนิด ทว่าในวันที่บริษัทก่อตั้ง แบรนด์นี้ไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยี 

บริษัทก่อตั้งขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1938 โดยประธาน อี บยอง ชอล ณ เมืองแทกู ประเทศเกาหลีใต้ ด้วยเงินเพียง 30,000 วอน เริ่มจากการเป็นร้านขายของชำที่เน้นการส่งออกสินค้า เช่น ปลาแห้งเกาหลี ผัก และผลไม้ แต่เส้นทางก็ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายปีก่อนย้ายมาตั้งบริษัทอีกครั้งในเมืองซูวอนเมื่อ ค.ศ. 1951 โดยดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งทอ จนได้มาเป็นโรงงานสิ่งทอที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้

เมื่อถึง ค.ศ. 1969 ซึ่งเป็นปีที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมของโลกรุดหน้าอย่างก้าวกระโดด Samsung จึงก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เต็มตัว 

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด
เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

2. เป้าหมายของ Samsung คือทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้

Samsung ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยผู้คนให้บรรลุในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Do What You Can’t ซึ่งแม้จะผ่านไปนานกว่าครึ่งศตวรรษ ก็ยังคงทุ่มเทคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง

ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นเทคโนโลยี Code Division Multiple Access (CDMA) ที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือมาจนถึงทุกวันนี้ การคิดค้นโทรทัศน์ดิจิทัล นาฬิกาอัจฉริยะ ไปจนถึงโทรศัพท์ MP3 ในช่วง ค.ศ. 1996 – 1999 เป็นบริษัทแรกของโลก ซึ่งทำให้หลายสิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้ กลายมาเป็นสิ่งที่เราใช้กันอย่างคุ้นชินในชีวิตประจำวัน ดังปณิธานของบริษัทเสมอมา 

หัวใจในการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีของแบรนด์ คือ การสร้างอนาคตโดยมีผู้คนเป็นแรงบันดาลใจ (Inspired by Humans, Creating the Future) ด้วยเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์จึงไม่ใช่แค่สินค้า แต่เป็นช่องทางที่บริษัทใช้สื่อสารเรื่องราว ปรัชญา วัฒนธรรม และเทคโนโลยี โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างคุณค่าและความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับชีวิตของผู้คน

อย่างเช่นในโทรศัพท์ Samsung Galaxy S10 ออกแบบโดยคำนึงตั้งแต่ขอบของโทรศัพท์ให้มีความโค้งมน ผู้ใช้จะได้ถือง่ายและสบายที่สุด ไปจนถึงศึกษาการเคลื่อนไหวของนิ้วมือ เพื่อให้มั่นใจว่าฟังก์ชันต่างๆ ของโทรศัพท์จะถูกใช้งานอย่างสะดวกที่สุด

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

3. คนและเทคโนโลยีคือหัวใจของการทำธุรกิจ

คนและเทคโนโลยี คือ 2 สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นปรัชญาในการทำธุรกิจของ Samsung แบรนด์ให้ความสำคัญกับ 2 สิ่งนี้เป็นหลัก เพื่อที่จะทุ่มเทความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยี สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่เหนือกว่า อีกทั้งสร้างสังคมที่จะทำให้โลกดีขึ้นได้ในที่สุด 

เพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น สิ่งที่ Samsung ยึดถือในการดำเนินธุรกิจมีอยู่ 5 อย่างคือ คน ความเป็นเลิศ การเปลี่ยนแปลง ความซื่อสัตย์ และการเติบโตร่วมกัน 

เพราะบริษัทสร้างขึ้นจากคน ดังนั้นจึงทุ่มเทการพัฒนาคน และใช้แพสชันในการสร้างความเป็นเลิศ เพื่อตอบรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นปกติในโลกอุตสาหกรรม และปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของตลาด ในขณะที่ยังคงดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม มีความเคารพและโปร่งใส ตลอดจนรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

4. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงานโรงงาน

การพัฒนาคนคือหัวใจสำหรับ Samsung และเป็นสิ่งที่ทำให้บริษัทเติบโตขึ้นได้ตลอดเวลา

“เราไม่เคยหยุดพัฒนาเรื่องคน เช่น เรื่องการฝึกอบรม เรามองว่าการพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของคนคือการแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการฝึกอบรมในประเทศหรือต่างประเทศ การส่งคนไปทำงานในบริษัทแม่ที่เกาหลี หรือการที่บริษัทแม่ส่งคนมาทำงานกับเรานั้น มีการแลกเปลี่ยนอยู่เสมอ เพื่อที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แล้วก็ถ่ายทอดการทำงานในสิ่งที่เราไม่รู้ รวมถึงวัฒนธรรมในการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร วัฒนธรรมของประเทศด้วย”

อย่างบริษัทไทยซัมซุง ได้ตั้งงบประมาณกว่า 10 ล้านบาทในแต่ละปีเพื่อพัฒนาบุคลากร โดยสนับสนุนคอร์สเรียน ตั้งแต่คอร์สเฉพาะทางไปจนถึงคอร์สสำหรับการบริหาร ด้วยเหตุนี้ พนักงานจึงมีทักษะและความคล่องตัวสูง สามารถออกแบบและประยุกต์นวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว จึงรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงและวิกฤตต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

และโรงงานผลิตในประเทศไทย ยังมีระบบออโตเมชันที่ออกแบบโดยพนักงานไทย (ตั้งแต่ระดับ ปวส. ถึงระดับวิศวกร) ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และมีระบบมอนิเตอร์การทำงานของเครื่องจักรและหุ่นยนต์ที่ออกแบบโดยคนไทย

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

5. โรงงานของ Samsung ไม่เคยเหมือนเดิม

ระหว่างบทสนทนา มีสิ่งหนึ่งน่าสนใจที่ผู้บริหารท่านนี้บอกเรา 

“เอาง่ายๆ ถ้าไม่ได้มาโรงงานสักเดือนหนึ่ง ท่านจะเห็นความแตกต่าง” แม้แต่ในโรงงาน Samsung ก็ยังยึดมั่นความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีให้ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ “เราจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอด เพราะเราไม่ได้ถือว่าสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันดีที่สุด ถ้าน้องๆ ในพื้นที่ทำงานจริง เขาคิดว่าเขาทำอะไรให้เกิดความสะดวกสบาย หรือทำงานได้ดีกว่าเดิม มีประสิทธิภาพดีกว่า มีคุณภาพดีกว่า เขาก็จะเอาไอเดียตรงนี้มาเพื่อปรึกษากับทีมงาน แล้วทุกๆ ส่วนจะเข้าไปร่วมกันแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างสรรค์กระบวนการใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ขึ้นมา ทำให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่องอยู่จนถึงปัจจุบัน”

บริษัทมีการจัดการแข่งขันนวัตกรรมระหว่าง 5 โรงงานที่ผลิตสินค้าแต่ละชนิด ได้แก่ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เตาอบ และเครื่องปรับอากาศ ในทุกๆ สัปดาห์ โดยในสายการผลิตของแต่ละโรงงานมีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่าง ส่วนที่แตกต่างกันก็นำมาเปรียบเทียบกระบวนการกันได้ 

“เพราะฉะนั้น ในกิจกรรมนวัตกรรมประจำสัปดาห์ที่เราทำ เราจะได้เรียนรู้และแบ่งปันข้อมูล มีการพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ เหมือนที่ทุกวันนี้เขาพูดว่าขิงกันไปเรื่อยๆ ผมเลยการันตีได้ว่า หนึ่งเดือนที่ไม่ได้เข้ามาดูโรงงาน จะมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน” 

ในกรณีที่สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ดีขึ้นมาได้ ก็จะแบ่งปันข้อมูลกับโรงงานในเครืออื่นๆ ในอีก 28 ประเทศทั่วโลก เพื่อที่บริษัทจะได้ไอเดียจากหลากหลายประเทศมาปรับปรุงกระบวนการ ในขณะที่โรงงานอื่นๆ ก็ได้ไอเดียจากบริษัทไทยซัมซุงเช่นเดียวกัน 

