เมื่อเอ่ยถึงนินจา คนส่วนใหญ่มักนึกถึงชายในชุดดำที่แฝงตัวอยู่เหนือคานคอยแอบฟังบทสนทนาของชาวบ้าน เมื่อถูกจับได้ก็จะปาดาวกระจาย ‘ชูริเค็น’ ใส่แล้วปล่อยระเบิดควันเพื่อพรางตัวหลบหนีไปในช่วงชุลมุน ภาพจำเหล่านี้แทบทั้งหมดถูกสร้างขึ้นโดยนิยาย ละคร ภาพยนตร์ รวมไปถึงการ์ตูนทั้งของญี่ปุ่นและต่างประเทศ

เกริ่นนำมาแบบนี้ หลายคนคงสงสัยว่า ตกลงแล้วนินจาจริงๆ ไม่ได้เป็นเช่นนั้นใช่ไหม

คำตอบถือ แม้ภารกิจแฝงตัวเพื่อหาความลับเป็นหน้าที่จริงแท้แน่นอนของนินจา แต่ส่วนที่ใส่สีใส่ไข่ลงไปก็มีมาก ซึ่งก็ไม่แปลกเลยที่จินตนาการดูจะก้าวล้ำไปไกล เพราแม้แต่นักวิชาการเองก็ยังไม่ค่อยรู้อะไรมากเกี่ยวกับนินจา สมกับที่ชื่อนินจามีความหมายว่า “คนที่แอบกระทำการใดๆ โดยไม่ให้ผู้อื่นรู้”

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความลึกลับน่าค้นหากลับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของนินจา อีกทั้ง ‘นินจุตสึ’ หรือศาสตร์แห่งการเป็นนินจาก็เป็นเทคนิคการปฏิบัติงานที่ดูคูลเอามากๆ คงจะดีไม่น้อยถ้าเราสามารถเรียนรู้วิชาของนินจาในโลกปัจจุบัน แถมได้ปริญญามาครองแบบเก๋ๆ สักใบ

และวันนี้ฝันก็เป็นจริงแล้วสำหรับผู้อยากได้ปริญญาสาขา ‘นินจาศึกษา’ มาครอบครอง 

แต่ก่อนตัดสินใจทุบกระปุกไปสมัครเรียน เรามาทำความรู้จักนินจากันสักหน่อยดีไหม

ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ภาพ : vintageninja.net 

นินจาคืออะไร

ในทางประวัติศาสตร์ เดิมทีนินจามีชื่อเรียกว่า ‘ชิโนบิ’ (เสียงอ่านอีกแบบของตัวอักษร ‘นิน’ ในนินจา) มีบทบาทหน้าที่สำคัญตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 14 จนถึงช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 หน้าที่สำคัญที่สุดของชิโนบิคือการรวบรวมข้อมูล

ในสมัยสงครามกลางเมืองหรือช่วงศตวรรษที่ 15 – 16 การปกครองภายในประเทศของญี่ปุ่นเป็นแบบกระจายอำนาจ จึงเกิดมีแคว้นที่ปกครองตัวเองขึ้นทั่วประเทศ ไดเมียวหรือเจ้าผู้ครองแคว้นต่างมีชิโนบิในสังกัดเพื่อสร้างความได้เปรียบในการป้องกันตน 

หน้าที่ของชิโนบิมีมากมาย เช่น แฝงตัวเข้าไปหาข่าวดินแดนของข้าศึก ลอบวางเพลิง ทำลายเป้าหมาย จู่โจมในยามวิกาล ซุ่มโจมตี น่าสังเกตว่าทั้งหมดนี้แทบไม่เกี่ยวกับกับการสู้รบ เพราะถ้าเป็นไปได้ชิโนบิต้องหลีกเลี่ยงการต่อสู้ให้ได้มากที่สุด เนื่องจากพวกเขาต้องพยายามมีชีวิตรอดกลับไปรายงานข้อมูลของศัตรูให้เจ้านายทราบ ถ้าจับพลัดจับผลูตายไปเสียก่อน สิ่งที่อุตส่าห์ลงแรงไว้ก็คงสูญเปล่า 

ด้วยเหตุนี้วิชาการต่อสู้แบบนินจาที่เรียกว่า ‘นินจุตสึ’ จึงอัดแน่นไปด้วยภูมิปัญญา เล่ห์กลสนตะพาย เรียกว่าทำยังไงก็ได้ให้ไม่ตายนั่นแหละคือชิโนบิที่ดี  

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เมื่อหมดยุคสงครามกลางเมืองเข้าสู่ยุคเอโดะหรือราวศตวรรษที่ 16 บทบาทของนินจาก็เริ่มลดลง นินจาส่วนหนึ่งได้กลายเป็นนักรบชั้นล่างทำหน้าที่อารักขาไดเมียว และดูแลความสงบเรียบร้อยในเมืองรอบปราสาท ส่วนนินจาอีกไม่น้อยก็หันไปเป็นเกษตรกรที่ยังมีฐานะเป็นนักรบแทน

ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ภาพ : vintageninja.net 
ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ภาพ : vintageninja.net 

อิงะริวและโคกะริว : สุดยอดสไตล์นินจา

เมื่อเอ่ยถึงนินจา สถานที่ที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือเมืองอิงะและเมืองโคกะ อิงะเป็นเมืองในจังหวัดมิเอะ ส่วนโคกะเป็นเมืองในจังหวัดชิงะ ทั้งสองเมืองต่างได้ชื่อว่าเป็นถิ่นกำเนิดของนินจา มีสไตล์นินจาเป็นของตัวเองที่ชื่อว่า ‘อิงะริว’ และ ‘โคกะริว’

อันที่จริงเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับของศาสตร์แห่งนินจามีอยู่หลายแห่ง แต่อิงะและโคกะมีชื่อปรากฏอยู่ในหนังสือภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ชื่อ ‘โอมิโยจิชิเรียกุ’ (ค.ศ.1734) ว่าเป็นเมืองแห่งสุดยอดฝีมือของนินจา ทั้งสองเมืองนี้ตั้งอยู่ติดกันโดยมีเนินเขาคั่นกลาง มีภูมิประเทศที่คล้ายคลึงกันคือถูกโอบล้อมด้วยเนินเขาสลับซับซ้อนชวนให้ผู้หลุดเข้าไปรู้สึกราวกับอยู่ในเขาวงกต เหมาะแก่การหลบซ่อนตัวและหลีกลี้จากโลกภายนอก 

ในยุคสงครามกลางเมืองที่เหล่าไดเมียวต่อสู้ฟาดฟันกันเพื่อขยายอาณาบริเวณ ดินแดนแห่งนี้กลับเป็นอิสระจากอำนาจของไดเมียว นักรบแห่งอิงะและโคกะต่างร่วมมือกันปกครองตนเอง แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วพวกเขาจะไม่อาจต้านทานกำลังของแม่ทัพใหญ่เช่น โอดะ โนบุนางะ หรือ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ แต่ศิลปะการต่อสู้อันน่าทึ่งของพวกเขาก็ได้รับการยอมรับและยังเป็นตำนานเล่าขานกันสืบต่อมาจนทุกวันนี้

จุดเริ่มต้นของหลักสูตร ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’

เมื่อนินจาได้ฝากฝีมือจนกลายมาเป็นหน้าตาของเมืองเสียขนาดนี้ แน่นอนว่าทั้งอิงะและโคกะต่างก็ย่อมใช้นินจามาเป็นสัญลักษณ์และจุดขายของเมือง หากเราได้ไปเที่ยวทั้งสองเมืองนี้ สิ่งที่พลาดไม่ได้คือการไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์นินจา ดูนินจาโชว์ แต่งตัวแบบนินจา ปฏิบัติภารกิจแบบนินจา ซื้อของที่ระลึกเกี่ยวกับนินจา ฯลฯ แต่เมืองอิงะดูจะล้ำหน้าไปมากกว่า เพราะได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมิเอะสร้างหลักสูตร ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ ให้เรียนเสียเลย  

ที่มาที่ไปของหลักสูตรนี้มีอยู่ว่า ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2012 มหาวิทยาลัยมิเอะได้ร่วมมือกับหอการค้าอุเอโนะ (อดีตเมืองอุเอโนะ ปัจจุบันเป็นเขตที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอิงะ) และเมืองอิงะ จัดตั้งองค์กรที่ชื่อว่า The Iga cooperation field ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการศึกษา วัฒนธรรม และการวิจัยอันจะนำไปสู่การพัฒนาเมืองอิงะ และด้วยความที่เมืองอิงะมีชื่อเสียงระดับโลกในฐานะเป็นเมืองต้นกำเนิดนินจา การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับนินจาจึงกลายเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักขององค์กรนี้ 

ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ภาพ : allabout-japan.com/en/article/2079

ต่อมาใน ค.ศ.2017 ได้มีการก่อตั้งศูนย์วิจัยนินจานานาชาติขึ้นในมหาวิทยาลัยมิเอะเพื่อผลักดันการวิจัยเกี่ยวกับนินจา เป็นศูนย์กลางการวิจัยเกี่ยวกับนินจาในระดับนานาชาติ และมีส่วนร่วมในการสร้างความเจริญอย่างยั่งยืนให้แก่เมืองมิเอะ ศูนย์วิจัยแห่งนี้นอกจากจะมีหน้าที่หลักในการสร้างฐานข้อมูลนินจา ยังมีบทบาทในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับนินจาทั้งในด้านการสำรวจเอกสารทางประวัติศาสตร์และศึกษาเนื้อหาของ ‘นินจุตสึโชะ’ หรือตำราพิชัยยุทธของนินจาในเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับศาสตร์แห่งนินจา เมื่อเตรียมความพร้อมทุกด้านเรียบร้อย ในที่สุดหลักสูตรปริญญาโท ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ ก็ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกในเดือนเมษายน 2018

เรียนอะไรในหลักสูตร ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’

ว่ากันว่า อยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ

ดังนั้น ถ้าอยากรู้เรื่องหลักสูตรนินจา ก็ย่อมต้องไปถามคนสอน

แล้วใครจะมารู้เรื่องนี้ดีไปกว่า หนึ่งในผู้ก่อตั้งหลักสูตรนินจาและนินจุตสึศึกษา ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ รองประธานศูนย์วิจัยนินจานานาชาติ มหาวิทยาลัยมิเอะ ผู้ซึ่งชาวไทยที่ชื่นชอบนินจาทั้งหลายน่าจะประทับใจกับความรอบรู้เมื่อครั้งมาเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ NINJA 101: นินจาศึกษาเบื้องต้น ในกิจกรรม J-Talk: Diggin’ Culture ของเจแปนฟาวน์เดชั่นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2020 ที่ผ่านมา 

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ

อ.ยามาดะเล่าให้ฟังถึงเนื้อหาของหลักสูตรว่า “หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรบัณฑิตศึกษา เพื่อสร้างนักวิจัยและการศึกษาเฉพาะทาง ผู้เข้าเรียนจะต้องผ่านการสอบเข้าด้วยข้อสอบเกี่ยวกับนินจา เรียนวิชานินจาเพื่อเก็บหน่วยกิต และเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับนินจา ในหลักสูตรนี้ ผมสอนวิธีอ่านเอกสารโบราณและการเขียนผลงานทางวิชาการ” 

ฟังดูแล้วไม่เห็นต่างจากการเรียนปริญญาโททั่วไปที่เน้นด้านทฤษฎีเลย หลายคนที่อยากเป็นนินจาอาจเริ่มผิดหวัง แต่ช้าก่อน อย่าเพิ่งรีบถอดใจ

“ในหลักสูตรนี้ นอกจากการเรียนภาคทฤษฎีแล้วยังมีการฝึกภาคปฏิบัติด้วย ผู้เรียนจะได้ฝึกใช้ร่างกาย และเทคนิคการเอาตัวรอดแบบนินจา รวมถึงการใช้อาวุธพื้นฐานของนินจาจาก อ.คาวาคามิ จินอิจิ หัวหน้าตระกูลบังของโคกะริวรุ่นที่ 22 

“การฝึกภาคปฏิบัตินี้ไม่ใช่วิชาบังคับ แต่ก็มีหน่วยกิตให้ คนส่วนใหญ่จะลงเรียนกันเพื่อให้รู้วิธีการใช้ร่างกายแบบนินจา ผมก็ได้ลองฝึกเหมือนกัน แต่แค่เริ่มต้นก็รู้แล้วว่าไม่ค่อยไหว (หัวเราะ) อย่างไรก็ตาม การมีภาคปฏิบัติด้วยเป็นสิ่งที่ดีมาก นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้วมีการหัดทำอาหารยังชีพแบบนินจาที่เรียกว่า ‘เฮียวโรงัน’ ส่วนปีนี้มีการฝึกเขียนจดหมายด้วยหมึกล่องหนและการก่อควัน ‘โนโรชิ’ เพื่อส่งสัญญาณ”