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

6. ใครๆ ก็สร้างนวัตกรรมได้

ไม่ว่าจะเป็นพนักงานโรงงานหรือผู้บริหาร ทุกคนสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมาได้ทั้งสิ้น ซึ่ง Samsung เริ่มต้นปลูกฝังค่านิยมนี้ให้แก่พนักงานโดยการจัดกิจกรรมขึ้นมา 

“เมื่อก่อนเรามีกิจกรรมเสนอแนะ เพื่อรับข้อเสนอแนะจากพนักงานทุกระดับ โดยโปรโมตว่า หนึ่งข้อเสนอแนะฉันให้ยี่สิบบาท เช่น ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณทำงานไม่ปลอดภัย คุณไปเขียนมา แล้วเสนอมาว่าถ้าจะทำงานให้ปลอดภัยมากขึ้น ต้องทำยังไง ปรับปรุงอะไร แล้วทีมต่างๆ ก็จะเข้าไปดูแลในส่วนที่เขารับผิดชอบ ก็เลยเกิดการสร้างนวัตกรรม มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ซึ่งทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร” 

สิ่งเหล่านี้ช่วยปลูกฝังให้พนักงานทุกส่วนกล้าเสนอ เพื่อปรับปรุงทุกสิ่งให้ดีขึ้น และสร้างนวัตกรรมใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง 

จนในทุกวันนี้กิจกรรมนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะการสร้างนวัตกรรมได้ซึมซาบเข้าไปสู่สายเลือดของพนักงานเป็นที่เรียบร้อย 

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

7. Samsung มีโอลิมปิกเป็นของตัวเอง

หากคุณกางรายการเทรนนิ่งของไทยซัมซุงทุกรายการออกมาบนกระดาษ คุณจะพบกับรายการมากกว่า 200 รายการ ยาวรวมกันกว่า 4 เมตร โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะให้กับบุคลากร และเมื่อพัฒนาทักษะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว Samsung ก็มีการจัดงานโอลิมปิกวิชาการของบริษัทเองในทุกๆ ไตรมาส โดยแบ่งเป็น 2 สายคือ หนึ่ง สำหรับพนักงานระดับปฏิบัติงานในสายการผลิต มีการแข่งขันทักษะ เช่น การยิงสกรู และสอง สำหรับพนักงานซัพพอร์ต เช่นการแข่งขันลงโปรแกรม ซ่อมเครื่องจักร

“เรามีการแข่งขันในทุกๆ เดือน เพื่อหาคนเก่งในเดือนนั้น แล้วมาทำเป็นไตรมาสว่าใครเจ๋งที่สุด หลังจากนั้นเราก็ส่งไปแข่งโอลิมปิกเรื่องทักษะในต่างประเทศ เราเป็นเจ้าภาพบ้าง จีนเป็นเจ้าภาพบ้าง แล้วแต่ว่าปีไหนใครจะเป็นเจ้าภาพ แวะเวียนส่งน้องๆ ที่มีทักษะเพื่อไปเพิ่มความภาคภูมิใจของเขา และบุคคลเหล่านี้ก็จะกลายเป็นไอดอลในโรงงาน”

8. สำหรับ Samsung การดูแลพาร์ตเนอร์ก็คือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ

สำหรับ Samsung พาร์ตเนอร์หรือคู่ค้านั้น เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งซึ่งขาดไม่ได้ ที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ เพราะถ้าหากขาดคู่ค้าไป บริษัทก็จะไม่สามารถผลิตสินค้าเพราะขาดวัตถุดิบ แต่สิ่งที่มากไปกว่านั้นคือ คู่ค้าไม่ใช่แค่คู่ค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท 

พวกเขาดูแลพาร์ตเนอร์และพนักงานของพาร์ตเนอร์ด้วยมาตรฐานเดียวกันกับพนักงานของตัวเอง เริ่มตั้งแต่การแนะนำแนวปฏิบัติ จัดการอบรม สนับสนุนทรัพยากร ไปจนถึงวางระบบปฏิบัติให้ 