ใครบ้างที่มาเรียนหลักสูตรนินจา แล้วเรียนไปทำไม ทำงานอะไรได้บ้าง

อ.ยามาดะ เคยเดินทางไปบรรยายเรื่องของนินจาในประเทศต่าง ๆ มาแล้วประมาณ 20 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ทุกแห่งล้วนมีกระแสตอบรับดีมาก แต่อาจเพราะหลักสูตรเพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้ขณะนี้ยังมีผู้เรียนไม่มากนัก 

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ

“ปีนี้หลักสูตรเพิ่งเปิดเป็นปีที่สาม จึงมีนักศึกษาที่จบออกไปเพียงคนเดียว ตอนนี้เรามีนักศึกษาอยู่รวมเจ็ดคน เป็นชาวญี่ปุ่นห้าคนและชาวจีนสองคน

“นักศึกษาราวครึ่งหนึ่งเป็นคนที่ทำงานเกี่ยวกับนินจาอยู่แล้ว มีคนหนึ่งทำงานในโชว์ของ Hattori Hanzo and The Ninjas ที่ปราสาทนาโกย่าในจังหวัดอะอิจิ อีกคนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ Japan Ninja Council ซึ่งควบคุมดูแลองค์กรที่เกี่ยวกับนินจาทั้งหมดในประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ยังมีนักศึกษาที่เพิ่งเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาเอกคนหนึ่งที่ก่อนหน้านี้เคยอยู่โอซาก้า แต่ตอนนี้ย้ายมาอยู่ที่เมืองอิงะ 

“แกอยากใช้ชีวิตเหมือนนินจา เลยหันมาทำการเกษตรและทำโฮมสเตย์ แถมเปิดสำนักฝึกวิชานินจาของตัวเองด้วย ส่วนนักศึกษาจีนบอกว่าอยากทำวิจัยเกี่ยวกับนินจาเลยมาเรียน เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มของคนที่ชอบเรื่องนินจาและมีความรู้พื้นฐานมาก่อน รวมถึงในอนาคตก็อยากทำงานเกี่ยวกับนินจา”

แต่ว่ากันตามตรง งานเกี่ยวกับนินจาอาจหาไม่ได้ง่ายนักสำหรับชาวไทย ไม่สิ คงยากสำหรับชาวโลกด้วย ในประเด็นนี้ อ.ยามาดะ อธิบายว่า

“หลักสูตรนี้จะช่วยทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้งผ่านการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับนินจา คุณอาจเรียนเกี่ยวกับนินจาในแง่มุมของประวัติศาสตร์ หรือถ้าสนใจแนวการ์ตูน ก็อาจมองนินจาในฐานะเป็นภาพที่ถูกสร้างขึ้นมา นินจาสามารถเป็นช่องทางที่ทำให้มองวัฒนธรรมญี่ปุ่นหลายแบบ ถ้าไม่อยากเรียนแต่เรื่องของญี่ปุ่น จะศึกษาเปรียบเทียบนินจากับกลุ่มคนทำนองเดียวกันในวัฒนธรรมไทย หรือดูว่าการ์ตูนนินจาของญี่ปุ่นถูกมองอย่างไรในสังคมไทยก็ได้” 

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ

ต้องมีพื้นความรู้แค่ไหนถึงจะได้เรียนหลักสูตรนี้

เช่นเดียวกับการเรียนในระดับบัณฑิตศึกษาทั่วไปในมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่น ผู้เรียนควรต้องมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นในระดับ N1 เพราะต้องฟังบรรยายและอ่านข้อมูลภาษาญี่ปุ่น อันที่จริงถ้าอ่านภาษาโบราณออกจะยิ่งดีมาก เพราะเอกสารส่วนใหญ่เป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ที่เขียนไว้ด้วยภาษาโบราณ…

โอ้โห อะไรกันนักหนา แค่เรียนภาษาญี่ปุ่นให้ได้ N1 ก็หืดจับแล้ว 

แต่ก็ไม่ต้องตกใจ ใครที่ขวัญเสียไปแล้วก็โปรดเรียกสติกลับมา เพราะอ.ยามาดะบอกว่า “ภาษาโบราณเมื่อเข้ามาได้แล้วค่อยมาฝึกอ่านก็ได้ ตอนสอบเข้ายังไม่จำเป็นต้องอ่านเป็น คนที่อยากทำวิจัยแนวสมัยใหม่ก็ไม่จำเป็นต้องอ่านด้วยซ้ำ”

อย่างไรก็ตาม ลำพังความรู้ภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียวก็คงไม่พอจะให้เราฝ่าด่านเข้าไปเรียนได้ เพราะในการสอบเข้าก็จะมีคำถามเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานของนินจา! ตรงนี้แหละที่ต้องวัดกึ๋นกันเล็กน้อย บอกใบ้ให้เลยว่า คงต้องพุ่งไปสั่งหนังสือ 3 เล่มที่อ.ยามาดะเขียนเกี่ยวกับนินจามานั่งนอนอ่านให้ขึ้นใจ ถามว่าโหดไปไหม อ.ยามาดะ ตอบอย่างอารมณ์ดีว่า

“หนังสือที่ต้องอ่านดูเหมือนมีหลายเล่มก็จริง แต่น่าจะอ่านได้หมดไม่ยาก ขอบเขตของคำถามก็อยู่ในวงจำกัด ไม่กว้างเท่ากับคนที่อยากจะสอบเข้าด้านประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นหรือประวัติศาสตร์ตะวันออกที่ต้องอ่านหนังสือเยอะกว่ามาก ดังนั้นผมว่าไม่น่าจะยากมากสำหรับคนที่ชอบเรื่องนินจาอยู่แล้ว”

ชาวญี่ปุ่นในปัจจุบันมองนินจาอย่างไร

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
ภาพ : vintageninja.net 
คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
ภาพ : vintageninja.net 
คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
ภาพ : vintageninja.net 

นอกจากเรื่องหลักสูตร อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจและไหนๆ แล้วก็อยากถามผู้เชี่ยวชาญอย่าง อ.ยามาดะ ก็คือ ทุกวันนี้ชาวญี่ปุ่นมองนินจาอย่างไร เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัว จนถึงเมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อน นินจาที่ปรากฏตัวในละครพีเรียดของญี่ปุ่นยังสวมชุดดำเดินเพ่นพ่านกันตั้งแต่ตอนกลางวันอยู่เลย 

“เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วครับ” อ.ยามาดะ หัวเราะ “ถึงจะสร้างละครย้อนยุคขึ้นมาใหม่ ก็คงไม่มีนินจาแบบนั้นให้เห็นอีกแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะมีการนำผลการศึกษาไปใช้ในการเขียนบทละครมากขึ้น ตัวผมเองก็เคยถูกถามข้อมูลเกี่ยวกับนินจาบ่อยๆ นอกจากนี้ การสร้างภาพยนตร์และละครของญี่ปุ่นในปัจจุบันจะไม่ค่อยทำเรื่องแนวแฟนตาซี เท่าเรื่องราวแนวสมจริง มีละครอิงประวัติศาสตร์หลายเรื่องที่นินจามีบทบาทสำคัญ แต่ก็ไม่ได้มีภาพลักษณ์เหนือจริง ตรงกันข้ามกลับมีการโฟกัสไปที่บทบาทหน้าที่ของนินจามากกว่าจะไปเน้นเรื่องการใช้คาถา หรือแปลงร่างเป็นกบ หรือหายตัวได้เหมือนแต่ก่อน” 

คนในยุคปัจจุบันควรเรียนรู้อะไรจากนินจา

สำหรับ อ.ยามาดะ วิถีแห่งนินจาคือปรัชญา แนวทางการใช้ชีวิตของพวกเขาคือค่านิยมที่ไม่เคยล้าหลัง

“อักษร 忍 (นิน) ในคำว่านินจาเกิดขึ้นจากการนำอักษร 刃 (ใบมีด) มาวางไว้ใต้心 (หัวใจ) อักษรนี้จึงแสดงให้เห็นถึงจิตใจอันหนักแน่นมั่นคง ต่อให้มีมีดมาจ่อหัวใจก็ไม่หวั่นไหว นอกจากนี้ นิน ยังมาจากคำว่า忍耐 (นินตะอิ) หรือการอดทนอดกลั้นซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนินจา น่าเสียดายว่า คนญี่ปุ่นเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับค่านิยมความอดทน 

“คนอายุรุ่นเดียวกับผมหลายคนทั้งหญิงและชายถูกตั้งชื่อว่า ‘ชิโนะบุ’ แต่ตั้งแต่ผมมาสอนที่มหาวิทยาลัยมิเอะ ไม่มีนักศึกษาที่ชื่อชิโนะบุเลยแม้แต่คนเดียว ผมเลยรู้สึกว่า สำหรับคนในปัจจุบัน การอดทนอดกลั้นถูกมองว่าเป็นค่านิยมที่ไม่ดี 

“ตรงกันข้าม การแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมากลับน่าชื่นชมกว่า ผมว่าการยืนหยัดในความเห็นของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ แต่ค่านิยมที่สร้างชาติญี่ปุ่นมานั้นคือความอดทน เช่นที่จักรพรรดิโชวะเคยมีพระราชดำรัสว่า 「堪え難きを堪え、忍び難きを忍び」(แม้เป็นเรื่องที่ยากจะอดทนแต่ก็ต้องอดทนให้ได้) ผมคิดว่าการเสียสละที่จะอดทนและทำเพื่อส่วนรวมเป็นวิธีคิดที่สร้างชาติญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่นขึ้นมา นี่เป็นแนวคิดที่ควรนำกลับมาทบทวนคุณค่าอีกครั้ง 

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ

“นอกจากนี้ นินจาจะไม่พูดโอ้อวดว่าตัวเองได้ทำงานอะไรลงไป แม้ว่างานที่นั้นจะยิ่งใหญ่เพียงใด พวกเขาไม่อยากสร้างชื่อเสียงทิ้งไว้ให้คนรู้จัก ความจริงเขาไม่อยากพูดถึงแม้แต่ผลงานของตัวเองด้วยซ้ำ อาจกล่าวได้ว่า การไม่โอ้อวดตนคือวิถีของนินจา ผมว่านี่เป็นวิธีคิดที่แสนจะเป็นญี่ปุ่น ถึงจะในแบบโบราณสักหน่อยก็เถอะ เพราะคนญี่ปุ่นทุกวันนี้ชอบทำเปลือกนอกให้ดูดี แต่กลับให้ความสำคัญต่อเนื้อหาข้างในน้อยลงมาก ผมว่าในอดีตคนญี่ปุ่นไม่ได้เป็นแบบนี้” 

เสน่ห์ของนินจา

ผลจากการวิจัยของ อ.ยามาดะ และเหล่านักวิชาการมีส่วนอย่างมากที่ทำให้ทุกวันนี้นินจาไม่ได้ถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนพิเศษที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ หรือถูกสร้างภาพให้เป็นสายลับผู้น่าขันอีกต่อไป ตรงกันข้าม นินจากลายเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ จับต้องได้ และมีปรัชญาในการดำเนินชีวิตที่ลึกซึ้ง ควรค่าแก่การนำมาประยุกต์ใช้ในสังคมปัจจุบัน  

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของนินจาที่ได้รับการเปิดเผยยังมีน้อยมาก จนบัดนี้เราก็ยังไม่รู้ชัดว่า นินจาเป็นใคร หรือทำงานอะไรกันแน่ มองในมุมกลับ สิ่งนี้เองที่ทำให้ยังมีพื้นที่เหลือในการจินตนาการภาพของนินจาและค้นหาความจริงเกี่ยวกับพวกเขาในเชิงวิชาการ 

“ผมว่าการที่เราไม่ค่อยรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของนินจาคืออะไร เป็นเสน่ห์ของการศึกษาเรื่องราวของนินจา”  

บทสรุปสั้นๆ ของ อ.ยามาดะ น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนตรงประเด็นว่าทำไมกลุ่มคนนิรนามที่พยายามลบเลือนตัวตน กลับยังเป็นที่สนใจของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
ภาพ : vintageninja.net 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ชมนาด ศีติสาร

อาจารย์ นักวิชาการ นักแปล และแม่หมา 2 ตัว เคยได้ชื่อว่า “อยู่ญี่ปุ่นมาครึ่งชีวิต” ตอนเริ่มทำงาน แต่ตอนนี้สัดส่วนเหลือหนึ่งในสาม ถึงหนึ่งในสี่เมื่อไรจะไปเป็นบาริสต้าและขายก๋วยเตี๋ยวเรือ

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

จากบันทึกของลูกชายในตอนที่แล้ว ชีวิตเด็ก ป.1 ญี่ปุ่นของผม ที่ต้องเรียนและเล่นในบ้าน จนถึงวันใส่หน้ากากไปโรงเรียน 