“เรื่องของจริยธรรมในการทำงานร่วมกับคู่ค้า เราต้องไปด้วยกัน ถ้าเรามีเทคโนโลยีสูงกว่าเยอะๆ แน่นอนว่าเขาตามเราไม่ทัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องไปพยายามทำยังไงก็ได้ให้เขาอยู่ในระดับเดียวกับเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคน เทคโนโลยี การผลิต ความปลอดภัย หรือสิ่งแวดล้อม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่พูดไปไม่ได้แค่ว่าเราพูดเฉยๆ แต่เรามีขบวนการ วิธีการ กลุ่มคน แล้วก็ระบบในการจัดการเรื่องนี้ทั้งหมด”

9. ดูแลคนแบบครอบครัว แต่ทำงานแบบมืออาชีพ

ความปลอดภัยในการทำงาน คือจุดเริ่มต้นของการดูแลพนักงานแบบครอบครัว Samsung ในขณะที่ยังคงวิธีการทำงานแบบมืออาชีพเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 

การดูแลแบบครอบครัวนี้เริ่มตั้งแต่ปัจจัย 4 ของมนุษย์ เพื่อให้พนักงานโรงงานทุกคนได้กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ บริษัทสนับสนุนข้าวเช้าในราคาเพียง 10 บาท และให้ข้าวกลางวันฟรี โดยมีทั้งเครื่องปรับอากาศและโทรทัศน์ในโรงอาหาร เพื่อสร้างความผ่อนคลายให้แก่พนักงาน มีการเอาใจใส่สภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยการวัดค่าแสง การสั่นสะเทือน ฝุ่น เสียง ความร้อน และกลิ่น เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานเสียสุขภาพอยู่ตลอด รวมถึงพนักงานที่ตั้งครรภ์ ก็มีการเตรียมพื้นที่ให้นั่งทำงานได้ตลอดอายุครรภ์ โดยโต๊ะทำงานถูกออกแบบมาพิเศษเป็นดีไซน์โค้งหลบท้อง เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานและลูกน้อย

“ถ้าอยู่เป็นครอบครัว เราก็ต้องการให้เขามีความปลอดภัยทั้งสุขภาพร่างกายจิตใจ เข้ามาในรั้วบริษัท ในโรงงาน คุณมีความปลอดภัยสูงเฉกเช่นเดียวกับอยู่ในบ้านของคุณเอง และเราไม่แบ่งชั้นในเรื่องของความสนิท อย่างผมก็จะเรียกตัวเองว่าพี่อย่างนี้ตลอด และพนักงานก็จะไม่บอกว่า ไปพบรองประธานฯ เขาก็จะบอกว่าไปพบพี่กฤษณ์หน่อย แต่ว่าในเรื่องประสิทธิภาพทำงาน ไม่ใช่หยวนๆ กันไป ลักษณะครอบครัวที่เราว่าคือการดูแลสารทุกข์สุขดิบ เพื่อให้เขาทำงานออกมาได้ดีอย่างมืออาชีพ”

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

10. คนของชุมชน คือคนของ Samsung 

บริษัทเชื่อว่าชุมชนและอุตสาหกรรมต้องดูแลซึ่งกันและกัน เพราะเมื่อคนในชุมชนเข้ามาทำงานกับบริษัทแล้ว การดูแลคนของบริษัทก็เหมือนดูแลคนในชุมชน 

“เราจะต้องทำให้สภาพแวดล้อมหรือสิ่งแวดล้อมในชุมชนดีขึ้นด้วย ถ้าสังคมข้างๆ ไม่แข็งแรง แล้วเราไม่ดูแลเขา ก็จะมีผลกระทบกับเรา เพราะ ณ ปัจจุบัน คนในชุมชนเขามาพึ่งพิงอยู่กับเรา เราก็พึ่งพิงเขาเหมือนกัน ถ้าเราไม่บอกชุมชนข้างๆ ให้ดี ไม่ให้ข้อมูลกับเขาว่าเราทำอะไรอยู่ เรามีสภาพแวดล้อมในโรงงานเป็นยังไง มีการจัดการระบบการทำงานยังไงที่จะไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม และไม่กระทบกับสุขภาพของคนในชุมชน เราก็ไม่สามารถอยู่ได้ อันนี้เป็นเป็นแกนหลักเลย ว่าทำไมเราต้องช่วยดูแล หรือแม้กระทั่งพัฒนาชุมชน”