ตอนนี้คุณแม่จะขอเล่าภาคต่อว่า ชีวิตของนักเรียนญี่ปุ่นหลังจากเปิดเทอมแล้ว นักเรียน โรงเรียน และผู้ปกครอง ต้องปรับตัวให้อยู่ร่วมกับโควิด-19 ยังไงบ้าง

บ้านเราอยู่ในอำเภอเล็กๆ นอกตัวเมือง เมื่อถึงเวลาที่โรงเรียนเปิดอีกครั้ง คุณครูก็แจ้งมาตรการที่นักเรียนและผู้ปกครองต้องช่วยกันปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ เช็ดแอลกอฮอล์ วัดไข้ก่อนไปเรียนทุกเช้า ถ้านักเรียนหรือคนในครอบครัวมีไข้ ขอให้หยุดอยู่บ้าน

นอกจากนั้น มีการขออาสาสมัครผู้ปกครองไปช่วยทำความสะอาดห้องเรียนหลังเลิกเรียน โดยปกติแล้วการดูแลทำความสะอาดห้องเรียนประจำวันเป็นหน้าที่ของนักเรียนและครู (โรงเรียนที่ญี่ปุ่น ไม่มีนักการภารโรงนะคะ คุณครู นักเรียน และอาจจะมีเจ้าหน้าที่ทั่วไปสัก 1 คน ช่วยกันดูแลความสะอาดเรียบร้อยโดยรวมในทุกวัน ในหนึ่งภาคเรียนอาจจะมี 1 หรือ 2 ครั้งที่ต้องขอความร่วมมือจากผู้ปกครองอาสาสมัครมาช่วยทำความสะอาดใหญ่) 

แต่ในช่วงโควิด-19 ทางโรงเรียนต้องเพิ่มการเช็ดโต๊ะเก้าอี้นักเรียนและอุปกรณ์ในห้องเรียนด้วยแอลกอฮอล์ คุณครูคงทำทั้งหมดไม่ไหว จึงขอความช่วยเหลือจากพ่อๆ แม่ๆ ที่พอมีเวลา

เมื่อช่วงเวลาโควิด-19 ผ่านไป สถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้น กิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนที่งดไปก็เริ่มกลับมาดำเนินได้อีกครั้ง แต่ต้องลดทอนให้สั้นลงและมีผู้ร่วมงานน้อยลง เช่น งานกีฬาสีของโรงเรียน จากเดิมจัดเต็มวันก็ลดเหลือแค่ 3 ชั่วโมง ผู้ปกครองมาดูเฉพาะช่วงเวลาที่ลูกของตัวเองทำกิจกรรม เมื่อจบแล้วให้กลับเลย หรือวันดูการเรียนการสอนและประชุมผู้ปกครอง ผู้ปกครองจะมาเข้าชมแค่ครั้งละครึ่งห้อง และจบในเวลา 1 ชั่วโมงจากเดิมที่ใช้เวลาครึ่งวัน

รร.ประถมญี่ปุ่นเตรียมตัวเรียนออนไลน์แบบไหน และปรับโรงเรียนหลังโควิดยังไง
รร.ประถมญี่ปุ่นเตรียมตัวเรียนออนไลน์แบบไหน และปรับโรงเรียนหลังโควิดยังไง

แม่มีโอกาสไปช่วยงานกิจกรรมของโรงเรียนอนุบาลแถวบ้านในช่วงโควิด ตอนนั้นสถานศึกษามีมาตรการว่า ไม่อยากให้นักเรียนส่งเสียงดังหรือตะโกน เพราะอาจเป็นการแพร่เชื้อ ปกติทุกปีจะมีกิจกรรมร้องเพลงและมีเต้นประกอบ แต่พอเสียงดังไม่ได้ สิ่งที่ครูอนุบาลหาทางเลือกคือ เปิดเทปแล้วให้เด็กๆ ร้องเพลงเป็นภาษามือแทน ดูแล้วก็อมยิ้มกับการแสดงของเด็กตัวน้อย และยิ่งประทับใจในความพยายามของเหล่าคุณครูที่พยายามทำให้ชีวิตของเด็กๆ เป็นปกติในช่วงเวลาที่ไม่ปกติเอาเสียเลย

เมื่อผ่านชีวิตกับเจ้าไวรัสไปจนเกือบสิ้น ค.ศ. 2020 ทางโรงเรียนมีจดหมายมาแจ้งว่า จะแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนทุกคนภายในเทอมนี้ โดยทางอำเภอเป็นผู้จัดหาและมอบกับเด็กนักเรียนทุกคนในเมือง โครงการแจกแท็บเล็ตนี้อยู่ในแผนมาก่อนหน้าแล้ว แต่ยังไม่ได้บทสรุปเพื่อดำเนินการ การมาถึงของโควิด-19 ทำให้โครงการนี้ได้รับการอนุมัติเร็วยิ่งขึ้น

ขออธิบายเพิ่มเติมนิดนะคะ ที่ญี่ปุ่นอำนาจการปกครองของประเทศ จังหวัด และอำเภอ ค่อนข้างจะมีอิสระจากกัน การนำคำสั่งหรือนโยบายต่างๆ ไปบังคับใช้จึงไม่เหมือนกันในแต่ละพื้นที่ (นายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าเมือง และนายอำเภอ ทุกตำแหน่งมาจากการเลือกตั้ง การปฏิบัติ นโยบายท้องถิ่นต่างๆ จึงต้องฟังความเห็นของคนในพื้นที่นั้นๆ ด้วย) 

ถ้ารัฐบาลบอกว่า ในอีก 3 ปีอยากให้เด็กเรียนเทคโนโลยีต่างๆ ผ่านแท็บเล็ต ทางจังหวัดก็รับนโยบายแล้วส่งต่อมาที่อำเภอ อำเภอจะเก็บข้อมูล วางแผน และเตรียมงบประมาณ โดยจะทำเมื่อไหร่ อย่างไร เป็นเรื่องความพร้อมของแต่ละอำเภอ หรืออาจจะไม่ทำ ถ้าคนในท้องถิ่นไม่เห็นด้วย บางที่อาจติดเรื่องงบ บางที่อาจจะไม่ผ่านที่กลุ่มผู้ปกครอง เช่น เมื่อทำแบบสอบถาม พ่อแม่บางคนอาจจะบอกว่า เด็กชั้น ป.1 หรือ ป.2 ยังเล็กเกินไปที่จะมีแท็บเล็ตเป็นของตัวเอง ถ้าอย่างนั้น เด็กชั้นไหนถึงควรจะมี ถ้าเป็นชั้นเด็กเล็กจะให้ใช้ร่วมกันเป็นของส่วนกลางหรืออะไรยังไง ต้องมาปรึกษาหาข้อตกลง เพราะฉะนั้น ความช้าเร็วในแต่ละที่จะไม่เท่ากัน หรือบางพื้นที่อาจจะมีมติว่าไม่จำเป็นต้องจัดหาให้ก็ได้