บริษัทมีการจัด Open House ปีละครั้งสำหรับคนในชุมชนใกล้เคียง ให้เข้ามาเห็นกระบวนการทำงานในโรงงานและการจัดการของเสีย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้แก่คนในชุมชน รวมทั้งยังมีการนำพนักงานของโรงงานไปให้ความรู้แก่ผู้คนในชุมชนอีกด้วย 

นอกจากนี้ ในวันครบรอบของบริษัทที่ผ่านมา บริษัทได้ส่งของและจดหมายขอบคุณ พร้อมลายเซ็นจากประธานบริษัทฯ ไปยังครอบครัวของพนักงานทุกคน เพื่อขอบคุณที่พวกเขามอบคนในครอบครัวให้มาเป็นส่วนหนึ่งของ Samsung อีกด้วย

11. การดูแลสิ่งแวดล้อมสำหรับ Samsung ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำและต้องดีขึ้นเสมอ

“สิ่งที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสีย ไม่ได้อยู่ในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง มันอยู่ในทุกๆ อย่างเลย ตั้งแต่ต้นน้ำ พูดง่ายๆ คือตั้งแต่วัตถุดิบ”

นี่คือสาเหตุที่ทำให้ไทยซัมซุงให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การดีไซน์และการเลือกใช้วัตถุดิบ 

“เรามองเห็นว่า สินค้าไม่ว่าจะเป็นทีวี โทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น หรือสิ่งของในชีวิตประจำวันของผู้คน ส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในอนาคตได้ หลังจากที่ผลิตภัณฑ์ของเราหมดอายุไปแล้ว เราคำนึงเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนนั้น ผลิตภัณฑ์ของเราจึงต้องไม่มีสารต้องห้ามที่เป็นอันตรายกับผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นสารปรอท สารตะกั่ว สารแมงกานีส หรือสารที่ก่อมะเร็ง เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ ค.ศ. 2004”

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

แม้แต่ในขั้นตอนการผลิต ก็มีการลด ละ เลิก ในส่วนการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย รวมไปถึงการใช้พลังงาน หรือแม้แต่เสียง แสง ฝุ่น และความร้อนในโรงงาน

อย่างไรก็ตาม การผลิตย่อมต้องมีของเสียเกิดขึ้น และ Samsung ก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะอยู่ในเขตอุตสาหกรรมของเครือสหพัฒน์ ซึ่งมีโรงบำบัดน้ำเสียของส่วนกลางอยู่แล้ว แต่เพราะให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม บริษัทจึงตัดสินใจสร้างโรงบำบัดน้ำเสียของตนเองเพิ่มขึ้นอีกโรงหนึ่ง เพื่อบำบัดของเสียก่อนจะส่งไปบำบัดอีกรอบ จึงมั่นใจได้ว่าจะมีของเสียออกจากโรงงานน้อยที่สุด 

คำว่าหยุดพัฒนาไม่เคยมีอยู่ในพจนานุกรมของ Samsung บริษัทตั้งเป้าว่าภายใน ค.ศ. 2025 บรรจุภัณฑ์สมาร์ทโฟนจะไม่มีการใช้พลาสติกเลย และจะลดการจัดการกากของเสียด้วยวิธีฝังกลบให้เป็นศูนย์อีกด้วย

“ถ้าเราหยุด เราก็ไม่ใช่บริษัทแนวหน้าในการสร้างเทคโนโลยีใหม่ เราต้องก้าวต่อไป ทำยังไงที่จะพัฒนาตัวเองไปในทางที่เอาลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้มากที่สุด เราเปรียบตัวเองเหมือนร้านสะดวกซื้อ อยากได้อะไรก็แวะมา ถ้าเป็นเรา คุณอยากได้เทคโนโลยีอะไร พอท่านพูด เราก็คิด เราก็ทำ”

ภาพ :  Samsung Thailand

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load