รร.ประถมญี่ปุ่นเตรียมตัวเรียนออนไลน์แบบไหน และปรับโรงเรียนหลังโควิดยังไง

ตอนปิดโรงเรียนคราวก่อน ทางโรงเรียนได้ถามความคิดเห็นเรื่องการเรียนออนไลน์ แต่ติดปัญหาหลักคือ หลายบ้านมีอุปกรณ์ไม่พร้อม รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญมากกับเรื่องสิทธิความเสมอภาคขั้นพื้นฐาน ถ้าในอนาคตสถานการณ์โควิดรุนแรงจนถึงขั้นต้องปิดโรงเรียนอีกครั้ง การเรียนออนไลน์คงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การทำให้นักเรียนทุกคนมีอุปกรณ์ในการเรียนจากบ้านคงเป็นอาวุธที่ดีที่สุด อำเภอเรามีมติเช่นนั้น แท็บเล็ตจึงถูกแจกให้เด็กๆ ทุกคน โรงเรียนก็เริ่มสอนการใช้งานต่างๆ แก่นักเรียน สอนเด็กแล้วยังเชิญพ่อแม่ไปสอนด้วย เพื่อกันความผิดพลาด รอบคอบสมเป็นญี่ปุ่น

เรียนกันไปจนจบ ป.1 แล้วต่อ ป.2 จนปิดเทอมแรกที่มาพร้อมกันกับกีฬาโอลิมปิกและไวรัสเดลต้าที่น่าสะพรึง คาดกันว่าจากนี้ต่อไปคลื่นไวรัสลูกที่ 4 ต้องมาแน่นอน แล้วก็เป็นตามนั้น จำนวนผู้ติดเชื้อสูงขึ้นเพิ่มจากเดิมเป็น 3 – 4 เท่า แต่เมื่อมันเป็นเวฟที่ 4 แล้ว ผู้คนก็เริ่มเคยชิน ไม่ได้หวาดกลัวเหมือนตอนไวรัสมาแรกๆ รัฐก็ใช้มาตรการต่างๆ แต่เหมือนว่ามันจะไม่ได้ผลเท่าไหร่ คาดว่าประเทศคงต้องอยู่กับไวรัสนี้ไปอีกนาน ถ้าอย่างนั้นจะอยู่ร่วมกับมันยังไงดี ทางที่ดีที่สุดให้ญี่ปุ่นรอดไปได้อย่างยืนยาว คือการฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด

ถึงจะออกนโยบายฉีดให้เร็วให้เยอะ แต่ก็ยังเจอข้อจำกัดคือ บุคลากรทางการแพทย์มีไม่เพียงพอ คนป่วยก็ต้องดู วัคซีนก็ต้องฉีด แรกๆ ก็ถือว่าออกตัวช้าไปหน่อย ในการจัดสรรวัคซีนจะทำตามลำดับ แรกสุดคือบุคลากรทางการแพทย์ ต่อมาเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งมีจำนวนอยู่เยอะเลยใช้เวลานานหน่อย แล้วค่อยๆ ไล่อายุลงมา อาจจะมีขอแทรกคิวตามความจำเป็นต่างๆ หรืออย่างปัจจุบันที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อบ่งบอกว่าสัดส่วนใหญ่คือวัยรุ่น 10 กว่า 20 – 30 ปี ทางการก็จัดศูนย์ฉีดวัคซีนให้คนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ มาฉีดเพื่อลดการแพร่เชื้อ หรือบริษัทขนาดใหญ่สามารถเหมาวัคซีนไปดำเนินการฉีดให้พนักงานเองโดยไม่ต้องรอส่วนกลาง

กลางเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2021 เมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อยังพุ่งทะยาน จนมีการประกาศภาวะฉุกเฉินในหลายจังหวัดรวมทั้งจังหวัดของเราด้วย สิ่งที่คนเป็นแม่กังวลเยอะนิดหนึ่ง เพราะใกล้จะเปิดเทอมแล้ว ก็คือโรงเรียนจะปิดไหม โรงเรียนในเมืองใหญ่หรือพื้นที่สีแดงก็แจ้งเลื่อนเปิดเทอมไป 1 อาทิตย์ แต่ของอำเภอเรายังไม่มีประกาศอะไร ทางโรงเรียนก็ดี คอยแจ้งข่าวคราว แผนการปฏิบัติ มาตรการมาให้เราได้อัปเดตอยู่ตลอด สิ่งสำคัญคือ ก่อนเปิดเรียน 7 วัน ขอให้นักเรียนทุกคน (และครอบครัว) วัดไข้และบันทึกข้อมูลทุกวันในแอปพลิเคชันบนมือถือ และทำยาวมาถึงตอนเปิดเรียนเลย (โรงเรียนในเขตนี้ใช้แอปพลิเคชันเดียวกันทั้งหมด)

ในอีเมลฉบับหนึ่งจากโรงเรียนบอกว่า ภายใต้จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นและการประกาศภาวะฉุกเฉิน ทางอำเภอและโรงเรียนได้วางมาตรการป้องกันเพิ่มเติมคือ ให้คุณครูและบุคลากรได้รับการฉีดวัคซีนให้ครบถ้วน รวมถึงจัดหาชุดตรวจโควิดให้บุคลากรเพื่อทดสอบเป็นประจำ ในสถานการณ์อันลำบากนี้ โรงเรียนจะมีบทบาทในการให้หลักประกันว่าเด็กๆ จะต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาโดยทั่วถึง พร้อมทั้งให้ความมั่นใจในการดูแลสุขภาพกายและใจ จึงขอความร่วมมือให้ทุกคนช่วยกัน แต่เพื่อเป็นทางเลือกให้กับครอบครัวที่อาจวิตกกังวลเรื่องการแพร่กระจายของไวรัส และยังไม่อยากมาเข้าเรียนในห้องเรียน เด็กๆ เลือกเรียนออนไลน์ที่บ้านได้ แต่การเรียนออนไลน์อาจจะทำไม่ได้ครบถ้วนในทุกวิชา แต่โรงเรียนจะพยายามที่สุดให้ทุกอย่างเป็นไปได้อย่างราบรื่น 

รร.ประถมญี่ปุ่นเตรียมตัวเรียนออนไลน์แบบไหน และปรับโรงเรียนหลังโควิดยังไง

เห็นอีเมลนี้ แม่ก็มั่นใจแล้วว่าโรงเรียนคงจะเปิดตามกำหนดเดิม ได้ความดังนั้น แม่ก็เลยถามความสมัครใจลูกชายว่าจะเลือกแบบไหน (แต่แม่ก็รู้คำตอบอยู่แล้วนะ) เด็กชายบอกว่า ไปโรงเรียนสิฮะแม่ ไม่ได้เจอเพื่อนตั้งนานแล้ว ค่ะ ตามนั้น ลูกชายอยากไปโรงเรียนเพื่อไปเล่นกับเพื่อน ไม่ได้อยากไปเรียนแต่อย่างใด

เริ่มไปโรงเรียน สัปดาห์แรกคุณครูจะใช้เวลาให้นักเรียนทดลองเรียนออนไลน์เสมือนในห้องเรียน ฝึกการใช้แท็บเล็ตมากขึ้น เผื่อว่าวันไหนเกิดภาวะปิดโรงเรียนกะทันหัน เด็กๆ จะได้พร้อมเรียนออนไลน์จากบ้านได้เลย

ในแต่ละพื้นที่หรือแม้แต่อำเภอเดียวกัน แต่คนละโรงเรียน มีแผนการรับมือภาวะโควิดแตกต่างกัน ตามแต่ละโรงเรียนจะเห็นสมควร โรงเรียนของลูกชายทุกอย่างค่อนข้างดำเนินตามปกติ แต่เคร่งครัดในหลักปฏิบัติการป้องกัน ยังมีช่วงพัก มีให้วิ่งเล่น มีเรียนพละ แต่อย่างโรงเรียนข้างๆ ที่มีจำนวนนักเรียนเยอะกว่า ช่วงพักไม่ให้นักเรียนวิ่งเล่นข้างนอก ไม่มีชั่วโมงพละ เริ่มเวลาเข้าเรียนช้าลง กลับบ้านเร็วขึ้น รวมๆ คือ ย่นระยะเวลาที่อยู่ในโรงเรียนให้สั้นลง แม่ของเด็กโรงเรียนข้างก็บ่นว่าเด็กๆ เครียด ไม่ได้เล่นกันเลย แต่ก็ยังดีที่ได้ไปโรงเรียนแหละค่ะ

ตามที่เห็น ส่วนใหญ่ถ้าเป็นโรงเรียนประถมชั้นเล็ก ป.1 – 4 จะพยายามคงสภาพการไปโรงเรียน โดยเลือกเรียนออนไลน์ได้ตามความสมัครใจ (โดยบางจังหวัดจัดหาอุปกรณ์หรือแท็บเล็ตให้เลย แต่บางจังหวัดก็ไม่ได้ให้นะคะ) ป.5 – 6 มีทั้งเปิดเรียนเลย หรือเปิดเรียนแต่แบ่งมาครั้งละครึ่งห้องสลับเช้าบ่ายหรือสลับวัน หรือบางที่ใช้เรียนออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์ในช่วงระบาดหนักเลย เพราะถือว่าเป็นเด็กโตหน่อยแล้ว สามารถดูแลการเรียนเองได้

การส่งลูกชายชั้นประถมเข้าเรียนของคุณแม่ชาวไทยในญี่ปุ่น เมื่อไวรัสร้ายยังอยู่ แต่โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว

การตัดสินใจอนุญาตให้เปิดโรงเรียนได้นั้น นายอำเภอและคณะทำงานไปเอาความมั่นใจมาจากไหนกัน แม่ว่าเขาน่าจะดูจากตัวเลขสถิติทั้งหลายที่รายงานอยู่แบบวันต่อวัน สิ่งที่ต้องขอชื่นชมญี่ปุ่นคือ การเก็บตัวเลขค่าสถิติต่างๆ ถูกต้อง น่าเชื่อถือและนำไปใช้ได้จริง ตัวเลขเหล่านี้สำคัญอย่างไร  

อันนี้ขอยกตัวอย่างในจังหวัดเราเองนะคะ ทุกวันในรายการข่าวภาคค่ำ ของสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นประจำจังหวัด นอกเหนือจากข้อมูลภาพรวมประเทศ รวมทั้งข้อมูลเชิงวิเคราะห์อัปเดตตามข่าวสารเว็บไซต์ต่างๆ แล้ว จะมีรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อของจังหวัดประจำวัน แยกตามอำเภอ ผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาล ผู้ป่วยรักษาตัวเองที่บ้าน ผู้เสียชีวิตและตัวเลขจำนวนเตียงโควิดที่ถูกใช้อยู่ (เปอร์เซ็นต์)

ทุกวันคนในชุมชนจะทราบว่า ในพื้นที่เราสภาวะโควิด-19 อยู่ในระดับไหน เหลือเตียงอีกเท่าไหร่ และในเว็บไซต์ศูนย์โควิด-19 ญี่ปุ่นเรายังเช็กตัวเลขผู้ติดเชื้อ (เปอร์เซ็นต์) แบ่งตามเพศ แบ่งตามสัดส่วนอายุ แบ่งตามสภาพการติด เช่น ติดในครัวเรือน ติดในที่ทำงาน ติดจากการทานอาหารสังสรรค์ หรืออย่างในแอปพลิเคชันที่ใช้บันทึกข้อมูลการวัดไข้ของเด็กทุกวัน เมื่อเขตของเราใช้แอปพลิเคชันเดียวกัน ข้อมูลของเด็กในโรงเรียนทุกคนในเขตนี้จะรวมอยู่ที่เดียว บนมือถือเราสามารถมองแนวโน้มช่วงความเสี่ยงในการมีไข้ (เสี่ยงติดไวรัส) ของนักเรียนในเขตนี้ได้ตลอดเวลา

เมื่อมีข้อมูลที่ถูกต้องและละเอียด วิเคราะห์ต่อได้ เช่น ช่วงโควิดแพร่เชื้อแรกๆ ผู้ป่วยหนักและเสียชีวิต ส่วนมากเป็นผู้สูงอายุ จึงทำให้ช่วงนั้นโรงพยาบาลต้องทำงานหนักมาก เพราะผู้สูงอายุเมื่อป่วย อาการจะหนักต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล ต่อมาเมื่อเริ่มการฉีดวัคซีน โดยให้ผู้สูงอายุได้รับไปจนมีภูมิป้องกันแล้ว สัดส่วนผู้ติดเชื้อส่วนมากจะกลายมาเป็นคนทำงานวัยรุ่นและเด็ก ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มีมากกว่าครึ่งที่รักษาโดยรับประทานยาดูแลตัวเองอยู่ที่บ้านได้ หรือหายเอง โรงพยาบาลจึงยังเหลือที่พอให้ได้ใช้งาน

กลับมาเรื่องโรงเรียนที่เมืองเรานะคะ คณะทำงานดูข้อมูลทุกสิ่ง ประมวลผลว่าในพื้นที่ ถึงเปิดเรียนแล้วจะมีการติดเชื้อ สาธารณสุขยังรับมือได้ เพราะการติดเชื้อในเด็กมีผลต่อสุขภาพน้อย และถ้าเด็กติดแล้วกลัวจะไปแพร่ให้คนในบ้าน เมื่อปู่ย่าตายายได้รับวัคซีนแล้ว วัยพ่อแม่ก็กำลังได้รับครบเสร็จในต้นเดือนตุลาคม (ค.ศ. 2021) เพราะฉะนั้น สถานการณ์ไม่น่าจะรุนแรง

ที่สำคัญมากๆ คือ บทเรียนจากการปิดโรงเรียนปิดเมืองไป 2 เดือนเมื่อตอนโควิด-19 มาครั้งแรก มีผลกระทบในด้านลบเยอะมากๆ ทั้งทางครอบครัว ทางสภาพจิตใจ ทางร่างกาย ทางสังคม ทางเศรษฐกิจ (ข้อมูลนี่ก็มาจากการเก็บสถิติตัวเลขแบบสอบถามทั้งคนทำงาน ผู้ปกครอง ครูและเด็กในช่วงนั้นๆ) ทำให้ อันนี้แม่คิดเองนะคะว่า หลังจากนั้นรัฐบาลญี่ปุ่นปักธงที่ความสำคัญของสังคมและเศรษฐกิจมาก่อน ทำให้นโยบายโควิดหลังจากนั้นค่อนข้างผ่อนปรนขึ้น ไม่มีล็อกดาวน์เบ็ดเสร็จแบบครั้งแรก

การส่งลูกชายชั้นประถมเข้าเรียนของคุณแม่ชาวไทยในญี่ปุ่น เมื่อไวรัสร้ายยังอยู่ แต่โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว

เมื่อโรงเรียนพร้อมใจกันเปิดด้วยวิธีการเรียนแบบต่างๆ ที่จะหาทำได้ สิ่งที่ตามมาคือ จะเกิดการรวมหมู่ของเยาวชน ดังนั้น ทางคณะการศึกษาญี่ปุ่นก็ปล่อยคู่มือการรับมือโควิด-19 ในโรงเรียนให้มาเป็นแนวทาง สิ่งหนึ่งที่อยู่ในนั้นคือ ถ้ามีนักเรียนติดโควิด-19 ในโรงเรียนต้องทำยังไง ง่ายๆ เลยค่ะ

ข้อ 1 หากเจอคน (หรือมีสัญญาณอาการ) ในห้อง ปิดห้องเรียนนั้น

ข้อ 2 เจอการติดในหลายห้องของชั้นเรียนเดียวกัน ปิดชั้นเรียนนั้น

ข้อ 3 เจอการติดกระจายในหลายชั้นเรียนให้ปิดทั้งโรงเรียน ระยะเวลาปิด 5 – 7 วัน ส่วนการนำไปใช้จริงก็ให้อำนาจเจ้าหน้าที่หน้างานที่จะตัดสินใจได้เอง

สภาพที่ออกมาหลังเปิดเรียนไปแล้วก็คือ มีนักเรียนติดโควิด-19 ในโรงเรียน แต่จำนวนไม่ได้ถึงกับเยอะมากจนน่าเป็นห่วง ยังรับได้ ก็ทำตามไกด์ไลน์ไป ปิดแล้วก็เปิดเรียนใหม่ ดังนั้น ชีวิตนักเรียนก็คงดำเนินต่อไป

ขอเพิ่มเติมในส่วนมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่เรียนออนไลน์ปีที่แล้วทั้งปี ในปีที่ 2 เริ่มผ่อนปรนให้เข้าเรียนในวิชาที่จำเป็นหรือวิชาภาคปฏิบัติ แต่ต้องจำกัดจำนวนคนในแต่ละคาบ และมาตรการต่างๆ จะเข้มงวดมากกว่าโรงเรียน และในเดือนพฤศจิกายน (ค.ศ. 2021) นี้ คาดว่าจะเปิดห้องเรียนเต็มรูปแบบ แต่ต้องมีสำรองออนไลน์ไว้ด้วยให้นักศึกษาเลือกได้ 

สาเหตุที่มาตรการเข้มข้น ก็เพราะในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งนักศึกษาและอาจารย์มีการข้ามพื้นที่ ข้ามจังหวัดมาเรียนมาสอน จึงง่ายในการแพร่กระจายของเชื้อโรค ในขณะที่โรงเรียน นักเรียน (และคุณครู) เกือบทั้งหมด คือบ้านอยู่ในพื้นที่ (จัดโรงเรียนใกล้ที่อยู่อาศัย) จึงควบคุมการเดินทางของเชื้อโรคได้ดีกว่า

อ่านกันมาถึงตรงนี้ อาจจะมีคำถามว่า ทำกันเท่านี้พอเหรอ แล้วไม่กลัวกันเหรอ ตอบยากนะคะ แต่ในเมื่อเรายังกำจัดมันไปไม่ได้ ถ้าจะต้องตีกรอบขีดเส้นไปเสียทุกสิ่ง เราคงกระดิกตัวทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อพวกเราก็ดูแลตัวเองและครอบครัวอยู่บนวินัยเคร่งครัดแล้ว ที่เหลือบางอย่างมันก็ต้องเสี่ยงกัน แต่อย่างที่อธิบายว่า เราเสี่ยงอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและการวิเคราะห์ มันควรจะทำให้เราดำเนินชีวิตประจำวันไปได้ ถึงแม้จะเป็นแบบไม่ปกติจนกลายเป็นเรื่องปกติ ไปจนกว่าจะถึงวันที่เราจะร่ำลาแบบถาวรกับเจ้าไวรัสวายร้ายตัวนี้ และโลกกลับมาเป็น Old Normal เหมือนเดิม 

การส่งลูกชายชั้นประถมเข้าเรียนของคุณแม่ชาวไทยในญี่ปุ่น เมื่อไวรัสร้ายยังอยู่ แต่โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว

Writer & Photographer

ปองทิพย์ วนิชชากร

แม่บ้านไทย-ญี่ปุ่น-ลาดพร้าว รักจะ slow life เลยชอบ write slow slow

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load